ช่วง COVID-19 ดิฉันบังเอิญได้เจอคลิป YouTube คลิปหนึ่ง เป็นคลิปสั้นๆ 10 นาที ถ่ายทอดเรื่องราวยามเช้าของดีไซเนอร์ มีฉากต้มซุปมิโสะบ้าง ทำสลัดบ้าง จนถึงฉากแต่งตัวออกจากบ้าน คิดถึงสมัยตัวเองอยู่ญี่ปุ่นจังเลย

ดิฉันสงสัยว่า ใครกันหนอ เป็นคนผลิตคลิปที่ดูละมุนงดงามขนาดนี้ เมื่อเลื่อนไปดู ถึงเห็นชื่อแอคเคาน์เป็นชื่อยาวๆ เขียนว่า 北欧、暮らしの道具店 (Hokuoh, Kurashi no Douguten) แปลว่า ร้านขายอุปกรณ์ในการใช้ชีวิต, สแกนดิเนเวียน 

เขาขายอุปกรณ์อะไรหรือ คลิกเข้าไปดูต่อที่ hokuohkurashi.com ดีกว่า 

ขอแค่ค่าที่พักกับค่าตั๋วก็พอ

โคเฮ อาโอกิ (Kohei Aoki) เคยเปิดธุรกิจให้บริการทำเว็บไซต์ร่วมกับพี่สาว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไร เมื่อจำต้องปิดกิจการ สองพี่น้องจึงตัดสินใจจัดทริปเที่ยวของพนักงานเป็นครั้งสุดท้าย โดยเลือกไปแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งพี่สาวของเขาชื่นชอบอยู่แล้ว 

ในตอนนั้นสองพี่น้องเผอิญเจอจานชามแบบวินเทจ จึงลองซื้อแล้วนำกลับมาขายในญี่ปุ่นดู​ ทั้งคู่ไม่ได้คิดจะทำเป็นธุรกิจจริงจังอะไร แค่นำรายได้มาจุนเจือค่าที่พักกับค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ สแกนดิเนเวียก็พอ

ช่วง ค.ศ. 2007 โคเฮจึงสร้างเว็บไซต์ E-commerce และเริ่มจำหน่ายของใช้จานชามแบบสแกนดิเนเวีย โดยตั้งชื่อว่า Hokuoh, Kurashi no Doguten แปลว่า ร้านขายอุปกรณ์ในการใช้ชีวิต, สแกนดิเนเวียน 

หน้าตาเว็บก็เป็นแบบเรียบง่าย มีภาพสินค้า มีราคา มีคำอธิบาย ใครสนใจก็คลิกซื้อ แล้วทางบริษัทก็จัดส่งสินค้าให้ เรียกได้ว่าเว็บนี้แทบไม่ต่างอะไรกับเว็บ E-commerce ทั่วไปในเมืองไทยเลย

กิจการค่อยๆ ดำเนินมาได้ด้วยดี โคเฮและพี่สาวเริ่มนำสินค้าจากสแกนดิเนเวียนมาจำหน่ายมากขึ้น หลากหลายขึ้น จนวันหนึ่งโคเฮก็พบว่า บริษัทเขาลงทุนโปรโมตเว็บไซต์ หรือซื้อโฆษณาเป็นจำนวนมาก และทำให้แทบไม่มีกำไรเลย 

โคเฮพยายามดูว่ามีค่าใช้จ่ายตรงไหนที่เขาพอจะตัดได้หรือไม่ และเขาก็พบว่า หากตัดค่าใช้จ่ายทางการตลาดไปได้ กำไรก็น่าจะสูงขึ้น 

ตอนนั้น งบประมาณการตลาดของบริษัท คิดเป็นร้อยละ 15 ของยอดขาย การจะตัดงบโฆษณาออกไปหมดให้เหลือศูนย์นั้น จะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อยังดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อของ 

