ถ้าคุณมีคอมพิวเตอร์เป็นส่วนประกอบหนึ่งในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม เรียนออนไลน์ หรือทำงาน คุณคงเคยเจอปัญหาโน้ตบุ๊กพังที่จุดใดจุดหนึ่ง เช่น ปุ่มคีย์บอร์ดใช้ไม่ได้ หน้าจอเสีย เมมฯ เต็ม หรือแบตเสื่อม

เมื่อเจอปัญหาแบบนั้น หลายคนอาจอดทนใช้ต่ออีกสักพัก แล้วก็แก้ปัญหาด้วยการเสียเงินซื้อคอมฯ ใหม่ ไม่ต่างจากที่เราเลือกเปลี่ยนมือถือ

การใช้แล้วทิ้งเป็นเรื่องปกติของสังคมวันนี้ แต่ในภาพกว้าง วัฒนธรรมนี้กำลังสร้างปัญหาให้กับโลก (ซึ่งสุดท้ายก็จะวนมากระทบกับเราอยู่ดี) เพราะมันทำให้จำนวน ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ หรือ E-waste ที่นับเป็นขยะอันตรายเพิ่มสูงขึ้นทุกที

ว่ากันเป็นตัวเลข ในแต่ละปี คนทั่วโลกสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์กันมากกว่า 50 ล้านตัน ขณะที่เฉพาะประเทศไทยเองก็มีขยะอิเล็กทรอนิกส์จากชุมชนประมาณเกือบ 4 แสนตันต่อปี

และเพราะอย่างนั้น วันนี้ฉันเลยอยากชวนคุณมาดูงานออกแบบชิ้นหนึ่งที่พยายามแก้ปัญหานี้ค่ะ

Framework Laptop เป็นโน้ตบุ๊กสัญชาติอเมริกาที่หน้าตาสวย ใช้งานดีเหมือนโน้ตบุ๊กคุณภาพทั่วไป แต่จุดแตกต่างคือ โน้ตบุ๊กเจ้านี้ทั้งซ่อมและเปลี่ยนอะไหล่ได้ แถมยังทำง่ายชนิดทำเองได้ที่บ้าน

เรื่องราวของโน้ตบุ๊กกู้โลกเครื่องนี้เป็นยังไง มากดปุ่มเปิดคอมแล้วรู้จักเจ้า Framework Laptop ไปพร้อมกันค่ะ

Framework Laptop โน้ตบุ๊กซ่อมได้ เปลี่ยนอะไหล่ได้ ลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์

โน้ตบุ๊กจากเด็กชายที่โตมาในยุค ‘ซ่อมได้’

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน Nirav Patel ผู้ก่อตั้ง Framework คือเด็กชายตัวเล็กที่รู้ว่าเมื่อคอมพิวเตอร์ที่บ้านเสีย เราเปิดมันออกและลงมือซ่อมจนกลับมาใช้งานได้ใหม่ 

“ในระบบนิเวศแบบนั้น ส่วนฮาร์ดแวร์เปิดได้ง่ายมาก และคุณจับเกือบทุกส่วนของคอมฯ ได้” Nirav ย้อนทบทวน

อย่างไรก็ตาม โลกในวันที่เขาเติบโตขึ้นกลับเปลี่ยนไป ตอนนี้คอมพิวเตอร์ทั้งอายุสั้น อีกทั้งยังเปิดมาซ่อมได้ยาก ชนิดที่ฝั่ง EU มีการวางแผนเรื่อง Right to Repair ให้เหล่ามือถือและคอมพิวเตอร์ต้องมีคุณสมบัติซ่อมและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่ายขึ้น 

Nirav ที่วันนี้เติบโตมาเป็นวิศวกรเก่งระดับเคยทำงานที่ Apple มาแล้ว ได้ตัดสินใจลงมือแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเอง

เขาก่อตั้ง Framework บริษัทที่ตั้งใจเสนอ framework ใหม่ที่ดีกว่าเดิมให้วงการ Consumer Electronics (เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ซื้อใช้กันระดับบุคคล) และโลกใบนี้

โดยผลิตภัณฑ์ตัวแรกสุดนั้นมีชื่อว่า Framework Laptop

Framework Laptop โน้ตบุ๊กซ่อมได้ เปลี่ยนอะไหล่ได้ ลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์
Framework Laptop โน้ตบุ๊กซ่อมได้ เปลี่ยนอะไหล่ได้ ลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์

