เข้าพรรษาแล้ว ลองหาดอกเข้าพรรษามาปักไว้ในแจกันในบ้านดู อาจจะพบพลังงานอันสงบร่มเย็นก็ได้

เพราะปีหนึ่งจะออกดอกเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา คนก็เลยเรียกว่าดอกเข้าพรรษา ว่ากันว่าแต่ก่อนพบมากแถบอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี แต่ตอนนี้ได้นำมาปลูกกันในภาคอื่นๆ ด้วย และเพราะว่าออกดอกมาประจวบเหมาะในช่วงเวลาเข้าพรรษาพอดีนี่แหละ จึงนิยมเก็บมาถวายพระ หรือที่รู้จักกันดีว่าตักบาตรดอกเข้าพรรษา อย่างที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทอันศักดิ์สิทธิ์

ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ภาพ : ธนภัทร ลิ้มหัสนัยกุล 

ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์รายงานว่า ดอกเข้าพรรษาที่เรียกกันนั้นอยู่ในสกุลข่าลิง (Globba) วงศ์ขิง (Zingiberaceae) นักพฤกษศาสตร์พบว่าดอกเข้าพรรษาและพืชอื่นๆ ในสกุลเดียวกันนี้เป็นพืชที่ไม่เป็นพิษ แต่ก็ไม่มีคนพื้นถิ่นไหนใช้ประกอบอาหารหรือนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างจริงจัง เห็นจะมีเพียงคนอินเดียบางที่เท่านั้นที่คั้นเอาน้ำจากหัวข่าลิงมารักษาแผลในปาก และมีการศึกษาพบว่าหัวข่าลิงมีนํ้ามันหอมระเหย ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และต้านอนุมูลอิสระ 

ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้

พืชในสกุลข่าลิง (Globba) มีอยู่ราว 100 ชนิดทั่วโลก กระจายพันธุ์อยู่ในจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดอกเข้าพรรษา หงส์เหิน กล้วยจะก่าหลวง กล้วยเครือคำ หรือกลางคาน มีชื่อต่างกันไปตามพื้นที่ต่างๆ สุดแล้วแต่พื้นที่ไหนปลูก ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก โตขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน ในเดือนพฤษภาคมของทุกปี เหง้าของดอกเข้าพรรษาที่ฝังอยู่ใต้ดินจะแทงใบขึ้นมารอรับน้ำฝนแรกที่เริ่มโปรยลงมาจากฟากฟ้า และใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังฝนหยาดฟ้าชโลมดิน จนถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปีหรือวันเข้าพรรษา ดอกเข้าพรรษาจะออกดอกสีขาว ม่วง ชมพู เหลือง พร้อมรัศมีอันเปล่งปลั่ง 

พระพุทธศาสนามีคติเกี่ยวข้องกับดอกไม้ปรากฏอยู่ในพระสูตรต่างๆ ซึ่งได้ยกย่องเชิดชูให้ดอกไม้นานาชนิดเป็นของสูงส่ง ควรค่าแก่การนำมาบูชา เช่นนั้นแล้ว ดอกไม้จึงเป็นวัตถุบูชาทางพุทธศาสนามาตั้งแต่โบราณกาล แต่จริงๆ แล้ว พบว่ามีการใช้ดอกไม้เป็นเครื่องสักการะเซ่นสรวงวิญญาณและสิ่งเหนือธรรมชาติมาอยู่ก่อนหน้านี้นานแล้ว 

ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดหรอกว่าดอกไม้ได้เริ่มเข้ามาเบ่งบานในชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์รายงานว่า ชนเผ่าแอซเท็ก (Aztec) ที่ขึ้นชื่อว่าค่อนข้างดุร้าย แต่พวกเขาก็ปลูกดอกไม้ไว้เรียงรายตามถนนหนทาง ดูเจริญหูเจริญตา ชาวเขมรโบราณปลูกดอกบัวเพื่อเอามาใช้ทำอาหาร บรรดาแม่บ้านยุโรปสมัยกลางนิยมนำดอกไวโอเล็ตที่อุดมไปด้วยวิตามินมาปรุงเป็นอาหาร มีรายงานว่านักโบราณคดีขุดพบดอกบัวสีคราม ซึ่งอยู่ในสภาพแห้งกรอบ ภายในหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคาเมนแห่งอียิปต์ หลายวัฒนธรรมเชื่อกันว่าเวลาที่ดอกไม้บานสะพรั่งคือเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่ต้องเฉลิมฉลอง เช่น เวลาที่ดอกซากุระบาน 

