“นิตยสารผู้หญิงที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น เป็นนิตยสารแบบไหนคะ 

“ในวงการนิตยสาร ยอดขายนิตยสารทั่วไปใน ค.ศ. 2020 นั้น ลดลงกว่าร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับ ค.ศ. 2017 แต่นิตยสารผู้หญิงอันดับหนึ่งฉบับนี้ ยังทำยอดขายได้สูงขึ้น 2.3 เท่า เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อน

“นิตยสารที่ขายได้กว่า 3.7 แสนฉบับในช่วงครึ่ง ค.ศ. 2020 และทำยอดขายทิ้งห่างจากนิตยสารอันดับ 2 กว่าเท่าตัว 

“ขอแนะนำทุกท่านให้รู้จัก ‘Halmek’ (ภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า ฮารุเมขุ) นิตยสารที่เจาะกลุ่มผู้อ่านวัย 50 ปีขึ้นไป”

นี่คือคำพูดของดิฉันตอนไปบรรยายเรื่องการตลาดสำหรับผู้สูงอายุ ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มหนึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน

ดิฉันรู้จักนิตยสาร Halmek นี้ตอนดูข่าวธุรกิจของญี่ปุ่น แต่ยังไม่ได้หาข้อมูลอย่างจริงจังเท่าไร จนต้องเตรียมสอนในครั้งนี้ 

ตอนแรกดิฉันคิดว่านิตยสารนี้ไปได้ดี เพราะจับกลุ่มตลาดผู้สูงอายุที่ยังคงชอบสินค้าดั้งเดิมแบบนิตยสารอยู่ แต่พอหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ถึงค่อยพบว่า จริงๆ แล้ว นิตยสารฉบับนี้เคยตั้งใจจับตลาดกลุ่มนี้มาก่อน แต่ดำเนินธุรกิจผิดพลาดจนล้มละลาย ผู้บริหารชุดใหม่ต้องเข้ามาพลิกฟื้นอย่างใหญ่หลวง 

ภายใต้คำว่า ‘การตลาดสำหรับผู้สูงอายุ’ เรื่องราวของ Halmek จะทำให้พวกเราเห็นพลังของการเห็นลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง และ Business Model ที่สวยงาม

นิตยสารล้ม-ลุก 

นิตยสาร Halmek เริ่มวางจำหน่ายใน ค.ศ. 1996 โดยใช้ชื่อนิตยสารว่า ‘อิคิอิคิ’ (ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า สดใส) โดยมุ่งจับกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่แรก 

ยอดขายของนิตยสาร อิคิอิคิ ค่อยๆ เติบโตโดยตลอด ช่วงที่ขายดีนั้นเคยจำหน่ายได้ปีละ 4 แสนฉบับทีเดียว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือบริษัทลงทุนมากเกินไป จนสร้างหนี้กว่า 6.5 พันล้านเยน 

ผู้บริหารชุดใหม่ที่เข้ามากอบกู้กิจการ ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อและแนวทางของนิตยสาร ภาพลักษณ์เดิมของนิตยสารฉบับนี้เน้นไปทางการดูแลสุขภาพเป็นหลัก ส่วนภาพลักษณ์ใหม่คือการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้น และเปลี่ยนชื่อนิตยสารจาก อิคิอิคิ เป็น Halmek เพื่อสื่อความหมายว่า ไม่ว่าอายุเท่าใด ก็ยังสดใสและคิดบวกเสมอ 

ฮารุเมขุ นิตยสารผู้หญิงที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยการเจาะกลุ่มผู้อ่านวัย 50 ขึ้นไป
ภาพ : magazine.halmek.co.jp 

เนื้อหาในนิตยสารก็ไม่ได้มีแต่เรื่องการดูแลสุขภาพอีกต่อไป ประเด็นใดที่ผู้หญิงวัย 50+ สนใจ Halmek จะหยิบมาเล่าหมด เช่น พลังของคำพูด ทำอย่างไรกับผมขาว ทำความสะอาดแค่ตู้เย็นกับหน้าบ้านก็พอ หรือข่าวอัปเดตอย่าง เทคนิคการใช้ LINE ให้สนุกและสะดวกยิ่งขึ้น

ฮารุเมขุ นิตยสารผู้หญิงที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยการเจาะกลุ่มผู้อ่านวัย 50 ขึ้นไป
ภาพ : magazine.halmek.co.jp

Halmek ออกนิตยสารรายเดือน ไม่มีวางจำหน่ายหน้าร้าน ผู้ที่สนใจเลือกโทรสั่งหรือสั่งทางออนไลน์ก็ได้ หากถูกใจผู้อ่านก็สมัครนิตยสารเป็นรายปี หรือตลอด 3 ปีได้เลย 

