การเดินทางรอบโลกคงเป็นความฝันของใครหลายๆ คน นั่นก็เป็นความฝันของฉันด้วยเหมือนกัน แต่ภายใต้เงื่อนไขชีวิตมากมาย รายได้ไม่ค่อยพอรายจ่าย ภาระหนี้สิน ปัญหาจิปาถะโน่นนี่นั่น ทำให้ความฝันอันสวยงามที่จะท่องโลกกว้างดับสลายไปกับสายลม 

ฉันปล่อยให้กาลเวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ ความฝันก็ค่อยๆ ลบเลือนหายไป จนอยู่มาวันหนึ่งก็คิดได้ว่า ความฝันของเรา ตัวเราเท่านั้นที่สร้างขึ้น และมีเพียงเราเท่านั้นที่จบมันลง ไม่ต้องโทษดิน ฟ้า อากาศ หรือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น วันนั้นสายลมพัดหวนทวนทางมาปลุกไฟในใจฉัน ที่กำลังจะมอดดับให้ลุกโชติช่วงอีกครั้ง และทำให้เกิดความคิดในทางกลับกันอย่างหนึ่งว่า 

“เมื่อการเที่ยวรอบโลกเป็นไปได้ยาก ให้คนทั่วโลกมาหาเราแทนคงจะง่ายกว่า” ฉันพูดประโยคนี้กับเด็กน้อยในตัว

หมู่บ้านฮิปปี้เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างครอบครัวของฉัน เราอนุญาตให้พวกฮิปปี้อยู่ที่ไร่ของคุณยาย เพราะคุณยายแก่แล้ว ไม่อยากให้ท่านทำงานหนักอีกต่อไป ประจวบกับฉันเองก็ทำโครงการเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่พอดี เลยชวนพวกเขามาช่วยในโครงการห้องเรียนสีเขียว หลังจากนั้นพวกเราทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าน่าจะเดินไปในทางเดียวกันได้ ซึ่งก็ถือว่าประสบผลสำเร็จจริงๆ 

มากไปกว่านั้น เราได้ขยายขอบเขตการทำงานให้กว้างขวางขึ้น โดยร่วมมือกับองค์กรอิสระในจังหวัดขอนแก่นอีกหลายที่ด้วยกัน ถ้าจะเรียกหมู่บ้านฮิปปี้ว่าเป็น International Volunteers Hub ก็เป็นคำเรียกที่เหมาะสม

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ชุมชนฮิปปี้นานาชาติ

ใครจะไปคิดฝันว่าในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นประมาณ 20 กิโลเมตรกว่าๆ จะเป็นแลนด์มาร์กของชาวต่างชาติจากนานาประเทศทั่วโลก

ถ้าเป็นเมื่อก่อน พอชาวบ้านพบเจอฝรั่งเข้ามาในหมู่บ้าน ต่างก็แปลกใจกันไปเป็นแถว แต่ปัจจุบันพวกเขาชินกันหมดแล้ว ถ้ามีฝรั่งหอบของพะรุงพะรัง ทรงผมแปลกตา เสื้อผ้าไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง คนที่นี่จะรู้ทันทีว่าเขากำลังจะมุ่งหน้าไปที่ไหน มากไปกว่านั้นยังอาสาพาไปส่ง หรือบางทีก็ชี้นิ้วบอกให้ไปทางทิศใต้ของหมู่บ้าน พร้อมกับส่งรอยยิ้มให้โดยอัตโนมัติ

ภาพเหล่านี้สร้างความประทับใจอย่างมากให้แขกไปใครมารวมถึงตัวฉันด้วย ก็อย่างว่า คนบ้านเราน้ำใจงามเป็นที่หนึ่ง ซึ่งก็เป็นความจริง

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ไทบ้านอินดี้ กับ ฮิปปี้อินเตอร์

วิถีการดำเนินชีวิตของคนอีสานเรียบง่าย ไม่หวือหวา หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ความแห้งแล้งมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลก่อนโน้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเกิดขึ้นของนวัตกรรมใหม่ในทุกๆ ด้าน ทำให้เราเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ติดต่อกันได้เร็ว ไปมาหาสู่กันก็ง่ายแสนง่าย รวมไปถึงเข้าใจและเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ ความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทำให้วิถีชีวิตคนแลดูทันสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งรากเหง้าความเป็นคนอีสาน

เหตุปัจจัยทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ความคิดของฉันที่จะประกาศให้โลกรู้ว่า อีสานมันดี วิถีมันฮิปแค่ไหน ก็ง่ายขึ้นไปตามๆ กัน 

ในทางกลับกัน ผู้คนจากอีกซีกโลกหนึ่งก็โหยหาชีวิตที่เนิบช้า อยากนอนกลางดินกินกลางทราย เล่นโคลน เล่นน้ำฝน ปั้นดินให้เป็นบ้าน ปล่อยใจไปกับธรรมชาติ รักสงบ ความปรารถนาบวกกับความหลงใหลในการใช้ชีวิตแบบเดียวกันนี้ จึงกลายเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว

การใช้ชีวิตธรรมดาและเรียบง่ายอยู่แบบกลมกลืนกับธรรมชาติ คือเป้าหมายอันสูงสุดของพวกเรา แต่ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว การปรับตัวเข้าหากันนั้นจึงสำคัญ เพราะเหตุผลนี้ ห้องเรียนไร้กำแพงของพวกเราจึงได้นำเอาหลักการศึกษาเชิงพหุวัฒนธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในทุกๆ คลาสเรียน

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

พวกเรามีกฎ 50 : 50 ที่ทุกคนต้องปฏิบัติร่วมกัน หมายความว่าเราเป็นตัวของตัวเองได้เพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือให้เก็บเอาไว้เพื่อเติมสิ่งใหม่ๆ ลงไป

พัฒนาตนเองจากภายในสู่การพัฒนาสังคมภายนอก

เนื่องจากกิจกรรมในหมู่บ้านฮิปปี้เป็นไปตามสภาพอากาศและฤดูกาล เพราะเราอยากปรับตัวเข้าหาธรรมชาติให้มากที่สุด จึงไม่มีบทเรียนที่ตายตัวมากนัก แต่ฉันมีเรื่องราวที่อยากแบ่งปันให้กับผู้อ่านทุกท่านได้ลองอ่านกันดูเพลินๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันได้รับได้รู้และซาบซึ้งกับบทเรียนเหล่านี้เป็นอย่างมาก เพราะมันทำให้ฉันอยู่ในสังคมทุกๆ รูปแบบได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

บทที่ 1

ฟังอย่างลึกซึ้ง

ในทุกวันเวลา 6 โมงเย็น เราจะนั่งล้อมวงแล้วตั้งคำถามเพื่อให้ทุกคนได้ตอบผ่านการเล่าเรื่อง โดยสุ่มว่าใครจะได้เริ่มก่อน แล้วเวียนเป็นวงกลมจนครบทุกคน 

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ขณะที่มีการเล่าเรื่องราวอยู่นั้น พวกเราหัวเราะ ร้องไห้ แสดงอารมณ์ที่มีอยู่ออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่มีกฎสำคัญหนึ่งข้อ คือห้ามพูดโดยเด็ดขาด ภายในเวลา 2 – 3 ชั่วโมง วันแรกของการฝึกวิชานี้ ฉันอึดอัดมากที่ต้องฟังอย่างเดียว พูดเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แต่เมื่อฝึกฝนไปเรื่อยๆ สักระยะหนึ่งจึงได้รู้ว่าการฟังแบบจริงๆ คืออะไร

ฉันตั้งคำถามตัวเองว่า ในแต่ละวันเราต้องฟังคนอื่นๆ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ ตัดสิน ติติง เสนอแนะ ชื่นชมยินดี แต่เราเคยฟังพวกเขาแบบฟังจริงใจบ้างหรือไม่

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

บทเรียนนี้นอกจากส่งผลดีต่อคู่สนทนาแล้ว ยังมีประโยชน์กับตัวเราเองอีกด้วย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราตั้งใจฟัง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม เราจะมีมุมมองและทัศนคติที่กว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ยังได้รับรู้ข้อมูลมากมาย ยิ่งได้มีโอกาสฟังเหล่าฮิปปี้ทั้งจากทั่วทุกมุมโลกเล่าประสบการณ์ต่างๆ ของพวกเขา ก็ถือว่าเป็นนิทานสอนใจตัวเราเองได้ดีเลยทีเดียว 

แม้ทำได้ยากเพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย แต่ฉันก็ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นกับคนในครอบครัวในช่วงมื้ออาหารเย็น ตั้งคำถามเชิงบวกกับทุกคนให้ค่อยๆ ตอบ และโอบกอดหลังจากทานข้าวเสร็จ ช่วงแรกก็เขินๆ พอถึงตอนนี้ก็เริ่มชินกันแล้ว

บทที่ 2

เท้าเหยียบโคลน มือปั้นดิน

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ที่นี่ต้องทำอิฐดินใช้เอง เพราะเราอยากใช้สิ่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เอาไปสร้างบ้าน ศาลาพักผ่อน ทำห้องน้ำ ต่อเติมห้องครัวแบบ Open Air หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ตามสถานการณ์ในแต่ละฤดูกาล 

ความพิเศษในช่วงเวลาที่หมู่บ้านฮิปปี้ปิดชั่วคราวเพื่อให้ธรรมชาติได้พักฟื้น ฉันชอบแอบไปย่ำดินในบ่อเล็กๆ ที่พวกเขาขุดไว้ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าก่อน 10 โมงเป็นเวลาเหมาะที่จะไปเหยียบโคลนแล้วปั้นดิน ทั้งเป็นการออกกำลังกาย แถมยังได้ฝึกสมาธิโดยไม่ต้องนั่งขัดสมาธิ มือประสานกัน 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

