ธุรกิจ : บริษัท หยูฮวดเซี้ยง จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ร้านอาหาร

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2503

อายุ : 61 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณตินฮั่ว แซ่พัว 

ทายาทรุ่นสอง : คุณสมบัติ พฤกษ์ไพบูลย์

ทายาทรุ่นสาม : คุณเอกพล พฤกษ์ไพบูลย์

โจทย์หนึ่งที่ทายาทร้านอาหารทุกคนต้องเจอคล้ายๆ กันคือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถสืบทอดสูตรอาหารอายุหลายสิบปีและส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่น

‘โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ’ คือร้านข้าวมันไก่ของครอบครัวพฤกษ์ไพบูลย์ ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกประตูน้ำ

โก แทนคำว่า เฮีย 

ส่วน อ่าง เป็นชื่อของทายาทรุ่นสอง

แต่หลายต่อหลายคนจำสีชมพูของเสื้อพนักงานเสิร์ฟแทนชื่อร้าน 

ธุรกิจครอบครัวนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและคนท้องที่ จนภาพจำที่เห็นเกือบทุกครั้งเวลาขับรถผ่านสี่แยกนี้จะเป็นลูกค้าต่อคิวยาวเหยียดออกมาหน้าร้าน และยังเป็นอย่างนี้มาจนเมื่อ 3 – 4 ปีก่อนธุรกิจทั่วโลกจะเจอกับวิกฤตโควิด-19

กลยุทธ์รุ่นปู่ ตินฮั่ว แซ่พัว คือ ความหลากหลายของเมนูอาหาร ตั้งแต่ข้าวขาหมู หมูแดง ข้าวมันไก่ จนถึงราดหน้า 

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

รุ่น คุณพ่อสมบัติ พฤกษ์ไพบูลย์ เริ่มสังเกตเห็นว่าลูกค้าชอบสั่งข้าวมันไก่ จึงตัดเมนูอื่นๆ ออก แล้วลงแรงและใจไปที่เมนูเดียว

มาทายาทรุ่นสาม เกียร์-เอกพล พฤกษ์ไพบูลย์ สถาปนิกที่ตัดสินใจมารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว โดยตั้งมั่นว่า จะพัฒนาระบบภายในเพื่อควบคุมคุณภาพของสูตรอาหารอายุกว่า 60 ปีให้คงที่ นำการชั่ง วัด ตวง มาใช้ในครัวแทนการใช้ความคุ้นชิน เปลี่ยนระบบออเดอร์จากความจำมาเป็นคอมพิวเตอร์ ให้การตรวจสอบข้อผิดพลาดทำได้ง่ายยิ่งขึ้น และสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาเพื่อให้พนักงานมองเห็นภาพเดียวกัน 

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

เคยมีคนบอกว่า สถาปนิกมักมองทุกอย่างแยกส่วนเหมือนเวลาต่อกันดั้ม แล้ววิเคราะห์แก้ไขไปทีละอย่าง

ผลคือในวันนี้ ธุรกิจขยายจนมี 6 สาขาในประเทศ และ 4 สาขาในสิงคโปร์ ภายในเวลา 6 ปี มีคู่มือขององค์กรเพื่อใช้สอนพนักงานใหม่ ระบบควบคุมคุณภาพในครัวที่แม่นยำ และเมนูข้าวมันไก่ทอดที่ไม่เคยมีมาก่อนในรุ่นคุณปู่และคุณพ่อ 

ร้านอาหารไหหลำ

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

คุณปู่เป็นคนไหหลำที่ย้ายมาเมืองไทยตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 ตั้งรกรากแถวย่านประตูน้ำแล้วก็เริ่มค้าขายอาหาร ขายทุกอย่างรวมถึงข้าวมันไก่ ถือคติว่าอะไรที่ทำได้ก็ทำหมด จากร้านรถเข็นก็ขยับขยายมาเช่าห้องแถวที่เป็นสาขา 1 ในปัจจุบัน 

มาถึงรุ่นคุณพ่อสมบัติที่เริ่มมีลูกค้าเยอะขึ้น สั่งอาหารหลากหลายขึ้น ขณะที่ครัวมีขนาดเล็กจนบางวันแทบรองรับไม่ไหว จึงตัดเหลือแค่ข้าวมันไก่ที่ขายดีที่สุด

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

ประตูน้ำกลายเป็นย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องข้าวมันไก่ เพราะมีอยู่หลายร้าน ร้านคุณพ่อเล็กสุด เลยมีกลยุทธ์ธุรกิจว่าจะเปิดเร็วและปิดดึกกว่าร้านอื่น คือ ตี 5 ครึ่งถึงตี 2 ทุกวันไม่มีวันหยุด และเริ่มตั้งชื่อภาษาไทยเป็นร้านแรก เพื่อให้คนเรียกง่าย จำง่าย เพราะความอร่อยที่บอกต่อกัน จึงทำให้มีทั้งคนไทย ทัวร์ต่างชาติ หรือแม้แต่ดาราฮ่องกงชื่อดังอย่าง หลิว เต๋อหัว มาเป็นลูกค้าประจำ

ลองนึกภาพโกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำในคืนที่ขายดีสุดๆ ในร้านขนาด 2 ห้องแถวมีลูกค้าเต็ม 88 ที่นั่ง นอกร้านต่อแถวยาวไปอีก 20 – 30 คิว 

ในทางธุรกิจมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือรายได้เยอะ มีลูกค้าเข้าออกตลอดคืน ข้อเสียคือพนักงานอาจบริการได้ไม่ทั่วถึง

คุณพ่อสมบัติเห็นว่างานนี้มันไม่สบาย จึงบอกลูกชายคนเดียวให้เลือกเรียนอะไรก็ได้ที่อยากเรียน และไปทำอย่างอื่นที่สบายกว่า

เกียร์จบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท และโตมากับคำถามที่เจอประจำคือ ‘ถ้าพ่อเลิก จะทำต่อไหม’ ตัดสินใจอยู่ครึ่งปีก็กลับจากอเมริกามารับช่วงต่อ เพราะร้านนี้คือบ้านของเขา

หลักสูตรผู้ประกอบการขนาดย่อม

โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำเป็นเหมือนหลักสูตรผู้ประกอบการแรกในชีวิตของเกียร์

ปีหนึ่ง เรียนรู้ทุกอย่าง ทุกกระบวนการ ตั้งแต่หุงข้าว ต้มไก่ เก็บจาน คิดเงิน

ปีสอง เอาความรู้ที่ได้มาปรับปรุงพัฒนา และขยายร้านออกไปเป็นสาขาต่างๆ

ก่อนจะเข้ามารับช่วงต่ออย่างจริงจัง เกียร์มีภาพร้านรุ่นตัวเองในหัวว่าต้องตกแต่งแบบไหน ทำครัวแบบไหน มีพนักงานเท่าไหร่ ทั้งหมดเป็นการมองผ่านเลนส์ของสถาปนิกที่ดูเรื่องพื้นที่ใช้สอยและความสวยงามเป็นหลัก

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

พอได้เข้ามาทำงานจริง เขาเปลี่ยนมามองร้านผ่านเลนส์ผู้บริหาร จะบริหารธุรกิจอย่างไร บริหารคนอย่างไร ใช้พื้นที่ในร้านอย่างไรให้ตอบโจทย์ทั้งคนทำงานและลูกค้า ระบบการเงิน ระบบทอนเงิน ระบบการดูแลวัตถุดิบ ซึ่งมีผลต่อการออกแบบร้านทั้งหมด เขาได้เรียนรู้ว่าแค่ร้านสวยและมีเมนูเล่มหนา ไม่ได้แปลว่าร้านอาหารนั้นจะอยู่รอดเสมอ 

