การเดินทางรอบโลกคงเป็นความฝันของใครหลายๆ คน นั่นก็เป็นความฝันของฉันด้วยเหมือนกัน แต่ภายใต้เงื่อนไขชีวิตมากมาย รายได้ไม่ค่อยพอรายจ่าย ภาระหนี้สิน ปัญหาจิปาถะโน่นนี่นั่น ทำให้ความฝันอันสวยงามที่จะท่องโลกกว้างดับสลายไปกับสายลม 

ฉันปล่อยให้กาลเวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ ความฝันก็ค่อยๆ ลบเลือนหายไป จนอยู่มาวันหนึ่งก็คิดได้ว่า ความฝันของเรา ตัวเราเท่านั้นที่สร้างขึ้น และมีเพียงเราเท่านั้นที่จบมันลง ไม่ต้องโทษดิน ฟ้า อากาศ หรือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น วันนั้นสายลมพัดหวนทวนทางมาปลุกไฟในใจฉัน ที่กำลังจะมอดดับให้ลุกโชติช่วงอีกครั้ง และทำให้เกิดความคิดในทางกลับกันอย่างหนึ่งว่า 

“เมื่อการเที่ยวรอบโลกเป็นไปได้ยาก ให้คนทั่วโลกมาหาเราแทนคงจะง่ายกว่า” ฉันพูดประโยคนี้กับเด็กน้อยในตัว

หมู่บ้านฮิปปี้เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างครอบครัวของฉัน เราอนุญาตให้พวกฮิปปี้อยู่ที่ไร่ของคุณยาย เพราะคุณยายแก่แล้ว ไม่อยากให้ท่านทำงานหนักอีกต่อไป ประจวบกับฉันเองก็ทำโครงการเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่พอดี เลยชวนพวกเขามาช่วยในโครงการห้องเรียนสีเขียว หลังจากนั้นพวกเราทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าน่าจะเดินไปในทางเดียวกันได้ ซึ่งก็ถือว่าประสบผลสำเร็จจริงๆ 

มากไปกว่านั้น เราได้ขยายขอบเขตการทำงานให้กว้างขวางขึ้น โดยร่วมมือกับองค์กรอิสระในจังหวัดขอนแก่นอีกหลายที่ด้วยกัน ถ้าจะเรียกหมู่บ้านฮิปปี้ว่าเป็น International Volunteers Hub ก็เป็นคำเรียกที่เหมาะสม

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ชุมชนฮิปปี้นานาชาติ

ใครจะไปคิดฝันว่าในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นประมาณ 20 กิโลเมตรกว่าๆ จะเป็นแลนด์มาร์กของชาวต่างชาติจากนานาประเทศทั่วโลก

ถ้าเป็นเมื่อก่อน พอชาวบ้านพบเจอฝรั่งเข้ามาในหมู่บ้าน ต่างก็แปลกใจกันไปเป็นแถว แต่ปัจจุบันพวกเขาชินกันหมดแล้ว ถ้ามีฝรั่งหอบของพะรุงพะรัง ทรงผมแปลกตา เสื้อผ้าไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง คนที่นี่จะรู้ทันทีว่าเขากำลังจะมุ่งหน้าไปที่ไหน มากไปกว่านั้นยังอาสาพาไปส่ง หรือบางทีก็ชี้นิ้วบอกให้ไปทางทิศใต้ของหมู่บ้าน พร้อมกับส่งรอยยิ้มให้โดยอัตโนมัติ

ภาพเหล่านี้สร้างความประทับใจอย่างมากให้แขกไปใครมารวมถึงตัวฉันด้วย ก็อย่างว่า คนบ้านเราน้ำใจงามเป็นที่หนึ่ง ซึ่งก็เป็นความจริง

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ไทบ้านอินดี้ กับ ฮิปปี้อินเตอร์

วิถีการดำเนินชีวิตของคนอีสานเรียบง่าย ไม่หวือหวา หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ความแห้งแล้งมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลก่อนโน้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเกิดขึ้นของนวัตกรรมใหม่ในทุกๆ ด้าน ทำให้เราเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ติดต่อกันได้เร็ว ไปมาหาสู่กันก็ง่ายแสนง่าย รวมไปถึงเข้าใจและเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ ความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทำให้วิถีชีวิตคนแลดูทันสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งรากเหง้าความเป็นคนอีสาน

เหตุปัจจัยทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ความคิดของฉันที่จะประกาศให้โลกรู้ว่า อีสานมันดี วิถีมันฮิปแค่ไหน ก็ง่ายขึ้นไปตามๆ กัน 

ในทางกลับกัน ผู้คนจากอีกซีกโลกหนึ่งก็โหยหาชีวิตที่เนิบช้า อยากนอนกลางดินกินกลางทราย เล่นโคลน เล่นน้ำฝน ปั้นดินให้เป็นบ้าน ปล่อยใจไปกับธรรมชาติ รักสงบ ความปรารถนาบวกกับความหลงใหลในการใช้ชีวิตแบบเดียวกันนี้ จึงกลายเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว

การใช้ชีวิตธรรมดาและเรียบง่ายอยู่แบบกลมกลืนกับธรรมชาติ คือเป้าหมายอันสูงสุดของพวกเรา แต่ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว การปรับตัวเข้าหากันนั้นจึงสำคัญ เพราะเหตุผลนี้ ห้องเรียนไร้กำแพงของพวกเราจึงได้นำเอาหลักการศึกษาเชิงพหุวัฒนธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในทุกๆ คลาสเรียน

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

พวกเรามีกฎ 50 : 50 ที่ทุกคนต้องปฏิบัติร่วมกัน หมายความว่าเราเป็นตัวของตัวเองได้เพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือให้เก็บเอาไว้เพื่อเติมสิ่งใหม่ๆ ลงไป

พัฒนาตนเองจากภายในสู่การพัฒนาสังคมภายนอก

เนื่องจากกิจกรรมในหมู่บ้านฮิปปี้เป็นไปตามสภาพอากาศและฤดูกาล เพราะเราอยากปรับตัวเข้าหาธรรมชาติให้มากที่สุด จึงไม่มีบทเรียนที่ตายตัวมากนัก แต่ฉันมีเรื่องราวที่อยากแบ่งปันให้กับผู้อ่านทุกท่านได้ลองอ่านกันดูเพลินๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันได้รับได้รู้และซาบซึ้งกับบทเรียนเหล่านี้เป็นอย่างมาก เพราะมันทำให้ฉันอยู่ในสังคมทุกๆ รูปแบบได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

บทที่ 1

ฟังอย่างลึกซึ้ง

ในทุกวันเวลา 6 โมงเย็น เราจะนั่งล้อมวงแล้วตั้งคำถามเพื่อให้ทุกคนได้ตอบผ่านการเล่าเรื่อง โดยสุ่มว่าใครจะได้เริ่มก่อน แล้วเวียนเป็นวงกลมจนครบทุกคน 

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ขณะที่มีการเล่าเรื่องราวอยู่นั้น พวกเราหัวเราะ ร้องไห้ แสดงอารมณ์ที่มีอยู่ออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่มีกฎสำคัญหนึ่งข้อ คือห้ามพูดโดยเด็ดขาด ภายในเวลา 2 – 3 ชั่วโมง วันแรกของการฝึกวิชานี้ ฉันอึดอัดมากที่ต้องฟังอย่างเดียว พูดเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แต่เมื่อฝึกฝนไปเรื่อยๆ สักระยะหนึ่งจึงได้รู้ว่าการฟังแบบจริงๆ คืออะไร

ฉันตั้งคำถามตัวเองว่า ในแต่ละวันเราต้องฟังคนอื่นๆ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ ตัดสิน ติติง เสนอแนะ ชื่นชมยินดี แต่เราเคยฟังพวกเขาแบบฟังจริงใจบ้างหรือไม่

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

บทเรียนนี้นอกจากส่งผลดีต่อคู่สนทนาแล้ว ยังมีประโยชน์กับตัวเราเองอีกด้วย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราตั้งใจฟัง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม เราจะมีมุมมองและทัศนคติที่กว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ยังได้รับรู้ข้อมูลมากมาย ยิ่งได้มีโอกาสฟังเหล่าฮิปปี้ทั้งจากทั่วทุกมุมโลกเล่าประสบการณ์ต่างๆ ของพวกเขา ก็ถือว่าเป็นนิทานสอนใจตัวเราเองได้ดีเลยทีเดียว 

