ธุรกิจ : บริษัท หยูฮวดเซี้ยง จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ร้านอาหาร

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2503

อายุ : 61 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณตินฮั่ว แซ่พัว 

ทายาทรุ่นสอง : คุณสมบัติ พฤกษ์ไพบูลย์

ทายาทรุ่นสาม : คุณเอกพล พฤกษ์ไพบูลย์

โจทย์หนึ่งที่ทายาทร้านอาหารทุกคนต้องเจอคล้ายๆ กันคือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถสืบทอดสูตรอาหารอายุหลายสิบปีและส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่น

‘โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ’ คือร้านข้าวมันไก่ของครอบครัวพฤกษ์ไพบูลย์ ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกประตูน้ำ

โก แทนคำว่า เฮีย 

ส่วน อ่าง เป็นชื่อของทายาทรุ่นสอง

แต่หลายต่อหลายคนจำสีชมพูของเสื้อพนักงานเสิร์ฟแทนชื่อร้าน 

ธุรกิจครอบครัวนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและคนท้องที่ จนภาพจำที่เห็นเกือบทุกครั้งเวลาขับรถผ่านสี่แยกนี้จะเป็นลูกค้าต่อคิวยาวเหยียดออกมาหน้าร้าน และยังเป็นอย่างนี้มาจนเมื่อ 3 – 4 ปีก่อนธุรกิจทั่วโลกจะเจอกับวิกฤตโควิด-19

กลยุทธ์รุ่นปู่ ตินฮั่ว แซ่พัว คือ ความหลากหลายของเมนูอาหาร ตั้งแต่ข้าวขาหมู หมูแดง ข้าวมันไก่ จนถึงราดหน้า 

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

รุ่น คุณพ่อสมบัติ พฤกษ์ไพบูลย์ เริ่มสังเกตเห็นว่าลูกค้าชอบสั่งข้าวมันไก่ จึงตัดเมนูอื่นๆ ออก แล้วลงแรงและใจไปที่เมนูเดียว

มาทายาทรุ่นสาม เกียร์-เอกพล พฤกษ์ไพบูลย์ สถาปนิกที่ตัดสินใจมารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว โดยตั้งมั่นว่า จะพัฒนาระบบภายในเพื่อควบคุมคุณภาพของสูตรอาหารอายุกว่า 60 ปีให้คงที่ นำการชั่ง วัด ตวง มาใช้ในครัวแทนการใช้ความคุ้นชิน เปลี่ยนระบบออเดอร์จากความจำมาเป็นคอมพิวเตอร์ ให้การตรวจสอบข้อผิดพลาดทำได้ง่ายยิ่งขึ้น และสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาเพื่อให้พนักงานมองเห็นภาพเดียวกัน 

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

เคยมีคนบอกว่า สถาปนิกมักมองทุกอย่างแยกส่วนเหมือนเวลาต่อกันดั้ม แล้ววิเคราะห์แก้ไขไปทีละอย่าง

ผลคือในวันนี้ ธุรกิจขยายจนมี 6 สาขาในประเทศ และ 4 สาขาในสิงคโปร์ ภายในเวลา 6 ปี มีคู่มือขององค์กรเพื่อใช้สอนพนักงานใหม่ ระบบควบคุมคุณภาพในครัวที่แม่นยำ และเมนูข้าวมันไก่ทอดที่ไม่เคยมีมาก่อนในรุ่นคุณปู่และคุณพ่อ 

ร้านอาหารไหหลำ

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

คุณปู่เป็นคนไหหลำที่ย้ายมาเมืองไทยตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 ตั้งรกรากแถวย่านประตูน้ำแล้วก็เริ่มค้าขายอาหาร ขายทุกอย่างรวมถึงข้าวมันไก่ ถือคติว่าอะไรที่ทำได้ก็ทำหมด จากร้านรถเข็นก็ขยับขยายมาเช่าห้องแถวที่เป็นสาขา 1 ในปัจจุบัน 

มาถึงรุ่นคุณพ่อสมบัติที่เริ่มมีลูกค้าเยอะขึ้น สั่งอาหารหลากหลายขึ้น ขณะที่ครัวมีขนาดเล็กจนบางวันแทบรองรับไม่ไหว จึงตัดเหลือแค่ข้าวมันไก่ที่ขายดีที่สุด

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

ประตูน้ำกลายเป็นย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องข้าวมันไก่ เพราะมีอยู่หลายร้าน ร้านคุณพ่อเล็กสุด เลยมีกลยุทธ์ธุรกิจว่าจะเปิดเร็วและปิดดึกกว่าร้านอื่น คือ ตี 5 ครึ่งถึงตี 2 ทุกวันไม่มีวันหยุด และเริ่มตั้งชื่อภาษาไทยเป็นร้านแรก เพื่อให้คนเรียกง่าย จำง่าย เพราะความอร่อยที่บอกต่อกัน จึงทำให้มีทั้งคนไทย ทัวร์ต่างชาติ หรือแม้แต่ดาราฮ่องกงชื่อดังอย่าง หลิว เต๋อหัว มาเป็นลูกค้าประจำ

ลองนึกภาพโกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำในคืนที่ขายดีสุดๆ ในร้านขนาด 2 ห้องแถวมีลูกค้าเต็ม 88 ที่นั่ง นอกร้านต่อแถวยาวไปอีก 20 – 30 คิว 

ในทางธุรกิจมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือรายได้เยอะ มีลูกค้าเข้าออกตลอดคืน ข้อเสียคือพนักงานอาจบริการได้ไม่ทั่วถึง

คุณพ่อสมบัติเห็นว่างานนี้มันไม่สบาย จึงบอกลูกชายคนเดียวให้เลือกเรียนอะไรก็ได้ที่อยากเรียน และไปทำอย่างอื่นที่สบายกว่า

เกียร์จบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท และโตมากับคำถามที่เจอประจำคือ ‘ถ้าพ่อเลิก จะทำต่อไหม’ ตัดสินใจอยู่ครึ่งปีก็กลับจากอเมริกามารับช่วงต่อ เพราะร้านนี้คือบ้านของเขา

หลักสูตรผู้ประกอบการขนาดย่อม

โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำเป็นเหมือนหลักสูตรผู้ประกอบการแรกในชีวิตของเกียร์

ปีหนึ่ง เรียนรู้ทุกอย่าง ทุกกระบวนการ ตั้งแต่หุงข้าว ต้มไก่ เก็บจาน คิดเงิน

ปีสอง เอาความรู้ที่ได้มาปรับปรุงพัฒนา และขยายร้านออกไปเป็นสาขาต่างๆ

ก่อนจะเข้ามารับช่วงต่ออย่างจริงจัง เกียร์มีภาพร้านรุ่นตัวเองในหัวว่าต้องตกแต่งแบบไหน ทำครัวแบบไหน มีพนักงานเท่าไหร่ ทั้งหมดเป็นการมองผ่านเลนส์ของสถาปนิกที่ดูเรื่องพื้นที่ใช้สอยและความสวยงามเป็นหลัก

