บุคลากรทางการแพทย์ไทยทำงานหนักและแสนเหน็ดเหนื่อย

เชื่อว่าเป็นสถานการณ์ที่เราต่างรับรู้ ยิ่งช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 พวกเขาต้องวิ่งวุ่นทุกวัน รักษาผู้ป่วยที่จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้ความเสี่ยงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง จนอ่อนล้าทั้งกายใจ บางรายถึงขั้นต้องแลกด้วยชีวิต

แม้จะทุ่มเทสุดกำลังแล้วก็ตาม แต่ในสถานการณ์ปกติ ผู้ป่วยจำนวนมากยังเผชิญประสบการณ์อันน่าเจ็บปวดที่โรงพยาบาล ต้องตื่นแต่เช้าไปนั่งรอคิวยาวนาน เฝ้ารอด้วยความไม่รู้และกังวลใจ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และระบบการบริหารงานที่เป็นอยู่

H LAB คือธุรกิจที่มองเห็นปัญหาอันซับซ้อนนี้ในระบบสาธารณสุขและตั้งใจช่วยแก้ไข ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มการบริหารงานในโรงพยาบาล (Hospital Management System) ด้วยมุมมองและความเชี่ยวชาญจากสายงานอื่น

H LAB ธุรกิจพัฒนาระบบบริหารห้องฉุกเฉินและ รพ. ด้วยหลักวิศวกรรมและความเข้าใจมนุษย์

“เป้าหมายของเราคือการ Re-engineering the Healthcare System หรือการถอดระบบเดิมที่เป็นอยู่ นำมาออกแบบใหม่และประกอบกลับเข้าไป เป็นระบบการให้บริการและรักษาในโรงพยาบาลที่ดีขึ้น” ข้าวตู-กมลวัทน์ สุขสุเมฆ ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ H LAB กล่าว เธอมุ่งมั่นทำงานด้านนี้มาร่วม 10 ปี ตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตที่ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การก้าวเท้าเข้ามาทำงานในระบบสาธารณสุขถือเป็นเรื่องท้าทาย แต่ H LAB ใช้องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมอุตสาหการ สร้างผลิตภัณฑ์ดิจิทัลและบริการที่ช่วยให้โรงพยาบาลและหน่วยงานรัฐกว่า 22 แห่ง ได้ใช้งานระบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และวางแผนทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม

นับรวมแล้วมียอดการใช้งานกว่า 7 ล้านครั้ง ประหยัดเวลาบุคลากรทางการแพทย์ไปได้มากกว่า 300,000 ชั่วโมง และยังมีบทบาทช่วยรับมือโควิด-19 ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล

ในวันที่ระบบสาธารณสุขของประเทศกำลังสั่นคลอน เราชวนข้าวตู พร้อม มิ่ง-ภาวัต ศิริวัฒนโยธิน Chief Technology Officer (CTO) และ โต๊ะ-ภูริพล ชาญภัทรวาณิช Product Owner สองเพื่อนร่วมงานที่เป็นรุ่นน้องร่วมภาควิชาของข้าวตูด้วย มาพูดคุยเพื่อเข้าใจการทำงานและเบื้องหลังภารกิจของพวกเขา

ระบบที่ดีจะช่วยรักษาชีวิตคน ถึงเวลาที่เราจะจินตนาการและออกแบบระบบการทำงานทางสาธารณสุขใหม่ไปด้วยกันแล้ว

H LAB ธุรกิจพัฒนาระบบบริหารห้องฉุกเฉินและ รพ. ด้วยหลักวิศวกรรมและความเข้าใจมนุษย์
01

Time to Re-engineer

H LAB คือบริษัทที่เกิดขึ้นจากการค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์และต่อจุดเหล่านั้นให้มาบรรจบกันเมื่อข้าวตูเติบโต

“ตอนเด็ก เราชอบเรียนชีววิทยา แต่ก็ฝันว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์ที่สร้างสิ่งใหม่ให้โลก เลยเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์และเลือกภาควิชาอุตสาหการ เพราะอยากมองเห็นภาพรวมทั้งระบบ ไม่ว่าจะไปทำงานในอุตสาหกรรมไหน ก็น่าจะพอเข้าใจสิ่งที่เขาทำ” บัณฑิตผู้เรียนในภาควิชาที่เรียนเนื้อหาหลากหลายจนขึ้นชื่อเรื่องความเป็นเป็ดที่เดินได้ บินได้ ว่ายน้ำได้ กล่าว

