ไม่แน่ใจว่า เอ็กซี่ ด๊อบบี้ สิปาง หรือ ฮอลล์-วงศกร คล้ำมณี และ กวาง-ธัญวรัตน์ วงศ์อภัย เป็นเจ้าของบ้านตัวจริงกันแน่ เมื่อพบว่าผู้มาเยือนแสนซ่าทั้ง 3 เดินขึ้น-ลง และวิ่งไล่กันทั่วบ้านอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย

หากทำงานสายโปรดักชัน อาจคุ้นหน้าคุ้นตาทั้งคู่ในฐานะคนเบื้องหลัง ฮอลล์เป็นนักตัดต่อที่ฝากฝีมือไว้ในงานภาพยนตร์โฆษณาแบรนด์ดังเกิน 200 ชิ้น สำหรับกวาง เธอทำสไตลิสต์ควบคู่ไปกับการเป็นผู้จัดการกองถ่าย

ส่วนเราคุ้นเคยกับเขาในฐานะรุ่นพี่ร่วมคณะ

บ้านจัดสรร 2 ชั้น บนที่ดินราว 66 ตารางวา ขนาดพอดีแก่การขยับขยายชีวิตของหนุ่มสาววัยเลข 3 ต้นๆ ให้ทำได้หลายอย่างอย่างที่ชอบ ทั้งอยู่อาศัย ทำงาน ทำขนม ปลูกผัก รวมถึงเป็นที่พบปะครอบครัว-เพื่อนฝูง บางวันยังเปลี่ยนเป็นที่แคมปิ้งสำหรับสังสรรค์และรับแขกคุยงาน ตามแต่กิจวัตรจะแจ้งเตือน

เรานัดกันบ่ายแก่ค่อนไปทางเย็น เมื่อมาถึง พวกเขาพาเดินลัดเลาะสวนด้านข้างไปยังสนามหลังบ้าน ซึ่งแบ่งพื้นที่เป็นส่วนต่อเติมที่ตั้งใจให้โฮมคาเฟ่ของตัวเอง และที่น่ารัก มันยังเป็นมุมเครื่องดื่มที่ทั้งสองว่ามีไว้ต้อนรับเพื่อนโดยเฉพาะ

แวะทักทายคุณพ่อคุณแม่ผู้พา 2 เกรย์ฮาวด์มาสร้างความคึกคักซึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นจึงเดินเข้าสำรวจในบ้านอย่างรวดเร็ว 1 รอบ และกลับมานั่งคุยกันในห้องนั่งเล่น ปล่อยให้เพื่อนใหม่ทั้งสามทำความรู้จักกันตามประสา

บ้านจัดสรรจัดสวยของคู่รักโปรดักชัน ฮอลล์-กวาง มีทั้งที่ทำงานและโฮมคาเฟ่ของตัวเอง

Heartmade

เดิมทีทั้งคู่อยู่อพาร์ตเมนต์ เมื่อตัดสินใจอยากมีบ้าน ก็เริ่มต้นจากการตระเวนดูหลายๆ โครงการเพื่อเปรียบเทียบ

“ทำการบ้านทั้งหมดสิบสามโครงการ” หญิงสาวเริ่มต้นเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“เราเป็นคนที่ไม่ชอบอย่างหนึ่งคือ การตากผ้าหน้าบ้าน มันดูไม่เรียบร้อย ไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ อยากได้หลังบ้านเยอะๆ เพราะอยากปลูกผักเองด้วย จริงๆ ไม่ได้ชอบปลูกผัก แต่รู้สึกว่าอยากลองทำดู แล้วก็ปลูกผักสวนครัวเล็กๆ ข้างหลัง ที่เรากินได้ กะเพรา ใบมะกรูด ขิง ข่า” กวางต่อบทสนทนา

หลังเลือกทำเลและพื้นที่ที่เหมาะกับการใช้ชีวิตรวมถึงทำงานอย่างราบรื่น ขั้นตอนถัดมาคือจะทำอย่างไร ให้บ้านจัดสรรหลังนี้สวยตรงใจทุกอย่าง

ทั้งสองสะสมความชอบจากการไปเที่ยวตามโรงแรม รีสอร์ตต่างๆ เก็บเล็กผสมน้อยมาวาดฝันแบบบ้านที่พวกเขาอยากอยู่

“เอาจริงๆ เวลาไปรีสอร์ต เราก็ไม่ได้ชอบแนวเดียว รู้สึกว่าตรงนี้ของที่นี่ก็สวย ลอฟต์ของที่นี่ก็เวิร์ก รีสอร์ตหนึ่งที่ปราณบุรีแนวโมร็อกโกก็ชอบ ด้านหลังที่ต่อเติมเลยอยากให้มันเปลือยเป็นโซนเวิร์กชอปแบบดิบๆ ไม่ต้องซ่อนไฟ ส่วนข้างในเราชอบฟีลไม้ๆ ข้างบนเราชอบรีสอร์ตนิ่งๆ หน่อย ของไม่เยอะ ทุกอย่างพยายามเกาะความเป็นไม้” ชายหนุ่มว่า

“ตอนไปบ้านคนอื่นหรือไปเห็นอะไรระหว่างทาง ถ้าชอบ อยากมีบ้านแบบนี้มั่งจัง จะมานั่งหาเรฟเก็บกันไว้ว่าจุดนี้แบบนี้ไหม เธอว่าไง มันเป็นการออกแบบทั้งคู่ช่วยกัน” หญิงสาวเสริม

บ้านจัดสรรจัดสวยของคู่รักโปรดักชัน ฮอลล์-กวาง มีทั้งที่ทำงานและโฮมคาเฟ่ของตัวเอง

ถ้าจะให้นิยามการตกแต่งบ้านของเขา คงใกล้เคียงความเป็น Japandi ที่เจ้าบ้านแอบไปศึกษาว่าความชอบเช่นนี้เรียกสไตล์อะไร 

ความเรียบง่าย อบอุ่น คือข้อดีของบ้านที่ผสานความเป็นญี่ปุ่นเข้ากับสแกนดิเนเวีย และยังดึงธรรมชาติเข้ามาอยู่ในบ้านผ่านสัจจะของพื้นผิว เลือกใช้สีแนวเอิร์ธโทน แต่ก็ไม่ลืมเติมสีสันผ่านเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเก๋ และเติมเส้นสายนิ่งๆ เข้าไปให้บ้านดูไม่เนี้ยบเกินไปนัก ที่สำคัญ เปิดพื้นที่ให้โปร่งโล่งแบบ Open Space พร้อมรับแสงอย่างทั่วถึงจากประตูหน้าต่างบานใหญ่

