27 กรกฎาคม 2563
2 K

ภาพผู้หญิงใบหน้าเข้ม คิ้วดำยาวที่หัวคิ้วเชื่อมติดกันเป็นเส้นเดียวนั้น ไม่ว่าใครเห็นเพียงครั้งเดียวก็ไม่อาจลืม ตาที่จ้องมองมาประหนึ่งจะทะลุเข้าไปในหัวใจ ดอกไม้ยักษ์ที่ประดับบนผมเกล้าเด่นจนไม่อาจถอนสายตา และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสีสันจัดจ้านหลากสีหลากชิ้นซ้อนทับกัน กระโปรงยาวคลุมตาตุ่ม ผ้าผวยห่มไหล่ เครื่องประดับชิ้นเป้งๆ ปะวะหล่ำกำไลเต็มแขนเต็มนิ้ว เป็นภาพที่ชวนให้สงสัยอยากรู้จักอย่างมากว่าเธอคือใคร และนั่นคือครั้งแรกเมื่อหลายปีมากๆ มาแล้ว ที่ทำให้ฉันถูกดึงดูดเข้าไปทำความรู้จักกับเธอ ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo)

และฉันก็ได้รู้ว่าเธอคือจิตรกรหญิงผู้มีชื่อเสียงที่สุดของเม็กซิโก นอกจากผลงานมากมายอันเป็นที่ยอมรับแล้ว เธอยังมีเรื่องราวชีวิตอันเข้มข้นจริงๆ ฟรีดาเป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก ทำให้ขาสองข้างไม่เท่ากัน ยังไม่เท่านั้น พออายุ 18 ก็ประสบอุบัติเหตุรถชน ในขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่บนรถโดยสารกลับจากโรงเรียน ราวเหล็กของรถเมล์ที่พิงนั่งทะลุช่องท้องเธอ ผ่านมดลูก เธอจึงมีลูกไม่ได้ตลอดชีวิต กระดูกสันหลังหัก ต้องนอนนิ่งๆ บนเตียงเป็นเดือนๆ นึกว่าจะพิการทั้งตัวเดินไม่ได้ตลอดชีวิตแล้ว แต่เธอไม่ท้อ ตอนที่นอนขยับไม่ได้อยู่บนเตียงนั่นเองที่เธอเริ่มวาดรูป จนค้นพบพรสวรรค์ที่ไม่เคยรู้ และเธอได้ใช้การวาดรูปเป็นสื่อในการแสดงออกทางความคิดและอารมณ์ แทนการเคลื่อนไหวด้วยขา จนกลายมาเป็นศิลปินผลงานดีๆ มากมายตั้งแต่อายุ 20 นิดๆ ต่อมาเธอแต่งงานกับ ดิเอโก ริเวรา (Diego Viera) ศิลปินชื่อดังที่เป็นเสือผู้หญิง เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เข้มข้น รักมากแต่ก็ยุ่งยากมาก ตามประสาศิลปินสุดโต่งสองคนที่มาอยู่ด้วยกัน

 ในที่สุดเธอหย่ากับดิเอโกเมื่อจับได้ว่าเขามีสัมพันธ์กับน้องสาวแท้ๆ ของเธอ แต่ปีถัดมาก็กลับมาแต่งงานกันอีก ฟรีดาเองก็ใช่จะซื่อสัตย์ต่อดิเอโก ต่อมาภายหลังทั้งคู่หย่ากันอีก และแยกกันอยู่โดยคงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน จนเธอเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังไม่ 50 ศิลปินดังคู่นี้มีชีวิตที่มีชื่อเสียง และมีบทบาททางสังคมและการเมืองของเม็กซิโกในช่วงนั้นอย่างมาก แต่ถึงแม้ดูเผินๆ จะเหมือนว่าฟรีดามีทั้งชื่อเสียง เงินทอง สังคม คู่แท้ (ที่แม้จะทำให้เธอปวดร้าวเรื่อยๆ) แต่ข้างในเธอน่าจะอ่อนล้าและไม่มั่นคงอยู่พอสมควร อุบัติเหตุรถยนต์ครั้งนั้นทำให้ร่างกายเธออ่อนแอมาตลอด เธอต้องใส่คอร์เซ็ตดามลำตัวให้ตรง ใช้ไม้เท้า นั่งรถเข็น เธอเคยพูดว่ามีความเจ็บปวดเป็นเพื่อนตลอดเวลา สุดท้ายถึงกับต้องตัดเท้าออกข้างหนึ่งก่อนเสียชีวิต 1 ปี 

สำหรับฉัน ฟรีดาเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนใครจริงๆ ในร่างกายที่แหลกร้าวและเปราะบางนั้น ฉันว่าเธอเป็นนักสู้ เก่ง ติสต์แตก และแกร่งมาก ดังนั้นเมื่อวางแผนไปเยือน เม็กซิโกซิตี้ (Mexico City) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในพันธกิจสำคัญของฉันจึงเป็นการไปเยี่ยมชมบ้าน สตูดิโอ และพิพิธภัณฑ์ของฟรีดา คาห์โล นั่นเอง

