Happiness (2021) 

Original Network : tvN

ช่องทางรับชม : viu, WeTV, iQiYi, Netflix 

ประเภท : ระทึกขวัญ, โรคระบาด, Korean Drama, TV Series

ประเทศ : เกาหลีใต้

นักแสดงนำ : ฮันฮโยจู, พัคฮยองชิก, โจอูจิน, อีจุนฮยอก

ความยาว : 12 ตอน

***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของเรื่อง

เปิดตัวกันไปตั้งแต่ปลายปี 2021 สำหรับซีรีส์ระทึกขวัญจากเกาหลีใต้เรื่อง Happiness ที่ออกฉายให้ชมทาง viu, WeTV และ iQiYi ก่อนจะเข้า Netflix เมื่อช่วงก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมา ชวนให้สาวกผู้ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับโรคระบาด กึ่ง ๆ ซอมบี้ได้ดูกันช่วงวันหยุดยาว ปลุกกระแสตอบรับเรื่องนี้ให้กลับมาครึกครื้นกว่าเก่า

แต่ก่อนที่จะค้นพบว่าซีรีส์ 12 ตอน กำกับโดย อันกิลโฮ จะเป็นซีรีส์ระทึกขวัญว่าด้วยเรื่องโรคระบาดที่อุบัติใหม่กว่าโควิด-19 แถมยังมีผู้ติดเชื้อวิ่งไปมาด้วยเมคอัพน่าสยองระดับเทพ เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่คิดว่า ‘Happiness’ จะโชกไปด้วยเลือดขนาดนี้!

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

ตลอดการรับชมซีรีส์ที่ดูจบใน 2 วัน เราพยายามมองหาว่า ความสุขที่เป็นชื่อเรื่องนั้นอยู่ตรงไหน? เพราะเหตุการณ์แทบทั้งหมดเกิดขึ้นในอพาร์ตเมนต์ที่แสนอึดอัดด้วยขนาดสถานที่ และคับแคบด้วยจิตใจของคน 

นี่คือซีรีส์สะท้อนสังคม ชนชั้น และตัวตนดิบของมนุษย์ ที่มีตัวละครหลักคือคู่หนุ่มสาว จองอีฮยอน (รับบทโดย พัคฮยองชิก) เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สถานีตำรวจเซยัง และ ยุนแซบม (รับบทโดย ฮันฮโยจู) ตำรวจหน่วยพิเศษต่อต้านการก่อการร้าย ที่จะพาผู้พักอาศัยในอพาร์ตเมนต์เซยังเลอเซียลเอาชีวิตรอดจากวิกฤตครั้งนี้ พร้อมพาเราไปค้นพบว่า ท่ามกลางโรคระบาดอันน่ากลัว ยังมีแสงสว่างที่ทำให้ผู้มองเห็นค้นพบความสุขเล็ก ๆ ได้

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

Post Covid ชีวิตที่เพิ่งกลับมากับบาดแผลที่ยังไม่หาย

Happiness เป็นซีรีส์ที่ถูกสร้างมาทันกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังแพร่ระบาดในโลกแห่งความจริง ประชาชนหลายส่วนปรับตัวและป้องกันการแพร่ระบาดเบื้องต้นได้เอง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชีวิตที่หายไปจะถูกคืนกลับมาดั่งเดิม

ณ ประเทศเกาหลีใต้ ผู้คนในซีรีส์เดินขวักไขว่ใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องใช้หน้ากากอนามัย (ยกเว้นบางคนที่เต็มใจสวมเพื่อป้องกันตนเอง) ประชาชนไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารและน้ำ เมืองไม่มีการล็อกดาวน์ ผู้ใหญ่ออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงปากท้อง และทุกคนไม่ต้องมองหน้ากันอย่างวิตกกังวล

เช่นเดียวกับยุนแซบมและจองอีฮยอนที่เพิ่งแต่งงานกันด้วยความจำเป็น ก่อนจะย้ายเข้ามายังอพาร์ตเมนต์สุดหรู นี่คือความฝันของเธอที่กลายเป็นจริง และทุกอย่างก็ดูจะเป็นฟ้าหลังโควิด-19 ที่สดใส

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

จนกระทั่งยาไร้มาตรฐานที่มีชื่อว่า ‘เน็กซ์’ ทำให้คนกินกลายเป็นโรคคนคลั่ง ซึ่งคล้ายคลึงกับการเปลี่ยนร่างเป็นซอมบี้ โดยร่างกายของพวกเขาจะหักงอก่อนกลายร่าง รูม่านตาหดเล็กลงจนเห็นเป็นดวงตาสีขาวขุ่น ผู้รับยาจะเกิดอาการกระหายน้ำอย่างรุนแรง แต่ไม่ว่าจะดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ดับความกระหายไม่ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือการดื่มเลือดมนุษย์ ซึ่งการแพร่ระบาดนอกจากการทานยาคือ การกัดและการข่วน

ความน่ากลัวอีกอย่างของโรคคนคลั่งคือมันไม่แสดงอาการตลอดเวลา เมื่อผู้กระหายได้สติ พวกเขาจะกลับเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะดังเดิม และเมื่อกลับบ้านไปล้างคราบเลือดที่โชกตัวออก ก็จะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาคือผู้ติดเชื้อ

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม
Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

ยอมรับว่าครั้งแรกที่เห็นยาเน็กซ์ก็แอบนึกถึงยาต้านไวรัสที่หลายคนได้รับมาทานเมื่อติดโควิด-19 แต่นอกเหนือจากยาที่ถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ยังมียาอีกหลายชนิดที่ถูกผลิตขึ้นเองหรือถูกอ้างสรรพคุณ เพื่อหวังโกยกำไรจากความหวาดผวาของประชาชน โดยหมางเมินความเป็นความตายและมาตรฐานสุขภาพ 

ในซีรีส์เรื่องนี้ก็มีเช่นกัน และบุคคลนั้นถูกนำเสนอออกมาในคราบนายทุนใหญ่ เขาปล่อยยาเน็กซ์ที่ไร้มาตรฐานออกสู่ท้องตลาด โดยอ้างสรรพคุณช่วยสร้างสมาธิและทำให้คนกินรู้สึกมีกำลัง น่าเศร้าว่าสูตรยาที่ขโมยมาโดย พันโทฮันแทซอก (รับบทโดย โจอูจิน) อดีตพนักงานบริษัทยา กลับให้ผลร้ายแรงเกินไปมาก และพันโทก็ต้องตามรับผิดชอบสิ่งที่เขาก่อโดยมีครอบครัวเป็นเดิมพัน

