Happiness (2021) 

Original Network : tvN

ช่องทางรับชม : viu, WeTV, iQiYi, Netflix 

ประเภท : ระทึกขวัญ, โรคระบาด, Korean Drama, TV Series

ประเทศ : เกาหลีใต้

นักแสดงนำ : ฮันฮโยจู, พัคฮยองชิก, โจอูจิน, อีจุนฮยอก

ความยาว : 12 ตอน

***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของเรื่อง

เปิดตัวกันไปตั้งแต่ปลายปี 2021 สำหรับซีรีส์ระทึกขวัญจากเกาหลีใต้เรื่อง Happiness ที่ออกฉายให้ชมทาง viu, WeTV และ iQiYi ก่อนจะเข้า Netflix เมื่อช่วงก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมา ชวนให้สาวกผู้ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับโรคระบาด กึ่ง ๆ ซอมบี้ได้ดูกันช่วงวันหยุดยาว ปลุกกระแสตอบรับเรื่องนี้ให้กลับมาครึกครื้นกว่าเก่า

แต่ก่อนที่จะค้นพบว่าซีรีส์ 12 ตอน กำกับโดย อันกิลโฮ จะเป็นซีรีส์ระทึกขวัญว่าด้วยเรื่องโรคระบาดที่อุบัติใหม่กว่าโควิด-19 แถมยังมีผู้ติดเชื้อวิ่งไปมาด้วยเมคอัพน่าสยองระดับเทพ เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่คิดว่า ‘Happiness’ จะโชกไปด้วยเลือดขนาดนี้!

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

ตลอดการรับชมซีรีส์ที่ดูจบใน 2 วัน เราพยายามมองหาว่า ความสุขที่เป็นชื่อเรื่องนั้นอยู่ตรงไหน? เพราะเหตุการณ์แทบทั้งหมดเกิดขึ้นในอพาร์ตเมนต์ที่แสนอึดอัดด้วยขนาดสถานที่ และคับแคบด้วยจิตใจของคน 

นี่คือซีรีส์สะท้อนสังคม ชนชั้น และตัวตนดิบของมนุษย์ ที่มีตัวละครหลักคือคู่หนุ่มสาว จองอีฮยอน (รับบทโดย พัคฮยองชิก) เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สถานีตำรวจเซยัง และ ยุนแซบม (รับบทโดย ฮันฮโยจู) ตำรวจหน่วยพิเศษต่อต้านการก่อการร้าย ที่จะพาผู้พักอาศัยในอพาร์ตเมนต์เซยังเลอเซียลเอาชีวิตรอดจากวิกฤตครั้งนี้ พร้อมพาเราไปค้นพบว่า ท่ามกลางโรคระบาดอันน่ากลัว ยังมีแสงสว่างที่ทำให้ผู้มองเห็นค้นพบความสุขเล็ก ๆ ได้

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

Post Covid ชีวิตที่เพิ่งกลับมากับบาดแผลที่ยังไม่หาย

Happiness เป็นซีรีส์ที่ถูกสร้างมาทันกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังแพร่ระบาดในโลกแห่งความจริง ประชาชนหลายส่วนปรับตัวและป้องกันการแพร่ระบาดเบื้องต้นได้เอง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชีวิตที่หายไปจะถูกคืนกลับมาดั่งเดิม

ณ ประเทศเกาหลีใต้ ผู้คนในซีรีส์เดินขวักไขว่ใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องใช้หน้ากากอนามัย (ยกเว้นบางคนที่เต็มใจสวมเพื่อป้องกันตนเอง) ประชาชนไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารและน้ำ เมืองไม่มีการล็อกดาวน์ ผู้ใหญ่ออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงปากท้อง และทุกคนไม่ต้องมองหน้ากันอย่างวิตกกังวล

เช่นเดียวกับยุนแซบมและจองอีฮยอนที่เพิ่งแต่งงานกันด้วยความจำเป็น ก่อนจะย้ายเข้ามายังอพาร์ตเมนต์สุดหรู นี่คือความฝันของเธอที่กลายเป็นจริง และทุกอย่างก็ดูจะเป็นฟ้าหลังโควิด-19 ที่สดใส