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

พอได้เข้ามาทำงานจริง เขาเปลี่ยนมามองร้านผ่านเลนส์ผู้บริหาร จะบริหารธุรกิจอย่างไร บริหารคนอย่างไร ใช้พื้นที่ในร้านอย่างไรให้ตอบโจทย์ทั้งคนทำงานและลูกค้า ระบบการเงิน ระบบทอนเงิน ระบบการดูแลวัตถุดิบ ซึ่งมีผลต่อการออกแบบร้านทั้งหมด เขาได้เรียนรู้ว่าแค่ร้านสวยและมีเมนูเล่มหนา ไม่ได้แปลว่าร้านอาหารนั้นจะอยู่รอดเสมอ 

หลังจากจบหลักสูตรปีแรก เขาปักธงว่าจะขยายสาขา แต่จะทำอย่างนั้นได้ โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำต้องพัฒนา 2 เรื่อง คือ ระบบควบคุมคุณภาพ และ แบรนดิ้ง

เรื่องแบรนดิ้งไม่ซับซ้อน Pain Point ตลอดการทำธุรกิจ 60 ปีคือคนจำชื่อไม่ค่อยได้ เรียกแต่ ‘ข้าวมันไก่ประตูน้ำเสื้อชมพู’ ไม่ก็ ‘ร้านตีนสะพาน’ ซึ่งสีชมพูก็ได้มาเพราะความบังเอิญ รุ่นคุณพ่อช่วงแรกๆ ไม่มีเสื้อพนักงาน เลยเอาเสื้อสีเลือดหมูสมัยเรียนนายร้อยฯ มาให้ใส่ ใส่ไปนานเข้าเสื้อซีด ตอนจะซื้อใหม่เอาสีเสื้อเดิมไปเทียบที่ร้าน ใกล้เคียงสุดคือสีบานเย็น 

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

เกียร์เริ่มจากทำโลโก้ใหม่ ลืมคำว่าข้าวมันไก่ประตูน้ำ ลืมคำว่าเจ้าเก่า ลืมคำว่าสีชมพู แล้วโฟกัสที่ชื่อ ‘โกอ่าง’ เพราะเป็นเครื่องหมายการค้า พยายามสื่อสารออกไปในช่องทางต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

นอกจากนี้ เขายังฟังลูกค้ามากขึ้น พบว่าลูกค้ามองหาเมนูทานเล่นและเมนูผัก เห็นโอกาสในเมนูอาหารที่มีแต่ข้าวมันไก่ ทั้งๆ ที่ครัวใหญ่มาก จึงเพิ่มรายการอาหารเข้าไปในเมนู รวมถึงข้าวมันไก่ทอดที่ไม่เคยมีในรุ่นของคุณปู่และคุณพ่อ เขาบอกว่าไม่ได้ทำเพราะร้านอื่นทำ แต่เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้าถามหามากที่สุด เลยอยากลองทำไก่ทอดในแบบของโกอ่างที่วันนี้ก็ยังปรับสูตรทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่อหารสชาติที่ตรงใจที่สุด

เขาบอกว่า “ผมไม่ได้อยากให้ร้านมีเมนูครบทุกอย่าง แต่ขอให้แต่ละอย่างเป็นอะไรที่เราภูมิใจที่จะเสิร์ฟให้ลูกค้า” 

Disrupt ระบบควบคุมคุณภาพของธุรกิจอายุ 60 ปี

การยกระบบธุรกิจอายุครึ่งศตวรรษใหม่ทั้งหมดเป็นโจทย์หิน ทายาททุกคนรู้เรื่องนี้ดี

เกียร์เตรียมใจกับสิ่งนี้ เลยตั้งใจว่าจะปรับเปลี่ยนสาขาดั้งเดิมเท่าที่จำเป็น และนำไปใช้กับสาขาที่ขยายออกไปเต็มร้อย

โจทย์แรกคือระบบออเดอร์และทอนเงิน สมัยก่อนแยกเป็นถ้วย เหรียญห้า เหรียญสิบ เหรียญบาท และธนบัตร เวลาพนักงานเสิร์ฟยื่นเงินมา คนทำหน้าที่เก็บเงินจะคิดเลขในหัวแล้วทอนเลย

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

“ถูกบ้างผิดบ้าง ลูกค้ามานั่งยี่สิบโต๊ะพร้อมกัน เราก็ไม่มีระบบจดบิล แต่พนักงานที่ร้านเก่ง ทำงานด้วยความจำ รับออเดอร์แล้วจำมาบอกต่อ ข้าวมันไก่ธรรมดา เนื้อส่วนไหน เอาซุปอะไร เครื่องดื่มอะไรบ้าง สมัยก่อนไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์สั่งออเดอร์คิดเงิน ถ้าเดินไปดูร้านแรกจะเห็นรถเข็น มีเก้าอี้ มีจานวางอยู่ 

“สมมติลูกค้าสั่งว่า ข้าวมันไก่ราดข้าวเนื้อน่องไม่หนัง เราก็หยิบจานมาวาง แต่มีวิธีวางเป็นโค้ดเพื่อบอกคนทำว่าเขาต้องทำอะไร ถ้าวางตรงนี้แล้วหงายคืออะไร วางตรงนี้แล้วคว่ำคืออะไร”

ลองจินตนาการว่าข้างหน้ามีไก่ต้มหนึ่งตัว หัวอยู่ทางขวา อกอยู่ตรงกลาง น่องอยู่ทางซ้าย วางจานไว้ตรงไหนคือเอาเนื้อส่วนนั้น วางคว่ำมีหนัง หงายไม่ติดหนัง ถ้าเอาเครื่องในด้วยต้องวางหนังยางหนึ่งเส้น ถ้าเอาแต่ตับไม่เอากึ๋น จะมีชิ้นพลาสติกเล็กๆ วางแทน

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

“แต่ใครมาก่อนหลังต้องจำเอาเอง” เกียร์หัวเราะ “พวกผมทำกันจนชิน คล่อง รันออเดอร์ได้ แต่ลองคิดดูว่าถ้าวันหนึ่งผมไม่สบาย ให้คนอื่นที่ไม่คล่องมารันคือพังเลยนะ แม้จะเป็นวิธีที่ทำกันมาตั้งแต่แรก แต่มันทำงานลำบาก ก็เลยคิดว่าต้องเปลี่ยนแล้ว”

โกอ่างในมือทายาทรุ่นสามนำระบบ QoS (Quality of Service Standards) มาใช้ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

โจทย์หินข้อถัดมาคือการควบคุมคุณภาพในครัว 

“พนักงานในครัวที่อยู่มาสิบ ยี่สิบปี เขาใช้ระบบตาตัก ใช้ความรู้สึก สมมติต้องใส่วัตถุดิบห้าช้อนกระบวย วันหนึ่งกระบวยหักไปซื้อกระบวยรุ่นใหม่ ก็ยังใช้ห้าช้อนเหมือนเดิม รสชาติจะไม่เพี้ยนได้ยังไง ผมเลยเอาการชั่งตวงมาใช้ สอนทุกคนในครัวเพราะเขาไม่คุ้น

“หรืออย่างเรื่องอุณหภูมิก็เหมือนกัน น้ำร้อนน้ำเย็นแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอีก เลยต้องใช้เครื่องวัดอุณหภูมิและเครื่องจับเวลา เข้าใจเลยว่าทำไมสมัยคุณพ่อเหนื่อยมาก เพราะแกต้องดูทุกรายละเอียด พอไม่มีระบบควบคุม วัดไม่ได้ ก็เลยต้องเช็กตลอดเวลา