“เรารู้สึกว่าบ้านมันน่าจะเล่นได้หลายอย่าง ไม่ได้ชอบความกลมกลืนไปทั้งหมด ตรงนี้เป็นเจแปนดิ ตรงนี้เป็นมิดเซ็นจูรี่ พอเดินขึ้นไปก็จะตัดอารมณ์ เหมือนเราวุ่นวายจากข้างล่าง เข้าห้องนอน ก็เป็นการผ่อนคลายสำหรับเราสองคน ชอบอะไรน้อยๆ เลยใช้สีสงบๆ อย่างดำเทา พวกเฟอร์นิเจอร์ก็ใช้แบบไม่หนัก เคลื่อนย้ายง่าย ถ้าเบื่อเราก็เปลี่ยน ยกโซฟาไปข้างบน แล้วเปลี่ยนข้างล่างเป็นอาร์มแชร์ หมุนไปเรื่อยๆ ได้” ฮอลล์อธิบาย

ภาพ : วงศกร คล้ำมณี

Homemade

หนุ่มนักตัดต่อชอบแต่งบ้าน เขาเริ่มจากเล็กๆ อย่างห้องทำงานที่บ้านพ่อแม่ ขยับมาตกแต่งครัว ก่อนย้ายเข้าอพาร์ตเมนต์ก็จัดนู่นขยับนี่ตามประสา

“เราไม่เคยทำบ้านนะ พอทำปุ๊บ ปัญหาแม่งเยอะฉิบหายเลย ก็แก้มาเรื่อยๆ และรู้ลำดับขั้นตอน มันปวดหัวด้วยความเป็นบ้านจัดสรรเลยมีข้อจำกัดเยอะ ถ้าเราทุบต่อเติมส่วนใดไปส่วนนั้นๆ ก็จะหมดประกัน ก็เลยคุยกับอินทีเรีย ลองหาแบบที่มันไม่ต้องทุบ ก็ทำงานง่ายขึ้น”

ด้วยความที่บ้านเป็นทางเดียว มีโถงสี่เหลี่ยมโล่งยาว หากเป็นบ้านจัดสรรทั่วไป จะแบ่งโซนรับแขกกับทานอาหารด้วยโซฟาและชุดโต๊ะกินข้าว เมื่อพวกเขาตัดสินใจแยกโซนอาหารไปไว้ข้างหลัง ความยากคือ จะออกแบบอย่างไรให้ดูมีอะไร ใช้ตรงไหนเป็นจุดเด่น 

“ไหนๆ ก็ทำให้มันเพลนไปแล้ว ก็ทำให้มันดูสไตล์หน่อย ชอบความเป็นไม้ระแนง ก็เลยเอาระแนงไม้ตีแบ่งครึ่งกับสมาร์ทบอร์ดลนไฟ ที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นไม้ระแนงแบบต่อ ไม่ได้เป็นเส้นเดียวยาวๆ แบบนี้ นี่ช่างก็มาทำหน้างานเลย เอามาประกอบทีละชิ้น ข้างหลังก็ซ่อนห้องเก็บของกับห้องน้ำไว้” ฮอลล์ว่าพลางชี้ไปยังผนังระแนงไม้ จุดโดดเด่นที่สุดในห้องรับแขก

บ้านจัดสรรจัดสวยของคู่รักโปรดักชัน ฮอลล์-กวาง มีทั้งที่ทำงานและโฮมคาเฟ่ของตัวเอง
บ้านจัดสรรจัดสวยของคู่รักโปรดักชัน ฮอลล์-กวาง มีทั้งที่ทำงานและโฮมคาเฟ่ของตัวเอง

ข้าวของที่เห็นส่วนมากมาจากของเก่าเก็บในอพาร์ตเมนต์ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่ทั้งคู่เอฟมาจากร้านมือสองในอินสตาแกรม บางชิ้นก็สั่งมาจากต่างประเทศ อย่าง Togo โซฟาสีเขียวเข้มและสีเหลืองสด

“รู้หมดว่าร้านไหนจะลงของเมื่อไหร่ บางทีถึงเวลาก็รีบเปิดเข้ามารีเฟรชรอ” เขาเล่าขำๆ

“เรารู้สึกว่าถ้ามีบ้านต้องใช้ชีวิต ใช้ของทุกอย่างจริงๆ เราจะไม่มีของประเภทมีไว้ทำไรอะ ดราฟต์แรกที่อินทีเรียทำมาหรูเลย มีบาร์ด้านหลัง มีโต๊ะกินข้าว โคมไฟตรงกลาง ไม่ค่อยโฮมมี่เท่าไหร่ รู้สึกว่าอยู่จริงไม่ได้ แต่บ้านจัดสรรมันโดนกำหนดมาแล้ว เอาจริงๆ มันแต่งยากมาก เราเคยคิดกันนะว่าบ้านมือสองไหม (ฮอลล์ : กลัวของแถม (หัวเราะ)) แต่เราก็กลัวการทำใหม่ทุกอย่าง ระบบน้ำ ระบบไฟ แล้วเราจะเหนื่อยกับการทำบ้านหนักมาก ซึ่งหลังนี้เราอยู่ทุกขั้นตอนกันทั้งคู่ ตั้งแต่หาแบบเอง เข้ามาดูช่างเองทุกอย่าง” กวางเล่าต่อ

บ้านจัดสรรจัดสวยของคู่รักโปรดักชัน ฮอลล์-กวาง มีทั้งที่ทำงานและโฮมคาเฟ่ของตัวเอง

“ใจเราอยากทำบ้านจัดสรรให้ดูเก๋ด้วยนะ เพราะมันทำยากเหมือนกัน แล้วเราก็มองภาพไม่ออก อย่างของกระจุกกระจิก เช่น โต๊ะกลางหน้าโซฟา วางยังไงก็รู้สึกไม่เข้า เราไม่รู้ว่าจะใช้ทรงไหนมั้ง กับพรม เราไม่แน่ใจว่าบ้านมันต้องมีพรมหรือเปล่า จะซื้ออยู่ละ ไปถึงจุดจ่ายตังค์แล้วก็ไม่เอาดีกว่า ตอนแรกบ้านมันโล่งกว่านี้อีก เลยลองเอา Balance Board มาวางเล่นดูเฉยๆ มองแล้วเก๋ดีว่ะ ทิ้งไว้เวลาใครอยากเล่นมาก็ได้