“พอปีสี่ ต้องทำโปรเจกต์จบ ที่ภาควิชา อาจารย์สีรง ปรีชานนท์ กำลังทำโปรเจกต์กับโรงพยาบาลพอดี เราเห็นว่าไม่ค่อยมีใครทำด้านนี้ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานด้าน Healthcare”

เลนส์การมองโลกของข้าวตูที่ผ่านการร่ำเรียนด้านวางแผน ออกแบบ บริหารจัดการทรัพยากรและระบบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้เธอต้องตกใจ เมื่อเห็นระบบของโรงพยาบาลที่ยังคงบันทึกข้อมูลสำคัญต่างๆ ลงบนกระดาษ หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้งานมานานเกินกว่าสิบปี ทำงานได้เพียงเรื่องพื้นฐาน แต่ไม่อาจนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการหรือแสดงผลให้คนเห็นข้อมูลและทำงานง่ายขึ้นทั้งหน่วยงาน

เมื่อเจอปัญหาค้างคาใจ ข้าวตูเริ่มชีวิตการทำงานกับอาจารย์สีรงที่ศูนย์การวิเคราะห์ระบบสุขภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (HSA) ตระเวนให้คำปรึกษาด้านการจัดการระบบแก่โรงพยาบาลและเห็นว่าสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ มีความต้องการอยู่ในอุตสาหกรรม จึงตัดสินใจตั้งเป็นบริษัทที่แก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยตรงเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

“ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเยอะ มีแต่ความตั้งใจล้วนๆ ช่วงแรกยังไม่มีความรู้การบริหารเลย คิดแค่ว่ามีคนต้องการ และเราทำสิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์ได้” ข้าวตูเล่าด้วยเสียงหัวเราะ ความกล้าลงมือทำในวันนั้นเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเธอ

เมื่อภารกิจต้องอาศัยความเฉพาะทาง ทีมที่เต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพและพร้อมฝ่าฟันไปด้วยกันเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ การเสาะหาสมาชิกที่มีคุณสมบัติเช่นนั้น ทำให้ข้าวตูพบกับมิ่งและโต๊ะที่ฉายแววตั้งแต่สมัยเรียน

“ตอนนั้นอาจารย์กำลังตามหาคนช่วยงานในโปรเจกต์อื่น ผมลองเข้าไปทำแล้วก็ได้มาเป็น Outsource ช่วยพี่ข้าวตูเขียนโปรแกรมตั้งแต่ช่วงแรกๆ จนได้รับการชวนเข้ามาทำประจำ” มิ่ง หัวเรือด้านเทคโนโลยีในวัย 25 ปีกล่าว

“อาจารย์มาเล่าให้ฟังว่า ข้าวตู ผมไปเจอน้องคนหนึ่งที่บ้ามาก (ในทางที่ดี) เสนอมาช่วยแก้โจทย์ที่ตอนนั้นยังไม่มีใครแก้ได้และทำอย่างจริงจัง หาความรู้ตลอด เลยคุยกันว่าต้องเป็นคนนี้แหละ เพราะสิ่งที่มิ่งเป็นคือหนึ่งในดีเอ็นเอของ H LAB ที่เราตั้งใจไว้” รุ่นพี่เอ่ยชม

ส่วนโต๊ะเคยฝึกงานที่ศูนย์พัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาลรัฐ และพบปัญหาภายในไม่ต่างอะไรกับที่ข้าวตูเคยเผชิญ 

“เราเห็นว่าแม้แต่โรงพยาบาลระดับประเทศยังมีปัญหาตรงนี้อยู่ อยากช่วยและเปลี่ยนแปลง ทำอะไรที่สร้างประโยชน์ พอทั้งสองคนชวนมาทำงานนี้ เราจึงตอบตกลง ” โต๊ะเล่า เขารับหน้าที่ดูแลการสร้างผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เป็นเพียงคอนเซปต์จนเกิดขึ้นจริง