การย่ำดินไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกก็นึกฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ คิดเรื่อยเปื่อย แต่เมื่อผ่านไปชั่วครู่ ฉันก็กำหนดลมหายใจ และเพ่งไปที่การก้าวย่ำเท้าเป็นจังหวะในบ่อดินเหนียว พร้อมดูการเปลี่ยนแปลงของดินไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ฉันสัมผัสถึงความผ่อนคลาย การปล่อยอารมณ์ให้เป็นไป บ่อดินนั้นดึงความสนใจของฉันให้ตัวเองอยู่กับจังหวะการเดินกลับไป-มา การยกเท้า การเคลื่อนไหวของลำตัว ไปพร้อมกันกับการดูความหนืดของดิน โดยมีน้ำและแกลบเป็นตัวประสาน จนกระทั่งตัวตนของฉันผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับดิน แล้วเกิดจิตที่ว่างโดยแท้จริงในที่สุด 

บทที่ 3

Art Gallery 

ที่นี่มี Art Gallery แต่จะให้ดีต้องไปเยี่ยมชมในวันพระ เพราะ Art Gallery ที่นี่ก็คือวัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้านนั่นเอง 

เมื่อเกิดการตั้งรกราก ณ แห่งหนตำบลใด ต้องมีการก่อตั้งวัดประจำถิ่นขึ้นมาด้วย ถ้าใครอยากเรียนศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม วัดเก่าแก่ถือเป็นสถานที่ที่ต้องมาเยือน เพราะอยู่ในชุมชนเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคน มีเรื่องเล่าผ่านผลงานศิลปะที่อยู่ในศาลาหลังเก่ามากมาย สะท้อนเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของผู้คน รวมไปถึงชุมชนได้เป็นอย่างดี

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

เหตุที่ควรไปเยี่ยมชมในวันพระ ก็เพื่อจะได้รับวัฒนธรรมใหม่ๆ แบบครบรส ผ่านอาหารการกิน ภาษา พิธีกรรม และที่ขาดไม่ได้เลยคือเรียนรู้จากชาวบ้าน เพราะพวกเขาจะพร้อมใจมาที่วัด ทำบุญตักบาตร ถามสารทุกข์สุขดิบ และมีสิ่งที่พิเศษๆ มากมายมอบให้แก่กันและกัน ถ้าฮิปปี้สายบุญไม่ได้เข้าวัดประจำหมู่บ้าน ก็ถือว่าทริปนั้นไม่สมบูรณ์

บทที่ 4

งานศิลปะ 12 รูปแแบบ

ฉันคิดว่าผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเปรียบเสมือน Curator ผู้ช่ำชอง อาบน้ำร้อนน้ำเย็นมานักต่อนัก นำเสนอผลงานและจัดแสดงงานศิลปะแต่ละแขนงออกมาได้เป็นอย่างดี

Curator ที่นี่จัดงานนิทรรศการตามแบบฮีตสิบสองของคนอีสาน กล่าวคือ ทั้ง 12 เดือนจะมีงานบุญเกิดขึ้นทุกๆ เดือน แถมแต่ละเดือนก็มีวิธีการมากมายต้องอาศัยความรู้ ความประณีต และทักษะ แตกต่างกันออกไป เช่น บางเทศกาลต้องนำเสนอผ่านอาหาร บ้างก็ต้องถ่ายทอดผ่านการทอผ้า การประดิดประดอย ซึ่งแต่ละงานเป็นผลงานชิ้นใหญ่ และทำคนเดียวไม่ได้ ต้องใช้แรงคนเยอะมาก 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

สิ่งนี้คือตัวชี้วัดความสามัคคีของชุมชนได้เป็นอย่างดี และยังแสดงความร่วมมือของผู้คนว่ามีมากน้อยเพียงใด เพราะถ้าผู้คนเริ่มร่อยหรอ ไม่สนใจกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา การธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของหมู่บ้าน ตลอดจนความเป็นปึกแผ่นก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน 

การที่บรรดาฮิปปี้อินเตอร์เข้าวัดไปร่วมงานบุญต่างๆ ทำให้ชาวบ้านตระหนักและภูมิใจในความเป็นคนอีสาน อยู่แบบบ้านๆ ตลอดจนหวงแหนทั้งวัฒนธรรมและศิลปะประจำถิ่นของตนเองมากขึ้น ถือได้ว่าการเข้ามาเยี่ยมเยือนของฝรั่งฮิปปี้มากหน้าหลายตา สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมานี้ เป็นการช่วยรักษาสิ่งดีงามทางด้านศิลปวัฒนธรรมไปด้วยอีกแรง เมื่อคนในสังคมนั้นๆ ภาคภูมิใจในรากเหง้าแล้ว สังคมนั้นก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

บทที่ 5

อาหารและธรรมชาติ

เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เรื่องอาหารจึงสำคัญอย่างยิ่งยวด