ดอกเข้าพรรษาเบ่งบานขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์สำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ขณะนั้น พราหมณ์โกณฑัญญะ หนึ่งในห้าปัญจวัคคีย์ ได้เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนเกิดดวงตาเห็นธรรมและขออุปสมบท พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสาวกและภิกษุองค์แรกในโลก และทำให้เกิดมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นเหตุให้ชาวพุทธในอุษาคเนย์นำดอกไม้ดังกล่าวมาใช้บูชาเนื่องในเหตุการณ์สำคัญนั้น 

ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
เมฆฝนฤดูเดือนเข้าพรรษาเหนือฟ้าชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
วันเข้าพรรษาเมียนมา มุมหนึ่งที่พระเจดีย์ชเวดากอง
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ณ วัดโกทัตจีจอง เมืองย่างกุ้ง

ไม่เพียงแต่ในภาษาไทยเท่านั้นที่เราพบชื่อเรียกดอกเข้าพรรษาอย่างหลากหลาย ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา เราก็พบชื่อเรียกดอกเข้าพรรษาที่หลากหลายเช่นเดียวกัน แต่ชื่อที่มีเหมือนกับภาษาไทย คือคำเรียกว่า หว่าโส่ปาน (ဝါဆိုပန်း) แปลว่าดอกเข้าพรรษาเหมือนกัน

ชาวเมียนมาเรียกฤดูเดือนเข้าพรรษาว่า ဝါဆို ออกเสียงว่า ‘หว่าโส่’ เดือนนี้ ถ้านับตามปฏิทินจันทรคติเมียนมาจะตกราวเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม พระอรรถกถาจารย์เมียนมาอธิบายว่า ‘หว่าโส่’ มาจากภาษาบาลี ท่านอภิปรายว่าเป็นคำบาลีผสมกับคำเมียนมา 

คำว่า ‘หว่า’ มาจากบาลี คือ ‘วาส’ (นามเพศชาย) สร้างมาจาก วสฺ ธาตุ แปลว่า อยู่ อาศัย (ลง ณ ปัจจัยในราคาทิตัทธิต ทำให้ วสฺ ธาตุ กลายเป็นคำนาม แปลว่า ที่อยู่, การอยู่, เครื่องนุ่งห่ม, น้ำหอม, ผ้า) เมื่อเอาคำบาลี ‘วาส’ มาผสมกับคำเมียนมา คือ ‘โส่’ (กริยาภาษาเมียนมา) แปลว่า กล่าว โดยที่ ‘วาส’ ตัด ส ท้ายคำทิ้ง เป็น หว่าโส่ แปลว่า กล่าวในที่อยู่หรือที่พำนัก 

ท่านอธิบายต่อว่า เป็นฤดูเดือนที่พระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลายสาธยาย เทศน์ หรือสวดพระธรรมคัมภีร์อยู่ในอาวาสตลอดช่วงจำพรรษา ในวรรณคดีโบราณและจารึกมีชื่อเรียกเดือนนี้อีกชื่อหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับคำบาลี เรียกว่า မြေတာ ออกเสียงว่า มเหย่ ต่า

มเหย่ (မြေ) เป็นคำนาม แปลว่าดิน แผ่นดิน ส่วน ต่า (တာ) เป็นคำกริยา แปลว่า วัด รังวัด รวมกันมีความหมายว่า เดือนที่ชาวไร่ชาวนาทั้งหลายวัดที่นาของตัวเอง เพื่อกำหนดว่าปีนี้จะไถหว่านกี่แปลง มากน้อยขนาดไหน ถ้าปีนี้ได้แต่งลูกเขยหรือลูกสะใภ้เพิ่มเข้ามาเป็นแรงงาน ก็จะขยายเนื้อที่ไถหว่านออกไปให้มากหน่อย

