หากพูดถึงนกยูงไทย ทุกคนคงคุ้นเคยกับภาพนกขนาดใหญ่ ลำตัวสีเขียวสด บริเวณปีกสีน้ำเงิน เวลามันแสดงกริยา ‘รำแพน’ หรือที่เรียกว่าการโปรยเสน่ห์ใส่ตัวเมีย มันจะแผ่หางออกมาเพื่ออวดแววมยุรา มองแล้วเหมือนถูกสะกดให้หลงเสน่ห์ไปตาม ๆ กัน  

นกยูงไทยจัดเป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ เพราะมีจำนวนประชากรถดถอยลงทุกวัน ทว่าในภาคเหนือของไทย พวกมันกลับมีปริมาณหนาแน่นจนสร้างความเดือดร้อนให้หลายชุมชน

โจทย์ยากจึงบังเกิดว่า เราจะทำอย่างไรให้นกยูงไทยกับคนในชุมชน อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ 

โครงการรำแพนจึงถูกคิดค้นขึ้น โดยมีการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาระหว่างคนกับนกอย่างตรงไปตรงมา อาทิ มีการเปิดให้เช่าที่นาเพื่อให้อาหารนกและคน สร้างแหล่งท่องเที่ยวส่องนก สร้างผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษจากอาหารนกยูง เพื่อให้นกได้กินอิ่ม และคนในชุมชนได้รายได้

เราได้คุยกับ อาจารย์กุ้ง-ดร.ฤทัยภัทร พิมลศรี รองผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยพะเยา ตัวแทนของโครงการรำแพน โครงการที่ช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างนกกับคนให้ยั่งยืน

รำแพน ข้าวหอมนกยูง ข้าวปลอดสารพิษที่ช่วยให้ทั้งนกยูงไทยและชาวบ้านอยู่รอด

รู้หรือไม่ นกยูงไทย หรือ นกยูงเขียว (Green Peafowl) เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดหนึ่งของประเทศไทย และถูกขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ของ IUCN Red List 

รู้หรือไม่ ชาวบ้าน 4 จังหวัดทางภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากฝูงนกยูงไทย สัตว์ป่าพันธุ์หายากที่ออกมาแอบกินผลผลิตทางการเกษตร ทั้งข้าว ผัก และผลไม้ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน-มีนาคมของทุกปี จนทำให้มีนกยูงถูกฆ่าและผลผลิตทางการเกษตรเองก็ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

วาระนี้ใหญ่ระดับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องช่วยกันแก้ นกยูงกลายเป็นนกที่อยู่ในระดับนโยบาย และมีแผนแม่บทในการจัดการ โดยทางกระทรวงพยายามสร้างอาหาร สร้างแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมให้นกอยู่ เพื่อที่นกจะได้ไม่ต้องออกจากป่า แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ

เมื่อ 6 ปีก่อน นักวิชาการสำรวจพบนกยูงในหมู่บ้านของชาวบ้านเฉลี่ยแค่ 30 ตัว แต่ปีก่อนกลับพบว่ามีประชากรนกยูงในจุดเดิมมากขึ้นถึง 200-300 ตัว

โจทย์ใหญ่ที่ชาวบ้านและนักวิชาการกำลังเผชิญตอนนี้คือ ในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมนกยูงให้หยุดกินผลผลิตทางการเกษตรได้ เราจะทำอย่างไรให้นกและคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข 

รำแพน ข้าวหอมนกยูง ข้าวปลอดสารพิษที่ช่วยให้ทั้งนกยูงไทยและชาวบ้านอยู่รอด

ช่วง พ.ศ. 2557-2558 จังหวัดพะเยาประสบปัญหานกยูงจำนวนมากลงมาทำลายผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้าน นักวิชาการในโครงการได้รับแจ้งถึงเรื่องดังกล่าวก็ตัดสินใจลงสำรวจพื้นที่ และพบกับความเดือดร้อนของชุมชน 

“ชุมชนพาไปดูพื้นที่นา พื้นที่สวนที่นกยูงลงมากินข้าว เขาลงมาทีเป็นร้อย ๆ ตัว แล้วก็กินข้าวพรึบ แบบหายไปในพริบตา เลยเป็นที่มาของการของบทำวิจัยเรื่องนี้” อาจารย์กุ้งเริ่มเรื่อง