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

สิ่งต่อมาที่มองเห็นคือการจัดการของรัฐ (อีกแล้ว) ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รัฐบาลที่ปกปิดข่าวสารและความจริงจากประชาชนทำให้โรคคนคลั่งแพร่ระบาดรุนแรงกว่าเก่า เพราะประชาชนไม่รู้วิธีป้องกัน และไม่รู้ว่าควรจัดการชีวิตอย่างไร 

กว่าที่พวกเขาจะตั้งหลักได้ ก็กลายเป็นผู้รับเคราะห์ไปเสียแล้ว 

ดังนั้น ความตื่นตระหนกและการป้องกันตัว รัฐบาลมีความสามารถพอที่จะทำให้อย่างแรกทุเลาลงและอย่างหลังเข้มแข็งขึ้นได้หรือไม่ หากไม่ ชีวิตหลายคนก็คงจะล้มเหลวอย่างที่เห็นในซีรีส์ หรืออาจเป็นบนท้องถนนที่ท่านทั้งหลายเดินผ่านอยู่ทุกวัน

จากความไม่คาดหวังก่อนรับชม ซีรีส์เรื่องนี้กลับทำให้เราปรบมือให้กับความสนุกและบทที่ถ่ายทอดชีวิตออกมาได้อย่างมีมิติ โดยหนึ่งในประเด็นที่ทุกครอบครัวในอพาร์ตเมนต์ต้องเผชิญก็คือเรื่องโอกาสในการทำงานหาเงิน

ระหว่างที่โควิด-19 ระบาด ช่องทางในการหารายได้ถูกตัดกลายเป็นบาดแผลและความเจ็บใจ หลายครอบครัวติดหนี้ และหลายธุรกิจต้องล้มละลาย ไม่ใช่แค่ชนชั้นล่างที่ ‘เช่า’ อพาร์ตเมนต์เท่านั้นที่จะอยากได้เงิน แต่ชนชั้นกลางและชนชั้นบนที่มีเงินพอจะ ‘ซื้อ’ ห้องก็ยังหิวเงินไม่แพ้กัน

เหล่าคนรวยทรัพย์สินและหน้าตาทางสังคม ตั้งแต่ทนายความ อัยการ แพทย์ ต่างอาศัยอยู่ในพื้นที่อพาร์ตเมนต์เซยัง พวกเขา (ที่อยู่กระจายทุกตึก) มักจะพูดถึงราคาอพาร์ตเมนต์ที่ดิ่งลง หากมีข่าวผู้ติดเชื้อถูกปล่อยออกมา 

‘คนรวยกีดกันคนจน’ นั่นคือเรื่องจริงของที่นี่ เพราะแม้กระทั่งทรัพย์สินส่วนกลาง เช่น ฟิตเนส ก็มีให้ชนชั้นสูงผู้มีแรงจ่ายค่าส่วนกลางใช้เพียงเท่านั้น เมื่อเกิดการติดเชื้อ การกีดกันและแบ่งผลประโยชน์ตามสถานะทางสังคมจึงถูกเรียกร้องให้เกิดขึ้นมากกว่าเก่า

โรคระบาดที่ควรทำให้คนหันมาสามัคคีดูแลกัน กลับทำให้ความไม่เท่าเทียมชัดเจนขึ้นหลายเท่า แถมยังรุนแรงจนคนคลั่งฆ่าแกงกันได้หน้าตาเฉย

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

‘โรคคนคลั่ง’ ใครกันที่คลั่งกว่า

“คุณฆ่าเขาทำไม?”

“ทำไมไม่ให้เขาเข้ามา?”

“ปล่อยเขาออกไปทำไม”

หลายคำถามถาโถมเมื่อเห็นพฤติกรรมผิดวิสัย แม้ผู้ติดเชื้อสุดอันตรายจะอาละวาดไล่กัดคนธรรมดา แต่อีกมุมหนึ่ง พวกเขายังเป็นคน และคนเหล่านั้นเพิ่งถูกผลักไสอย่างไรความปรานี

Happiness มักจะตัดภาพให้เราเห็น Unhappiness อยู่เสมอ

ยามได้สติ ผู้ติดเชื้อเจ็บปวดและร้องไห้ เพราะไม่มีใครตั้งใจติดเชื้อและแพร่เชื้อ แต่เมื่อติดมาแล้วก็ทำได้เพียงพยายามควบคุมสติให้ได้นานที่สุด นั่นคือความรับผิดชอบต่อสังคมที่พวกเขาต้องทำ

ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน
ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

ผู้ติดเชื้อถูกจ้องด้วยสายตารังเกียจราวกับไม่ใช่คนอีกต่อไป มิหนำซ้ำยังถูกคนธรรมดาผลักไสไล่ส่งอย่างเอาเป็นเอาตายไร้เหตุผล ลองจินตนาการถึงโลกที่แบ่งแยกสถานะทางสังคมกันอยู่แล้ว ถ้าหากชนชั้นล่างติดเชื้อ พวกเขาจะถูกลอยแพขนาดไหน

เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ ทุกคนเอาตัวรอด โกหก แย่งอาหาร หักหลัง ขโมยของ ใช้ความรุนแรง และพร้อมจะโยนคนอื่นไปเสี่ยงชีวิตแทน แต่ก็โชคดีที่คนเห็นแก่ตัวไม่ได้มีเยอะมากกว่าผู้ที่มองคนเป็นคนเท่ากัน กระนั้น ความคลั่งกลับน่ากลัวยิ่งกว่าโรค เมื่อเกิดการใส่ร้ายให้คนธรรมดากลายเป็นผู้ติดเชื้อ และฆ่าผู้ติดเชื้อโดยไม่สนใจว่าสิ่งนี้คือโรคที่มีโอกาสรักษาหาย

ตอนที่ดู Train to Busan (2016), Kingdom (2019), Peninsula (2020) #Alive (2020) และ All of Us Are Dead (2022) เราตื่นเต้นและสนุกกับการเห็นซอมบี้วิ่งไปมาทั้งเรื่อง รวมไปถึงขบคิดประเด็นสังคม การเมือง ชนชั้น ครอบครัว และการกลั่นแกล้งที่ไม่ต่างกันมาก แต่สำหรับ Happiness ประเด็นข้างต้นนั้นแทบจะเป็นรองมิติความเป็นมนุษย์ที่ผู้จัดอยากให้ย้อนมอง

