ใกล้ถึงวันสำคัญที่มาแบบแพ็กคู่อย่างวันอาสาฬหบูชากับเข้าพรรษากันแล้วนะครับ ใครมีแผนจะไปทำบุญ เวียนเทียนกันที่วัดไหนรึเปล่า ถ้ายังไม่มี วันนี้ TV Direct เอ๊ย ผมจะเสนอวัดที่น่าสนใจพร้อมกับโปรโมชันประเพณีเฉพาะหนึ่งเดียวในประเทศไทย ไม่สิ หนึ่งเดียวในโลกเลยครับ นั่นคือวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

ถ้าพูดชื่อ ‘วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร’ หรือที่นิยมเรียกกันว่า วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยไปหรืออาจจะเคยได้ยินกันมาก่อนแล้ว แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาคืออะไร ฉะนั้นแล้ว เรามาทำความรู้จักกับประเพณีนี้กันสักหน่อยครับ

ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาเป็นประเพณีตักบาตรดอกไม้แบบพิเศษเฉพาะของวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันเข้าพรรษาของทุกปี ประเพณีการตักบาตรดอกไม้นี้มีที่มาจากตำนานว่า ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารแห่งกรุงราชคฤห์ทรงโปรดดอกมะลิมาก ในแต่ละวันจะรับสั่งให้นายสุมนมาลากรนำดอกมะลิ 8 กำมือไปถวาย

วันหนึ่งระหว่างการเก็บดอกมะลิ นายมาลากรผู้นี้ได้พบพระพุทธเจ้าและภิกษุอีกจำนวนหนึ่ง นายมาลากรเห็นฉัพพรรณรังสีและเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง จนถึงขนาดนำดอกมะลิถวายแก่พระพุทธเจ้าโดยไม่เกรงกลัวว่าจะถูกประหารเพราะไม่ได้ถวายดอกมะลิแก่พระเจ้าพิมพิสาร แต่ปรากฏว่าพระเจ้าพิมพิสารกลับพอพระราชหฤทัยมากเมื่อทรงทราบและปูนบำเหน็จความชอบแก่นายมาลากร นับจากนั้นชีวิตของนายมาลากรก็มีแต่ความสุข

แต่สิ่งที่ทำให้ประเพณีตักบาตรดอกไม้ของวัดพระพุทธบาทแตกต่างจากที่อื่นคือดอกไม้ที่ใช้ เพราะ ดอกไม้ที่นำมาใส่บาตรนี้คือดอกหงส์เหิน ดอกไม้ที่ขึ้นมากในช่วงเข้าพรรษา และชาวบ้านจะไปเก็บดอกไม้นี้จากภูเขารอบๆ แล้วนำมาใช้ในพิธีตักบาตรดอกไม้จนเป็นที่มาของชื่อ ‘ดอกเข้าพรรษา’ โดยชาวบ้านจะยืนรอที่สองฟากถนนและนำดอกไม้ถวายพระสงฆ์ ซึ่งจะนำดอกไม้ไปสักการะรอยพระพุทธบาท เจดีย์จุฬามณี และพระมหาธาตุองค์ใหญ่ภายในวัด ก่อนจะเข้าไปยังพระอุโบสถเพื่ออธิษฐานเข้าพรรษา โดยก่อนที่พระสงฆ์จะเข้าไปยังพระอุโบสถ ชาวบ้านจะนำน้ำสะอาดใส่ภาชนะไปล้างเท้าพระสงฆ์ด้วย

หลังจากที่เรารู้จักประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษากันแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะมาทำความรู้จักกับวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีกัน ดีกว่า

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

วัดพระพุทธบาทสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2167 ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเมื่อมีการค้นพบรอยพระพุทธบาท ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุวรรณบรรพตหรือสัจจพันธคีรี 1 ใน 5 รอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ตามตำนาน (อีก 4 รอย ได้แก่ที่เขาสุมณกูฏ เขาสุวรรณมาลิก เมืองโยนกนคร และริมแม่น้ำนัมมทา) ในครั้งนั้นมีการสร้างมณฑปและสถาปนาวัดขึ้น นับจากนั้นเป็นต้นมา พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์จะต้องเสด็จฯ มาบูชารอยพระพุทธบาทนี้ วัดแห่งนี้จึงได้รับการทำนุบำรุงบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิด ‘ราชวรวิหาร’ ที่มีเพียงแค่ 6 วัดในประเทศไทยอีกด้วย

