ช่วง COVID-19 ดิฉันบังเอิญได้เจอคลิป YouTube คลิปหนึ่ง เป็นคลิปสั้นๆ 10 นาที ถ่ายทอดเรื่องราวยามเช้าของดีไซเนอร์ มีฉากต้มซุปมิโสะบ้าง ทำสลัดบ้าง จนถึงฉากแต่งตัวออกจากบ้าน คิดถึงสมัยตัวเองอยู่ญี่ปุ่นจังเลย

ดิฉันสงสัยว่า ใครกันหนอ เป็นคนผลิตคลิปที่ดูละมุนงดงามขนาดนี้ เมื่อเลื่อนไปดู ถึงเห็นชื่อแอคเคาน์เป็นชื่อยาวๆ เขียนว่า 北欧、暮らしの道具店 (Hokuoh, Kurashi no Douguten) แปลว่า ร้านขายอุปกรณ์ในการใช้ชีวิต, สแกนดิเนเวียน 

เขาขายอุปกรณ์อะไรหรือ คลิกเข้าไปดูต่อที่ hokuohkurashi.com ดีกว่า 

ขอแค่ค่าที่พักกับค่าตั๋วก็พอ

โคเฮ อาโอกิ (Kohei Aoki) เคยเปิดธุรกิจให้บริการทำเว็บไซต์ร่วมกับพี่สาว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไร เมื่อจำต้องปิดกิจการ สองพี่น้องจึงตัดสินใจจัดทริปเที่ยวของพนักงานเป็นครั้งสุดท้าย โดยเลือกไปแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งพี่สาวของเขาชื่นชอบอยู่แล้ว 

ในตอนนั้นสองพี่น้องเผอิญเจอจานชามแบบวินเทจ จึงลองซื้อแล้วนำกลับมาขายในญี่ปุ่นดู​ ทั้งคู่ไม่ได้คิดจะทำเป็นธุรกิจจริงจังอะไร แค่นำรายได้มาจุนเจือค่าที่พักกับค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ สแกนดิเนเวียก็พอ

ช่วง ค.ศ. 2007 โคเฮจึงสร้างเว็บไซต์ E-commerce และเริ่มจำหน่ายของใช้จานชามแบบสแกนดิเนเวีย โดยตั้งชื่อว่า Hokuoh, Kurashi no Doguten แปลว่า ร้านขายอุปกรณ์ในการใช้ชีวิต, สแกนดิเนเวียน 

หน้าตาเว็บก็เป็นแบบเรียบง่าย มีภาพสินค้า มีราคา มีคำอธิบาย ใครสนใจก็คลิกซื้อ แล้วทางบริษัทก็จัดส่งสินค้าให้ เรียกได้ว่าเว็บนี้แทบไม่ต่างอะไรกับเว็บ E-commerce ทั่วไปในเมืองไทยเลย

กิจการค่อยๆ ดำเนินมาได้ด้วยดี โคเฮและพี่สาวเริ่มนำสินค้าจากสแกนดิเนเวียนมาจำหน่ายมากขึ้น หลากหลายขึ้น จนวันหนึ่งโคเฮก็พบว่า บริษัทเขาลงทุนโปรโมตเว็บไซต์ หรือซื้อโฆษณาเป็นจำนวนมาก และทำให้แทบไม่มีกำไรเลย 

โคเฮพยายามดูว่ามีค่าใช้จ่ายตรงไหนที่เขาพอจะตัดได้หรือไม่ และเขาก็พบว่า หากตัดค่าใช้จ่ายทางการตลาดไปได้ กำไรก็น่าจะสูงขึ้น 

ตอนนั้น งบประมาณการตลาดของบริษัท คิดเป็นร้อยละ 15 ของยอดขาย การจะตัดงบโฆษณาออกไปหมดให้เหลือศูนย์นั้น จะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อยังดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อของ 

แต่จะทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้จักเว็บเราล่ะ 

เราคือสำนักพิมพ์

ปกติแล้ว เว็บไซต์ E-commerce นั้นเติบโตจากการเพิ่มจำนวนสินค้าให้ปริมาณมากขึ้น ลูกค้าที่เข้ามาก็จะสนุกกับการเห็นตัวเลือกที่หลากหลาย เสิร์ชหาสินค้าอะไรก็เจอ นอกจากนี้ กลยุทธ์ที่เว็บทั่วไปมักใช้ คือการจัดโปรโมชันลดราคา หรือยิงโฆษณาจำนวนมากๆ 