แต่จะทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้จักเว็บเราล่ะ 

เราคือสำนักพิมพ์

ปกติแล้ว เว็บไซต์ E-commerce นั้นเติบโตจากการเพิ่มจำนวนสินค้าให้ปริมาณมากขึ้น ลูกค้าที่เข้ามาก็จะสนุกกับการเห็นตัวเลือกที่หลากหลาย เสิร์ชหาสินค้าอะไรก็เจอ นอกจากนี้ กลยุทธ์ที่เว็บทั่วไปมักใช้ คือการจัดโปรโมชันลดราคา หรือยิงโฆษณาจำนวนมากๆ 

เพราะฉะนั้น วิธีการเติบโตแบบเว็บไซต์ E-commerce ที่ประสบความสำเร็จจึงต้องเข้าถึงคนหมู่มาก ขายของให้ได้ปริมาณมาก กับคนจำนวนมากนั่นเอง

ในทางกลับกัน สินค้าของ Hokuoh, Kurashi no Doguten เป็นสินค้าที่ค่อนข้างเฉพาะ (Niche) กลุ่มคนที่ชอบก็มีจำนวนจำกัด ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบจานชามแบบมินิมอลคุณภาพดี โคเฮจึงต้องคิดหาวิธีเติบโตในแบบที่แตกต่างจากเว็บ E-commerce ทั่วไป ที่สำคัญ ห้ามใช้ค่าโฆษณาเยอะด้วย 

สิ่งที่โคเฮคิดออกมา คือการมองธุรกิจตนเหมือนเป็นสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง หากสำนักพิมพ์ทั่วไปมีหน้าที่สรรหาเนื้อหาและเผยแพร่ให้กับผู้คน บริษัทของโคเฮก็มีลักษณะคล้ายกัน 

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com 

แทนที่จะทำแค่พื้นที่ขายสินค้า โคเฮสร้างพื้นที่ ‘เล่าเรื่อง’ ขนาดใหญ่ ในเว็บไซต์ของ Hokuoh นั้นแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่มีไว้ให้อ่าน กับ ส่วนที่มีไว้ให้ซื้อ

ส่วนที่มีไว้ให้อ่าน เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของคนต่างๆ หรือเรื่องราวของพนักงาน ชีวิตประจำวันของพวกเขาเป็นอย่างไร มีเทคนิคการจัดห้อง ทำอาหาร แต่งสวน ฯลฯ อย่างไรบ้าง

ส่วนที่มีไว้ให้ซื้อ ก็เล่าเรื่องราวของสินค้านั้นๆ ว่ามีจุดเด่นอย่างไร ประวัติความเป็นมาคืออะไร มีวิธีใช้อย่างไร ราคาเท่าไร 

เว็บไซต์ Hokuoh จึงเปรียบเสมือนนิตยสารเล่มใหญ่เล่มหนึ่ง ที่สอนทั้งวิธีแต่งหน้าแต่งตัว กับชี้เป้าให้ไปซื้อเสื้อผ้า

เพื่อให้เห็นภาพ ดิฉันขอยกตัวอย่างวิธีเล่าถึงแก้วใสรุ่นหนึ่ง ชื่อรุ่น โบเดก้า

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

ในพื้นที่จำหน่ายสินค้านั้น เขียนประโยคเปิดว่า ‘แก้วทรงเรียบง่าย แต่อยากใช้ทุกๆ วัน’ และบรรยายต่อว่า “แก้วอย่างดีจากร้านทำแก้วเก่าแก่ในอิตาลี รูปทรงกระบอก เรียบง่าย ใส่เครื่องดื่มประเภทใดก็ได้” 

จากนั้นบรรยายสรรพคุณ เช่น ดีไซน์สวยงาม เวลาวางซ้อนกันหลายๆ ใบ ก็ดูสวยไปอีกแบบ ตัวแก้วทนความร้อน ใส่เครื่องดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น นำเข้าไมโครเวฟได้ เข้าเครื่องล้างจานก็ได้ อบพุดดิ้งก็ได้ หรือจะนำไปใส่ของกระจุกกระจิกแล้วไว้บนโต๊ะ ก็สวยไปอีกแบบนะ

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com
Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