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

The Blue House เป็นบ้านที่ฟรีดาและดิเอโกเคยอยู่ด้วยกัน และเป็นสตูดิโอวาดรูปของทั้งสองด้วย เห็นแล้วต้องบอกเลยว่าดีไซน์ล้ำมากถ้าคิดย้อนไปในสมัยนั้น ดูก็รู้ว่าเป็นบ้านศิลปินแน่ๆ เพราะมันมีความเรขาคณิตและความแปลกไม่เหมือนบ้านอื่นในยุคนั้น น่าอยู่มาก เป็นอาคาร 2 หลังซึ่งเชื่อมกันด้วยสะพานที่ชั้นดาดฟ้า หลังหนึ่งของเขา หลังหนึ่งของเธอ ชั้นบนเป็นสตูดิโอวาดรูปของทั้งสองคน สะพานเล็กแคบที่เชื่อมทั้งสองตึกนั้นคือทางที่ฟรีดาเดินนำอาหารที่เธอทำมาเสิร์ฟให้ดิเอโกในสตูดิโอเขาทุกวัน ในบ้านจัดให้เห็นห้องหับแบบที่ทั้งคู่เคยอยู่ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ห้องน้ำ ห้องนอน ครัว ฯลฯ และห้องที่เด็ดสุด ก็คือสตูดิโอที่ดิเอโกใช้วาดรูปนั่นเอง ด้วยหลังคาสูง หน้าต่างกระจกโล่งรับแสงธรรมชาติ จัดวางอุปกรณ์วาดภาพต่างๆ เหมือนเจ้าของยังคงอาศัยอยู่ดังเดิม ในบริเวณยังมีบ้านอีกหลัง เป็นตึกที่พ่อของฟรีดาใช้เป็นสตูดิโอถ่ายรูปของเขา ทุกตึกซื้อตั๋วเข้าไปชมได้ แนะนำให้เข้าไปชมทุกส่วน อย่าพลาดทีเดียว

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ส่วน Frida Museum นั้น เป็นบ้านเดิมที่เธออยู่และโตมาตอนเด็ก และในบั้นปลายก็ยังย้ายกลับมาอยู่ที่นี่จนเสียชีวิตอีกด้วย เป็นสถานที่ที่น่าจะบอกเล่าเรื่องราวของฟรีดาได้ดีที่สุด ทั้งบ้านทาสีจัดจ้านเข้มข้นไม่แพ้ชีวิตและตัวตนของฟรีดาเอง ตัวบ้านสวยงามน่าสนใจ มีสวนร่มรื่นกว้างขวางมาก เข้าไปแล้วได้เดินชมรูปถ่ายเก่าๆ สมัยฟรีดาเป็นเด็ก ทำให้จินตนาการได้ว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นและมีฐานะใช้ได้ทีเดียว เห็นห้องหับที่ครอบครัวอยู่อาศัย และได้เห็นเตียงนอนที่เธอนอนรักษาตัวตอนรถชนอยู่เป็นปี เตียงที่เธอเริ่มวาดภาพโดยที่ขยับตัวไม่ได้ ทำให้ค้นพบพรสวรรค์ที่ต่อลมหายใจให้เธอ และเปลี่ยนชีวิตเธอในเวลาต่อมานั่นเอง

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ตอนหลังฟรีดาปรับปรุงบ้านและย้ายกลับเข้ามาอยู่ที่นี่ มีครัวสีเหลืองแสบสดที่สลักชื่อ Frida Diego ไว้บนผนัง มีห้องวาดรูปที่จัดวางทุกอย่างราวกับเธอยังมีชีวิตอยู่ เช่น รถเข็นที่จอดอยู่หน้าผืนผ้าใบวาดรูป บนระเบียงด้านนอกติดสวนที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยบ่อน้ำและต้นไม้นั้นมีการจัดนิทรรศการศิลปะ จัดวางโดยศิลปินปัจจุบันเพื่อระลึกถึงฟรีดาอีกด้วย

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ยังไม่หมด อาคารในสวนก่อนทางออกยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับแฟชั่นของฟรีดา ที่นอกจากจัดแสดงเสื้อผ้าของเธออันมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแล้ว ยังเล่าเรื่องต่างๆ ที่สะท้อนถึงความเปราะบางภายใต้ความแข็งแกร่งของเธอ เช่น ฉันได้เรียนรู้ว่า การที่ฟรีดาใส่กระโปรงสุ่มเสมอ และใส่สายสร้อยกำไลโตๆ พร้อมมีดอกไม้ยักษ์ประดับผม ดูเยอะเว่อร์มากมาย สะดุดตาทุกคนจนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวนั้น มันไม่ใช่แค่แฟชั่นที่นำเสนอความเพียงแตกต่าง แต่จริงๆ เป็นเพราะฟรีดาต้องการดึงความสนใจของคนให้ไกลออกไปจากความพิการของขาและเท้าที่ไม่เท่ากัน โดยให้สายตาคนจ้องตะลึงไปที่ท่อนบนของเธอแทนท่อนล่างต่างหาก

ฟรีดาเสียชีวิตก่อนดิเอโก ซึ่งหลังจากที่เขาเสียชีวิตตามไป บ้านที่เป็นพิพิธภัณฑ์นี้ก็ได้มอบเป็นสมบัติของชาติเม็กซิโกตามพินัยกรรมของดิเอโก้ โดยเขาระบุความประสงค์ให้ปิดตายห้องหลายห้องเอาไว้อยู่สิบกว่าปี ภายหลังเมื่อครบเวลาและเปิดห้องเหล่านี้ออกมา จึงได้พบของส่วนตัวของฟรีดาที่เก็บไว้อีกหลายอย่าง เช่น คอร์เซ็ตที่สวมรัดตัวเพื่อให้กระดูกสันหลังตรงตลอดชีวิตเธอ เสื้อผ้า จดหมาย เอกสารสำคัญ นับเป็นเรื่องราวที่เข้มข้นและมีความสำคัญกับเม็กซิโก ปัจจุบันนี้ฟรีดาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเม็กซิโกซิตี้ไปแล้วก็ว่าได้ ไปไหนๆ ก็เห็นข้าวของเครื่องใช้ ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาฟรีดาเต็มไปหมด