“แต่บางอย่างเปลี่ยนไม่ได้จริงๆ ที่ร้านมีหม้อต้มอะลูมิเนียมใหญ่ๆ เก่าเร็ว ซื้อแล้วก็เสีย แล้วก็ซื้อใหม่ วนไปอย่างนี้ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ซื้อดีๆ ก็เลยไปซื้อหม้อสเตนเลสมาให้ จากใบละห้าพันเป็นสองหมื่น คิดเสียว่าจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ปรากฏว่าต้มแล้วไม่เวิร์ก เพราะเหล็กแต่ละชนิดให้ความร้อนไม่เท่ากัน”

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน
ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

ความเปลี่ยนแปลงกับองค์กรอายุหลายสิบปีไม่ใช่ของคู่กัน เกียร์อาศัยการทดลองทำเป็นตัวอย่าง เอาชนะความเคยชินด้วยการทำให้เห็น อะไรไม่ดี ปรับ อะไรดีกว่าก็คงไว้ เขาพยายามแก้ไขเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการนำเครื่องซอยพริกมาใช้แทนแรงงาน แล้วให้พนักงานทำงานที่จำเป็นจริงๆ ให้เขาเอาแรงกาย แรงใจ และเวลา ไปบริการลูกค้า

ระบบเหล่านี้ส่งผลใหญ่ๆ ให้โกอ่าง 3 เรื่อง

หนึ่ง เมื่อมีพนักงานใหม่เข้ามาจะเป็นงานเร็ว ไม่ต้องทดจำทุกอย่างไว้ในหัว และจดเป็นตัวเลขได้เลย 

สอง เวลาเกิดปัญหาก็ตรวจสอบง่าย จากที่เคยต้องนั่งสัมภาษณ์พนักงานทีละคนว่าผิดพลาดตรงไหน ตอนนี้รู้ได้เลยว่าตกหล่นอะไร เพราะมีการวัดผลและการจดบันทึกไว้ทุกขั้นตอน

สาม ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อความพึงพอใจลูกค้าโดยตรง การทอนเงินพลาดน้อยลง ลูกค้าได้อาหารเร็วขึ้น ถูกต้องตามลำดับมากขึ้น รสชาติเสถียรและแม่นยำ และได้รับบริการที่เอาใจใส่มากขึ้น

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ ที่ไม่ได้มีแค่ที่ประตูน้ำ

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำงานระหว่างคุณพ่อและเกียร์คือ ความเห็นต่าง 

คุณพ่อสมบัติเป็นเถ้าแก่มาทั้งชีวิต ตัดสินใจด้วยตัวเองมาโดยตลอด ไม่เคยต้องฟังใคร และทำงานจากประสบการณ์จริง ส่วนเกียร์ แม้จะไม่เจนจัดในแวดวงธุรกิจร้านอาหารอย่างรุ่นพ่อ แต่ในหัวมีทฤษฎีสนับสนุนการตัดสินใจทุกอย่าง

ครั้งหนึ่งมีลูกค้าประจำชาวญี่ปุ่นมาขอซื้อแฟรนไซส์ไปเปิดที่ชิบูย่า กรุงโตเกียว หว่านล้อมกันอยู่นานจนกว่าจะตกลง

“คุณพ่อมองว่าร้านตัวเองเป็นร้านลูกกระจ๊อก แค่ร้านขายข้าวมันไก่ จะทำร้านดีๆ ทำโลโก้ ทำการตลาด ไปทำไม แต่พอคนญี่ปุ่นเอาไปทำใหม่ จัดร้านใหม่ คุมมาตรฐานในครัว พอแกไปดู แกก็ประทับใจ ภูมิใจว่ามันไปได้จริงๆ ก็ค่อยๆ เปิดใจ”

การขยายสาขาจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อสมบัติสนับสนุนมาตั้งแต่เกียร์เข้ามารับช่วงต่อ เมื่อพัฒนาระบบภายในให้มีคุณภาพที่ควบคุมได้แล้ว โกอ่างจึงขยายธุรกิจออกไปเป็น 6 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และ 4 สาขาที่ ViVoCity, JEM, NEX, และ Plaza Singapura ประเทศสิงคโปร์

สาขาที่สิงคโปร์เป็น Joint Venture ร่วมกับคนสิงคโปร์ที่เข้าใจความเป็น ‘โกอ่าง’ จิตใจของคนทำร้านอาหาร และมีความพร้อมเรื่องการบริหารร้าน เชฟต้องบินมาเรียนสูตรที่เมืองไทย วัตถุดิบบางอย่างส่งออกจากไทย บางอย่างใช้ของท้องที่ แต่พยายามรักษารสชาติให้ใกล้เคียงที่สุดด้วยระบบควบคุมคุณภาพที่เกียร์ออกแบบไว้ ส่วนการบริหารจัดการต้องตัดสินใจร่วมกันทั้งสองฝ่าย จากหนึ่งสาขาค่อยๆ ขยายเป็นสอง สาม และสี่ ภายในเวลา 2 ปี

ทายาทรุ่น 3 โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ สถาปนิกผู้ขยายสาขา สร้างระบบ และวัฒนธรรมในร้าน

“ถ้าอยู่ที่ประตูน้ำที่เดียวคงทำอะไรได้ไม่เต็มที่หรอก” คุณพ่อสมบัติบอกเขาแบบนั้น

“เปรียบเทียบสมัยที่ยังไม่เปิดสาขา ผมอยู่ที่ประตูน้ำ ศึกษางานไปด้วย คิดว่าจะพัฒนาร้านของพ่อยังไงให้ขยายไปเปิดของตัวเองได้ แต่มันคิดอยู่ในกรอบเล็กๆ เพราะมีที่เดียว ผมเข้าร้านมาก็เจอทุกคนแล้ว ระบบงานทุกอย่างอยู่ที่นี่ พอมีหลายสาขา เราตัวคนเดียวอยู่ทุกที่พร้อมกันไม่ได้ โหลดงานก็เยอะขึ้น ไหนจะสั่งของ ไหนจะทำบัญชี ไหนจะดูสถิติ และคิดแผนธุรกิจ”

ร้านยุคพ่อไม่เคยมีผู้จัดการ ลำดับขั้นเริ่มจากเถ้าแก่ ที่เหลือเป็นพนักงานทุกคน เวลารับพนักงานใหม่ไม่มีพิธีรีตองวุ่นวาย ถาม 2 เรื่องหลักๆ คือ อายุและเงินเดือน หากพร้อมก็เริ่มงานได้เลย ไปเรียนรู้กันเองหน้างาน ถ้าถูกก็โชคดี ถ้าผิดโทษใครไม่ได้เลย นอกจากตัวเองที่ไม่ได้สอนเขา

สาขาที่เพิ่มขึ้นจึงต้องการพนักงานมากขึ้นด้วย เกียร์ทำโกอ่างให้เป็นระบบองค์กรที่มีลำดับขั้น โดยเรียนรู้เทคนิคการอ่านคนมาจากพ่อ 