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

จนกระทั่งยาไร้มาตรฐานที่มีชื่อว่า ‘เน็กซ์’ ทำให้คนกินกลายเป็นโรคคนคลั่ง ซึ่งคล้ายคลึงกับการเปลี่ยนร่างเป็นซอมบี้ โดยร่างกายของพวกเขาจะหักงอก่อนกลายร่าง รูม่านตาหดเล็กลงจนเห็นเป็นดวงตาสีขาวขุ่น ผู้รับยาจะเกิดอาการกระหายน้ำอย่างรุนแรง แต่ไม่ว่าจะดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ดับความกระหายไม่ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือการดื่มเลือดมนุษย์ ซึ่งการแพร่ระบาดนอกจากการทานยาคือ การกัดและการข่วน

ความน่ากลัวอีกอย่างของโรคคนคลั่งคือมันไม่แสดงอาการตลอดเวลา เมื่อผู้กระหายได้สติ พวกเขาจะกลับเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะดังเดิม และเมื่อกลับบ้านไปล้างคราบเลือดที่โชกตัวออก ก็จะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาคือผู้ติดเชื้อ

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม
Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

ยอมรับว่าครั้งแรกที่เห็นยาเน็กซ์ก็แอบนึกถึงยาต้านไวรัสที่หลายคนได้รับมาทานเมื่อติดโควิด-19 แต่นอกเหนือจากยาที่ถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ยังมียาอีกหลายชนิดที่ถูกผลิตขึ้นเองหรือถูกอ้างสรรพคุณ เพื่อหวังโกยกำไรจากความหวาดผวาของประชาชน โดยหมางเมินความเป็นความตายและมาตรฐานสุขภาพ 

ในซีรีส์เรื่องนี้ก็มีเช่นกัน และบุคคลนั้นถูกนำเสนอออกมาในคราบนายทุนใหญ่ เขาปล่อยยาเน็กซ์ที่ไร้มาตรฐานออกสู่ท้องตลาด โดยอ้างสรรพคุณช่วยสร้างสมาธิและทำให้คนกินรู้สึกมีกำลัง น่าเศร้าว่าสูตรยาที่ขโมยมาโดย พันโทฮันแทซอก (รับบทโดย โจอูจิน) อดีตพนักงานบริษัทยา กลับให้ผลร้ายแรงเกินไปมาก และพันโทก็ต้องตามรับผิดชอบสิ่งที่เขาก่อโดยมีครอบครัวเป็นเดิมพัน

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

สิ่งต่อมาที่มองเห็นคือการจัดการของรัฐ (อีกแล้ว) ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รัฐบาลที่ปกปิดข่าวสารและความจริงจากประชาชนทำให้โรคคนคลั่งแพร่ระบาดรุนแรงกว่าเก่า เพราะประชาชนไม่รู้วิธีป้องกัน และไม่รู้ว่าควรจัดการชีวิตอย่างไร 

กว่าที่พวกเขาจะตั้งหลักได้ ก็กลายเป็นผู้รับเคราะห์ไปเสียแล้ว 

ดังนั้น ความตื่นตระหนกและการป้องกันตัว รัฐบาลมีความสามารถพอที่จะทำให้อย่างแรกทุเลาลงและอย่างหลังเข้มแข็งขึ้นได้หรือไม่ หากไม่ ชีวิตหลายคนก็คงจะล้มเหลวอย่างที่เห็นในซีรีส์ หรืออาจเป็นบนท้องถนนที่ท่านทั้งหลายเดินผ่านอยู่ทุกวัน

จากความไม่คาดหวังก่อนรับชม ซีรีส์เรื่องนี้กลับทำให้เราปรบมือให้กับความสนุกและบทที่ถ่ายทอดชีวิตออกมาได้อย่างมีมิติ โดยหนึ่งในประเด็นที่ทุกครอบครัวในอพาร์ตเมนต์ต้องเผชิญก็คือเรื่องโอกาสในการทำงานหาเงิน

ระหว่างที่โควิด-19 ระบาด ช่องทางในการหารายได้ถูกตัดกลายเป็นบาดแผลและความเจ็บใจ หลายครอบครัวติดหนี้ และหลายธุรกิจต้องล้มละลาย ไม่ใช่แค่ชนชั้นล่างที่ ‘เช่า’ อพาร์ตเมนต์เท่านั้นที่จะอยากได้เงิน แต่ชนชั้นกลางและชนชั้นบนที่มีเงินพอจะ ‘ซื้อ’ ห้องก็ยังหิวเงินไม่แพ้กัน

เหล่าคนรวยทรัพย์สินและหน้าตาทางสังคม ตั้งแต่ทนายความ อัยการ แพทย์ ต่างอาศัยอยู่ในพื้นที่อพาร์ตเมนต์เซยัง พวกเขา (ที่อยู่กระจายทุกตึก) มักจะพูดถึงราคาอพาร์ตเมนต์ที่ดิ่งลง หากมีข่าวผู้ติดเชื้อถูกปล่อยออกมา 