พ.ศ. 2559 จากงานวิจัยชิ้นเล็กของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยพะเยาสู่ ‘โครงการรำแพน’ โครงการที่จะช่วยให้คนและนกอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ 

เริ่มแรกที่บ้านกิ่วแก้ว ตำบลห้วยข้าวก่ำ จังหวัดพะเยา โครงการรำแพนได้ทดลองทำ Buffer Zone (พื้นที่กันชน) สร้างพื้นที่จำเป็นให้นกยูง เพื่อที่ว่าพวกมันจะได้ไม่ไปกินที่จุดอื่น ๆ ให้กินจนอิ่ม นอกจากนั้นยังเปลี่ยนพันธุ์พืชที่ปลูก อาทิ สลับไปปลูกมันสำปะหลังเพราะอยู่ใต้ดิน เพื่อที่จะไม่ให้นกยูงลง

ทว่าก้าวแรกนั้นไม่ง่าย เหมือนยิ่งกั้นยิ่งยุ เพราะนกยูงดันรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่หมู่บ้านมากขึ้น ๆ “บางหมู่บ้านถ่ายรูปมาให้ดูว่า นกเข้ามากินข้าวกับไก่” อาจารย์กุ้งกล่าว

นอกจากนั้นทางโครงการพบอุปสรรคในเรื่องงบประมาณและความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ 

“ตอนทำโครงการแรก ๆ ตัวแทนชาวบ้านที่เดือดร้อนไปคุยในเวทีต่าง ๆ แม้แต่คุยกับทางเทศบาล อบต. เวทีอำเภอ เวทีจังหวัด ทุกคนจะมองว่ามันเป็นปัญหาเล็ก ไม่ได้คิดที่จะหาทางออกร่วมกัน คนมักมองว่านกมันกินไปตามธรรมชาติ แต่คนเดือดร้อนเขาไม่ได้คิดแบบนั้น

“ทาง อบต. หรือแม้แต่ภาครัฐเองเขาไม่ได้มีงบในการช่วยเหลือ เนื่องจากว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้จัดอยู่ในขั้นภัยพิบัติ ฉะนั้นจึงไม่มีค่าชดเชย ไม่ได้มีอะไร เลยกลายเป็นที่มาว่า เราจะยืนได้ด้วยตนเองและแก้ไขวิกฤตนี้ยังไง แล้วเราจะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ไหม เลยเป็นจุดเริ่มต้นช่วงประมาณ พ.ศ. 2559-2560 จากงานวิจัยเล็ก ๆ และความร่วมมือของชุมชนและกรมป่าไม้”

รำแพน ข้าวหอมนกยูง ข้าวปลอดสารพิษที่ช่วยให้ทั้งนกยูงไทยและชาวบ้านอยู่รอด

เหตุผลหลักที่นกยูงจะออกจากป่ามี 2 ประการ หนึ่ง หาอาหาร สอง รำแพนเพื่อผสมพันธุ์ กระบวนการการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเกิดขึ้น

มิติแรก คือ การท่องเที่ยวเพื่อช่วยอนุรักษ์นกยูงไทย

“เราใช้พื้นที่นาของชาวบ้านจุดที่นกลงมากินปรับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้คนมาดูนกในฤดูกาลรำแพน ซึ่งเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวของภาคเหนือ ประมาณช่วงพฤศจิกายนถึงมีนาคม เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว มิตินี้ของรำแพนก็เลยเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราอยากสื่อถึงความมีเสน่ห์ของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่นกยูง มันจะมีผลิตภัณฑ์ที่ออกมาทั้งการเป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ มาดูนก มากินอาหารในพื้นที่ของชุมชน ตอนนี้เราก็มีทำอยู่บ้าง เป็นช่วงกำลังเริ่ม ก็อยากเชิญชวนให้คนที่สนใจมาทำมิตินี้ด้วยกัน” 

รำแพน ข้าวหอมนกยูง ข้าวปลอดสารพิษที่ช่วยให้ทั้งนกยูงไทยและชาวบ้านอยู่รอด

มิติที่สอง คือ การให้เช่าที่นาเพื่ออนุรักษ์นกยูง 

“คล้าย ๆ กับการทำ Smart Farm เราจะเอาผืนนาแปลงใหญ่ ๆ ที่นกลงมากิน แล้วเปลี่ยนวิกฤตนั้นเป็นโอกาส เพราะการที่นกยูงมากินแล้วไม่ตาย นั่นหมายถึงผลผลิตของเราไร้สารพิษตกค้าง เพราะนกจะค่อนข้างไวต่อสารเคมีมาก ฉะนั้น จุดนี้จะเป็นจุดขายหลักของนา แนวคิดตอนนี้ก็คือจะตั้งกล้องเลยให้ตั้งแต่กระบวนการ ปลูก ผลิต ข้าวออกรวง นกมากินข้าวในนาของเรา

