29 กรกฎาคม 2564
656

หลายคนมีความฝันอยากออกเดินทางไปใช้ชีวิต สัมผัสวัฒนธรรมใหม่ๆ ในต่างประเทศ สำหรับบางคนอาจจะเป็นเรื่องง่ายที่คิดแล้วไปได้ทันที แต่หลายคน มันคือฝันที่ไกลเกินเอื้อม

โบ-อุมาภรณ์ สุขหวาน ก็เป็นอีกคนที่อยากลองไปใช้ชีวิตในต่างแดน แต่โดยฐานะทางการเงินของครอบครัว หากเธออยากไป ก็ต้องหาผู้สนับสนุนให้ได้ ในที่สุดเธอก็เจอโอกาสนั้น เลยได้ไปใช้ชีวิตเป็นอาสาสมัครสอนภาษาไทยที่เวียดนามอยู่ 1 ปีเต็ม จนถึงวันนี้ โอกาสครั้งนั้นก็เป็นเพียงโอกาสเดียวที่เธอได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อเติมเต็มความฝันในฐานะอาสาสมัครเพื่อนไทย

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

โบเรียนจบปริญญาตรีจากภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) จากนั้นก็ทำงานประสานงานฝ่ายขายที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง จนเธอเริ่มเครียด มีปัญหาสุขภาพ และรู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่าง จนเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาจากภาควิชาภาษาไทย มศว. ติดต่อมาชวนให้เธอสมัคร ‘โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)’ ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ

โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2546 เป็นการส่งเยาวชนไทยอายุไม่เกิน 35 ปี ไปเป็นอาสาสมัครในต่างแดน เช่น ประเทศเพื่อนบ้านแถบลุ่มน้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม และประเทศที่มีความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับประเทศไทยในภูมิภาคอื่นๆ อาทิ เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ภูฏาน ติมอร์-เลสเต ในแอฟริกา ได้แก่ เลโซโท โมซัมบิก เบนิน ปฏิบัติงานในสาขาต่างๆ เช่น สาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงาน และการพัฒนาชนบท มีงานที่หลากหลาย เช่น อาสาสมัครด้านศิลาวรรณา (ธรณีวิทยา) และอาสาสมัครสอนดนตรีพื้นเมืองและดนตรีสากลที่ สปป.ลาว อาสาสมัครด้านสาธารณสุขที่ภูฏาน อาสาสมัครนักพัฒนาชุมชนที่เวียดนาม อาสาสมัครนักพัฒนาการเกษตรที่เบนินหรือเลโซโท และมีอาสาสมัครสอนภาษาไทยจำนวนมากที่สุด

โบพบว่า นี่คือโอกาสอันดีที่จะพาเธอออกจากความเหนื่อยล้าของการทำงาน ไปสู่การใช้ชีวิตต่างแดนแบบที่เคยฝัน ค้นหาแรงบันดาลใจให้ชีวิต แม้ว่าจะเป็นการไปในฐานะอาสาสมัคร ซึ่งอาจจะไม่ได้สะดวกสบายนัก แต่การไปใช้ชีวิตในต่างแดนครั้งนี้โบจะไปในฐานะ ‘ผู้ให้’ ก็น่าจะทำให้เธอได้รับประสบการณ์ล้ำค่ากลับมา

“ถ้าหากไม่ใช้โอกาสนี้ เราจะเสียใจไปตลอดชีวิตแน่” โบพูดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้

ซินจ่าวเวียดนาม

โบแพ็กกระเป๋าบินตรงถึงนครโฮจิมินห์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557 ภารกิจของเธอคือ เป็นผู้ช่วยสอนภาษาไทยที่ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ณ นครโฮจิมินห์ บทบาทคล้ายๆ อาจารย์สอนภาษาให้ชาวต่างชาติในมหาวิทยาลัยของไทย

ก่อนไปเธอกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะนี่คือการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ทุกอย่างล้วนแปลกใหม่ แต่พอมาถึง เธอก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้ด้วยความรวดเร็ว

