Happiness (2021) 

Original Network : tvN

ช่องทางรับชม : viu, WeTV, iQiYi, Netflix 

ประเภท : ระทึกขวัญ, โรคระบาด, Korean Drama, TV Series

ประเทศ : เกาหลีใต้

นักแสดงนำ : ฮันฮโยจู, พัคฮยองชิก, โจอูจิน, อีจุนฮยอก

ความยาว : 12 ตอน

***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของเรื่อง

เปิดตัวกันไปตั้งแต่ปลายปี 2021 สำหรับซีรีส์ระทึกขวัญจากเกาหลีใต้เรื่อง Happiness ที่ออกฉายให้ชมทาง viu, WeTV และ iQiYi ก่อนจะเข้า Netflix เมื่อช่วงก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมา ชวนให้สาวกผู้ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับโรคระบาด กึ่ง ๆ ซอมบี้ได้ดูกันช่วงวันหยุดยาว ปลุกกระแสตอบรับเรื่องนี้ให้กลับมาครึกครื้นกว่าเก่า

แต่ก่อนที่จะค้นพบว่าซีรีส์ 12 ตอน กำกับโดย อันกิลโฮ จะเป็นซีรีส์ระทึกขวัญว่าด้วยเรื่องโรคระบาดที่อุบัติใหม่กว่าโควิด-19 แถมยังมีผู้ติดเชื้อวิ่งไปมาด้วยเมคอัพน่าสยองระดับเทพ เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่คิดว่า ‘Happiness’ จะโชกไปด้วยเลือดขนาดนี้!

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

ตลอดการรับชมซีรีส์ที่ดูจบใน 2 วัน เราพยายามมองหาว่า ความสุขที่เป็นชื่อเรื่องนั้นอยู่ตรงไหน? เพราะเหตุการณ์แทบทั้งหมดเกิดขึ้นในอพาร์ตเมนต์ที่แสนอึดอัดด้วยขนาดสถานที่ และคับแคบด้วยจิตใจของคน 

นี่คือซีรีส์สะท้อนสังคม ชนชั้น และตัวตนดิบของมนุษย์ ที่มีตัวละครหลักคือคู่หนุ่มสาว จองอีฮยอน (รับบทโดย พัคฮยองชิก) เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สถานีตำรวจเซยัง และ ยุนแซบม (รับบทโดย ฮันฮโยจู) ตำรวจหน่วยพิเศษต่อต้านการก่อการร้าย ที่จะพาผู้พักอาศัยในอพาร์ตเมนต์เซยังเลอเซียลเอาชีวิตรอดจากวิกฤตครั้งนี้ พร้อมพาเราไปค้นพบว่า ท่ามกลางโรคระบาดอันน่ากลัว ยังมีแสงสว่างที่ทำให้ผู้มองเห็นค้นพบความสุขเล็ก ๆ ได้

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

Post Covid ชีวิตที่เพิ่งกลับมากับบาดแผลที่ยังไม่หาย

Happiness เป็นซีรีส์ที่ถูกสร้างมาทันกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังแพร่ระบาดในโลกแห่งความจริง ประชาชนหลายส่วนปรับตัวและป้องกันการแพร่ระบาดเบื้องต้นได้เอง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชีวิตที่หายไปจะถูกคืนกลับมาดั่งเดิม

ณ ประเทศเกาหลีใต้ ผู้คนในซีรีส์เดินขวักไขว่ใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องใช้หน้ากากอนามัย (ยกเว้นบางคนที่เต็มใจสวมเพื่อป้องกันตนเอง) ประชาชนไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารและน้ำ เมืองไม่มีการล็อกดาวน์ ผู้ใหญ่ออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงปากท้อง และทุกคนไม่ต้องมองหน้ากันอย่างวิตกกังวล

เช่นเดียวกับยุนแซบมและจองอีฮยอนที่เพิ่งแต่งงานกันด้วยความจำเป็น ก่อนจะย้ายเข้ามายังอพาร์ตเมนต์สุดหรู นี่คือความฝันของเธอที่กลายเป็นจริง และทุกอย่างก็ดูจะเป็นฟ้าหลังโควิด-19 ที่สดใส

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

จนกระทั่งยาไร้มาตรฐานที่มีชื่อว่า ‘เน็กซ์’ ทำให้คนกินกลายเป็นโรคคนคลั่ง ซึ่งคล้ายคลึงกับการเปลี่ยนร่างเป็นซอมบี้ โดยร่างกายของพวกเขาจะหักงอก่อนกลายร่าง รูม่านตาหดเล็กลงจนเห็นเป็นดวงตาสีขาวขุ่น ผู้รับยาจะเกิดอาการกระหายน้ำอย่างรุนแรง แต่ไม่ว่าจะดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ดับความกระหายไม่ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือการดื่มเลือดมนุษย์ ซึ่งการแพร่ระบาดนอกจากการทานยาคือ การกัดและการข่วน