แต่ทว่า ในส่วนที่มีไว้ให้อ่าน พูดถึงแก้วใบนี้ในอีกมุมหนึ่งโดยสิ้นเชิง

ชื่อตอน ‘วิธีใช้แก้วรุ่นโบเดก้า ที่ไม่มีบอกในคู่มือการใช้งาน’ ผู้เขียนคือฝ่ายจัดซื้อของบริษัท ชื่อคุณยามาเนะ แกเล่าว่า 

“ผมมักใช้สินค้าของ Hokuoh เสมอๆ มีสินค้ารุ่นหนึ่งที่ผมซื้อซ้ำสองครั้งแล้ว ก็คือแก้วรุ่นโบเดก้านี้นี่เอง

“ผมคิดว่าราคาแก้วรุ่นนี้ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย ไม่แพงจนเกินไป และด้วยรูปทรงที่เรียบง่าย ใส่อะไรก็ได้ ผมก็ยิ่งชื่นชอบเจ้าแก้วรุ่นนี้มากขึ้น ผมลองสรุปเทคนิคการใช้เป็นประเด็นดังนี้ครับ

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

“โดยหลักๆ แล้ว ผมมักจะเอาไว้ใส่ของเล็กๆ น้อยๆ แล้วแช่ตู้เย็นครับ

“เอาไว้ใส่ใบโอบะได้ ทราบไหมครับว่าหากเราเอาก้านใบโอบะแช่น้ำเล็กน้อย ก็จะเก็บได้นานขึ้น แล้วแก้วโบเดก้า ก็ใส่ได้อย่างพอดี”

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

“นอกจากนี้ ผมยังชอบเอามาใส่เลม่อน หากหั่นเป็น 8 ชิ้น ก็จะพอดีใส่แก้วนี้เลยครับ”

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

“ส่วนลูกสาวผมวัยสามขวบ ผู้ชื่นชอบมะเขือเทศลูกจิ๋วๆ นั้น ผมมักใส่มะเขือเทศลงในแก้วใสนี้ให้เธอ ถ้าลูกทานมะเขือเทศไม่หมด ผมก็แค่เอาแร็ปมาปิดปากแก้ว แล้วแช่ตู้เย็น”

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

“ยิ่งใช้แก้วรุ่นนี้ ก็ยิ่งอยากใส่ของอย่างโน้นอย่างนี้เต็มไปหมดเลย เข้าใจแล้วหรือยังครับว่าทำไมผมถึงกลับไปซื้อแก้วรุ่นนี้เติมเรื่อยๆ” 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ อ่านเพลินไหมคะ 

ในบทความฉบับเต็มนั้น คุณยามาเนะเล่าละเอียดกว่านี้อีก แต่เท่านี้ดิฉันเชื่อว่าเราแทบจะกดไปสั่งซื้อแก้วโบเดก้านี้กันแล้วล่ะ 

ความสนุกของเนื้อหาเว็บ Hokuoh คือเขาไม่ได้แค่วางสินค้า แต่ยังนำเสนอวิธีการใช้ที่เล่ามาจากใจของผู้เขียน (ซึ่งก็คือพนักงานบริษัทจริงๆ) พนักงานนำไปใช้ เลือกสินค้าที่ตัวเองรักและอยากแนะนำ แล้วจึงนำมาเขียนลงเว็บ

เดือนหนึ่งมีบทความลักษณะนี้ลงในเว็บถึง 100 บทความ เฉลี่ยวันละ 3 บทความเลยทีเดียว 

นอกจากบทความแล้ว Hokuoh ยังทำคลิปลง YouTube อีกด้วย ซีรีส์ที่ดิฉันชอบมากคือ Morning Routine โดยทางรายการจะไปถ่ายทำช่วงเวลายามเช้าของคนอาชีพต่างๆ เช่น นางแบบ ดีไซเนอร์ ครูสอนโยคะ นักจัดดอกไม้ ฯลฯ 