‘คนรวยกีดกันคนจน’ นั่นคือเรื่องจริงของที่นี่ เพราะแม้กระทั่งทรัพย์สินส่วนกลาง เช่น ฟิตเนส ก็มีให้ชนชั้นสูงผู้มีแรงจ่ายค่าส่วนกลางใช้เพียงเท่านั้น เมื่อเกิดการติดเชื้อ การกีดกันและแบ่งผลประโยชน์ตามสถานะทางสังคมจึงถูกเรียกร้องให้เกิดขึ้นมากกว่าเก่า

โรคระบาดที่ควรทำให้คนหันมาสามัคคีดูแลกัน กลับทำให้ความไม่เท่าเทียมชัดเจนขึ้นหลายเท่า แถมยังรุนแรงจนคนคลั่งฆ่าแกงกันได้หน้าตาเฉย

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

‘โรคคนคลั่ง’ ใครกันที่คลั่งกว่า

“คุณฆ่าเขาทำไม?”

“ทำไมไม่ให้เขาเข้ามา?”

“ปล่อยเขาออกไปทำไม”

หลายคำถามถาโถมเมื่อเห็นพฤติกรรมผิดวิสัย แม้ผู้ติดเชื้อสุดอันตรายจะอาละวาดไล่กัดคนธรรมดา แต่อีกมุมหนึ่ง พวกเขายังเป็นคน และคนเหล่านั้นเพิ่งถูกผลักไสอย่างไรความปรานี

Happiness มักจะตัดภาพให้เราเห็น Unhappiness อยู่เสมอ

ยามได้สติ ผู้ติดเชื้อเจ็บปวดและร้องไห้ เพราะไม่มีใครตั้งใจติดเชื้อและแพร่เชื้อ แต่เมื่อติดมาแล้วก็ทำได้เพียงพยายามควบคุมสติให้ได้นานที่สุด นั่นคือความรับผิดชอบต่อสังคมที่พวกเขาต้องทำ

ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน
ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

ผู้ติดเชื้อถูกจ้องด้วยสายตารังเกียจราวกับไม่ใช่คนอีกต่อไป มิหนำซ้ำยังถูกคนธรรมดาผลักไสไล่ส่งอย่างเอาเป็นเอาตายไร้เหตุผล ลองจินตนาการถึงโลกที่แบ่งแยกสถานะทางสังคมกันอยู่แล้ว ถ้าหากชนชั้นล่างติดเชื้อ พวกเขาจะถูกลอยแพขนาดไหน

เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ ทุกคนเอาตัวรอด โกหก แย่งอาหาร หักหลัง ขโมยของ ใช้ความรุนแรง และพร้อมจะโยนคนอื่นไปเสี่ยงชีวิตแทน แต่ก็โชคดีที่คนเห็นแก่ตัวไม่ได้มีเยอะมากกว่าผู้ที่มองคนเป็นคนเท่ากัน กระนั้น ความคลั่งกลับน่ากลัวยิ่งกว่าโรค เมื่อเกิดการใส่ร้ายให้คนธรรมดากลายเป็นผู้ติดเชื้อ และฆ่าผู้ติดเชื้อโดยไม่สนใจว่าสิ่งนี้คือโรคที่มีโอกาสรักษาหาย

ตอนที่ดู Train to Busan (2016), Kingdom (2019), Peninsula (2020) #Alive (2020) และ All of Us Are Dead (2022) เราตื่นเต้นและสนุกกับการเห็นซอมบี้วิ่งไปมาทั้งเรื่อง รวมไปถึงขบคิดประเด็นสังคม การเมือง ชนชั้น ครอบครัว และการกลั่นแกล้งที่ไม่ต่างกันมาก แต่สำหรับ Happiness ประเด็นข้างต้นนั้นแทบจะเป็นรองมิติความเป็นมนุษย์ที่ผู้จัดอยากให้ย้อนมอง

ไม่ใช่ทุกคนในเรื่องนี้ที่กลายเป็นซอมบี้ พวกเขาคือผู้ติดเชื้อที่มีโอกาสกลับมาเป็นคน จุดนี้เองทำให้เรามองเห็นความโหดร้ายของผู้คนมากกว่าเรื่องที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นยังพาให้เรานึกถึงประโยคว่า ‘ที่ที่มืดมิดที่สุด แสงสว่างจะชัดเจนที่สุด’