เพราะฉะนั้น วิธีการเติบโตแบบเว็บไซต์ E-commerce ที่ประสบความสำเร็จจึงต้องเข้าถึงคนหมู่มาก ขายของให้ได้ปริมาณมาก กับคนจำนวนมากนั่นเอง

ในทางกลับกัน สินค้าของ Hokuoh, Kurashi no Doguten เป็นสินค้าที่ค่อนข้างเฉพาะ (Niche) กลุ่มคนที่ชอบก็มีจำนวนจำกัด ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบจานชามแบบมินิมอลคุณภาพดี โคเฮจึงต้องคิดหาวิธีเติบโตในแบบที่แตกต่างจากเว็บ E-commerce ทั่วไป ที่สำคัญ ห้ามใช้ค่าโฆษณาเยอะด้วย 

สิ่งที่โคเฮคิดออกมา คือการมองธุรกิจตนเหมือนเป็นสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง หากสำนักพิมพ์ทั่วไปมีหน้าที่สรรหาเนื้อหาและเผยแพร่ให้กับผู้คน บริษัทของโคเฮก็มีลักษณะคล้ายกัน 

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com 

แทนที่จะทำแค่พื้นที่ขายสินค้า โคเฮสร้างพื้นที่ ‘เล่าเรื่อง’ ขนาดใหญ่ ในเว็บไซต์ของ Hokuoh นั้นแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่มีไว้ให้อ่าน กับ ส่วนที่มีไว้ให้ซื้อ

ส่วนที่มีไว้ให้อ่าน เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของคนต่างๆ หรือเรื่องราวของพนักงาน ชีวิตประจำวันของพวกเขาเป็นอย่างไร มีเทคนิคการจัดห้อง ทำอาหาร แต่งสวน ฯลฯ อย่างไรบ้าง

ส่วนที่มีไว้ให้ซื้อ ก็เล่าเรื่องราวของสินค้านั้นๆ ว่ามีจุดเด่นอย่างไร ประวัติความเป็นมาคืออะไร มีวิธีใช้อย่างไร ราคาเท่าไร 

เว็บไซต์ Hokuoh จึงเปรียบเสมือนนิตยสารเล่มใหญ่เล่มหนึ่ง ที่สอนทั้งวิธีแต่งหน้าแต่งตัว กับชี้เป้าให้ไปซื้อเสื้อผ้า

เพื่อให้เห็นภาพ ดิฉันขอยกตัวอย่างวิธีเล่าถึงแก้วใสรุ่นหนึ่ง ชื่อรุ่น โบเดก้า

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

ในพื้นที่จำหน่ายสินค้านั้น เขียนประโยคเปิดว่า ‘แก้วทรงเรียบง่าย แต่อยากใช้ทุกๆ วัน’ และบรรยายต่อว่า “แก้วอย่างดีจากร้านทำแก้วเก่าแก่ในอิตาลี รูปทรงกระบอก เรียบง่าย ใส่เครื่องดื่มประเภทใดก็ได้” 

จากนั้นบรรยายสรรพคุณ เช่น ดีไซน์สวยงาม เวลาวางซ้อนกันหลายๆ ใบ ก็ดูสวยไปอีกแบบ ตัวแก้วทนความร้อน ใส่เครื่องดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น นำเข้าไมโครเวฟได้ เข้าเครื่องล้างจานก็ได้ อบพุดดิ้งก็ได้ หรือจะนำไปใส่ของกระจุกกระจิกแล้วไว้บนโต๊ะ ก็สวยไปอีกแบบนะ

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com
Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

แต่ทว่า ในส่วนที่มีไว้ให้อ่าน พูดถึงแก้วใบนี้ในอีกมุมหนึ่งโดยสิ้นเชิง

ชื่อตอน ‘วิธีใช้แก้วรุ่นโบเดก้า ที่ไม่มีบอกในคู่มือการใช้งาน’ ผู้เขียนคือฝ่ายจัดซื้อของบริษัท ชื่อคุณยามาเนะ แกเล่าว่า 