ไม่ใช่ทุกคนในเรื่องนี้ที่กลายเป็นซอมบี้ พวกเขาคือผู้ติดเชื้อที่มีโอกาสกลับมาเป็นคน จุดนี้เองทำให้เรามองเห็นความโหดร้ายของผู้คนมากกว่าเรื่องที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นยังพาให้เรานึกถึงประโยคว่า ‘ที่ที่มืดมิดที่สุด แสงสว่างจะชัดเจนที่สุด’

นั่นคือเหตุผลที่เรายังมองเห็นความรัก ความสุข และความเมตตา จากซีรีส์สีเทาในอพาร์ตเมนต์สีดำนี้

ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

Pursuit of Happiness

ในที่สุดเราก็เจอคำตอบ

ความสุขเล็ก ๆ ท่ามกลางพายุโรคระบาด ไม่ได้ก่อเกิดจากเงินทองหรือชนชั้น แต่มันเกิดจากหัวใจที่ยังไม่ถูกครอบงำด้วยความเห็นแก่ตัว

ยุนแซบมและจองอีฮยอนช่วยเหลือทุกคนในอพาร์ตเมนต์ตั้งแต่คนใกล้ตัวอย่างรุ่นพี่ตำรวจ คิมจองกุก (รับบทโดย อีจุนฮยอก) ไปจนถึงคนแปลกหน้าอย่างเด็กสาวที่ร่างกายอ่อนแอ พนักงานร้านสะดวกซื้อ พนักงานฟิตเนสที่ติดเชื้อ รวมไปถึงคนอื่น ๆ ตลอดทางที่พวกเขาผ่าน

ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

ทั้งสองเป็นคู่หนุ่มสาวที่กำลังจะเริ่มชีวิตใหม่ในอพาร์ตเมนต์ที่ใฝ่ฝัน ความสุขของยุนแซบมคือการมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ในท้ายที่สุดเธอก็ค้นพบว่า ความสุขของเธอไม่ใช่การเปลี่ยนพื้นบ้านให้เป็นแบบที่อยากได้ หรือการสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ตามที่วางแผนไว้ เพราะแท้จริงแล้วความสุขของเธอคือการใช้เวลาที่เหลือในชีวิตร่วมกับคนที่เธอรักและรักเธอมาตลอด ซึ่งคนคนนั้นคือจองอีฮยอน เพื่อนสมัยมัธยมที่เติบโตมาเคียงข้างกัน

เช่นเดียวกับครอบครัวของคุณตาคุณยายที่มีลูกชายสายยูทูบเบอร์ ตลอดเรื่องหลายคนคงมองว่าลูกชายคนนี้ไม่เอาไหน เห็นแก่ตัว และห่วงแต่การสร้างคอนเทนต์ เขาตะคอกพ่อแม่ที่แก่ชราและไม่สนใจความป่วยไข้ของแม่ แต่ท้ายที่สุดแล้วซีรีส์ก็ไม่ได้ทำให้ชายคนนี้ถูกฉาบไปด้วยสีดำอย่างเดียว เขาเป็นบุรุษสีเทาที่เรียนรู้การมีความรักและความสุขได้ในวินาทีที่ชีวิตหม่นหมองที่สุดจากการถูกกัด

ภาพที่น่ารักและทำให้เราอดยิ้มตามไม่ได้คือฉากใกล้จบที่คุณตาปากร้ายนั่งอยู่กลางโซฟาในบ้านโดยไม่ยอมหนีไปไหน เขามีภรรยาที่ถูกข่วนโดยผู้ติดเชื้อมัดมือตัวเองอยู่เคียงข้าง อีกด้านมีลูกชายที่ถูกกัดผูกแขนไว้กับโซฟา ทั้งหมดกำลังนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

ภาพนั้นไร้ซึ่งความกลัว

ไม่เหมือนตอนต้นเรื่องที่ทุกอย่างเพิ่งอุบัติ

Happiness (2021) : ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน
Happiness (2021) : ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

หรือจะเป็นอีกครอบครัวที่พี่ชายถูกผู้ติดเชื้อกัดทำให้สองพี่น้องละทิ้งทิฐิที่เคยมีต่อกัน และแสดงความห่วงใยออกมาเป็นครั้งแรก

พวกเขารอคอยอย่างมีความหวังในตัวอีกฝ่าย นั่นคือความรักและความสุขเล็ก ๆ ที่ครอบครัวหนึ่งยังหลงเหลืออยู่

Happiness เป็นซีรีส์ที่เอาโรคระบาดมาเป็นเพียงพื้นหลัง แท้ที่จริงมันสะท้อนความเน่าเฟะของจิตใจผู้คนและสังคม แต่ในทางกลับกัน ซีรีส์ก็บอกให้เราลองสำรวจรอบตัวดี ๆ เพราะความสุขที่แท้จริงอาจไม่ต้องมองหา แค่ต้องมองดี ๆ เพราะมันมักจะอยู่ใกล้กว่าที่ใครหลายคนคิดเอาไว้

Happiness (2021) : ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

ภาพ : tvN

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

“จุนจิ อิโต้ คือนักเล่าเรื่องสยองขวัญผู้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ความดุดัน ความละเอียดถี่ถ้วน และความน่าสะพรึงกลัวของเขานั้นช่างวิเศษ ควรค่าแก่การรับชมเป็นอย่างยิ่ง เขาคือปรมาจารย์ตัวจริงผู้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ สตีเวน คิง อลันโพ และ อุเมซุ คาซึโอะ เลยทีเดียว” กิเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) ผู้กำกับชื่อดังกล่าวชมชายที่ชื่อ จุนจิ อิโต้ (Junji Ito)

จำได้ว่าตื่นเต้นมาก ๆ ครับเมื่อรู้ว่าเรื่องสั้นที่คัดสรรโดยอาจารย์จุนจิ อิโต้ จะดัดแปลงเป็นอนิเมะลง Netflix และในที่สุดก็ได้ชมเรียบร้อย Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre คือผลงานที่ประกอบไปด้วย 20 เรื่องสั้น ใน 12 อีพี มีทั้งแบบเต็มอีพีหรือตอนละ 20 กว่านาที และ 2 ตอนต่อ 1 อีพี (ตอนละ 10 กว่านาที) โดยเรื่องสั้นส่วนใหญ่มาจาก คลังสยองขวัญลงหลุม เล่มต่าง ๆ มีมาจาก เศษซากอสูร และเล่ม เจาะลึก อิโต้ จุนจิ ด้วยเช่นกัน