นั่นคือเหตุผลที่เรายังมองเห็นความรัก ความสุข และความเมตตา จากซีรีส์สีเทาในอพาร์ตเมนต์สีดำนี้

ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

Pursuit of Happiness

ในที่สุดเราก็เจอคำตอบ

ความสุขเล็ก ๆ ท่ามกลางพายุโรคระบาด ไม่ได้ก่อเกิดจากเงินทองหรือชนชั้น แต่มันเกิดจากหัวใจที่ยังไม่ถูกครอบงำด้วยความเห็นแก่ตัว

ยุนแซบมและจองอีฮยอนช่วยเหลือทุกคนในอพาร์ตเมนต์ตั้งแต่คนใกล้ตัวอย่างรุ่นพี่ตำรวจ คิมจองกุก (รับบทโดย อีจุนฮยอก) ไปจนถึงคนแปลกหน้าอย่างเด็กสาวที่ร่างกายอ่อนแอ พนักงานร้านสะดวกซื้อ พนักงานฟิตเนสที่ติดเชื้อ รวมไปถึงคนอื่น ๆ ตลอดทางที่พวกเขาผ่าน

ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

ทั้งสองเป็นคู่หนุ่มสาวที่กำลังจะเริ่มชีวิตใหม่ในอพาร์ตเมนต์ที่ใฝ่ฝัน ความสุขของยุนแซบมคือการมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ในท้ายที่สุดเธอก็ค้นพบว่า ความสุขของเธอไม่ใช่การเปลี่ยนพื้นบ้านให้เป็นแบบที่อยากได้ หรือการสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ตามที่วางแผนไว้ เพราะแท้จริงแล้วความสุขของเธอคือการใช้เวลาที่เหลือในชีวิตร่วมกับคนที่เธอรักและรักเธอมาตลอด ซึ่งคนคนนั้นคือจองอีฮยอน เพื่อนสมัยมัธยมที่เติบโตมาเคียงข้างกัน

เช่นเดียวกับครอบครัวของคุณตาคุณยายที่มีลูกชายสายยูทูบเบอร์ ตลอดเรื่องหลายคนคงมองว่าลูกชายคนนี้ไม่เอาไหน เห็นแก่ตัว และห่วงแต่การสร้างคอนเทนต์ เขาตะคอกพ่อแม่ที่แก่ชราและไม่สนใจความป่วยไข้ของแม่ แต่ท้ายที่สุดแล้วซีรีส์ก็ไม่ได้ทำให้ชายคนนี้ถูกฉาบไปด้วยสีดำอย่างเดียว เขาเป็นบุรุษสีเทาที่เรียนรู้การมีความรักและความสุขได้ในวินาทีที่ชีวิตหม่นหมองที่สุดจากการถูกกัด

ภาพที่น่ารักและทำให้เราอดยิ้มตามไม่ได้คือฉากใกล้จบที่คุณตาปากร้ายนั่งอยู่กลางโซฟาในบ้านโดยไม่ยอมหนีไปไหน เขามีภรรยาที่ถูกข่วนโดยผู้ติดเชื้อมัดมือตัวเองอยู่เคียงข้าง อีกด้านมีลูกชายที่ถูกกัดผูกแขนไว้กับโซฟา ทั้งหมดกำลังนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

ภาพนั้นไร้ซึ่งความกลัว

ไม่เหมือนตอนต้นเรื่องที่ทุกอย่างเพิ่งอุบัติ

Happiness (2021) : ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน
Happiness (2021) : ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

หรือจะเป็นอีกครอบครัวที่พี่ชายถูกผู้ติดเชื้อกัดทำให้สองพี่น้องละทิ้งทิฐิที่เคยมีต่อกัน และแสดงความห่วงใยออกมาเป็นครั้งแรก

พวกเขารอคอยอย่างมีความหวังในตัวอีกฝ่าย นั่นคือความรักและความสุขเล็ก ๆ ที่ครอบครัวหนึ่งยังหลงเหลืออยู่

Happiness เป็นซีรีส์ที่เอาโรคระบาดมาเป็นเพียงพื้นหลัง แท้ที่จริงมันสะท้อนความเน่าเฟะของจิตใจผู้คนและสังคม แต่ในทางกลับกัน ซีรีส์ก็บอกให้เราลองสำรวจรอบตัวดี ๆ เพราะความสุขที่แท้จริงอาจไม่ต้องมองหา แค่ต้องมองดี ๆ เพราะมันมักจะอยู่ใกล้กว่าที่ใครหลายคนคิดเอาไว้

Happiness (2021) : ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

ภาพ : tvN

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load