“พอมาถึงจุดนี้ก็โอเคนะ แต่งจากสิ่งที่มี เพราะทั้งชีวิตก็แต่งมาจากแบบนั้น รู้สึกว่าไม่เคยทำบ้านที่เริ่มจากศูนย์ ง่ายๆ คือยังไม่มีตังค์” หนุ่มเจ้าบ้านเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

บ้านจัดสรรจัดสวยของคู่รักโปรดักชัน ฮอลล์-กวาง มีทั้งที่ทำงานและโฮมคาเฟ่ของตัวเอง

นอกจากจุดโฟกัสต่างๆ ดีเทลของบ้านหลังนี้ยังอยู่ที่การจัดแสงด้วยเลนส์ของนักทำหนังโฆษณา

“การจัดไฟก็สำคัญกับมู้ดบ้าน ตอนดึกๆ เราไม่อยากให้แสงมันเยอะมาก เลยยิงขึ้นข้างบนให้แสงมันนุ่มลง เกิดลายที่ทำให้ฝ้าดูไม่เรียบ แล้วก็เลือกโคมไฟให้เหมาะ”

และหากเปิดไฟหลังไม้ระแนงก็จะเห็นเส้นแสงกระทบบนพื้นเป็นอีกกิมมิกที่บังเอิญอย่างตั้งใจ

บ้านจัดสรรจัดสวยของคู่รักโปรดักชัน ฮอลล์-กวาง มีทั้งที่ทำงานและโฮมคาเฟ่ของตัวเอง

เมื่อขึ้นไปยังชั้น 2 ดูเหมือนว่าแนวทางการตกแต่งจะเปลี่ยนอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ภายในห้องทำงาน เลือกใช้สีเคร่งขรึมด้วยต้องใช้สมาธิและมีผลต่อการมองจอตัดต่อ ข้างๆ มีที่นั่งริมหน้าต่างสำหรับเปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเส้นสาย หรือวันไหนเหนื่อยก็ไว้งีบเอาแรง ส่วนด้านล่างเป็นลิ้นชักเก็บของได้อีกฟังก์ชัน

บ้านใหม่ที่หยิบจับของเก่าเก็บหลากสไตล์มาจัดแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน จนใครๆ ก็ทักว่าเป็นบ้านของทั้งคู่จริงๆ
บ้านใหม่ที่หยิบจับของเก่าเก็บหลากสไตล์มาจัดแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน จนใครๆ ก็ทักว่าเป็นบ้านของทั้งคู่จริงๆ

ถัดไปเป็นห้องนอนที่ขอให้สงบเงียบ มีของน้อยชิ้นที่สุด และเหมาะสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง ส่วนตู้เสื้อผ้าใช้ไม้ระแนงแทนหน้าบาน ล้อไปกับดีไซน์ข้างล่าง

“ตรงผนังที่มีสีเขียวอยู่ ตอนแรกต้องทาสีเทาเดียวกัน พอเห็นเขาทารองพื้นสีเขียว สวยดีว่ะ เลยบอกพี่เอาไว้อย่างงี้แหละ ถ้าจะทาทับก็ทาเป็นสีเขียวนี้นะ” เขาเล่าข้อดีอีกอย่างของการเข้ามาดูบ้านเองบ่อยๆ ก็จะเกิดไอเดียปรับเปลี่ยนได้ตลอด

บ้านใหม่ที่หยิบจับของเก่าเก็บหลากสไตล์มาจัดแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน จนใครๆ ก็ทักว่าเป็นบ้านของทั้งคู่จริงๆ

Flexible Home

บ้านหลังนี้ยืดหยุ่นกับการใช้ชีวิต พอๆ กับการทำงานในสายโปรดักชันของฮอลล์และกวาง 

“พอแยกโซนรับแขกกับกินข้าวออกจากกันแล้ว เราว่ามันโอเคนะ เป็นสัดส่วน สมมติถ้าเพื่อนเรามา แล้วพ่อแม่เรายังอยู่ในบ้าน ก็แบ่งโซนกันอยู่ได้”

บ้านใหม่ที่หยิบจับของเก่าเก็บหลากสไตล์มาจัดแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน จนใครๆ ก็ทักว่าเป็นบ้านของทั้งคู่จริงๆ

“และบ้านนี้มีข้อดีตรงที่มันเหมาะกับงานแบบเรา ถ้าเราไม่อยากอยู่ในห้องทำงานอย่างเดียว ขั้นตอนการเตรียมงานที่ไม่ต้องการความจริงจังหรือความสงบ ก็แบกคอมลงมานั่งโซฟา คุยกับลูกค้า ไปนั่งข้างหลัง ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราไปเปิดห้องเช่าแบบวันสองวันขายงานลูกค้า พอมีโควิดเลยต้องมาขายที่บ้านบ้าง ผู้กำกับมานั่งที่บ้าน เราก็มีห้องรับรองเขา ห้องรับแขกก็เป็นโซนรับรองลูกค้าได้ 

“ส่วนด้านหลัง เราอยากมีโซนสังสรรค์ ทำเครื่องดื่มเองแทนการออกไปข้างนอก ในอนาคตก็มีแพลนทำเป็นร้านกาแฟ Backyard ให้ทำส่งในหมู่บ้านง่ายๆ เป็นรายได้เสริม” 

ฮอลล์เล่าอย่างสนุกก่อนกวางจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างว่า พื้นที่สันทนาการด้านหลังคือโซนโปรดที่สุดของเธอ และยังเต็มไปด้วยข้าวของที่บ่งบอกความเป็น ‘กวาง’ ทุกชิ้น เช่น งานหวาย ภาพวาด ผ้าปักหลากสีสันลวดลายจัดจ้าน และสวนครัว

บ้านใหม่ที่หยิบจับของเก่าเก็บหลากสไตล์มาจัดแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน จนใครๆ ก็ทักว่าเป็นบ้านของทั้งคู่จริงๆ
บ้านใหม่ที่หยิบจับของเก่าเก็บหลากสไตล์มาจัดแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน จนใครๆ ก็ทักว่าเป็นบ้านของทั้งคู่จริงๆ

“ส่วนใหญ่ใครมาก็จะชอบเข้ามาอยู่ส่วนนี้กัน เราเลยติดอยู่ข้างหลัง แล้วเราเป็นคนชอบอยู่หลังบ้าน ได้มองสวน เห็นต้นไม้ ได้ทำอะไรอยู่ตรงนั้น และมันเป็นส่วนตัวสำหรับเรา ช่วงที่ผ่านมาเราไม่ได้ออกบ้านเลย ทำงานก็ทำจากที่บ้าน จากที่เราชอบดื่มกาแฟ กินชา เลยบอกตัวเองว่าหาสิ่งที่ชอบมาทำเองดีกว่า