ความน่ากลัวอีกอย่างของโรคคนคลั่งคือมันไม่แสดงอาการตลอดเวลา เมื่อผู้กระหายได้สติ พวกเขาจะกลับเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะดังเดิม และเมื่อกลับบ้านไปล้างคราบเลือดที่โชกตัวออก ก็จะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาคือผู้ติดเชื้อ

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม
Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

ยอมรับว่าครั้งแรกที่เห็นยาเน็กซ์ก็แอบนึกถึงยาต้านไวรัสที่หลายคนได้รับมาทานเมื่อติดโควิด-19 แต่นอกเหนือจากยาที่ถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ยังมียาอีกหลายชนิดที่ถูกผลิตขึ้นเองหรือถูกอ้างสรรพคุณ เพื่อหวังโกยกำไรจากความหวาดผวาของประชาชน โดยหมางเมินความเป็นความตายและมาตรฐานสุขภาพ 

ในซีรีส์เรื่องนี้ก็มีเช่นกัน และบุคคลนั้นถูกนำเสนอออกมาในคราบนายทุนใหญ่ เขาปล่อยยาเน็กซ์ที่ไร้มาตรฐานออกสู่ท้องตลาด โดยอ้างสรรพคุณช่วยสร้างสมาธิและทำให้คนกินรู้สึกมีกำลัง น่าเศร้าว่าสูตรยาที่ขโมยมาโดย พันโทฮันแทซอก (รับบทโดย โจอูจิน) อดีตพนักงานบริษัทยา กลับให้ผลร้ายแรงเกินไปมาก และพันโทก็ต้องตามรับผิดชอบสิ่งที่เขาก่อโดยมีครอบครัวเป็นเดิมพัน

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

สิ่งต่อมาที่มองเห็นคือการจัดการของรัฐ (อีกแล้ว) ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รัฐบาลที่ปกปิดข่าวสารและความจริงจากประชาชนทำให้โรคคนคลั่งแพร่ระบาดรุนแรงกว่าเก่า เพราะประชาชนไม่รู้วิธีป้องกัน และไม่รู้ว่าควรจัดการชีวิตอย่างไร 

กว่าที่พวกเขาจะตั้งหลักได้ ก็กลายเป็นผู้รับเคราะห์ไปเสียแล้ว 

ดังนั้น ความตื่นตระหนกและการป้องกันตัว รัฐบาลมีความสามารถพอที่จะทำให้อย่างแรกทุเลาลงและอย่างหลังเข้มแข็งขึ้นได้หรือไม่ หากไม่ ชีวิตหลายคนก็คงจะล้มเหลวอย่างที่เห็นในซีรีส์ หรืออาจเป็นบนท้องถนนที่ท่านทั้งหลายเดินผ่านอยู่ทุกวัน

จากความไม่คาดหวังก่อนรับชม ซีรีส์เรื่องนี้กลับทำให้เราปรบมือให้กับความสนุกและบทที่ถ่ายทอดชีวิตออกมาได้อย่างมีมิติ โดยหนึ่งในประเด็นที่ทุกครอบครัวในอพาร์ตเมนต์ต้องเผชิญก็คือเรื่องโอกาสในการทำงานหาเงิน

ระหว่างที่โควิด-19 ระบาด ช่องทางในการหารายได้ถูกตัดกลายเป็นบาดแผลและความเจ็บใจ หลายครอบครัวติดหนี้ และหลายธุรกิจต้องล้มละลาย ไม่ใช่แค่ชนชั้นล่างที่ ‘เช่า’ อพาร์ตเมนต์เท่านั้นที่จะอยากได้เงิน แต่ชนชั้นกลางและชนชั้นบนที่มีเงินพอจะ ‘ซื้อ’ ห้องก็ยังหิวเงินไม่แพ้กัน

เหล่าคนรวยทรัพย์สินและหน้าตาทางสังคม ตั้งแต่ทนายความ อัยการ แพทย์ ต่างอาศัยอยู่ในพื้นที่อพาร์ตเมนต์เซยัง พวกเขา (ที่อยู่กระจายทุกตึก) มักจะพูดถึงราคาอพาร์ตเมนต์ที่ดิ่งลง หากมีข่าวผู้ติดเชื้อถูกปล่อยออกมา 