โน้ตบุ๊กที่คืนอำนาจให้ผู้บริโภค

มองจากภายนอก Framework Laptop ซึ่งปัจจุบันมีด้วยกัน 3 รุ่น เป็นงานออกแบบที่สวยมีสไตล์ ไม่ต่างจากโน้ตบุ๊กแบรนด์คุณภาพเจ้าอื่น

มองที่ราคา เจ้าโน๊ตบุ๊กเครื่องนี้ก็ราคาใกล้เคียงคู่แข่งในตลาด

แล้วเมื่อลองเปิดใช้งาน มันก็มีประสิทธิภาพไม่ต่างจากโน้ตบุ๊กที่เราใช้กัน อย่างรุ่นล่าสุดนั้นก็มาพร้อมกับ Generation Intel® Core™ Processors รุ่น 12 และ Windows 11

แต่สิ่งที่ต่างคือ Framework Laptop คืนอำนาจกลับสู่มือผู้บริโภค ให้คนใช้อย่างเราเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของตัวเองและมีสิทธิ์ตัดสินใจอย่างแท้จริง 

Framework Laptop โน้ตบุ๊กซ่อมได้ เปลี่ยนอะไหล่ได้ ลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์
Framework Laptop โน้ตบุ๊กซ่อมได้ เปลี่ยนอะไหล่ได้ ลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์
เรื่องของ Framework Laptop โน้ตบุ๊กเพื่อสังคมที่ไม่ใช่แค่สวยและดี แต่ซ่อมง่าย ไม่ต้องใช้แล้วทิ้ง

เมื่ออยากเลือก เราเลือกส่วนประกอบของโน้ตบุ๊กได้ เมื่อเสีย เราเปิดเครื่องออกซ่อมและเปลี่ยนอะไหล่มันได้ เมื่อถึงเวลาอัปเกรด เราอัปเกรดเองได้ หรือถ้าใครอยากจัดการเองแบบเต็มร้อย Framework Laptop ก็มีรุ่น DIY ที่เปิดโอกาสให้คุณ Customize ส่วนประกอบแล้วนำไปประกอบเองที่บ้าน  

เมื่อเรากับโน้ตบุ๊กไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จะอยู่ด้วยกันยังไง ผลคือเราก็จะอยู่ด้วยกันได้นานกว่าเดิม 

สมความตั้งใจของ Framework ที่อยากชวนผู้บริโภคลดการสร้าง E-Waste 

โน้ตบุ๊กที่เป็นก้าวแรกสู่ทางออก

หลังการเปิดตัวในปี 2021 Framework Laptop ได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน The Best Innovations of 2021 ของ Time

และในปีนี้ บริษัท Framework ก็ได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน Most Innovative Companies of 2022 ของ Fast Company 

แน่นอนว่าการได้รับเลือกจากสื่อดังไม่ใช่เครื่องการันตีคุณภาพระดับ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งนี้ก็ช่วยสะท้อนว่าทางแก้ปัญหาของ Nirav น่าสนใจ น่าจับตามอง และในฐานะผู้บริโภค อาจพูดได้ว่าน่าร่วมแจมอย่างยิ่ง

แน่นอนว่า Nirav ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ เขาไม่ได้แค่อยากสร้างโน้ตบุ๊ก แต่ต้องการให้เกิดระบบนิเวศที่สนับสนุนการลด E-Waste เช่น การเปิดโอกาสให้ธุรกิจรายเล็กเริ่มพัฒนา Expansion Card ที่นำมาใช้กับ Framework Laptop ได้ แทนที่จะผูกขาดผลิตอะไหล่เองอยู่เจ้าเดียว

ที่สำคัญ Nirav ไม่ได้หยุดอยู่แค่วงการคอมพิวเตอร์ เขาอธิบายว่า ที่สร้าง Framework Laptop ขึ้นมาก่อนอย่างอื่น เพราะโน้ตบุ๊กคือคือ Consumer Electronics ที่เห็นชัดและอาจเป็นประเภทที่เราต้องการมากที่สุด แต่ความฝันของเขาคือ การให้ Framework เป็นทางแก้ปัญหาที่ Apply to All 

“ก็เราทุกคนต่างมีลิ้นชักเก็บอุปกรณ์ที่พังแบบไม่รู้จะซ่อมยังไงอยู่นี่นา” Nirav บอก

