พื้นที่ขนาดใหญ่ด้านหน้าคือทุ่งหญ้าเขียวขจีที่ทางซ้ายเป็นโรงเลี้ยงม้าสำหรับม้าขนาดใหญ่ 3 ตัว และขนาดเล็กอีก 2 ตัว เมื่อมองไปสุดลูกหูลูกตาจะมีสนามทรายใต้หลังคาตั้งอยู่ 

ที่นี่คือคลินิกม้าของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นอกจากมีไว้เพื่อให้นักศึกษาได้เล่าเรียนยังมีเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองพาเด็กๆ มาเข้าคอร์ส ‘อาชาบำบัด’ สำหรับเด็กที่มีปัญหาทางกายและทางใจ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ขาดความมั่นใจ เด็กออทิสติก เด็กที่เป็นโรคดาวน์ซินโดรม จนไปถึงเด็กที่ประสบปัญหาสมองพิการซึ่งมีผลต่อกล้ามเนื้อร่างกาย

อาชาบำบัด ศาสตร์การบำบัดสมัยกรีกเพื่อกู้พัฒนาการทางกายและความมั่นคงทางใจของเด็กๆ

“อาชาบำบัดคือแขนงบำบัดทางเลือกที่เป็นส่วนเสริมจากขั้นตอนการรักษาหลัก ความพิเศษของอาชาบำบัดคือการบำบัดที่มีม้าเป็นส่วนร่วม ไม่ว่าจะอาบน้ำ แปรงขนให้ม้า ทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับม้า และขี่ม้า ซึ่งการขี่ม้าของเราไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปั้นให้เด็กเป็นนักกีฬาหรือขี่ม้าเก่ง แต่เป็นการพยายามพัฒนาในสิ่งที่เขาขาดไป” น.สพ.ณัฐวุฒิ นุช​ประยูร​ ผู้ดูแลโครงการอาชาบำบัดของมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวทักทายและอธิบายนิยามอาชาบำบัดให้เราฟัง

แต่ก่อนตามคุณหมอเข้าไปหาบราวนี่และบริทนีย์ สองม้าแม่ลูกที่เป็นนักบำบัดประจำศูนย์ และเข้าใจอาชาบำบัดอย่างลึกซึ้งว่าอาชาบำบัดนั้นคืออะไร บำบัดยังไง และใครบ้างที่เหมาะแก่การบำบัดด้วยเหล่าอาชา ขอชวนทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม ใครมีลูกหลานก็พาเข้ามารับชมกันได้

ศาสตร์ตกทอดจากชาวกรีก

ถ้าพูดถึงต้นตอของอาชาบำบัด คุณหมอต้องขอพาย้อนกลับไปถึงสมัยกรีก เริ่มจากชาวกรีกพาทหารผ่านศึกที่ได้รับผลกระทบทางกายและใจขึ้นบนหลังม้าจนเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ ศาสตร์ที่ไม่คิดว่าน่าจะบำบัดคน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาทางกายจึงได้รับการถ่ายทอดเรื่อยมาและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก เมื่อนักกีฬาพาราลิมปิกผู้มีปัญหาสมองพิการซึ่งส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อคว้าเหรียญเงินจากการแข่งขันเมื่อหลายสิบปีก่อน

อาชาบำบัด ศาสตร์การบำบัดสมัยกรีกเพื่อกู้พัฒนาการทางกายและความมั่นคงทางใจของเด็กๆ

ที่ว่าได้รับความสนใจนั้นก็ถึงขนาดมีการจัดประชุมวิชาการทุก 2 – 3 ปี เพื่ออัปเดตและแชร์ข้อมูลการบำบัดด้วยเทคนิคใหม่ๆ มีหลักสูตรเทรนด์คนเพื่อทำงานด้านอาชาบำบัด และมีเทคนิคที่แตกต่างไปตามแต่ละศูนย์ของประเทศนั้นๆ แถมหลายประเทศยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง

“อาชาบำบัดเป็นทางเลือกก็จริง แต่เมื่อเด็กบำบัดแล้ว เขาได้รับการพัฒนาในหลายด้านทั้งร่างกายและจิตใจ เขามีความสุขขึ้น มีทักษะการเข้าสังคมมากขึ้น ต่างประเทศจึงเห็นความสำคัญในการพัฒนาให้ไปต่อ” หมอหนุ่มเอ่ยถึงความสำคัญของศาสตร์แห่งอาชาในต่างประเทศ

กลับมาที่อาชาบำบัดในไทยกันบ้าง ประเทศไทยเริ่มรู้จักอาชาบำบัดเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว จากเหล่าทหารที่ต้องการทำประโยชน์เพื่อสังคม แล้วจึงกระจายต่อทั่วประเทศและบูมสุดๆ เมื่อ 3 – 4 ปีที่แล้ว จนเรียกได้ว่าใครมีคอกม้าจะต้องอยากเปิดอาชาบำบัด แต่จากความรู้และประสบการณ์ของคุณหมอ ไม่ใช่ว่าใครนึกจะเปิดก็เปิดได้ เพราะอาชาบำบัดถือกำเนิดขึ้นเพื่อผู้ที่มีปัญหาทางด้านร่างกายและจิตใจเป็นหลัก และส่วนใหญ่มักบำบัดเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ หากได้รับการบำบัดที่ไม่ถูกต้องอาจเกิดอันตรายทั้งต่อเด็กและม้าได้

“ถ้าบำบัดกับที่ที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้โดยตรง เขาอาจทำสิ่งที่เกินความสามารถเด็ก เช่น ให้เด็กตัวเล็กๆ มาขี่ม้าเร็วๆ โดยไม่มีคนคอยประคองทั้งสองข้างไว้ เสี่ยงที่เด็กจะตก และยิ่งเป็นเด็กอายุสามสี่ขวบที่กระดูกสมองยังไม่ปิดก็ยิ่งกระทบกับร่างกาย รวมถึงกรณีถ้าเลือกม้าไม่เหมาะสมกับช่วงขาเด็กอาจทำให้กระดูกช่วงล่างของเด็กผิดรูปได้” หมอผู้ดูแลโครงการเล่า แล้วแนะนำบราวนี่ ม้าไทยตัวแม่ที่แสนใจเย็นเหมาะแก่การพาเด็กๆ ทำกิจกรรมตามฐานอย่างค่อยเป็นค่อยไป และทักทายบริทนีย์ ม้าตัวลูกที่ใจร้อนอย่างไฟ อย่าให้นำเล่นเกมทีเดียว ต้องพาวิ่งเท่านั้น

อาชาบำบัด ศาสตร์การบำบัดสมัยกรีกเพื่อกู้พัฒนาการทางกายและความมั่นคงทางใจของเด็กๆ

แนะนำม้านักบำบัดทั้งสองตัวพอเป็นพิธี คุณหมอบอกกับเราว่า ด้วยค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงม้านั้นสูงมาก ม้าที่บำบัดได้จึงมีไม่มาก รวมถึงบุคลากรที่เชี่ยวชาญยังไม่เพียงพอสำหรับการบำบัด จึงทำให้อาชาบำบัดของที่นี่รับเด็กได้ไม่มากนัก แถมยังรับเฉพาะเด็กที่มีใบรับรองแพทย์ว่ามีปัญหาจริงๆ เพราะบางครั้งพ่อแม่คิดว่าลูกๆ ซนเกินเหตุ แต่แท้จริงอาจเป็นเพียงวัยของเด็กเท่านั้น ดังนั้น หากพ่อแม่ที่พาเด็กๆ เข้ารับการบำบัดที่อื่น หรือแหล่งอาชาบำบัดที่อื่นต้องการคำปรึกษาและจัดอบรมความรู้พื้นฐาน คุณหมอไฟแรงก็ยินดีให้ความรู้อย่างเต็มที่ เพราะอยากให้ความรู้อาชาบำบัดในไทยมีมากขึ้นและถูกต้องขึ้น