‘คนรวยกีดกันคนจน’ นั่นคือเรื่องจริงของที่นี่ เพราะแม้กระทั่งทรัพย์สินส่วนกลาง เช่น ฟิตเนส ก็มีให้ชนชั้นสูงผู้มีแรงจ่ายค่าส่วนกลางใช้เพียงเท่านั้น เมื่อเกิดการติดเชื้อ การกีดกันและแบ่งผลประโยชน์ตามสถานะทางสังคมจึงถูกเรียกร้องให้เกิดขึ้นมากกว่าเก่า

โรคระบาดที่ควรทำให้คนหันมาสามัคคีดูแลกัน กลับทำให้ความไม่เท่าเทียมชัดเจนขึ้นหลายเท่า แถมยังรุนแรงจนคนคลั่งฆ่าแกงกันได้หน้าตาเฉย

Happiness : ความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่หายไปท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหม่ที่ทำให้คนคลั่งกว่าเดิม

‘โรคคนคลั่ง’ ใครกันที่คลั่งกว่า

“คุณฆ่าเขาทำไม?”

“ทำไมไม่ให้เขาเข้ามา?”

“ปล่อยเขาออกไปทำไม”

หลายคำถามถาโถมเมื่อเห็นพฤติกรรมผิดวิสัย แม้ผู้ติดเชื้อสุดอันตรายจะอาละวาดไล่กัดคนธรรมดา แต่อีกมุมหนึ่ง พวกเขายังเป็นคน และคนเหล่านั้นเพิ่งถูกผลักไสอย่างไรความปรานี

Happiness มักจะตัดภาพให้เราเห็น Unhappiness อยู่เสมอ

ยามได้สติ ผู้ติดเชื้อเจ็บปวดและร้องไห้ เพราะไม่มีใครตั้งใจติดเชื้อและแพร่เชื้อ แต่เมื่อติดมาแล้วก็ทำได้เพียงพยายามควบคุมสติให้ได้นานที่สุด นั่นคือความรับผิดชอบต่อสังคมที่พวกเขาต้องทำ

ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน
ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

ผู้ติดเชื้อถูกจ้องด้วยสายตารังเกียจราวกับไม่ใช่คนอีกต่อไป มิหนำซ้ำยังถูกคนธรรมดาผลักไสไล่ส่งอย่างเอาเป็นเอาตายไร้เหตุผล ลองจินตนาการถึงโลกที่แบ่งแยกสถานะทางสังคมกันอยู่แล้ว ถ้าหากชนชั้นล่างติดเชื้อ พวกเขาจะถูกลอยแพขนาดไหน

เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ ทุกคนเอาตัวรอด โกหก แย่งอาหาร หักหลัง ขโมยของ ใช้ความรุนแรง และพร้อมจะโยนคนอื่นไปเสี่ยงชีวิตแทน แต่ก็โชคดีที่คนเห็นแก่ตัวไม่ได้มีเยอะมากกว่าผู้ที่มองคนเป็นคนเท่ากัน กระนั้น ความคลั่งกลับน่ากลัวยิ่งกว่าโรค เมื่อเกิดการใส่ร้ายให้คนธรรมดากลายเป็นผู้ติดเชื้อ และฆ่าผู้ติดเชื้อโดยไม่สนใจว่าสิ่งนี้คือโรคที่มีโอกาสรักษาหาย

ตอนที่ดู Train to Busan (2016), Kingdom (2019), Peninsula (2020) #Alive (2020) และ All of Us Are Dead (2022) เราตื่นเต้นและสนุกกับการเห็นซอมบี้วิ่งไปมาทั้งเรื่อง รวมไปถึงขบคิดประเด็นสังคม การเมือง ชนชั้น ครอบครัว และการกลั่นแกล้งที่ไม่ต่างกันมาก แต่สำหรับ Happiness ประเด็นข้างต้นนั้นแทบจะเป็นรองมิติความเป็นมนุษย์ที่ผู้จัดอยากให้ย้อนมอง

ไม่ใช่ทุกคนในเรื่องนี้ที่กลายเป็นซอมบี้ พวกเขาคือผู้ติดเชื้อที่มีโอกาสกลับมาเป็นคน จุดนี้เองทำให้เรามองเห็นความโหดร้ายของผู้คนมากกว่าเรื่องที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นยังพาให้เรานึกถึงประโยคว่า ‘ที่ที่มืดมิดที่สุด แสงสว่างจะชัดเจนที่สุด’

นั่นคือเหตุผลที่เรายังมองเห็นความรัก ความสุข และความเมตตา จากซีรีส์สีเทาในอพาร์ตเมนต์สีดำนี้

ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

Pursuit of Happiness

ในที่สุดเราก็เจอคำตอบ

ความสุขเล็ก ๆ ท่ามกลางพายุโรคระบาด ไม่ได้ก่อเกิดจากเงินทองหรือชนชั้น แต่มันเกิดจากหัวใจที่ยังไม่ถูกครอบงำด้วยความเห็นแก่ตัว

ยุนแซบมและจองอีฮยอนช่วยเหลือทุกคนในอพาร์ตเมนต์ตั้งแต่คนใกล้ตัวอย่างรุ่นพี่ตำรวจ คิมจองกุก (รับบทโดย อีจุนฮยอก) ไปจนถึงคนแปลกหน้าอย่างเด็กสาวที่ร่างกายอ่อนแอ พนักงานร้านสะดวกซื้อ พนักงานฟิตเนสที่ติดเชื้อ รวมไปถึงคนอื่น ๆ ตลอดทางที่พวกเขาผ่าน

ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

ทั้งสองเป็นคู่หนุ่มสาวที่กำลังจะเริ่มชีวิตใหม่ในอพาร์ตเมนต์ที่ใฝ่ฝัน ความสุขของยุนแซบมคือการมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ในท้ายที่สุดเธอก็ค้นพบว่า ความสุขของเธอไม่ใช่การเปลี่ยนพื้นบ้านให้เป็นแบบที่อยากได้ หรือการสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ตามที่วางแผนไว้ เพราะแท้จริงแล้วความสุขของเธอคือการใช้เวลาที่เหลือในชีวิตร่วมกับคนที่เธอรักและรักเธอมาตลอด ซึ่งคนคนนั้นคือจองอีฮยอน เพื่อนสมัยมัธยมที่เติบโตมาเคียงข้างกัน

เช่นเดียวกับครอบครัวของคุณตาคุณยายที่มีลูกชายสายยูทูบเบอร์ ตลอดเรื่องหลายคนคงมองว่าลูกชายคนนี้ไม่เอาไหน เห็นแก่ตัว และห่วงแต่การสร้างคอนเทนต์ เขาตะคอกพ่อแม่ที่แก่ชราและไม่สนใจความป่วยไข้ของแม่ แต่ท้ายที่สุดแล้วซีรีส์ก็ไม่ได้ทำให้ชายคนนี้ถูกฉาบไปด้วยสีดำอย่างเดียว เขาเป็นบุรุษสีเทาที่เรียนรู้การมีความรักและความสุขได้ในวินาทีที่ชีวิตหม่นหมองที่สุดจากการถูกกัด

ภาพที่น่ารักและทำให้เราอดยิ้มตามไม่ได้คือฉากใกล้จบที่คุณตาปากร้ายนั่งอยู่กลางโซฟาในบ้านโดยไม่ยอมหนีไปไหน เขามีภรรยาที่ถูกข่วนโดยผู้ติดเชื้อมัดมือตัวเองอยู่เคียงข้าง อีกด้านมีลูกชายที่ถูกกัดผูกแขนไว้กับโซฟา ทั้งหมดกำลังนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

ภาพนั้นไร้ซึ่งความกลัว

ไม่เหมือนตอนต้นเรื่องที่ทุกอย่างเพิ่งอุบัติ

Happiness (2021) : ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน
Happiness (2021) : ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

หรือจะเป็นอีกครอบครัวที่พี่ชายถูกผู้ติดเชื้อกัดทำให้สองพี่น้องละทิ้งทิฐิที่เคยมีต่อกัน และแสดงความห่วงใยออกมาเป็นครั้งแรก

พวกเขารอคอยอย่างมีความหวังในตัวอีกฝ่าย นั่นคือความรักและความสุขเล็ก ๆ ที่ครอบครัวหนึ่งยังหลงเหลืออยู่

Happiness เป็นซีรีส์ที่เอาโรคระบาดมาเป็นเพียงพื้นหลัง แท้ที่จริงมันสะท้อนความเน่าเฟะของจิตใจผู้คนและสังคม แต่ในทางกลับกัน ซีรีส์ก็บอกให้เราลองสำรวจรอบตัวดี ๆ เพราะความสุขที่แท้จริงอาจไม่ต้องมองหา แค่ต้องมองดี ๆ เพราะมันมักจะอยู่ใกล้กว่าที่ใครหลายคนคิดเอาไว้

Happiness (2021) : ซีรีส์เล่าเรื่องฟ้าหลังฝนยังไม่สดใส การเอาตัวรอดจากโรคระบาดครั้งใหม่ที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘โรค’ กับ ‘คน’ อะไรคลั่งกว่ากัน