และคุณก็รู้-คำพูดของเขาไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด

เรื่องของ Framework Laptop โน้ตบุ๊กเพื่อสังคมที่ไม่ใช่แค่สวยและดี แต่ซ่อมง่าย ไม่ต้องใช้แล้วทิ้ง

อ้างอิง:

frame.work/

www.theguardian.com/technology/2022/apr/13/framework-laptop-review-a-modular-pc-easy-to-fix-or-upgrade

www.dezeen.com/2022/01/04/framework-modular-laptop-technology/

webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:xkRB-K9GQwMJ:https://www.kiratas.com/its-crazy-that-products-as-expensive-and-advanced-as-a-computer-are-so-disposable/+&cd=28&hl=th&ct=clnk&gl=th

www.bangkokbiznews.com/business/925749

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

เมื่อพูดถึงความท้าทายของสังคมทุกวันนี้ หนึ่งในคำที่เราได้ยินกันบ่อยคือ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ประเทศไทยก็เช่นกัน ในปี 2022 เรามีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 18.3 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนประชากรทั้งหมดแล้ว

เมื่อคนในสังคมเข้าสู่วัยสูงอายุมากกว่าเดิม ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การที่คุณตาคุณยายต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและสุขภาพไม่แข็งแรง

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่เจอความท้าทายไม่แพ้กัน จึงริเริ่มโปรเจกต์ที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมพลังชื่อว่า ‘Share a Pot’ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัย

ซุปร้อน ๆ 1 หม้อ จะมีพลังช่วยแก้ปัญหาที่คุณตาคุณยายต้องเจอได้อย่างไร ลองมาเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ

Share a Pot โปรเจกต์ดูแลกายใจผู้สูงวัยโดดเดี่ยวในสิงคโปร์ด้วยการกินซุปร้อน ๆ ร่วมกัน

ปัญหาใหญ่เริ่มแก้ได้จากหม้อซุปเล็ก ๆ

สิงคโปร์กำลังจะมีประชากร 1 ใน 4 มีอายุเกิน 65 ปี ในปี 2030 ด้วยเหตุนี้ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจึงให้ความสนใจกับความท้าทายนี้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ทีมงานจากโรงพยาบาล Khoo Teck Puat 

พวกเขาคิดจะช่วยให้คุณตาคุณยายมีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ผ่านโปรเจกต์ที่ออกแบบโดยเริ่มต้นจากความทรงจำในอดีต นั่นคือการล้อมวงกินข้าว 

สิงค์โปร์ไม่ต่างจากเมืองไทยที่ครอบครัวจะมารวมตัวกินข้าวด้วยกัน เพียงแต่บ้านเราอาจมีกับข้าวหลากหลายวางอยู่พร้อมจานข้าว สิงคโปร์อาจเป็นการล้อมวงกินซุปร้อน ๆ หม้อใหญ่

ทีมงานของโรงพยาบาลได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่ทำกันมาแต่เดิมนั้น และคิดจะนำบรรยากาศการล้อมวงกินข้าวเย็นด้วยกันกลับมา 

ในปี 2014 โปรเจกต์เล็ก ๆ ชื่อ Share a Pot จึงเกิดขึ้นที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ St. Luke ในรูปแบบ Community-based เพื่อให้คุณตาคุณยายที่อาจไม่เชื่อมโยงจากสังคมและสุขภาพไม่แข็งแรง ได้เจอ ‘บ้าน’ ของตัวเองอีกครั้ง

Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน
Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน

อิ่มท้อง อุ่นใจ

หม้อหุงข้าวขนาดใหญ่ถูกวางลงกลางโต๊ะกินข้าว ในหม้อนั้นมีซุปร้อน ๆ ที่เต็มไปด้วยผักและวัตถุดิบดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซุปถูกตักแจกจ่ายรอบโต๊ะที่มีคนวัยคุณตาคุณยายนั่งอยู่ พวกเขาตักซุปเข้าปากพร้อมพูดคุยสนทนากัน บรรยากาศอบอุ่นน่าสบายเหมือนยามเย็นที่เรากับครอบครัวได้นั่งล้อมวงกินข้าว

ซุปร้อน ๆ ของ Share a Pot ไม่เพียงให้สารอาหารที่มีประโยชน์ แต่ช่วยให้คุณตาคุณยายได้กลับมาปฏิสัมพันธ์กับสังคม คลายความเหงาที่มีรายงานระบุว่า อันตรายต่อสุขภาพเท่ากับการสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน 