แม้จะได้ไปเยี่ยมชมบ้านของฟรีดาทั้งสองแห่งแล้ว ฉันก็ยังได้ชมผลงานของฟรีดาไม่มาก คนที่เม็กซิโกบอกฉันว่า รูปวาดส่วนมากของเธอกลับไปจัดแสดงอยู่ที่ Museo Dolores Olmedo พิพิธภัณฑ์ที่จัดตั้งโดย โดโลเรส โอลเมโด (Dolores Olmedo) นักธุรกิจเพื่อนสนิทของฟรีดา ผู้ที่สะสมภาพวาดและงานศิลปะเอาไว้มากมาย รวมทั้งงานส่วนมากของฟรีดาและดิเอโก้ด้วย พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ไกลออกไปนอกตัวเมืองเม็กซิโกซิตี้ ด้วยเวลาไม่พอ ฉันจึงต้องตัดใจตัดรายการนี้ออกไปก่อน บอกตัวเองว่า ถึงอย่างไรฉันก็จะได้ไปชมภาพวาดชิ้นหนึ่งของฟรีดา ที่ฉันอยากเห็นมากๆ ยิ่งกว่าชิ้นอื่นใดอยู่แล้ว 

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

นั่นก็คือรูป The Two Fridas ที่วาดเมื่อเธอเพิ่งหย่าขาดจากดิเอโก เป็นภาพเหมือนขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวจริงของตัวฟรีดาเอง 2 คนใน 2 ภาค คือภาคยุโรปและภาคเม็กซิกันนั่งอยู่คู่กัน จับมือกัน โดยมีเส้นเลือดเชื่อมหัวใจของฟรีดาทั้งสองอยู่ด้วยกัน ในมือของฟรีดาเม็กซิกันมีรูปดิเอโก้อยู่ ส่วนในมือของฟรีดายุโรปมีกรรไกรที่ตัดเส้นเลือดขาด กระโปรงขาวของภาคยุโรปมีเลือดหยดเปื้อน มีการตีความภาพนี้ต่างกันไป บ้างว่ามันคือการสะท้อนตัวตน 2 ภาคของเธอ จากทางพ่อที่เป็นชาวเยอรมนีและแม่ที่เป็นชาวเม็กซิกัน บ้างก็ว่าภาคยุโรปคือฟรีดาที่ดิเอโก้ไม่รัก แต่ภาคเม็กซิกันคือภาคที่เขารัก 

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ที่เห็นได้ชัดก็คือความเจ็บปวดของฟรีดาในรูปนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟรีดาภาคใด หรือไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดทางกายหรือทางใจ และความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ย้อนแย้ง เข้มข้น ระหว่างฟรีดาและดิเอโก้ ภาพ The Two Fridas นี้แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Museo de Arte Moderno ใจกลางกรุงเม็กซิโกซิตี้ คนไม่เยอะ ไปสะดวก เป็นประสบการณ์เล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของฉัน ที่ทำให้การไปย้อนอดีตเยือนชีวิตของฟรีดาในครั้งนี้สมบูรณ์ ไม่ว่าใครจะชอบฟรีดาหรือไม่ก็ตาม ฉันเชื่อว่าหากได้ไปสัมผัสเรียนรู้ความเข้มข้นของชีวิตฟรีดาแล้ว จะต้องจากเม็กซิโกซิตี้มาอย่างไม่อาจลืมเธอได้เลย

ฟัง The Cloud Podcast ศิลปะการต่อสู้ EP. 05 : Frida Kahlo ศิลปินหญิงที่ยอมเจ็บปวดมาตลอดชีวิต ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ฟ้า บุณยะรัตเวช

นักการตลาด นักเดินทาง นักเล่าเรื่อง นักเขียน ที่อาศัยอยู่มาแล้ว 4 ประเทศ และเดินทางไปมาแล้ว 82 ประเทศ พำนักอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ไปๆ มาๆ กรุงเทพบ่อยๆ มีบล็อกและเพจท่องเที่ยว ‘เที่ยวเหนือฟ้า’ ที่เน้น ‘เจาะลึก-อาหารอร่อย-โรงแรมเก๋-ประสบการณ์แปลก’ ตามคำจำกัดความของ ‘เที่ยวแบบเหนือฟ้า’

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 กันยายน 2565
3 K

เมื่อนานมาแล้วในสมัยที่เส้นทางสายไหมโบราณยังรุ่งเรือง มีเส้นทางแห่งหนึ่งเชื่อมโยงดินแดนที่มีนามว่า ‘คันธาระ’ ศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในชมพูทวีปเข้ากับจักรวรรดิจีนโบราณ เหล่านักเดินทางที่เดินเท้าผ่านเส้นทางนี้ ล้วนจดจําความยากลําบากของสภาพภูมิประเทศ ความงดงามของธรรมชาติ ตื่นตากับการเดินทางไปสู่ดินแดนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติโดยสิ้นเชิง

การติดต่อกันระหว่างสองดินแดนถูกทําให้ห่างไกลกันโดยธรรมชาติ จําเป็นต้องอาศัยเส้นทางตัดผ่านกลุ่มเทือกเขาที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายช่วงอายุคนผ่านไป กาลเวลาล้วนเปลี่ยนแปลงสถานะของดินแดนต่าง ๆ ลักษณะผู้คน รวมถึงบริบทการเมืองโลกที่เข้าสู่ยุคของการเกิดรัฐชาติและพัฒนาในรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เส้นทางแห่งนี้ยังคงธํารงสถานะพื้นฐานเดิมของตนในการเป็นประตูเชื่อมสองดินแดน มีการพัฒนาไปสู่การเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันระหว่างปากีสถานและจีน ภายใต้ ‘คาราโครัม ไฮเวย์ (Karakoram Highway)’

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

สัมผัสแรกของปากีสถาน ประวัติศาสตร์และอารยธรรม จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