“เราทำโรงเรือนเพาะต้นอ่อน กะไว้ปลูกผักกินจริงๆ เคยคิดว่าถ้ามีบ้านของตัวเองก็อยากมีผักสวนครัวด้วย แปลงเล็กๆ เป็นผักที่เราใช้บ่อย มะกรูด ตะไคร้ กะเพรา ทดลองปลูกผักบุ้ง ผัดสลัด พวกเรดโอ๊ค ผักกาดหอม มันทำรู้สึกว่าจริงๆ เราก็ปลูกได้ พอได้กินก็รู้สึกภูมิใจจัง เราอยากทดลองทำน้ำหมักด้วย พยายามทำตามที่เขาบอกว่าทำแบบนี้ๆ อยู่”

บ้านใหม่ที่หยิบจับของเก่าเก็บหลากสไตล์มาจัดแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน จนใครๆ ก็ทักว่าเป็นบ้านของทั้งคู่จริงๆ
ภาพ : วงศกร คล้ำมณี

Grace-filled Home 

บ้านหลังนี้พวกเขาซื้อเมื่อกันยายนปีที่แล้ว ใช้เวลาต่อเติมนานกว่าที่คิดเพราะติดช่วงโควิดพอดี เลยเพิ่งเข้าอยู่จริงได้ประมาณครึ่งปี เมื่อได้ย้ายมาอยู่ในบ้านที่มีพื้นที่และใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ และอาจเกินสำหรับกวาง กิจวัตรประจำวันจึงเปลี่ยนตาม

“เราว่ามันทำให้ตื่นมาแล้วรู้สึกว่ามีอะไรทำมากขึ้น มีเป้าหมาย เมื่อก่อนอยู่อพาร์ตเมนต์เล็กๆ ตื่นมาไม่รู้จะทำอะไรก็ไถมือถือ พอได้ตื่นเช้าขึ้นก็ลงมารดน้ำต้นไม้ เมื่อก่อนเราปลูกต้นไม้ไม่เป็นเลยนะ นี่ก็รู้จักดิน เมื่อก่อนก็ทำขนมปังกันไม่เป็น” นักตัดต่อเจ้าของบ้านว่าก่อน

“ถ้าไม่ได้ไปงานกองถ่าย ส่วนใหญ่อยู่บ้านนี้จะตื่นเช้า ลงมาที่ครัว ถ้าวันไหนฮอลล์อยู่เราก็จะทำอาหารเช้าให้เขา ตื่นมาก็ทำหน้าที่แม่บ้านปกติ ซักผ้า พอมีพื้นที่ก็ได้ทำอาหาร อบขนม ดูผักนิดหน่อย ช่วยรดน้ำต้นไม้ ถ้าฮอลล์วุ่นจะไม่ลงมาจากห้องเลย อยู่บ้านจะไม่ค่อยอยู่นิ่งหาอะไรทำได้ทั้งวัน เห็นอะไรที่ไม่ค่อยเรียบร้อยไม่ได้ แอบขี้บ่นหน่อยๆ เพราะชอบความเป็นระเบียบ (หัวเราะ)” สไตลลิสต์สาวว่าบ้าง

“แต่เราชอบความเป็นระเบียบนะ เห็นอะไรรกๆ ไม่ได้ ด้วยงานด้วยแหละ มันค่อนข้างละเอียด กวางก็ควบคุมความละเอียดอีกที” เขารีบเสริมขำๆ นับเป็นความโชคดีที่มีนิสัยคล้ายกัน ณ จุดนี้

แม้จะมีความชอบกันคนละอย่าง มีโซนที่เป็นตัวตนของแต่ละคน มีสิ่งที่ฟังแล้วอดยิ้มตามไม่ได้ คือการปรับจูนให้อยู่ร่วมกันได้อย่างน่ารัก 

“ส่วนใหญ่ใครมาบ้านก็จะบอกว่าชอบตรงที่บ้านหลังนี้มันเห็นชัดว่าเป็นเราสองคนจริงๆ ตอนแรกคิดว่าจริงหรอ แต่พอมองไปก็จริง เพราะมันเป็นของที่เราเลือกเองแทบทุกชิ้น ที่เถียงกันก็จะมีพวกเรื่องของ เรื่องเฟอร์นิเจอร์มากกว่า ฮอลล์เขาก็จะชอบอีกแบบ เราจะชอบอีกแบบ ข้างหลังก็เป็นเรา ส่วนห้องทำงานก็ยกให้เป็นตัวเขา ขรึมๆ ต้องมีมาดนิดหนึ่ง เราก็จะให้กัน”

บ้านใหม่ที่หยิบจับของเก่าเก็บหลากสไตล์มาจัดแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน จนใครๆ ก็ทักว่าเป็นบ้านของทั้งคู่จริงๆ
บ้านใหม่ที่หยิบจับของเก่าเก็บหลากสไตล์มาจัดแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน จนใครๆ ก็ทักว่าเป็นบ้านของทั้งคู่จริงๆ

บทสนทนาเคล้าเสียงหัวเราะลื่นไหลไปเรื่องอื่นสักครู่ เสียงสิปางเห่าดัง เหมือนเตือนว่าถึงเวลาแยกย้ายก่อนหมดวัน 

บ้านหลังนี้พวกเขาว่ามันอาจไม่ใช่บ้านหลังสุดท้าย แต่มันเป็นบ้านหลังแรกที่ทำให้รู้สึกภูมิใจว่า “เราก็ทำได้นี่หว่า มองไปทางไหนก็เป็นสิ่งที่เราสร้าง ลงมือทำ” เป็นบ้านที่ได้เกิดการเรียนรู้ครั้งใหม่ “รู้ว่าระบบอะไรเป็นยังไง ผิดตรงไหนก็จำ ตรงไหนที่จะต้องเตรียมอะไรละเอียดกว่านี้ ก็มีอุทาหรณ์แล้ว”

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล

ชอบถ่ายรูป แต่ชอบฟังนักเขียนขณะสัมภาษณ์มากกว่า

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

นั่งจิบชากลางอากาศ เข้าห้องน้ำที่ไม่มีประตูและผนังกั้น แผ่นสังกะสีที่กลายเป็นฝ้าเพดานสูงโปร่ง เฟรมไม้ขนาดใหญ่นับสิบเฟรมวางตั้ง ผนังที่ลอกลายไม่เสร็จ แผ่นทองบนพื้นปูน วีดิโอซึ่งรันวนไปมาด้วยเรื่องเดิมรอบแล้วรอบเล่า ถ้วยชาบนท่อนไม้เปลือยเปล่าหน้ากระจกเงา และหนังสือเล่มหนาที่ไม่มีตัวอักษร ฯลฯ 

เราจะนิยามสิ่งเหล่านี้ว่าอะไร

ศิลปะ?