เวลาพวกเราเดินมาที่วัดก่อน 6 โมงเช้า พร้อมอาหารนานาชาติที่ปรุงแต่งด้วยความตั้งใจมาถวายพระภิกษุ ชาวบ้านทุกคนก็นำอาหารมากมายหลายชนิด ทั้งอาหารไทย อาหารพื้นบ้าน มาถวายเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าอาหารของแต่ละบ้านหอมฟุ้งทะลุปิ่นโต ช่างยั่วน้ำลายบรรดาฮิปปี้เหลือเกิน 

หลังจากพระภิกษุฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาที่ญาติโยมฝรั่งจะต้องเติมพลังกันบ้าง พวกเราเอาอาหารที่ทำมา รวมกันกับของชาวบ้าน เพียงเท่านี้ก็มีมื้อเช้าที่แสนอร่อยและละลานตาแล้ว 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

เมนูสารพัดอย่างที่อยู่ตรงหน้าสร้างความตื่นตาตื่นใจ หรือบางทีก็สร้างความตกอกตกใจให้ฮิปปี้อินเตอร์อยู่บ่อยครั้งด้วย ก็คนที่นี่เขากินดักแด้ กบ แย้ หนูนา กิ้งก่า แถมยังมีอาหารรสแซ่บสะท้านทรวง เช่น ลาบเทา ก้อยกุ้งสะดุ้งเครื่อง ไข่มดแดง ปลานานาพันธุ์ หอยชนิดต่างๆ ตลอดจนผักหน้าตาแปลกๆ แต่รสอร่อยลงตัว ไล่ไปตั้งแต่ผักหนาม ผักกาดย่า สายบัว ชะอม ผักติ้ว ผักเม็ก ผักกะโตวา บักไข่ผำ และอีกมากมายหลายอย่าง ซึ่งฉันไม่สามารถเขียนต่อจนครบ 

นอกจากความอร่อยของอาหารตามฤดูกาล พืชผักยังเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี ถ้าน้ำไม่ใส อากาศไม่ดี พืชผักบางชนิดก็เจริญเติบโตไม่ได้ ปริมาณสัตว์บกที่ลดลงเพราะคนถางป่า เผาไร่นาทำเกษตรเชิงเดี่ยวกันหมด สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงกับวงจรชีวิตของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ จำพวกนี้เป็นอย่างมาก 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ความเป็นเมืองเริ่มคืบคลานมากลืนกินความเป็นชนบทเข้าไปทุกวี่ทุกวัน แถมยังแอบทำลายทรัพยากรป่าไม้ไปทีละน้อยอีกด้วย โชคดีที่คนในหมู่บ้านหัวดื้อพอ หากมีอะไรแปลกใหม่เข้ามา ถ้าส่งผลกระทบเชิงลบต่อพวกเขาเมื่อไหร่ รับรองว่ามีการประท้วงแหลกแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินชีวิตของคนในหมู่บ้านเล็กๆ ของฉันยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนมากนัก มีเพียงเรื่องทรัพยากรป่าไม้ที่ต้องฟื้นฟูและรักษาไว้ เพราะกาลเวลาที่เปลี่ยนไปทำให้ต้นไม้ล้มตายไปเหมือนกัน 

บรรดาเหล่าฮิปปี้ทั้งหลายจึงเริ่มโครงการคืนความเขียวให้ป่าชุมชน โดยลงแรงปลูก ลงทุนซื้อ ระดมสมอง เพื่อสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจร่วมกับคนในชุมชนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การสอนเพาะเมล็ดควบคู่กับแทรกบทเรียนภาษาอังกฤษเข้าไป การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติเรื่องอาหารที่ยั่งยืน ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป โดยประยุกต์ใช้ความรู้แบบ Permaculture และดูแลจิตใจของบรรดาฮิปปี้ให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะเราเชื่อว่า “เราคือธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” 

สิ่งที่ฉันเล่ามาจนถึงตอนนี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในชุมชนฮิปปี้นานาชาติเท่านั้น ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่น่าประทับใจรอให้คนทั่วทุกมุมโลกมาสัมผัสอยู่เรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพราะการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด

และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ฉันอยากจะบอกคือ “อยู่บ้านเฮา ก็ว้าวได้เด้อ”

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ช่องทางการรับสมัคร

หมู่บ้านฮิปปี้ปิดเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 คนไทยที่สนใจสมัครเข้ามาเยี่ยมชมหรือใช้ชีวิตที่หมู่บ้านฮิปปี้ในช่วงหลังจากนี้ ติดต่อผ่านทาง Facebook : Mindfulness Project Thailand ได้เลย 

ที่อยู่ : 7 หมู่ 1 บ้านม่วงหวาน ตำบลม่วงหวาน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น 40310

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุวารินทร์ ศิริบุรี

นักเขียนมือสมัครเล่นภาคอีสาน เป็นครูสอนภาษาอังกฤษคู่กับครูชาวต่างชาติ ที่ โรงเรียนเอกชนใกล้บ้านแห่งหนึ่ง และเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจฮิปปี้เข้าหมู่บ้าน พร้อมกับอำนวยความสะดวกให้เขาตลอดการใช้ชีวิตอยู่ในเขตบ้านม่วงหวาน