Halmek ให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหานิตยสารเป็นอย่างมาก ปกติแล้วนิตยสารทั่วไปใช้เวลาทำคอนเทนต์ประมาณ 2 -3 เดือน แต่ Halmek มีทีมงานถึง 10 กว่าคน และใช้เวลาเก็บข้อมูล สัมภาษณ์ เรียบเรียง เขียนทั้งหมดกว่าครึ่งปี 

ทุกอย่างถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ขณะที่ดิฉันกำลังเขียนต้นฉบับนี้ Halmek ก็มีโครงร่างสำหรับโปรโมตนิตยสารฉบับเดือนตุลาคมเรียบร้อยแล้ว ลองมาดูหัวข้อกันนะคะ

ฉบับพิเศษ

  • ฝึกสมองอย่างไร ให้ปลอดภัยจากอาการหลงลืมและอัลไซเมอร์ควิซตรวจสอบคนที่มีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ง่าย vs ยาก 
  • เพียงแค่ก้าวขาห่าง 5 ซม. ก็ป้องกันอัลไซเมอร์ได้… วิธีเดินที่ถูกต้อง 
  • แบบออกกำลังสมองง่ายๆ ใช้เวลาเพียงแค่ 1 นาที
  • กับข้าวง่ายๆ ที่ช่วยล้างพิษในสมอง 
  • เปลี่ยนกิจกรรมในชีวิตประจำวันนิดเดียว สมองก็หนุ่มสาวขึ้นแล้ว 
  • หากตนเองหรือสมาชิกในครอบครัวเป็นอัลไซเมอร์ จะทำอย่างไรดี 

เนื้อหาพิเศษจากทีมงาน Halmek 

  • รู้จักจุดอ่อนของสมองตนเอง และสนุกกับการเสริมสร้างพลังสมอง
  • กิจกรรมฝึกสมองโฉมใหม่ 

เนื้อหาพิเศษอื่นๆ 

  • ชีวิตที่มีดอกไม้ 
  • คำพูดที่สร้างพลังใจ
  • แมตช์สเวตเตอร์และกางเกงอย่างไร ให้เหมาะกับการออกไปเดินเล่นในฤดูใบไม้ร่วง
  • รวมกลอนไฮกุจากทางบ้าน

เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่สุภาพสตรีวัย 50+ อยากรู้ กังวล หรือสนใจทั้งสิ้น 

ทีมบรรณาธิการพยายามเลือกใช้คำที่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นความรู้ใหม่ที่ผู้สูงอายุยังไม่ค่อยคุ้นชิน ยกตัวอย่างเช่น ตอนสอนวิธีการใช้สมาร์ทโฟนนั้น ผู้อ่านจำนวนมากอาจไม่เข้าใจคำว่า ‘แท็บ’ หรือ ‘แตะหน้าจอ’ ทีม บ.ก. ก็เลือกใช้คำที่ผู้สูงอายุจะเข้าใจง่าย เช่น แตะเบาๆ น้ำหนักมือคล้ายกับตอนเอานิ้วแตะเมล็ดงาขึ้นมาจากจาน

ฮารุเมขุ นิตยสารผู้หญิงที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยการเจาะกลุ่มผู้อ่านวัย 50 ขึ้นไป
มีภาพแตะเมล็ดงาประกอบด้วย
ภาพ : business.nikkei.com

ในช่วงโควิด-19 มีการจัดอีเวนต์และสัมมนาทางออนไลน์ ครั้งแรกนั้นมีผู้สมัครมา 10 คน ในวันงาน มีคนเข้าโปรแกรม Zoom ได้เพียง 2 คนเท่านั้น เมื่อลองสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ก็เจอปัญหาที่ไม่คาดคิด เช่น ผู้อ่านหลายท่านไม่ทราบว่าโน้ตบุ๊กตนเองไม่มีกล้อง แต่ทีมงานก็ไม่ย่อท้อ ครั้งถัดไป ทีมงานพยายามทำคู่มือให้เข้าใจง่ายที่สุดส่งให้ผู้อ่านล่วงหน้า จนในระยะหลัง Halmek จัดสัมมนาทาง Zoom ในหลักพันคนได้แล้ว 

นอกจากเนื้อหาและสไตล์การเขียนที่เต็มไปด้วยความใส่ใจต่อผู้อ่านแล้ว สันปกก็ออกแบบให้เห็นหมายเลขฉบับง่าย เผื่อผู้อ่านต้องการกลับมาหยิบฉบับเก่าๆ อ่านอีกครั้ง ส่วนสันปกด้านล่าง ออกแบบเป็นรูปภาพ หากเรียง 12 เล่มต่อกัน ก็จะกลายเป็นภาพเดียวกัน เป็นการทำให้ผู้อ่านอยากซื้อนิตยสารเก็บทุกเล่มหรือสมัครรายปี 