หลังจากจบหลักสูตรปีแรก เขาปักธงว่าจะขยายสาขา แต่จะทำอย่างนั้นได้ โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำต้องพัฒนา 2 เรื่อง คือ ระบบควบคุมคุณภาพ และ แบรนดิ้ง

เรื่องแบรนดิ้งไม่ซับซ้อน Pain Point ตลอดการทำธุรกิจ 60 ปีคือคนจำชื่อไม่ค่อยได้ เรียกแต่ ‘ข้าวมันไก่ประตูน้ำเสื้อชมพู’ ไม่ก็ ‘ร้านตีนสะพาน’ ซึ่งสีชมพูก็ได้มาเพราะความบังเอิญ รุ่นคุณพ่อช่วงแรกๆ ไม่มีเสื้อพนักงาน เลยเอาเสื้อสีเลือดหมูสมัยเรียนนายร้อยฯ มาให้ใส่ ใส่ไปนานเข้าเสื้อซีด ตอนจะซื้อใหม่เอาสีเสื้อเดิมไปเทียบที่ร้าน ใกล้เคียงสุดคือสีบานเย็น 

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

เกียร์เริ่มจากทำโลโก้ใหม่ ลืมคำว่าข้าวมันไก่ประตูน้ำ ลืมคำว่าเจ้าเก่า ลืมคำว่าสีชมพู แล้วโฟกัสที่ชื่อ ‘โกอ่าง’ เพราะเป็นเครื่องหมายการค้า พยายามสื่อสารออกไปในช่องทางต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

นอกจากนี้ เขายังฟังลูกค้ามากขึ้น พบว่าลูกค้ามองหาเมนูทานเล่นและเมนูผัก เห็นโอกาสในเมนูอาหารที่มีแต่ข้าวมันไก่ ทั้งๆ ที่ครัวใหญ่มาก จึงเพิ่มรายการอาหารเข้าไปในเมนู รวมถึงข้าวมันไก่ทอดที่ไม่เคยมีในรุ่นของคุณปู่และคุณพ่อ เขาบอกว่าไม่ได้ทำเพราะร้านอื่นทำ แต่เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้าถามหามากที่สุด เลยอยากลองทำไก่ทอดในแบบของโกอ่างที่วันนี้ก็ยังปรับสูตรทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่อหารสชาติที่ตรงใจที่สุด

เขาบอกว่า “ผมไม่ได้อยากให้ร้านมีเมนูครบทุกอย่าง แต่ขอให้แต่ละอย่างเป็นอะไรที่เราภูมิใจที่จะเสิร์ฟให้ลูกค้า” 

Disrupt ระบบควบคุมคุณภาพของธุรกิจอายุ 60 ปี

การยกระบบธุรกิจอายุครึ่งศตวรรษใหม่ทั้งหมดเป็นโจทย์หิน ทายาททุกคนรู้เรื่องนี้ดี

เกียร์เตรียมใจกับสิ่งนี้ เลยตั้งใจว่าจะปรับเปลี่ยนสาขาดั้งเดิมเท่าที่จำเป็น และนำไปใช้กับสาขาที่ขยายออกไปเต็มร้อย

โจทย์แรกคือระบบออเดอร์และทอนเงิน สมัยก่อนแยกเป็นถ้วย เหรียญห้า เหรียญสิบ เหรียญบาท และธนบัตร เวลาพนักงานเสิร์ฟยื่นเงินมา คนทำหน้าที่เก็บเงินจะคิดเลขในหัวแล้วทอนเลย

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

“ถูกบ้างผิดบ้าง ลูกค้ามานั่งยี่สิบโต๊ะพร้อมกัน เราก็ไม่มีระบบจดบิล แต่พนักงานที่ร้านเก่ง ทำงานด้วยความจำ รับออเดอร์แล้วจำมาบอกต่อ ข้าวมันไก่ธรรมดา เนื้อส่วนไหน เอาซุปอะไร เครื่องดื่มอะไรบ้าง สมัยก่อนไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์สั่งออเดอร์คิดเงิน ถ้าเดินไปดูร้านแรกจะเห็นรถเข็น มีเก้าอี้ มีจานวางอยู่ 

“สมมติลูกค้าสั่งว่า ข้าวมันไก่ราดข้าวเนื้อน่องไม่หนัง เราก็หยิบจานมาวาง แต่มีวิธีวางเป็นโค้ดเพื่อบอกคนทำว่าเขาต้องทำอะไร ถ้าวางตรงนี้แล้วหงายคืออะไร วางตรงนี้แล้วคว่ำคืออะไร”

ลองจินตนาการว่าข้างหน้ามีไก่ต้มหนึ่งตัว หัวอยู่ทางขวา อกอยู่ตรงกลาง น่องอยู่ทางซ้าย วางจานไว้ตรงไหนคือเอาเนื้อส่วนนั้น วางคว่ำมีหนัง หงายไม่ติดหนัง ถ้าเอาเครื่องในด้วยต้องวางหนังยางหนึ่งเส้น ถ้าเอาแต่ตับไม่เอากึ๋น จะมีชิ้นพลาสติกเล็กๆ วางแทน

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

“แต่ใครมาก่อนหลังต้องจำเอาเอง” เกียร์หัวเราะ “พวกผมทำกันจนชิน คล่อง รันออเดอร์ได้ แต่ลองคิดดูว่าถ้าวันหนึ่งผมไม่สบาย ให้คนอื่นที่ไม่คล่องมารันคือพังเลยนะ แม้จะเป็นวิธีที่ทำกันมาตั้งแต่แรก แต่มันทำงานลำบาก ก็เลยคิดว่าต้องเปลี่ยนแล้ว”

โกอ่างในมือทายาทรุ่นสามนำระบบ QoS (Quality of Service Standards) มาใช้ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

โจทย์หินข้อถัดมาคือการควบคุมคุณภาพในครัว 

“พนักงานในครัวที่อยู่มาสิบ ยี่สิบปี เขาใช้ระบบตาตัก ใช้ความรู้สึก สมมติต้องใส่วัตถุดิบห้าช้อนกระบวย วันหนึ่งกระบวยหักไปซื้อกระบวยรุ่นใหม่ ก็ยังใช้ห้าช้อนเหมือนเดิม รสชาติจะไม่เพี้ยนได้ยังไง ผมเลยเอาการชั่งตวงมาใช้ สอนทุกคนในครัวเพราะเขาไม่คุ้น

“หรืออย่างเรื่องอุณหภูมิก็เหมือนกัน น้ำร้อนน้ำเย็นแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอีก เลยต้องใช้เครื่องวัดอุณหภูมิและเครื่องจับเวลา เข้าใจเลยว่าทำไมสมัยคุณพ่อเหนื่อยมาก เพราะแกต้องดูทุกรายละเอียด พอไม่มีระบบควบคุม วัดไม่ได้ ก็เลยต้องเช็กตลอดเวลา