ข้าวตูและทีมงานจึงรวมกันเป็นทีมรุ่นบุกเบิกที่มีอุดมการณ์แรงกล้า พร้อมสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่พลิกโฉมระบบการทำงานของโรงพยาบาลประเทศไทย

H LAB ธุรกิจพัฒนาระบบบริหารห้องฉุกเฉินและ รพ. ด้วยหลักวิศวกรรมและความเข้าใจมนุษย์
H LAB ธุรกิจพัฒนาระบบบริหารห้องฉุกเฉินและ รพ. ด้วยหลักวิศวกรรมและความเข้าใจมนุษย์
02

เพื่อนคู่คิด

ในช่วงแรกธุรกิจเริ่มต้นจากบทบาทที่ปรึกษา เข้าไปช่วยโรงพยาบาลปรับระบบภายในให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามสารพัดโจทย์

ตั้งแต่การออกแบบผังและกระบวนการทำงานใหม่ของแผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาล

สร้างระบบที่ลดเวลารอ CT Scan ช่วยโรงพยาบาลจัดสรรอุปกรณ์และตารางการทำงานของบุคลากรให้เหมาะสมที่สุด

คิดวิธีบริหารจัดการคลังยาให้พร้อมบริการอย่างประหยัดต้นทุน ไม่ขาดไม่เกิน เป็นต้น

ทำไปสักระยะหนึ่ง ทีมมองเห็นว่าหากอยากขยายผลให้กว้างขึ้นกว่านี้ด้วยกำลังคนที่มี หนทางไปต่อคือการสร้างผลิตภัณฑ์เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถเข้าไปติดตั้งในโรงพยาบาลหลายๆ แห่ง โดยปรับแต่งเพิ่มลดฟังก์ชันต่างๆ ได้ตรงความต้องการ

ทิศทางใหม่นี้ส่งผลให้เกิดเป็นซอฟต์แวร์ ‘CORTEX’ ที่ปัจจุบันมุ่งเน้นอยู่ 2 ระบบหลัก

หนึ่ง CORTEX Workflow หรือระบบบริหารจัดการเส้นทางและประสบการณ์การรับบริการ (Patient Journey & Experience) ของผู้ป่วยนอก ตั้งแต่การเริ่มนัดหมายแพทย์ ไปจนถึงการจ่ายเงินและรับยากลับบ้าน

ในฝั่งผู้ป่วย พวกเขาสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อนัดหมาย เช็กสถานะ และตรวจสอบข้อมูลของตัวเองได้ทุกเมื่อ ขจัดความว้าวุ่นใจในการรอคอย

ส่วนทางโรงพยาบาล H LAB จะเข้าไปเก็บข้อมูล ปรับเปลี่ยนกระบวนการและติดตั้งซอฟต์แวร์ให้เป็นเครื่องมื่อไว้ให้บุคลากรดูข้อมูล จัดคิวผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาเร็วกว่าที่เคย ลดความแออัดของสถานที่ และไม่ต้องกรอกเอกสารที่ไม่จำเป็นซ้ำไปซ้ำมา เพราะทุกอย่างถูกเก็บบันทึกและสรุปผลไว้ในระบบแล้ว

“เราสามารถนำข้อมูลบนระบบมาวิเคราะห์ เพื่อช่วยแพทย์พัฒนากระบวนการรักษา เช่น เขาจะเห็นว่าเส้นทางการรักษาของแต่ละคน แต่ละโรค เป็นอย่างไร ใช้เวลาเท่าไรบ้าง ตรงไหนเป็นจุดคอขวด ถ้ามีผู้ป่วยรอรับบริการหลายพันคน แต่มีแพทย์อยู่ไม่ถึงร้อย เขาจะจัดตารางเวรภายใต้เงื่อนไขที่มีอย่างไรดี ระบบนี้ช่วยให้เขาเห็นภาพ และสื่อสารระหว่างฝ่ายชัดเจนขึ้น