รู้เขา รู้เรา รู้ผู้อ่าน รักผู้อ่าน

ความท้าทายของทีม บ.ก.​ Halmek คือ ทำอย่างไรให้ผู้อ่านอยากสมัครอ่านนิตยสารต่อเรื่อยๆ นิตยสารก็ไม่ได้มีวางจำหน่ายตามร้านหนังสือ เพราะฉะนั้น ต้องทำเนื้อหาให้คนอยากสมัครอ่าน ขณะเดียวกัน ทุกเล่มต้องมีเนื้อหาที่น่าสนใจหมด เนื่องจากผู้อ่านจะได้สมัครรายปีหรือซื้ออ่านต่อเรื่อย ๆ 

บ.ก. ใหญ่ของ Halmek กล่าวไว้ว่า นิตยสารที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ มักจะทำคอนเทนต์ที่ผู้อ่านไม่ค่อยสนใจ เช่น เดิมเป็นนิตยสารด้านอินทีเรีย แต่หันไปทำเรื่องแฟชั่นบ้าง อาหารบ้าง หรือเดิมเป็นนิตยสารสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำอาหาร แต่พอระยะเวลาผ่านไป ก็เริ่มมีเนื้อหาแบบการตกแต่งอาหารให้เลิศหรู ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้อ่านสนใจเลย ส่วนใหญ่ปัญหาเหล่านี้มักเริ่มจากทีมงานที่รู้สึกเบื่อที่ต้องทำเรื่องเดิมๆ 

เป้าหมายสิ่งสำคัญในการทำคอนเทนต์ของ Halmek มีเพียงการทำคอนเทนต์ที่ผู้อ่านสนใจ 

แต่จะทำอย่างไรล่ะ 

Halmek มีทีมวิจัยเฉพาะ โดยรับสมัครผู้อ่านที่สะดวกช่วยตอบแบบสอบถามหรือสัมภาษณ์ โดยมีสมาชิกกว่า 3,000 คน

ตอนที่จะทำคอนเทนต์เรื่องสมาร์ทโฟนนั้น ทีม บ.ก. ยังนึกไม่ออกว่า ผู้สูงอายุติดขัดประเด็นใดตอนใช้สมาร์ทโฟน ทางทีมงานจึงตัดสินใจขอให้ผู้อ่านสิบกว่าท่านช่วยเขียน ‘สมาร์ทโฟนไดอารี่’ โดยเขียนว่า ตนเองใช้โทรศัพท์มือถืออย่างไร ตั้งแต่ตอนตื่นนอน จนถึงตอนเข้านอน มีปัญหาในการใช้งานอย่างไรบ้าง 

ผลลัพธ์ที่ออกมา เหนือความคาดคิดของทีม บ.ก.​

ผู้สูงอายุแตะหน้าจอไม่เป็น ไม่เข้าใจคำศัพท์ต่างๆ ที่ปรากฏในเครื่อง เช่น แอปฯ หรือคำว่าดาวน์โหลด ผู้สูงอายุบางท่านพยายามค้นหาสูตรอาหาร แต่พอวางโทรศัพท์ไว้แป๊บเดียว หน้าจอก็ดับ แล้วไม่รู้จะทำอย่างไร 

เมื่อทีมงานทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการใช้สมาร์ทโฟน ก็กลายเป็นฉบับที่ขายดี

นอกจากนี้ ในนิตยสารจะมีไปรษณียบัตรแนบไว้ให้ผู้อ่านส่งกลับ โดยมีคำถามต่างๆ เช่น เล่าเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับท่าน ในแต่ละเดือนจะมีผู้อ่านส่งไปรษณียบัตรนี้กลับมาให้ Halmek กว่า 2,000 ใบ ทีมงานก็จะอ่านทุกใบจริงๆ 

คุณยายบางท่านเขียนมาเล่าว่าหลานเพิ่งคลอด หรือปวดหลัง หรือดอกไม้ในสวนบานแล้ว ทีมงานจะอ่านและวิเคราะห์ว่าตอนนี้ผู้สูงอายุกำลังสนใจอะไร หรือมีปัญหากับอะไรบ้าง บางครั้งจะเชิญผู้อ่านประมาณ 5 – 10 ท่านมาล้อมวงจิบน้ำชาและสัมภาษณ์ไปด้วย 

Halmek ตั้งชื่อหน่วยงานวิจัยและเก็บข้อมูลนี้ว่า ‘ศูนย์วิจัยการใช้ชีวิตที่ดี’ 

Halmek เป็นแค่นิตยสาร แต่ทำไมต้องมีศูนย์วิจัย ทำไมต้องมีฐานลูกค้ากลุ่มตัวอย่างกว่า 3,000 คน ต้นทุนจะสูงหรือไม่ คุ้มค่ากับการลงทุนหาข้อมูลหรือเปล่านะ