เธอพักในบ้านเช่าร่วมกับอาสาสมัครร่วมโครงการอีกคนซึ่งต่อสัญญาอยู่เป็นปีที่สอง การมีพี่เลี้ยงเปี่ยมประสบการณ์ รวมถึงได้รับค่าตอบแทนรายเดือนจาก TICA แม้เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากมาย แต่ก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้โบสนุกกับการใช้ชีวิตในนครโฮจิมินห์

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

ครูอาสาในมหาวิทยาลัย

โบเล่าว่า งานสอนภาษาไทยด้วยภาษาไทยไม่ยากเลย เพราะนักศึกษาของเธอมีพื้นฐานภาษาไทยอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังชอบเมืองไทย ชอบอาหารไทย และอยากทำงานกับบริษัทไทยในเวียดนาม เนื้อหาที่โบต้องสอนคือ ภาษาไทยที่ใช้ในชีวิตประจำวันและระดับของภาษา หรือภาษาไทยเพื่อการสื่อสารนั่นเอง

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

อาสาสมัครไม่ต้องทำงานเต็มรูปแบบเหมือนอาจารย์ประจำคนอื่น โบสอนหนังสือวันละ 1 – 2 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 – 4 วัน การสอนแต่ละคาบใช้เวลา 50 นาที มีพักเบรก 10 นาที

นอกจากสอนภาษาไทยแล้ว โบยังสอนวัฒนธรรมไทย ทั้งเรื่องอาหารไทยและสอนรำไทย ซึ่งนักศึกษาต่างก็ชื่นชอบ

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

ส่วนการใช้ชีวิตนอกห้องเรียน เธอบอกว่าคนเวียดนามจำนวนมากพูดภาษาไทยได้ โดยเฉพาะกลุ่มแม่ค้า แต่เธอก็พยายามฝึกภาษาเวียดนาม และใช้ภาษาเวียดนามในการสื่อสารเป็นหลัก จนคนเวียดนามชมว่า เธอผัน 6 เสียงของภาษาเวียดนามได้ชัดเหมือนคนท้องถิ่น

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

โกโบผู้เป็นที่รัก

โก (Cô) คือคำเรียกคุณครูผู้หญิงในภาษาเวียดนาม โกโบ เป็นชื่อที่นักศึกษาเวียดนามใช้เรียกเธอนอกห้องเรียน นักศึกษาก็สนิทสนมกับโกโบ ถึงขั้นกล้าแนะนำครูในบางเรื่อง “อย่างคำว่า ดุ ภาษาไทยแปลว่า บ่น แต่คำนี้ในภาษาเวียดนามเป็นคำสบถ เขาเตือนเราว่า อย่าพูดคำนี้ดังในที่สาธารณะ เดี๋ยวคนเวียดนามจะหันมามองกันหมด” โบเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“บางทีเขาไปดูหนังหรือละครไทยที่กำลังดังในช่วงนั้น เช่น กวน มึน โฮ เขาก็มาถามเราว่า คนไทยพูดแบบนี้จริงหรือเปล่า แล้วต้องพูดอย่างไรให้เพราะขึ้น” โบเล่าต่อเรื่องความสนุกในการสอนภาษาไทยที่เวียดนาม อย่างเช่น คำหนึ่งที่ต้องตั้งใจอธิบายดีๆ คือคำว่า ‘ไป’ กับ ‘มา’ ซึ่งคนเวียดนามใช้สลับกับคนไทย

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม
ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

“โบมักจะทำตัวเป็นเหมือนพี่สาวพวกเขา มีเด็กหลายคนมาปรึกษาปัญหาเรื่องความรัก บางคนก็ปรึกษาว่าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศแต่มีเงินน้อยควรทำอย่างไร เราพยายามเปิดทุกช่องทางให้เด็กได้เข้ามาพูดคุย โดยมีกุศโลบายว่า ถ้าปรึกษาปัญหากับครูเยอะๆ เขาจะได้ทั้งคำปรึกษาและได้ฝึกภาษาไทยด้วย เพราะเขาต้องพูดภาษาไทยกับเรา”