ภาพ : tvN

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

เคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าสตรีมมิ่งแต่ละเจ้ามาแข่งขันหรือชนกันให้รู้แล้วรู้รอด กำไรมีแต่จะตกมาถึงคนดู ทำให้ “นี่มันเป็นปีที่ดีอะไรเช่นนี้ (What a lovely year)” คงเป็นวลีเหมาะสมที่สุดแล้วล่ะครับที่เราจะใช้บรรยายปี 2022 หากต้องการนิยามถึงการแข่งขันกันของอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสตรีมมิ่ง เพราะเป็นปีที่ทุกค่ายต่างงัดไม้เด็ดของตัวเองออกมาสู้บนเวทีอย่างไม่มีใครยอมใคร คนเดียวที่จะยอมก็คือเราที่ยอมควักเงินจ่ายมันทุกเจ้า

เพราะในปีนี้เรามีทั้ง Stranger Things ซีซั่น 4, 1899 (จากผู้สร้าง Dark), The Midnight Club (จากผู้สร้าง The Haunting of Hill House, The Haunting of Bly Manor และ Midnight Mass) และ The Sandman มหากาพย์ดาร์กแฟนตาซีของ Netflix, ฝั่ง Disney+ มีซีรีส์จักรวาล Star Wars ที่น่าจับตาอย่าง Andor และการกลับมาของตัวละครในตำนานใน Obi-Wan Kenobi กับซีรีส์ Marvel หลายเรื่อง ฝั่ง Apple TV+ ก็ปล่อยของไม่หยุดไม่หย่อน และฝั่งยักษ์ใหญ่ประจำวงการอย่าง HBO มีทั้ง Westworld ซีซั่น 4, Euphoria ซีซั่น 2 กับซีรีส์ที่คนดูมากที่สุดในปีนี้อย่าง House of the Dragon ภาค Prequel ตระกูลมังกรของ Game of Thrones ที่กระแสตอบรับและคำวิจารณ์ดีถล่มทลาย

และหลังจากที่มี The Boys ซีซั่น 3 เป็นตัวชูโรงเรียกเสียงฮือฮาไปได้ตลอดการออนแอร์ Prime Video อีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่เพิ่งเปิดตัวในไทยไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็ได้ส่งผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่ใหม่อย่าง ‘The Lord of the Rings: The Rings of Power’ เข้าสู่สังวียน ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นน่าจับตามองที่สุดในปี รวมถึงโค้ชของผู้เล่นคนนี้ (ผู้สร้างซีรีส์) ก็ได้รับแรงกดดันมากที่สุดในเวทีนี้เช่นกัน เพราะจะต้องสร้างซีรีส์จากจักรวาลแฟรนไชส์ที่มีคนหลงรักมากที่สุดในโลก

บทความนี้จะเป็นการกางข้อมูลให้กับทุกคนที่สนใจชมซีรีส์ถึงที่มาที่ไป แนวคิดผู้กำกับ ความแตกต่าง และทุกสิ่งที่ควรทราบก่อนการรับชมครับ ทั้งสำหรับแฟนนิยาย J. R. R. Tolkien และผู้ที่สนใจซีรีส์​ The Rings of Power

The Rings of Power ซีรีส์ทุนสร้างสูงที่สุดในโลก 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ปี 2017 มีการประมูลสุดดุเดือดระดับภูเขาไฟเกิดขึ้น นั่นก็คือการประมูลลิขสิทธิ์สร้างซีรีส์จากภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit ของ Warner Bros. มีตัวเก็งที่ใส่สูทนั่งทำหน้าเข้ม และสปอตไลต์ฉายแสงบ่อยที่สุดคือ Prime Video, Netflix และ HBO โดยเป็นการเริ่มต้นที่ 200 ล้านดอลลาร์ฯ และด้วยความที่ Jeff Bezos หนึ่งในชายที่รวยที่สุดในโลก และเคยอยู่อันดับหนึ่งเป็นเจ้าของ Amazon Prime Video เรื่องเลยจบลงที่ 250 ล้านดอลลาร์ฯ และใช่ครับ นี่แค่ค่าลิขสิทธิ์เท่านั้น

ซีรีส์ The Ring of Power ใช้ทุนสร้างราว ๆ 500 ล้านดอลลาร์ฯ (จะให้ถูกคือ 465 ล้านดอลลาร์ฯ บวกค่าโปรโมตทำการตลาด) ต่อแค่ 1 ซีซั่นเท่านั้นครับ นั่นทำให้ซีรีส์เรื่องนี้คือซีรีส์ที่ดูก็รู้ว่าผู้ออกทุนกระเป๋าหนักที่สุดในโลก 