การเดินทางของผมเริ่มต้นในเวลาเช้าตรู่ ท่ามกลางความวุ่นวายของกรุงอิสลามาบัด (Islamabad) เมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของประเทศปากีสถาน ปัจจุบันปากีสถานเป็นประเทศขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียใต้ เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 200 ล้านคน เป็นดินแดนที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภายใต้ความเจริญของอิสลามาบัดซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่นั้น มีประวัติศาสตร์ที่เลือนหายไปตามกาลเวลาซ่อนอยู่ 

กว่า 1,000 ปีก่อนหน้า พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศปากีสถานรวมถึงกรุงอิสลามาบัด เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นโบราณที่ได้รับการขนานนามว่า ‘คันธาระ (Gandhara)’ ดินแดนที่เปรียบเหมือนจุดตัดของอารยธรรมอินเดีย เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา

แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไป ศาสนาอิสลามได้กําเนิดขึ้นและแผ่ขยายเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันนําไปสู่วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของประเทศปากีสถานที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักในปัจจุบัน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
มัสยิดไฟซอล (Faisal Mosque) หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงอิสลามาบัด
สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ร่องรอยพุทธศาสนาที่หลงเหลือในปากีสถาน พบระหว่างเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

แม้กาลเวลาผ่านไป แต่มรดกที่คงเหลือจากตําแหน่งที่ตั้งของคันธาระยังคงประจักษ์ในรูปแบบของเส้นทางที่มีความสําคัญต่อการค้าขาย ปัจจุบันเส้นทางต่าง ๆ สร้างขึ้นในรูปแบบทางหลวง เช่นเดียวกับเส้นทางที่ผมจะเดินทางในครั้งนี้ การเดินทางตามเส้นทางคาราโครัมวันแรกของผม มีเป้าหมายสิ้นสุดที่เมือง ชีลาส (Chilas) ประตูสู่แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน (Gilgit-Baltistan) เป็นเขตการปกครองทางตอนเหนือ และเป็นทางผ่านหลักของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศปากีสถาน

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
หุบเขาเขียวขจีของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa และแม่นํ้าสินธุ

หลายชั่วโมงหลังจากออกเดินทางจากอิสลามาบัด รถขับเข้าสู่เขตหุบเขาของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าแห้งแล้งสู่หุบเขาสีเขียว เริ่มพบเห็นภูเขาหิมะมาทักทายเป็นครั้งแรก รถขับโค้งไปตามภูเขาหิมาลัย ทางหลวงที่ขนานนามว่าไฮเวย์นั้นเริ่มแคบลง เหลือเพียงแค่ความกว้างของรถสองคันและคดเคี้ยวตามลักษณะภูมิประเทศ เบื้องล่างหุบเขาสูงปรากฏแม่นํ้าสายหนึ่งซึ่งคดเคี้ยวควบคู่ไปกับเส้นทางคาราโครัมไฮเวย์ นามว่า ‘สินธุ’ สายนํ้าแห่งนี้เปรียบเหมือนสายนํ้าที่หล่อเลี้ยงชาวปากีสถาน เป็นบ่อเกิดของอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียใต้ และแม่นํ้าสายนี้เองก็มีต้นกําเนิดจากเหล่าเทือกเขาสูงที่ผมจะเดินทางผ่านในอีกหลายวันหลังจากนี้ 

รถจอดแวะพักในเมืองเบชาม (Besham) อยู่ในเขตจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภายในเมืองมีชุมชนและตลาด มีผู้คนออกมาค้าขายและซื้อของอย่างคึกคักถึงแม้จะเป็นช่วงถือศีลอด ด้วยวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาของคนในพื้นที่แห่งนี้ ผู้หญิงจะไม่ออกมาภายนอกบ้าน จึงเป็นสาเหตุให้ผมไม่พบเห็นผู้หญิงมาจับจ่ายซื้อของในตลาด และผมทราบจากไกด์ท้องถิ่นว่า ในบางพื้นที่ของปากีสถาน หน้าที่ทุกอย่างในการออกมาข้างนอกเป็นของเพศชาย 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความคึกคักของตลาดที่ใจกลางหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากเบชาม

ณ เมืองแห่งนี้ ผมพบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางแวะมาเที่ยวชมตลาดในเมือง พวกเขาถูกประกบด้วยเจ้าหน้าที่ตํารวจตลอดการเดินเที่ยวชมเมืองเพื่อความปลอดภัย 

ทั่วโลกรู้จักและจดจําประเทศปากีสถานเรื่องความรุนแรงผ่านข่าว ซึ่งนําเสนอเหตุการณ์ความไม่สงบและการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้นในปากีสถานสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลพวงของภาวะสงครามในประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างอัฟกานิสถาน ก่อให้เกิดการขยายวงกว้างของความรุนแรง รวมถึงการมีอยู่ของกลุ่มผู้แบ่งแยกดินแดนและกลุ่มที่มีความคิดสุดโต่งทางศาสนาภายในประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นที่นี่ ล้วนส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศและกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการจัดการและควบคุม ส่งผลให้สถิติการก่อการร้ายในประเทศลดลงอย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยในบางบริเวณ รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ด้วย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
รอยยิ้มที่เป็นมิตรของชาวปากีสถาน ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa

เมื่อออกจากเบชาม เราต้องเดินทางไกลอีกราว 8 ชั่วโมงเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ลักษณะภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง จากหุบเขาเขียวขจีเริ่มกลายเป็นภูเขาหินสีนํ้าตาล แม่นํ้าสินธุยังคงตีคู่ขนานไปด้วยกัน เส้นทางคุณภาพแย่ลง ในส่วนของคาราโครัมไฮเวย์ ผมพบกับถนนที่เสียหายจากดินถล่มหลายจุด ถ้าโชคร้ายเจอดินถล่ม (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง) จะทําให้การเดินทางล่าช้าไปหลายชั่วโมง แถมถนนยังขรุขระ คดเคี้ยว คับแคบมากขึ้น ทําให้การเดินทางนั้นยาวนานจนเหมือนไร้การสิ้นสุด

ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ร่างกายที่อดนอนของผมเหนื่อยล้าเต็มทีจากการเดินทางไกล รถกระเด็นไปมาตามสภาพถนน การหักโค้งซํ้าแล้วซํ้าเล่า ประกอบเสียงเพลงท้องถิ่นที่บรรเลงเป็นจังหวะเดียวกัน ทําให้ผมรู้สึกราวกับถูกมนตราของเส้นทางแห่งนี้สะกดใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาเยือน แต่แล้วในที่สุดผมก็เดินทางเข้าสู่ชีลาส ในแคว้นกิลกิต-บัลติสถาน หลังจากเดินทางอย่างยาวนานกว่า 15 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนและเดินทางต่อในวันถัดไป

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

มุ่งสู่ดินแดนในฝัน มองขุนเขาเคล้าการเมืองผ่านเส้นทาง 

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ วันนี้ผมเดินทางต่อตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เข้าไปในใจกลางเทือกเขาคาราโครัม มีจุดหมายที่หุบเขาฮุนซา (Hunza Valley) รถเคลื่อนลัดเลาะตามแนวภูเขาทรายควบคู่กับแม่นํ้าสินธุ 

“นั่นคือเส้นทางสายไหม” คนขับรถชี้ให้ผมดูเส้นทางเดินเท้า ณ ฝั่งตรงข้ามของแม่นํ้า ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ยุคโบราณก่อนจะมีไฮเวย์สําหรับรถยนต์ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ขบวนรถบรรทุกสีฉูดฉาด สัญจรไปมาบนคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันคาราโครัมไฮเวย์ เป็นทางหลวงที่เชื่อมระหว่างเมืองแอบบอตาบาด (Abbotabad) ประเทศปากีสถาน กับเมืองคัชการ์ (Kashgar) ประเทศจีน ทั้งสองชาติร่วมมือกันสร้างทางหลวงแห่งนี้ขึ้น 

นอกเหนือจากการเป็นเส้นทางค้าขายซึ่งเจริญรอยตามเหล่าเส้นทางเดินเท้ามีมาก่อนหน้านับพันปี คาราโครัม ไฮเวย์ เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปากีสถานกับจีน ซึ่งมีความแน่นแฟ้นอย่างมาก ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้เป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ เพราะหากมองในแผนที่โลก จะพบว่าทั้งสองชาติมีพรมแดนติดต่อกันเพียงเล็กน้อย เป็นพรมแดนบริเวณเทือกเขาสูงที่แทบไม่มีมนุษย์อาศัย มีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

แต่เมื่อมองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์รวมถึงประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันของภูมิภาคเอเชียใต้ ทําให้เกิดการอธิบายหนึ่งในปัจจัยสําคัญของความสัมพันธ์นี้ โดยทั้งประเทศปากีสถานและจีนต่างมีพรมแดนติดต่อกับประเทศอินเดีย ทั้งสองชาติล้วนมีกรณีพิพาทกับประเทศอินเดียในเรื่องดินแดนมายาวนาน 

การพยายามก่อสร้างทางหลวงแห่งนี้เพื่อเชื่อมโยงปากีสถานและจีนขึ้นท่ามกลางความยากลําบากที่ธรรมชาติขวางไว้ จึงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการให้ความสําคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เช่นเดียวกับการมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้น ทั้งปากีสถานและจีนต่างมองเห็นประโยชน์ของการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกันในฐานะพันธมิตร

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ป้ายสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างประเทศปากีสถานและจีน พบได้ตลอดเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันจีนมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงโลกผ่านเส้นทางสายไหมใหม่ หรือโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt-Road Initiative) ซึ่งในปากีสถานนั้นเกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือ China–Pakistan Economic Corridor (CPEC) ส่งผลให้ในอนาคต นอกเหนือจากเส้นทางแห่งนี้ ปากีสถานจะได้รับโครงการหลายโครงการที่สร้างขึ้นโดยทุนจีน ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือนํ้าลึก เขื่อน โรงไฟฟ้า จนถึงทางรถไฟ ซึ่งที่สุดแล้วอภิมหาโครงการเหล่านี้จะประสบความสําเร็จและนําพาความเจริญรุ่งเรืองสู่ประเทศ อีกทั้งประชาชนชาวปากีสถานจะได้รับประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความยิ่งใหญ่ของยอดเขา Nanga Parbat (8,126 เมตร) ปรากฏขึ้น

ภายใต้ฉากการเมืองระหว่างประเทศ ทางหลวงแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเส้นทางที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นที่ใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวมากมาย

ทันใดนั้น ยอดเขา Nanga Parbat ยอดเขาที่สูงอันดับ 9 ของโลกก็เผยโฉมความยิ่งใหญ่ออกมา นับเป็นภูเขาสูงลูกแรกที่ต้อนรับผู้เดินทางมาเยือนเส้นทางแห่งนี้ หลังจากทักทายยอดขุนเขาลูกแรก รถหยุดตรงจุดชมวิวแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่แนวเทือกเขาที่สูงที่สุดของโลกสามแห่งมาบรรจบกัน ‘ฮินดูกุช’ ‘คาราโครัม’ และ ‘หิมาลัย’ ชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นที่รู้จักของเหล่าผู้หลงใหลภูเขา และปากีสถานก็เป็นเหมือนบ้านของยอดขุนเขาเหล่านี้ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
จุดเชื่อมต่อของสามเทือกเขา ฮินดูกุช คาราโครัม และหิมาลัย (จากซ้ายไปขวา) 