เรียกได้ว่า หากเด็กๆ ที่ไม่ได้มีปัญหาและบุคคลทั่วไปอยากผ่อนคลายกับม้าด้วยวิธีต่างๆ นั่นถือเป็นกิจกรรมผ่อนคลายที่จะไปทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นอาชาบำบัด

ศาสตร์อาชาเพื่อเด็กและครอบครัว

หลังพูดคุยกันสักพัก คุณหมอพาเรามานั่งบริเวณสนามทรายสำหรับการขี่ม้าแล้วเล่าว่า ความเหมือนของทุกการบำบัดคือ ใน 1 คอร์สจะมีทั้งหมด 12 ครั้ง ครั้งละ 30 – 45 นาที ด้วยเป็นระยะเวลาที่เด็กๆ จะโฟกัสกับกิจกรรมได้มากที่สุด หรือบางครั้งอาจสั้นกว่านั้น เพราะเลือกตัดจบที่จุดพีกของกิจกรรม ดึงดูดให้เด็กๆ อยากมาบำบัดอีกในครั้งหน้า แล้วจึงพาไปทำกิจกรรมผ่อนคลายอื่นๆ หรือทบเวลาไป รวมถึงเด็กทุกคนจะได้ไปประเมินทักษะทางกายและใจกับอาจารย์ที่สถาบันที่ร่วมปรึกษาในครั้งแรกที่เริ่มกิจกรรมและครั้งสุดท้ายเพื่อดูพัฒนาการ 

อาชาบำบัด ศาสตร์การบำบัดสมัยกรีกเพื่อกู้พัฒนาการทางกายและความมั่นคงทางใจของเด็กๆ

แต่เพราะเด็กที่เข้ารับการบำบัดนั้นมีหลากหลาย เมื่อได้รับใบรับรองแพทย์จากแพทย์เฉพาะทางเรียบร้อยแล้ว คุณหมอจะต้องตั้งเป้าว่าเด็กขาดหรือต้องได้รับการพัฒนาด้านไหนโดยเฉพาะ แล้วจึงปรึกษาร่วมกับทีมกายภาพบำบัดและสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำร่วมกันเพื่อออกแบบคอร์เฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคน 

“ถ้าเด็กมีปัญหาเรื่องสมาธิสั้น เราจะให้เขานั่งบนหลังม้าแล้วมีเกมเป็นฐานให้เล่น อาจเป็นการวาดรูปบนหลังม้า หย่อนจิ๊กซอว์หรือของที่เขาชอบมากๆ เพื่อช่วยกระตุ้นให้สนใจมากขึ้น เหมือนเปลี่ยนบรรยากาศแทนที่จะเล่นบนพื้นปกติ” คุณหมอเล่าพร้อมพาเด็กน้อยบนหลังม้าเคลื่อนเป็นจังหวะ นับ 1 2 3 แล้วหยุดที่กรวย เพื่อหยิบของเล่นในถังขึ้นมาแล้วจับวาง ไม่นาน คุณหมอก็พาเจ้าม้านักบำบัดและเด็กน้อยวิ่งต่อแล้วหยุดที่อีกฐาน พร้อมตั้งคำถามให้เด็กๆ ได้คิดว่าสิ่งที่หยิบไปควรวางไว้ที่ไหน

อาชาบำบัด ศาสตร์การบำบัดสมัยกรีกเพื่อกู้พัฒนาการทางกายและความมั่นคงทางใจของเด็กๆ
อาชาบำบัด ศาสตร์การบำบัดสมัยกรีกเพื่อกู้พัฒนาการทางกายและความมั่นคงทางใจของเด็กๆ

“ถ้าเด็กที่มีปัญหาด้านสมองพิการ กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวไม่ค่อยได้ ทั้งแบบที่เดินได้แต่ไม่คล่อง หยิบจับของได้บ้าง หรือกระทั่งขยับตัวไม่ได้เลย เราต้องปรึกษากับทีมกายภาพบำบัดว่าต้องทำยังไงบ้าง 

