15 กรกฎาคม 2563
6.08 K

เข้าพรรษาแล้ว ลองหาดอกเข้าพรรษามาปักไว้ในแจกันในบ้านดู อาจจะพบพลังงานอันสงบร่มเย็นก็ได้

เพราะปีหนึ่งจะออกดอกเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา คนก็เลยเรียกว่าดอกเข้าพรรษา ว่ากันว่าแต่ก่อนพบมากแถบอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี แต่ตอนนี้ได้นำมาปลูกกันในภาคอื่นๆ ด้วย และเพราะว่าออกดอกมาประจวบเหมาะในช่วงเวลาเข้าพรรษาพอดีนี่แหละ จึงนิยมเก็บมาถวายพระ หรือที่รู้จักกันดีว่าตักบาตรดอกเข้าพรรษา อย่างที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทอันศักดิ์สิทธิ์

ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ภาพ : ธนภัทร ลิ้มหัสนัยกุล 

ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์รายงานว่า ดอกเข้าพรรษาที่เรียกกันนั้นอยู่ในสกุลข่าลิง (Globba) วงศ์ขิง (Zingiberaceae) นักพฤกษศาสตร์พบว่าดอกเข้าพรรษาและพืชอื่นๆ ในสกุลเดียวกันนี้เป็นพืชที่ไม่เป็นพิษ แต่ก็ไม่มีคนพื้นถิ่นไหนใช้ประกอบอาหารหรือนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างจริงจัง เห็นจะมีเพียงคนอินเดียบางที่เท่านั้นที่คั้นเอาน้ำจากหัวข่าลิงมารักษาแผลในปาก และมีการศึกษาพบว่าหัวข่าลิงมีนํ้ามันหอมระเหย ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และต้านอนุมูลอิสระ 

ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้

พืชในสกุลข่าลิง (Globba) มีอยู่ราว 100 ชนิดทั่วโลก กระจายพันธุ์อยู่ในจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดอกเข้าพรรษา หงส์เหิน กล้วยจะก่าหลวง กล้วยเครือคำ หรือกลางคาน มีชื่อต่างกันไปตามพื้นที่ต่างๆ สุดแล้วแต่พื้นที่ไหนปลูก ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก โตขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน ในเดือนพฤษภาคมของทุกปี เหง้าของดอกเข้าพรรษาที่ฝังอยู่ใต้ดินจะแทงใบขึ้นมารอรับน้ำฝนแรกที่เริ่มโปรยลงมาจากฟากฟ้า และใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังฝนหยาดฟ้าชโลมดิน จนถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปีหรือวันเข้าพรรษา ดอกเข้าพรรษาจะออกดอกสีขาว ม่วง ชมพู เหลือง พร้อมรัศมีอันเปล่งปลั่ง 

พระพุทธศาสนามีคติเกี่ยวข้องกับดอกไม้ปรากฏอยู่ในพระสูตรต่างๆ ซึ่งได้ยกย่องเชิดชูให้ดอกไม้นานาชนิดเป็นของสูงส่ง ควรค่าแก่การนำมาบูชา เช่นนั้นแล้ว ดอกไม้จึงเป็นวัตถุบูชาทางพุทธศาสนามาตั้งแต่โบราณกาล แต่จริงๆ แล้ว พบว่ามีการใช้ดอกไม้เป็นเครื่องสักการะเซ่นสรวงวิญญาณและสิ่งเหนือธรรมชาติมาอยู่ก่อนหน้านี้นานแล้ว 

ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดหรอกว่าดอกไม้ได้เริ่มเข้ามาเบ่งบานในชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์รายงานว่า ชนเผ่าแอซเท็ก (Aztec) ที่ขึ้นชื่อว่าค่อนข้างดุร้าย แต่พวกเขาก็ปลูกดอกไม้ไว้เรียงรายตามถนนหนทาง ดูเจริญหูเจริญตา ชาวเขมรโบราณปลูกดอกบัวเพื่อเอามาใช้ทำอาหาร บรรดาแม่บ้านยุโรปสมัยกลางนิยมนำดอกไวโอเล็ตที่อุดมไปด้วยวิตามินมาปรุงเป็นอาหาร มีรายงานว่านักโบราณคดีขุดพบดอกบัวสีคราม ซึ่งอยู่ในสภาพแห้งกรอบ ภายในหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคาเมนแห่งอียิปต์ หลายวัฒนธรรมเชื่อกันว่าเวลาที่ดอกไม้บานสะพรั่งคือเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่ต้องเฉลิมฉลอง เช่น เวลาที่ดอกซากุระบาน 