เราจะรู้สึกเหมือนได้แอบไปชะโงกดูว่าบ้านคนอื่นเขาทำอะไรกัน อย่าง Morning Routine ของผู้หญิงที่ทำงานด้านบรรณาธิการนั้น เราจะเห็นว่าเธอตื่นเช้ามาปั๊บ ก็เดินไปให้อาหารแมว (อุ๊ย ถ้วยเซรามิกใส่อาหารแมวอันนี้น่ารักจัง ที่ตักอาหารเป็นช้อนไม้ก็น่ารัก) 

จากนั้นเธอก็ไปเตรียมอาหารเช้าให้ตัวเอง เธอทำสลัด (อ๋อ เธอล้างและหั่นผักเตรียมไว้ก่อน เอาใส่ถุงซิปล็อกทำให้เอาออกมาทำได้ง่าย) เธอชงชานมด้วย (โอ้ เทนมแล้วเอาไปอุ่นก่อน แล้วค่อยใส่ชา ว้าว) แล้วก็ปิ้งขนมปัง 

เสียงในวงเล็บคือเสียงในหัวดิฉันเอง (ฮาๆๆ) ดูไปก็ได้เรียนรู้วิธีการเตรียมอาหารเช้าแบบคนอื่น และแน่นอน ทำให้ดิฉันอยากได้จาน ชาม ตะแกรงล้างผัก เตาปิ้งขนมปัง และสารพัดข้าวของที่โผล่มาในคลิปต่างๆ นานา ชมตัวอย่างคลิปที่นี่ ดีงามจริงๆ นะคะ

แต่เว็บ Hokuoh ก็ไม่ขายของโต้งๆ ดิฉันต้องไปนั่งงมในเว็บเอาเองว่ามีอะไรขายบ้าง และหากเผอิญกดเข้าไปอ่านในบทความต่างๆ ก็จะอยากได้แก้วใส ได้โน่นได้นี่เข้าไปอีก 

ไม่น่าแปลกที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์นี้เกินครึ่งหนึ่ง จะเข้ามาชมเว็บเดือนละ 20 ครั้งขึ้นไป (เข้าเกือบทุกวันเลยนี่นา) 

ตัดงบโฆษณาเหลือ 0 เยน

แทนที่จะนำเงินไปจ่ายค่าโฆษณาให้กับเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลต่างๆ โคเฮตัดงบประมาณตรงนี้เกลี้ยง แล้วเอาไปทุ่มให้กับการพัฒนาหน้าเว็บให้สวยๆ ทำคอนเทนต์ให้น่าอ่านประหนึ่งอ่านนิตยสาร

คอนเซปต์ของเว็บคือ ‘เติมสิ่งพิเศษๆ หนึ่งช้อนชา ให้กับวันธรรมดาๆ ของคุณ’ โดยนำเสนอของกระจุกกระจิก เสื้อผ้า จานชามต่างๆ ผ่านบทความ คลิปวิดีโอ และล่าสุดคือหนังสั้น 

จุดเด่นประการหนึ่งของเว็บ Hokuoh คือการสื่อสารจากพนักงานเอง มีการแปะชื่อและหน้าพนักงานที่ทำคอนเทนต์นั้นๆ และผู้เขียนก็เล่าเรื่องผ่านมุมมองตนเองได้ เช่น พวกเขาใช้สินค้าชิ้นนี้ในชีวิตประจำวันอย่างไร อะไรคือเสน่ห์ของสินค้ารุ่นนี้ ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดขึ้น และเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น 

โคเฮได้เปลี่ยนวิธีทำการตลาด จากการใช้เงินซื้อให้คนเข้ามาที่เว็บตน เป็นการทำเว็บตนให้น่าอ่าน สนุกในการอ่านได้เรื่อยๆ จนคนเข้ามาในเว็บเป็นประจำเอง 

เมื่อมีจำนวน User เข้ามาจำนวนมาก ก็เริ่มมีแบรนด์เครื่องใช้ต่างๆ ขอเป็นสปอนเซอร์บ้าง ชวนจัดอีเวนต์บ้าง ขอให้ทำโฆษณาสินค้าให้บ้าง ทำให้บริษัทมีรายได้เสริม นอกเหนือจากการขายสินค้าผ่านหน้าเว็บตนเอง 