“ถ้าเป็นเด็กที่พอขี่ม้าได้ เราจะให้นั่งบนหลังม้าด้วยอานม้าแบบพิเศษที่ทำให้ช่วงขาแนบไปกับตัวม้า และมีนักกายภาพคอยจัดท่าให้ตลอด ช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางกาย ทำให้เด็กที่ปกติอาจเดินไม่ได้รู้สึกเหมือนได้เดินด้วยสองขาของเขาเอง นี่คือความพิเศษของอาชาบำบัดที่สปีชีส์อื่นทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องคลายเครียด จะเล่นกับหมา แมว หรือสัตว์ชนิดไหนก็ช่วยได้อยู่แล้ว” 

คุณหมอเล่าถึงเคสที่เคยดูแลให้ฟังแล้วชี้ให้ดูสายบังเหียนหลอกๆ ที่ทำขึ้นให้เด็กจับ เพื่อป้องกันการดึงสายแรงเกินจนทำให้ม้าเจ็บ ด้วยเพราะยังใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กไม่ถนัดจึงใช้กล้ามเนื้อแขนทั้งหมดดึง แถมเสริมว่าเหตุผลที่สีของสายทั้งสองข้างต่างกัน เพราะเด็กๆ มักไม่เข้าใจว่าด้านนั้นทางขวา ด้านนี้ทางซ้าย การมีสีระบุไว้จะช่วยให้เด็กๆ ตอบสนองกิจกรรมได้ง่าย

อาชาบำบัด ศาสตร์การบำบัดสมัยกรีกเพื่อกู้พัฒนาการทางกายและความมั่นคงทางใจของเด็กๆ

ส่วนกรณีเด็กที่ขยับร่างกายไม่ได้เลย อาจให้อยู่กับม้าหรือหัดสัมผัสจนเมื่อเด็กๆ มาในครั้งถัดๆ ไปก็เริ่มขยับแขนและขาได้บ้าง 

นอกจากพัฒนาทางกายอื่นๆ อาชาบำบัดยังเสริมสร้างความรู้สึกและความมั่นคงในจิตใจ ทั้งเรื่องความมั่นใจและความภูมิใจที่ได้จากการที่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งรวบรวมความกล้าขึ้นขี่บนม้าตัวใหญ่ๆ ได้

“ในเชิงจิตใจ ยอมรับว่าเราอาจประเมินได้ยาก แต่เราก็ดูได้จากความเต็มใจที่จะมาบำบัดในครั้งหน้าๆ ของเขา ครั้งนี้อาจร้องไห้ แต่ครั้งถัดไปเขาอยากมา อยากขี่ม้า หรือทำกิจกรรมหรือเปล่า เราจะเห็นชัดเลยว่าเขาแฮปปี้ไหม ซึ่งความแฮปปี้นี้ไม่ได้มีผลต่อเด็กเท่านั้น แต่มีผลต่อพ่อแม่เด็กด้วย บางครั้งพ่อแม่อาจเห็นว่าการที่ลูกมีปัญหาตรงนี้แล้วทุกอย่างเลวร้ายไปหมด ในวันที่เด็กพัฒนาขึ้น พ่อแม่ก็มีกำลังใจทำสิ่งต่างๆ ต่อไป หรือปรับมุมมองของเขาต่อลูกด้วย