แม้ทำได้ยากเพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย แต่ฉันก็ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นกับคนในครอบครัวในช่วงมื้ออาหารเย็น ตั้งคำถามเชิงบวกกับทุกคนให้ค่อยๆ ตอบ และโอบกอดหลังจากทานข้าวเสร็จ ช่วงแรกก็เขินๆ พอถึงตอนนี้ก็เริ่มชินกันแล้ว

บทที่ 2

เท้าเหยียบโคลน มือปั้นดิน

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ที่นี่ต้องทำอิฐดินใช้เอง เพราะเราอยากใช้สิ่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เอาไปสร้างบ้าน ศาลาพักผ่อน ทำห้องน้ำ ต่อเติมห้องครัวแบบ Open Air หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ตามสถานการณ์ในแต่ละฤดูกาล 

ความพิเศษในช่วงเวลาที่หมู่บ้านฮิปปี้ปิดชั่วคราวเพื่อให้ธรรมชาติได้พักฟื้น ฉันชอบแอบไปย่ำดินในบ่อเล็กๆ ที่พวกเขาขุดไว้ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าก่อน 10 โมงเป็นเวลาเหมาะที่จะไปเหยียบโคลนแล้วปั้นดิน ทั้งเป็นการออกกำลังกาย แถมยังได้ฝึกสมาธิโดยไม่ต้องนั่งขัดสมาธิ มือประสานกัน 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

การย่ำดินไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกก็นึกฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ คิดเรื่อยเปื่อย แต่เมื่อผ่านไปชั่วครู่ ฉันก็กำหนดลมหายใจ และเพ่งไปที่การก้าวย่ำเท้าเป็นจังหวะในบ่อดินเหนียว พร้อมดูการเปลี่ยนแปลงของดินไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ฉันสัมผัสถึงความผ่อนคลาย การปล่อยอารมณ์ให้เป็นไป บ่อดินนั้นดึงความสนใจของฉันให้ตัวเองอยู่กับจังหวะการเดินกลับไป-มา การยกเท้า การเคลื่อนไหวของลำตัว ไปพร้อมกันกับการดูความหนืดของดิน โดยมีน้ำและแกลบเป็นตัวประสาน จนกระทั่งตัวตนของฉันผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับดิน แล้วเกิดจิตที่ว่างโดยแท้จริงในที่สุด 

บทที่ 3

Art Gallery 

ที่นี่มี Art Gallery แต่จะให้ดีต้องไปเยี่ยมชมในวันพระ เพราะ Art Gallery ที่นี่ก็คือวัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้านนั่นเอง 

เมื่อเกิดการตั้งรกราก ณ แห่งหนตำบลใด ต้องมีการก่อตั้งวัดประจำถิ่นขึ้นมาด้วย ถ้าใครอยากเรียนศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม วัดเก่าแก่ถือเป็นสถานที่ที่ต้องมาเยือน เพราะอยู่ในชุมชนเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคน มีเรื่องเล่าผ่านผลงานศิลปะที่อยู่ในศาลาหลังเก่ามากมาย สะท้อนเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของผู้คน รวมไปถึงชุมชนได้เป็นอย่างดี

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

เหตุที่ควรไปเยี่ยมชมในวันพระ ก็เพื่อจะได้รับวัฒนธรรมใหม่ๆ แบบครบรส ผ่านอาหารการกิน ภาษา พิธีกรรม และที่ขาดไม่ได้เลยคือเรียนรู้จากชาวบ้าน เพราะพวกเขาจะพร้อมใจมาที่วัด ทำบุญตักบาตร ถามสารทุกข์สุขดิบ และมีสิ่งที่พิเศษๆ มากมายมอบให้แก่กันและกัน ถ้าฮิปปี้สายบุญไม่ได้เข้าวัดประจำหมู่บ้าน ก็ถือว่าทริปนั้นไม่สมบูรณ์

บทที่ 4

งานศิลปะ 12 รูปแแบบ

ฉันคิดว่าผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเปรียบเสมือน Curator ผู้ช่ำชอง อาบน้ำร้อนน้ำเย็นมานักต่อนัก นำเสนอผลงานและจัดแสดงงานศิลปะแต่ละแขนงออกมาได้เป็นอย่างดี