 มเหย่ ต่า ไม่เกี่ยวอะไรกับพระสงฆ์เลย เป็นเรื่องของชาวไร่ชาวนา สัมพันธ์กับวิถีชีวิตไพร่บ้านพลเมืองโดยทั่วไป ปัจจุบัน ภาษาเมียนมามาตรฐานกำหนดให้เรียกเดือนนี้ว่า เดือนหว่าโส่ คนรุ่นใหม่แทบไม่รู้เลยว่ามีชื่อเรียกแต่โบราณอีกชื่อหนึ่งเป็นคำเมียนมาแท้ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับวิถีของสงฆ์ 

ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้

ส่วนภาษาไทย นอกจากเรียกชื่อดอกเข้าพรรษาตามฤดูเดือนและเทศกาลแล้ว ยังมีชื่อที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าดอกหงส์เหิน สาเหตุที่เรียกแบบนี้ เพราะลักษณะของดอกและเกสรคล้ายคลึงกับตัวหงส์ที่เหินบินอย่างสง่างาม และด้วยความงดงามชดช้อยของดอกไม้นี้ ทำให้มีชื่อภาษาเมียนมาหลายชื่อด้วย นอกจากจะเรียกว่าหว่าโส่ปาน ยังนิยมเรียกกันว่า บะเด่งโหง่ปาน (ပန်းထိမ်ငိုပန်း) แปลว่า ดอกช่างทองร้องไห้ และ บะเด่งมะหน่าย (ပန်းထိမ််မနိုင်) แปลว่า ช่างทองต้องยกมือขอยอมแพ้แต่โดยดี 

เหตุที่พวกเขาถึงต้องร้องไห้และยอมแพ้ มีนิทานเล่าว่าครั้งหนึ่งมีคนเอาดอกเข้าพรรษาไปให้ช่างตีทอง เขาอยากให้ช่างทองตีทองเป็นลวดลายเหมือนดอกเข้าพรรษา แต่เมื่อช่างทองพิจารณาดูแล้ว หมดปัญญาที่จะตีทองให้เหมือน ความสวยงามชดช้อยของดอกเข้าพรรษา ทำให้พวกเขาถึงกับต้องยกมือยอมแพ้ นั่งร้องไห้กันเลยทีเดียว 

ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ภาพ : The Myanmar Times
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ดอกเข้าพรรษา ดอก ‘บะเด่งมะหน่าย’ ในนิทานพม่าที่ทำให้ช่างทองร้องไห้
ภาพ : www.independent.co.uk

จริงๆ แล้ว ถ้าดอกเข้าพรรษาที่ว่านี้อยู่กับต้นก็ดูธรรมดา ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ แต่เมื่อมีคนคิดสร้างสรรค์นำเอาไม้นี้มาจัดรวมกันเป็นช่อและชั้น มีลักษณะคล้ายบายศรี ก็ทำให้ดูสวยงามแปลกตา ถึงกับต้องไถ่ถามกันว่า นั่นดอกอะไร แปลกดีนะ 

ความงดงามของมันเคยทำให้ผู้คนแถบนี้ต้องสยบยอม ทำนองเดียวกับกล้วยไม้ไทยชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่าฟ้ามุ่ย แปลว่าฟ้าหม่นหมอง เนื่องจากความงามจากกลีบดอกสีฟ้าของฟ้ามุ่ย ทำให้สีของท้องฟ้าแลดูหม่นหมองไปเลย

นั่นก็สวยจนฟ้าหมอง นี่ก็สวยอย่างกับหงส์เหินลีลา สวยจนต้องยกมือ ขอยอมแพ้ แสดงว่าสวยชดช้อยจริงๆ ยอมแล้วจ้า

Writer

วทัญญู ฟักทอง

มีชื่อพม่าว่า Htay Win เป็นช่างเรียงคำ แปลความ ล่ามภาษาไทย-พม่า พม่า-ไทย

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2564
2 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load