Beyond Magazine

โดยปกติ รายได้หลักของนิตยสารมาจากการโฆษณา แต่กรณี Halmek นั้น นิตยสารวางจำหน่ายในรูปแบบจัดส่งถึงบ้าน ค่าส่งถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตามน้ำหนักนิตยสาร ทำให้ Halmek เพิ่มจำนวนหน้าโฆษณาตามสปอนเซอร์ไม่ได้ 

รายได้หลักของพวกเขาจึงไม่ใช่ค่าโฆษณา แต่กว่าร้อยละ 80 มาจากการจำหน่ายสินค้า นอกนั้น ยังมีรายได้จากการจัดอีเวนต์ สัมมนา ตลอดจนค่าที่ปรึกษาสำหรับตลาดผู้สูงอายุ 

ศูนย์วิจัยการใช้ชีวิตที่ดีจะรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทุกด้านที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ เช่น แฟชั่น เครื่องสำอาง ไลฟ์สไตล์ การดูแลสุขภาพ จากนั้น ทีมอื่นๆ ของ Halmek ได้แก่ ทีมนิตยสาร จะนำไปแปลงเป็นคอนเทนต์ทีมจำหน่ายสินค้า จะนำไปพัฒนาสินค้าขายต่อ หรือหากมีบริษัทใดสนใจเกี่ยวกับข้อมูลตลาดผู้สูงอายุ ก็มาซื้อได้จาก Halmek 

เวลาส่งนิตยสาร พวกเขาจะแนบแคตตาล็อกสั่งซื้อสินค้าไปด้วย สินค้าบางชิ้นอาจนำมาเล่าในนิตยสาร และผู้อ่านก็ซื้อได้จากแคตตาล็อก สินค้าตัวหนึ่งที่ขายดีคือกางเกงผ้ายืด โดยศูนย์วิจัยได้เชิญกลุ่มตัวอย่าง 345 คนมาวัดรูปร่างด้วยเครื่องวัดสามมิติ จากนั้นนำไปวิเคราะห์และออกแบบเป็นกางเกง 3 แบบ ซึ่งใส่สบายและกระชับพอดี กางเกงรุ่นนี้ทำยอดขายได้กว่า 1,000 ล้านเยน 

‘Halmek’ นิตยสารผู้หญิงที่ทุ่มเททำการตลาดเพื่อผู้สูงอายุ ผลิตสินค้าตอบสนองคุณยาย จนยอดขายทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น
ภาพ : business.nikkei.com

หรือตอนที่นิตยสารเล่าถึงนักเปียโนและการเล่นเปียโน พวกเขาก็จัดอีเวนต์พาผู้อ่านไปชมคอนเสิร์ต และฟังเรื่องราวเบื้องลึกเพิ่มเติม

การทุ่มเทวิจัยและหาข้อมูลครั้งหนึ่งนั้น จึงมิได้นำไปใช้ในนิตยสารเพียงอย่างเดียว แต่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนการจัดอีเวนต์และสัมมนาต่างๆ 

หากเป็นนิตยสารทั่วไป สมมติทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการทำสีผม ก็อาจนำเสนอแค่วิธีการทำสีผม สีที่ได้รับความนิยม แต่หากเป็น Halmek พวกเขาจะเล่าเรื่องราวการทำสีผม ทำสีและอุปกรณ์ออกมาจำหน่าย ตลอดจนจัดอีเวนต์โดยให้ช่างทำสีผมมืออาชีพมาสอน 

ผู้อ่านก็จะได้สัมผัสประสบการณ์นอกเหนือจากแค่การอ่าน แต่ยังได้สัมผัสสินค้า ได้รับคำแนะนำจากมืออาชีพ เป็นประสบการณ์เฉพาะที่จะได้จากนิตยสาร Halmek 

ส่วนฝั่ง Halmek เอง ก็มุ่งมั่นที่จะสร้างชีวิตที่ดี ที่ผู้สูงอายุสดใส มีพลัง และยังคงสนุกกับการเรียนรู้

บทเรียนจาก Halmek

  1. การมุ่งมั่นเข้าใจลูกค้าและพยายามตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่วิธีการเขียนคอนเทนต์ การเลือกหัวข้อ ตลอดจนการออกแบบปก สันปก
  2. การเก็บข้อมูลลูกค้า แม้เราอาจไม่มีเงินทุนสูงเท่า Halmek แต่การสัมภาษณ์ลูกค้า หรือการฟังฟีดแบ็กลูกค้า ก็เป็นสิ่งที่บริษัททำได้ 
  3. การออกแบบ Business Model ที่ดี รายได้หลักจะมาจากไหน กรณีของ Halmek คือ การสร้างคอมมูนิตี้ โดยมีศูนย์กลางมาจากนิตยสาร แล้วต่อยอดธุรกิจอีเวนต์และจำหน่ายสินค้า

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

สมัยก่อน ดิฉันเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม Case Club ของหลักสูตร BBA จุฬาฯ เด็ก ๆ ในชมรมจะช่วยกันแก้โจทย์ธุรกิจต่าง ๆ เช่น ทำอย่างไรให้บริษัท A ยอดขายสูงขึ้นอีกร้อยละ 20 