จากร้านที่อำนาจตัดสินใจอยู่ที่เถ้าแก่เพียงผู้เดียว โกอ่างวันนี้มีฝ่ายบุคคล ผู้จัดการสาขา หัวหน้าพ่อครัว เขาถึงกับสร้าง Roadmap จัดอบรมพนักงานใหม่ และเขียนคู่มือองค์กรขึ้นมาหนึ่งเล่ม เพื่อสอนให้คนทำงานเข้าใจวัฒนธรรมของโกอ่าง วิสัยทัศน์ ความเชื่อ และวิธีการทำงานร่วมกัน

ละเอียดไปถึงอุปกรณ์ในครัวต้องยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ทุกสาขา เพื่ออำนวยความสะดวกให้พนักงาน โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่ ถ้าวันหนึ่งต้องย้ายไปทำงานร้านอื่น จะได้คุ้นเคย

ทายาทรุ่น 3 ‘โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ’ ผู้ทิ้งอาชีพสถาปนิกมารับช่วงต่อร้านอาหารของพ่อ เข้ามาพัฒนาระบบ สร้างวัฒนธรรมในร้าน และขยาย 6 สาขาในเวลา 6 ปี

รสชาติที่สม่ำเสมอ

‘แล้วโกอ่างต่างจากเจ้าอื่นอย่างไร’ คำถามนี้คงตอบได้ยาก ข้าวมันไก่ก็เหมือนอาหารอื่นๆ เป็นเรื่องเฉพาะตัวที่แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ร้านนี้อยู่ได้นาน 60 ปี คือความละเอียดของคุณพ่อสมบัติ ถ้าอะไรยังไม่ได้ดั่งใจจะไม่ยอมแพ้ไปทำอย่างอื่น

เลือกข้าวอย่างไร ข้าวสายพันธุ์ไหน หุงอย่างไร ข้าวแต่ละฤดูต่างกันไหม ข้าวแต่ละกระสอบต้องทดลองสังเกตอย่างไร ไฟแรงแค่ไหน ต้องใส่ข้าวลงในน้ำตอนไหน โดยมีคุณพ่อวัดความถูกต้องด้วยการชิม

เหล่านี้เป็น Know-how ที่ต้องใช้กาลเวลาในการเรียนรู้ อาศัยวินัย ความรัก และการเอาใจใส่ในการรักษามาตรฐานเอาไว้ เหตุผลที่โกอ่างไม่ต่อสัญญาแฟรนไชส์กับลูกค้าญี่ปุ่นคนนั้น เพราะเขาต้องการปรับคุณภาพวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุน พ่อไม่ยอมเพราะขัดกับความตั้งใจที่ทำมาตลอด

สิ่งที่เกียร์ต้องการในวันนี้นั้นเรียบง่าย แต่ทำได้ยาก และเป็นเหตุผลที่เขาพยายามพัฒนาระบบภายในต่างๆ เพื่อสร้างคุณภาพที่ควบคุมได้ นำไปใช้แต่ละสาขาได้ เขาอยากให้โกอ่างเป็นร้านอาหารที่ลูกค้ามาทานแล้วรสชาติสม่ำเสมอ

ทายาทรุ่น 3 ‘โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ’ ผู้ทิ้งอาชีพสถาปนิกมารับช่วงต่อร้านอาหารของพ่อ เข้ามาพัฒนาระบบ สร้างวัฒนธรรมในร้าน และขยาย 6 สาขาในเวลา 6 ปี

“ผมไม่ได้อยากให้ร้านหรูหรา อาหารเรามาจากสตรีทฟู้ด ราคาต้องสบายๆ แต่ควรเป็นร้านที่สม่ำเสมอ ผมชอบเปรียบเทียบกับ Starbucks คนอาจไม่ได้มองว่าขายกาแฟที่อร่อยที่สุด แต่คนมั่นใจว่าซื้อที่ไหนก็จะเหมือนกัน ไว้ใจได้ ไปต่างประเทศก็เหมือนกัน เวลามีลูกค้ามาบอกว่าแต่ก่อนเคยกินร้านที่ประตูน้ำ ตอนนี้มากินอีกที่แล้ว รสชาติเดียวกันแแต่สะดวกกว่า ผมจะดีใจมาก”

ทายาทรุ่นสาม

รุ่นปู่… เน้นเมนูหลากหลาย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรสชาติเป็นอย่างแรก

รุ่นพ่อ… ตัดเมนูอื่นๆ ออกแล้วเหลือข้าวมันไก่เพียงอย่างเดียว พิถีพิถันปรับสูตรไก่ ข้าว และน้ำจิ้ม ให้อร่อยดั่งใจ และยังใช้สูตรเดิมมากว่า 40 ปีแล้ว

รุ่นเกียร์… มีหน้าที่รักษาสูตรเดิมไว้ ตามเงื่อนไขของวัตถุดิบที่ควบคุมไม่ได้

“ไก่สามสิบปีก่อนไม่ใช่แบบนี้ ข้าวสารก็ไม่ใช่แบบนี้ ยี่ห้อน้ำจิ้ม ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ก็ไม่นิ่งเหมือนเดิม วัตถุดิบในไทยกับต่างประเทศก็ไม่เหมือนกัน เราต้องพยายามตามวัตถุดิบให้ทันว่าเปลี่ยนไปแค่ไหน เขาผลิตยังไง แล้วเราจะใช้ยังไงให้แน่ใจว่ารสชาติยังเหมือนกับเมื่อก่อนจริงๆ  

“เคยมีลูกค้าทักว่า ‘แต่ก่อนป้ามาทานกับพ่อ ตอนนี้มีลูกแล้ว สมัยก่อนมันอีกฟีลหนึ่งเลยเนอะ’ ผมว่าความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิมขึ้นอยู่กับทั้งเรื่องของความทรงจำและรสชาติของบางอย่างที่เปลี่ยนจริงๆ หน้าที่ของผมคือทำให้มันเปลี่ยนน้อยที่สุด จะด้วยวัตถุดิบ ด้วยกระบวนการ หรือระบบต่างๆ ที่เรามี”

ทายาทรุ่น 3 ‘โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ’ ผู้ทิ้งอาชีพสถาปนิกมารับช่วงต่อร้านอาหารของพ่อ เข้ามาพัฒนาระบบ สร้างวัฒนธรรมในร้าน และขยาย 6 สาขาในเวลา 6 ปี

เช่นเดียวกับธุรกิจร้านอาหารอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตโควิด-19 จำนวนคนสัญจรหน้าร้านประตูน้ำสาขา 2 ลดลงจากวันละ 250,000 เหลือไม่ถึง 10,000 คน ร้านอาหารที่เคยคนเต็มแน่นจนต่อคิวไปนอกร้าน เหลือเพียงห้องแถวเปล่าที่ไม่รู้จะเป็นแบบนี้ถึงเมื่อไหร่ โครงการขยายสาขาและครัวกลางที่วางแผนไว้ต้องหยุดชะงัก

โกอ่างยังไม่มีเป้าหมายปีหน้าชัดเจน เพราะวันนี้แทบจะเปลี่ยนไปทุกชั่วโมงอยู่แล้ว เกียร์พยายามแก้ปัญหาตรงหน้าไปทีละจุด ถ้าต้องเดลิเวอรี่ ก็คิดระบบเดลิเวอรี่ที่จะรักษารสชาติอาหารให้ดีที่สุด ถ้ารายได้จากการขายหน้าร้านไม่เพียงพอ ก็เพิ่มบริการ Catering เพื่อให้ธุรกิจอยู่ต่อไปได้