“แต่บางอย่างเปลี่ยนไม่ได้จริงๆ ที่ร้านมีหม้อต้มอะลูมิเนียมใหญ่ๆ เก่าเร็ว ซื้อแล้วก็เสีย แล้วก็ซื้อใหม่ วนไปอย่างนี้ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ซื้อดีๆ ก็เลยไปซื้อหม้อสเตนเลสมาให้ จากใบละห้าพันเป็นสองหมื่น คิดเสียว่าจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ปรากฏว่าต้มแล้วไม่เวิร์ก เพราะเหล็กแต่ละชนิดให้ความร้อนไม่เท่ากัน”

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน
ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

ความเปลี่ยนแปลงกับองค์กรอายุหลายสิบปีไม่ใช่ของคู่กัน เกียร์อาศัยการทดลองทำเป็นตัวอย่าง เอาชนะความเคยชินด้วยการทำให้เห็น อะไรไม่ดี ปรับ อะไรดีกว่าก็คงไว้ เขาพยายามแก้ไขเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการนำเครื่องซอยพริกมาใช้แทนแรงงาน แล้วให้พนักงานทำงานที่จำเป็นจริงๆ ให้เขาเอาแรงกาย แรงใจ และเวลา ไปบริการลูกค้า

ระบบเหล่านี้ส่งผลใหญ่ๆ ให้โกอ่าง 3 เรื่อง

หนึ่ง เมื่อมีพนักงานใหม่เข้ามาจะเป็นงานเร็ว ไม่ต้องทดจำทุกอย่างไว้ในหัว และจดเป็นตัวเลขได้เลย 

สอง เวลาเกิดปัญหาก็ตรวจสอบง่าย จากที่เคยต้องนั่งสัมภาษณ์พนักงานทีละคนว่าผิดพลาดตรงไหน ตอนนี้รู้ได้เลยว่าตกหล่นอะไร เพราะมีการวัดผลและการจดบันทึกไว้ทุกขั้นตอน

สาม ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อความพึงพอใจลูกค้าโดยตรง การทอนเงินพลาดน้อยลง ลูกค้าได้อาหารเร็วขึ้น ถูกต้องตามลำดับมากขึ้น รสชาติเสถียรและแม่นยำ และได้รับบริการที่เอาใจใส่มากขึ้น

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ ที่ไม่ได้มีแค่ที่ประตูน้ำ

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำงานระหว่างคุณพ่อและเกียร์คือ ความเห็นต่าง 

คุณพ่อสมบัติเป็นเถ้าแก่มาทั้งชีวิต ตัดสินใจด้วยตัวเองมาโดยตลอด ไม่เคยต้องฟังใคร และทำงานจากประสบการณ์จริง ส่วนเกียร์ แม้จะไม่เจนจัดในแวดวงธุรกิจร้านอาหารอย่างรุ่นพ่อ แต่ในหัวมีทฤษฎีสนับสนุนการตัดสินใจทุกอย่าง

ครั้งหนึ่งมีลูกค้าประจำชาวญี่ปุ่นมาขอซื้อแฟรนไซส์ไปเปิดที่ชิบูย่า กรุงโตเกียว หว่านล้อมกันอยู่นานจนกว่าจะตกลง

“คุณพ่อมองว่าร้านตัวเองเป็นร้านลูกกระจ๊อก แค่ร้านขายข้าวมันไก่ จะทำร้านดีๆ ทำโลโก้ ทำการตลาด ไปทำไม แต่พอคนญี่ปุ่นเอาไปทำใหม่ จัดร้านใหม่ คุมมาตรฐานในครัว พอแกไปดู แกก็ประทับใจ ภูมิใจว่ามันไปได้จริงๆ ก็ค่อยๆ เปิดใจ”

การขยายสาขาจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อสมบัติสนับสนุนมาตั้งแต่เกียร์เข้ามารับช่วงต่อ เมื่อพัฒนาระบบภายในให้มีคุณภาพที่ควบคุมได้แล้ว โกอ่างจึงขยายธุรกิจออกไปเป็น 6 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และ 4 สาขาที่ ViVoCity, JEM, NEX, และ Plaza Singapura ประเทศสิงคโปร์

สาขาที่สิงคโปร์เป็น Joint Venture ร่วมกับคนสิงคโปร์ที่เข้าใจความเป็น ‘โกอ่าง’ จิตใจของคนทำร้านอาหาร และมีความพร้อมเรื่องการบริหารร้าน เชฟต้องบินมาเรียนสูตรที่เมืองไทย วัตถุดิบบางอย่างส่งออกจากไทย บางอย่างใช้ของท้องที่ แต่พยายามรักษารสชาติให้ใกล้เคียงที่สุดด้วยระบบควบคุมคุณภาพที่เกียร์ออกแบบไว้ ส่วนการบริหารจัดการต้องตัดสินใจร่วมกันทั้งสองฝ่าย จากหนึ่งสาขาค่อยๆ ขยายเป็นสอง สาม และสี่ ภายในเวลา 2 ปี

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

“ถ้าอยู่ที่ประตูน้ำที่เดียวคงทำอะไรได้ไม่เต็มที่หรอก” คุณพ่อสมบัติบอกเขาแบบนั้น

“เปรียบเทียบสมัยที่ยังไม่เปิดสาขา ผมอยู่ที่ประตูน้ำ ศึกษางานไปด้วย คิดว่าจะพัฒนาร้านของพ่อยังไงให้ขยายไปเปิดของตัวเองได้ แต่มันคิดอยู่ในกรอบเล็กๆ เพราะมีที่เดียว ผมเข้าร้านมาก็เจอทุกคนแล้ว ระบบงานทุกอย่างอยู่ที่นี่ พอมีหลายสาขา เราตัวคนเดียวอยู่ทุกที่พร้อมกันไม่ได้ โหลดงานก็เยอะขึ้น ไหนจะสั่งของ ไหนจะทำบัญชี ไหนจะดูสถิติ และคิดแผนธุรกิจ”

ร้านยุคพ่อไม่เคยมีผู้จัดการ ลำดับขั้นเริ่มจากเถ้าแก่ ที่เหลือเป็นพนักงานทุกคน เวลารับพนักงานใหม่ไม่มีพิธีรีตองวุ่นวาย ถาม 2 เรื่องหลักๆ คือ อายุและเงินเดือน หากพร้อมก็เริ่มงานได้เลย ไปเรียนรู้กันเองหน้างาน ถ้าถูกก็โชคดี ถ้าผิดโทษใครไม่ได้เลย นอกจากตัวเองที่ไม่ได้สอนเขา

สาขาที่เพิ่มขึ้นจึงต้องการพนักงานมากขึ้นด้วย เกียร์ทำโกอ่างให้เป็นระบบองค์กรที่มีลำดับขั้น โดยเรียนรู้เทคนิคการอ่านคนมาจากพ่อ 

จากร้านที่อำนาจตัดสินใจอยู่ที่เถ้าแก่เพียงผู้เดียว โกอ่างวันนี้มีฝ่ายบุคคล ผู้จัดการสาขา หัวหน้าพ่อครัว เขาถึงกับสร้าง Roadmap จัดอบรมพนักงานใหม่ และเขียนคู่มือองค์กรขึ้นมาหนึ่งเล่ม เพื่อสอนให้คนทำงานเข้าใจวัฒนธรรมของโกอ่าง วิสัยทัศน์ ความเชื่อ และวิธีการทำงานร่วมกัน

ละเอียดไปถึงอุปกรณ์ในครัวต้องยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ทุกสาขา เพื่ออำนวยความสะดวกให้พนักงาน โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่ ถ้าวันหนึ่งต้องย้ายไปทำงานร้านอื่น จะได้คุ้นเคย