ดอกเข้าพรรษาเบ่งบานขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์สำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ขณะนั้น พราหมณ์โกณฑัญญะ หนึ่งในห้าปัญจวัคคีย์ ได้เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนเกิดดวงตาเห็นธรรมและขออุปสมบท พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสาวกและภิกษุองค์แรกในโลก และทำให้เกิดมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นเหตุให้ชาวพุทธในอุษาคเนย์นำดอกไม้ดังกล่าวมาใช้บูชาเนื่องในเหตุการณ์สำคัญนั้น 

ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
เมฆฝนฤดูเดือนเข้าพรรษาเหนือฟ้าชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
วันเข้าพรรษาเมียนมา มุมหนึ่งที่พระเจดีย์ชเวดากอง
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ณ วัดโกทัตจีจอง เมืองย่างกุ้ง

ไม่เพียงแต่ในภาษาไทยเท่านั้นที่เราพบชื่อเรียกดอกเข้าพรรษาอย่างหลากหลาย ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา เราก็พบชื่อเรียกดอกเข้าพรรษาที่หลากหลายเช่นเดียวกัน แต่ชื่อที่มีเหมือนกับภาษาไทย คือคำเรียกว่า หว่าโส่ปาน (ဝါဆိုပန်း) แปลว่าดอกเข้าพรรษาเหมือนกัน

ชาวเมียนมาเรียกฤดูเดือนเข้าพรรษาว่า ဝါဆို ออกเสียงว่า ‘หว่าโส่’ เดือนนี้ ถ้านับตามปฏิทินจันทรคติเมียนมาจะตกราวเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม พระอรรถกถาจารย์เมียนมาอธิบายว่า ‘หว่าโส่’ มาจากภาษาบาลี ท่านอภิปรายว่าเป็นคำบาลีผสมกับคำเมียนมา 

คำว่า ‘หว่า’ มาจากบาลี คือ ‘วาส’ (นามเพศชาย) สร้างมาจาก วสฺ ธาตุ แปลว่า อยู่ อาศัย (ลง ณ ปัจจัยในราคาทิตัทธิต ทำให้ วสฺ ธาตุ กลายเป็นคำนาม แปลว่า ที่อยู่, การอยู่, เครื่องนุ่งห่ม, น้ำหอม, ผ้า) เมื่อเอาคำบาลี ‘วาส’ มาผสมกับคำเมียนมา คือ ‘โส่’ (กริยาภาษาเมียนมา) แปลว่า กล่าว โดยที่ ‘วาส’ ตัด ส ท้ายคำทิ้ง เป็น หว่าโส่ แปลว่า กล่าวในที่อยู่หรือที่พำนัก 

ท่านอธิบายต่อว่า เป็นฤดูเดือนที่พระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลายสาธยาย เทศน์ หรือสวดพระธรรมคัมภีร์อยู่ในอาวาสตลอดช่วงจำพรรษา ในวรรณคดีโบราณและจารึกมีชื่อเรียกเดือนนี้อีกชื่อหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับคำบาลี เรียกว่า မြေတာ ออกเสียงว่า มเหย่ ต่า

มเหย่ (မြေ) เป็นคำนาม แปลว่าดิน แผ่นดิน ส่วน ต่า (တာ) เป็นคำกริยา แปลว่า วัด รังวัด รวมกันมีความหมายว่า เดือนที่ชาวไร่ชาวนาทั้งหลายวัดที่นาของตัวเอง เพื่อกำหนดว่าปีนี้จะไถหว่านกี่แปลง มากน้อยขนาดไหน ถ้าปีนี้ได้แต่งลูกเขยหรือลูกสะใภ้เพิ่มเข้ามาเป็นแรงงาน ก็จะขยายเนื้อที่ไถหว่านออกไปให้มากหน่อย

 มเหย่ ต่า ไม่เกี่ยวอะไรกับพระสงฆ์เลย เป็นเรื่องของชาวไร่ชาวนา สัมพันธ์กับวิถีชีวิตไพร่บ้านพลเมืองโดยทั่วไป ปัจจุบัน ภาษาเมียนมามาตรฐานกำหนดให้เรียกเดือนนี้ว่า เดือนหว่าโส่ คนรุ่นใหม่แทบไม่รู้เลยว่ามีชื่อเรียกแต่โบราณอีกชื่อหนึ่งเป็นคำเมียนมาแท้ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับวิถีของสงฆ์ 

ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้

ส่วนภาษาไทย นอกจากเรียกชื่อดอกเข้าพรรษาตามฤดูเดือนและเทศกาลแล้ว ยังมีชื่อที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าดอกหงส์เหิน สาเหตุที่เรียกแบบนี้ เพราะลักษณะของดอกและเกสรคล้ายคลึงกับตัวหงส์ที่เหินบินอย่างสง่างาม และด้วยความงดงามชดช้อยของดอกไม้นี้ ทำให้มีชื่อภาษาเมียนมาหลายชื่อด้วย นอกจากจะเรียกว่าหว่าโส่ปาน ยังนิยมเรียกกันว่า บะเด่งโหง่ปาน (ပန်းထိမ်ငိုပန်း) แปลว่า ดอกช่างทองร้องไห้ และ บะเด่งมะหน่าย (ပန်းထိမ််မနိုင်) แปลว่า ช่างทองต้องยกมือขอยอมแพ้แต่โดยดี 

เหตุที่พวกเขาถึงต้องร้องไห้และยอมแพ้ มีนิทานเล่าว่าครั้งหนึ่งมีคนเอาดอกเข้าพรรษาไปให้ช่างตีทอง เขาอยากให้ช่างทองตีทองเป็นลวดลายเหมือนดอกเข้าพรรษา แต่เมื่อช่างทองพิจารณาดูแล้ว หมดปัญญาที่จะตีทองให้เหมือน ความสวยงามชดช้อยของดอกเข้าพรรษา ทำให้พวกเขาถึงกับต้องยกมือยอมแพ้ นั่งร้องไห้กันเลยทีเดียว 

ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ภาพ : The Myanmar Times
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ภาพ : www.independent.co.uk

จริงๆ แล้ว ถ้าดอกเข้าพรรษาที่ว่านี้อยู่กับต้นก็ดูธรรมดา ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ แต่เมื่อมีคนคิดสร้างสรรค์นำเอาไม้นี้มาจัดรวมกันเป็นช่อและชั้น มีลักษณะคล้ายบายศรี ก็ทำให้ดูสวยงามแปลกตา ถึงกับต้องไถ่ถามกันว่า นั่นดอกอะไร แปลกดีนะ 

ความงดงามของมันเคยทำให้ผู้คนแถบนี้ต้องสยบยอม ทำนองเดียวกับกล้วยไม้ไทยชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่าฟ้ามุ่ย แปลว่าฟ้าหม่นหมอง เนื่องจากความงามจากกลีบดอกสีฟ้าของฟ้ามุ่ย ทำให้สีของท้องฟ้าแลดูหม่นหมองไปเลย

นั่นก็สวยจนฟ้าหมอง นี่ก็สวยอย่างกับหงส์เหินลีลา สวยจนต้องยกมือ ขอยอมแพ้ แสดงว่าสวยชดช้อยจริงๆ ยอมแล้วจ้า

Writer

วทัญญู ฟักทอง

มีชื่อพม่าว่า Htay Win เป็นช่างเรียงคำ แปลความ ล่ามภาษาไทย-พม่า พม่า-ไทย

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2565
4.62 K

เบื้องหลังคลองภักดีรำไพที่ทอดยาวเลียบไปกับถนน คือทิวทัศน์ของภูเขาและหนึ่งฟ้ากว้างเคล้ากับหมอกจาง ๆ ที่มองแล้วรู้สึกสงบใจ ใครจะคิดว่าวิวนี้มองเห็นได้จากศูนย์การค้าอย่าง ‘เซ็นทรัล จันทบุรี’ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ศูนย์การค้าแห่งนี้เริ่มต้นขึ้น เมื่อ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ เล็งเห็นศักยภาพของจังหวัดจันทบุรี ที่รุ่มรวยทั้งวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ อย่างภูเขา น้ำตก ทะเล ผลไม้เมืองร้อน ไปจนถึงอัญมณี ราวกับเป็น Hidden Gem แห่งภาคตะวันออกที่รอการเจียระไนให้เฉิดฉาย 

เซ็นทรัลพัฒนาจึงปักหมุดพื้นที่กว่า 40 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก โดยมีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม คอนโดมิเนียม และคอนเวนชันฮอลล์สำหรับจัดงานแสดงสินค้าและงานอีเวนต์ต่าง ๆ โดยมีโจทย์คือทำอย่างไรให้เชื่อมโยงพื้นที่จากภายในอาคารสู่ภายนอกอาคารได้อย่างลื่นไหล กลมกลืน รวมทั้งใช้สอยพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเกิดเป็นศูนย์การค้าแบบ Semi-outdoor ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การกิน เที่ยว ช้อปปิ้งตั้งแต่เช้าจรดค่ำ 