เด็ก ๆ ในชมรมได้รับการเชื้อเชิญจากมหาวิทยาลัยทั่วโลกให้ไปแข่ง Business Plan Competition 

จำได้ว่ามีปีหนึ่ง เราได้รับเชิญไปแข่งที่เนเธอร์แลนด์ ไม่มีใครรู้ว่าผู้จัดจะออกโจทย์เกี่ยวกับอะไร ปรากฏว่าโจทย์ที่ออกคือ การหาวิธีลดและจัดการปริมาณขยะให้กับเมือง เด็ก ๆ ทุกคนเหวอ เพราะที่ผ่านมาเราฝึกเรื่องการเพิ่มยอดขาย ทำกำไรกันมาตลอด 

ดิฉันบอกทุกคนว่า แม้ครั้งนี้โจทย์เป็นการแก้ปัญหาสังคม แต่วิธีคิดเหมือนกัน ปัญหาคืออะไร ทางแก้คืออะไร ทำอย่างไรให้คนสนใจสิ่งที่เราทำ 

เรื่องราวของเมืองต่อไปนี้ก็เช่นกัน… เมืองเล็ก ๆ ในหุบเขา แต่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยการตั้งเป้า Zero Waste และมุ่งมั่นลดขยะในเมืองมากว่า 30 ปี 

เมื่อเมืองจำเป็นต้องจัดการเรื่องขยะ

ก่อนหน้านี้สัก 20 ปี คงไม่ค่อยมีคนญี่ปุ่นคนไหนรู้จักเมืองคามิคัตสึ จังหวัดโทคุชิมะ สักเท่าไร เมืองเล็ก ๆ กลางหุบเขาเขียวขจี มีประชากรแค่ 1,500 คนเท่านั้น 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
หมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขา
ภาพ : www.env.go.jp

ในอดีต ชาวเมืองคามิคัตสึจัดการขยะโดยการเผากลางแจ้ง แต่เมื่อปริมาณขยะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทางเมืองจึงเริ่มวางแผนรีไซเคิลขยะในปี 1994 และจัดการติดตั้งเตาเผาขยะในปี 1998 

ทว่าหลังจากติดตั้งเตาเผาขยะได้ไม่นาน ทางเมืองก็พบว่าเตาแบบที่ใช้อยู่ก่อให้เกิดมลพิษจากสารไดออกซิน ทำให้ต้องหยุดการใช้เตาเผา และทางเมืองก็ไม่มีงบพอจะซื้อเตาเผาแบบใหม่แล้ว ทั้งเทศบาลเมืองและชาวเมืองจึง ‘จำเป็น’ ต้องช่วยกันแยกขยะเพื่อนำขยะไปรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด และกำจัดโดยการเผาให้ได้น้อยที่สุด 

พวกเขาค่อย ๆ เริ่มแยกประเภทขยะ จาก 9 ประเภทในปี 1997 เป็น 22 ประเภท แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 35 ประเภท และ 45 ประเภทในปัจจุบันในที่สุด

ชาวเมืองต้องช่วยกันแยกขยะทุกชิ้น เช่น ฝาขวดที่เป็นโลหะ ขวดแก้ว ต้องแยกออกจากกันหมด พลาสติกที่ห่ออาหาร ก็ต้องล้างและตากก่อนนำไปที่ที่ทิ้งขยะ หากบ้านไหนจะทิ้งของชิ้นใหญ่ เช่น โซฟาหรือยางรถยนต์ ก็ต้องมีคนในหมู่บ้านมาช่วยกันแยกชิ้นส่วน เช่น ผ้าคลุมโซฟา สปริงในโซฟา ฟองน้ำ ขาไม้ ทุกอย่างต้องถูกแยกส่วนทั้งหมด 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : www.env.go.jp

ชาวเมืองยอมรับการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ได้อย่างไร และทางเมืองทำอย่างไรให้ชาวเมืองยอมจัดการเรื่องขยะกันนะ 

การประกาศเป้าหมายและสร้างหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

เมืองคามิคัตสึค่อย ๆ เริ่มแยกและรีไซเคิลขยะมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 1990 ในปี 2003 ทางเมืองประกาศ Zero Waste ไว้ว่า พวกเขาจะ 

1. พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก

2. ดำเนินการรีไซเคิลขยะหรือนำไปใช้ต่อ และพยายามลดการเผาหรือฝังขยะให้ได้มากที่สุดภายในปี 2020 