ทายาทรุ่น 3 ‘โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ’ ผู้ทิ้งอาชีพสถาปนิกมารับช่วงต่อร้านอาหารของพ่อ เข้ามาพัฒนาระบบ สร้างวัฒนธรรมในร้าน และขยาย 6 สาขาในเวลา 6 ปี

รสชาติที่สม่ำเสมอ

‘แล้วโกอ่างต่างจากเจ้าอื่นอย่างไร’ คำถามนี้คงตอบได้ยาก ข้าวมันไก่ก็เหมือนอาหารอื่นๆ เป็นเรื่องเฉพาะตัวที่แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ร้านนี้อยู่ได้นาน 60 ปี คือความละเอียดของคุณพ่อสมบัติ ถ้าอะไรยังไม่ได้ดั่งใจจะไม่ยอมแพ้ไปทำอย่างอื่น

เลือกข้าวอย่างไร ข้าวสายพันธุ์ไหน หุงอย่างไร ข้าวแต่ละฤดูต่างกันไหม ข้าวแต่ละกระสอบต้องทดลองสังเกตอย่างไร ไฟแรงแค่ไหน ต้องใส่ข้าวลงในน้ำตอนไหน โดยมีคุณพ่อวัดความถูกต้องด้วยการชิม

เหล่านี้เป็น Know-how ที่ต้องใช้กาลเวลาในการเรียนรู้ อาศัยวินัย ความรัก และการเอาใจใส่ในการรักษามาตรฐานเอาไว้ เหตุผลที่โกอ่างไม่ต่อสัญญาแฟรนไชส์กับลูกค้าญี่ปุ่นคนนั้น เพราะเขาต้องการปรับคุณภาพวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุน พ่อไม่ยอมเพราะขัดกับความตั้งใจที่ทำมาตลอด

สิ่งที่เกียร์ต้องการในวันนี้นั้นเรียบง่าย แต่ทำได้ยาก และเป็นเหตุผลที่เขาพยายามพัฒนาระบบภายในต่างๆ เพื่อสร้างคุณภาพที่ควบคุมได้ นำไปใช้แต่ละสาขาได้ เขาอยากให้โกอ่างเป็นร้านอาหารที่ลูกค้ามาทานแล้วรสชาติสม่ำเสมอ

ทายาทรุ่น 3 ‘โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ’ ผู้ทิ้งอาชีพสถาปนิกมารับช่วงต่อร้านอาหารของพ่อ เข้ามาพัฒนาระบบ สร้างวัฒนธรรมในร้าน และขยาย 6 สาขาในเวลา 6 ปี

“ผมไม่ได้อยากให้ร้านหรูหรา อาหารเรามาจากสตรีทฟู้ด ราคาต้องสบายๆ แต่ควรเป็นร้านที่สม่ำเสมอ ผมชอบเปรียบเทียบกับ Starbucks คนอาจไม่ได้มองว่าขายกาแฟที่อร่อยที่สุด แต่คนมั่นใจว่าซื้อที่ไหนก็จะเหมือนกัน ไว้ใจได้ ไปต่างประเทศก็เหมือนกัน เวลามีลูกค้ามาบอกว่าแต่ก่อนเคยกินร้านที่ประตูน้ำ ตอนนี้มากินอีกที่แล้ว รสชาติเดียวกันแแต่สะดวกกว่า ผมจะดีใจมาก”

ทายาทรุ่นสาม

รุ่นปู่… เน้นเมนูหลากหลาย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรสชาติเป็นอย่างแรก

รุ่นพ่อ… ตัดเมนูอื่นๆ ออกแล้วเหลือข้าวมันไก่เพียงอย่างเดียว พิถีพิถันปรับสูตรไก่ ข้าว และน้ำจิ้ม ให้อร่อยดั่งใจ และยังใช้สูตรเดิมมากว่า 40 ปีแล้ว

รุ่นเกียร์… มีหน้าที่รักษาสูตรเดิมไว้ ตามเงื่อนไขของวัตถุดิบที่ควบคุมไม่ได้

“ไก่สามสิบปีก่อนไม่ใช่แบบนี้ ข้าวสารก็ไม่ใช่แบบนี้ ยี่ห้อน้ำจิ้ม ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ก็ไม่นิ่งเหมือนเดิม วัตถุดิบในไทยกับต่างประเทศก็ไม่เหมือนกัน เราต้องพยายามตามวัตถุดิบให้ทันว่าเปลี่ยนไปแค่ไหน เขาผลิตยังไง แล้วเราจะใช้ยังไงให้แน่ใจว่ารสชาติยังเหมือนกับเมื่อก่อนจริงๆ  

“เคยมีลูกค้าทักว่า ‘แต่ก่อนป้ามาทานกับพ่อ ตอนนี้มีลูกแล้ว สมัยก่อนมันอีกฟีลหนึ่งเลยเนอะ’ ผมว่าความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิมขึ้นอยู่กับทั้งเรื่องของความทรงจำและรสชาติของบางอย่างที่เปลี่ยนจริงๆ หน้าที่ของผมคือทำให้มันเปลี่ยนน้อยที่สุด จะด้วยวัตถุดิบ ด้วยกระบวนการ หรือระบบต่างๆ ที่เรามี”

ทายาทรุ่น 3 ‘โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ’ ผู้ทิ้งอาชีพสถาปนิกมารับช่วงต่อร้านอาหารของพ่อ เข้ามาพัฒนาระบบ สร้างวัฒนธรรมในร้าน และขยาย 6 สาขาในเวลา 6 ปี

เช่นเดียวกับธุรกิจร้านอาหารอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตโควิด-19 จำนวนคนสัญจรหน้าร้านประตูน้ำสาขา 2 ลดลงจากวันละ 250,000 เหลือไม่ถึง 10,000 คน ร้านอาหารที่เคยคนเต็มแน่นจนต่อคิวไปนอกร้าน เหลือเพียงห้องแถวเปล่าที่ไม่รู้จะเป็นแบบนี้ถึงเมื่อไหร่ โครงการขยายสาขาและครัวกลางที่วางแผนไว้ต้องหยุดชะงัก

โกอ่างยังไม่มีเป้าหมายปีหน้าชัดเจน เพราะวันนี้แทบจะเปลี่ยนไปทุกชั่วโมงอยู่แล้ว เกียร์พยายามแก้ปัญหาตรงหน้าไปทีละจุด ถ้าต้องเดลิเวอรี่ ก็คิดระบบเดลิเวอรี่ที่จะรักษารสชาติอาหารให้ดีที่สุด ถ้ารายได้จากการขายหน้าร้านไม่เพียงพอ ก็เพิ่มบริการ Catering เพื่อให้ธุรกิจอยู่ต่อไปได้

เขาบอกว่าการทำธุรกิจร้านอาหารเหนื่อยกว่าที่คิดไว้แต่แรกหลายเท่า 

“บางคนมาขอซื้อแฟรนไชส์เพราะเห็นว่าขายดี เงินดีแน่นอน ถ้าคุณมาด้วยเหตุผลนี้ เวลาต้องตัดสินใจ คุณตัดสินใจไม่ได้หรอก เพราะคุณจะตัดสินใจด้วยเงิน อย่างของผม เราตัดสินใจด้วยหลักการว่า ทำอะไรที่ดีต่อร้าน รักษาคุณภาพยังไง รักษาพนักงานยังไง”