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ต่างมีโรงเรียนเฉพาะทางที่มุ่งสร้างนักค้นคว้าวิจัยเพื่อเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง อาทิ The Bronx High School of Science ในสหรัฐอเมริกา หรือ Korea Science Academy of KAIST (KSA) และ Gyeonggi Science High School for the Gifted (GSHS) ในประเทศเกาหลีใต้ แล้วในประเทศไทยของเราล่ะ มีโรงเรียนในลักษณะคล้ายกันนี้บ้างไหม

ความจริงแล้วบ้านเรามีสถานศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่หลายแห่ง แต่ที่เราจะพามาทำความรู้จักในวันนี้ ต่างออกไปจากที่เคยมีมา

ทั้งความสามารถของนักเรียนและครูที่ตระเวนคว้ารางวัลระดับประเทศและระดับโลก การสนับสนุนทุนการศึกษาแบบเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย บ่มเพาะด้วยหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ อย่างเข้มข้น เพื่อให้นักเรียนพร้อมเป็นนักวิจัยตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา หรือการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสุดไฮเทคต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพให้กับนักเรียน โดยไม่ต่างจากที่มีในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (Kamnoetvidya Science Academy (KVIS)) เป็นส่วนหนึ่งของ วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเน้นคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ รวมถึงผลิตนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยเฉพาะ

The Cloud ได้นัดหมาย คุณกุลพิมพ์พร กิตติธรรมโน เจ้าหน้าที่งานสื่อสารองค์กรของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ ดร.สุรนันท์ อนันตชัยศิลป์ คุณครูสอนวิชาเคมีที่เพิ่งได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 มาหมาดๆ ซึ่งทั้งคู่จะพาผู้อ่านไปไขข้อสงสัยทุกเรื่องทั้งในและนอกห้องเรียนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์แห่งนี้กัน

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

ก่อนกำเนิดวิทย์

นอกเหนือจากภารกิจด้านความยั่งยืนทางพลังงานแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญเรื่องการสร้างคนเพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยมองเห็นปัญหาที่อยู่คู่กันแต่ไหนแต่ไรมา คือความจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรด้านต่างๆ จากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคคลที่มีความสามารถจากภายนอก 

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งปัญหาที่คุ้นชินในบ้านเรา คืออยู่ในภาวะติดกับดักรายได้ปานกลางมานานหลายปี ทำให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ สาเหตุหนึ่งคือเรายังเคยชินอยู่กับการเป็นผู้รับจ้างผลิต จนไม่อาจสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากโจทย์ใหญ่ข้างต้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) โรงเรียนประจำระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (STEM) จึงเกิดขึ้น

โรงเรียนแห่งนี้มาพร้อมหน้าที่ที่สำคัญ คือการสร้างนักเรียนที่มีศักยภาพสูงให้กับประเทศ โดยหวังว่าเมื่อจบออกไปจากรั้วกำเนิดวิทย์ นักเรียนจะสามารถต่อยอดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในกลุ่มวิชา STEM เตรียมพร้อมสำหรับประกอบอาชีพเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ หรือนักนวัตกรรม เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศต่อไปในวันข้างหน้า

ในเมื่อเราสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ วันข้างหน้าเราก็จะลดการพึ่งพาต่างชาติไปโดยปริยาย

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

1 : 6 

ตั้งแต่กดปุ่มสตาร์ททำการเรียนการสอนครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 2558 มีนักเรียนหัวกะทิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนกำเนิดวิทย์ในแต่ละปีหลายพันคน แม้จะเป็นโรงเรียนที่เน้นหนักด้านวิทย์-คณิต แต่วิธีการคัดเลือกใช่ว่าจะทดสอบแค่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ยังควบคู่ไปกับการพิจารณาพอร์ตโฟลิโอ เพื่อดูทั้งกิจกรรมในและนอกห้องเรียน ความคิดริเริ่ม การเป็นผู้นำ และการมีจิตสาธารณะของเด็กๆ ด้วย เพื่อให้ได้สมาชิกที่เก่งและมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี

จากตัวเลขนับพัน สุดท้ายแล้วจะมีนักเรียนใหม่ผู้มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการคัดเลือกในปีการศึกษานั้นๆ เพียง 72 คน แบ่งออกเป็น 4 ห้องเรียนต่อชั้นปี หรือเท่ากับว่าในแต่ละห้องเรียนมีแค่ 18 คนเท่านั้น

คุณกุลพิมพ์พรอธิบายที่มาของตัวเลขนี้ว่า เป็นความคิดของผู้บริหารตั้งแต่ก่อตั้ง ซึ่งต้องการออกแบบห้องเรียนให้มีขนาดเล็กลง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการศึกษาแบบเดิม เพื่อให้การพัฒนาผู้เรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัว ใกล้ชิด และมีประสิทธิผลมากที่สุด