ความพิเศษของสถานที่แห่งนี้ คือดีไซน์ที่ไม่ป่าวประกาศว่าเป็นอาคารหน้าใหม่ ที่เพิ่งปรากฏขึ้นในจังหวัดจันทบุรี หากเป็นการผสมผสานความทันสมัยและเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้อย่างลงตัว รวมถึงการออกแบบพื้นที่ให้โอบรับกับวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายช่วงวัย 

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เสน่ห์เมืองจันท์ที่แทรกซึมอยู่ในการออกแบบ

ถ้ามีใครถามหาคู่มือ ‘รู้จักจันทบุรีฉบับรวบรัด’ เราคงแนะนำให้เดินทางมายังเซ็นทรัล จันทบุรี เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนการรวบรวมเอาความรุ่มรวยของทั้งจังหวัด มาไว้ในการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Charming Chanthaburi’ หรือ ‘มหัศจรรย์จันทบุรี’ 

หากมองจากภายนอกตัวอาคาร เราจะพบสัญลักษณ์ของเมืองจันท์อย่าง Art Feature กระต่ายสีขาวแสนน่ารักในหลากหลายอิริยาบถรอบ ๆ ศูนย์การค้า ชวนให้เรารู้สึกสดใสและอบอุ่นหัวใจในเวลาเดียวกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนบริเวณด้านหน้า เราจะเห็นฟาซาด (Façade) หรือองค์ประกอบด้านหน้าของอาคาร เป็นสีน้ำตาลอิฐที่มีรูปทรงโค้งมนซ้อนทับกันหลายชั้น โดยลวดลายดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายเสื่อจันทบูร ผสมผสานกับประกายของอัญมณีเมืองจันท์

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน เราจะพบว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของอาคารเป็นแบบเปิดโล่งหรือ Semi-outdoor เพื่อรับแสงและลมธรรมชาติ โดยตัวอาคารค่อนข้างโปร่ง ทำให้อากาศถ่ายเทเย็นสบาย เมื่อรวมกับวัสดุกึ่งปูนกึ่งไม้ ยิ่งได้กลิ่นอายของบ้านเรือนในชุมชนริมน้ำจันทบูร แต่ความละเอียดของสถาปัตยกรรมดังกล่าวไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อมองลึกลงไปจนถึงดีเทลเล็ก ๆ อย่างเสาบริเวณชั้น 1 จะเห็นว่าเสาถูกตกแต่งด้วยเสื่อจันทบูรลายเก๋ ตลอดจนลายกระเบื้องบริเวณศูนย์อาหาร (Food Patio) ก็มีการเลือกใช้สีสันและแพตเทิร์นที่คล้ายกับเสื่อกกเช่นกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงจันทบุรี คงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรสชาติผลไม้เมืองร้อน อย่างเงาะ มังคุด ทุเรียน หรือลองกอง ซึ่งความน่ารักของบริเวณชั้น 2 คือ โซนสำหรับนั่งพักที่บ่งบอกถึงความเป็นจันทบุรี ผ่านเฟอร์นิเจอร์สีสวยดีไซน์สร้างสรรค์ โดยเฉพาะเก้าอี้รูปทรงทุเรียนและมังคุดสุดมินิมอล ราวกับเป็นผลงานศิลปะที่นั่งได้จริง

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

คงกลิ่นอายความเป็นชุมชน

นอกจากการออกแบบที่คำนึงถึงท้องถิ่นแล้ว สิ่งที่ทำให้เซ็นทรัล จันทบุรี โดดเด่น คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยชูอัตลักษณ์ของดีแห่งจันทบุรี นำร้านรวงและสินค้าท้องถิ่นมาเปิดขายในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของดีเมืองจันท์ ในงานสีสันจันทบูร ร้านกาแฟคราฟต์ของนักธุรกิจท้องถิ่นรุ่นใหม่อย่าง กาแฟบ้านทวด และ ‘โซนพลอยจันท์’ ที่เต็มไปด้วยร้านอัญมณีชื่อดังของจังหวัด

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

‘ตลาดจริงใจ’ ที่มีผักและผลไม้จากสวนในท้องถิ่น เช่น มะปี๊ดหรือส้มจี๊ด หน่อไม้ มังคุด ลองกอง เงาะ ฯลฯ ส่วนบริเวณ Semi-outdoor ของชั้น G ก็ได้รวมเอาของดีจาก 10 อำเภอดังมาจัดจำหน่ายอีกด้วย