ซีรีส์ประกอบไปด้วยตอนสั้นขนาดยาว อย่าง พี่น้องฮิคิซึริป่วนพิสดาร ลูกโป่งหัวมนุษย์ เมืองแห่งป้ายสุสาน โทมิเอะ: รูปถ่าย และตอนสั้นขนาดสั้น อย่าง อุโมงค์พิศวง รถไอศกรีม ห้องสี่ชั้น ห้องแห่งนิทรา ผู้บุกรุก ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา รา กองหนังสือหลอน สยองหลายชั้น เกยตื้น ทางวงกตสุดจะทนไหว เด็กขี้แกล้ง ข้างหลังตรอก รูปปั้นไร้หัว หญิงกระซิบ และ สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ ทั้งหมดนี้สร้างสรรค์ผลงานโดยที่เคยทำ Junji Ito Collection ไปเมื่อปี 2018 

ก่อนจะเล่าถึงภาพรวมและแสดงความเห็นเกี่ยวกับบางตอน ถือเป็นโอกาสดีที่จะพูดถึงตัวตนของอาจารย์จุนจิ แรงบันดาลใจ เบื้องหลังไอเดีย และประสบการณ์ก่อนมาเป็นปรมาจารย์และมังงะสยองขวัญอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

**บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ **

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

จุดกำเนิด จุนจิ อิโต้ 

พูดถึงปรมาจารย์สยองขวัญของญี่ปุ่น 2 คนที่ผมนึกถึงและชื่นชอบผลงานมาก คือ อุเมซุ คาสึโอะ (Umezu Kazuo) ผู้แต่ง ฝ่ามิตินรก และ 14 อาถรรพ์ปริศนา กับ อาจารย์จุนจิ อิโต้ ที่ปลูกฝังให้ผมชอบความสยองลึกลับตั้งแต่สมัยมีร้านเช่าการ์ตูน ซึ่งไม่เคยนึกเลยครับว่าคนแรกจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับคนหลัง และเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมสนใจด้านนี้ของ จุนจิ อิโต้

จุนจิ อิโต้ เกิดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ปี 1963 การเข้าสู่โลกแห่งความสยองของเขาเริ่มตั้งแต่ 4 – 5 ขวบจากการอ่านนิยายเล่มแรกคือ Mummy Teacher ของ อุเมซุ คาซึโอะ ในนิตยสารตามพี่สาว 2 คน นอกจากนี้การเติบโตมาในต่างจังหวัดที่เมืองนากัตสึงาวะมีส่วนในการหล่อหลอมเขาเช่นกัน 

ด้วยความที่ห้องน้ำของบ้านเขาอยู่ใกล้กับอุโมงค์ใต้ดิน เขาจึงโตมากับสิงสาราสัตว์จำพวกแมลง เช่น จิ้งหรีดถ้ำ ตะขาบ กิ้งกือ แมงมุม และแมลงสาบ ซึ่งเขาบอกว่าตัวเองกลัวอะไรพวกนี้กับห้องน้ำบ้านตัวเองยิ่งกว่ามังงะหรือหนังสยองซะอีกครับ แต่วันหนึ่งรู้ตัวอีกทีก็ชินแล้ว (แต่ก็ยังไม่ชอบและเจอทีไรก็สะดุ้งอยู่ดี) และด้วยบรรยากาศที่ขมุกขมัวของห้องน้ำสมัยนั้น กับอุโมงค์ดิน ไม่ใช่คอนกรีตเหมือนทุกวันนี้ รวมกันทั้งหมดจึงกลายเป็นรากฐาน Mood & Tone และแรงบันดาลใจในงานของอาจารย์

อาจารย์จุนจิเริ่มเขียนมังงะตั้งแต่ 4 ขวบ ด้วยการวาดตามลายเส้นอาจารย์อุเมซุ ซึ่งเริ่มแรกอาชีพของเขาไม่ใช่นักเขียนมังงะอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เขาเป็นช่างทันตกรรมมาก่อน แต่ก็ไม่เคยละทิ้งความชอบของตัวเอง จึงทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไป

จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1987 เขาส่งมังงะตอนสั้นส่งประกวดในนิตยสาร Gekkan Halloween และได้รับรางวัลชมเชย ความน่ายินดีปรีดาอยู่ตรงที่หนึ่งในผู้ตัดสินรางวัล คือ อาจารย์อุเมซุ คาสึโอะ ไอดอลและแรงบันดาลใจที่มอบจุดเริ่มต้นให้เขา ต่อมามังงะตอนสั้นนั้นได้ถูกตีพิมพ์ กลายมาเป็นซีรีส์ขนาดยาวและหนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของจุนจิ อิโต้ เรื่องนั้นคือ โทมิเอะ หลังจากที่เขียนเป็นเรื่องเป็นราวได้ประมาณ 3 ปี โดยทำงานด้านทันตกรรมไปด้วย เขาก็ออกมาเป็นนักเขียนการ์ตูนเต็มตัว

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

แรงบันดาลใจและสไตล์ของ จุนจิ อิโต้

แน่นอนว่า อุเมซุ คาสึโอะ เป็นหนึ่งในนั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการเล่าเรื่อง ความสยอง และลายเส้นที่ลงเส้นแบบเข้ม ๆ มีน้ำหนัก ให้อารมณ์ดิบ ๆ อาจารย์กล่าวว่า ฝ่ามิตินรก (The Drifting Classroom) เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่เขารู้สึกผูกพันตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน เหมือนเป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างไรอย่างนั้น นอกเหนือจากนี้ยังมี ฮิเดชิ ฮิโนะ, ชินอิจิ โคกะ, ยะสุทากะ สึสึอึ ผู้แต่งนิยาย Paprika และ เอโดงาวะ รัมโปะ อีกด้วย

ด้วยความที่อาจารย์จุนจิชอบเสพผลงานอย่างกว้างขวาง แรงบันดาลใจของเขาจึงมาจากซีกโลกตะวันตกด้วย นั่นคือปรมาจารย์ด้าน Cosmic Horror อย่าง เอช. พี. เลิฟคราฟต์ (H.P. Lovecraft) เลิฟคราฟต์ทำให้เขาสนใจเกี่ยวกับชีวิตนอกโลก ซึ่งไม่ใช่คนหรือสัตว์ที่เราเคยพบเจอ ความสยองถึงแก่น เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์เหนือความเข้าใจ สภาวะจนมุมของตัวละคร การจบแบบสิ้นหวังหรือการตายทั้งเป็น และการตายศพไม่สวย เป็นต้น