เขาบอกว่าการทำธุรกิจร้านอาหารเหนื่อยกว่าที่คิดไว้แต่แรกหลายเท่า 

“บางคนมาขอซื้อแฟรนไชส์เพราะเห็นว่าขายดี เงินดีแน่นอน ถ้าคุณมาด้วยเหตุผลนี้ เวลาต้องตัดสินใจ คุณตัดสินใจไม่ได้หรอก เพราะคุณจะตัดสินใจด้วยเงิน อย่างของผม เราตัดสินใจด้วยหลักการว่า ทำอะไรที่ดีต่อร้าน รักษาคุณภาพยังไง รักษาพนักงานยังไง”

เขาทิ้งท้ายว่า

“ในช่วงโควิด-19 วิธีรอดที่ง่ายที่สุดของร้านอาหารคือ เลิกจ้าง จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่เลิกจ้างใครเลย ทุกคนอยู่ครบ น้องก็สบายใจที่เราพยายามเทคแคร์ เราซื้อใจเขา พอสถานการณ์ดีขึ้น เขาก็จะเลือกอยู่กับเราต่อ เรื่องคนสำคัญมาก ให้เราไปวิ่งเสิร์ฟในร้านคนเดียวยังไงไหว เราต้องพึ่งแรงเขา เขาก็พึ่งให้เราดูแล”

ทายาทรุ่น 3 ‘โกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ำ’ ผู้ทิ้งอาชีพสถาปนิกมารับช่วงต่อร้านอาหารของพ่อ เข้ามาพัฒนาระบบ สร้างวัฒนธรรมในร้าน และขยาย 6 สาขาในเวลา 6 ปี

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : โรงเรียนสอนขับรถยนต์ ส.สะพานมอญ

ประเภทธุรกิจ : โรงเรียน

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2490

ผู้ก่อตั้ง : สวง ยังเจริญ และ พิศพงศ์ ยังเจริญ

ทายาทรุ่นสอง : ฑิตยาภรณ์ ทาบทอง และ สันติสุข ทาบทอง

ทายาทรุ่นสาม : พิศริยาภรณ์ ทาบทอง

พ.ศ. 2490 คือปีที่โรงเรียนก่อตั้ง

พ.ศ. 2590 คือปีที่โรงเรียนจะมีอายุครบรอบ 100 ปี

พ.ศ. 2565 คือปีที่โรงเรียนอายุครบรอบ 75 ปี และเป็นปีที่ The Cloud ได้พูดคุยถึงเรื่องราวของโรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบศตวรรษซึ่งผ่านมรสุมมามากมาย จนกลายเป็นโรงเรียนสอนขับรถที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักอย่าง ‘ส.สะพานมอญ’ ในทุกวันนี้

สนามฝึกซ้อมขับรถยนต์พื้นที่ 4 ไร่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยรถจี๊ปคันเก่าและต้นไม้น้อยใหญ่ โลโก้และรูปถ่ายเก่าแก่ของอดีตลูกศิษย์ในภาพสีขาวดำ คงสะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่คราคร่ำไปด้วยนักเรียนและผู้มาเยือนไม่มากก็น้อย 

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

หลังจากเลื่อนนัดกันมาหลายครั้ง เพราะสถานการณ์โรคระบาดที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ 3 เดือนถัดมาจากนัดครั้งแรก เราได้มานั่งอยู่ตรงข้าม ครูแต่ม-ฑิตยาภรณ์ ทาบทอง ทายาทรุ่นสองและครูใหญ่ประจำโรงเรียน พร้อม อาร์ททิส-พิศริยาภรณ์ ทาบทอง ว่าที่ทายาทรุ่นสาม เพื่อทำความรู้จักกับ ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบ 100 ปีที่ใส่ใจคุณภาพของลูกศิษย์และคุณครู อีกทั้งรักษามาตรฐานการสอนมาตั้งแต่รุ่นก่อตั้ง

พันธกิจของโรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่แค่สร้างคนขับรถเก่ง แต่ต้องเป็นคนขับรถดี

มาหาคำตอบกันว่า เหตุใดโรงเรียนสอนขับรถขนาดเล็กใจกลางกรุงแห่งนี้ ถึงดำเนินธุรกิจอยู่ได้เกือบร้อยปี และเป็นที่พูดถึงจากทั้งนักเรียนวัยคุณปู่และวัยรุ่น จนมีลูกศิษย์ไปแล้วมากกว่า 86 รุ่น

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

สวง สะพานมอญ 

ขณะนั่งสนทนากับทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของ ส.สะพานมอญ ภายใต้บรรยากาศแสนร่มรื่นของโรงเรียนสอนขับรถ ซึ่งเปรียบเสมือนสวนหย่อมขนาดย่อมใจกลางกรุง ครูใหญ่เริ่มเล่าประวัติของโรงเรียนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เรื่องราวของโรงเรียนแห่งนี้เริ่มต้นจาก คุณพ่อสวง และ คุณแม่พิศพงศ์ ยังเจริญ ตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน และเปิดปั๊มน้ำมันเชลล์บริเวณถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นปั๊มที่ขายดีที่สุดในกรุงเทพมหานคร ณ เวลานั้น เนื่องจากเป็นถนนสายหลักสายแรกของจังหวัด

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

และด้วยความที่คุณพ่อเคยช่วยคุณลุงทำโรงเรียนสอนขับรถ พอมีความรู้เรื่องรถติดตัวมา จึงตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ โดยการนำชื่อคุณพ่อ ‘สวง’ มาใส่กับชื่อสถานที่ของโรงเรียน และคิดค่าเล่าเรียนเพียง 15 บาทแบบไม่จำกัดครั้ง

แรกเริ่มเดิมทีมีนักเรียนแค่คนเดียว แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนแตะหลักร้อยคน จนกระทั่งมีการออกกฎหมายควบคุมความปลอดภัยของสถานีบริการเชื้อเพลิง ครอบครัวนี้จึงต้องเลิกกิจการปั๊มเชลล์ซึ่งอยู่ริมถนน คงเหลือแต่โรงเรียนสอนขับรถ

ทำเลที่ตั้งของโรงเรียนที่ดีทำให้เป็นที่นิยมของผู้เรียน เพราะอยู่ใกล้สนามหลวง พาหุรัด ถ้าเปรียบกับสมัยนี้ก็เป็นศูนย์กลางเมืองอย่าง Central World

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

ประกอบกับเพลงโฆษณาโรงเรียน ที่คุณแม่พิศพงศ์เกิดไอเดียอยากทำขึ้น หลังจากเห็นความสำเร็จของเพลง ถ่านไฟฉายตรากบ จึงไปจ้างนักแต่งเพลง คุณนคร มงคลายน ในราคา 10,000 บาท จนได้เพลงที่มีประโยคคุ้นหูอย่าง ถ้าอยากขับรถ ต้องเรียนเสียก่อน ส.สะพานมอญ สอนให้ได้ผล” ซึ่งเผยแพร่ทางวิทยุไปทั่ว ทำให้เป็นที่รู้จักของคนทั้งกรุงเทพฯ