“ผมมักใช้สินค้าของ Hokuoh เสมอๆ มีสินค้ารุ่นหนึ่งที่ผมซื้อซ้ำสองครั้งแล้ว ก็คือแก้วรุ่นโบเดก้านี้นี่เอง

“ผมคิดว่าราคาแก้วรุ่นนี้ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย ไม่แพงจนเกินไป และด้วยรูปทรงที่เรียบง่าย ใส่อะไรก็ได้ ผมก็ยิ่งชื่นชอบเจ้าแก้วรุ่นนี้มากขึ้น ผมลองสรุปเทคนิคการใช้เป็นประเด็นดังนี้ครับ

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

“โดยหลักๆ แล้ว ผมมักจะเอาไว้ใส่ของเล็กๆ น้อยๆ แล้วแช่ตู้เย็นครับ

“เอาไว้ใส่ใบโอบะได้ ทราบไหมครับว่าหากเราเอาก้านใบโอบะแช่น้ำเล็กน้อย ก็จะเก็บได้นานขึ้น แล้วแก้วโบเดก้า ก็ใส่ได้อย่างพอดี”

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

“นอกจากนี้ ผมยังชอบเอามาใส่เลม่อน หากหั่นเป็น 8 ชิ้น ก็จะพอดีใส่แก้วนี้เลยครับ”

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

“ส่วนลูกสาวผมวัยสามขวบ ผู้ชื่นชอบมะเขือเทศลูกจิ๋วๆ นั้น ผมมักใส่มะเขือเทศลงในแก้วใสนี้ให้เธอ ถ้าลูกทานมะเขือเทศไม่หมด ผมก็แค่เอาแร็ปมาปิดปากแก้ว แล้วแช่ตู้เย็น”

Hokuoh Kurash เว็บขายของที่ไม่มีงบโฆษณา แต่สร้างเนื้อหาจนมีคนเข้าเว็บ 16 ล้านครั้ง/เดือน
ภาพ : hokuohkurashi.com

“ยิ่งใช้แก้วรุ่นนี้ ก็ยิ่งอยากใส่ของอย่างโน้นอย่างนี้เต็มไปหมดเลย เข้าใจแล้วหรือยังครับว่าทำไมผมถึงกลับไปซื้อแก้วรุ่นนี้เติมเรื่อยๆ” 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ อ่านเพลินไหมคะ 

ในบทความฉบับเต็มนั้น คุณยามาเนะเล่าละเอียดกว่านี้อีก แต่เท่านี้ดิฉันเชื่อว่าเราแทบจะกดไปสั่งซื้อแก้วโบเดก้านี้กันแล้วล่ะ 

ความสนุกของเนื้อหาเว็บ Hokuoh คือเขาไม่ได้แค่วางสินค้า แต่ยังนำเสนอวิธีการใช้ที่เล่ามาจากใจของผู้เขียน (ซึ่งก็คือพนักงานบริษัทจริงๆ) พนักงานนำไปใช้ เลือกสินค้าที่ตัวเองรักและอยากแนะนำ แล้วจึงนำมาเขียนลงเว็บ

เดือนหนึ่งมีบทความลักษณะนี้ลงในเว็บถึง 100 บทความ เฉลี่ยวันละ 3 บทความเลยทีเดียว 

นอกจากบทความแล้ว Hokuoh ยังทำคลิปลง YouTube อีกด้วย ซีรีส์ที่ดิฉันชอบมากคือ Morning Routine โดยทางรายการจะไปถ่ายทำช่วงเวลายามเช้าของคนอาชีพต่างๆ เช่น นางแบบ ดีไซเนอร์ ครูสอนโยคะ นักจัดดอกไม้ ฯลฯ 

เราจะรู้สึกเหมือนได้แอบไปชะโงกดูว่าบ้านคนอื่นเขาทำอะไรกัน อย่าง Morning Routine ของผู้หญิงที่ทำงานด้านบรรณาธิการนั้น เราจะเห็นว่าเธอตื่นเช้ามาปั๊บ ก็เดินไปให้อาหารแมว (อุ๊ย ถ้วยเซรามิกใส่อาหารแมวอันนี้น่ารักจัง ที่ตักอาหารเป็นช้อนไม้ก็น่ารัก) 