อาชาบำบัด ศาสตร์การบำบัดสมัยกรีกเพื่อกู้พัฒนาการทางกายและความมั่นคงทางใจของเด็กๆ

“เราเคยฟังเด็กคนหนึ่งที่มีปัญหาสมองพิการตั้งแต่เด็กจนเดินไม่ค่อยได้ขึ้นพูดบนเวทีที่ประเทศไอร์แลนด์ เขาพูดอย่างภูมิใจว่า การที่เขามีปัญหาก็ไม่ได้เป็นเรื่องแย่เสียทีเดียวนะ เพราะเขาภูมิใจในตัวเองเวลาได้เดินไปรดน้ำต้นไม้หรือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง หรือบางทีได้จอดรถในที่จอดรถสำหรับคนพิการแล้ว การเดินเข้าห้างฯ ได้เลยก็เป็นเรื่องดี เราเลยรู้สึกว่ามันช่วยปรับมุมมองของเขาได้” คุณหมอทิ้งท้าย ก่อนพาเด็กน้อยลงจากหลังเจ้าม้าแล้วบอกลาเพื่อพบกันในการบำบัดครั้งถัดไป

ช่วงนี้ทางคลินิกงดการบำบัดไป แต่ยังสามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาและติดตามกิจกรรมบำบัดได้ที่ Facebook : Equine Assisted Therapy Mahidol Education หรือ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.มหิดล Faculty of Veterinary Science, Mahidol University 

โทรศัพท์ : 0 2441 5246, 0 2441 5242

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

คาดการณ์ว่าเทรนด์หนึ่งในปี 2022 นี้ จะเป็นการกินเพื่อสุขภาพใจที่ดี หลังจากที่คนทั่วโลกต้องเผชิญวิกฤตมาร่วมกัน และส่งผลต่อสภาพจิตใจมาต่อเนื่องและเนิ่นนาน

การกินเพื่อบำบัดจิตใจมีหลายวิธีการและหลากหลายระดับความเชื่อ แต่แนวทางหนึ่งที่เราสนใจคือวิถีของ Nik Heartsong นักบำบัดผู้ที่ตรวจสอบร่างกายด้วยวิถีธรรมชาติ และใช้วิธีการกินอาหารเพื่อปรับสมดุลของสภาวะในร่างกาย เป้าหมายเพื่อขับสิ่งที่ไม่ดี และทำให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมกับการเกิดพลังงานดีที่จะมีผลต่อสภาพจิตใจโดยตรง

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

“ไม่รู้ว่าจะเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายที่ฉันเริ่มเจ็บป่วยมาตั้งแต่อายุ 25 แบบที่หาสาเหตุไม่ได้ ก่อนหน้านั้น ฉันเป็นเด็กที่แข็งแรง ชอบเล่นกีฬา เล่นยิมนาสติก แต่หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นเยอะมาก จุดเริ่มต้นเริ่มมาจากไม่มีแรง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ นอนไม่อิ่ม หลับยาก สมองคิดอะไรไม่ค่อยออก แพ้ มีอาการคันตามผิวหนัง และรู้สึกถึงการอักเสบในร่างกาย มีการติดเชื้อ ฉันไปหาหมอหลายที่ ไปหาแพทย์ทางเลือก ทั้งฝังเข็มและอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ไม่มีใครหาสาเหตุได้ ต่างคนต่างก็วินิจฉัยไปในวิถีทางของตัวเอง” นิคเริ่มเล่าเรื่องของตัวเธอให้ฟังในบ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่เราเพิ่งทำซาวน่าด้วยกันเสร็จ 

มันเป็นเส้นทางที่ยากลำบากและเข้มข้นกับการหาสาเหตุความเจ็บป่วยด้วยตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ และเธอก็พอใจและภูมิใจในผลลัพธ์เอามาก ๆ และสุดท้ายจากประสบการณ์ของเธอ ทำให้ได้ทำงานที่เธอรัก ช่วยเหลือผู้คน นิคมีอาชีพเป็น Quantum Bioresonance Therapist หรือนักบำบัดโรคด้วยคลื่นความถี่ (เราจะยังไม่พูดถึงบทบาทนี้ของเธอในบทความนี้ แต่ติดตามได้ว่าเธอมีคอร์สอะไรบ้างได้ที่ www.wingedhearthealing.com) เธอใช้ตัวเองพิสูจน์ว่าโรคต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้มันมีสาเหตุมาจากอะไร ทำให้นิคอยากแลกเปลี่ยนเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับใครอีกหลายคน

“จากจุดนั้น ฉันเลยเริ่มมาสังเกตตัวเองอย่างละเอียด ดูอาการของตัวเอง ใช้การรับรู้ความรู้สึกและสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ดูวิถีการใช้ชีวิต การกิน 

“จนสุดท้าย ฉันค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย ปรสิต และอาหาร” นิคเล่าถึงสิ่งที่เธอค้นพบ

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน
การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

ตอนนี้นิคอายุ 36 แต่เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่เธอเพียรหาคำอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งสุดท้ายเธอคิดว่ามันเป็นความโชคดีที่เธอเจ็บป่วยมาตั้งแต่ตอนนั้น เพื่อให้เข้าใจร่างกาย อาหารที่ก่อโรค และดูแลตัวเองได้อย่างที่มันควรจะเป็นจนถึงทุกวันนี้

“ฉันใช้ตัวเองเป็นตัวทดลอง เพื่อรักษาตัวฉันเองโดยไม่พึ่งพาหมออีกต่อไป ฉันสังเกตทุกอย่างว่ากินอาหารอะไร แล้วมันส่งผลต่อร่างกายแบบไหน แล้วสุดท้ายฉันก็ค้นพบว่า ปรสิตอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด 

“ทุกการเจ็บป่วยต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และไม่มีหมอคนไหนพูดถึงสิ่งนี้ให้ฉันฟัง จากอาการของฉันที่กล่าวมาข้างต้น มันไปจบที่การเป็นมะเร็งได้ จึงอธิบายได้ว่าอาหารบางประเภทเป็นอาหารที่ทำให้ปรสิตเติบโตมากขึ้น มันสร้างสภาพแวดล้อมให้ปรสิตเติบโตได้ดี และน้ำตาลเป็นตัวอันตรายที่สุด (ส่วนน้ำตาลมะพร้าว หญ้าหวาน และน้ำผึ้ง ทานได้) นอกจากนั้นยังมีแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์จากนม กลูเตน และถั่วเหลืองอีก ซึ่งถ้าหากไม่บอกว่าอาหารเหล่านี้เป็นอาหารชั้นดีของปรสิต อาหารเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้เกิดการอักเสบและการติดเชื้อภายในร่างกายได้ง่ายมาก” 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

นิคลองเข้ารับ Treatment และ Therapy มาเกือบหมดทุกอย่าง ไปมาแล้วหลายประเทศทั่วโลก ทั้งการฉีดวิตามิน การใส่ออกซิเจนในร่างกาย หรือแม้แต่ทำเลเซอร์เพื่อรักษาโรค แต่กลับไม่มีวิธีไหนได้ผลดีเลย จนได้พบว่าปรสิตนี้เองที่เป็นตัวการ เพราะเมื่อปรสิตเข้าไปในร่างกายเรา มันจะสร้างรัง ซึ่งรังนี้ก็จะดูดแบคทีเรีย เชื้อรา และโลหะหนัก ให้หมักหมมอยู่ในร่างกายและก่อให้เกิดโรค ถ้าเราฆ่าเฉพาะแค่แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยไม่ทำลายปรสิตไป เมื่อมีแบคทีเรียและเชื้อราตัวใหม่เข้ามา มันก็จะไปเติบโตในรังของปรสิตอยู่ดี พอรู้อย่างนี้ ฉันก็หาวิธีที่จะกำจัดปรสิตในร่างกาย ศึกษาอยู่หลายวิธี ทั้งที่แบบซื้อยาจากร้านขายยา แต่มันก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร 

จนนิคค้นพบวิธีธรรมชาติ นั่นก็คือการทำ Juice Fasting หรือการอดอาหารและดื่มน้ำผลไม้อย่างเดียว ร่วมกับการสวนทวารด้วยน้ำกาแฟหรือกระเทียม โดยใช้กระเทียม 3 กลีบปั่นกับน้ำสะอาดแล้วสวนล้างทวารเข้าไป ต่อเนื่องเป็นเวลา10 วัน และทำซาวน่าเป็นบางวัน 