เอช. อาร์. ไกเกอร์ (H.R. Giger) ผู้ออกแบบงานศิลป์สุดพิสดารอันเป็นเอกลักษณ์ประเภท Biomechanical อย่าง Xenomorph และองค์ประกอบอื่น ๆ ในหนัง Aliens (1979) กับศิลปินชื่อดังอย่าง ซัลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dalí) ก็เป็นแรงบันดาลใจของเขาเช่นกัน กับหนังสยองขวัญคลาสสิกอย่าง Dracula และ Frankenstein และไม่เพียงแค่ผลงานส่วนบุคคล บางผลงานของอาจารย์ยังปรากฏองค์ประกอบของงานศิลป์ในยุคบาโรกและอิมเพรสชันนิสม์ฝรั่งเศสอยู่ด้วย 

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

สไตล์งานของอาจารย์จุนจิจัดอยู่ในประเภท Cosmic Horror และ Body Horror หรือความสยองเชิงกายวิภาคที่ดูสะอิดสะเอียน ซึ่งเป็นงานประเภทเดียวกับ เอช. พี. เลิฟคราฟต์ อีกส่วนคืออาจารย์ศึกษาเรื่องกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และการทำงานของร่างกายจากหนังสือกายวิภาคสำหรับนักเรียนแพทย์ จึงนำมันมาต่อยอด อีกทั้งการเป็นช่างทันตกรรม น่าจะมีส่วนในการหล่อหลอมสไตล์ของเขา

แต่ถึงจะมีคำว่า ‘Horror’ แปะอยู่ ก็ไม่ใช่แนวสยองขวัญเพียว ๆ ซะทีเดียวครับ เพราะที่จริงเขาเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบไซไฟและเรื่องลี้ลับเหนือความเข้าใจเอามาก ๆ นอกจากหนัง หนังสือ และมังงะสยองขวัญ อาจารย์จุนจิยังโตมากับการอ่านเรื่องสั้นไซไฟแบบรวมเล่มและดูหนังไซไฟด้วยเช่นกัน ผลงานของเขาจึงเห็นได้ชัดว่าผสมสานระหว่างความสยองกับไซไฟ จนออกมาเป็น ‘สไตล์ จุนจิ อิโต้’ ดังเช่นที่เราจะเห็นเรื่องราวที่สอดแทรกไปด้วยเรื่องโลกคู่ขนาน เอ็กโทพลาสซึม รังสีคอสมิก ฯลฯ นอกจากนี้บางตอนยังมีความตลกร้ายและคอเมดี้ ซึ่งเป็นไปตามสไตล์ของแกอยู่ดี

จุนจิ อิโต้ มองว่าผลงานของตัวเองไม่ใช่เรื่องผีหรือเรื่องสยองขวัญ แต่เป็นแนวมอนสเตอร์กับ Supernatural มากกว่า และคำว่ามอนสเตอร์ไม่จำเป็นต้องมาในรูปสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวและหลอกหลอนเสมอไป เราจึงได้เห็นทั้งงานแนวนี้กับแนวที่เป็นเรื่องราวของคนล้วน ๆ เช่นความสัมพันธ์ระหว่างเหยื่อ-ผู้ล่า ความหมกหมุ่นและหลงผิดจนเลยเถิด การสูญสิ้นศรัทธาในมนุษยชาติ การเป็นเหยื่อของปรากฏการณ์พิสดารที่หาคำตอบไม่ได้ จนได้พบจุดจบอย่างน่าอนาถและไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะรอด การถูกลงโทษจากบาป และความกลัวสุดขีด โดยอาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ได้อยากให้ตัวละครตายและหลายครั้งพยายามช่วยตัวละคร แต่เขียนไปเขียนมาแล้วหาทางออกให้ไม่ได้ ผลลัพธ์คือตัวละครตายกันเป็นเบืออย่างที่เห็นนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อเขียนไปเขียนมาแล้วหน้าหมด ชะตากรรมตัวละครต้องขาดอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

แต่ถึงแม้จะเป็นเจ้าความสยองขวัญและชื่อดังแค่ไหน อาจารย์ก็พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่คิดว่าตัวเองเหมาะกับการเขียนเรื่องยาวสักเท่าไหร่ครับ เขาถนัดเขียนเรื่องสั้น เขารู้สไตล์ตัวเองว่าทำได้ ทำง่ายกว่า และเอ็นจอยในการสำรวจไอเดียใหม่ ๆ อยู่เสมอ ด้วยการสร้างเนื้อเรื่องก่อน จากนั้นค่อยคิดว่าตัวละครแบบไหนถึงเหมาะกับเนื้อเรื่องนั้น ๆ โดยทุกตอนโฟกัสไปที่ ‘ความพิลึก’ ส่วน ‘ความน่ากลัว’ เป็นเรื่องรอง

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

เปลี่ยนความกลัวเป็นผลงาน

อาจารย์จุนจิ อิโต้ เคยให้สัมภาษณ์ว่า การที่เขาดูเป็นคนสนใจและเต็มไปด้วยผลงานสยองชวนแหวะ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่กลัว แต่วิธีการคือเขานำความกลัวเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นผลงาน และสารภาพตรง ๆ ว่านิสัยชอบสงสัยใคร่รู้ของตัวเองมีมากกว่าความกลัว นั่นทำให้เขาอยากสำรวจปริศนาว่ามีความเป็นไปได้อะไรบ้างจากไอเดียตั้งต้นของตัวเอง และลองให้คำตอบกับมันดู

ความหวาดกลัวหลัก ๆ ของอาจารย์คือแมลงอย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ความตายที่ใกล้เข้ามา สงคราม การแอบซุ่ม การถูกจับตามอง และความรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นรูปธรรมให้ผู้อ่านสัมผัสได้เช่นกัน เพราะเชื่อว่าเป็นการดีที่สุดหากจะถ่ายทอดเรื่องที่ตัวเองอิน

ความกลัวและความปรารถนาบางประการของเขาถูกนำมาสร้างเป็นผลงาน เช่น โทมิเอะ ลูกโป่งหัวมนุษย์ หรือ Gyo มังงะ ปลามรณะ ที่มาจากหนังเรื่อง Jaws และประสบการณ์ของพ่อแม่สมัยสงครามโลก ซึ่งสมมุติว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากความกลัวในทะเลตามมาบนบกได้ และ ฝันยาว (Long Dream) ที่มาจากบทสนทนากับพี่สาว ฯลฯ