พอมีเวลาว่าง เธอก็มักจะชวนเด็กๆ ออกไปเที่ยวสำรวจเมือง ทั้งไปชมและไปชิม

“เราชอบให้เด็กที่สนิทกันสลับกันพาไปดูวัฒนธรรมการกินในนครโฮจิมินห์ค่ะ บางทีก็ถามว่า ใครว่างบ้าง พาครูไปร้านกาแฟหน่อย เดี๋ยวครูเลี้ยง รอบๆ ตัวเมืองมีร้านกาแฟเยอะ ช่วงหยุดยาวก็ได้ไปเที่ยวต่างเมือง ได้ไปเมืองเว้ ทะเลทรายหมุยเน้ (หรือ มุ่ยเน่) แล้วก็เมืองดาลัด”

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

เรียนรู้กันและกิน

“อาหารเวียดนามที่โบชอบมากที่สุดคือ บุ๊นเด่ามั๊มโตม บุ๊น คือขนมจีน เด่า คือ เต้าหู้ มั๊มโตม คือ ปลาร้า แปลรวมๆ คือ ชุดเมี่ยงที่มีขนมจีนและเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ เวลากินต้องเอาเครื่องเคียงหลากชนิดจิ้มน้ำปลาร้ายัดเข้าปากแบบเต็มคำ แต่ปลาร้าเวียดนามรสชาติเหมือนเอากะปิของไทยมาละลายน้ำ” โบเล่าต่อว่า นอกจากจะมาเรียนรู้อาหารเวียดนามแล้ว เธอยังเอาอาหารไทยไปเผยแพร่ด้วย

“โบสอนนักศึกษาทำอาหารไทย เมนูโปรดที่เขาเรียกร้องให้ทำบ่อยๆ คือผัดไทยกับส้มตำ โบเป็นคนใต้ โบมีพริกแกงจากใต้ติดไปด้วย เด็กๆ ชอบความเผ็ดของอาหารใต้ด้วย โบก็เลยเป็นครูที่เด็กอยากกินอะไรก็จะทำให้กินค่ะ”

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

เราจะกลับมาพบกันใหม่

โบใช้เวลาปฏิบัติภารกิจอาสาสมัครอยู่ที่นครโฮจิมินห์ เวียดนาม 1 ปีเต็ม แล้วเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558 แม้จะผ่านมา 6 ปีแล้ว แต่ก็ยังเล่าถึงประสบการณ์ในช่วงนั้นได้อย่างตื่นเต้นเหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน

โบเล่าว่า วันไหนที่เธอรู้สึกเครียดหรือเหนื่อยล้าจากการทำงาน เธอมักจะนึกถึงช่วงเวลาที่เป็นอาสาสมัครที่เวียดนาม เพราะได้ทำงานดีๆ แบบไม่มีแรงกดดัน ได้อยู่ท่ามกลางคนรอบข้างที่ใจดีและเอ็นดูเธอ คอยไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบอยู่ตลอด จนเธอมักจะพูดทีเล่นทีจริงกับทีมงาน TICA อยู่เสมอว่า ถ้าวันไหนอยากหนีชีวิตการทำงานที่เมืองไทย เธอจะขอไปเป็นอาสาสมัครที่เวียดนามอีกรอบ

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

หากใครอยากไปใช้ชีวิตเป็นอาสาสมัครที่เวียดนาม โดยเฉพาะที่นครโฮจิมินห์และนครดานัง โบยินดีแบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตในเวียดนาม ที่เธอกับเพื่อนช่วยกันทำตอนเป็นอาสาสมัคร

“การไปเป็นอาสาสมัคร โบไม่อยากให้คาดหวังว่า จะไปเอาอะไร แต่ต้องคิดว่า เราจะเอาอะไรไปให้คนอื่น แล้วเตรียมตัวเตรียมใจไปว่า เราต้องไม่ย่อท้อต่อปัญหาที่เข้ามา เพราะคำว่า ‘อาสาสมัคร’ มีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า อาสาที่จะทำ และ สมัครใจที่จะไป”