Curator ที่นี่จัดงานนิทรรศการตามแบบฮีตสิบสองของคนอีสาน กล่าวคือ ทั้ง 12 เดือนจะมีงานบุญเกิดขึ้นทุกๆ เดือน แถมแต่ละเดือนก็มีวิธีการมากมายต้องอาศัยความรู้ ความประณีต และทักษะ แตกต่างกันออกไป เช่น บางเทศกาลต้องนำเสนอผ่านอาหาร บ้างก็ต้องถ่ายทอดผ่านการทอผ้า การประดิดประดอย ซึ่งแต่ละงานเป็นผลงานชิ้นใหญ่ และทำคนเดียวไม่ได้ ต้องใช้แรงคนเยอะมาก 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

สิ่งนี้คือตัวชี้วัดความสามัคคีของชุมชนได้เป็นอย่างดี และยังแสดงความร่วมมือของผู้คนว่ามีมากน้อยเพียงใด เพราะถ้าผู้คนเริ่มร่อยหรอ ไม่สนใจกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา การธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของหมู่บ้าน ตลอดจนความเป็นปึกแผ่นก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน 

การที่บรรดาฮิปปี้อินเตอร์เข้าวัดไปร่วมงานบุญต่างๆ ทำให้ชาวบ้านตระหนักและภูมิใจในความเป็นคนอีสาน อยู่แบบบ้านๆ ตลอดจนหวงแหนทั้งวัฒนธรรมและศิลปะประจำถิ่นของตนเองมากขึ้น ถือได้ว่าการเข้ามาเยี่ยมเยือนของฝรั่งฮิปปี้มากหน้าหลายตา สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมานี้ เป็นการช่วยรักษาสิ่งดีงามทางด้านศิลปวัฒนธรรมไปด้วยอีกแรง เมื่อคนในสังคมนั้นๆ ภาคภูมิใจในรากเหง้าแล้ว สังคมนั้นก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

บทที่ 5

อาหารและธรรมชาติ

เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เรื่องอาหารจึงสำคัญอย่างยิ่งยวด

เวลาพวกเราเดินมาที่วัดก่อน 6 โมงเช้า พร้อมอาหารนานาชาติที่ปรุงแต่งด้วยความตั้งใจมาถวายพระภิกษุ ชาวบ้านทุกคนก็นำอาหารมากมายหลายชนิด ทั้งอาหารไทย อาหารพื้นบ้าน มาถวายเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าอาหารของแต่ละบ้านหอมฟุ้งทะลุปิ่นโต ช่างยั่วน้ำลายบรรดาฮิปปี้เหลือเกิน 

หลังจากพระภิกษุฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาที่ญาติโยมฝรั่งจะต้องเติมพลังกันบ้าง พวกเราเอาอาหารที่ทำมา รวมกันกับของชาวบ้าน เพียงเท่านี้ก็มีมื้อเช้าที่แสนอร่อยและละลานตาแล้ว 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

เมนูสารพัดอย่างที่อยู่ตรงหน้าสร้างความตื่นตาตื่นใจ หรือบางทีก็สร้างความตกอกตกใจให้ฮิปปี้อินเตอร์อยู่บ่อยครั้งด้วย ก็คนที่นี่เขากินดักแด้ กบ แย้ หนูนา กิ้งก่า แถมยังมีอาหารรสแซ่บสะท้านทรวง เช่น ลาบเทา ก้อยกุ้งสะดุ้งเครื่อง ไข่มดแดง ปลานานาพันธุ์ หอยชนิดต่างๆ ตลอดจนผักหน้าตาแปลกๆ แต่รสอร่อยลงตัว ไล่ไปตั้งแต่ผักหนาม ผักกาดย่า สายบัว ชะอม ผักติ้ว ผักเม็ก ผักกะโตวา บักไข่ผำ และอีกมากมายหลายอย่าง ซึ่งฉันไม่สามารถเขียนต่อจนครบ 

นอกจากความอร่อยของอาหารตามฤดูกาล พืชผักยังเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี ถ้าน้ำไม่ใส อากาศไม่ดี พืชผักบางชนิดก็เจริญเติบโตไม่ได้ ปริมาณสัตว์บกที่ลดลงเพราะคนถางป่า เผาไร่นาทำเกษตรเชิงเดี่ยวกันหมด สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงกับวงจรชีวิตของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ จำพวกนี้เป็นอย่างมาก 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ความเป็นเมืองเริ่มคืบคลานมากลืนกินความเป็นชนบทเข้าไปทุกวี่ทุกวัน แถมยังแอบทำลายทรัพยากรป่าไม้ไปทีละน้อยอีกด้วย โชคดีที่คนในหมู่บ้านหัวดื้อพอ หากมีอะไรแปลกใหม่เข้ามา ถ้าส่งผลกระทบเชิงลบต่อพวกเขาเมื่อไหร่ รับรองว่ามีการประท้วงแหลกแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินชีวิตของคนในหมู่บ้านเล็กๆ ของฉันยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนมากนัก มีเพียงเรื่องทรัพยากรป่าไม้ที่ต้องฟื้นฟูและรักษาไว้ เพราะกาลเวลาที่เปลี่ยนไปทำให้ต้นไม้ล้มตายไปเหมือนกัน 