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนภายนอกอาคาร ยังมี ‘จุดชมจันท์’ ที่มองวิวบริเวณคลองภักดีรำไพได้แบบ 360 องศา โดยชั้นล่างเปิดเป็นคาเฟ่ ‘Seed Of Siam’ คาเฟ่ที่ตั้งใจจะฟื้นคืนกาแฟจันทบูรที่เคยห่างหายไปนับร้อยปี ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟจันทบูร คือรสช็อกโกแลตที่จิบแล้วมีรสหวานตบท้าย เรียกว่าเป็นอีกโซนหนึ่งที่ได้สัมผัสทั้งบรรยากาศและรสชาติในแบบฉบับของเมืองจันท์เลยทีเดียว

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เซ็นทรัล จันทบุรี ยังจ้างงานคนท้องถิ่นมาทำงานในศูนย์การค้า เปิดโอกาสให้ชาวจันทน์ที่ต้องไปทำงานต่างบ้าน ได้มีโอกาสกลับมาทำงานในจังหวัด ดูแลท้องถิ่น และสร้างความรู้สึกให้ชุมชนได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาจังหวัดตัวเอง

พื้นที่สาธารณะที่โอบรับคนทุกวัย

อีกจุดเด่นของเซ็นทรัล จันทบุรี คือพื้นที่สาธารณะที่ตอบโจทย์ผู้คนทุกช่วงวัย โดยภายในอาคารจะมี ‘บ้านชานจันท์’ Co-working Space ร้านกึ่งคาเฟ่สำหรับนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ ถัดไปไม่ไกลจากบริเวณนั้นยังมีสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่เด็ก ๆ เข้าไปปีนป่ายเล่นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เมื่อเดินออกมาจากโซน Semi-outdoor เราจะพบพื้นที่กว่า 4 ไร่ที่ถูกพัฒนามาเป็น ‘สวนเพลิน’ เพื่อตอบโจทย์การพักผ่อนหย่อนใจของชาวจันทบุรี สำหรับคนที่อยากนั่งเงียบ ๆ ก็มี ‘เรือนจันทบูร’ ให้หย่อนใจทอดสายตามองวิวแม่น้ำและภูเขา ส่วนสายออกกำลังกาย ที่นี่มีทั้งลู่วิ่งรอบสวน ความยาวกว่า 400 เมตร จุดจอดจักรยาน ลานสเกตบอร์ด สนามบาสเกตบอล เครื่องออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น ไปจนถึงพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
เรือนจันทบูร
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
สวนเพลิน

ถัดจากโซนสัตว์เลี้ยง คือบริเวณ ‘ลานอินจัน’ ที่ตั้งชื่อตามต้นไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี โดยลานนี้จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับนั่งพักหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ความพิเศษคือท่ามกลางไม้ดอกไม้ประดับ เราจะเห็นต้นอินจันและผลไม้ท้องถิ่นอย่างมะปี๊ด มังคุด และทุเรียน ปลูกแซมอยู่ภายในสวน เพื่อรอวันให้เราได้ยลโฉม (และอาจจะได้ลิ้มรส) เมื่อต้นไม้เหล่านี้ผลิดอกออกผลเต็มที่

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

หากย้อนกลับมามองในภาพรวมของเซ็นทรัล จันทบุรี เราจะไม่ได้เห็นเพียงผู้คนที่ก้าวเข้ามาซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่เราจะเห็นผู้มาเยือนที่ได้ทำความรู้จักจังหวัดนี้ผ่านดีไซน์และร้านรวงต่าง ๆ ได้เห็นเด็ก ๆ กำลังเล่นสนุก วัยรุ่นมาถ่ายรูปเช็กอิน วัยทำงานมาใช้พื้นที่ Co-working Space ครอบครัวพาเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นออกกำลังกาย เพราะนอกจากการเป็นศูนย์การค้าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่แห่งนี้ยังเชื่อมต่อผู้คนมากหน้าหลายตาให้เข้ามาใช้ชีวิต และสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดจันทบุรีได้อย่างเต็มอิ่ม

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์ที่กำลังเติบโตในทุกๆ ด้าน ยกเว้นความสูง ชอบเดินเป็นงานอดิเรก หลงรักเสียงเพลงและเป็นแฟนหนังสือมูราคามิ

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load