“มันเจ๋งนะว่าข้าวของเราเนี่ย มีนกลงมากิน ผลผลิตจากนาของเราหลังนกยูงลงมากินแล้วจะเหลือเท่าไหร่ไม่รู้ แต่จุดสำคัญคือเรามาแบ่งปันผลผลิตทางการเกษตรกัน หารเฉลี่ยต่อไร่ไป มี 5 ไร่ อาจจะได้กี่กิโลก็ว่าไปแล้วเอาไปขาย ส่วนทางเจ้าของนาก็มาดูนกยูงได้ มาเที่ยว มาเกี่ยวข้าวได้” 

ตอนนี้ถึงแม้ว่ายังเป็นช่วงทดลอง แต่แนวคิดการเช่าที่นานั้นก็ทำให้ชาวบ้านขายข้าวได้ราคา ได้ผลผลิต ได้ส่วนแบ่งจากการเช่าที่นา ได้แก้ปัญหาความเดือดร้อนอย่างตรงจุด ชาวบ้านได้เงินไปเลี้ยงดูปากท้อง ส่วนนกยูงก็ได้อาหารกิน ทว่าผู้คนที่สนใจที่จะลงทุนกับโครงการนี้นั้นยังน้อยนัก 

“ที่ทำมาก็มีแค่ 1-2 ราย เป็นเจ้าของโรงงาน แล้วเขาก็อยากเอาข้าวไปให้คนงานเขากิน อันนี้เลยเป็นแปลงใหญ่ที่เขาอยากเช่า” อาจารย์กุ้งกล่าว 

รำแพน ข้าวหอมนกยูง ข้าวปลอดสารพิษที่ช่วยให้ทั้งนกยูงไทยและชาวบ้านอยู่รอด

นอกจากความพยายามในการอนุรักษ์นกยูง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือปากท้องของชาวบ้านที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสานต่อโครงการรำแพนให้เกิดขึ้นต่อไป ความพยายามในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่เหมาะกับแต่ละชุมชนจึงบังเกิด 

ผลิตภัณฑ์รำแพน เป็นตัวแทนของโครงการที่ต้องการบอกให้คนทั้งโลกรู้ว่า รำแพนคือผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยยกระดับชีวิตของผู้บริโภคจากรากฐานของธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนเครือข่าย 

ล่าสุดรำแพนได้วางขายข้าวหอมนกยูง สาโท มะตูมผง ชาขิง น้ำผึ้งโพรงห้วยยางขาม ลำไยอบแห้ง เป็นที่เรียบร้อย

“เราไปขายข้าวเป็นแพ็กที่ Chiang Mai Design Week เราพยายามไปทุกช่องทางเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ สุดท้ายเราก็ตั้งเป้าไว้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำอยู่ในตอนนี้และจะนำเสนอในอนาคตน่าจะมีเป็นร้อยอย่างเลย แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงที่เข้าไปเรียนรู้กับในชุมชน ว่าชุมชนมีอะไรบ้าง ถนัดอะไร เพื่อที่จะทำให้เขามีผลิตภัณฑ์ขายตลอดปีได้ 

 “อย่างแถบจังหวัดแพร่ ในตัวของชุมชนสะเอียบมีภูมิปัญญาที่โดดเด่นเรื่องของการทำสุราหมัก คือการหมักสาโท หรือเหล้าข้าวเป็นภูมิปัญญาของหมู่บ้านสะเอียบ โดยใช้น้ำจากภูเขาไฟหล่มด้ง อันนี้เราก็มีสาโทรำแพนที่เป็นสูตรเฉพาะของหมู่บ้าน”

นอกจากนั้นยังมีน้ำผึ้งโพรงห้วยยางขาม น้ำผึ้งคัดพิเศษที่ส่งตรงตำบลห้วยยางขาม อำเภอจุน จังหวัดพะเยา 

ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมนกยูง ที่การันตีว่าปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะข้าวในนาที่นกยูงกิน ถ้านกรอดแปลว่าคนรอด นกยูงเป็นสัตว์ที่ไวต่อสารเคมีเป็นพิเศษ หากพวกมันตาย นั่นหมายความว่าพืชผลทางการเกษตรมีสารพิษตกค้าง 

“ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มาจากเครือข่ายชุมชนนกยูงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ ถ้าได้บริโภคหรือว่าเอาไปใช้แล้วรับรองว่าไม่มีสารพิษเลย” 

หากสนใจก็สั่งซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการของโครงการรำแพนได้ทางเว็บไซต์ gpeafowlcons.up.ac.th 

โครงการรำแพนได้กลายเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่าง วัฒนธรรม ธรรมชาติ และเศรษฐกิจของชุมชน ผ่านการช่วยกันอนุรักษ์นกยูงไทยและช่วยชาวบ้านท้องถิ่นให้มีรายได้ อาจารย์กุ้งเล่าว่า

เราได้ไปนำเสนอโครงการและผลิตภัณฑ์ที่ประเทศจีน ลาว และพม่า มาแล้ว อย่างจีน ในป่าของเขาแทบไม่มีนกแล้ว แต่ความเชื่อว่านกยูงเป็นนกศักดิ์สิทธิ์ในไทใหญ่ ไทลื้อ ค่อนข้างแน่นหนามาก ปัจจุบันวัฒนธรรมของเขายังมีการเอาขนนกยูงมาปักบนศีรษะ วันปกติก็ยังใส่ชุดพื้นเมือง เราจึงอยากใช้มิตินี้เชื่อมโยงการค้ากับพี่น้องไทยที่อยู่ต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์มิติที่เอาวัฒนธรรมนำการค้าโดยมีนกยูงนำพาไป

“สายสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากความเชื่อในนกยูงที่เรามีร่วมกันนี้มันอบอุ่นมาก ๆ ดินแดนไกลโพ้นอย่างจีนที่เราไปนำเสนอโครงการผ่านสมาคมไทลื้อ ไทเต๋อหง ไทเหนือ ซึ่งเขาพูดภาษาไทยแต่เราไม่เคยเจอกันเลย เหมือนกับญาติพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันมานาน เพราะเรามีวัฒนธรรมรากที่คล้าย ๆ กัน เขาร้องไห้ เราก็ร้องไห้ เพราะดีใจที่ได้เจอคนต่างถิ่นที่พูดภาษาเดียวกัน โครงการนี้เลยมีความลุ่มลึกและมีเสน่ห์ที่เรากำลังจะเดินทางไปมาหาสู่กันโดยใช้นกยูงและวัฒนธรรมนำทาง” อาจารย์กุ้งเล่าถึงการขยายโครงการสู่ต่างประเทศ

ด้วยความมุ่งหวังที่อยากให้โครงการรำแพนเป็นตัวอย่างในระดับสากลที่สามารถส่งไปเวทีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และบอกกับโลกได้ว่า การอนุรักษ์นกยูงที่ทำมา ทำให้คนในชุมชนและนกยูงอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน  

หนทางสู่ความยั่งยืนที่ว่านั้นอาจไม่ได้มีเพียงแบบเดียว ทั้งนักวิชาการ หน่วยงานราชการ และชุมชน ต้องช่วยกันเรียนรู้และพัฒนาไปเรื่อย ๆ เพื่อหาหนทางให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข 

“ปลายทางของโครงการก็เป็นสโลแกนของเราเนี่ยแหละ ให้คนอยู่ได้ นกยูงอยู่ได้”

รำแพน ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นโกอินเตอร์ ทั้งข้าว สาโท น้ำผึ้ง ลำไยแห้ง ที่ช่วยให้ชาวบ้านในภาคเหนืออยู่ร่วมกับนกยูงได้
รำแพน
  • www.upili.up.ac.th และ ps://gpeafowlcons.up.ac.th
  • สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ (ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมและอนุรักษ์นกยูงไทย) มหาวิทยาลัยพะเยา
  • 09 1796 3136, 08 7661 9298 และ 06 4593 9680

Writer

Avatar

ญาณินท์ ศรีอุดมพงษ์

อดีตนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ในวงการแฟชั่นผู้เชื่อว่าจังหวะชีวิตมีจริง และมีวง safeplanet เป็นเครื่องชุบชูใจ

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load