การเรียนของ ส.สะพานมอญ สมัยก่อน เมื่อมีนักเรียนมาสมัคร จะให้ฝึกออกถนนจริงทันที โดยฝึกขับบริเวณถนนเจริญกรุงและพระราชวังสราญรมย์ 

“ออกถนนจริงกันไปเลย บางทีไปถึงเมืองนนท์ ตอนนั้นคุณแม่กะเกณฑ์ว่ารอบ 9 โมงเช้า นักเรียนมากี่คน กระจายไปตามรถจี๊ป มากสุดนั่งไป 5 คน บรรทุกกันไป น้อง ก ขับเสร็จหมดเวลาก็ไปนั่งข้างหลัง ให้น้อง ข มานั่งขับ จนกระทั่งน้อง ค น้อง ง กลับมา 11 โมงถึงเที่ยง คนที่นั่งก็รอดูเพื่อนขับ ใจหายใจคว่ำ เรียนรู้ไปด้วยว่าเพื่อนคนนี้ทำไม่ดียังไง เอามาปรับปรุงตัว สนุกดีนะ บางครั้งก็ซอกแซกในสวนเพราะคดเคี้ยวดี ส่วนเมืองนนท์เนี่ย ทำให้นักเรียนเลี้ยวไปเลี้ยวมาจนมีความชำนาญ” ครูใหญ่กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

นอกเหนือจากการสอนขับรถ โรงเรียนยังได้เปิดแผนกเครื่องยนต์ ได้แก่ หลักสูตรช่างยนต์และไฟฟ้า แต่ก็ปิดตัวลงเนื่องจากทางรัฐบาลได้จัดตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้นมาทั่วประเทศ ณ เวลานั้น

สานต่อ สะพานมอญ 

แรกเริ่มเดิมที ครูใหญ่ไม่เคยคิดจะสานต่อกิจการโรงเรียนสอนขับรถ แต่มีเหตุผล 2 ประการ ทำให้เธอหันมาบริหารธุรกิจครอบครัวให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง

ครูใหญ่เล่าให้พวกเราฟังว่า ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ครูใหญ่เป็นน้องเล็กสุด ตอนเด็กเรียนอยู่โรงเรียนราชินี ต่อมาเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังเรียนจบก็ไปศึกษาต่อเนติบัณฑิตที่ศาลสนามหลวง เข้าทำงานที่สำนักงานทนายความในละแวกเดียวกับโรงเรียนสอนขับรถ พอเลิกเรียนหรือเลิกงานก็กลับมาช่วยคุณแม่ ชีวิตของท่านอยู่ใกล้ ส.สะพานมอญ ตั้งแต่ยังเด็กจนมีความผูกพัน

แม้ว่าคุณแม่จะไม่ได้บังคับให้สืบทอดธุรกิจ แต่เหตุผลสำคัญอีกประการคือ คำสั่งเสียจากคุณพ่อ ตอนที่ท่านป่วยหนัก ท่านบอกลูกสาวคนนี้ว่า ให้ทำโรงเรียนต่อไป

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

โลกเปลี่ยน รถเปลี่ยน โรงเรียนก็ต้องเปลี่ยน

การกลับมาในครั้งนั้น ทำให้พบว่าโรงเรียนเสื่อมโทรมไปมาก บางวันแทบไม่มีคนมาเรียนเลย 

“แต่คุณแม่ครูก็ยังนั่งทำงานด้วยความรัก ถึงแม้บางวันไม่มีนักเรียนมาสมัครเลย คุณแม่ก็ยังนั่งรับโทรศัพท์ ท่านรักโรงเรียนมาก และยังนั่งทำงานจนอายุเกือบ 90” 

สิ่งแรกที่ครูใหญ่ทำ คือสำรวจโรงเรียนอย่างถี่ถ้วนว่าทำไมความนิยมถึงลดลง ขณะนั้นมีโรงเรียนสอนขับรถคู่แข่งเปิดมากมาย หลายโรงเรียนราคาถูกกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง บางโรงเรียนมีข้อตกลงกับกรมการขนส่งทางบก เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการสอบใบขับขี่ จึงตอบโจทย์ผู้เรียนมากกว่า

โจทย์ใหญ่ของทายาทคนนี้คือ ต้องพื้นฟูโรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบ 100 ปี ให้กลับมามีชีวิตสดใสอีกครั้งหนึ่ง

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กรมการขนส่งทางบกกำลังมองหาโรงเรียนสอนขับรถที่มีมาตรฐานและศักยภาพเพียงพอเข้าสู่ระบบ สามารถสอบใบขับขี่แทนกรมการขนส่งทางบกได้ และยังมีเป้าหมายลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งประเทศไทยมีตัวเลขสถิติเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ส.สะพานมอญ ซึ่งตั้งใจสร้างคนขับรถที่ดี จึงไม่รอช้าที่จะเข้าร่วม

“หลังจากที่กรมการขนส่งทางบกมอบอำนาจให้เราสอบใบขับขี่ได้ ครูพอใจและมีความสุขที่สุดเลย เพราะสิ่งที่ทุกคนมุ่งหมายในการมาเรียนขับรถ คือได้ใบขับขี่ ในเมื่อเราทำหน้าที่นี้แทนได้ มันจะมีอะไรดีไปกว่านี้” 

พื้นที่เดิมแถวเจริญกรุงคับแคบเกินไป คุณแม่จึงมาซื้อที่ดินใหม่ขนาด 4 ไร่ ใกล้วัดบุปผารามวรวิหาร โดยมีครูใหญ่เป็นคนออกแบบเองทั้งหมด จนเกิดเป็นสนามซ้อมขับรถที่มีคุณภาพ ออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อช่วยให้การฝึกมีประสิทธิภาพและเป็นการสร้างความปลอดภัยแก่ผู้เรียน

“ถ้าหัดตรงนี้ไม่ดีก็เปลี่ยนใหม่ สะพานอยู่ตรงไหนดี อยู่รอบนอกไม่ดี เพราะนักเรียนหัดทุกรอบต้องใช้ความเร็ว คนขับไม่เป็นทำยังไง ถ้าต้องวนเลี้ยวแล้วชนกันก็ไม่เอา” ครูใหญ่กล่าว

ทั้งการนำโรงเรียนเข้าสู่ระบบและการสร้างสนามใหม่ ช่วยดึงดูดให้ผู้เรียนจำนวนมากกลับมาเรียนกับ ส.สะพานมอญ อีกครั้ง จากที่เคยเงียบเหงาก็กลับมามีชีวิตชีวา มีนักเรียนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาเสมอ 

“มันเหมือนกับบอกว่า เฮ้ย ส.สะพานมอญ ยังอยู่นะ” ครูใหญ่ยิ้มกว้าง

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี
ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

เปลี่ยนแปลงแต่ไม่เปลี่ยนไป

ครูใหญ่เปลี่ยนแปลงโรงเรียนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการสอนที่ได้ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และการย้ายที่ตั้งเพื่อให้ทันต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ และให้อยู่รอดในช่วงเวลาที่มีโรงเรียนสอนขับรถหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก

แต่ยังมีบางสิ่งที่คงไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

ประการแรกคือ การให้ฝึกขับรถจี๊ป ถึงแม้ปัจจุบัน ส.สะพานมอญ จะนำรถเก๋งรุ่นใหม่มาให้นักเรียนฝึก แต่ทางโรงเรียนยังคงเอกลักษณ์รถวัยคุณปู่เอาไว้ โดยนักเรียนใหม่ต้องฝึกขับรถชนิดนี้ เพื่อเรียนรู้การใช้เกียร์และคลัตช์เป็นเวลา 2 ชั่วโมง เนื่องจากรถจี๊ปขับง่าย ทนทาน มองเห็นทัศนะรอบข้างชัดเจน อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของ ส.สะพานมอญ 

ประการที่สอง คือความซื่อสัตย์และจริงใจ ครูใหญ่มักพูดเสมอว่าต้องจริงใจและซื่อสัตย์กับลูกค้า ความดีเหล่านี้จะทำให้โรงเรียนอยู่ได้ เหมือนการมาเรียน 10 ชั่วโมงเพื่อได้ใบขับขี่ ไม่ได้ทำให้ขับชำนาญ ทางโรงเรียนต้องพูดกับผู้เรียนตรง ๆ ต้องมีการฝึกฝนเพิ่มเติมอีก ทั้งครูใหญ่ยังคอยชี้แนะนักเรียนเสมอว่ายังบกพร่องในจุดใด ความดีเหล่านี้ทำให้โรงเรียนเป็นที่พูดถึงกันปากต่อปากจากอดีตนักเรียนสู่นักเรียนใหม่ ๆ

และประการที่สาม คือพันธกิจที่ส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นแรกว่า จะไม่สร้างแค่คนขับรถเป็น แต่ต้องสร้างพลเมืองที่ดีและมีความรับผิดชอบบนท้องถนน

เคล็ดลับครองใจมือใหม่หัดขับ

“ส.สะพานมอญ เป็นที่ที่ค่าเรียนแพงที่สุด”

ครูใหญ่เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันค่าเรียนขับรถมีหลายระดับราคา โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 บาท บางโรงเรียนลดราคาต่ำกว่านั้นเพื่อการแข่งขันที่มีมากขึ้นในท้องตลาด แต่ ส.สะพานมอญ มีค่าเรียนแพงที่สุดที่ 6,500 บาท และไม่เคยคิดจะลดราคา

ครูใหญ่ให้เหตุผลว่า ค่าดูแลสถานที่ ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าจ้างครูฝึก เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี การลดราคาจะทำให้มาตรฐานและคุณภาพการเรียนการสอนที่พยายามรักษามาตั้งแต่อดีตลดลงได้

การเอาใจใส่ผู้เรียนเป็นหลักการบริหารโรงเรียนข้อแรก เป็นเหตุผลที่โรงเรียนได้รับความไว้วางใจเสมอมา โดยไม่เกี่ยงเรื่องราคา

“เราเลือกครูฝึกที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน เพื่อให้นักเรียนได้ประโยชน์สูงสุดจากการเรียน ถ้าเป็นครูมีอายุมากนิดหนึ่ง เขาก็จะชอบนักเรียนหัวอ่อน ไม่ชอบนักเรียนดื้อ ถ้าครูที่วัยรุ่น ก็จะรับนักเรียนที่วัยรุ่นเหมือนกัน เคมีจะเข้ากัน

“ในกรณีที่นักเรียนเข้ากับครูฝึกไม่ได้ เราจะให้เปลี่ยนครู เพราะอยากให้ทั้งผู้เรียนและครูสบายใจกับการเรียนการสอน หรือกรณีที่ต้องฝึกถึงตอนเย็น เราจะอยู่ด้วยตลอด ไม่ปล่อยให้นักเรียนอยู่ลำพังกับครูฝึก จะเย็นแค่ไหนก็ต้องอยู่ จะกลับก็กลับพร้อมกัน”

นั่นคือภาคปฏิบัติ 

ส่วนภาคทฤษฎี ด้วยความที่ครูใหญ่เรียนจบด้านกฎหมาย จึงเป็นคนสอนหลักการ วิธีการสอนก็ไม่ใช่แค่เพียงท่องจำ แต่ต้องยกกรณีศึกษามาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้นักเรียนเป็นผู้ขับขี่ที่ดี

“เรามองนักเรียนเป็นผ้าขาวสะอาด เขาไม่รู้หรอกว่าความทุกข์ยากในการต่อสู้คดีบนชั้นศาลเป็นยังไง ดังนั้น เราต้องพูดให้เขาฟัง ให้เขาเห็นถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎจราจร”

ในทุกการเรียน ครูใหญ่จะติดตามผลว่านักเรียนแต่ละคนยังไม่แข็งแรงในเรื่องใด ควรไปฝึกเพิ่มในจุดไหน พร้อมทั้งแนะนำช่องทางการเรียนรู้เพิ่มเติม 

“การทำข้อสอบในคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกับการขับรถ ข้อสอบถามมาว่า ถ้าระหว่างขับรถเกิดยางระเบิดต้องทำยังไง เวลานั้นเราไม่มีเวลามาคิดนะ ต้องคิดในเครื่องก่อนนี่แหละ” 

นอกจากนี้ ที่นี่ยังสอนความรู้อื่น ๆ อย่างเรื่องเครื่องยนต์กลไกพื้นฐาน การดูแลเบื้องต้น เช่น ระบบหม้อน้ำ แบตเตอรี่ และยางรถยนต์ เป็นต้น เป็นการย้ำเตือนว่านักเรียนทุกคนต้องรู้กฎหมายและการดูแลความปลอดภัยขั้นแรก เพราะในสถานการณ์จริงจะทำให้นักเรียนเป็นนักขับขี่ที่ดี มีทัศนคติที่ดีบนท้องถนน เพื่อสร้างสังคมแห่งการขับขี่ปลอดภัยต่อไป

“เราคือโรงเรียนที่ให้มากกว่าใบขับขี่ แต่คุณจะได้อย่างอื่นกลับไป เช่น การเป็นผู้ขับขี่ที่ดี”

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

สาม สะพานมอญ

ส.สะพานมอญ ดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเกิดการระบาดโควิด-19 และทายาทรุ่นสามได้เข้ามาช่วยสานต่อ

อาร์ททิส-พิศริยาภรณ์ ทาบทอง ทายาทรุ่นสาม สำเร็จการศึกษาจากอังกฤษและไปค้นหาตัวเองจากการทำงานอาชีพอื่น กระทั่งช่วงโรคระบาด เธอได้หันกลับมามองว่า ส.สะพานมอญ พัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ โรงเรียนสอนขับรถแห่งนี้จึงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

  ในช่วงโควิด-19 อาร์ททิสได้ทดลองสอนนักเรียนผ่าน Zoom และรับสมัครนักเรียนทางออนไลน์ ทำให้นักเรียนสมัครและเรียนได้ทันที

“แต่ออนไซต์จะดีกว่าค่ะ มาตรการอบรมคือครูจะเรียกถาม ถ้าใครหลับนะ ครูจะเรียกเลย” ครูใหญ่ซึ่งเป็นผู้สอน เสริมขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะ

ขณะเดียวกันทางโรงเรียนได้เพิ่มหลักสูตรภาษาอังกฤษขึ้นมา เพราะพบว่ามีชาวต่างชาติในประเทศไทยจำนวนมากต้องการสอบใบขับขี่ ทางโรงเรียนนำครูฝึกที่มีศักยภาพไปอบรมภาษาอังกฤษเพื่อฝึกสอนภาคปฏิบัติ ส่วนการสอนภาคทฤษฎีจะมีคำบรรยายภาษาอังกฤษจากกรมการขนส่งทางบกมาให้ 