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ถ้าเราเข้าไปถึงบริเวณวัด สิ่งแรกก็เราจะเจอก่อนเลยก็คือยักษ์ใหญ่ 2 ตน ยักษ์กายสีเขียวคือทศกัณฑ์ ยักษ์กายสีขาวคือสหัสเดชะ 2 ยักษ์ที่จัดว่าใหญ่ที่สุดในเรื่อง รามเกียรติ์ ถ้าเทียบเป็นข้าราชการก็อยู่ในระดับ C11 เลย เพราะทั้งสองตนมีอำนาจมากรวมถึงเศียรมาก ทศกัณฑ์มี 10 เศียร สหัสเดชะมีถึง 1,000 เศียรทำให้ไม่สามารถจับคู่กับยักษ์ตนอื่นได้อีกแล้วนอกจากจับคู่กันเองเท่านั้น ถ้าไม่เชื่อ ลองไปดูวัดพระศรีรัตนศาสดารามกับวัดอรุณราชวรารามได้เลย 2 วัดนี้ก็มียักษ์คู่นี้อยู่เช่นกัน

การจะขึ้นไปยังมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจะต้องเดินขึ้นบันไดที่ราวบันไดทำเป็นรูปพญานาค บันไดที่ควรส่วนใหญ่นิยมขึ้นคือบันไดนี้ ซึ่งเมื่อเดินขึ้นไปก็จะถึงมณฑปทันที

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ทว่า บันไดชุดนี้เป็นบันไดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 และเดิมมีแค่ 2 สายก่อนจะมีการเพิ่มเป็น 3 สายในสมัยรัตนโกสินทร์ ในขณะที่บันไดทางขึ้นเดินในสมัยอยุธยานั้นอยู่บริเวณประตูยักษ์ (ประตูที่มียักษ์ 2 ตนที่แนะนำไปแล้ว) จุดสังเกตก็คือหัวนาคบริเวณบันไดเดิมจะเป็นนาค 7 เศียรและมีมงกุฎสวม แต่หัวนาคบริเวณบันไดสมัยหลังกว่าจะมีเพียง 5 เศียรและไม่มีมงกุฎ

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

พอขึ้นไปถึงข้างบนก็จะพบกับมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทซึ่งเป็นมณฑปยอดเดียว แบบที่สามารถพบได้ทั่วไป เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ในสมัยพระเจ้าเสือเคยมีการทำเป็นมณฑป 5 ยอด ก่อนจะกลับมาเป็นยอดเดียวอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 1 รูปแบบที่เห็นในปัจจุบันนี้เกิดจากการบูรณะครั้งสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 9 โดยที่ยังรักษารูปแบบดั้งเดิมสมัยต้นกรุงเอาไว้อย่างครบถ้วน

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

เมื่อผ่านบานประตูมุขเข้าไปภายในมณฑป จะพบกับมณฑปขนาดเล็กกว่าอีกหลังหนึ่งอยู่ข้างใน มณฑปองค์ในนี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีลักษณะเป็นรอยคล้ายเท้าคนอยู่บนหิน มีลายธรรมจักรที่กึ่งกลางพร้อมลายมงคล 108 ประการแต่ปัจจุบันมองเห็นไม่ชัดด้วยสภาพของหินและธนบัตรหรือเหรียญที่คนที่มานิยมหย่อนลงไป พื้นโดยรอบปูด้วยเสื่อที่สานจากเงิน ความสง่างามของการตกแต่งภายในทุกวันนี้สมดังที่สุนทรภู่ กวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์ได้บรรยายไว้ในนิราศพระบาท ซึ่งแต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2350 เมื่อสุนทรภู่ยังเป็นมหาดเล็กอยู่ ว่า

มณฑปน้อยสวมรอยพระบาทนั้น

ล้วนสุวรรณแจ่มแจ้งแสงอร่าม

เพดานดาดลาดล้วนกระจกงาม

พระเพลิงพลามพร่างพรางสว่างพราย

ตาข่ายแก้วปักกรองเป็นกรวยห้อย

ระย้าย้อยแวววามอร่ามฉาย

หอมควันธูปเทียบตระหลบอยู่อบอาย

ฟุ้งกระจายรื่นรื่นทั้งห้องทอง

ถ้าจะมีอะไรที่ทุกวันนี้ต่างจากในอดีตก็คงจะเป็นการห้ามจุดธูปเทียนภายในมณฑปอีกเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับมณฑป รอยพระพุทธบาท และเสื่อเงินนี้

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ภายในวัดพระพุทธบาทแห่งนี้ยังมีอาคารที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง โดยจะขอยกอาคารที่มีความสัมพันธ์กับประเพณีการตักบาตรดอกเข้าพรรษานะครับ