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre

ก่อนหน้าจะเป็นอนิเมะรวมผลงานชุดนี้ เรื่องที่เคยสร้างเป็นผลงานภาพเคลื่อนไหวสุดติดตามาแล้วคือ ปลามรณะ และ Junji Ito Collection ในปี 2018 เป็นการรวมผลงานจากมังงะสยองเป็น 12 อีพี ประกอบไปด้วย 24 ตอน กับ 2 OVA ของ โทมิเอะ มาถึงเรื่องนี้ ไม่ผิดนักครับถ้าจะเรียกว่าเป็น ‘Junji Ito Collection ซีซั่น 2’ เพราะทำโดยสตูดิโอเดียวกัน ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันกับเรื่องก่อนหน้า แตกต่างกันตรงที่ชุดนี้มีลายเส้นที่เปลี่ยนไปและหาดูบน Netflix ได้ 

สำหรับความเห็นของผม ทั้ง Junji Ito Collection และ Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre (หลังจากนี้ขอเรียกสั้น ๆ ว่า Junji Ito Maniac แทนนะครับ) ยังถ่ายทอดความสยองจากทั้งลายเส้นและความรู้สึกแบบเปิดอ่านจากหน้ากระดาษไม่ได้ พูดง่าย ๆ และอาจดูแรงไปหน่อยคือ ยัง ‘ทำได้ไม่ถึง’ ทั้งด้วยลายเส้น การนำเสนอ การลดทอนรายละเอียด และข้อจำกัดเรื่องเวลา โดยเฉพาะอย่างหลังสุด เพราะอาจารย์เคยกล่าวว่า เขาเขียนบางงานแบบจบไม่ลง หรือรู้ตัวอีกทีหมดหน้าก่อนเลยเลือกจบมันแบบนั้น แต่อนิเมะเรื่องนี้บางเรื่องมีเวลาเพียงแค่ประมาณ 12 นาที จึงต้องตัดให้สั้นลงไปอีก ผลลัพธ์คือบางตอนดูห้วน ๆ ไปมาก และดูแล้วรู้สึกไม่ครบถ้วนเท่าไหร่นัก

ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่าโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ชอบนะครับ ในขั้นต้นอนิเมะเรื่องนี้ทำหน้าที่ขยายฐานแฟนให้อาจารย์มากขึ้น และในมุมของตัวมันเอง มีหลายตอนที่นับคร่าว ๆ น่าจะเกินครึ่งที่มองว่าทำได้ในระดับโอเคถึงดีในการสร้างความบันเทิง แต่ก็แอบสับสนว่า ที่ชอบเพราะเนื้อเรื่องดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว หรือเพราะการนำเสนอของอนิเมะ

จะเสียดายก็ตรงลายเส้นดิบ ๆ ของมังงะหายไป แต่ข้อดีคือ บางตอนอย่าง เขาวงกตสุดจะทนไหว รา และ ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา มีการวาดลายเส้นที่ดูใหม่และทันสมัยขึ้น และเมื่อนำไปเทียบกับ Junji Ito Collection แล้ว ถือว่ามีพัฒนาการ แม้จะรู้สึกว่าลายเส้นนั้นมีเสน่ห์ในทางหนึ่งเหมือนกัน แต่ Junji Ito Maniac นำเสนอได้สมูทกว่า (ปนการใช้ Transition ที่งง ๆ อยู่หลายจังหวะ และแอบรู้สึกว่าเลือกตอนเปิดที่เซต Mood & Tone ได้ไม่ดีเท่าไหร่) และบางตอนถือว่ารวบประเด็นกับสรุปจบได้ดีในระยะเวลาของตอนที่มีเพียงเท่านั้น เพียงแต่ดูแล้วยังคงไม่เปลี่ยนใจครับว่า การ ‘อ่าน’ ยังคงเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเสพผลงานของจุนจิ อิโต้

พูดถึงรายละเอียดปลีกย่อย จากการสังเกตพบว่า ตอนส่วนใหญ่ที่จัดอยู่ในประเภทสนุก คือตอนที่มีความยาว 24 นาที หรือตอนที่เป็น 1 : 1 ไม่ว่าจะเป็น พี่น้องฮิคิซึริป่วนพิสดาร แนวสนุก ๆ ที่ชวนนึกถึง The Addams Family ไม่น้อย เมืองแห่งป้ายสุสาน เป็นตอนนึงที่ดาร์กที่สุด ด้วยเนื้อเรื่องแนวกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกี่ยวกับการทำ ‘บาป’ และ ‘ความรู้สึกผิด’ โทมิเอะ: รูปถ่าย ที่เป็นตัวชูโรงของอาจารย์ และ ลูกโป่งหัวมนุษย์ ซึ่งผมมองว่าทำได้ดีที่สุดในอนิเมะชุดนี้ โดยตอนที่อยากพูดถึงแบบไฮไลต์คือ 2 ตอนหลัง

สำหรับ ลูกโป่งหัวมนุษย์ เป็น 1 ใน 3 ตอนที่อาจารย์จุนจิชอบที่สุด เขาได้รับแรงบันดาลใจจากความฝันวัยเด็ก จนกลายเป็นหนึ่งในตอนที่น่ากลัวและ Iconic ที่สุดเมื่อพูดถึงผู้เขียนมังงะคนนี้กับ Adaptation อนิเมะชุดนี้จึงขาดเรื่องนี้กับซิกเนเจอร์อย่าง โทมิเอะ ไปไม่ได้ อีกอย่างคือการเติบโตมาในแถบชนบทและเข้าเมืองเป็นครั้งคราว ทำให้เขาเห็นบอลลูนลอยฟ้าเหนืออาคารบ้านเรือนและฉุกคิดขึ้นได้ว่าบอลลูนพวกนี้เหมือนเป็นตัวแทนเหล่าชีวิตในเมืองใหญ่ บวกกับความชอบในเรื่องลี้ลับอย่าง UFO กับวัตถุประหลาดบนฟากฟ้า เขาจึงรวมองค์ประกอบเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นลูกโป่งหัวมนุษย์