หรือการทาน Juice Shot ที่นิคเรียกมันว่า Parasite Bomb ทุกเช้าที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ กระเทียม ขมิ้น ขิงมะนาว ส้ม และหยดออริกาโนออยล์ 2 – 3 หยดเป็นเวลา 2 อาทิตย์ 

ส่วนวิธีที่ง่ายที่สุดและราคาไม่แพง แต่ใช้เวลานานสุดคือ การกินดินเบาหรือไดอะตอมไมต์ (Diatomaceous Earth) 2 – 3 เวลาต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน โดยตักมา 1 ช้อนโต๊ะผสมในน้ำแล้วดื่ม เป็นวิธีที่ปลอดภัย แม้แต่เด็กก็ทานได้ เพราะดินเบามีคุณสมบัติดูดซับไขมันที่ผนังลำตัวชั้นนอกของปรสิต ทำให้มีการสูญเสียน้ำ ประกอบกับรูปร่างของดินเบา ถ้าส่องกล้องจุลทรรศน์ดูจะเห็นว่าชั้นผิวรอบนอกขรุขระ ซึ่งขีดข่วนลำตัวปรสิตให้สูญเสียน้ำเช่นกัน และเนื่องจากปรสิตเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก การสูญเสียน้ำนิดเดียวมันก็ตายได้ 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน
การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

วิธีสุดท้ายคือการรักษาด้วยสมุนไพร ซึ่งจะกินเป็นแบบแคปซูลหรือแบบผงก็ได้ มี 3 อย่างด้วยกัน คือ วอลนัทดำ บอระเพ็ด และกานพลู ซึ่งต้องกินติดต่อกัน 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน เพราะปรสิตมีมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ แต่ละชนิดก็มีวงจรชีวิตที่แตกต่างกัน บางพันธุ์สั้น บางพันธุ์ยาว ดังนั้นบางทีเราฆ่าตัวไปแล้ว แต่ไข่อาจจะยังอยู่

ถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจว่าปรสิตเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของโรคทางกาย แต่ถ้าให้มองลึกลงไปในแง่พลังงาน เจ้าปรสิตนี้ก็มีผลต่อจิตใจและอารมณ์เช่นกัน เพราะสสารทุกอย่างเริ่มต้นที่พลังงาน มันมีแรงสั่นสะเทือน มีความถี่ ไม่ว่าจะเป็นความคิด อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ก็ล้วนเป็นพลังงาน และเมื่อคลื่นความถี่ในร่างกายถูกรบกวน ร่างกายและจิตใจก็เกิดความไม่สมดุล ความเจ็บป่วยทั้งทางกายและใจ จึงกลับมาเล่นงานเราได้นั่นเอง 

มีความเชื่อว่าบางครั้งการเติบโตของปรสิตในร่างกาย ก็มาจากนิสัยบางอย่างที่เกิดจากความไม่ชัดเจนในตัวเอง เช่น การไม่สร้างเกราะให้ตัวเอง เช่น การไม่สามารถพูดว่า ได้ หรือ ไม่ได้ แบบตรงไปตรงมา พลังงานความถี่ของนิสัยเหล่านี้ จะส่งผลกลับให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของปรสิตเช่นกัน 

ปกติแล้ว เราดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างหมาและแมวของเราด้วยการให้กินยาฆ่าพยาธิทุกเดือน แล้วทำไมเราถึงจะดูแลตัวเองไม่ได้ 

อย่างที่บอกไปข้างต้น วิธีที่ทรงพลังและได้ผลที่สุดคือ Juice Fasting ซึ่งจะเป็นน้ำผักผลไม้อะไรก็ได้ที่ไม่มีกากใย แต่ถ้าเน้นเป็นผักใบเขียวได้ก็จะดี เพราะวิธีนี้เชื่อมต่อกับจิตใจของเราด้วย มันสร้างวินัยอย่างสูง และสร้างความเข้มแข็งภายในจิตใจให้เราผ่านไปได้ 