เขาทิ้งท้ายว่า

“ในช่วงโควิด-19 วิธีรอดที่ง่ายที่สุดของร้านอาหารคือ เลิกจ้าง จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่เลิกจ้างใครเลย ทุกคนอยู่ครบ น้องก็สบายใจที่เราพยายามเทคแคร์ เราซื้อใจเขา พอสถานการณ์ดีขึ้น เขาก็จะเลือกอยู่กับเราต่อ เรื่องคนสำคัญมาก ให้เราไปวิ่งเสิร์ฟในร้านคนเดียวยังไงไหว เราต้องพึ่งแรงเขา เขาก็พึ่งให้เราดูแล”

ทายาทรุ่น 3 ‘โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ’ ผู้ทิ้งอาชีพสถาปนิกมารับช่วงต่อร้านอาหารของพ่อ เข้ามาพัฒนาระบบ สร้างวัฒนธรรมในร้าน และขยาย 6 สาขาในเวลา 6 ปี

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ทันทีที่เครื่องมือนำทางแจ้งบอกว่าเรามาถึงหมุดหมายที่ตั้งโรงงานเหล็กย่านสุขสวัสดิ์ เราก็เกิดอาการประหม่าเล็กๆ เพราะนึกจินตนาการถึงภาพฉากโรงงานเหล็กสุดแข็งแกร่ง เครื่องมือเครื่องจักรใหญ่โตที่มาพร้อมเสียงดังอึกทึก

จนเจอเข้ากับรั้วโรงงานสีชมพูสดใส พร้อมการปรากฏตัวของ ปิ่น-ศรุตา เกียรติภาคภูมิ ศิลปินและนักออกแบบเจ้าของแบรนด์ PiN (พิน) หนึ่งในทายาทรุ่นสองของโรงงานเหล็กแห่งนี้

“โห เท่จัง” ปิ่นบอกกับเราในแรกพบที่เห็นว่าเป็นทีมงานผู้หญิงร่างบางกับภารกิจจัดทำบทความทายาทโรงงานเหล็ก อันที่จริงเราก็เขินที่จะเขียนถึงตัวเองแบบนี้ แต่นั่นก็เพื่อให้คุณผู้อ่านติดตามบทบรรยายย่อหน้าถัดไปได้ทัน

เราเดินตามปิ่นผ่านเขตพื้นที่เครื่องจักรใหญ่เข้าไปถึงสตูดิโอเล็กๆ ของเธอ พร้อมอุทานในใจดังๆ ว่า ‘โห เท่จัง’ ตามไปด้วยตลอดทางเดินที่เรียงรายไปด้วยผลงานจาก PiN Metal Art ทำพวกเราตื่นเต้นเหมือนอยู่โอเอซิสแกลเลอรี่อย่างไรอย่างนั้น

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

ก่อนอื่นเราอยากแนะนำให้รู้จักกับปิ่นสั้นๆ ปิ่นเป็นน้องสาวคนเล็กในจำนวน 3 พี่น้องทายาทรุ่นสองของโรงงานเหล็กผู้รับผลิตลูกล้อ บานเลื่อน กุญแจ บานสวิง อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ เธอนำเศษชิ้นส่วนจากการผลิตในโรงงานเหล่านี้มาต่อยอดเป็นผลงานศิลปะสร้างมูลค่าจากเดิมกว่าร้อยเท่า และยังกลายเป็นแบรนด์ของแต่งบ้านแบรนด์ดังที่ใครๆ ก็หลงรัก แต่ปิ่นไปไกลกว่าการแปรเปลี่ยนเศษวิเศษให้กลายเป็นงานสร้างมูลค่าและความงาม

ความพิเศษแรก ไม่เพียงการเดินสายแสดงงานดีไซน์แฟร์ระดับโลกอย่าง MAISON&OBJET ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ถึง 4 ปีซ้อน รวมถึงงานดีไซน์แฟร์ทั่วโลก ทั้งเดนมาร์ก อังกฤษ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย PiN ยังได้รับการยอมรับทั้งจากรางวัลด้านการออกแบบระดับประเทศและอาเซียน และจากยอดออร์เดอร์มากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ ปิ่นเล่าให้ฟังว่า “ที่ประทับใจที่สุดคือ เรามียอดสั่งซื้อกว่า 100 ชิ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ออกงานแฟร์ BIG+BIH 2012 ที่ไทย และหลังจากที่มีออร์เดอร์จากอเมริการ้อยกว่าชิ้น ปีถัดมาเขาก็สั่งอีก 300 ชิ้น ซึ่งเป็นจำนวนกว่าครึ่งคอนเทนเนอร์ ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะงานแฟร์ รางวัลที่ได้รับ และยอดสั่งซื้อต่างๆ เราดีใจมากที่ได้บอกให้โลกรู้ว่าเราคนไทยก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร ให้ชาวต่างชาติรับรู้ว่าเรามีดีและไม่ธรรมดานะ”

ความพิเศษที่สอง เธอเชื่อในเรื่องราวชีวิตของคนในโรงงานแบบที่ป๊าของเธอเชื่อ บทสนทนาด้านล่างจึงไม่ได้คุยกับเธอในมุมของการออกแบบอย่างที่เธอเคยชิน แต่เราชวนคุยเรื่องคุณค่าขององค์ความรู้ 2 ยุคสมัยและการสืบทอดกิจการในยุคสมัยที่คนรุ่นใหม่คอยจะวิ่งหนี

เป็นครั้งแรกที่เราไม่รู้สึกหงุดหงิดใจสักนิดที่มีเสียงเครื่องจักรดังแทรกบทสนทนาระหว่างเรา ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องราวด้านล่างนี้หรือไม่ แต่เราคิดว่ามีส่วนไม่มากก็น้อย

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

ธุรกิจ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดโชติอนันต์โลหะกิจ (พ.ศ. 2528)
ประเภทธุรกิจ: โรงงานอุตสาหกรรม (เหล็ก) ผลิตฮาร์ดแวร์และชิ้นส่วนต่างๆ
อายุ: 32 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: พรพิพัฒน์ เกียรติภาคภูมิ, กรนิภา เกียรติภาคภูมิ
ทายาทรุ่นที่สอง:
ปาน-อชิร เกียรติภาคภูมิ
เปิ้ล-ปัญญดา เกียรติภาคภูมิ
ปิ่น-ศรุตา เกียรติภาคภูมิ [บริษัท พิน เมททัล อาร์ต จำกัด (พ.ศ. 2555)]

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น

“ไปโรงเรียนครูชอบให้เขียนว่าที่บ้านทำงานอะไร เราก็เขียนว่ารับจ้างผลิต สมัยนั้นบ้านเรายังเป็นโรงงานปั๊มเหล็กเล็กๆ และเราก็เด็กมากๆ ไม่รู้ว่าที่บ้านทำงานอะไร จนโตมาก็ยังไม่รู้ว่าบ้านทำอะไรกันแน่” ปิ่นเล่าถึงความทรงจำสมัยยังเป็น ด.ญ. ปิ่น เมื่อต้องกรอกอาชีพผู้ปกครองในแบบสอบถามของโรงเรียน ถ้ายังจำกันได้ เราจะรู้ว่าสำหรับเด็กแล้วการระบุคำว่าธุรกิจส่วนตัวหรือค้าขายนั้น เป็นคำที่มีความหมายเข้าใจยากกว่าคำว่า ครู ตำรวจ พยาบาล