จุนจิ อิโต้ คิดพล็อตเรื่องนี้ด้วยไอเดียกับความฝันที่ว่า ให้มีลูกโป่งลอยอยู่บนท้องฟ้าทั่วโลก แล้วลูกโป่งแต่ละลูกจะมีเชือกผูกศพห้อยต่องแต่งไปมา ซึ่งในตอนแรกเป็นเพียงลูกโป่งเฉย ๆ แต่พอขบคิดแล้วว่าจะทำให้มันประหลาดยังไง จึงเกิดเป็นไปเดียลูกโป่งโจมตีคนขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าขาดบางอย่าง องค์ประกอบสุดท้ายที่นึกขึ้นได้คือ “ถ้างั้นก็ให้ลูกโป่งเป็นหน้าคน ๆ นั้นซะเลยสิ” ตรงนี้มาจากแนวคิดของอาจารย์เองที่ว่า บางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือตัวเราเอง เหมือนกับโอชิคิริตอนตัวเองจากอีกโลก และโทมิเอะกับการตั้งคำถามว่าอะไรคือตัวเรา และการกลัวการส่องกระจกของอาจารย์เอง เลยออกมาเป็นลูกโป่งหน้าคนที่พุ่งเอาเชือกมาแขวนคอตัวละครอย่างที่เห็นครับ

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

สำหรับ โทมิเอะ ซึ่งเป็นผลงานเดบิวต์และเป็นเหมือนมาสคอตของจุนจิ อิโต้ มาตลอด (พอ ๆ กับปลาและหอย) อาจารย์ไม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษ แต่ต้นกำเนิดมาจากการเป็นอมนุษย์ที่ถูกฆ่าตายแล้วเหมือนไม่ตาย ไม่ว่ากี่ครั้งก็จะกลับมา มาจากการที่เขาสูญเสียเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งสมัย ม.ต้น จากอุบัติเหตุรถชน อาจารย์อธิบายว่ามันเป็นความรู้สึกแปลกที่วันหนึ่ง คน ๆ หนึ่งก็หายตัวไปจากโลก และเขาคาดหวังว่าจู่ ๆ เพื่อนคนนั้นจะกลับมาปรากฏตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงถ่ายทอดความรู้สึกนี้มาสู่มังงะ และถ่ายทอดมันผ่านตัวละครโทมิเอะ 

จุนจิ อิโต้ ใส่ความปรารถนาของมนุษย์ลงไปในตัวโทมิเอะ ทั้งความเป็นอมตะ (จะเรียกแบบนี้ก็ได้) ไม่มีวันตาย แถมยังเพิ่มจำนวนได้ เป็นที่ต้องการเสมอ ชีวิตสมปรารถนา มักได้ในสิ่งที่ต้องการ มีเสน่ห์เย้ายวน น่าดึงดูด บริวารรายล้อมเหมือนราชินี แต่ในเวลาเดียวกันก็อันตรายและน่าสะพรึง สิ่งที่โทมิเอะมีคือทุกอย่างและความสามารถจะทำอะไรก็ได้ตามชอบ เพื่อความสนุก สะใจ ยั่วยวนด้วยการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศตัวละครชาย ยั่วยวนให้คนมัวเมาในกิเลส จนทำเรื่องบ้า ๆ แล้วพบกับความวินาศ ส่วนเธอนั้นหัวเราะคิกคัก แม้กระทั่วยั่วยวนให้ผู้อื่นฆ่าตัวเอง เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดของการมีเพียงชีวิตเดียว

การวาดโทมิเอะคืออีกหนึ่งผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไอดอลอย่าง อุเมซุ คาสึโอะ เพราะในมังงะของอาจารย์คาสึโอะมีแนวทางการวาดที่เรียกว่า ‘สาวงามกับอสูร’ อยู่ครับ ก็คือการวาดให้สิ่งมีชีวิตดูสวยงามและอัปลักษณ์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากและท้าทาย แต่ท้ายที่สุดจุนจิก็สร้างตัวละครนี้โดยมองว่าโทมิเอะมีคุณสมบัตินี้อยู่ นอกจากนี้เธอยังเป็น ‘ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก’ สำหรับเขาด้วย ตัวละครหญิงอื่น ๆ จึงพยายามไม่วาดให้คล้ายโทมิเอะมากเกินไป แต่พอจะต้องวาดให้ออกมาสวย วาดไปวาดมาดันไปคล้ายกับโทมิเอะอีก

สำหรับตอนรูปถ่ายที่อยู่ใน Junji Ito Maniac ตอนนี้นับเป็นตอนที่สะท้อนธีมของโทมิเอะและความตั้งใจของอาจารย์จุนจิเต็ม ๆ คือใช้ความสวยเล่นสนุกด้วยการปั่นหัวตัวเอกหญิงที่ชื่อสึกิโกะ จากนั้นปล่อยให้สึกิโกะถ่ายรูป จนออกมาเป็นรูปที่สวยด้วยใบหน้าด้านหน้า และน่าเกลียดน่ากลัวจากหน้าที่งอกออกมาข้างหลัง ซึ่งนั่นคือความอัปลักษณ์ภายใต้ความสวยงามของตัวละครนี้ 

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

สำหรับตอนสั้นที่ความยาว 10 กว่านาที ต้องพูดว่าคละคุณภาพกันไปครับ

ตอนที่ดูจบแล้วเฉย ๆ หรือสนุก แต่รู้สึกว่าจบแบบค้างคาเกินไปหรือไม่ครบถ้วน คือตอน รา ทางวงกตสุดจะทนไหว รถไอศกรีม เกยตื้น ผู้บุกรุก และ ตอนอุโมงค์พิศวง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอุโมงค์บ้านเกิดของอาจารย์จุนจิที่นาคัตสึงาวะ ตอนเหล่านี้บางตอนถือว่าเพียงพอ แต่บางตอนก็ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า หากดูจบแล้วไปอ่านมังงะหรือยังไม่ได้ดูแล้วอ่านมังงะเลย จะได้รายละเอียดครบถ้วนและมีน้ำหนักกว่า การลำดับเรื่องที่แตกต่างแบบลงตัวกว่าครับ แต่ก็นับว่าทำได้ดีไม่น้อยสำหรับบางตอนที่แม้จะตัดให้สั้นลงแต่สารยังครบถ้วน กับบางตอนมีการลำดับใหม่ได้ดีกว่ามังงะ

ต่อมาเป็นตอนที่ขอนิยามว่า จดจำแบบฝังลึกลงไปในจิตใจ ได้แก่ ตอน ห้องแห่งนิทรา กองหนังสือหลอน รูปปั้นไร้หัว ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา และ ข้างหลังตรอก ที่เคยได้คะแนนอันดับ 1 และเป็นที่นิยมมาก ถึงแม้อาจารย์จะยังรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่เต็มที่ก็ตาม และตอน เด็กขี้แกล้ง ที่ไม่มีสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ขับเน้นความน่ากลัวของมนุษย์ออกมาได้ดี ทุกตอนที่กล่าวไปในประเภทนี้อนิเมะทำได้ในขั้นดี 