คนที่จะบอกเล่า อธิบายทั้งหมดได้ดีที่สุด ไม่ใช่ใครนอกจาก คามิน เลิศชัยประเสริฐ ศิลปินผู้สร้างและวางคอนเซ็ปต์งานในอาคารไม้รูปทรงบ้าน ท่ามกลางหมู่ไม้ย่านวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่แห่งนี้  

ผู้สนใจงานศิลปะ ลูกศิษย์ลูกหา หรือศิลปินหลายคนอาจเคยรับรู้มาก่อนว่า อาคารหลังนี้เคยเป็นสตูดิโอทำงานของคามิน  ทว่าปีนี้เขาปรับเปลี่ยนและรีโนเวตที่ทำงานศิลปะของตัวเองให้กลายเป็นพื้นที่แสดงงานในโปรเจกต์ยาว 5 ปีที่มีชื่อว่า ‘Self Enquiry’ (สอบถามตนเอง) 

ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31 (สำนักงาน) หรือ 31st Century Museum of Contemporary Spirit (office)  

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

เพราะปลวกกัดกินโครงไม้ให้หล่นร่วง โครงการศิลปะ ‘สอบถามตนเอง’ จึงเกิดขึ้น  

“มันมาจากความบังเอิญ คือผมนั่งทำงานอยู่ตรงนี้เนอะ (ชี้ตรงพื้นที่ว่างติดผนังหน้าจอโปรเจกเตอร์ที่กำลังฉายภาพยนตร์ The Bardos of Living and Dying หนึ่งในโปรเจกต์งานแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ เดิมที่ตรงนี้คือมุมทำงานศิลปะของเขา) แล้วไม้มันก็ตกลงมา ผมสงสัยว่าอะไรเลยเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบน ไม้ของโครงหลังคามันร่วง มันบิด มันผุเพราะปลวกกิน และทำท่าจะหล่นอีกหลายอันเลย ตอนนั้นรู้สึกว่าเราต้องแก้ไข ต้องรีโนเวตหลังคาแล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังไม่ได้คิดโปรเจกต์อย่างนี้ คือที่เห็นนี่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาเมื่อเราคิดกับมันมากขึ้น คิดว่าแทนที่จะแค่ซ่อมหลังคา เราทำเป็นงานของเราโดยหาความร่วมมือจากแกลเลอรีที่สนใจก็น่าจะดี มันเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ใช่แค่ทางสุนทรียะอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของฟังก์ชัน เศรษฐกิจ และทุกอย่าง” 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ
พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

หากมองเฉพาะโครงสร้าง อาคารหลังนี้ดูไม่เปลี่ยนมากนัก แต่หากเข้ามาด้านในจะเห็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่จนไม่เหลือเค้าเดิม เขารื้อห้องพักผ่อนชั้นบนและบันไดวนกลางอาคารออก ห้องน้ำที่เคยกั้นสัดส่วนถูกดีไซน์และตีความใหม่ และเมื่อเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน จะพบห้องน้ำเปิดโล่ง ไม่มีผนังและประตูปิดกั้น ต่อด้วยทางเดินแคบที่นำไปสู่ห้องทำงาน ระหว่างทางเป็นมุมนั่งดื่มชาบนพื้นกระจกใสที่มองทะลุลงไปยังพื้นด้านล่างได้เต็มตา ขณะที่ตัวอาคารซึ่งเคยเป็นพื้นที่นั่งคิดงานและทำงานศิลปะของคามิน ยังคงเปิดสเปซให้โล่งโปร่ง ทว่าเนื้อหาด้านในตัวอาคารบรรจุงานแสดงมากมาย ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยความหมายและสะท้อนความคิดของศิลปิน  

หลังคากระเบื้องโบราณเปลี่ยนวัสดุเป็นเมทัลชีท ใช้แผ่นสังกะสีให้เป็นฝ้าเพดานปิดฉนวนและยิปซั่มกันความร้อน ผนังกำแพงที่เคยทาสีดำถูกขัดออกแต่ยังคงร่องรอยบางส่วน นั่นกลายเป็นส่วนของงานแสดงด้วยเช่นกัน 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ
พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“โครงสร้างเหมือนเดิม เปลี่ยนแค่วัสดุ อย่างการใช้เหล็ก สังกะสี เมทัลชีท หรือกระจก ทางสถาปัตยกรรมอาจมองว่ามันแปลกแยกกับอาคารแบบนี้ ถ้าใช้ไม้ก็จะดูสวย ซอฟต์ และกลมกลืน แต่ผมอยากใช้วัสดุที่อยู่ในยุคของมัน 

“เหมือนเวลาทำงานศิลปะ ผมชอบทำอะไรกับของร่วมสมัย หลังคานี่ถ้าคุณดูดี ๆ เป็นโครงเหล็ก ผมก็ไม่พยายามปกปิดให้เหล็กเหมือนไม้หรือให้ดูเรียบร้อย แต่ให้มันแสดงความเป็นเหล็กไปเลย ผมได้ความคิดมาจากการซ่อมถ้วยใบนี้ (ชี้ถ้วยชาที่มีรอยแตกเคลือบด้วยแผ่นทอง งานอีกชิ้นหนึ่งที่จัดแสดง)  มันโชว์ความต่างของวัสดุ เพื่อให้เคารพความเป็นเนื้อแท้ของมัน”