บรรดาเหล่าฮิปปี้ทั้งหลายจึงเริ่มโครงการคืนความเขียวให้ป่าชุมชน โดยลงแรงปลูก ลงทุนซื้อ ระดมสมอง เพื่อสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจร่วมกับคนในชุมชนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การสอนเพาะเมล็ดควบคู่กับแทรกบทเรียนภาษาอังกฤษเข้าไป การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติเรื่องอาหารที่ยั่งยืน ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป โดยประยุกต์ใช้ความรู้แบบ Permaculture และดูแลจิตใจของบรรดาฮิปปี้ให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะเราเชื่อว่า “เราคือธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” 

สิ่งที่ฉันเล่ามาจนถึงตอนนี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในชุมชนฮิปปี้นานาชาติเท่านั้น ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่น่าประทับใจรอให้คนทั่วทุกมุมโลกมาสัมผัสอยู่เรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพราะการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด

และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ฉันอยากจะบอกคือ “อยู่บ้านเฮา ก็ว้าวได้เด้อ”

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ช่องทางการรับสมัคร

หมู่บ้านฮิปปี้ปิดเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 คนไทยที่สนใจสมัครเข้ามาเยี่ยมชมหรือใช้ชีวิตที่หมู่บ้านฮิปปี้ในช่วงหลังจากนี้ ติดต่อผ่านทาง Facebook : Mindfulness Project Thailand ได้เลย 

ที่อยู่ : 7 หมู่ 1 บ้านม่วงหวาน ตำบลม่วงหวาน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น 40310

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุวารินทร์ ศิริบุรี

นักเขียนมือสมัครเล่นภาคอีสาน เป็นครูสอนภาษาอังกฤษคู่กับครูชาวต่างชาติ ที่ โรงเรียนเอกชนใกล้บ้านแห่งหนึ่ง และเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจฮิปปี้เข้าหมู่บ้าน พร้อมกับอำนวยความสะดวกให้เขาตลอดการใช้ชีวิตอยู่ในเขตบ้านม่วงหวาน

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

นับถอยหลังไปเมื่อ พ.ศ. 2548 โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย มีโอกาสเข้าร่วมศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจาก โรงเรียนรุ่งอรุณ ทำให้เราได้แนวคิดดี ๆ และเอาความรู้ต่าง ๆ มาปรับใช้กับความเป็นท้องถิ่นของเราเอง เพราะโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนวิถีชุมชนท้องถิ่น การเรียนรู้จึงยึดหลักการเรียนรู้แบบบูรณาการสู่ชีวิต มุ่งเน้นพัฒนานักเรียนให้ใช้ความรู้เป็นและเกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และสังคม (Knowledge-based Society) 

เรานำโจทย์ปัญหาจริงในสังคมหรือประเด็นวิกฤตปัญหาโลกมาเป็นแกนหลักของการเรียนรู้ ผ่านการลงมือทำบนบริบทจริงของโรงเรียน สภาพของปัญหาของสังคม และผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนมีส่วนร่วมเสนอแนวทางแก้ไข เพื่อเป้าหมายการพัฒนานักเรียนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม (Active Citizen) และพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติจริง เน้นกิจกรรมแบบบูรณาการ การเรียนรู้จากฐานปัญหา (Problem Based Learning) การเรียนรู้แบบสร้างและพัฒนานวัตกรรม หรือเรียกว่า การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Based Learning) ตามแนวทางพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบ Active Learning 