“มีเคสที่เราเคยเข้าไปช่วย Visualize ข้อมูลที่มีอยู่แล้วแพทย์ชอบมาก เขาบอกว่าแต่ก่อนไม่เคยเห็นภาพรวม Journey ของผู้ป่วยแบบนี้เลย เมื่อก่อนเห็นเป็นข้อมูลสองมิติ ตอนนี้เขาเห็นภาพรวมแบบ Bird-eye View และใช้ทำงานต่อได้ทันที” มิ่งและข้าวตูผลัดกันอธิบายกลไกการใช้งานของซอฟต์แวร์ ไม่เพียงแต่ช่วยจัดระเบียบการทำงาน แต่ยังทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ หรือเรียกว่า Optimization

คุยกับ 3 วิศวกรของผู้พัฒนาระบบบริหารห้องฉุกเฉิน-โรงพยาบาล ช่วยจัดสรรทรัพยากรและประหยัดเวลาคนนับแสนชั่วโมง

ส่วนอีกระบบหนึ่งคือ CORTEX ER (Emergency Room) หรือระบบบริหารจัดการแผนกฉุกเฉิน ฉายภาพให้บุคลากรเห็นภาพรวมสถานการณ์ของผู้ป่วยและทรัพยากรทั้งห้องฉุกเฉิน ช่วยประเมินอาการ จัดลำดับความเร่งด่วนในการรักษา (ระบบ Triage) ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด

“ทุกโรงพยาบาลมีทรัพยากรจำกัด ปกติแพทย์หรือพยาบาลจะต้องรีบประเมินเป็นระดับว่าใครควรได้รับการรักษาก่อนหลังอย่างรวดเร็ว แต่มนุษย์มีขีดจำกัด สิ่งที่ต้องระวังคือการคัดกรองที่ผิดพลาด เราจึงเข้าไปช่วยให้ข้อมูลอยู่บนระบบและประเมินอย่างแม่นยำ

“ระบบนี้ไม่ได้ตัดสินใจอะไรแทน แต่ใช้ข้อมูลจากแนวทางปฏิบัติและงานวิจัยมาใส่ในอัลกอริทึม เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดที่ช่วยเตือน เก็บรายละเอียด เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยขึ้น”

หากดูจากสถิติเมื่อ พ.ศ. 2559 ในไทยมีผู้เข้ารับบริการที่ห้องฉุกเฉินกว่า 35 ล้านครั้ง โดย 60 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ป่วยที่ไม่ฉุกเฉิน สามารถรับการรักษาได้ตามปกติ การใช้งานระบบนี้จะช่วยให้การรักษาเข้าถึงคนที่ต้องการที่สุดอย่างทันท่วงที

เพราะเพียงเสี้ยวนาทีในห้องแห่งนี้ อาจเป็นจุดแบ่งระหว่างความเป็นและความตายของใครสักคน

03

People – Process – Technology

“ช่วงแรกคนไม่ค่อยเข้าใจเลยว่าเราเข้าไปทำอะไรในโรงพยาบาล” วิศวกรหญิงกล่าวถึงความท้าทายเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในสถานที่ที่แวดล้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์

“หลายคนคิดว่าเราเป็นช่างไฟ ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ หรือพนักงานไอทีของโรงพยาบาล ให้ไปช่วยดูระบบอย่างอื่นแทน บุคลากรทางการแพทย์บางคนก็มีทัศนคติไม่ดีต่อเรา จากประสบการณ์ที่เขาเคยต้องยุ่งเกี่ยวกับคนทำงานด้านระบบที่ดูเหมือนไปวุ่นวายกับการทำงานของเขา”

ในมุมมมองผู้ปฏิบัติงาน การต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานที่คุ้นชินมาโดยตลอดอาจเป็นเรื่องน่ารบกวนใจอยู่บ้าง แม้ว่าระบบใหม่นั้นจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้นในภายหลังก็ตาม

ส่วนเรื่องทางเทคนิคก็ยากไม่แพ้กัน

“โครงสร้างพื้นฐานของโรงพยาบาลที่เราจะเข้าไปทำงานด้วยอาจไม่ได้ทันสมัยขนาดนั้น ในขณะที่ระบบเราค่อนข้างเป็นปัจจุบัน เพราะต้องทำให้เสถียรและไว้วางใจได้มากที่สุด แต่เขาอาจไม่เห็นความสำคัญว่าทำไมต้องลงทุนปรับเปลี่ยนมหาศาลในช่วงแรก แต่จริงๆ ควรทำนะ ไม่ใช่แค่เพื่อติดตั้งระบบของเรา แต่เพื่อการต่อยอดโรงพยาบาลในอนาคต