คามินอธิบายเชื่อมโยงไปถึงงานแสดงถ้วยชาใบที่วางในกล่องใส และตั้งอย่างโดดเด่นเห็นได้ชัดบนท่อนไม้ด้านหน้ากระจก 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“ถ้าคุณเข้ามาปุ๊บ ไฟจะติดส่องสว่างที่ถ้วยตรงนี้ สำหรับผมแล้ว นี่คืองานที่คิดว่าจะเป็นบทสรุปความคิดของ Self Enquiry ทั้งหมด เหมือนการทำงานศิลปะของผมทั้งชีวิต ทำให้ผมเข้าใจว่าศิลปะคืออะไร อาจจะถูกหรือผิดก็ไม่รู้นะ แต่โดยส่วนตัวผม ผมชัดเจนขึ้น ถ้วยใบนี้ให้ความหมายกับผมมากที่สุดในการเป็นตัวแทนประสบการณ์ คือ ถ้าถ้วยแตก ผมก็ซ่อมโดยยังไม่ได้คิดอะไร แต่ต่อมาจึงรู้ว่าการซ่อมแบบนี้ เรียกว่า คินสึงิ (Kintsugi) แทนที่จะปกปิดรอยแตกด้วยการซ่อม แต่เราใช้แนวคิดปรัชญาคินสึงิที่พยายามโชว์ข้อบกพร่องแทนการปกปิด ตรงนี้เป็นความงามและการสร้างสรรค์อีกมุมหนึ่ง โดยเอาทองไปสร้างลวดลายใหม่ให้ตรงรักที่เราเชื่อมรอยแตก

 “เหมือนชีวิตที่มีความผิดพลาดหรือความไม่ดีในอดีต แล้วเราพยายามมองให้เป็นประสบการณ์ที่ดี มองให้เป็นแง่มุมที่สวยงาม เป็นบทเรียน ผมว่าอันนี้มันกระทบใจผมมาก พอเข้าใจความหมาย ก็รู้สึกได้เลยว่าศิลปะทั้งหมดที่เราทำหรือเรียนรู้มามันคือตัวนี้นี่เอง ทำให้เราเข้าใจชีวิต เข้าใจสังคม เข้าใจโลก เหมือนเราทำงาน อาจจะดูน่าเกลียด แสดงออกอะไรไม่เหมาะสม แต่จริง ๆ มันคือการสร้างสมดุลในชีวิตอันนี้คือความงามในแง่มุมของศิลปิน ซึ่งคนอื่นอาจคิดว่าไม่งามหรือรับไม่ได้ คล้ายกับรอยแตกของถ้วย 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“สำหรับผม นี่คือการทำความเข้าใจศิลปะ ผมเลยทำเป็นตัวติดตั้งถาวรในโปรเจกต์ 5 ปี ผมอธิบายแนวคิดนี้และวาบิซาบิให้ศิลปินรุ่นน้องที่ชื่อมนตรีฟัง แล้วเอาท่อนไม้ให้ เขาก็ทำฐานวางถ้วยใบนี้ให้ผม เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมชาติ และการถูกเกลาเนื้อไม้จนเนี้ยบขึ้นถึงด้านบน นี่จึงเป็นความงามทั้งจาก Nature made และ Man made”

คามินเล่าว่าโปรเจกต์ตรวจสอบตัวเองนี้ เขาวางแผนทำหนังสือตลอดระยะเวลาแสดงงาน 5 ปี ซึ่งเขาจะมองย้อนไปวิเคราะห์งานแสดงที่ผ่านมาแล้วนำมาตีความใหม่ และทำงานร่วมกับศิลปินอื่น ๆ ที่เขาสนใจ อาทิ ภาพยนตร์เรื่อง บาร์โด ที่เขาร่วมงานกับศิลปิน Sonoko Prow และเป็นงานเปิดชิ้นแรกของพื้นที่นี้ หรืองานชิ้นต่อไปกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักสร้างสรรค์ศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวเพื่อการสื่อสารและบำบัดจิตใจ เป็นต้น 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“ผมจะเขียนหนังสือ 5 ปีเกี่ยวกับกลศาตร์สุนทรียะ (Aesthetic Mechanics) ว่าสุนทรียศาสตร์ทำงานกับมนุษย์ยังไง มีผลกับมนุษย์ยังไง หรือจริง ๆ แล้วมันคืออะไรในทรรศนะของผม ผ่านการวิเคราะห์การทำงานในอดีต อันนี้คือโชว์แรก ปีหนึ่งตั้งใจไว้ว่าจะมี 3 – 4 โชว์ เปลี่ยนไปในทุก ๆ 3 – 4 เดือน แต่มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนค่อย ๆ มาเติม แต่ละโชว์ก็จะเป็นหนึ่งบทของหนังสือ”

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

ความว่างคือรูป รูปก็คือความว่าง 

บ้านคือความว่างและความว่างก็คือบ้าน 

หลังจากได้ฟังคำอธิบายที่มาที่ไปของงานศิลปะชุดหนึ่งในโครงการสอบถามตนเองของคามิน ชื่อของต้นฉบับเรื่องนี้ก็ปรากฏขึ้นทันที 

แนวคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของเขาสอดคล้องร้อยรัดไปกับแนวคิดทางศิลปะอย่างแยกกันไม่ออก เนื้อหาบางส่วนที่คามินอธิบาย Self Enquiry มีว่า

“…ศิลปะคือกระบวนการทำความเข้าใจตนเอง สังคม และธรรมชาติ แม้ว่าผมเริ่มรู้จักมัน แต่ก็ไม่แน่ใจนัก”

“โครงการสอบถามตนเองจึงเกิดขึ้นเพื่อเรียนรู้และตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อเป็นบทสรุปความเข้าใจให้ลึกซึ้ง ผ่านการวิเคราะห์เจาะลึกผลงานศิลปะของผมในอดีต คู่ขนานไปกับความรู้ทางประวัติศาสตร์

ในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น ปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ จิตวิทยาเชิงวิเคราะห์ เป็นต้น โดยนำมาช่วย

ในการตีความใหม่ เพื่อสร้างสรรค์สภาวะการรับรู้ใหม่หรือภาษาใหม่ ในการสื่อสารและทำความเข้าใจ

ร่วมกันกับสังคม ด้วยการรื้อถอนโครงสร้างคุณค่าของศิลปะหรือสุนทรียะ ทำให้เราเข้าใจการสร้างสรรค์

(กลไกสุนทรียะ) และการทำงานของจิตใจ ในการรับรู้ความงามของชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม”

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

นิทรรศการ ‘รูปคือความว่าง-ความว่างก็คือรูป’ เป็นสภาวะเชื่อมต่อ (Bardo) คือความว่างระหว่างความตาย (อดีต) กับการเกิดใหม่ (อนาคต) เป็นนิทรรศการสุดท้ายหรือนิทรรศการที่ 4 ของ การรับรู้ที่บริสุทธิ์ (Pure Perception) แต่เป็นนิทรรศการแรกเริ่มของโครงการสอบถามตนเอง ซึ่งเริ่มจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31 (สำนักงาน) ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565 ต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลา 5 ปีโดยประมาณ