3. สร้างเพื่อนใหม่ทั่วโลกที่มีแนวคิดเดียวกัน 

ในปี 2005 ทางเมืองสร้างองค์กรไม่แสวงหากำไร (NPO) ชื่อ Zero Waste Academy เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างเมืองกับชาวเมือง โดยองค์กรนี้จะช่วยจัดการขยะ ดำเนินการอบรมและสื่อสารเรื่องการจัดการขยะกับชาวเมืองอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ทางเมืองยังสร้างระบบสะสมแต้ม นำแต้มที่ได้จากการแยกขยะอย่างถูกต้องนี้ไปแลกเป็นกระดาษทิชชู หมวก เสื้อผ้า กระติกน้ำ ฯลฯ 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : www.recruit.co.jp

นอกจากนี้ ทางเมืองและ NPO ยังช่วยกันคิดสร้างระบบที่ทำให้ชาวเมือง ‘สนุก’ กับแยกขยะและจัดการขยะได้มากที่สุด
แนวคิดหลักในการสร้างระบบ คือ ทำอย่างไรให้ชาวเมืองลำบากน้อยที่สุด โดยพยายามอำนวยความสะดวกให้ชาวเมืองที่สุดดังนี้ 

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 1 – สร้างสถานที่ทิ้งขยะที่ผู้คนอยากมา

หากกล่าวถึงสถานที่ทิ้งขยะ หลายท่านอาจนึกภาพสถานที่มืด ๆ ส่งกลิ่นเหม็น มีแมลงบินบ้าง เดินบ้าง แน่นอนว่าคงไม่มีชาวเมืองคนไหนอยากมาทิ้งขยะในที่แบบนี้บ่อย ๆ แน่ 

ทางเมืองจึงสร้างศูนย์แยกขยะที่ผู้คนอยากมา โดยที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่ทิ้งขยะเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ให้ผู้คนมาพบปะ พูดคุยกัน มีโต๊ะและเก้าอี้เล็ก ๆ วางอยู่ 

ตัวสถานที่ทิ้งเป็นอาคารโปร่ง มีถังหรือตะกร้าขนาดใหญ่ของขยะแต่ละประเภทเขียนไว้ชัดเจน พื้นมีผู้ดูแลให้สะอาดเรียบร้อย ขยะทุกชิ้นที่ชาวเมืองนำมาที่นี่เป็นขยะแห้ง จึงไม่มีปัญหาส่งกลิ่นรบกวนผู้อื่น ส่วนขยะเปียก ทางเมืองติดตั้งเครื่องจัดการขยะเปียก และรณรงค์ให้ชาวเมืองนำเศษอาหารต่าง ๆ ไปทำเป็นปุ๋ยแทน 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : https://zwtk.jp/

นอกจากนี้ยังมีร้าน คุรุคุรุ ซึ่งชาวเมืองคนใดก็ได้สามารถนำข้าวของที่ไม่ใช้แล้วมาวางที่นี่ ใครต้องการมาหยิบ ก็หยิบกลับไปได้ ในร้านมีทั้งเสื้อผ้า จาน ชาม อุปกรณ์ ข้าวของกระจุกกระจิกต่าง ๆ ชาวเมืองที่เดินมาทิ้งขยะ ก็อาจแวะร้านคุรุคุรุสักนิดก่อนกลับบ้านก็ได้ ใครมาดูงานเรื่องการแยกขยะที่เมืองนี้ ก็หยิบข้าวของในนี้ติดไม้ติดมือไปเป็นที่ระลึกได้เช่นกัน

ร้านคุรุคุรุนี้สร้างการ Reuse สิ่งของได้ปีละประมาณ 15 ตันเลยทีเดียว 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
คุรุคุรุ แปลว่า หมุนวนไป เดิมเป็นร้านเล็ก ๆ แต่มีการรีโนเวต ทำให้ร้านดูโปร่งและสวยขึ้น เหมือนเป็นร้านค้าขายของจริง ๆ
ภาพ : sotokoto-online.jp

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 2 – ตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลโดยเฉพาะ

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนในเมืองแยกขยะได้อย่างละเอียดจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน คือการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ที่มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ 

โดยปกติแล้ว คนญี่ปุ่นจะแยกขยะเป็นประเภทต่าง ๆ คร่าว ๆ แล้วใส่รวมในถุงขยะขนาดใหญ่ แต่ชาวเมืองคามิคัตสึจะหยิบขยะจากตะกร้าทีละชิ้น ๆ ใส่ลงไปในตะกร้าหรือถังขนาดใหญ่ตามประเภทของขยะนั้น ๆ 

ทีนี้ บางครั้งชาวเมืองอาจไม่แน่ใจว่าขยะแบบไหนต้องแยกอย่างไร เช่น สติกเกอร์ที่ติดบนเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องลอกออกไหมหรือไปทิ้งแบบไหน เจ้าหน้าที่ก็จะเป็นคนช่วยแนะนำ เพื่อให้ชาวเมืองเข้าใจ รู้สึกอุ่นใจ และได้เรียนรู้การแยกขยะที่ถูกต้องยิ่งขึ้น