“ไม่อย่างนั้น จะเหมือนว่าเราอยากใช้ตู้เย็น แต่ที่บ้านไม่ได้เดินสายปลั๊กไฟให้ดีและปลอดภัยไว้รองรับ เวลาเกิดเหตุอะไรขึ้นมา จะเกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง” มิ่งและข้าวตูเสริม

ภารกิจจะดำเนินต่อไปไม่ได้เลย ถ้าไม่ทำให้คนยอมลดกำแพงและพร้อมเปิดใจรับสิ่งใหม่

“เราเริ่มต้นด้วยความจริงใจ พยายามทำให้เขาเห็นภาพว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคืออะไร เพราะเขาคือผู้ใช้งานที่ต้องอยู่กับระบบแทบทุกวัน 

“เช่น ต่อไปกระบวนการจะสั้นลง แพทย์กับพยาบาลไม่ต้องทำบางขั้นตอนแล้ว มีเวลาไปอยู่กับผู้ป่วยหรือได้พักผ่อนมากขึ้น บางอย่างตอนแรกเขาอาจต้องลงแรงหน่อย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วย แต่มันจะไปสบายตรงส่วนอื่นแทน มองภาพรวมแล้วทั้งระบบดีขึ้น”

ประกอบกับที่แต่ละโรงพยาบาลมีลักษณะและวิธีการทำงานแตกต่างกัน ทีมจึงเข้าไปเก็บรายละเอียดให้ได้ลึกที่สุดด้วยความใส่ใจ พูดคุยตั้งแต่ผู้ป่วย เจ้าหน้าที่จากสหวิชาชีพ จนถึงผู้บริหาร เรียนรู้การทำงานทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับแต่ละโรงพยาบาล

คุยกับ 3 วิศวกรของผู้พัฒนาระบบบริหารห้องฉุกเฉิน-โรงพยาบาล ช่วยจัดสรรทรัพยากรและประหยัดเวลาคนนับแสนชั่วโมง
คุยกับ 3 วิศวกรของผู้พัฒนาระบบบริหารห้องฉุกเฉิน-โรงพยาบาล ช่วยจัดสรรทรัพยากรและประหยัดเวลาคนนับแสนชั่วโมง

เมื่อเห็นความใส่ใจและพลังที่เปี่ยมล้น คนก็อยากร่วมช่วยเหลือ

“ความเชื่อของ H LAB คือเราไม่ได้ขายซอฟต์แวร์เฉยๆ แล้วจบ แต่เราขายการแก้ปัญหา ดังนั้น ต้องช่วยปรับกระบวนการให้ดีด้วย เพื่อให้เขาใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์ได้เต็มที่ สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ People, Process และ Technology ต้องไปด้วยกัน” ข้าวตูสรุปหลักคิดสำคัญของบริษัท

ด้วยแนวคิดที่คำนึงถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างครอบคลุม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมาจึงน่าชื่นใจอย่างยิ่ง

“มีพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกมาบอกว่าหลังจากใช้งานระบบเรามาหนึ่งปี จากเดิมที่ยุ่งมากๆ จนหัวหมุน ต้องคอยจัดคิวคนไข้ ตอนนี้ทำงานสะดวก มีเวลาแนะนำคนไข้มากขึ้น พอมีหนึ่งวันที่โรงพยาบาลต้องปิดระบบชั่วคราว เขาบอกเลยว่าคิดถึงระบบของเรามาก” โต๊ะเล่าภาพความประทับใจ

“อีกเคสหนึ่งคือ ช่วงเก็บข้อมูล เราเคยไปสัมภาษณ์ลูกที่พาพ่อที่ป่วยเป็นมะเร็งมาตรวจที่โรงพยาบาล เขาบอกว่าถ้ามีระบบอย่างที่เราเล่าให้ฟัง ตอนนี้คงได้พาพ่อไปกินข้าวเดินเล่น แทนการนั่งรอคิวด้วยความกังวลอยู่แบบนี้ หลังจากที่เราติดตั้งระบบเรียบร้อย เราเจอเขาอีกครั้งหนึ่งและเขาขอบคุณเรา บอกว่ามันมีความหมายสำหรับเขามาก และยังช่วยให้คำแนะนำต่อด้วย

“เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่เกิดขึ้นทั้งกับโรงพยาบาลและผู้รับบริการ นี่คือความสุขของการทำงานนี้” ข้าวตูยิ้ม

04

ช่วยรับมือโควิด-19

ความสำคัญของแพลตฟอร์มแบบ H LAB ยิ่งเผยให้เห็นเด่นชัด เมื่อเกิดวิกฤตอย่างโควิด-19 ที่แพร่ระบาดจนเกินกำลังของห้องฉุกเฉินภายในโรงพยาบาล

แม้ไม่ใช่วัคซีนคุณภาพดีที่พึงมี แต่ระบบแบบ CORTEX พอจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารสถานการณ์ให้ไม่บานปลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่

“จุดที่เราเข้าไปช่วยได้คือระบบสนับสนุน เช่น ในห้องฉุกเฉินที่ต้องขยายกำลังขึ้นสามถึงสี่เท่า แพทย์แทบไม่ได้พักกินข้าว คอลงานกับเราแบบใส่ชุด PPE อยู่ ทีมคุยกันเลยว่าเรามีกำลังคนเท่าไร ให้เหยียบคันเร่งสุดแรง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้บุคลากรใช้สื่อสารหากัน และมอนิเตอร์อาการของคนไข้ได้ง่ายขึ้น มีหนึ่งโรงพยาบาลที่เรากำลังจะเข้าไปติดตั้งซอฟต์แวร์ตามข้อกำหนดเดิม แต่พอสถานการณ์เปลี่ยน เรารีบปรับซอฟต์แวร์ให้รองรับการใช้งานที่มากขึ้นเลย เพราะตอนนี้ต้องช่วยกัน” โต๊ะและข้าวตูเล่าความเร่งด่วนของสถานการณ์

กระบวนการทำงานช่วงนี้ท้าทายขึ้น จากเดิมที่สามารถเข้าไปเก็บข้อมูลและจำลองการใช้งานระบบก่อนใช้งานจริงที่โรงพยาบาล ตอนนี้ ทีมต้องทำงานผ่านทางออนไลน์ สร้าง Virtual Hospital ขึ้นมา เพื่อจำลองสถานการณ์และอธิบายให้คนเห็นภาพ แต่ข้าวตูย้ำว่าความลำบากนี้เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์กำลังเผชิญ

นอกจากจะคอยช่วยเหลือโรงพยาบาลที่เป็นลูกค้าอยู่แล้ว H LAB ยังได้ร่วมพัฒนาระบบการวางแผนทรัพยากร เช่น เตียง บุคลากร ให้เพียงพอกับผู้ป่วย โดยอาศัยโมเดลที่คาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า แจกจ่ายให้โรงพยาบาลนำไปใช้งาน

รวมถึงให้คำปรึกษา สร้างโมเดลช่วยจำลองสถานการณ์ เมื่อมีหน่วยงานต้องการจัดตั้งจุดตรวจโควิด-19 จุดฉีดวัคซีนหรือโรงพยาบาลสนาม เพื่อจัดระบบการประเมิน คัดกรองอาการ ต่อคิวทางออนไลน์ และเข้ารับบริการ ด้วยความรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด

H LAB ธุรกิจพัฒนาระบบบริหารห้องฉุกเฉินและ รพ. ด้วยหลักวิศวกรรมและความเข้าใจมนุษย์
05

ทีมที่เติบโตไปพร้อมกัน

“เราเติบโตขึ้นในทุกปีพร้อมกับขนาดของบริษัท” ข้าวตูทบทวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นหลังจากเป็นผู้ประกอบการ

“เดิมเราเป็นวิศวกรที่ทำอะไรด้วยความอยาก คิดจะสร้างฟีเจอร์นู่นนี่ ไม่ค่อยคิดเลยว่าในตลาดเขาต้องการอะไร แทบไม่มีความเป็น Entrepreneur สักนิด ในช่วงแรกที่รายได้ไม่เยอะ เราแก้ปัญหาด้วยการให้เงินเดือนตัวเองน้อยๆ แต่พอคิดว่าถ้าอยากชวนคนเก่งๆ ที่ตั้งใจมาทำงานด้วยกัน เขาไม่ควรต้องมาลำบากแบบเรา ควรได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดี เราจึงคิดแผนธุรกิจจริงจังและโตขึ้นเรื่อยๆ