“จุดประสงค์หลักก็เพื่อทำความเข้าใจตนเองในส่วน ที่บางโอกาสอาจเป็นกระจกให้ผู้อื่นตระหนักถึงคุณค่าหรือสภาวะที่แท้ของชีวิต นั้นก็แล้วแต่ว่าโชคชะตาจะนำพาคุณประโยชน์ในการดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีสติที่สุดแห่งจิตบริสุทธิ์และความจริงใจ ที่เกิดจากการค้นพบสัจจะภายในและปัญญาที่มีอยู่แล้วในตน” 

ความว่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เราสัมผัสได้และแทบไม่ต้องใช้คำอธิบายใด ๆ ทว่ากลับชัดเจน คือ ‘รูปทรงของที่ว่าง’ หรือประติมากรรมหลังคา เพราะมีความว่างจึงมีรูปทรง ซึ่งคามินบอกว่า “เราไม่ได้ออกแบบรูปทรง แต่เราออกแบบพื้นที่ว่างที่จะใช้สอย” 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

นั่งจิบชากลางอากาศ

คามินกับถ้วยชา การดื่มชา บทสนทนา และการทำงานศิลปะเพื่อเข้าใจตนเอง คือเรื่องที่แยกจากกันไม่ขาด ดังนั้น บ้าน ในนามของพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของเขา ย่อมต้องมีมุมดื่มชาให้ได้เยี่ยมเยือน และนั่งลงจิบชาสนทนาเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีรสชาติไม่แพ้รสชาชั้นดี   

แต่การจิบชาในครั้งนี้ ดูราวกับการนั่งอยู่กลางอากาศ ด้วยว่าพื้นนั่งที่รองรับนั้นกรุกระจกใสมองทะลุถึงชั้นล่าง

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“เดิมทีตรงนี้จะเป็นที่โล่งดับเบิ้ลสเปซจากชั้นล่างขึ้นมา แต่ในที่สุดผมบอกสถาปนิกว่า ขอเปลี่ยนดีไซน์มาเป็นที่ดื่มชาโดยเปิดพื้นที่ให้โล่ง ผมได้ไอเดียจากห้องดื่มชาหรือ Tea Ceremony ของริคิว (Sen no Rikyu) คือผมทำงานเรื่อง Tea House และถ้วยชามานาน ถ้าจำไม่ผิดราว 400 – 500 กว่าปีที่ริคิวออกแบบห้องดื่มชาให้มีแต่ผนัง ประตูทางเข้าเล็ก ๆ ดังนั้น ทุกคนไม่ว่าจะโชกุนหรือซามูไรก็ต้องก้มหัวและวางดาบก่อนเข้าไปด้านใน Tea House ซึ่งการก้มเข้าไปก็คือการทำให้อ่อนน้อมถ่อมตน เข้าไปอยู่ในห้องมืด ๆ เพราะไม่มีหน้าต่าง อาจจะมีรูปเขียนหรืออะไรเล็ก ๆ แล้วดื่มชากัน และไม่มีการพูดคุยกันในพิธีชงชา นั่นคือวิธีกลับไปหาความเป็นหนึ่งเดียวกับความสงบภายใน รวมถึงความเป็นธรรมดาของมนุษย์ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“ผมเอาคอนเซ็ปต์นี้มา Deconstruction คือทำตรงข้ามทุกอย่าง ไม่มีประตู ไม่มีผนัง ไม่มีพื้น ผมคิดว่ามากกว่าครึ่งไม่กล้าเข้ามา เพราะกลัวที่มันไม่เห็นพื้น กลัวว่ากระจกจะแตก ทุกคนจะหวาดกลัวไม่อยากเข้ามานั่ง เพราะว่าภาพจำที่เรามีอยู่กับพื้นที่ว่างมันน่ากลัว ไม่มั่นคง และความรู้สึกอย่างนี้เป็นการจำลองสังคมปัจจุบันของเราที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่เราไม่รู้ตัวเพราะเคยชิน” 

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อครั้งยังอยู่นิวยอร์ก ทุกอย่างทำให้เรียนรู้ว่าต้องระแวดระวังและหวาดกลัว เขาจึงเข้าใจได้ว่าความหวาดกลัวนั้นฝังลึก และหากไม่สังเกตจะไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจ 

“ผมเคยอยู่นิวยอร์กในยุค 90 ซึ่งมันเลวร้ายมาก เรากลัวโดนจี้ กลัวโดนทำร้าย ผมจึงเข้าใจสังคมปัจจุบันที่คนหวาดกลัว เพราะมีความรู้สึกไม่มั่นคง หวาดระแวงเมื่อต้องเข้ามานั่งในนี้ ซึ่งผมก็พยายามจัดให้รู้สึกรีแล็กซ์ที่สุดทุกอย่าง ตั้งแต่ดีไซน์เรื่องถ้วย ไม่อยากให้ถ้วยใหญ่ ต้องรีบกินรีบใช้ ผมลดสเกลทุกอย่างให้คนที่นั่งดื่มได้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ได้ใช้เวลาด้วยกัน ผมออกแบบพื้นที่ให้มีความเปิดเผย เมื่อนั่งไปเรื่อย ๆ ความกลัวหรือความเคยชินจะค่อย ๆ หายไป 

“ในขณะที่ Tea House ของริคิว คือกลับเข้าไปหาความสงบส่วนตัว ส่วนผมนั้นกลับกัน เริ่มสิ่งที่ตรงข้ามกับริคิว คือ เข้าไปหาจริงโดยใช้ความระแวงหวาดกลัว ความไม่มั่นคง ความเปิดเผย ไม่มีความลับ ผมคิดว่าความจริงมันอยู่บนยอดเขา เราขึ้นได้หลายทาง ดังนั้น ผมจะขึ้นอีกทางหนึ่ง เพราะทางนั้นมีคนอื่นทำมาแล้ว”

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

พิพิธภัณฑ์รูปทรงบ้านที่บรรจุงานศิลปะมากกว่า 7 ชิ้น

ผนังด้านหนึ่งของอาคารติดภาพและคำอธิบายแปลนการใช้พื้นที่ ซึ่งระบุถึงงานที่จัดแสดง 7 ชิ้น ภายใต้ชื่องานครั้งนี้ว่า ‘ความว่างคือรูป รูปก็คือความว่าง’  ได้แก่ 1. กลศาสตร์สุนทรียะ (หนังสือ) 2. ก่อนที่คุณยายเกิดหน้าตาคุณเป็นอย่างไร (ถ้วยชา, กระจกเงา) 3. การรับรู้ที่บริสุทธิ์ (จิตกรรม) 4. รูปทรงของเวลา (จิตรกรรมฝาผนัง) 5. รูปทรงของที่ว่าง (ประติมากรรมหลังคา) 6. กลุ่มดาว (พื้น) และ 7. บาร์โดของการมีชีวิตและการตาย (ฟิล์ม)