ใน ค.ศ. 2019 Hokuoh มีรายได้ 2.7 พันล้านเยน โดยมีกำไรสุทธิสูงถึงปีละ 2.9 ร้อยล้านเยน Pageview อยู่ที่ 16 ล้านครั้ง/เดือน และมีจำนวน Unique User 1.5 ล้านคน/เดือน 

Lesson Learned 

  1. หานิยามธุรกิจใหม่จาก ‘พื้นที่ขายของทางอินเทอร์เน็ต’ เป็น ‘สำนักพิมพ์’ 
  2. ไม่ได้แค่ขายสินค้า แต่เล่าวิธีการใช้สินค้า ทำให้ลูกค้านึกภาพออกและเกิดกิเลส : ) 
  3. เล่าเรื่องราวจากแพสชันของพนักงานแต่ละคน ยิ่งทำให้ผู้อ่านเห็นภาพ และรู้สึกเชื่อมโยงมากขึ้น
  4. รู้จักเล่าเรื่องราวแบบเนียนๆ ผ่านสื่อหลายแบบ ทั้งบทความ คลิปวิดีโอ และหนังสั้น 
  5. ประหยัดค่าโฆษณา ด้วยการตั้งใจเลือกสินค้าและตั้งใจเล่าเรื่อง

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

การเป็นผู้ประกอบการที่ตั้งใจคิดดี ทำดี ต้องฝ่าฟันอะไรบ้าง

เคนจิ ซุซุกิ อดีตคุณครูโรงเรียนประถมที่หันมาสมัครงานพนักงานขายรถเข็นผู้ป่วย แต่บริษัทก็ล้มละลาย เขาเป็นคนสุดท้ายที่ไม่ล้มเลิกความฝัน จนในที่สุด ออกมาสร้างบริษัทของตัวเอง 

คุณครูผู้ให้ 

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซุซุกิชื่นชอบนักประพันธ์และกวีท่านหนึ่ง ชื่อ เคนจิ มิยาซาวะ ผู้ช่วยพัฒนาการเกษตรเป็นระยะเวลานาน ซุซุกิตั้งใจจะทำงานที่เกี่ยวข้องกับ เคนจิ มิยาซาวะ จนวันหนึ่ง เขาพบว่ามีบ้านพักดูแลผู้สูงอายุและผู้ทุพพลภาพแห่งหนึ่งในจังหวัด ซึ่งมีแนวคิดตามหลักการของ เคนจิ มิยาซาวะ ซุซุกิจึงรีบไปสมัครทันที

ขณะทำงาน เขาเห็นว่ามีผู้ทุพพลภาพหลายคนต้องทำกายภาพบำบัด เขาจึงสนใจเรียนต่อด้านนี้ แต่ระหว่างเรียน เงินทุนของเขาหมดเสียก่อน จึงต้องลาออก โชคดีที่เขามีใบวิชาชีพครู จึงเริ่มงานเป็นครูโรงเรียนประถมแทน และเก็บพับความฝันที่จะช่วยเหลือผู้พิการไว้ชั่วคราว 

วันหนึ่ง ซุซุกิเห็นข่าวในโทรทัศน์ออกอากาศเกี่ยวกับอาจารย์มหาวิทยาลัยโทโฮคุ กำลังพัฒนารถเข็นที่ให้ผู้พิการนั่ง ผู้พิการที่ขาขยับไม่ได้ แต่กลับถีบล้อจนรถเคลื่อนที่ได้ ภาพนั้นทำให้ซุซุกิรู้สึกตื่นเต้นมาก เขารีบติดต่ออาจารย์ท่านนั้นไป และเข้าไปรับตำแหน่งพนักงานขายในที่สุด