“พอโตถึงเริ่มรู้ว่าสิ่งที่ป๊าทำเรียกว่าผู้รับจ้างผลิต ถือว่าเป็นส่วนงานสำคัญในยุคอุตสาหกรรม 3.0 ที่ป๊าเริ่มจากการเป็นช่างเหล็กในโรงงาน ก่อนจะสร้างโรงงานเป็นของตัวเองและขยับขยายโรงงานมาในตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบัน”

ปัจจุบัน โรงงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโชติอนันต์โลหะกิจยังคงเป็นผู้รับผลิตลูกล้อ บานเลื่อน กุญแจ บานสวิง อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ

แม้ความทรงจำที่มีเกี่ยวกับโรงงานของปิ่นจะไม่เด่นชัดนัก แต่เรื่องราวในอดีตไม่หายไปไหน อย่างน้อยๆ ก็ถูกบันทึกไว้ในชิ้นส่วนแห่งกาลเวลา เช่นภาพถ่ายกองโตที่ปิ่นยกมาให้เราดูตรงหน้า ทั้งยังบอกเราว่าระหว่างค้นรูปภาพเก่าเพื่อถ่ายประกอบการสัมภาษณ์นี้ เธอเจอรูปภาพเก่าๆ รูปภาพโต๊ะทำงานตัวเก่าของพ่อ บทบันทึกเรื่องราวระหว่างที่พ่อเดินทางไปดูงานเครื่องจักรที่โอซาก้า รูปถ่ายที่แม่ส่งให้พ่อไว้ดูเล่น สมุดอวยพรงานแต่งงานพ่อกับแม่ และอื่นๆ ที่ทำให้ทั้งครอบครัวพูดคุยเรื่องราวสมัยอดีตจนลืมเวลากินข้าว

“ช่วงเรียนมัธยมปลาย มีอยู่วันหนึ่งครูประจำชั้นมาเยี่ยมที่บ้านและเห็นกองเศษเหล็กวางเต็มบ้านไปหมด ครูก็พูดว่า ‘ปิ่นรู้ไหมว่าสิ่งที่ปิ่นมีอยู่มันล้ำค่ามาก’ ตอนนั้นเราเพิ่ง ม.4 เอง เรายังไม่เข้าใจอะไร เราสนใจเรื่องศิลปะและกำลังค่อยๆ เติบโตในทางนั้น และระหว่างการเรียนศิลปะเราพบจิตใจและความรู้สึกนึกคิด การถ่ายทอดและสื่อสารออกมาผ่านงานศิลปะ เรื่อยมาจนเรียนมหาวิทยาลัย”

เป็นธรรมดาที่เราจะละเลยสิ่งแสนธรรมดารอบตัวเรา และสำหรับปิ่นความธรรมดานั้นมาในรูปแบบสิ่งรบกวนจิตใจก่อนจะค่อยๆ สร้างความรู้สึกและมุมมองด้านใหม่ที่เปลี่ยนเส้นทางและการค้นหาตัวตน

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

“ก่อนหน้านี้เราไม่ชอบโรงงาน เราเกลียดโรงงานนี้ เพราะเราเจอสิ่งเหล่านี้ทุกวัน เสียงสะท้านหัวใจจากเครื่องจักรเครื่องใหญ่ มันเกลียดไปหมด ตื่นมาด้วยเสียงเครื่องจักร เราคิดแง่ลบกับโรงงานนี้เสมอ ยิ่งช่วงเรียนศิลปะในมหาวิทยาลัยเราก็ทำงานกับความโศกเศร้า ความหม่นหมอง จนช่วงปีที่ 2 มีวิชา Art Environmental ที่ว่าด้วยเรื่องเอามลภาวะมาทำงานศิลปะ ในตอนนั้นเราตีโจทย์ในใจว่ามลภาวะของเราคือบ้านของเรา เราคิดลบกับมันมากๆ จนเกิดเป็นงานชิ้นหนึ่ง

“วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่เงียบมาก ไม่มีเสียงเครื่องจักรเดิน มีแค่เรากับป๊าสองคนทำงานอยู่ที่ห้องพิมพ์ ตัวชิ้นงานเราประกอบจากการเอาเหล็กมาทำเป็นกล่องบ้านมีหลังคา แปะตกแต่งด้วยเศษเหล็ก แล้วใส่กล่องเสียงที่อัดเสียงเครื่องจักรทำงานพร้อมตุ๊กตาเด็ก 3 ตัวร้องไห้หาป๊าและม้าไว้ในบ้านหลังนั้น” ปิ่นอธิบายถึงงานศิลปะที่ทำร่วมกันกับพ่อ

ในวันนั้นเอง ปิ่นได้พบกับความรู้สึกใหม่ จากที่เคยคิดว่าโรงงานเหล็กที่เห็นทุกวันคือความเศร้าและหม่นหมองของชีวิต เธอพบความสุขและความรู้สึกพิเศษระหว่างที่คิดงานและสร้างชิ้นงานนี้ออกมาด้วยกันกับพ่อ “ภาวะจิตใจที่ได้ทำงานร่วมกันกับพ่อในเวลานั้นมันพิเศษมากๆ จากเดิมที่เราพยายามจะสื่อว่าสิ่งนี้คือมลภาวะ เรากลับพบความสุขที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดเราเลยนะ เราพบว่าเรามีความสุขนี่หว่า แต่ทำไมเราสื่อสารว่าสิ่งนี้ไม่ดีนะ เรามีความสุขมากที่ได้นั่งคุย ได้นั่งสร้างงาน ด้วยกันกับพ่อ”

หลังจากนั้นปิ่นก็ทำงานศิลปะเรื่อยมาจนกลับมาทำงานเพนต์บนผ้าใบแบบที่ชอบ โดยที่ปิ่นก็คิดกลับไปว่าทำไมเธอถึงชอบเพนต์งานออกมาให้มีสีเหมือนสนิม ทำไมต้องพยายามจำลองสนิมของเหล็กในขณะที่มีเหล็กอยู่เต็มบ้าน ทำไมไม่ใช้เหล็กมาทำงานศิลปะ จึงเป็นที่มาของงาน thesis ชิ้นสำคัญของชีวิต

“เป็นงาน thesis เรื่องสภาพชีวิตของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม ผ่านเทคนิคภาพพิมพ์ที่ใช้วิธีสกรีนภาพถ่ายคนงานลงบนแผ่นเหล็ก ถือเป็นงานที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรารู้และสำนึกกว่าถ้าไม่มีเขาก็ไม่มีเรา

จากคนที่เคยเกลียดเสียงเครื่องจักร เปลี่ยนมาฟังเสียงของคนงาน เสียงชีวิต และลมหายใจของเรา ของคนงาน ของป๊าและม้าที่เลี้ยงเราตั้งแต่เล็กจนโต”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

เธอ เธอทั้งนั้นที่ทำ ให้ช่วงชีวิตของฉันน่าจดจำ

“สิ่งที่เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้เพราะเห็นแบบอย่างจากป๊า มันยากมากนะ สิ่งที่เขาถือไว้ คนงานกี่ชีวิตและเบื้องหลังชีวิตของคนงานเหล่านี้อีก ป๊าบอกเลิกไม่ได้ มันเป็นชีวิตที่เชื่อมโยงกันและกันอยู่” ปิ่นบอกเราขณะเตรียมตัวถ่ายรูปพร้อมหน้าพี่น้องทั้งสาม