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ทิ้งขยะแบบไหนไม่ถูก ก็ปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้เสมอ 
ภาพ : www.ana.co.jp

หากไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ชาวเมืองอาจรู้สึกว่าการแยกขยะยุ่งยาก ไม่รู้จะแยกแต่ละประเภทอย่างไร สุดท้ายก็อาจใส่ขยะผิดประเภทจนนำไปรีไซเคิลต่อไม่ได้ 

การมีเจ้าหน้าที่สักคนคอยประจำและดูแลอยู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้เมืองคามิคัตสึประสบความสำเร็จในการแยกขยะได้ขนาดนี้ 

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 3 – การสื่อสาร

ทางเมืองเข้าใจดีว่าการแยกขยะนั้นยุ่งยากและต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวเมืองมากขนาดไหน เพียงแค่กล่องนมธรรมดา ๆ ก็ไม่สามารถโยนลงถังขยะได้ แต่ต้องตัดออกมาเป็นแผ่น ล้างน้ำให้สะอาด ตากให้แห้ง แล้วถึงค่อยนำไปทิ้งที่ศูนย์แยกขยะ 

เพราะฉะนั้น โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้การแยกขยะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวเมือง ทางเมืองคามิคัตสึจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสารและให้ความรู้เรื่องการแยกขยะ 

ช่องทางสื่อสารมีตั้งแต่การตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลศูนย์แยกขยะ การจัดทำเว็บไซต์ที่สอนและค้นหาประเภทขยะได้ การร่วมกับโรงเรียนประถม จัดทริปพาเด็ก ๆ มาดูงานที่ศูนย์แยกขยะด้วย

วิธีการสื่อสารก็ใส่ใจในรายละเอียดถึงที่สุด มีการใช้ภาพประกอบให้คนเข้าใจง่าย ส่วนที่ศูนย์แยกขยะนั้นใช้ภาพขนาดใหญ่ ติดไว้ที่แต่ละตะกร้าอย่างชัดเจน เพื่อให้ชาวเมืองหรือแม้แต่เด็กเล็กไม่ต้องเสียเวลาอ่านตัวอักษร แค่เห็นภาพก็เข้าใจและแยกขยะได้เลย 

นอกจากนี้ ป้ายอีกชนิดที่ติดตรงหน้าตะกร้าแต่ละใบ คือ ป้ายบอกว่าขยะแต่ละชนิดจะถูกนำไปรีไซเคิลที่ไหน กลายเป็นอะไร และมีค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิลเท่าไร 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ตัวอย่างป้ายราคา
ภาพ : www.sustainablebrands.jp

ยกตัวอย่าง 2 ป้ายนี้ แม้จะเป็นขยะพลาสติกเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่ายในการกำจัดพลาสติกประเภทซ้ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 53.8 เยน ส่วนพลาสติกแบบขวามีค่าใช้จ่ายเพียงกิโลกรัมละ 0.51 เยน

สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวเมืองค่อย ๆ เรียนรู้และเห็นคุณค่าของขยะแต่ละชิ้นมากขึ้น ส่งผลให้ชาวเมืองยิ่งร่วมมือร่วมใจกัน และปัจจุบัน ขยะกว่าร้อยละ 80 ของเมืองคามิคัตสึนำไปรีไซเคิลได้ 

เมื่อชาวเมืองหรือภายในแข็งแกร่ง ทางเมืองก็เริ่มสื่อสารกับคนภายนอก 

ในปี 2020 เมืองคามิคัตสึเปิดโรงแรมชื่อโรงแรม WHY เป็นโรงแรมที่ชวนคนมาตั้งคำถามว่า ทำไมเราถึงซื้อสิ่งนี้ ทำไมเราถึงทิ้งสิ่งนั้น 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
โรงแรมอยู่ติดกับสถานที่แยกขยะ มองจากด้านบนจะเป็นรูปเครื่องหมาย Question Mark พอดี
ภาพ : www.awanavi.jp
Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ

เศษไม้ เครื่องประดับต่าง ๆ ในโรงแรม ได้รับการบริจาคมาจากชาวเมืองทั้งนั้น บางบ้านให้บานประตู บางบ้านให้แท่งไม้ที่นำมาทำใหม่เป็นกรอบหน้าต่าง 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ห้องพักมุม Mountain View 
ภาพ : www.awanavi.jp
Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ของประดับหลายชิ้นมาจากบ้านเรือนของชาวบ้านในเมือง
ภาพ : sotokoto-online.jp

แขกที่มาพักสามารถสัมผัสประสบการณ์การแยกขยะ และเห็นความตั้งใจลดขยะของชาวเมืองยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่ตอนเช็กอิน
ที่นี่ แขกต้องนำแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และเครื่องอาบน้ำมาเอง หากไม่มีก็ซื้อที่ล็อบบี้ได้ ส่วนสบู่ หากไม่ได้เอามา ทางพนักงานจะให้แขก ‘หั่นสบู่’ โดยกะปริมาณที่ตนเองใช้แต่พอดี 

ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
มีที่หั่นสบู่พร้อม ทำให้เราฉุกคิดเหมือนกันว่า วันหนึ่งเราใช้สบู่ปริมาณเท่าไรกันนะ
ภาพ : www.awanavi.jp

 ส่วนอาหารเช้า จะมีพนักงานนำมาเสิร์ฟเป็นขนมปังเบเกิลใส่มาในกล่องเบนโตะ เพื่อลดปริมาณการใช้ขยะอีกเช่นกัน 

ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
หน้าตาอาหารเช้า
ภาพ : kamipara.jp
ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
มีคำอธิบายองค์ประกอบต่าง ๆ ในเบเกิลนี้ 
ภาพ : kamipara.jp

แขกที่มาพักคงกลับไปพร้อมความเข้าใจวงจรขยะมากขึ้น เข้าใจวิธีการแยกขยะได้ดีขึ้น และเห็นความสำคัญของการรีไซเคิล โรงแรมนี้ทำให้ปณิธาน 2 ใน 3 ข้อของเมือง กล่าวคือ พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก และ สร้างเพื่อนใหม่ทั่วโลกที่มีแนวคิดเดียวกัน เป็นจริงยิ่งขึ้นนั่นเอง

ถอดบทเรียนความสำเร็จ

โจทย์ของเมืองคามิคัตสึ คือการเปลี่ยนพฤติกรรมชาวเมืองให้ยอมรับการแยกขยะที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ดิฉันคิดว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง เราปรับแนวคิดนี้กับโจทย์ธุรกิจได้หลายอย่าง เช่น ทำอย่างไรให้พนักงานหันมาทำ CSR ทำอย่างไรให้ลูกค้าร้านกาแฟยอมซื้อหลอดพลาสติก ทำอย่างไรให้ลูกค้าที่ซื้อครีมทาหน้าของเราไปตั้งใจนวดหน้าอย่างถูกวิธี 

หากให้สรุปสิ่งที่ทำให้เมืองคามิคัตสึประสบความสำเร็จนั้น ดิฉันคิดว่ามีดังต่อไปนี้

1. ตั้งเป้าหมายที่ดีและไม่ใช่แค่เพื่อตนเอง 

เป้าหมายของเมืองนั้นมีทั้งตัวเลขและคุณค่าทางจิตใจ เป้าหมายทางตัวเลข เช่น ปริมาณขยะที่รีไซเคิลได้ เป็นตัวเลขที่เห็นชัด เข้าใจง่าย แต่ลูกค้า (ชาวเมือง) อาจยิ่งกระตือรือร้นอีกหากมีเป้าหมายที่ให้คุณค่าทางจิตใจ เช่น พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก 

2. การแต่งตั้งตำแหน่งและผู้รับผิดชอบ กับงานที่คนอาจเกี่ยงกันไม่อยากทำ

หากเกณฑ์แรงของชาวเมืองมาช่วยกัน ชาวเมืองคงต้องวุ่นวายจัดตั้งเวรกันดูแล ส่งคนไปอบรมเรื่องการแยกขยะ คุณภาพการดูแลอาจไม่สม่ำเสมอ และเริ่มเกิดปัญหาบางคนไม่อยากทำ ส่วนทางเทศบาลเมือง หากต้องเจรจากับชาวเมืองเอง อาจใช้เวลานาน หรือบอกอะไรก็ลำบากใจกัน เพราะรู้จักกันดีอยู่ ทางเมืองจึงต้องสร้าง NPO และจัดตั้งตำแหน่งผู้รับผิดชอบที่จะประจำที่ศูนย์แยกขยะไว้ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คน 

ในบางกรณี คนกลางนี้จะเป็นคนช่วยประสานและผลักดันให้งานต่าง ๆ ดำเนินไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

3. ทำให้สิ่งที่ยากเป็นเรื่องง่าย 

การเปลี่ยนแปลงในชีวิตล้วนเป็นสิ่งที่ท้าทายและยากที่จะทำ ทางเมืองจึงมุ่งทำให้การแยกขยะเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องสนุกที่สุด เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้ กลไกที่ทางเมืองใช้มีตั้งแต่การสะสมแต้ม ป้ายที่เข้าใจง่าย การเล่าว่าขยะแต่ละชิ้นจะกลายเป็นอะไร มีต้นทุนเท่าไร การใช้ภาพประกอบ 

ทางเมืองไม่ผลักภาระการเรียนรู้หรือการแยกขยะไปที่ชาวเมือง ไม่มีการเพ่งเล็งหรือทำโทษว่าใครทำผิด แต่มองตนเองเป็น Facilitator เพื่อช่วยให้ชาวเมืองทุกคนไปถึงเป้าหมาย Zero Waste ด้วยกันมากกว่า

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load