ในตอนนั้น รถเข็นล้อถีบของอาจารย์มีน้ำหนักมากถึง 80 กิโลกรัม ขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อคำนวณต้นทุนและค่าวิจัยต่าง ๆ แล้ว ก็ตั้งราคาขายสูงถึง 3 ล้านเยน ซุซุกิเคยแย้งอาจารย์ไปว่า หากตั้งราคาสูงขนาดนี้ คุณตาคุณยายจะซื้อได้อย่างไร แต่ก็ไม่เป็นผล ซุซุกิพยายามตระเวนขายเท่าใดก็ไม่มีใครยอมซื้อเลย ในที่สุดบริษัทของอาจารย์ใช้เงินทุนมหาวิทยาลัยจนหมดและไม่สามารถหาเงินทุนเพิ่ม จึงต้องปิดตัวลง 

ซุซุกิเสียดายมาก เขาจึงเจรจาขอซื้อแบบรถเข็นจากอาจารย์และออกมาตั้งบริษัทของตนเอง เงินทุนตั้งต้นมาจากเงินบำเหน็จ ซึ่งเขาใช้หมดตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มกิจการ 

ซุซิกิเห็นปัญหาเดิมของบริษัทก่อนหน้า ทางอาจารย์ต้องการผลิตรถเข็นเอง จำหน่ายเอง ซึ่งทำให้ต้นทุนและราคาขายสูงมาก เขาจึงมองหาบริษัทที่จะช่วยผลิตรถเข็นแทนเขา ซุซุกิตระเวนไปคุยกับผู้ผลิตรถเข็น ตลอดจนผู้ผลิตรถยนต์หลายแห่ง แต่ทุกเจ้าปฏิเสธเขาหมด เนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อว่า จะมีรถเข็นที่ทำให้คนที่ขาใช้งานไม่ได้ปั่นรถได้

สุดท้าย มีเพียงเจ้าเดียวที่ยอม คือผู้ผลิตรถเข็นสำหรับนักกีฬาพาราลิมปิก ผู้บริหารคงเห็นความตั้งใจดีและตั้งใจจริงของซุซุกิ จึงยอมช่วยเหลือเขา ซุซุกิบอกทางบริษัทว่า แบบรถเข็นที่เขามีดูเหมือนรถถัง ใหญ่ เทอะทะ น่ากลัว อาจทำให้ผู้ป่วยไม่อยากนั่งได้ เขาขอให้ทางบริษัทผู้ผลิตช่วยออกแบบให้รถน่านั่ง และดูเป็นมิตรกับผู้ใช้

COGY รถคนพิการสุดล้ำ ความสำเร็จของลูกน้องที่เจ้านายไม่เชื่อ บริษัทล้มละลายเลยทำเอง
ภาพ : www.daisharin.co.jp

เมื่อแก้ปัญหาด้านการออกแบบได้แล้ว ปัญหาถัดมาที่ซุซุกิต้องคิดต่อคือเรื่องเงินทุน เวลาเขาไปติดต่อขอกู้เงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็โดนปฏิเสธทุกที่ เนื่องจากกิจการดูมีความเสี่ยงสูง จนเขาไปปรึกษากับหอการค้าจังหวัด มีสมาชิกหอการค้าท่านหนึ่งเห็นความตั้งใจดีของเขา และคิดว่าคงจะดีหากรถเข็นนี้ช่วยคนญี่ปุ่นตลอดจนคนทั่วโลกได้ จึงแนะนำสถาบันการเงินที่ตนรู้จักให้ซุซุกิ ทำให้เขากู้เงินมาสร้างรถเข็นได้ในที่สุด

ล้อรถที่เริ่มหมุน

ซุซุกิตั้งชื่อรถเข็นว่า COGY (โคกี้) พ้องกับคำว่า ‘โคเกรุ’ แปลว่า การปั่น (รถถีบ) ไปข้างหน้า 

รถเข็นนี้มีกลไกคล้ายเรือถีบเป็ดที่เราคุ้นเคย ผู้ใช้จะนั่งบนเบาะรถ เหยียดขาไปด้านหน้าเล็กน้อย ตรงที่วางเท้า จะมีแถบรัดเท้าแน่นหนา เมื่อเริ่มใช้ขาค่อย ๆ ถีบเพียงเล็กน้อย ตัวกลไกของล้อรถก็จะทำให้รถค่อย ๆ เคลื่อนไปได้โดยไม่ต้องใช้แรงเยอะเลย 