“เรื่องการรับสืบทอดธุรกิจ จริงๆ เราทั้งสามพี่น้องต่างก็มีแนวทางเป็นของตัวเอง พี่ชายเปิดและดูแลสาขาโรงงานป๊า พี่สาวดูแลโรงงานในส่วนของการขายและอื่นๆ เพราะจบมาตรงสายงาน เรียนปริญญาตรีวิศวกรรมอุตสาหการและปริญญาโทการจัดการ จะมีก็แต่เราที่แยกออกมาแนวทางนี้”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

เราถามปิ่นถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักเรียนศิลปะอนาคตไกลเลือกทำงานกับที่บ้าน ปิ่นบอกเราว่าต้องขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจัง

“ย้อนกลับไปช่วงปี 3 เพื่อนที่สนิทก็เริ่มถามถึงแผนหลังเรียนจบ ตอนนั้นเราได้แต่บอกไปว่าคงกลับไปช่วยงานที่บ้าน แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อนก็พูดให้สติเราว่าถ้ากลับไปช่วยงานที่บ้านแต่ไม่ได้ทำอะไรที่พัฒนางานของบ้านให้ดีขึ้นแล้วจะมาเรียนศิลปะทำไม” เป็นจุดเริ่มต้นให้ปิ่นค้นหาทางตรงกลางระหว่างงานศิลปะและกิจการโรงงานเหล็กของป๊า

“’คุณค่า ความงาม และความหมาย’ ศิลปะสอนให้เรามองสิ่งต่างๆ ให้ลึกลงไปได้มากกว่าที่สิ่งนั้นเป็น เรามองเห็นความงามของเศษเหล็กที่โรงงานเตรียมขายทิ้ง มองหาความหมายที่อยู่ภายใต้ความรู้สึกของคนงานระหว่างกดปั๊มเหล็ก ตั้งคำถามกับช่องว่างระหว่างเศษเหล็ก แล้วเราก็พบสิ่งนั้นจากเครื่องจักรทุกตัวของที่บ้าน เราพบความคิดสร้างสรรค์จากองค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปะที่ร่ำเรียนมา”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

Make Good Old Things New

ไม่มีเศษ ไม่มีส่วน เพราะเศษชิ้นส่วนทุกชิ้นเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ดำเนินอยู่ในโรงงาน

“เศษวิเศษ สิ่งเหล่านี้มันต้องพิเศษมากกว่าที่เป็น สิ่งที่เคยถูกเหยียบย่ำมาตลอดเราต้องยกขึ้นมาให้สูงขึ้นให้ได้

“ป๊า ปิ่นขอเศษเหล็กและคนงาน 1 คน” นี่คือคำขอเดียวที่ปิ่นขอจากพ่อในวันที่เธอเริ่มต้น PiN Metal Art Studio สินค้าของแบรนด์ PiN (พิน) เริ่มต้นเล็กๆ จากเชิงเทียนและนาฬิกา ก่อนจะกลายเป็นโคมไฟ โต๊ะ ประติมากรรมตั้งพื้นและประดับผนัง ซึ่งทุกชิ้นงานผ่านการเชื่อมต่ออย่างประณีตจากช่าง

“PiN (พิน) คือหมุดเหล็กชิ้นเล็กๆ ที่ต่อประกอบขึ้นมากลายเป็นสินค้าใหม่ กลายเป็นของตกแต่งบ้าน เป็นชิ้นงานศิลปะ เป็น the creative item ที่มาจากเศษเหล็กในโรงงานของป๊าที่มีอยู่มากมายและหลากหลายแพตเทิร์น ทั้งยังมีความพิเศษเพราะสามารถดัดสร้างได้ด้วยมือ และมีความเป็นไปได้ที่จะทำลวดลายสวยงามเฉพาะ งานเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจโรงงานมากขึ้น และรับรู้ความยากลำบากที่ป๊าสร้างทุกอย่างขึ้นมา ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องทำให้ได้ เราต้องทำให้งานของเรามีส่วนในการหล่อเลี้ยงโรงงานนี้”

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

ปิ่นเล่าว่าเธอพิสูจน์ตัวเองกับพ่อ ด้วยการแสดงความตั้งใจที่จะทำให้เกิดผลผลิตจากเศษเหล็กจริงๆ ให้ได้ และคอยรายงานความคืบหน้ากับพ่ออยู่เสมอ

“เราอยากแบ่งเบาภาระของโรงงานด้วยแนวทางของตัวเอง เป็นทางของเราที่เขายอมรับและสามารถเกื้อหนุนกันและกันได้ ตั้งโจทย์ของตัวเองและต้องทำให้ได้ ในเมื่อไม่รู้เรื่องธุรกิจก็ไปลงสมัครเข้าอบรมกับสถาบันและหน่วยงานส่งเสริมการค้าขององค์กรต่างๆ แต่ในที่สุดคนที่จะให้ความรู้เรื่องธุรกิจเราได้ดีที่สุดก็คือคนใกล้ตัวอย่างป๊านี่เอง”

เราถามถึงผลงานชิ้นพิสูจน์ตัวเองที่เธอประทับใจ เธอก็รีบชี้มือไปที่รูปต้นคริสต์มาสต้นยักษ์ใหญ่ที่ติดอยู่ที่โต๊ะทำงานพร้อมชวนให้เราตื่นเต้นตามไปด้วยว่า “ต้นคริสต์มาสที่หน้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ปี 2013 เป็นงานที่ป๊ากับม้าตื่นเต้นกันมากๆ เราเป็นผู้หญิงที่รับงานเหล็กขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือเรื่องโครงสร้างที่มีวิศวกรมาเกี่ยวข้องซึ่งได้ลูกชายของเพื่อนป๊ามาช่วย เป็นความรู้สึกที่ดีมากที่รุ่นพ่อโทรคุยกับรุ่นพ่อให้รุ่นลูกรู้จักและช่วยเหลือกัน”

New Life of Waste, New Life of Welder

นอกจากเศษเหล็กจะมีชีวิตใหม่แล้ว คนที่ทำก็ต้องมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นด้วย

“ทุกวันนี้มูลค่าของชิ้นงานจาก PiN สูงกว่าเหล็กที่ป๊าขายอีกหลายเท่า น้ำหนักของเศษเหล็กกิโลกรัมละ 15 บาท เราแปลงเปลี่ยนเป็นกระจกสวยมูลค่ากว่า 6,000 บาท ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปคือประสบการณ์คนดูนะ ถ้าไม่บอกว่าเป็นเศษเหล็กคนก็คงไม่รู้ว่าเป็นเศษเหล็ก ทุกคนคิดว่าเป็นแพตเทิร์น ความตั้งใจจริงของเราก็คือ เราอยากเปลี่ยนการรับรู้ของคน ว่าเหล่านี้ไม่ใช่เศษแต่เป็นลูกไม้เหล็กที่เรานำมาร้อยเรียงใหม่”

ปิ่นบอกเราว่าสิ่งที่เธอทำคือ new life of waste และสิ่งสำคัญต่อไปคือ new life of welder เพื่อทำให้ช่างเชื่อมมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นด้วย