“พอทีมใหญ่ขึ้น มีคนหลากหลายวิชาชีพ อายุ คาแรกเตอร์ จากเดิมที่เราเป็น Introvert มาก ก็ต้องพยายามสื่อสารกับคนในทีมให้บ่อย ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่อาจดูอีกยาวไกลมากจนนึกภาพตามได้ยาก ให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน บางทีก็ลองไปฝึกเล่าให้แม่ฟัง ดูว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการหรือไม่ได้ตามติดเทคโนโลยีขนาดนั้นคิดเห็นอย่างไร”

การรับบทผู้นำมักเป็นเรื่องท้าทาย แต่ในขณะเดียวกัน หากเราเปิดใจรับฟังคนรอบตัว เราจะได้เรียนรู้สิ่งสำคัญมากขึ้น

“ความท้าทายหนึ่งของผมคืออายุที่น้อย” มิ่งเล่า เขาต้องรับบทบาทสำคัญของบริษัทตั้งแต่เรียนจบ

“ตอนแรกผมพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาคนเดียวด้วยความรู้ที่พอมี พอเริ่มรับคนที่ความเชี่ยวชาญแตกต่างกันเข้ามามากขึ้น ก็ต้องศึกษากระบวนการทำงานต่างๆ ให้ทำงานด้วยกันได้ บางคนอายุเยอะกว่า เก่งในด้านหนึ่งมากกว่าผม สิ่งที่เราต้องทำคือเคารพความคิดของคนอื่น คุยกันด้วยเหตุผล แบ่งงานให้คนมีพื้นที่ได้แสดงในสิ่งที่ถนัด และได้รับผิดชอบงานที่สำคัญและเติบโตจากตรงนั้น โดยมีเราคอยซัพพอร์ตอยู่” 

“ส่วนผมต้องบริหารทีมที่มีความถนัดที่หลากหลาย” โต๊ะเสริม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สำเร็จต้องอาศัยทั้ง Developer, Designer ร่วมมือกันไปกับฝั่งธุรกิจและการตลาด ซึ่งแต่ละฝ่ายอาจมีวิธีมองปัญหาและแก้ไขต่างกัน

“แต่เราคุยกันเสมอว่า Product นี้ เราอยากทำเพื่อตอบโจทย์อะไร พอทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน เราจะพยายามหาโซลูชันมากกว่าโฟกัสว่าใครถูกหรือผิด มองในมุมของผู้ใช้งานจริงๆ ทำให้เราทำงานกันเป็นทีมได้อย่างลงตัว” 

คุยกับ 3 วิศวกรของผู้พัฒนาระบบบริหารห้องฉุกเฉิน-โรงพยาบาล ช่วยจัดสรรทรัพยากรและประหยัดเวลาคนนับแสนชั่วโมง
06

ความฝันระดับประเทศ

“เป้าหมายต่อไปของเราคือ การพัฒนาแพลตฟอร์มเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบ IT โรงพยาบาลที่สนับสนุน Ecosystem ของเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพด้านสุขภาพ (HealthTech) ให้เติบโตต่อไป” ข้าวตูเผยภาพฝันที่เธออยากพาบริษัทให้ไปถึง

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของระบบสาธารณสุขประเทศไทยคือ ระบบข้อมูลของสถานพยาบาลแต่ละแห่งไม่สามารถเชื่อมต่อกัน เกิดจากการบันทึกข้อมูลลงบนกระดาษ หรือเก็บข้อมูลโดยไม่ได้ใช้มาตรฐานกลางเดียวกัน ต่อให้มีข้อมูลปริมาณมหาศาล แต่ก็เหมือนคุยคนละภาษา และระบบ IT ในโรงพยาบาลยังไม่ค่อยเปิดให้ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชันและระบบ Internet of Things (IoT) ยุคใหม่เข้ามาเชื่อมต่อเพื่อร่วมมือพัฒนาไปด้วยกัน