เดินทางต่อไปตามคาราโครัม ไฮเวย์ ระดับความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่เขตเทือกเขาสูง ทิวทัศน์สองข้างทางนั้นยิ่งใหญ่และงดงามเกินกว่าคําบรรยาย เป็นเทือกเขาสูงเหล่านี้เองเป็นที่มาของชื่อทางหลวงแห่งนี้ คําว่าคาราโครัม ตั้งมาจาก ‘เทือกเขาคาราโครัม’ แนวเทือกเขาที่เป็นที่ตั้งของเทือกเขาที่สูงที่สุดอันดับสองของโลกอย่าง K2 ในการเดินทางตามเส้นทางวันนี้ ยอดเขามีความสูงไม่ตํ่ากว่า 7,000 เมตร เผยความงดงามให้ผมเห็นตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น Rakaposhi Peak, Diran Peak, Ultar Sar และยอดเขาสูงอื่น ๆ ลูกแล้วลูกเล่า บ้างก็มีชื่อเสียง บ้างก็เป็นภูเขาไร้นาม 

“มันช่างเป็นความทรงจําที่มีค่าเหลือเกิน” ผมบอกกับตัวเองในขณะยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป หลังจากตื่นตากับความตระการตาของเทือกเขาคาราโครัมตลอดทางราวกับเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมก็เดินทางมาถึงฮุนซา (Hunza Valley) หุบเขาใจกลางเทือกเขาสูงที่งดงามราวกับเทพนิยาย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ยอดเขา Rakaposhi (7,788 เมตร) ที่สูงตระหง่านขึ้นเหนือคาราโครัม ไฮเวย์

ฮุนซา – เทือกเขา รอยยิ้ม และสัญญาณเตือน

ยามเช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ แสงตะวันทอดลงมาบนยอดเขาหิมะขาวจนเปลี่ยนเป็นสีทอง หุบเขาอันน่าเกรงขามที่เคยมืดมิดค่อย ๆ เผยโฉมให้เห็นถึงความงดงาม ‘ฮุนซา’ หุบเขาแห่งนี้หลายคนเปรียบราวกับเป็นสวรรค์บนพื้นโลก ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนภายใต้แสงอาทิตย์แรกของวัน 

กว่าพันปีมาแล้วที่มนุษย์มาตั้งรกรากอาศัยยังหุบเขาที่ตั้งอยู่บนตีนยอดเขาสูงอันดับต้น ๆ ของโลก และเกิดเป็นแคว้นเล็ก ๆ ตั้งอยู่ระหว่างจีน ชมพูทวีป และเอเชียกลาง ด้วยตําแหน่งที่ตั้งนี้เอง ทําให้ฮุนซามีการติดต่อและเกิดการผสมผสานวัฒนธรรมกับดินแดนต่าง ๆ รอบข้างจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของตน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
แสงอาทิตย์แรกของวันที่ฮุนซา

ป้อมปราการ Altit Fort และ Baltit Fort ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์บอกเล่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผสมผสาน ที่ Baltit fort ป้อมปราการและพระราชวังของผู้ปกครองเมืองในอดีตมีอายุราว 700 ปี ภายนอกเห็นสถาปัตกรรมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่เล่าความเป็นฮุนซาได้อย่างดี ป้อมปราการสีขาวสร้างขึ้นจากดิน ไม่มีหลังคา ทําให้ผู้มาเยือนนึกถึงสถาปัตกรรมของทิเบตอย่างพระราชวังโปตาลา ภายในมีห้องต่าง ๆ แสดงถึงความเรียบง่ายแบบชาวฮุนซา ธนบัตรและชุดผ้าไหมจากจีน กระจกหลากสีสันซึ่งเป็นมรดกจากจักรวรรดิอังกฤษ สิ่งเหล่านี้เล่าถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของฮุนซา

ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราคอรัม
ด้านหลัง
ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราโครัม
ด้านหลัง

ฮุนซาเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตรและยิ้มแย้ม เมื่อกล่าวถึงชาวฮุนซา ต้องกล่าวถึงเอกลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมที่โดดเด่นของพวกเขา รูปร่างหน้าตาของชาวฮุนซาแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน หลายคนมีจมูกโด่ง บางคนมีดวงตากลมโต บางคนมีนัยน์ตาสีฟ้าสด บางคนมีผมสีทอง บางคนผมสีดํา หลายคนมีใบหน้าคล้ายชาวยุโรป มีสมมติฐานกล่าวไว้ว่า พวกเขามีพันธุกรรมของกองทัพชาวกรีกโบราณที่เคยยึดครองดินแดนนี้เมื่อหลายพันปีก่อน

ไม่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก วัฒนธรรมของชาวฮุนซาก็มีความแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถานเช่นกัน วัฒนธรรมของพวกเขาเกี่ยวโยงใกล้ชิดกับธรรมชาติที่อยู่อาศัย โดยแสดงออกผ่านหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเต้นรํา ลักษณะเครื่องดนตรี รวมถึงความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญญาณของขุนเขา นอกจากการมีความเชื่อท้องถิ่นที่แตกต่าง ปัจจุบันชาวฮุนซานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ อิสมาอีลียะฮ์ แตกต่างจากส่วนอื่นของประเทศ พวกเขานับถือ อากา ข่าน (Aga Khan) เป็นผู้นําทางศาสนา ซึ่งอากา ข่าน เป็นผู้ที่ให้ความสําคัญกับการศึกษา จึงอุปถัมภ์ก่อสร้างสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ฮุนซา ส่งผลให้ชาวฮุนซามีอัตราการศึกษาที่สูงกว่าส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน

ชาวฮุนซามีวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ อาศัยการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก (สําหรับผู้ที่ใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม) มีผลไม้หลายชนิด เช่น แอพริคอต แอปเปิล และอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นเหมือนชีวิตของพวกเขา ผลแอพริคอตหนึ่งลูกนํามาใช้ประโยชน์ได้มากมายสําหรับชาวฮุนซา ในฤดูร้อนก็นำผลไม้สดมาบริโภคและส่งขายทั่วประเทศ อีกส่วนหนึ่งนํามาตากแห้งไว้สําหรับรับประทานในช่วงฤดูอื่น ส่วนที่เหลือจะนํามาแปรรูปเป็นแยม

ชาวฮุนซามีชื่อเสียงที่เป็นที่เล่าขานเรื่องอายุยืน หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะวิถีชีวิตของพวกเขาที่บริโภคผักผลไม้ อาศัยในที่ที่มีสภาพอากาศดี หรืออาจเป็นเพราะได้รับพรให้อยู่ในที่ที่มีทิวทัศน์งดงามราวกับสรวงสวรรค์ก็เป็นได้ เคล็ดลับที่ทําให้พวกเขาอายุยืนยังคงเป็นความลับของชาวฮุนซาที่มนุษย์ทั่วโลกยังคงค้นหา

สวนแอพริคอตภายในบ้านของชาวฮุนซา

วันต่อมา ผมเดินทางต่อไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เพื่อเข้าสู่เขต Gojal เป็นเขตที่อยู่ตอนเหนือสุดของฮุนซา เป็นพรมแดนติดกับประเทศจีน เมื่อออกมาจากฮุนซา ยอดเขาแหลม รูปทรงคล้ายนิ้วมือ ปรากฏตัวให้เห็นอย่างชัดเจน Lady Finger Peak มีความสูงกว่า 6,000 เมตร เป็นยอดเขาที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจําที่สุดของฮุนซา มีตํานานโบราณกล่าวถึงเจ้าหญิงที่รอคอยเจ้าชายอันเป็นที่รักบนยอดเขา แต่วันแล้ววันเล่าเขาก็ยังไม่กลับมา เมื่อเวลาผ่านไป ยอดเขา Lady Finger Peak ที่งดงามแห่งนี้เองคือเจ้าหญิงที่ยังคงเฝ้ารอการกลับมาของเจ้าชาย

ยอดเขา Lady Finger Peak (6,000 เมตร)

เมื่อรถเดินทางเข้าสู่เขต Gojal ผมพบอีกหนึ่งสถานที่แห่งความงาม ทะเลสาบอัตตาบาด (Attabad Lake) ทะเลสาบสีฟ้าสดตัดกับยอดเขาสีเทาที่ดูดุดันปรากฏอยู่เบื้องหน้าผม ตรงข้ามกับความงดงาม ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติที่ร้ายแรง เมื่อ ค.ศ. 2010 เกิดแผ่นดินไหวขึ้น ทําให้หินถล่มลงมาทับเส้นทางของแม่นํ้าฮุนซา ส่งผลให้นํ้าท่วมหมู่บ้านที่มีชื่อว่า Attabad ทั้งหมู่บ้านต้องจมอยู่ใต้นํ้า ชาวบ้านจํานวนไม่น้อยต่างได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ หลายคนอพยพหาที่อยู่ใหม่ หลายคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน หินที่ถล่มลงมาทําให้ทางหลวงแห่งนี้ขาดออกจากกัน เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ผู้สัญจรบนคาราโครัม ไฮเวย์ ต้องขึ้นเรือเพื่อเชื่อมกับเส้นทางอีกส่วนอย่างยากลําบาก 

ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด
ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด

ณ คาราโครัม ไฮเวย์ ได้แสดงอย่างประจักษ์ว่า “หลายครั้งที่ธรรมชาติยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะเอาชนะได้ และหลายครั้งที่มนุษย์เองก็ท้าทายธรรมชาติด้วยการทําลาย”

แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน เป็นบ้านของเครือข่ายธารนําแข็งที่ใหญ่ที่สุดของโลก เขต Gojal เองก็เป็นที่ตั้งของธารนํ้าแข็งขนาดมหึมาหลายแห่ง ปัจจุบันในฤดูใบไม้ผลิ ต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 ความรุนแรงของคลื่นความร้อน (Heat Wave) จากภาวะโลกร้อนแสดงผลชัดเจนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดอกแอพริคอตสีชมพูสดใสที่เคยบานสะพรั่งตลอดฤดูกาลกลับร่วงโรยอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูงขึ้นราวกับช่วงฤดูร้อน ธารนํ้าแข็งที่เสี่ยงต่อการละลายกําลังอยู่ในขั้นวิกฤตและอาจนําไปสู่ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ไม่อาจจินตนาการได้ ธรรมชาติกําลังส่งสัญญาณเตือนแก่มนุษย์อย่างชัดเจนที่สุดแบบไม่เคยมีมาก่อนที่ปากีสถาน 

สํานักข่าว Aljazeera นําเสนอเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวว่า ในช่วงต้น ค.ศ. 2022 ปากีสถานได้เผชิญเหตุการณ์นํ้าท่วมเฉียบพลัน มีสาเหตุมาจากการละลายของธารนํ้าแข็งมาแล้วกว่า 16 ครั้ง และในปีนี้ปากีสถานจะได้รับกับผลกระทบของคลื่นความร้อนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ฤดูร้อนมาถึงเร็วขึ้น และอาจมีอุณหภูมิสูงเกิน 50 องศาเซลเซียสในหลายส่วนของประเทศ สัญญาณเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณวิกฤตที่ไม่เพียงอันตรายต่อชีวิตของชาวปากีสถาน แต่เป็นอันตรายต่อทุกชีวิตบนโลก

Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง

มุ่งหน้าสู่จุดหมายสุดท้าย ผมแวะที่หมู่บ้าน พาสสุ (Passu) หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องความงามจากความอลังการของยอดเขาฟันเลื่อย Passu Cones และธารน้ำแข็ง Passu Glacier ที่ยิ่งใหญ่ ธารนํ้าแข็งแห่งนี้มีความยาวกว่า 21 กิโลเมตร ความยิ่งใหญ่ของกลุ่มก้อนนํ้าแข็งสีขาวอมเทาขนาดมหึมาที่ซ้อนตัวกันเป็นชั้นภายใต้หุบเขาที่ผมยืนอยู่นั้นทําให้ไม่อาจจินตนาการได้ว่า ถ้าหากธารนํ้าแข็งเพียงแค่บางส่วนในบริเวณนี้เกิดการละลายขึ้นจะส่งผลให้เกิดนํ้าท่วมมหาศาลเพียงใด และคงเป็นสถานที่ที่งดงามเหล่านี้ รวมถึงชาวฮุนซาที่จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างแรก

บทสุดท้ายของการเดินทางตามคาราโครัม ไฮเวย์ ทิ้งข้อตระหนักข้อนี้ไว้กับผม จากนี้ไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ราว 65 กิโลเมตร จะถึงพรมแดนประเทศจีนหรือช่องเขาคุนจีราบ (Khunjerab Pass) ซึ่งบรรจบกับการเดินทางของผมที่เคยเดินทางใน คาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศจีนเมื่อ 2 ปีก่อน น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ทําให้รถฝ่ากองหิมะไปยัง Khunjerab Pass ไม่ได้

การเดินทางของผมจึงสิ้นสุดที่หมู่บ้าน Passu แห่งนี้

รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

“ถนนทุกสายถูกสร้างขึ้นเพื่อนําผู้คนไปยังสถานที่ต่าง ๆ และมักพาผู้เดินทางไปพบกับหลายสิ่งระหว่างทาง”

เช่นเดียวกับ ‘คาราคอรัม ไฮเวย์’ เส้นทางที่มีคุณค่ามากกว่าการเป็นถนนที่ถูกรายล้อมด้วยความงดงามอลังการของธรรมชาติ เส้นทางที่เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของการเมืองระหว่างประเทศ เส้นทางมหัศจรรย์เส้นนี้มอบประสบการณ์และนําผมไปพบเจอกับสิ่งต่าง ๆ มากมาย

ระหว่างรอเวลาเช็กอินเที่ยวบินกลับบ้านที่ด้านหน้าสนามบิน ผมนั่งคิดถึงความทรงจําของตัวเองบนคาราโครัม ไฮเวย์ ตลอดการเดินทางตามเส้นทางแห่งนี้ ที่นี่นําผมไปพบกับ ‘อดีต’ ของดินแดนแห่งความเจริญรุ่งเรืองและประวัติศาสตร์ของเส้นทางการค้าที่เชื่อมวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันเส้นทางแห่งนี้ก็พาผมไปรู้จัก ‘ปัจจุบัน’ ของประเทศปากีสถานผ่านสถานที่และผู้คนที่ได้สัมผัส และภาพผลกระทบอย่างรุนแรงของภาวะโลกร้อนใน ‘อนาคต’ ที่อาจเกิดขึ้น สะท้อนออกมาผ่านคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้ทิ้งข้อตระหนักไว้กับผมเช่นเดียวกัน 

เสียงอาซานซึ่งเป็นสัญญาณของการละหมาดเย็นของชาวมุสลิมดังก้องกังวานทั่วโถงสนามบินทําให้ผมตื่นขึ้น ผมลากกระเป๋าเข้าอาคารสนามบิน ที่ปากีสถานทุกคนที่เข้าไปในอาคารสนามบินจะกลับออกมาข้างนอกไม่ได้ คงเป็นเวลาที่จะบอกลาประเทศนี้และสิ้นสุดการเดินทางครั้งนี้จริง ๆ

การเดินทางบทที่สามของการตามรอยเส้นทางสายไหมให้อะไรกับผมไม่มากก็น้อย ผมยิ้มพร้อมบอกกับตัวเองว่าคงมีหลายสิ่งที่คาราโครัม ไฮเวย์ ทําให้ผมเติบโตขึ้นกว่าการเดินทางครั้งก่อนโดยไม่รู้ตัว 

หวังว่าเมื่อมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง ฮุนซาในฤดูใบไม้ผลิจะยังคงแต่งแต้มด้วยสีชมพูสดใสของดอกแอพริคอตเช่นเดิม

หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน
หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี
กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน

ขอบคุณ คุณฟาติมะ อะตีค ไกด์นําเที่ยวที่คอยดูแลให้การเดินทางในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

ข้อมูลอ้างอิง

www.worldhistory.org/Gandhara_Civilization

www.cambridge.org/core/books/abs/cambridge-history-of-terrorism/history-of-terrorism-in-pakistan/C91EC2FD3A183B8D0BA7B561DC34F8E2

www.cfr.org/backgrounder/china-pakistan-relations

www.isas.nus.edu.sg/papers/pakistan-china-relations-in-a-changing-geopolitical-environment

www.bbc.com/news/world-asia-32400091

thediplomat.com/2018/10/gwadar-emerging-port-city-or-chinese-colony

historypak.com/hunza/

tribune.com.pk/story/58900/shamanism-spirits-in-the-valley

www.aljazeera.com/gallery/2022/7/14/photos-concerns-as-pakistan-glaciers-melt

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ปฏิภาณ จินดาประเสริฐ

นักศึกษาทันตแพทย์ ผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเดินทาง ได้พยายามแบ่งเวลาจากการเรียนเพื่อเดินทางตามความฝัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load