“เราเรียนรู้จากการสังเกตระบบการทำงานแบบเก่าจากป๊า หรืออุตสาหกรรมแบบ 3.0 นั่นคือ ลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุดและขายให้ได้จำนวนมากที่สุดถึงจะได้เงินจำนวนมาก แต่ของเราไม่ใช่แบบนั้น เราทำน้อยแต่เราได้มาก เราเอาเศษเหล็กจำนวนหนึ่งกับคนงานเพียงไม่กี่คนสร้างสรรค์งานที่สร้างมูลค่าขนาดใหญ่เทียบเท่ากับที่ป๊าทำมาทั้งหมด สำคัญที่สุดคือ สิ่งที่ป๊าทำก็ยังต้องมีอยู่เพื่อคนที่อยู่

“สิ่งที่คิดต่อมาคือ แล้วเราจะทำอย่างจะเปลี่ยนงานเชื่อมที่อาศัยแรงงานมีฝีมือมาเป็นงานประกอบเพื่อให้คนงานในโรงงานสามารถช่วยเราทำงานนี้ได้ด้วย ในอนาคตอาจจะผลิตงานทั้งจากเศษเหล็กและเหล็กที่เกิดจากการปั๊มในโรงงานด้วย” ปิ่นเล่าความตั้งใจต่อไปพร้อมกับเดินนำเราไปดูต้นแบบผลงานชิ้นใหม่ ซึ่งแม้เราจะนึกภาพตามแบบที่เสร็จสมบูรณ์แล้วไม่ออก เราก็ยังคงตื่นเต้นอยู่ดีกับการคิดค้นวิธีใช้เทคนิคประกอบชิ้นส่วนเพื่อให้พนักงานทุกคนในโรงงานมีส่วนร่วมสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ไปด้วยกัน

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

“ความมุ่งหวังของเราคืออยากให้คนงานภูมิใจในสิ่งที่ทำ ไม่ใช่นั่งเบื่อกับสิ่งที่เห็นอยู่ทุกวัน”

สิ่งที่ปิ่นทำอยู่เธอบอกว่าเป็นเรื่องการเอาชนะตัวเอง “เราเคยถามป๊าว่า ป๊าไม่เหนื่อยบ้างหรอ ป๊าตอบว่า ปิ่นก็ดูในหลวงสิลูก ท่านทรงงานหนักกว่าเราขนาดไหน ท่านยังไม่เหนื่อยเลย ป๊าพูดถึงในหลวงให้เราฟังเสมอ และอีกเรื่องที่ป๊าสอนก็คือให้เราเห็นคุณค่าของคน ป๊าบอกเสมอว่าถ้าไม่มีพวกเขาก็ไม่มีเรา

“สำหรับคนที่ไม่เข้าใจกันและกัน การเชื่อมต่อระหว่างรุ่นหนึ่งและรุ่นสองอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็อยากให้ดื้ออย่างมีเหตุผลมากกว่า เราตอบคำถามพ่อกับแม่ได้หรือเปล่า และตอบคำถามตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำต่อไปได้แค่ไหน ไม่จำเป็นว่าคุณจะรับช่วงต่อกิจการที่บ้านหรือไม่ เพียงแค่คุณตอบตัวเองให้ได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่สร้างความสุขแก่ตัวเอง แก่พ่อและแม่ จริงไหม ถ้าหากไม่มีความสุข ให้ฝืนก็คงยาก” ปิ่นทิ้งท้ายก่อนจะออกไปตามป๊าผู้รอคอยการสัมภาษณ์ลำดับต่อไปอยู่ห่างๆ

สำหรับโรงงานและสตูดิโอแห่งนี้ ไม่เพียงปิ่นและพี่ๆ ทั้งสองจะร่วมมีส่วนในการชุบชีวิตเศษชิ้นส่วน ยังช่วยกันเชื่อมร้อยชีวิตผู้คนในโรงงานของป๊า สร้างมูลค่าและคุณค่าของชีวิตทุกคนเข้าด้วยกัน

และสำหรับเรา คนที่อยู่ห่างไกล อย่างน้อยวันนี้เสียงสะท้อนของเครื่องจักรใหญ่ในโรงงานที่เราได้ยินก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

PiN ทายาทรุ่นสองผู้เปลี่ยนเศษเหล็กในโรงงานของที่บ้านให้กลายเป็นโคมไฟแบรนด์ดังระดับโลก

PiN
Website: www.pinmetalart.com/
Facebook: Pin Metal Art
ภาพ: PiN Metal Art

ห้างหุ้นส่วนจำกัดโชติอนันต์โลหะกิจ พ.ศ. 2528

เพื่อพัฒนาระดับความสนิทสนมจากการใช้เวลา 2 ชั่วโมงนี้ร่วมกัน เราถือโอกาสเรียกคุณพ่อของปิ่นว่า ‘ป๊า’ ตามอย่างเธอด้วย

ป๊าเล่าชีวิตการทำงานที่เริ่มตั้งแต่อายุ 14 ปี จากค่าแรงวันละ 3 บาท และบางวันยอมแลกแรงงานกับข้าวต้มมื้อเดียวเพื่อเรียนรู้วิชา หาประสบการณ์จากโรงงานเหล็กดัด แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือระดับชั้นสูงมากนัก ป๊าก็เล่าให้ฟังว่าเรียนรู้ลักจำสูตรหาพื้นที่วงกลม 2πr มาจากการทำงานในโรงงานถังน้ำมันรถไฟ “จดไว้เป็นไดอารี่เลยนะ” ป๊าบอกเรา

ด้วยพื้นที่จำกัด เราจึงไม่อาจเล่าเรื่องราวของป๊าโดยละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบได้ จึงอยากจะให้คุณนึกภาพตามคำอธิบายของเราถึงพระเอกหนุ่มลูกคนจีนผู้สู้ชีวิต คนที่ไม่เคยเกี่ยงงาน ขยันและมีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ ทำงานไปพร้อมๆ กับเรียนรู้วิชาจากโรงงานเหล็กทั้งเล็กและใหญ่จนวันหนึ่งเติบโตมีกิจการเป็นของตัวเอง มีครอบครัวที่อบอุ่น ใช่แล้ว เรื่องราวของป๊าเรียบง่ายตามผลลัพธ์ของความทุ่มเทที่ถูกต้อง

“ด้วยความคิดในใจตั้งแต่เด็กว่าเราต้องทำได้ เราต้องมีโรงงานให้ได้”

ป๊าบอกสูตรลับความมุ่งมั่นแก่เราว่าให้มีความมุ่งมั่นและอย่าท้อ ตั้งใจทำสิ่งที่เราชอบทำและทำออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง

“การทำงานของป๊า ป๊าไม่ได้คิดว่าจะหยุดอยู่แค่ตรงนี้ หรือหยุดอยู่แค่การส่งต่อให้ลูกๆ ทำนะ เราก็ยังต้องดำเนินต่อไป ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยนะ แต่คนที่เหนื่อยเยอะกว่าเราก็มี” ป๊าส่งพลังงานให้แก่เรา ก่อนจะทิ้งท้ายถึงความรู้สึกที่มีต่องานของปิ่นและแอบป้องปากชวนให้เรามาฟังเรื่องราวโรงงานเหล็กต่อในคราวหน้า

“ปิ่นเอาเศษเหล็กป๊าไปทำ ป๊าก็ว่าดี แต่ป๊าจะบอกเสมอว่าต้องพัฒนาอีก ทำให้ดีกว่านี้ยิ่งขึ้นไปอีก ป๊าคิดแค่ว่าถ้าเขาอยากทำ ให้เขาได้ลองทำไปเลย ทำให้ดีที่สุด”

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load