จากนั้นเธอก็ไปเตรียมอาหารเช้าให้ตัวเอง เธอทำสลัด (อ๋อ เธอล้างและหั่นผักเตรียมไว้ก่อน เอาใส่ถุงซิปล็อกทำให้เอาออกมาทำได้ง่าย) เธอชงชานมด้วย (โอ้ เทนมแล้วเอาไปอุ่นก่อน แล้วค่อยใส่ชา ว้าว) แล้วก็ปิ้งขนมปัง 

เสียงในวงเล็บคือเสียงในหัวดิฉันเอง (ฮาๆๆ) ดูไปก็ได้เรียนรู้วิธีการเตรียมอาหารเช้าแบบคนอื่น และแน่นอน ทำให้ดิฉันอยากได้จาน ชาม ตะแกรงล้างผัก เตาปิ้งขนมปัง และสารพัดข้าวของที่โผล่มาในคลิปต่างๆ นานา ชมตัวอย่างคลิปที่นี่ ดีงามจริงๆ นะคะ

แต่เว็บ Hokuoh ก็ไม่ขายของโต้งๆ ดิฉันต้องไปนั่งงมในเว็บเอาเองว่ามีอะไรขายบ้าง และหากเผอิญกดเข้าไปอ่านในบทความต่างๆ ก็จะอยากได้แก้วใส ได้โน่นได้นี่เข้าไปอีก 

ไม่น่าแปลกที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์นี้เกินครึ่งหนึ่ง จะเข้ามาชมเว็บเดือนละ 20 ครั้งขึ้นไป (เข้าเกือบทุกวันเลยนี่นา) 

ตัดงบโฆษณาเหลือ 0 เยน

แทนที่จะนำเงินไปจ่ายค่าโฆษณาให้กับเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลต่างๆ โคเฮตัดงบประมาณตรงนี้เกลี้ยง แล้วเอาไปทุ่มให้กับการพัฒนาหน้าเว็บให้สวยๆ ทำคอนเทนต์ให้น่าอ่านประหนึ่งอ่านนิตยสาร

คอนเซปต์ของเว็บคือ ‘เติมสิ่งพิเศษๆ หนึ่งช้อนชา ให้กับวันธรรมดาๆ ของคุณ’ โดยนำเสนอของกระจุกกระจิก เสื้อผ้า จานชามต่างๆ ผ่านบทความ คลิปวิดีโอ และล่าสุดคือหนังสั้น 

จุดเด่นประการหนึ่งของเว็บ Hokuoh คือการสื่อสารจากพนักงานเอง มีการแปะชื่อและหน้าพนักงานที่ทำคอนเทนต์นั้นๆ และผู้เขียนก็เล่าเรื่องผ่านมุมมองตนเองได้ เช่น พวกเขาใช้สินค้าชิ้นนี้ในชีวิตประจำวันอย่างไร อะไรคือเสน่ห์ของสินค้ารุ่นนี้ ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดขึ้น และเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น 

โคเฮได้เปลี่ยนวิธีทำการตลาด จากการใช้เงินซื้อให้คนเข้ามาที่เว็บตน เป็นการทำเว็บตนให้น่าอ่าน สนุกในการอ่านได้เรื่อยๆ จนคนเข้ามาในเว็บเป็นประจำเอง 

เมื่อมีจำนวน User เข้ามาจำนวนมาก ก็เริ่มมีแบรนด์เครื่องใช้ต่างๆ ขอเป็นสปอนเซอร์บ้าง ชวนจัดอีเวนต์บ้าง ขอให้ทำโฆษณาสินค้าให้บ้าง ทำให้บริษัทมีรายได้เสริม นอกเหนือจากการขายสินค้าผ่านหน้าเว็บตนเอง 

ใน ค.ศ. 2019 Hokuoh มีรายได้ 2.7 พันล้านเยน โดยมีกำไรสุทธิสูงถึงปีละ 2.9 ร้อยล้านเยน Pageview อยู่ที่ 16 ล้านครั้ง/เดือน และมีจำนวน Unique User 1.5 ล้านคน/เดือน 