เมื่อขาใดขาหนึ่งเริ่มปั่น ระบบประสาทจะส่งสัญญาณไปที่กระดูกสันหลัง และส่งสัญญาณไปที่เส้นประสาทอีกขา ทำให้อีกขาค่อย ๆ เคลื่อนตาม เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ เพราะฉะนั้น แม้ขาจะเป็นอัมพฤกษ์ขยับไม่ได้ แต่ก็ยังค่อย ๆ เริ่มปั่นให้ล้อหมุนไปข้างหน้าได้ 

COGY รถคนพิการสุดล้ำ ความสำเร็จของลูกน้องที่เจ้านายไม่เชื่อ บริษัทล้มละลายเลยทำเอง
COGY รถคนพิการสุดล้ำ ความสำเร็จของลูกน้องที่เจ้านายไม่เชื่อ บริษัทล้มละลายเลยทำเอง
COGY รถคนพิการสุดล้ำ ความสำเร็จของลูกน้องที่เจ้านายไม่เชื่อ บริษัทล้มละลายเลยทำเอง

ผู้ใช้รถเข็น COGY นี้มีตั้งแต่ผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน หรือผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตครึ่งท่อนล่าง ยิ่งปั่น ยิ่งมีกล้ามเนื้อ คนไข้หลายคนค่อย ๆ หาย หรือลุกขึ้นมาเริ่มเดินได้ก็เพราะรถเข็น COGY นี้

หาช่องทางการขาย

ซุซุกิเอง ใช้เวลาในการหาเงินทุนตลอดจนหาผู้ผลิตอย่างยากเข็ญ เมื่อรถเข็นพัฒนาเสร็จ เขาก็ต้องหาช่องทางการขายต่อ ตอนแรกเขาพยายามติดต่อตัวแทนจำหน่ายรถเข็นต่าง ๆ แต่บริษัทเหล่านี้ไม่เชื่อว่าจะมีรถเข็นที่ช่วยฝึกให้คนเป็นอัมพาตกลับมาเดินได้อีกครั้ง 

ขณะที่เงินทุนบริษัทร่อยหรอลงไปทุกที มีช่องโทรทัศน์มาถ่ายทำรถเข็นของซุซุกิ เผอิญคนขับรถของประธานบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุได้ดู จึงเล่าให้ท่านประธานฟัง ท่านประธานก็เกิดสนใจเป็นอย่างยิ่ง และสั่งซื้อรถเข็นจากซุซุกิเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทของเขายังประคับประคองอยู่รอดต่อไปได้ 

COGY รถคนพิการสุดล้ำ ความสำเร็จของลูกน้องที่เจ้านายไม่เชื่อ บริษัทล้มละลายเลยทำเอง
ภาพ : cogycogy.com

ในปี 2011 เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเขตโทโฮคุ ซุซุกิเห็นว่ามีผู้สูงอายุและผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องนั่งนิ่ง ๆ อยู่ที่สถานที่ลี้ภัยหรือที่พำนักชั่วคราว ขาดการออกกำลังกาย เขาจึงส่งรถเข็นไปให้สถานที่ต่าง ๆ ที่ละ 1 – 2 คัน ปรากฏว่าผู้สูงอายุใช้แล้วชอบ ก็เริ่มบอกต่อกัน บ้านพักคนชราหลายแห่ง จึงเริ่มสั่งซื้อรถ COGY มากขึ้น 

สิ่งที่ทำให้ซุซุกิดีใจ คือมีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุจำนวนมากที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ค่อยสะดวก แต่เมื่อพวกเขาได้นั่งรถเข็น COGY และถีบล้อหมุนจนเดินทางไปที่ต่าง ๆ เองได้ ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น และหลายคนกลับมาเดินได้อีกครั้ง ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยกลุ่มเดียวที่ดีใจ ครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยก็ล้วนดีใจที่เห็นผู้ป่วยสดใสขึ้น ยิ้มมากขึ้นไปด้วย 