สำหรับประเภทจำฝังลึกยังมีอีก ซึ่งผมเลือกแยกมาพูดถึง คือ หญิงกระซิบ จากเล่ม เศษซากอสูร และ สยองหลายชั้น ที่ตีพิมพ์เป็นฉบับพิเศษในหนังสือ เจาะลึก อิโต้ จุนจิ หญิงกระซิบ เป็นตอนที่ต้องชมว่าอนิเมะถือว่าทำได้ดี เพราะถ่ายทอดเสียงทั้งพากย์และอารมณ์ความรู้สึกจากมังงะออกมาแทบครบ รวมถึงเป็นตอนที่ไม่รู้เหมือนกันว่าควรรู้สึกยังไงดี (ในแง่ดี และรู้แต่ว่าตอนนี้ดี) 

ส่วน สยองหลายชั้น ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่ค้นพบว่าตัวเองมีหลายชั้นเหมือนวงปีต้นไม้ ก็เป็นอะไรที่สยองและเป็นหนึ่งในตอนที่ดีกับจำฝังตาฝังใจที่สุดเช่นกัน และถ่ายถอดความรู้สึกหดหู่ชวนอึ้งผ่านงานด้านภาพได้อย่างดีทั้งฉบับอนิเมะและมังงะ 

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

ในขณะที่ตอน ห้องสี่ชั้น และ สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ เป็นตอนที่ดูสนุก ๆ เบาสมอง ซึ่งถือว่าอาจารย์จุนจิเลือกมาเพื่อตัดมู้ดกับตอนหนัก ๆ ได้ค่อนข้างดี เด็กหนุ่มคาบตะปูตัวแสบสายปั่นอย่างโซอิจิ ที่ชอบสาปคนอื่นและมาพร้อมกับวลี “เดี๋ยวแกได้เจอความสยองขวัญแน่” ในแง่หนึ่งแม้ออกจะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มาก ๆ และพอเข้าใจได้เลยครับว่า ทำไมนอกจาก โทมิเอะ แล้ว โซอิจิ ถึงเป็นซีรีส์ยาวและเป็นที่นิยมในหมู่ผู้อ่านผลงานอาจารย์จุนจิ อิโต้ 

อาจารย์เคยเล่าตอนให้สัมภาษณ์ว่า โซอิจิเป็นเหมือนร่างแยกของอาจารย์ และมีองค์ประกอบบางอย่างของอาจารย์อยู่ในตัว แม้นิสัยจะไม่เหมือนกันเป๊ะ ซึ่งเดิมที โซอิจิไม่ใช่ตัวเอก แต่ตั้งใจให้เป็นแค่ตัวละครสุดเกรียนที่ไปป่วนทริปหน้าร้อนคนอื่น ในขณะที่ มิจินะ ที่เป็นญาติคือตัวเอกดั้งเดิม แต่หลังจากที่เขียนไปเขียนมา หมอนี่ก็ดูมีเอกลักษณ์และน่าจดจำ จนกลายเป็นเหมือนพระเอกของจักรวาลจุนจิ อิโต้ ไปซะอย่างนั้นเลยครับ ส่วนตอน สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ เราก็จะได้เห็นความเป็นทาสแมวของปรมาจารย์สยองขวัญท่านนี้ด้วยเช่นกัน

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

โดยรวมแล้วใช้คำว่า Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre เป็นผลงานประเภท ‘ดีที่มี’ แล้วกันครับ อาจจะยังไม่สมบูรณ์ทางความรู้สึก แต่หากพูดถึงหน้าที่ของมันที่ทำแฟน ๆ ซึ่งลืมไปแล้วเพราะเคยอ่านล่าสุดตอนมัธยมต้นอย่างผม คนที่อ่านอยู่บ่อย ๆ และรอดูอนิเมะด้วย กับคนไม่รู้จักและไม่เคยดูมาก่อน หันมาชื่นชอบหรือชวนกลับไปอ่านและสนใจงานอาจารย์จุนจิ อิโต้ อีกครั้งได้ ก็นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเลยครับ ยิ่งติดอันดับแรก ๆ ในหลายประเทศทั่วโลกด้วยแล้ว ส่วนสำหรับผมถือว่าเพลิดเพลิน ดูแล้วอยากไปไล่อ่านผลงานอาจารย์ทั้งหมดใหม่อีกครั้ง

พอมานึก ๆ ดู ถึงตอนนี้ก็คงพูดได้แล้วล่ะครับว่า หลังจากที่อาจารย์จุนจิ อิโต้ มีศิลปินหลายคนเป็นไอดอล มาวันนี้เขากลายเป็นนักเขียนมังงะคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของวงการและของฝั่งซีกโลกตะวันออก เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการประกาศสร้างผลงานหรือหยิบผลงานเก่า ๆ ที่เคยตีพิมพ์มาบอกเล่าในอีกฟอร์ม มักจะมีกระแสตอบรับที่ดีและผู้คนรอคอยกันเสมอ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้นเมื่อดูจากปฏิกิริยาของผู้คนตอนลงข่าวเกี่ยวกับอนิเมะเรื่องนี้

ขอปิดท้ายด้วยการพูดถึงผลงานของจุนจิ อิโต้ นอกเหนือจากนี้และที่กำลังจะมาหลังจากนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้โปรเจกต์เกม Silent Hills ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างตัวเทพที่ยกย่องและนับถือกันและกันอย่างอาจารย์จุนจิ, กิเยร์โม, เดล โตโร และ ฮิเดโอะ โคจิม่า (Hideo Kojima) จะถูกพับไป แต่เราก็กำลังจะได้ดู Uzumaki หรือ ก้นหอยมรณะ ที่จะสร้างเป็นอนิเมะขาวดำภาพดิบ ๆ แบบต้นฉบับ ออนแอร์ทางช่อง Adult Swim (ช่องที่มี Rick and Morty) กับ โทมิเอะฉบับ Live-action ของฝั่งฮอลลีวูดครับ และหวังอย่างยิ่งว่าจะได้ดูผลงานดัดแปลงจากมังงะเรื่องอื่น ๆ ของอาจารย์อีก ในคุณภาพที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • เจาะลึก อิโต้ จุนจิ
  • www.youtube.com
  • grapee.jp
  • www.mentalfloss.com
  • www.cbr.com
  • sabukaru.online
  • netflixlife.com

Writer

Avatar

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load