เริ่มกันที่พระเจดีย์ที่ตั้งอยู่หน้าพระวิหารป่าเลไลยก์ ใกล้กับมณฑปพระพุทธบาท พระเจดีย์องค์นี้คือมหาธาตุซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นโดยสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ หรือ วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีต้นแบบจากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เมื่อเสร็จจากศึกที่เวียงจันทน์ แต่ความเห็นส่วนตัวดูยังไงก็ไม่เหมือนพระธาตุพนมองค์เดิมก่อนที่จะล้มเมื่อ พ.ศ. 2518 เลยสักนิด แต่ถ้ามานึกอีกที คนโบราณเวลาจำลองอะไรก็มักจะหยิบลักษณะเด่นบางประการของสิ่งนั้นๆ มาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้เหมือนเป๊ะ 100% ถ้ามองในมุมนี้เราก็พอจะเห็นความเหมือนบางประการของเจดีย์ 2 องค์นี้อยู่บ้าง เช่นส่วนล่างเป็นสี่เหลี่ยม ด้านบนเป็นทรงระฆัง ใครสนใจลองค้นหาภาพถ่ายเก่าของพระธาตุพนมก่อนจะล้มมาเทียบกันดูนะครับ

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ถัดไปคือวิหารคลังบน สถานที่ประดิษฐานเจดีย์จุฬามณีที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วจำลอง วิหารหลังนี้ยังเป็นอาคารหลังเดียวในวัดพระพุทธบาททีมีการตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนัง แต่เรื่องราวที่ปรากฏไม่ใช่พุทธประวัติ ไม่ใช่ชาดก แต่เป็นกิจวัตรต่างๆ ของสงฆ์และการปลงอสุภะหรือการพิจารณาศพรูปแบบต่างๆ แต่ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าคุณดูแล้วไม่เข้าใจ ใต้ภาพทุกภาพจะมีข้อความจารึกภาษาไทยบรรยายฉากข้างบนไว้แบบเสร็จสรรพ รับประกันว่าจะไม่พลาดเนื้อหาของจิตรกรรมฝาผนังที่นี่อย่างแน่นอน

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

และอีกหนึ่งสถานที่ซึ่งไม่ควรพลาดก็คือพระวิหารหลวงของวัดซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งพระพุทธบาท วิหารหลังนี้เป็นวิหาร 16 ห้องซึ่งเดิมใช้เป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายใน ต่อมาใช้เป็นประทับของพระอาคันตุกะระหว่างเทศกาลและใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลของพุทธศาสนิกชน ภายในเก็บรักษาของมีค่าไว้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอยพระพุทธบาทจำลองและยอดมณฑปพระพุทธเดิม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เดิมจะเปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา วันขึ้น 8 – 15 ค่ำ เดือน 4  และขึ้น 1 – 5 ค่ำ เดือน 3 เท่านั้น แต่ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมทุกวันเสาร์และอาทิตย์ด้วย ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ยังไม่เคยได้เข้าไปชมเลยสักครั้ง (และกำลังวางแผนจะไปชมสักครั้ง)

นอกเหนือจากอาคารเหล่านี้ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารยังมีอาคารอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น วิหารคลังล่างหรือวิหารจีนที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมมากราบไหว้ วิหารพระพุทธบาท 4 รอย พระอุโบสถ ฯลฯ ใครมีโอกาสได้ไปและมีเวลาก็ลองชมความงามของพระอารามหลวงชั้นเอกแห่งนี้กันให้จุใจได้เลยครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาประจำปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ดูรายละเอียดกำหนดการเพิ่มเติมได้ที่นี่
  2. การเดินทางสามารถเดินทางไปได้ทั้งโดยรถส่วนตัว หรือจะนั่งรถตู้หรือรถปรับอากาศไปที่ลงที่อำเภอพระพุทธบาทแล้วต่อรถสองแถวเข้าไปที่วัดก็ได้ครับ
  3. หากท่านไม่สะดวกจะเดินทางไปยังจังหวัดสระบุรี วัดหลายแห่งในภาคกลาง เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร หรือวัดจินดามณี จังหวัดสิงห์บุรี ก็มีการจัดพิธีตักบาตรดอกไม้แบบท้องถิ่นเช่นกันครับ
  4. นอกเหนือจากประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาแล้ว วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารนี้ยังมีเทศกาลหรือประเพณีที่น่าสนใจอีก 2 อย่าง ได้แก่ ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท ซึ่งมี 2 ช่วง คือ ขึ้น 8 ค่ำ ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 3 กับ ขึ้น 8 ค่ำ ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 4 และประเพณีแห่พระเขี้ยวแก้ว ทุกวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 4

 

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load