ในขณะที่บางประเทศ ภาครัฐลงทุนอย่างจริงจังและกำหนดมาตรฐานกลางของระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลเชื่อมต่อถึงกันแบบเรียลไทม์ภายใต้กรอบที่กำหนด แพทย์ไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบข้อมูลจากสถานพยาบาลเดิมที่ผู้ป่วยเคยไปมาก่อน ดำเนินการต่อได้แม้ผู้ป่วยหมดสติ

ข้อมูลเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยในการคิดค้นนวัตกรรม พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้วิเคราะห์ข้อมูลอย่างชาญฉลาด แม่นยำ ปลอดภัย รวดเร็ว เหมือนที่ H LAB กำลังพัฒนาระบบคาดการณ์อาการไม่พึงประสงค์ เช่น หัวใจวายเฉียบพลัน ของผู้ป่วยล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ

ที่สำคัญ ใช้ประกอบการวางแผนการดำเนินงานทางสาธารณสุขของทั้งประเทศได้อีกด้วย (ปัจจุบันเรามีแพลตฟอร์ม Health Link ที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพแล้ว แต่ถือว่ายังอยู่ในขั้นต้นของการใช้งาน) 

H LAB ใฝ่ฝันที่จะเป็นส่วนหนี่งของการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนั้น

“เรามองถึงอนาคตของประเทศ เพราะเราไม่สามารถทำ Healthcare ให้ดีครบทุกด้านและโตคนเดียวอยู่แล้ว ระบบของเราจึงมีมาตรฐานข้อมูลที่ทำให้ทุกโรงพยาบาลที่ติดตั้งระบบนี้สามารถคุยกัน และเปิดให้ HealthTech อื่นๆ เข้ามาเชื่อมต่อเพื่อทำงานร่วมกันและต่อยอดไปได้ต่ออย่างยั่งยืน”

ช่วงนี้ สถานพยาบาลอาจกำวังวุ่นกับการรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่เมื่อคลี่คลายกลับสู่ปกติ การพัฒนาระบบการบริหารจัดการของสถานพยาบาลและระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ รองรับสำหรับอนาคต ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป 

เรายังมีช่องว่างที่รอคนเข้ามาร่วมสำรวจและแก้ไขปัญหาอีกมาก โดยเฉพาะในตลาด B2B หากใครมีทักษะและพร้อมเผชิญความท้าทาย วงการนี้กำลังต้องการศักยภาพคุณอยู่

“ระหว่างทางคงเจออุปสรรคเยอะมาก เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ บุ๋นและบู๊ เรียนรู้อะไรใหม่ทุกวัน ถ้าใครเข้ามาทำแล้ว อย่าลืมเหตุผลในวันแรกว่าเราทำไปทำไม อยากแก้ปัญหาให้ใคร

“สุดท้ายแล้ว ทุกการตัดสินใจของเราเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไข้ นั่นคือเหตุผลที่เราและทีม H LAB ตั้งใจทำให้ดีที่สุดเสมอ” 

คุยกับ 3 วิศวกรของผู้พัฒนาระบบบริหารห้องฉุกเฉิน-โรงพยาบาล ช่วยจัดสรรทรัพยากรและประหยัดเวลาคนนับแสนชั่วโมง

Lessons Learned

  • นอกจากโฟกัสผลิตภัณฑ์ ต้องเข้าใจผู้ใช้งานและผู้เกี่ยวข้องจริงๆ ว่าปัญหาคืออะไร เขาต้องการอะไร
  • ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์และสื่อสารให้คนที่แตกต่างหลากหลายเข้าใจ ถ้าอยากสร้างทีมให้ดี ต้องให้โอกาสคนแสดงความสามารถและคอยสนับสนุนเขาอยู่ข้างๆ
  • บางอย่างอาจต้องปรับตัวจากความเคยชินเดิม เช่น เมื่อก่อนต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์​ แต่ในการตัดสินใจบางอย่างทางธุรกิจ มีเรื่องจังหวะเวลาด้วย แม้ข้อมูลไม่พอ แต่ถึงเวลาตัดสินใจแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อ
  • ไม่มีธุรกิจไหนเติบโตได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้ทั้งอุตสาหกรรมพัฒนาขึ้น

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load