เรื่องหมู ๆ ที่ไม่หมู

การบริหารโรงเรียนที่กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งยังคงดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอุปสรรค แต่ทั้งครูใหญ่และอาร์ททิสกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การบริหารที่ยากที่สุดคือ การสอนภาคปฏิบัติและตัวครูผู้สอน 

อาร์ททิสพูดให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า “การปฏิบัติยากที่สุด เพราะครูฝึกต้องมีศักยภาพ ต้องมีวุฒิที่จะสอนนักเรียนได้ ไม่ใช่ว่าใครก็สอนได้ เพราะฉะนั้น ทรัพยากรบุคคลจึงหายากที่สุด ไม่ใช่แค่เฉพาะโรงเรียนเรา แต่เป็นทุกโรงเรียน เพราะถ้าไม่มีครูฝึก ก็ไม่มีทางทำโรงเรียนได้”

ครูฝึกสอนขับรถต้องเชี่ยวชาญในการขับรถ เพราะนักเรียนที่มาเรียนคือมือใหม่ที่ขับรถไม่เป็น ครูจึงต้องชำนาญและช่วยนักเรียนได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ 

ครูฝึกต้องผ่านการอบรมใบอนุญาตและต่ออายุอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการสอบที่ยากมาก มีทั้งข้อเขียนและภาคปฏิบัติ ครูฝึกสอนขับรถดี ๆ หาไม่ได้ง่าย ๆ โรงเรียนจึงต้องดูแลครูฝึกให้ดีที่สุด

“เรามีครูฝึกก็ต้องรักษาเขาไว้ ต้องดูแลเขาดี ๆ ให้พอใจที่จะทำงานกับเรา” ครูใหญ่กล่าวให้พวกเราฟัง

“เราให้ครูฝึกทำงาน 8 โมงถึงบ่ายโมง 3 ครึ่ง หากใครขยันจะปล่อยให้ถึง 5 โมงครึ่ง ซึ่งถือเป็นโรงเรียนที่ให้ครูฝึกทำงานน้อยมาก เพราะทางโรงเรียนจ่ายเงินเดือนเป็นรายเดือน ขณะที่โรงเรียนอื่น ๆ ให้เงินวัดจากชั่วโมงทำงาน บางคนทำ 6 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม 

“มีครูคนหนึ่งเคยปั่นชั่วโมงจนร่างกายพังพินาศ ไม่ไหว พอมาอยู่กับเราแม้ได้เงินน้อยกว่า แต่ชั่วโมงการทำงานเหมาะสมขึ้น เขาก็มีความสุขขึ้น” ครูใหญ่เล่าให้ฟัง

ครูใหญ่ อาร์ททิส และ ส.สะพานมอญ ตั้งใจดูแลครูฝึกอย่างดี มีสวัสดิการอาหารกลางวัน ครูฝึกจะได้ไม่ต้องออกไปซื้อข้างนอก ที่สำคัญ เป็นโรงเรียนที่ให้เกียรติครู เพราะอาชีพนี้มีความเสี่ยงสูง

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน
โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

เดินช้า แต่เดินไปข้างหน้าเสมอ

ถึงแม้ตอนนี้ทายาทรุ่นสองยังคงสนุกกับการทำงาน แต่ทายาทรุ่นสามก็เริ่มวางอนาคตในแบบของตัวเองเอาไว้แล้ว

อาร์ททิสตั้งใจจะเพิ่มหลักสูตรการขับขี่รถจักรยานยนต์และรถบรรทุก แต่ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องสถานที่ เนื่องจากสนามฝึกขับรถบริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 มีขนาดคับแคบไป และหาซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงไม่ได้ เนื่องจากเป็นที่พักอาศัย 

“ก่อนหน้านี้เราเปิดสอนขับขี่จักรยานยนต์ที่นี่ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้เคร่งครัดเรื่องเนื้อที่ใหญ่อะไรมาก” ครูใหญ่เอ่ย พร้อมเล่าว่าจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ก่อนหน้านี้จึงไม่อยากสอน แต่ภายหลังกลายเป็นความจำเป็นของทักษะอาชีพ เพราะความนิยมของเดลิเวอรี่ ทำให้อาชีพไรเดอร์เป็นที่นิยม มีผู้สนใจสมัครเรียนมาก เนื่องจากใบขับขี่รถจักรยานยนต์ทำได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี เด็กวัยนั้นยังไม่รู้กฎจราจรดีนัก ความคิดของครูใหญ่จึงเริ่มเปลี่ยนไป ถ้าโรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนแล้วช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ก็คงดีไม่น้อย

Business Lesson

ครูใหญ่นิยามบทเรียนที่ได้รับจากการเข้ามาบริหาร ส.สะพานมอญ ไว้ว่า

“ส.สะพานมอญทำให้ครูมีกินมีใช้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่พ่อแม่ได้มาก็ส่งเสียลูกเรียนต่างประเทศ มีความเป็นอยู่ในครอบครัวที่ไม่ได้กระเบียดกระเสียรอะไร ก็หล่อหลอมให้ครูเป็นคนที่มีความใจกว้าง”

“บางทีเรามองในเชิงธุรกิจเกินไป คุณภาพจะลดลง เพราะฉะนั้น ต้องมองว่าธุรกิจไม่ได้มีแต่เรื่องเงิน คุณภาพของบริการต้องควบคู่ไปด้วย มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องไปด้วยกัน” ทายาทรุ่นสามตอบอย่างภาคภูมิใจ

ส.สะพานมอญ 

ทายาทรุ่นสองเข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างนับตั้งแต่วันแรก

จากเด็กผู้หญิงที่อยู่ใกล้ชิดกับ ส.สะพานมอญ ตลอดช่วงชีวิต และได้ออกไปเดินทางตามเส้นทางตัวเอง สู่การกลับมาสานต่อกิจการครอบครัวอีกครั้งในวัย 50 ปี

นี่คือการเดินทางครั้งใหม่ของโรงเรียนอายุเกือบ 100 ปี

โรงเรียนแห่งนี้ค่อย ๆ เติบโต แม้จะผ่านมา 75 ปี จากยุคที่ใช้รถจี๊ปจนถึงยุครถเก๋ง ส.สะพานมอญ พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาตรฐานให้กับนักเรียนเสมอ

ในอนาคต รถที่ใช้ในโรงเรียนอาจเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทุกวัน แต่การรักษาไว้ซึ่งความดี ความซื่อสัตย์ การบริหารอย่างจริงใจ เป็นสิ่งที่ทายาททั้งสองจะไม่ยอมเปลี่ยน

ธุรกิจที่ดีไม่ควรนึกถึงผลกำไรมากเกินไป 

นี่คือบทเรียนสำคัญของครูใหญ่ เพราะการได้เห็นนักเรียนอยากมาสมัครเรียน มีความสุขกับการเรียน และจบออกไปเป็นผู้ขับขี่ที่ดี คือความภาคภูมิใจที่สุดในฐานะทายาทธุรกิจนี้

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

Writer

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load