โบไม่ได้การันตีว่าชีวิตอาสาสมัครที่แต่ละคนได้สัมผัสจะไม่เจอปัญหาหรือความยากลำบาก แต่เธอย้ำว่า งานอาสาสมัครจะทำให้ทุกคนได้พบคุณค่าในตัวเอง และได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมอย่างแน่นอน

ภาพ : อุมาภรณ์ สุขหวาน

โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)

โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย มีภารกิจส่งเยาวชนไทยไปเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ เพื่อทำงานด้านสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงาน และการพัฒนาชนบท เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพคนหนุ่มสาวในระดับนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2546 ถึงปัจจุบัน ส่งอาสาสมัครไปทั้งสิ้น 163 คน ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ภูฏาน ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และประเทศในแอฟริกา เช่น เลโซโท โมซัมบิก เบนิน ตอนนี้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นต่อไป ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เวลา 16.30 น. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) หรือ คลิที่นี่

Writer

Avatar

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ขอแนะนำให้รู้จัก “ชายชุดขาว”แห่งแซง-แชร์แมง-เด-เพร กรุงปารีส ผู้กล่าวว่า “โลกคือบทกวี”

ณ กรุงปารีส ย่านแซง-แชร์แมง-เด-เพร (Saint-Germain-des-Prés) เป็นย่านหรูหราที่เต็มไปด้วยร้านแฟชั่นบูติกต่างๆและมีร้านคาเฟ่ชื่อดังอย่าง Café de Flore และ Les Deux Magots ที่ศิลปินและนักเขียนชื่อดังของฝรั่งเศสในอดีตเคยไปนั่ง คงมีไม่กี่คนที่คิดจะเดินเข้าโบสถ์อันแสนเงียบสงบของย่านแซง-แชร์แมง-เด-เพรที่อยู่ตรงกันข้ามกับร้าน Les Deux Magots และคงมีคนน้อยยิ่งกว่านั้น ที่ผ่านด้านหน้าโบสถ์แล้วโชคดีมีโอกาสได้เห็นชายชาวอินเดียร่างผอมในสูทชุดขาวเดินวนเวียนอยู่แถวนั้น

เพราะเขามักจะใส่ชุดสูทขาวโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ คนจึงพากันเรียกเขาว่า “ชายชุดขาว” (Homme blanc)

นี่ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญ ชายชุดขาวเป็นบุคคลลึกลับที่มีตัวตนจริง แม้จะโผล่มาแบบไม่บอกกล่าว คาดเดาเวลาไม่ได้ แต่ถึงไม่ได้เจอก็ไม่เป็นไร เพราะตรงแถวลูกกรงเหล็กที่ล้อมสวนข้างตัวโบสถ์แซง-แชร์แมงนั้นมีทั้งรูปวาดและบทกวีต่างๆ ที่วันดีคืนดีชายชุดขาวก็เอามาติดไว้ทีละเล็กทีละน้อยเอาไว้ให้อ่านต่างหน้า แถมเป็นการเอามาติดเองแบบตามใจชอบตามวิสัยศิลปินเสียด้วย

Saint-Germain-des-Prés

ผู้เขียนเดินไปเจอผลงานของชายชุดขาวโดยบังเอิญเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว (2016) แต่ผลงานของชายชุดขาวมีมาเรื่อยๆ ตั้งแต่หนึ่งปีก่อนหน้า (2015) บทกวีภาษาฝรั่งเศสที่นำมานั้น มีทั้งวรรคต่างๆ จากกลอนของกวีหลายคน เช่น กวีฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง ปอล แวร์แลน (Paul Verlaine) หรือ กวีอินเดียอย่างรพินทรนาถ ฐากุร โดยชายชุดขาววาดภาพประกอบเพิ่มเติมอย่างสวยงาม บางทีก็มีภาพถ่าย / ภาพสีน้ำ / ภาพลายเส้นประกอบกลอนที่ชายชุดขาวแต่งขึ้นเอง หนึ่งในนั้นคือคำพูดที่เหมือนจะอธิบายทุกอย่างไปในตัวว่า “โลกคือบทกวี” (Le monde est une poésie.) 