Lesson Learned 

  1. หานิยามธุรกิจใหม่จาก ‘พื้นที่ขายของทางอินเทอร์เน็ต’ เป็น ‘สำนักพิมพ์’ 
  2. ไม่ได้แค่ขายสินค้า แต่เล่าวิธีการใช้สินค้า ทำให้ลูกค้านึกภาพออกและเกิดกิเลส : ) 
  3. เล่าเรื่องราวจากแพสชันของพนักงานแต่ละคน ยิ่งทำให้ผู้อ่านเห็นภาพ และรู้สึกเชื่อมโยงมากขึ้น
  4. รู้จักเล่าเรื่องราวแบบเนียนๆ ผ่านสื่อหลายแบบ ทั้งบทความ คลิปวิดีโอ และหนังสั้น 
  5. ประหยัดค่าโฆษณา ด้วยการตั้งใจเลือกสินค้าและตั้งใจเล่าเรื่อง

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

เวลาเราซื้อของขวัญให้ใคร เรามักจะซื้อสิ่งที่ตัวเอง (แอบ) อยากได้ให้คนคนนั้น…

เพื่อนคนหนึ่งเคยได้รับกาน้ำชาแก้วใสๆ ยี่ห้อ HARIO จากดิฉัน โดยมีคำอธิบายอันยืดยาวว่ามันใช้ง่าย สวยงาม มินิมอล เทแล้วน้ำชาไม่ค่อยหกเลอะเทอะ ถอดฝาล้างง่าย บลาๆๆ จากผู้ให้อยู่ข้างๆ 

‘HARIO’ เป็นแบรนด์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่อายุ 100 ปีหมาดๆ เมื่อ ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา ทุกท่านคิดว่าบริษัทที่เคยผลิตอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ จะเติบโตมาหน้าตาเป็นอย่างไรคะ 

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของ HARIO แบรนด์ญี่ปุ่นอีกแบรนด์ที่ดิฉันรักค่ะ 

จากอุปกรณ์ห้องแล็บสู่ห้องครัว 

HARIO ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1921 ในช่วงแรกนั้น บริษัทผลิตอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบีกเกอร์ หรือหลอดแก้วตวงปริมาตร 

อุปกรณ์ของแบรนด์ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ทั้งทนความร้อน ทนกรด และสารเคมี รวมถึงใช้งานง่าย

หลังจากทำธุรกิจมาได้ 27 ปี ใน ค.ศ. 1948 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นก็เริ่มนำความเชี่ยวชาญด้านการหลอมแก้ว มาผลิตอุปกรณ์ในห้องครัว เช่น จานแก้ว ชามแก้ว ที่เข้าเตาอบได้ ขวดใส่เครื่องปรุง แก้วตวงวัด 

สำหรับอุปกรณ์ทำกาแฟ HARIO เริ่มเข้ามาผลิตในช่วง ค.ศ. 1957 โดยเริ่มจากเครื่องทำกาแฟ Syphon ทางบริษัทพยายามปรับความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ มาใช้กับอุปกรณ์ทำกาแฟ และค่อยๆ สร้างชื่อเสียงในญี่ปุ่นทีละนิด

สร้างกระแสในอเมริกา จนถึงระดับโลก

ในช่วง ค.ศ. 2004 ธุรกิจได้พัฒนาตัวดริปเปอร์ใหม่ อุปกรณ์ดริปเปอร์เดิมนั้นตัวกระดาษแผ่นกรองจะแนบไปกับดริปเปอร์ ทำให้อากาศไหลเวียนยาก อุปกรณ์รุ่นใหม่ออกแบบให้มีช่องว่างระหว่างกระดาษเล็กน้อย ทำให้มีอากาศผ่านได้ รสกาแฟจะลุ่มลึกขึ้น และเริ่มวางจำหน่ายใน ค.ศ. 2005 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : www.hario.com

ในช่วงแรก สินค้าตัวนี้ยังไม่เป็นที่ฮิตในตลาดสักเท่าไร จนเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ใน ค.ศ. 2010 ไมเคิล ฟิลลิปส์ (Michael Phillips) บาริสต้าชื่อดัง ได้รับรางวัลแชมเปี้ยนระดับโลก หนึ่งในอุปกรณ์ที่เขาใช้ ก็คือ HARIO V60 ทำให้ชื่อของ HARIO และ V60 เริ่มโด่งดังในอเมริกา และไปถึงในระดับโลกในที่สุด