Jeff Bezos เองก็เป็นหนึ่งในแฟนของ The Lord of the Rings รวมถึงลูกชายของเขาที่พูดกับพ่อตรง ๆ ว่า “พ่อ อย่าทำมันพังนะครับ ผมไหว้ล่ะ” เขาเลยอัดฉีดให้กับซีรีส์เต็มที่ เพื่อขยับขยายและทำให้ Prime Video เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยเรื่องที่มั่นใจได้ว่าคนทั่วโลกให้ความสนใจ และทุนสร้างนี้ถูกนำไปใช้เนรมิตให้ภาพและฉากต่าง ๆ ออกมาอลังการงานสร้างที่สุด ตั้งแต่ฉากที่โชว์นาน ไปจนถึงฉากกับช็อตที่โผล่มาสั้น ๆ ซึ่งทำเอาคนดูคิดในใจว่า ไม่ต้องลงทุนขนาดนั้นก็ได้มั้ง แต่ก็ยังทำภาพรวมออกมาได้ราวกับภาพยนตร์มากที่สุด และถ้าจะให้เทียบ The Rings of Power ค่อนข้างมีภาพคล้ายกับ The Hobbit ครับ โดยที่เมกอัพทำระดับเดียวกับ The Lord of the Rings

นอกจากพร็อพ คอสตูม การเนรมิตฉากต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่โชว์ออฟว่า The Rings of Power เล่นใหญ่เกินคำว่าซีรีส์คือซีจีที่จัดเต็มถึงขั้นใช้ 20 สตูดิโอในการทำ ศิลปินกว่า 1,500 คน และมีช็อตที่ใช้ซีจีเกือบหมื่นช็อตเลยทีเดียว และอะไรพวกนี้คือผลลัพธ์จากทุนสร้างมหาศาล 

ที่มาในการดัดแปลงและทีมผู้สร้าง 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

คำถามที่ขับเคลื่อนซีรีส์เรื่องนี้คือ “เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะสรรสร้างเรื่องราวที่ Tolkien ไม่เคยเขียน และทำเป็นซีรีส์ระดับมหึมาอลังการงานสร้าง ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นในตอนนี้ ยุคนี้ ช่วงเวลานี้เท่านั้น”

ซีรีส์อำนวยการสร้างโดย John D. Payne กับ Patrick McKay กำกับโดย J.A. Bayona จากภาพยนตร์ The Impossible (2012) และ A Monster Calls (2016) ทั้งผู้สร้างและผู้กำกับต่างได้รับแรงกดดันจากการที่ต้องมากุมบังเหียนซีรีส์ที่มีฐานแฟนเยอะที่สุดในโลกครับ โดยผู้สร้าง John D. Payne ตั้งใจทำออกมาให้เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี มีกลิ่นอายความผจญภัยสนุก ๆ ที่บางครั้งก็มีอะไรให้กลัว ให้รู้สึกถึงความดาร์ก ความซับซ้อน และความคมคายในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ยังประกาศแน่วแน่ว่าจะทำให้มันเล่นใหญ่ และเล่นเล็กอย่างเล่นใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน เช่น จากปกติที่เราได้เห็นออร์คในสงครามเป็นร้อยเป็นพัน ผู้สร้างกลับนำมาคิดอีกมุมว่า จะเป็นอย่างไรหากเราต้องสู้กับออร์คเพียงตัวเดียวในสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งดูเป็นเรื่องใหญ่ไม่ต่างจากในสงคราม

ประเด็นไม่เคารพต้นฉบับ

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

The Rings of Power มีประเด็นไม่เคารพต้นฉบับตั้งแต่ปล่อยภาพนิ่งกับตัวอย่างออกมา เกี่ยวข้องตั้งแต่ชุด ฉาก หน้าตาตัวละคร ทรงผม และสีผิว จนเกิดการตั้งคำถามมากมาย (ไหนจะเรื่องที่ผู้กำกับภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit อย่าง Peter Jackson ถูกชวนให้มาเกี่ยวข้อง แต่พอถามถึงบทก่อนค่อยว่ากัน แล้วสตูดิโอบอกว่าจะส่งบทให้ Peter อ่าน จากนั้น Peter ก็ไม่ได้รับการติดต่อหรือมีส่วนด้วยเลยนับตั้งแต่วันนั้นอีก) สาเหตุเรื่องนี้ค่อนข้างเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องลิขสิทธิ์และแนวคิดในการสร้าง ที่ต้องการสำรวจและนำอะไรใหม่ ๆ มาสู่จักรวาล Tolkien ในแบบฉบับของตัวเองครับ 