เมื่อมาผสานเข้ากับวิธีการสอนแบบทีม ในชั้นเรียนจะมีคุณครูช่วยกันดูแลถึง 3 คน หรือเทียบเป็นอัตราส่วนผู้สอน 1 คนต่อนักเรียน 6 คน บรรยากาศในห้องเรียนเลยเกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นโรงเรียนที่เน้นพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว จำนวนเท่านี้จึงสำคัญมาก หากนักเรียนสงสัยระหว่างการทดลองในแล็บปฏิบัติการ ก็ขอคำแนะนำได้จากคุณครูได้โดยตรง ในจุดนี้ทุกคนจึงเข้าถึงการฝึกทักษะได้เต็มที่ ไม่มีอุปสรรคด้านจำนวนคนมาขวางกั้นการเรียนรู้

“นโยบายของโรงเรียนอยากให้เป็นหลักสูตรแบบวัดตัวตัด เพื่อเสิร์ฟสิ่งที่นักเรียนสนใจได้เต็มที่ เลขสิบแปดนี้ทางผู้ก่อตั้งโรงเรียนเชื่อว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการจัดหลักสูตรนี้อย่างแท้จริง มากกว่านี้ก็อาจจะไม่สามารถเสิร์ฟให้กับนักเรียนได้ทุกคน” คุณครูสุรนันท์ช่วยเสริม

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

วัดตัวตัด

ความโดดเด่นไม่มีใครเหมือนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือระบบการศึกษาแบบ ‘วัดตัวตัด’ ซึ่งเป็นไอเดียของผู้ก่อตั้งที่เห็นว่า การเรียนการสอนที่นักเรียนเลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมตามความสนใจ จะช่วยให้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ดียิ่งขึ้น ส่วนโรงเรียนจะทำหน้าที่สนับสนุนและเติมเต็มด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ทรัพยากร หรือว่าด้านบุคลากรที่เป็นคณะครูผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้นักเรียนเดินตามทางที่ต้องการในอนาคต

ได้ยินว่าวัดตัวตัด อาจพาคิดไปว่านักเรียนคงออกมาตามแต่ใจผู้สอนที่เป็นเหมือนคนตัด แต่ผิดคาด คุณครูสุรนันท์อธิบายถึงการสอนแบบวัดตัดตัวนี้ว่า “ครูเป็นส่วนหนึ่ง นักเรียนก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ครูตัดแล้วนักเรียนออกมาตามแบบที่ครูอยากให้เป็น แต่นักเรียนก็เลือกที่จะออกมาในรูปแบบของตัวเองด้วย เหมือนเขาเป็นคนร่วมออกแบบ ขณะที่โรงเรียนก็ช่วยให้การตัดนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น”

ทั้งนี้ภาพรวมยังคงยึดหลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการ มีทั้งวิชาวิทย์และศิลป์เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือโรงเรียนกำเนิดวิทย์เพิ่มความเข้มข้นของวิชาเรียน ด้วยการนำจุดเด่นของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ร่วมด้วย

กลุ่มวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จึงแยกออกมาเป็นระดับปกติ (Basic) ที่สอนเนื้อหาในขั้นพื้นฐาน และหากนักเรียนใคร่เรียนรู้ให้ลุ่มลึกขึ้น ก็สามารถลงเรียนระดับเข้มข้น (Advance) ซึ่งมีเนื้อหาในระดับเดียวกับหลักสูตร AP (Advanced Placement) ของสหรัฐอเมริกา และ A-Level ของประเทศอังกฤษ เป็นหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา แต่มีความเข้มข้นเทียบเท่าระดับมหาวิทยาลัย ช่วยให้พัฒนาความรู้ความสามารถได้เต็มที่ มีความถนัดเฉพาะด้าน และวัดตัวตัดออกมาได้อย่างพอดีตัวสมใจนักเรียน

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

วิชา (อนาคต) ที่เลือกเอง

รายวิชาให้เลือกเรียนเพิ่มเติมได้เองตามความสนใจของผู้เรียน เน้นออกแบบมาเพื่อให้เหล่าว่าที่นักวิจัยได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น วิชา ‘Upgrading Thailand’ ต่อยอดงานวิจัยของเด็กๆ ที่สร้างขึ้นมา ด้วยการให้ทำ Business Model รวมถึงเปิดโอกาสให้พูดคุยและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จในสตาร์ทอัพด้านต่างๆ หรือความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นการปูเนื้อหาในด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ซึ่งจำเป็นอย่างมากยามที่พวกเขาสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

กลุ่มวิชาเลือกฝั่งภาษาไทยมีวิชาน่าสนุกอย่าง ‘Science Fiction’ สอนการแต่งนิยายวิทยาศาสตร์ ส่วนสังคมศึกษาก็มีวิชาที่เราเชื่อว่าไม่มีสอนที่ไหนอย่าง ‘Game of Thrones and Social Studies’ นำเอาเนื้อเรื่องในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones มาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการสอนวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์

นอกจากโรงเรียนจะทำการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแล้ว ขณะเดียวกัน ภาษาที่ 3 ก็เป็นอีกสิ่งที่โรงเรียนเน้นไม่น้อย โดยคุณครูมองว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่ดี ไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้เฉพาะด้านเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการถ่ายทอดและสื่อสารไปยังบุคคลอื่นๆ ด้วย ฉะนั้นภาษาจึงเป็นสื่อกลางที่สำคัญมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีให้เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมด้านภาษาต่างประเทศกันอย่างจุใจ ทั้งภาษาฝั่งตะวันตกอย่างสเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย และภาษาเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ไปจนถึงภาษาที่ใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่อาจจะมีร่วมกันในอนาคต

แม้ว่าวิชาเพิ่มเติมน่าเรียนทั้งหลายจะไม่ได้เปิดทั้งหมดในแต่ละเทอม ทว่าหากนักเรียนอยากเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็สามารถติดต่อขอให้คุณครูช่วยเปิดสอนให้ได้

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

บ่มเพาะนักวิจัย

เพราะความตั้งใจให้เป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนเพื่อก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคต Research Skill หรือทักษะด้านการค้นคว้าวิจัยจึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

เมื่อเข้ามาเป็นเด็กกำเนิดวิทย์แล้ว ทุกคนจะได้เรียนรู้ด้านการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทั้งกระบวนการคิดและการค้นคว้าแบบนักวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ แน่นอนว่าต้องเตรียมทำโครงงานวิจัยก่อนจบหลักสูตรอย่างน้อย 1 ชิ้น โดยมีคุณครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ปรับปรุงแก้ไขหัวข้อที่นักเรียนสนใจ รวมทั้งช่วยวางแผนให้ในการทำงานทดลอง

โรงเรียนเตรียมพร้อมด้านเครื่องมือทันสมัยที่ใช้ในการทำงานวิจัยอย่างครบครัน ทัดเทียมไม่แพ้มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถ้าบางเครื่องมือไม่มีในโรงเรียน นักเรียนสามารถไปใช้ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่อยู่ใกล้กัน หรือขอใช้กับทางสถาบันวิจัยระดับประเทศอื่นๆ ที่ทางโรงเรียนกำเนิดวิทย์มีความร่วมมือด้วย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฯลฯ

ด้วยความสามารถของนักเรียน คำแนะนำจากคุณครูผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือสุดล้ำที่เพียบพร้อมในโรงเรียน นี่คือตัวอย่างผลงานวิจัยระดับชั้นมัธยมปลายของนักเรียนกำเนิดวิทย์

งานวิจัย ‘ชุดทดสอบโลหะหนักในน้ำจากเซ็นเซอร์ทางเคมีติดบนอนุภาคนาโนแม่เหล็ก’ ซึ่งเป็น Test Kit สำหรับตรวจวัดโลหะหนักในน้ำ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Junior Water Prize ของประเทศไทย เมื่อ ค.ศ. 2018 และยังได้เป็นตัวแทนไปแข่ง Stokholm Junior Water Prize ที่ประเทศสวีเดน 

ล่าสุดเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Regeneron ISEF 2021 จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา นักเรียนจากกำเนิดวิทย์ได้พาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยทำนายการทำงานของยารักษาโรคมะเร็ง ได้รางวัลที่ 1 ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คือโครงงานการพัฒนาเซ็นเซอร์บนกระดาษตรวจที่ใช้ตรวจวัดโลหะหนัก ก็ได้รางวัลที่ 2 ในสาขาเคมี

มีอีกหลายผลงานของนักเรียนกำเนิดวิทย์ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับโลก ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติไม่ต่างจากนักวิจัยอาชีพ และยังมีอีกหลายชิ้นที่ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

การศึกษานอกห้องเรียน

ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนเน้นด้านวิชาการ แต่การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่ภายในห้องเท่านั้น โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการศึกษานอกห้องเรียนพอๆ กัน ผ่านการสร้างเสริมประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในสถานที่จริง

ในทุกเทอม โรงเรียนจะพานักเรียนไปทัศนศึกษายังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในกลุ่ม STEM ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเยี่ยมชมกลุ่มวิจัยระดับชาติ แล็บวิจัยตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รวมถึงพื้นที่พัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ และโรงงานต่างๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น สวนสตรอว์เบอรี่ที่ปลูกด้วยความเย็นจากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติมาคุมอุณหภูมิในโรงเรือน ฯลฯ

อีกทั้งในช่วงปิดเทอม ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยากทำงานในห้องวิจัย ลองเข้าไปชิมลางฝึกงานเป็นผู้ช่วยวิจัยร่วมกับนักวิจัยอาชีพในสถาบันวิทยสิริเมธีได้ หรือบางปิดเทอมก็มีการส่งนักเรียนไปแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม และแลกเปลี่ยนด้านงานวิจัย 