คามินบอกว่า แท้จริงแล้วในพื้นที่แห่งนี้มีงานศิลปะมากกว่า 7 ชิ้นที่ได้เขียนไว้ แต่จะเป็นอย่างไรนั้น อยากให้ผู้เข้าชมลองตีความหรือสัมผัสด้วยตนเอง หรือหากได้พบกับศิลปิน ก็อาจแลกเปลี่ยนหรือสอบถามได้โดยตรง เชื่อว่าจะเต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนทางศิลปะ ซึ่งต้องนำไปขบคิดหรือทบทวนทั้งผลงานที่เห็นตรงหน้า และแนวคิดต่าง ๆ จะย้อนกลับมาพูดคุยกับตนเองหลังได้ดูงานของศิลปินท่านนี้ 

ยกตัวอย่างแนวคิดในการทำงานศิลปะที่ชื่อว่า กลุ่มดาว หรือ Galaxy ที่วงเล็บด้านหลังว่า ‘พื้น’ ที่มาของงานชิ้นนี้ เกิดจากรอยซ่อมพื้นที่ต้องทาด้วยปูนพิเศษ ทำให้เกิดสีดำแปลกแยกกับพื้นปูนขัดมัน ดังนั้น จึงนำทองมาแปะตามรอยซ่อม ซึ่งมาจากแนวคิดการซ่อมถ้วยชาในศิลปะแบบคินสึงิ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

หรืองานศิลปะบนฝาผนังในชื่องานว่า รูปทรงของเวลา คามินอธิบายงานว่าเดิมผนังนี้ทาด้วยสีดำ พอรีโนเวตอาคารจึงขัดสีดำออก ขณะที่ช่างกำลังลอกสีดำออก เขาก็มองเห็นความงามที่เกิดขึ้น 

“ผมเข้ามาดูการรีโนเวตทุกวัน วันนั้นขณะช่างทำงาน เราเห็นรูปทรงของเวลาที่เกิดขึ้นบนผนังนี้  เพราะเราเห็น ‘เวลา’ เป็นภาพไม่ได้ แต่เห็นผ่านร่องรอยของประสบการณ์ ส่วนผนังตรงข้ามผมก็ทำให้เรียบ ๆ เพื่อให้เกิดการสื่อสารกัน เหมือนหยิน-หยาง ถ้าไม่มีความเรียบก็ไม่เห็นความหยาบ และจริง ๆ แล้วกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็คืองานอีกหนึ่งชิ้นด้วย 

“ส่วนหนังสือที่วางเอาไว้ข้างหน้าก็เป็นตัวแทนว่า อีก 5 ปีจะเป็นหนังสือที่พิมพ์ประสบการณ์แบบนี้ทั้งหมดไว้ด้านใน จริง ๆ มันมีมากกว่า 7 แต่ 7 ชิ้นเป็นสิ่งที่เราโฟกัสหรือสื่อสารกับคนดูได้ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“งานปัจจุบันที่ผมโชว์ที่กรุงเทพฯ ชื่อ Pure Perception หรือการรับรู้ที่บริสุทธิ์ (จิตกรรม) ซึ่งผมแสดงไปแล้ว 3 ที่ ที่นำทองแกลลอรี ที่ ATTA Gallery และที่หอศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และยังเหลือ 10 รูปผมมาแสดงที่นี่ ชิ้นงาน Pure Perception เป็นกระบวนการเรียนรู้ว่ามันคืออะไร พอทำไปรูปที่ 90  ผมรู้สึกว่าการแสดงออกแบบนี้เป็นปัจจัตตัง การถ่ายทอด การบอกกล่าว หรือการสื่อสาร ไม่เป็น Pure Perception ผมเลยหยุดเขียนรูป หมายถึงหยุดแสดงออกด้วยภาพ ดังนั้นจึงเป็นเฟรมเปล่า 10  อันแล้วเอามาตั้ง ที่คุณเห็นนี่เป็นงานที่เชื่อมต่อระหว่างงาน Pure Perception กับ Self Enquiry ตรงนี้คือตรงกลาง ซึ่งก็คือ บาร์โด เป็นช่วงที่เชื่อมต่อนั่นเอง” 

งานแต่ละชิ้นที่นำมาแสดงร่วมกันภายในพื้นที่อาคารแห่งนี้มีความหมายในตัวเองก็จริง แต่ทุกงานล้วนมีคอนเซปต์หลักเดียวกัน ซึ่งศิลปินอธิบายด้วยคำสั้น ๆ ว่า 

“คอนเซ็ปต์ใหญ่ก็คือ ความงามและการเข้าใจความงาม” 

“ต้องพูดอย่างนี้ก่อน ในอดีตความจริง / ความดี / ความงาม มันจะแยกกันอยู่ ความจริงจะถูกอธิบายผ่านวิทยาศาสตร์  ส่วนความดีจะถูกอธิบายผ่านศาสนา ปรัชญา และความงามทุกอธิบายผ่านศิลปะ ซึ่งจริง ๆ แต่เดิมเลย มันไปทางเดียวกัน แต่มันถูกแยกออกจากกัน  มาถึงตอนนี้ผมจะเอากลับไปที่เดิม ไปรวมกัน คือ สุนทรียศาสตร์ สำหรับผมความงามก็คือความจริงและความดี เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจความงามจนถึงจุดที่เป็นแก่นแท้ของมัน มันจะรวมความดีกับความจริงอยู่ในนั้น ความงามที่ไม่รวมความจริงกับความดีมันเป็นสมมติบัญญัติ แต่ความงามที่เป็นสากลต้องมี 3 สิ่งนี้ด้วยกัน ผมกำลังพูดความจริงผ่านภาษาศิลปะ อธิบายความเข้าใจผ่านประสบการณ์   

“และถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราจะรู้ว่าคือทั้งหมด ทั้งหมดก็คือเรา และความงามมีอยู่ในทุกสิ่ง ทุกขณะ” 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

31st Century Museum of Contemporary Spirit สามารถเข้าชมได้สัปดาห์ละ 4 วัน วันเสาร์- อังคาร เวลา 13.00 – 17.00 น.

Writer

Avatar

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load