“ผู้สูงอายุมักจะพบกับ ‘รังที่ว่างเปล่า’ หลังพวกเขาเกษียณ” Tan Shi Hui ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโปรเจกต์ Share a Pot อธิบาย “เมื่อไม่มีคนนั่งกินข้าวด้วย ผู้สูงอายุหลายคนก็ขาดแรงจูงใจที่จะทำอาหารกิน และเลือกกินเมนูง่าย ๆ ซ้ำ ๆ อย่างบิสกิตหรือขนมปังแทน”

นอกจากรวมตัวกินข้าวด้วยกัน คุณตาคุณยายที่มาเจอกันในโปรเจกต์ซึ่งเกิดขึ้นเป็นรายสัปดาห์นี้ยังได้มาออกกำลังกายด้วยกัน และเมื่อกลับบ้าน ก็จะให้พวกเขาคอยวัดจำนวนก้าวที่เดินในแต่ละวันเพื่อนำมาแลกรางวัลได้ 

Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน

ที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้ Share a Pot ไม่เหมือนใคร คือโปรเจกต์เรียบง่ายนี้ดำเนินงานโดยอาสาสมัครที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุนั่นเอง

“อาสาสมัครส่วนใหญ่ก็คือผู้สูงอายุ” Tan Shi Hui อธิบาย “บทบาทของผู้ร่วมกิจกรรมและอาสาสมัครค่อนข้างลื่นไหล เพราะแม้แต่ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมก็ช่วยกันล้างจาน และจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดกิจกรรมด้วย” 

Share a Pot จึงเป็นโปรเจกต์ที่ช่วยเยียวยาปัญหาของสังคมผู้สูงอายุในหลากหลายมิติ พร้อมกับที่ชวนให้คุณตาคุณยาย Active อย่างเต็มความหมายในเวลาเดียวกัน

การเติบโตของซุป 1 หม้อ

จากช่วงทดลองจัดที่มีอาสาสมัครแค่ 6 คน Share a Pot เติบโตไปได้อย่างสวยงาม ในปี 2019 หม้อซุปแสนอบอุ่นนี้ได้มีโอกาสวางลงบนโต๊ะกินข้าวในมากกว่า 30 พื้นที่ทั่วสิงคโปร์ มีผู้เข้าร่วมรวมมากกว่า 1,700 คน รวมถึงมีอาสาสมัครที่เป็นผู้สูงอายุเกือบ 180 คน (แม้หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงโควิด-19 ซึ่งจัดกิจกรรมในสถานที่จริงยาก ก็ยังมีการเปลี่ยนมานัดพบกันแบบออนไลน์)

ทั้งนี้ ขณะที่ก้าวไปข้างหน้า Share a Pot ก็ยังคงรักษาหัวใจความเป็น Community-based ไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งการมีอาสาสมัครหลากหลาย เช่น พ่อค้าแม่ค้าขายอาหาร รวมถึงเด็กนักเรียนที่ทำให้ Share a Pot กลายเป็นพื้นที่สานสัมพันธ์ของคนต่างวัย และการที่หม้อใบนี้เปิดโอกาสให้แต่ละชุมชนได้ร่วมออกแบบ 

“โครงสร้างของโปรแกรมนี้ไม่ได้เป็นแบบโครงสร้างเดียวสำหรับทุกชุมชน และไม่ได้สมบูรณ์แบบมาแต่ต้น” Tan Shi Hui กล่าว “ชุมชนมีส่วนร่วมในการเติมเต็มช่องที่ว่างอยู่ เช่น จะทำเมนูอะไรกินกันในแต่ละสัปดาห์ จะออกกำลังกายอะไรกันดี และจะเล่นเกมหรือจัดกิจกรรมอะไร ทั้งหมดนี้ช่วยให้คนในชุมชนเป็นเจ้าของโปรแกรมนี้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของพวกเขา”

ด้วยเหตุนี้ หม้อซุป Share a Pot ที่ดูเรียบง่าย เข้าใจง่าย ไม่หวือหวาใบนี้ จึงหมายถึงโปรเจกต์อบอุ่นที่แก้ปัญหาตรงจุด และมีศักยภาพให้ทุกชุมชนนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ซึ่งนั่นรวมถึงชุมชนที่คุณอยู่ด้วยค่ะ

Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน
อ้างอิง

 

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load