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว ด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำ โรงเรียนจึงสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านต่างๆ ในรูปแบบของชมรมหลังเลิกเรียน เพื่อให้นักเรียนพัฒนาความรู้อย่างรอบด้าน

 “นอกห้องเรียนก็ไม่ใช่เป็นการเรียนการสอนซะทีเดียว แต่เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนพัฒนาทักษะอื่นๆ ซึ่งโรงเรียนดูแล้ว คิดว่าทักษะเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือความคิดความอ่านนอกเหนือจากเชิงวิชาการ ไปจนถึงเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ให้กับตัวนักเรียนเองด้วย” คุณกุลพิมพ์พรอธิบายเพิ่ม

คุณครูสุรนันท์ช่วยสรุปภาพรวมเกี่ยวกับกิจกรรมหลังเลิกเรียนให้ฟังว่ามีค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่โยคะ กอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง แบดมินตัน ไปจนถึงชุมนุมส่งเสริมความสนใจด้านอื่นๆ เช่น ทำอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งแนวผจญภัยอย่างพายเรือ เดินป่า แคมปิ้ง ถ้าหากนักเรียนมีกิจกรรมในใจนอกเหนือจากที่จัดไว้ บางครั้งมาเสนอขอให้คุณครูรับหน้าที่ดูแลก็มี

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ครูกำเนิดวิทย์

อีกหนึ่งความน่าสนใจของโรงเรียนที่คุณครูเล่าให้เราฟังคือ “โรงเรียนกำเนิดวิทย์ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่เปิดกว้างให้นักเรียนตามความสนใจ แต่เปิดกว้างให้ครูด้วย เราอาจต้องอิงกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ออกนอกกรอบได้ตามที่เราสนใจ”

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จประกอบจากปัจจัยหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ดังนั้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์จึงมุ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของคุณครูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ซึ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรงทางสายการศึกษา และการสนับสนุนให้คุณครูไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังโรงเรียนในต่างประเทศ เพื่อนำเอาความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด รวมถึงพร้อมเปิดโอกาสให้นำเสนอวิชาใหม่ๆ ที่คุณครูมองว่ามีประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนศักยภาพของนักเรียน

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 รางวัลเชิดชูเกียรติคุณครูที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ จากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของคุณครูสุรนันท์ คู่สนทนาเราในวันนี้ คือประจักษ์ผลลัพธ์ของการทำงานที่ใส่ใจ และให้ความสำคัญทุกส่วนประกอบของโรงเรียนกำเนิดวิทย์

เป้าหมายใหม่เพื่อทุกคน

ภารกิจการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยของชาติยังไม่หยุดเท่านี้ เป้าหมายในอนาคตอันใกล้ของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือการทำเกณฑ์มาตรฐานร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็น Best Practice แล้วนำมาพัฒนาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่อยู่ทัดเทียมกับสถาบันระดับโลก รวมถึงวางแนวคิดการจัดการเพื่อพัฒนาแบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แม้จะก่อตั้งมาได้ไม่ถึง 10 ปี แต่ความสำเร็จและคุณภาพของนักเรียนที่จบออกไปศึกษาต่อยังสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในและนอกประเทศ เป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ทำอยู่กำลังเริ่มงอกออกผล

“เราค่อนข้างได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วบ่มเพาะให้เขาพร้อมต่อการเป็นนักวิจัย และเมื่อเขาได้ออกสู่โลกกว้าง นักเรียนส่วนใหญ่ก็ไปเรียนในสถาบันระดับโลก ก็เชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่า จะต้องมีส่วนหนึ่งที่กลับมาเป็นส่วนสำคัญในพัฒนาประเทศให้ไปข้างหน้ามากขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เขาเชี่ยวชาญ” 

แม้ในแต่ละปีจะมีนักเรียนมากความสามารถที่จบไปจำนวนไม่มากนัก ชวนตั้งข้อสงสัยว่าเมล็ดพันธุ์เพียงเท่านี้จะพอไหม สำหรับความต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ในมุมนี้คุณครูสุรนันท์มีความเชื่อว่า “ถึงนักเรียนเหล่านี้จะไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ แต่ว่าคนที่มีศักยภาพ เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะส่งผลมาก ถึงนักเรียนกำเนิดวิทย์จะมีจำนวนน้อย แต่เขามีศักยภาพสูง ในการทำอะไรก็น่าจะส่งผลได้มาก”

และแม้จะยังไม่มีคำตอบว่า ในอนาคตผลผลิตจากกำเนิดวิทย์จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้มากน้อยเท่าใด แต่นับว่าเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญ ที่ชวนให้เราเริ่มเห็นแสงสว่างตรงปลายทาง

“หวังว่าจุดเล็กๆ จุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้ประเทศพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนไปในอนาคต” คุณครูเจ้าของรางวัลประจำปีนี้ทิ้งท้าย

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ภาพ : โรงเรียนกำเนิดวิทย์

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load