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

เราตั้งชื่อวิชาว่า ‘วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา’ เป็นวิชาที่ว่าด้วยการบูรณาการระหว่างวิชา เป็นการเชื่อมโยงหรือร่วมศาสตร์ต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 สาขาวิชาขึ้นไป ภายในหัวเรื่องเดียวกัน เป็นการเรียนรู้โดยใช้ความรู้ความเข้าใจและทักษะในศาสตร์ หรือความรู้ในวิชาต่าง ๆ มากกว่า 1 วิชาขึ้นไป เพื่อแก้ปัญหาหรือแสวงหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเชื่อมโยงความรู้และทักษะระหว่างวิชาต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง 

เราไม่ได้สอนเพียงผิวเผิน แต่จัดกระบวนวิชาให้ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากขึ้น เพื่อให้เขาใช้ได้จริงในชีวิต

มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกทักษะผู้เรียน เตรียมความพร้อม เพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของโรงเรียน คือ กิน-อยู่-เป็น หมายถึง กินอย่างรู้คุณค่า อยู่อย่างมีความหมาย และเป็นพลเมืองที่เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยผู้เรียนวิชานี้ก็คือ นักเรียนโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

และด้วยภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาทาง โรงเรียนของเราเปิดเรียนตามปกติไม่ได้ และเพื่อเป็นการสร้างการเรียนรู้ ไม่ให้นักเรียนเกิดสภาวะถดถอยและหลุดจากระบบ จึงเป็นที่มาของการเรียนรู้เรื่องข้าวหลากสี บทเรียนกินได้ และการทำ Eco Printing ลงบนผ้า โดยสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียนและผู้ปกครอง 

แน่นอนว่าจากสถานการณ์ โควิด-19 ที่รุมเร้ามาเกือบ 3 ปี ทำให้ชีวิตใครหลายคนล้มลง แต่ทว่าเรายังมีแรงสู้ต่อจากคนที่รักและครอบครัว แม้แต่เราเองที่เป็นครูก็อยากสานฝันให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ อยากพาไปตะลุยเรียนรู้ที่ต่าง ๆ เหมือนเคยทำมา เพื่อต่อยอดให้เขารู้จักตัวเองและเลือกเรียนสาขาที่ถนัด หรือสิ่งที่เขาต้องการต่อยอดในอนาคตได้ แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การจัดการเรียนรู้ของนักเรียนหยุดไป แต่การเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ม.3 หยุดไม่ได้ เพราะการเรียนรู้ของเด็กต้องไปต่อ เราจึงมองวิกฤตเป็นโอกาส เพราะเด็กที่โนนชัยพื้นฐานครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย

เราเลยชวนเด็ก ๆ หันกลับมามองตัวเองว่า ถ้าเราจะกินข้าวในหนึ่งมื้อ เพื่อลดภาระ ลดค่าใช้จ่าย เราจะทำอย่างไร โดยอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่ประหยัดและมีคุณค่า เราควรหันมาใส่ใจครอบครัว เพราะเราเห็นว่า พ่อแม่ของเด็กหลายคนโดนเลิกจ้างงาน ไม่มีรายได้ แต่ในชีวิตประจำวันของเด็กยังมีรายจ่าย ก็เลยคิดว่าจะทำอะไรดีให้เด็กต่อยอดได้ในภาวะนี้ เลยนึกถึงเรื่องการทำอาหาร กลายมาเป็นการบูรณาการเรื่องอาชีพสร้างสรรค์ บทเรียนกินได้ บทเรียนติดปีก บทเรียนชีวิต และโภชนาการบนถาดหลุม การบูรณาการของเราไม่หยุดเดิน เพราะทุกคนต้องลุยกันต่อ

การจัดการเรียนการสอนแบบ On-Site เรามีการประสานผู้ปกครองเพื่อขออนุญาตนักเรียนก่อนออกจากบ้าน เพราะกระบวนการเรียนรู้ต้องมีการสืบค้นข้อมูลด้วย อย่าง ‘โภชนาการบนถาดหลุม’ เราชวนเด็ก ๆ เลือกอาหารในแบบที่เขาอยากกิน แต่ต้องคำนึงถึงความพอเพียง พอดี พอประมาณ โดยนักเรียนมีสิทธิ์เลือก และเราให้เขาคิดหาเมนูที่ชอบ ครบหลักโภชนาการ คาว หวาน มาหมด จากนั้นวิเคราะห์คุณค่าโภชนาการ เพื่อให้เด็ก ๆ รู้จักคุณค่าทางโภชนาการของเมนูอาหารที่ตนเองเลือก พร้อมทั้งให้นักเรียนประกอบอาหารที่นักเรียนเลือก อย่างเมนูกะเพราหมูกรอบ เมนูธรรมดา แต่จะทำอย่างไรให้ไม่ธรรมดา เห็นแล้วว้าว มีคุณค่าทั้งเบื้องหน้าและภายในใจ จึงเกิดไอเดียข้าวหลากสีขึ้นมา