COGY รถถีบที่ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ท่อนล่างใช้ได้ ของครูผู้ลาออกมาเป็นเซลล์ แล้วเห็นต่างจากนาย พอบริษัทล้มละลายเลยทำเอง
ภาพ : cogycogy.com

ผู้ใช้ผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า “ฉันเริ่มรู้สึกสนุกตั้งแต่ตอนที่หย่อนก้นนั่งลงบนเบาะแล้ว ตั้งแต่ปี 2011 เส้นเลือดในสมองฉันแตก ทำให้ขาซ้ายฉันขยับไม่ได้เลย ฉันจึงรู้สึกแปลกใจและดีใจมากที่เห็นขาตนเองขยับได้อีกครั้งในรอบ 6 ปี ตอนที่ฉันถีบรถออกไป ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเดินขึ้นบันไดเลย ปกติเวลาทำกายภาพบำบัด มันทรมานมาก แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่า การขยับขานั้นก็เป็นเรื่องสนุกมาก ๆ เลย” 

คุณปู่อีกท่านกล่าวว่า “ตอนถีบรถเข็นครั้งแรก รู้สึกเหมือนมีใครมาช่วยเข็นรถเข็นของผม ตอนแรกที่เห็นรถเข็น ผมคิดว่าผมไม่น่าจะถีบรถได้หรอก เพราะแค่ยืนตรง ผมยังเจ็บขาไปหมดเลย ใครจะไปนึกว่าขาตนเองจะขยับได้ขนาดนี้ ผมรู้สึกดีใจคล้าย ๆ กับเวลาที่เด็กหัดเริ่มขี่จักรยานแล้วขี่ได้เลยครับ ภรรยาผมถ่ายภาพผมตอนนั้น เป็นภาพที่ผมยิ้มกว้างมากเลย ถ้ามีใครถามว่า COGY เป็นอย่างไรบ้าง ผมจะรีบบอกให้พวกเขาลองเลยครับ” 

COGY รถถีบที่ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ท่อนล่างใช้ได้ ของครูผู้ลาออกมาเป็นเซลล์ แล้วเห็นต่างจากนาย พอบริษัทล้มละลายเลยทำเอง
ภาพ : cogycogy.com

จากการที่อ่านชีวิตคุณครูโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งที่หันมาทำธุรกิจแบบไม่มีความรู้ด้านนี้ ดิฉันรู้สึกแปลกใจที่คุณซุซุกิเลือกทำธุรกิจที่ยากในการทำกำไร แต่ก็ยังประคับประคองมาถึงทุกวันนี้ ทุกครั้งที่บริษัทกำลังจะเกิดวิกฤต เช่น หาเงินทุนไม่ได้ หาผู้ผลิตรถเข็นไม่ได้ หาแหล่งขายไม่ได้ กลับมีผู้ที่ยืนมือเข้ามาช่วยโอบอุ้มธุรกิจเขาไว้เสมอ ๆ 

อะไรกันที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้… ส่วนหนึ่งคือโมเดลธุรกิจและสินค้าที่ดี แต่จากเรื่องราวของคุณเคนจิ ซุซุกิ ท่านนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เขามี คือความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะช่วยเหลือผู้อื่น และนั่นเป็นพลังที่ทำให้หลาย ๆ คนสัมผัสและอยากยื่นมือเข้าไปช่วยเขา 

“ผมเองไม่ได้มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจเลยครับ ผมคิดในแบบผมว่า อยากตั้งใจทำรถเข็นดี ๆ ให้ผู้ใช้ ตลอดจนครอบครัวของพวกเขามีความสุข คงมีคนหลายคนเห็นว่า อุตส่าห์ทำสินค้าดีขนาดนี้ ถ้าไม่ช่วยคงแย่แน่เลย แล้วก็เข้ามาช่วยเต็มไปหมด เป็นเรื่องที่น่าขอบคุณจริง ๆ ครับ 

“ในอนาคต ผมอยากลดราคารถเข็นให้ถูกลงไปกว่านี้อีก เพื่อทำให้ใครก็ได้ซื้อรถเข็นนี้ไปใช้อย่างมีความสุขครับ” – เคนจิ ซุซุกิ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load