Saint-Germain-des-Prés

(ภาพถ่ายของชายชุดขาว พร้อมคำบรรยายใต้ภาพสั้นๆ ว่า “ฉันเคยรักเธอ สูญเสีย และได้ใช้ชีวิตส่วนตัว”)

Saint-Germain-des-Prés

On risque de pleurer un peu si on s’est laissé apprivoiser.”
(เราต้องเสี่ยงกับการหลั่งน้ำตาบ้าง ถ้าเราปล่อยให้ความผูกพันก่อตัวขึ้น)

หนึ่งในวรรคกินใจจากนิยายเรื่อง เจ้าชายน้อย ถูกชายชุดขาววาดภาพประกอบเพิ่มเติมเป็นแมว (Le chat) ที่มีไหมพรมพันตัวจนยุ่ง

ชายชุดขาวโผล่มาแวบๆ เพื่อเอางานมาแสดงแบบเงียบๆ คล้ายเพื่อนที่แบ่งปันบทกวีที่ชอบและเอาเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง กระนั้นคนทั่วไปก็ให้ความสนใจถึงขั้นเขียนจดหมายขอบคุณชายลึกลับคนนี้

Saint-Germain-des-Prés

จดหมายจาก “นิรนาม” ที่เขียนขอบคุณ “ชายนิรนามริมทางในชุดขาว” ด้วยสำนวนสละสลวยและแสดงอารมณ์สุนทรีย์ราวกับเป็นกลอนอีกบทหนึ่ง

นิตยสารต่างๆ ก็ไม่น้อยหน้า ติดต่อขอสัมภาษณ์จนในที่สุดเราจึงได้รู้จักตัวจริงของชายชุดขาว แท้จริงแล้วนาย ยาซีน ข่าน เป็นศิลปินชาวอินเดียอายุ 70 ปีที่พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และฮินดี และอยู่ในปารีสมาแล้วถึง 37 ปี นอกจากนี้เขายังเป็นดารารับเชิญในภาพยนตร์เรื่อง L’intouchable (The Untouchable) ในปี 2006 อีกด้วย

แม้ชายชุดขาวจะริเริ่มโปรเจกต์นี้อย่างเงียบๆ แต่งานศิลปะและบทกวีที่มีค่าย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะถูกนำเสนอแล้วเงียบหายไป โดยเฉพาะเมื่อเป็นผลงานจากศิลปินผู้มีปณิธาน ชายชุดขาวส่งจดหมายไปถึงนางอานน์ อิดาลโก (Anne Hidalgo) นายกเทศมนตรีของกรุงปารีส เชื้อเชิญให้นางอิดาลโกมาพิสูจน์ผลงานของเขาด้วยตาตนเอง  

ต่อมา บทกวีริมรั้วของชายชุดขาวไม่ได้ถูกดึงออก นางอิดาลโกออกจดหมายชื่นชมในผลงานและแสดงความเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เจอศิลปินที่หาตัวจับยากคนนี้ เนื้อความในจดหมายทั้งกล่าวขอบคุณชายชุดขาวจากใจจริงในนามของชาวเมืองปารีส ที่เขาได้สร้างผลงานอันจับใจคนเป็นอย่างยิ่งและขอฝากฝังชายชุดขาวและศิลปินต่างๆให้ช่วยให้สังคมกลับมายืนหยัดอย่างเข้มแข็งตามหลักเสรีภาพและภราดรภาพหลังจากเหตุการณ์การก่อการร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น  

Saint-Germain-des-Prés

จดหมายแสดงความชื่นชมจากนางอิดาลโก

หากโลกคือบทกวี เราแต่ละคนคงอ่านบทกวีนี้ต่างกันไป มีทั้งความรู้สึกและการตีความ สร้างความหมายไปตามประสบการณ์ส่วนตน กวีเองก็คงเกิดจากการเป็นคนที่ได้ยิน มอง รับรู้โลก แล้วปล่อยความรู้สึกออกมาเป็นบทกวีตอบโต้ คนที่ได้อ่านผลงานของกวีเหล่านี้ก็มีทั้งที่รับรู้ เพิกเฉย และส่งต่อความเคลื่อนไหวนี้ ชายชุดขาวเริ่มจากการอ่าน อ่านทั้งโลกและบทกวีของผู้อื่น เพื่อที่จะเขียนบทกวีและภาพเพื่อสะท้อนทุกอย่างในใจออกมาอีกต่อหนึ่ง คนที่ได้อ่านและได้ดูภาพก็มีทั้งที่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ และมีที่เขียนโต้ตอบอย่างเช่น “นิรนาม” และนางอิดาลโก