นั่นก็เพราะ Prime Video ได้ลิขสิทธิ์แค่ The Fellowship of the Ring, The Two Towers, The Return of the King และ The Hobbit ซึ่งเป็นเรื่องราวในยุคที่ 3 แต่ไม่สามารถเข้าถึงหรือดัดแปลงจากที่มาสำคัญอย่าง The Silmarillion, Unfinished Tales, The History of Middle-earth และหนังสือเล่มอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะ Akallabêth ซึ่งเป็นที่มาที่ขาดไม่ได้ของ Sauron และอาณาจักร Númenor ด้วยข้อจำกัดตรงที่ต้องวาดภาพเองจากเรื่องราวต้นฉบับที่เป็น Sequel และห่างไกลหลายพันปี บวกกับวิชั่นของผู้สร้างที่อยากเติมอะไรใหม่ ๆ เข้าไป หลายอย่างก็เลยเป็นการตีความและคิดเรื่องราวขึ้นมาเอง โดยทำให้บรรยากาศกับกลิ่นอายใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับมากที่สุด แต่ก็จงใจทำให้แตกต่างเพื่อเลี่ยงข้อเปรียบเทียบและคอนเนกชันที่ดูชัดเกินไปจนตีกรอบซีรีส์เกินความจำเป็น และนั่นส่งผลให้ซีรีส์ถูกมองว่าตีความใหม่โดยออกแนวบิดเบือน จนถึงการถูกวิจารณ์ว่าเป็น ‘แฟนฟิกชัน’

เรื่องผิดถูกอาจพูดยากกว่าถูกใจไม่ถูกใจ หรือเคารพไม่เคารพ แต่ถ้าถามความเห็นจากผู้ประพันธ์อย่าง J.R.R. Tolkien เขาเคยกล่าวไว้ในปี 1951 ว่า 

“ความตั้งใจของผมคือการเขียนวาดเรื่องราวเป็นวงกลมวงใหญ่ที่ยังสเก็ตช์และสร้างผังไม่เสร็จดี วงกลมที่เมื่อนำไปก่อร่างสร้างต่อจะเป็นภาพรวมที่ยอดเยี่ยม ตื่นตาตื่นใจ ถึงกระนั้นก็ทิ้งที่เหลือไว้ให้กับมือและความคิดของผู้อื่น ในการที่จะวาดภาพระบายสี ใส่เพลงประกอบ และแต่งเติมเรื่องราว สถานการณ์ และตัวละครให้กับมัน”

บอกเล่าเรื่องราวในยุคสอง

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

เรื่องราวใน Middle-earth หรือมัชฌิมโลกของ J.R.R. Tolkien กว้างใหญ่ไพศาลและกินระยะเวลายาวนานถึง 9,000 ปี แบ่งเป็น 4 ยุค คือยุคแรกคือยุคแห่งการสร้างโลกที่มีวายร้ายหลักคือ Melkor หรือ Morgoth ในสมัยที่ Sauron ยังเป็นลูกกระจ๊อก ยุคสองคือยุคที่ Sauron ขึ้นสู่อำนาจและเรืองอำนาจ กับยุคที่แหวนถูกสร้างขึ้น ยุคสามคือยุคของเหตุการณ์ในฉบับภาพยนตร์ และยุคที่สี่คือ Age of Men ช่วงเวลาสงบสุขหลังจากสงครามแหวนจบลง

และ The Rings of Power ดัดแปลงจากยุคที่สอง กินระยะเวลานานถึง 3,441 ปี และเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในยุคสามของภาพยนตร์ราว ๆ 4,900 ปีเลยทีเดียวครับ The Ring of Power คือการนำเอาเนื้อหาใน 5 นาทีแรกของ The Followship of the Rings (The Lord ภาคแรก) ที่กล่าวถึงแหวน 20 วง ที่ 3 วงครอบครองโดยเอลฟ์ 7 วงครอบครองโดยคนแคระ 9 วงครอบครองโดยมนุษย์ และ 1 วงที่มีอำนาจเหนือแหวนทั้งหมด (One Ring to Rule Them All) มาขยายเป็น 5 ซีซั่น นี่จึงเป็นเรื่องราวที่จะมีทั้งมนุษย์ เอลฟ์ คนแคระ เป็นตัวละครหลัก รวมไปถึงเล่าจุดกำเนิดของแหวนเอกธำมรงค์และยุคที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงจุดการล่มสลายของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Númenor 