มันอาจทำให้บางคนอยู่กับตัวเองมากขึ้น ไม่ Distract ตัวเองด้วยการออกไปเจอเพื่อน ไปเจออาหาร เป็นเหมือนการเยียวยาทั้งกายใจไปพร้อมกัน แต่ในกระบวนการนี้จะมีข้อห้าม เช่น ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ บุหรี่ ซึ่งเป็นข้อดีที่การอดไปสักระยะ เป็นการชนะใจตนเองในรูปแบบหนึ่งหลังจากผ่านไปได้ 10 วัน หรือยิ่งถ้าบางคนทำได้นานกว่านั้น ก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง รู้สึกเข้มแข็งจากภายใน

หลังจากทำแล้ว ถ้าใครเจ็บป่วยอยู่หรือมี Body Awareness มาก ๆ ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่ายกายและจิตใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน ในช่วงแรกที่ทำแนะนำให้ทำทุก 3 เดือนครั้ง หลังจากนั้นค่อยปรับเป็นปีละ 2 ครั้ง 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

หลังจาก Fast ครบ 10 วันแล้ว ให้ค่อย ๆ ปรับตัวมาเริ่มกินอาหารอ่อนก่อน เช่น Smoothie แล้วก็ซุป ค่อย ๆ ให้ร่างกายปรับตัว แล้วก็ให้เริ่มกินโพรไบโอติกและอาหารหมักดอง เพื่อเพิ่มแบคทีเรียที่ดีในร่างกาย เพราะตอนที่เราฆ่าปรสิต เราก็ฆ่าแบคทีเรียที่ดีในร่างกายไปด้วย 

ทั้งโพรไบโอติกและอาหารหมักดองเป็นสิ่งที่เราควรกินทุกวัน ใส่มันไปในมื้ออาหารทุกมื้อ อาจเป็นมิโซะ กิมจิ ซาวเคราท์ Apple Cider Vinegar หรือคีเฟอร์ก็ได้ อาหารเหล่านี้มีผลดีต่อลำไส้และสมอง ถ้าวันไหนรู้สึกโกรธ รู้สึกแย่ รู้สึกหดหู่ อาหารเหล่านี้ช่วยได้ 

อีกอย่างหนึ่งคือไขมันดี เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะพร้าว ถั่วต่าง ๆ เมล็ดแฟลกซ์ ปลาที่มีโอเมก้า 3 

ในเมืองไทยเรามักใช้น้ำมันที่ไม่ค่อยดีในการประกอบอาหาร แต่ที่จริงแล้วน้ำมันที่ดีมีมากมายในเมืองไทย เช่นน้ำมันมะพร้าว รองลงมาก็น้ำมันมะกอกและน้ำมันอะโวคาโด การใช้น้ำมันที่ดีมีผลต่อสุขภาพ ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ด้วย 

“จะว่าไปแล้วทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันไปทั้งหมด มาจากการกระทำของมนุษย์เรานี่เอง ปรสิตก็มาจากอาหาร อากาศ น้ำ ของที่เรากินเข้าสู่ร่างกาย ยิ่งตอนนี้ปรสิตเติบโตมากมาย ก็เพราะเราปฏิบัติต่อโลกไม่ดี เราไม่ดูแลบำรุงดิน เราปลูกพืชซ้ำไปมา เราใช้เคมีในพืชและในดิน เราเลี้ยงสัตว์ที่เรากินในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี มีเชื้อโรคมากมาย เราใช้เคมีในสัตว์ แล้วพอกินเข้าไปเราก็ป่วย เหมือนเป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายมันก็เป็นสิ่งที่เราบริโภคเข้าไปนั่นเอง” นิคเล่าปิดท้าย

Writer

Avatar

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load