Saint-Germain-des-Prés Saint-Germain-des-Prés Saint-Germain-des-Prés

Saint-Germain-des-Prés

ล่าสุดผู้เขียนเองได้กลับไปยังที่หน้าโบสถ์อีกครั้ง ในเดือนมิถุนายน ปี 2017 นี้ ตรงริมรั้วไม่มีบทกวีของชายชุดขาวอีกแล้ว แต่มีตู้เก็บอุปกรณ์สีเขียวสดของทางโบสถ์ และถัดไปคือภาพถ่ายพอร์เทรตขนาดใหญ่ 6 ภาพของดาราดังระดับโลก เช่น Amanda Seyfreid, Charlize Theron, Penelope Cruzฯ ลฯ ที่ถ่ายโดยช่างภาพชาวเยอรมัน Vincent Peters จัดแสดงอย่างสวยงามและเป็นความร่วมมือระหว่าง La Hune ร้านหนังสือและแกลเลอรี่งานศิลปะกับทางโบสถ์แซง-แชร์แมง ถนนฝั่งตรงข้ามก็มีประติมากรรมโลหะไม่ทราบชื่อขนาดใหญ่มาตั้งและยังมีงานศิลปะทรงลูกบาศก์ขนาดใหญ่ไม่แพ้กันอยู่ถัดไป ลูกบาศก์นั้นน่าสนใจมากเพราะทำจากโครงโลหะสีดำขนาดใหญ่แล้วใช้ยางเส้นสีดำสนิทพาดไปตามจุดต่างๆ ยามลมพัด ยางก็จะสั่นสะเทือนตามชื่อผลงานว่า “Vibration” (การสั่นสะเทือน) โดยศิลปิน Pauline Guerrier ลึกเข้าไปยังมีเส้นสีขาวที่ทำจากผ้าใบขึงจนเป็นรูปทรง ตรงส่วนนี้แม้ไม่เคลื่อนไหว แต่ยามกลางคืนที่มีไฟส่องก็จะเสมือนกลุ่มดาวที่ลอยอยู่ เพราะเส้นยางสีดำนั้นกลมกลืนไปกับบรรยากาศภายนอก งานศิลปะชิ้นนี้สร้างความฉงนสงสัยให้กับกลุ่มเด็กประถม 3 – 4 คนที่เดินมาไม่น้อย แม่หนูคนหนึ่งสงสัยจัดว่าผลงานทำจากวัสดุอะไร เลยมุดเข้าไปในในลูกบาศก์ เคราะห์ดี (?) ที่เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพูดเตือนสติว่าไม่ควรเข้าไปในงานศิลปะแบบนี้ แต่ขณะที่พูดก็มุดเข้าไปในลูกบาศก์เพื่อจูงมือเพื่อนออกมาด้วยกัน…

Saint-Germain-des-Prés Saint-Germain-des-Prés

สุดท้ายแล้วผู้เขียนก็ไม่ได้เห็นบทกวีและภาพเขียนของชายชุดขาวอีก ทว่าการแลกเปลี่ยนทางศิลปะได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วในพื้นที่หน้าโบสถ์แซง-แชร์แมงแห่งนี้ และคงเกิดต่อไปไม่รู้จบ ยังไม่นับบทความอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังเล่าเรื่องชายชุดขาวให้คนในอีกซีกโลกหนึ่งได้อ่านในขณะนี้

“ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

รุจีลักษณ์ สีลาเขต

นักเรียนวรรณคดีขี้สงสัย ที่กำลังเรียนรู้ตัวเองและโลก รักการอ่านหนังสือ การเขียน การเล่าเรื่อง การทำอาหาร การดูหนัง การถ่ายภาพ และการแต่งหน้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load