สินค้าดีอยู่แล้ว แค่รอวันที่ใครสักคนจะเห็นคุณค่าและหยิบยกขึ้นมาเล่าเท่านั้นเอง 

วิกฤตที่นำไปสู่การเห็นโอกาสใหม่

ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา ตลาดกาแฟดริปเติบโตเรื่อยมา ทำให้ธุรกิจเองก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่อุปกรณ์ชงกาแฟ ทางแบรนด์ยังคงพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ 

ค.ศ. 2014 HARIO เปิดร้าน HARIO Lampwork Factory จำหน่ายเครื่องประดับแฮนด์เมดจากแก้ว เช่น สร้อยคอ ต่างหู เป็นร้านเล็กๆ ที่เราสามารถมองเห็นช่างกำลังเจียแก้วทีละนิดๆ ตรงหน้าร้าน และเข้าไปเลือกซื้อต่างหูน่ารักๆ ได้ 

สิ่งที่ทำให้ HARIO ตัดสินใจกระโดดเข้ามาในวงการนี้คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โทโฮขุเมื่อ ค.ศ. 2011 ในตอนนั้น ทุกโรงงานต้องประหยัดไฟฟ้า ทำให้ HARIO ไม่สามารถหลอมแก้วในโรงงาน ทางผู้บริหารจึงพยายามคิดว่า มีสินค้าอะไรที่บริษัทผลิตได้ โดยไม่ต้องใช้พลังไฟฟ้าปริมาณมาก

คำตอบจึงนำมาสู่การทำเครื่องประดับ ซึ่งใช้ที่เผาแก้วขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้ไฟฟ้ามาก 

เหตุผลหลักอีกประการคือ HARIO Lampwork Factory จะเป็นสถานที่บ่มเพาะฝีมือช่างทำแก้วไปในตัวด้วย ซึ่งช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือในวงการได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบัน มีร้าน HARIO Lampwork Factory ทั้งหมด 4 สาขา ในโตเกียว 3 แห่ง และนาโกย่าอีก 1 แห่ง 

หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอีก HARIO ก็จะได้อุ่นใจว่ามีธุรกิจบางธุรกิจที่ยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะขาดกระแสไฟก็ตาม 

 จากกลิ่นหอมกาแฟ สู่กลิ่นหอมอโรม่า

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ออก Product Line ใหม่ ชื่อ HARIO Relaxing เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยด้านการผ่อนคลาย

แล้ว HARIO โยงเข้ากับเครื่องแก้วอย่างไรล่ะ 

อย่างต่างหูแก้วเล็กๆ คู่นี้ ด้านในจะมีช่องเล็กให้หยอดน้ำมันอโรม่าหรือน้ำหอมได้ แค่หันหน้าไปมา ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ผ่อนคลาย 

ความแข็งแกร่งของ Hario(ฮาริโอะ) แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

หรือแจกันดอกไม้อันนี้ ดูเผินๆ ก็เป็นแค่แจกันแก้วใสธรรมดาๆ แต่บริเวณหลอดแก้วตรงกลาง สามารถถอดมาใส่น้ำมันอโรม่า และแปลงร่างแจกันเป็น Diffuser  

ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

สร้อยคอของซีรีส์ Relaxing นี้ ก็มีช่องให้ใส่น้ำมันอโรม่าได้เช่นเดียวกัน

HARIO เริ่มจับเทรนด์ Relaxing นี้ จากการสังเกตเห็นว่า ผู้หญิงทำงานยุคใหม่มีความเครียดสูง และต้องการสินค้าที่เยียวยาหัวใจพวกเธอ เมื่อลองนำ ‘ความผ่อนคลาย’ มาเชื่อมโยงกับ ‘เครื่องแก้ว’ จึงได้ไอเดียผลิตภัณฑ์เก๋ๆ ที่ทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมสดชื่นนั่นเอง  

เปิด HARIO Café 

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ตัดสินใจเปิดร้าน HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory อยู่ตรง Nihonbashi แล้ว ทีมงานจึงเสนอว่าควรสร้างคาเฟ่ควบคู่ไปด้วย เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของการชงกาแฟให้ผู้คนได้เข้าใจยิ่งขึ้น 

hario v60
HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : hariocafe-lwf.com/en/ 