จอมมาร Sauron

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

จอมมาร Sauron ในซีรีส์เรื่องนี้ หลังจากพ่ายแพ้ ถูกโค่นจนต้องหลบซ่อนตัวและรอดเร้นมาจนถึงยุคที่สอง ก็ได้อาศัยความเป็นนักเวทย์และจอมแปลงร่าง หลบอยู่ในกายหยาบนาม Annatar เพื่อสอนและหลอกลวงเอลฟ์ชื่อ Celebrimbor ในการสร้างแหวน 19 วงขึ้นมา และ Sauron เองได้แอบสร้างแหวนเอกธำมรงค์เพื่อใช้ควบคุมผู้สวมแหวนทุกวง และสร้างกองทัพออร์คกับโทรลเพื่อมาต่อกรกับมนุษย์และเอลฟ์ จึงกล่าวได้ว่าแม้เราจะไม่ได้เห็นต้นกำเนิดของ Sauron แต่ในแง่หนึ่งนี่ก็คือต้นกำเนิดของ Sauron ที่พ่วงกับเรื่องราวของแหวนด้วยครับ

รู้จักตัวละครหลักและตัวละครหน้าคุ้น

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ว่าด้วยตัวละครเก่าก่อน นอกจาก Sauron ตัวละครหน้าคุ้นของเรื่องนี้คือเอลฟ์ทั้งสามอย่างท่านหญิง Galadriel รับบทโดย Morfydd Clark กับ Elrond รับบทโดย Robert Aramayo (Ned Stark วัยหนุ่มในซีรีส์ Game of Thrones) ที่ในต้นฉบับเป็นลูกเขยและแม่ยาย แต่เรื่องนี้เป็นเพื่อน และราชาเอลฟ์ Gil-galad ที่แน่นอนว่าเปลี่ยนนักแสดง รวมถึงตัวละคร Isildur ผู้ตัดนิ้ว Sauron ที่เป็นบรรพบุรุษของ Aragorn ตัวละครหลักในไตรภาค The Lord of the Rings อีกด้วยครับ 

และยังมีตัวละใหม่เผ่าเอลฟ์/ตัวละครเอลฟ์ที่ไม่เคยเห็น ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญอย่าง Celebrimbor กับเอลฟ์ทหารที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน อย่าง Arondir (เอลฟ์ผมเกรียนผิวสีที่เด่น ๆ ในตัวอย่าง) ด้วยเช่นกัน

ทางด้านเผ่า Hobbit ที่ปกติขาดไม่ได้ เนื่องจากตามตำนานไม่เคยมีบทบาทสำคัญอะไรก่อนยุคที่ 3 เราจึงไม่ได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา แต่จะเป็นเรื่องราวเผ่าบรรพบุรุษอย่าง Harfoot แทนครับ และซีรีส์ใช้ตัวละคร Elanor ‘Nori’ Brandyfoot กับ Poppy Proudfellow ที่คล้าย Frodo และ Sam มาขับเคลื่อนเรื่องราว

Durin IV เป็นตัวละครสำคัญฝั่งคนแคระ กับภรรยา องค์หญิง Disa

ส่วนเผ่ามนุษย์มี Bronwyn กับ Theo ลูกชายที่ค้นพบดาย ดูจะเกี่ยวข้องบางอย่างกับ Sauron และอำนาจมืด Halbrand ผู้ช่วยชีวิต Galadriel และตัวละครปริศนาที่ดูจะเป็นอีกหนึ่งใจกลางของเรื่องราวนี้ ซึ่งถูกเรียกว่า The Stranger 

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

มีกี่อีพี กี่ซีซั่น และรับชมได้ทางไหน

ซีรีส์ The Rings of Power ได้รับการอนุมัติซีซั่นแรกและซีซั่นสองล่วงหน้าแล้วครับ และถูกวางโครงเรื่องล่วงหน้าไว้แล้ว 5 ซีซั่นด้วยกัน สำหรับซีซั่น 1 ของซีรีส์เรื่องนี้จะมี 8 อีพี 2 อีพีแรกรับชมได้แล้ววันนี้ทาง Prime Video และอีพีต่อ ๆ ไป จะมาทุกวันศุกร์ เวลา 11.00 น.

ข้อมูลอ้างอิง 

www.vanityfair.com/hollywood/2022/02/amazon-the-rings-of-power-series-first-look

www.vulture.com/article/lord-of-the-rings-the-rings-of-power-plot-explained.html

collider.com/how-rings-of-power-ties-into-lord-of-the-rings/

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load