เราเลือกวัตถุดิบธรรมชาติที่มีในบ้าน ท้องถิ่น ชุมชน ในความโชคร้ายกับภัยร้ายแบบนี้ เรามีความโชคดีคือ นักเรียนปลูกมะลิไร้สารเคมี จึงคิดเป็นเมนูข้าวกลิ่นมะลิ (หอมมากกก) นักเรียนอีกคน หนูมีอัญชัน เราก็สร้างสรรค์ข้าวสีม่วง นักเรียนคนนู้นเห็นมีดอกเฟื่องฟ้าอยู่ในโรงเรียน ส่วนอีกคนก็ยกมือบอกครู บ้านผมมีใบเตย ให้สีเขียว ทานอร่อย หอมหวานชื่นใจ เมนูอาหารจากข้าวหลากสี เด็ก ๆ ได้เรียนรู้พันธุ์ข้าวและสีธรรมชาติจากเรื่องราวรอบรั้ว

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

จากการเรียนการสอนที่เน้นสอนทาง On-line, On-demand, On-hand อยู่ต่อเนื่อง เนื่องจากนักเรียน ม.3 ต้องเตรียมตัวหลายอย่างในการต่อยอดและเลือกเรียนสาขาต่าง ๆ หรือสายอาชีพอีกมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการกลับมาอยู่กับครอบครัว ทำให้นึกได้ว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ครูอย่างเราไม่ควรลืม คือ การพบปะนักเรียนกลุ่มย่อย ซึ่งเราสอน On-Site เป็นกลุ่มย่อยอยู่แล้ว แต่รอบนี้ต้องขอชวนผู้ปกครองคุยด้วย เพื่อถามข่าวคราวกัน ทั้งเรื่องปากท้องและเรื่องวินัยความเป็นอยู่ จะทำยังไงให้ผู้ปกครองและนักเรียนไม่เบื่อ เพราะเราเองก็เป็นครูประจำชั้น ม.3/1 อยากให้รู้ว่าครูยังห่วงใย 

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

ระหว่างนั่ง ๆ มองๆ คิด ๆ เราเห็นใบสักที่เติบโตและร่วงหล่น จึงเกิดไอเดียที่น่าเรียนรู้ร่วมกัน นอกจากเมนูข้าวหลากสีที่เล่าให้ฟัง ถ้ามีผ้าหลากสีบ้างคงจะดี เรามองหาวัสดุรอบตัวทันที และ ‘ใบสัก’ ก็เป็นนางเอกของเรื่องนี้

เราปิ๊งไอเดีย ‘สักศรี (สี)’ ชวนเด็ก ๆ มาทำผ้าพันคอ Eco Printing ด้วยกัน ระหว่างรอนึ่งผ้า ครู เด็ก ๆ และผู้ปกครองก็สรรหาเมนูอาหารง่าย ๆ กินกัน ขอขอบพระคุณแม่น้องเม ที่ทำขนมหวานหลากสีจากธรรมชาติล้วน ๆ และคุณแม่น้องขวัญที่ทำกะเพราหมูไข่ดาวและส้มตำสุดแซ่บ วันนี้เหมือนไม่ได้มาเรียน แต่เหมือนมาทานข้าวนอกบ้าน ได้ทั้งผ้าหลากสีกับข้าวหลากสี รอบหน้าจะมีดนตรีเพื่อสร้างสีสัน มีผลิตภัณฑ์จากสักศรี (สี) โปรดติดตามตอนต่อไป 

วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ

เทอม 2 นี้ การเรียนการสอนก็ต้องดำเนินต่อไปเช่นกันในรูปแบบออนไลน์ แต่จะดีกว่านี้ถ้าพวกเราได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อยอดอาชีพ ต่อยอดการบริโภค ต่อยอดชีวิตในครัวเรือน เราซึ่งเป็นครูตัวเล็ก ๆ ก็คิดไอเดีย ‘ต่อยอดแบบวิถีพอเพียง หล่อเลี้ยงชีวี กินดีอยู่ดี แบบมีเงินออม’ ใบไม้แห้งที่โรงเรียนมีเยอะมาก ซึ่งเป็นปัญหาในการทำความสะอาด เราก็คิดช่วยกันจัดการใบไม้เหล่านี้ แต่ใครจะรู้ว่า ไอ้เจ้าปัญหานี่แหละ คือขุมทรัพย์ของเรา เพราะทำปุ๋ยหมักได้ แปลงเกษตรที่โรงเรียนก็มี ถ้าเราปลูกผักกินเอง ปุ๋ยก็ไม่ต้องซื้อ ผักก็ไม่ต้องซื้อ ที่สำคัญปลอดสารพิษ เปิดเทอมเมื่อไหร่ก็เอาผักส่งโรงอาหาร เหลือก็แบ่งกลับบ้าน ขายเก็บออมก็ยังไหว 

ก็เลยคิดไอเดีย ‘ปลูกเอง กินเอง นักเลงพอ ปุ๋ยก็ไม่ต้องขอ เรามีเพียงพอ ต่อยอดชีวี’ ฮิ้ว ๆ ๆ ว่าแล้วก็ชวนเด็ก ๆ มาสร้างพื้นที่เรียนรู้ ทำกิจกรรมภาคปฏิบัติกลุ่มย่อย กลุ่มละ 6 คน (ป.ล. ฉีดวัคซีนครบนะคะ) ช่วยกันทำปุ๋ยหมักเพื่อเตรียมปุ๋ยบำรุงดิน ก่อนที่เราจะไปเตรียมแปลงปลูกกัน นักเรียนที่มาเรียนก็ตั้งใจดี และที่สำคัญ การเรียนรู้ต้องลงมือทำถึงจะมีความหมาย เพราะต้อง Learning by Doing แบบ Active Learning และเรียนรู้แบบร่วมมือและมีส่วนร่วม เมื่อพร้อมแล้วเราก็ลุยทันที นัดหมายประชุมนักเรียน ผู้ปกครอง และ ครูชาญณรงค์ ที่เป็นเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยเหลือกันมาตลอด พร้อมลุย

จากการจัดการเรียนรู้ครั้งนี้ นักเรียนร่วมสะท้อนแง่คิดดี ๆ ให้ครูได้รับรู้ว่าที่ผ่านมานักเรียนได้เรียนรู้แบบไหน ทั้งยังทบทวนและวางแผนต่อยอด ขอบใจลูก ๆ ทำให้ครูรู้ว่านักเรียนมีความสุขดี อดทน น่ารัก 

วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ
วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา ทำให้เรารู้ว่าการเรียนรู้นั้นมีอยู่รอบตัว รอบบ้าน และชุมชน การทำให้นักเรียนหันกลับมาใส่ใจสิ่งรอบตัวในชุมชนและท้องถิ่นของตนเองได้ จะทำให้เขาเห็นประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ พร้อมพัฒนา ประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้สื่อเทคโนโลยี ช่วยพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ การพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะทำให้เราอยู่รอด อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ข้อดีอีกอย่างของวิชาบูรณาการ คือ เป็นวิชาที่ดึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนได้โดยไม่ต้องมีกรอบบังคับ สะท้อนผ่านการลงมือทำของเด็ก ๆ ได้อย่างชัดเจน ทำให้นักเรียนฝึกอยู่กับปัจจุบัน รู้จักใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและปลอดภัย

ส่วนเราในฐานะครูผู้ออกแบบกระบวนวิชาก็เรียนรู้ว่าการเรียนรู้ในรูปแบบบูรณาการ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเห็นศักยภาพของนักเรียนแต่ละคน ทำให้ครูได้เข้าใจชีวิตที่หลากหลายของนักเรียน และเราเชื่อว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หลาย ๆ โรงเรียนคงทำกันอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญ คือ การเห็นคุณค่าในสิ่งที่ท้องถิ่นของตนเองมี และประยุกต์ใช้ พัฒนา ต่อยอด สร้างคุณค่าให้กับสิ่งที่เรามีอยู่ นั่นคือการสร้างนวัตกรรมที่ดีที่สุด 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ เราต้องลงมือทำ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นันทนา ลีโคตร

ครูผู้จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย ที่เชื่อว่านักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างถ่องแท้ หากได้ลงมือทำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load