ในร้านคาเฟ่นี้ ลูกค้าเข้ามาสั่งชากาแฟขนมทานได้ หรือเข้าเรียนในเวิร์กช็อป เช่น วิธีดริปกาแฟแบบต่างๆ เรียนรู้กลิ่นหอมของใบชา หรือเข้าร่วมอีเวนต์ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ของ HARIO 

นอกจากนี้ สตาฟของ HARIO ยังคิดอีเวนต์ตามฤดูกาลอีกด้วย เช่น หน้าร้อนก็จะสอนวิธีชงชาแบบเย็น หรือหน้าหนาวก็สอนวิธีทำคาเฟ่ลาเต้อุ่นๆ ละมุนๆ 

ข้อดีสำหรับลูกค้าคือ สามารถทดลองอุปกรณ์ เช่น ดริปเปอร์ กระดาษกรองแบบต่างๆ ได้ แค่มาเข้าเวิร์กช็อป พนักงาน HARIO ก็จะอธิบายและลองชงกาแฟด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ทำให้ลูกค้าค้นพบอุปกรณ์ที่เหมาะกับรสนิยมของตนเอง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสินค้าจริงมาลอง 

สำหรับ HARIO เองนั้น ตัวบริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องแก้วมาตลอด แต่การเปิดร้านกาแฟนี้ จะทำให้แบรนด์ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เก็บข้อมูลหรือสัมภาษณ์ลูกค้าง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ถ่ายทอดจุดเด่นของสินค้าแต่ละชิ้นอย่างถูกต้องได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

กล้าลองอะไรใหม่ๆ 

แม้ HARIO จะเป็นบริษัทที่เก่าแก่ แต่ไม่เคยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ผู้บริหารเปิดรับไอเดียพนักงานเสมอ จริงๆ แล้ว ไอเดียร้านกาแฟเกิดจากการที่พนักงานเห็นว่า บริษัทย้ายมาอยู่อาคารอิฐโบราณสวยๆ ในนิฮงบาชิ น่าจะมีร้านกาแฟเก๋ๆ บ้าง ท่านประธานเห็นว่าน่าสนใจก็เลยลองดู 

ส่วนไอเดียธุรกิจใหม่นั้น บริษัทมีระบบรับฟังความเห็นพนักงานเสมอ ทุกปี HARIO จะจัดประกวดไอเดียธุรกิจใหม่ พนักงานคนใด ระดับใด ก็เสนอไอเดียได้ โดยไอเดียที่ชนะเลิศ​ จะได้รับการนำไปพัฒนาเป็นสินค้าออกมาจำหน่ายจริง 

หนึ่งในสินค้าที่ชนะเลิศการประกวดคือ หม้อดินฝาแก้ว มีพนักงานคนหนึ่งเห็นว่า ปกติตัวหม้อนาเบะจะทำจากดินเผา เวลาปิดฝา มักมองไม่เห็นว่ากำลังต้มอะไรอยู่ แต่หากเปลี่ยนมาใช้เป็นฝาแก้ว ลูกค้าก็น่าจะเห็นตอนที่ข้าวกำลังสุก หรือเห็นว่าอะไรในหม้อกำลังเดือดปุดๆ แล้วหรือยัง เป็นไอเดียที่น่ารักมาก 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory
ภาพ : www.bridgine.com

สำหรับบริษัทที่ 100 ปีก่อน เอาแต่ผลิตบีเกอร์วิทยาศาสตร์ ถือว่า HARIO ก็มาไกลทีเดียว 

Lesson Learned

  1. ทำสิ่งที่ถนัด สำหรับ HARIO คือการผลิตเครื่องแก้วเป็นหลักตลอด 100 ปี 
  2. แต่ไม่ทำสินค้าเดิมๆ HARIO มีการออกสินค้าใหม่หลายประเภทเสมอ เช่น เครื่องประดับ แก้วกาแฟ 
  3. เวลาหาไอเดียธุรกิจใหม่ เริ่มจากการสังเกตเทรนด์ แล้วเอาความถนัดตนเองเข้าไปจับ ดังเช่น ธุรกิจ HARIO Relaxing 
  4. หรือเปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้เวทีเขาประกวด ให้เขาได้ฉายแสง 
  5. สร้างวัฒนธรรมของการกล้าออกไอเดีย กล้าพูด กล้าทำ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load