ไฟนีออนจากเพดานสาดส่องทั่วพื้นที่ที่ใช้จัดแสดงสินค้าสว่างจ้า พื้นที่ซอยย่อยเป็นห้องเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เพื่อตอบสนองความต้องการและสตางค์ในธนาคารที่แตกต่างกัน แต่ละบูทตกแต่งอย่างสร้างสรรค์ด้วยของตกแต่งนานาชนิด ด้วยเป้าหมายคล้ายกันในการดึงดูดให้คนเข้ามาบูทสินค้าและบริการ พร้อมกับข้อมูลสรรพคุณไม่รู้จบของผลิตภัณฑ์ นำเสนอให้คนนับร้อยนับพันในพื้นที่เดียว 

หนึ่งในท่ามกลางบูทที่จัดตั้งสุดลูกหูลูกตา มีวงสนทนาที่มีเอ็นจีโอมากหน้าหลายตา หลากหน้าที่และบทบาท โบได้ยินเสียงบทสนทนาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ความมุ่งมั่น ดังมาไม่ขาดสาย หัวข้อพูดคุยก็ไม่พ้นเรื่องราวยุ่งๆ บนโลกอันแสนจะวุ่นวาย ที่มีมากเกินกว่าจะนับด้วยนิ้วของคนคนหนึ่งหมด โบรู้สึกทึ่งตรงที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร มนุษย์ก็สร้างปัญหา สร้างประเด็น ให้เอ็นจีโอได้ทำงานอยู่เสมอ 

“ปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน คือ คนสมัยนี้ไม่รู้กิน” 

เสียงแว่วมาจากคนทำงานด้านอาหารเพื่อประเทศไทยยาวนานกว่า 20 ปี เปลี่ยนทั้งเกษตรกรให้ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี พร้อมสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งทั่วประเทศ เป็นกระบอกเสียงขับเคลื่อนเรื่องนโยบายอาหารของประเทศ จนกระทั่งทำงานกับภาคผู้บริโภค โดยการแบ่งปันองค์ความรู้ เรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับการกิน เพื่อให้คนในสังคมไทยรู้กินมากขึ้น 

 โบหันควับ ตาโต “รู้กิน… คืออะไรวะ” คิดในใจแบบดังมาก เธอผู้นั้นเหมือนจะได้ยินความในใจจึงอธิบายต่อไปว่า “มันคือ Food Illiterate การอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ในการกิน” 

คราวนี้โบทำหน้ายู่ยี่หนักกว่าเดิม จึงได้ประโยคต่อมา “เอาง่ายๆ เลยนะ วางอาหารสักจานข้างหน้า แล้วระบุได้ว่าในจานมีอะไรบ้าง ผักชื่ออะไร ความรู้นี้ขาดคนส่งทอดด้วยสังคมที่เปลี่ยนไป ทั้งการทำอาหารที่บ้านและการเปลี่ยนไปของระบบอาหาร”

 นี่เป็นครั้งแรกที่ได้โบได้ยินคำคำนี้ และฝังใจมาตลอด ลึกๆ แล้วถูกใจคำนี้มาก เพราะมันอธิบายปรัชญาความเชื่อทั้งหมดของโบ 

เมื่ออ่านบทความทั้งไทยและเทศ ก็ได้คำจำกัดความของ Food Literacy ซึ่งคลุมเครือและหลากหลายมากๆ จึงตีความได้หลายแบบในบริบทที่แตกต่างกัน คำนี้ถูกใช้ครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ. 1990 ในงานวางแผนและนโยบายด้านโภชนาการ และใช้ในบทความที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 2001 แปลว่ามีการใช้คำนี้มากว่า 30 ปีแล้ว 

บทความภาษาไทยเองก็มีการสื่อคำว่า Food Literacy โดยใช้คำว่า ‘ความรอบรู้ด้านอาหาร’ การจำกัดความคำว่า Food Literacy ก็มักพ่วงด้วยส่วนประกอบย่อยๆ อย่างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานด้านอาหารและโภชนาการ ทักษะความสามารถด้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเลือก การวางแผนจัดการอาการ การเตรียมและปรุงอาหาร ทักษะการกิน รวมไปถึงทัศนคติและพฤติกรรมการกิน

How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้

โภชนปัญญา   

สรุปว่าโบขอเรียก Food Literacy ว่า ‘โภชนปัญญา’ (แน่นอน เป็นคำประดิษฐ์สุดๆ ไปเลย แต่คิดว่าครอบคลุม) โภชนปัญญา คือ มีปัญญาและความสามารถเชื่อมโยงความรู้ด้านอาหารและโภชนการ ทักษะด้านอาหาร ทั้งการเลือกและทัศนคติที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แล้วแปลงทั้งหมดออกมาเป็นพฤติกรรมการกิน รู้ว่าการที่เราเลือกกินอะไรและอย่างไร ส่งผลกระทบต่อทั้งตัวเรา สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

ทำไมต้องมีปัญญากิน   

จำเป็นไหมที่ต้องกินอย่างมีปัญญา ถ้าถามโบ คำตอบคือจำเป็นมาก แบบ ก ไก่ ล้านตัวก็ไม่พอ เพราะในฐานะคนกิน เรามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกินของเรา  

ความไม่รู้กินนี้ เริ่มต้นด้วยไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในจาน เรื่องนี้ก็เกิดกับตัวเองสมัยทำงานใหม่ๆ เพิ่งจบหมาดๆ อยู่ในครัวฝรั่งที่กรุงเทพฯ แล้วมีเชฟฝรั่งชื่อดังได้ดาวประดับบารมีหลายดวงมาทำดินเนอร์การกุศลในร้านที่ทำงานอยู่ โบได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงาน ช่วยหยิบของหาอุปกรณ์ให้เชฟ ปรากฏว่าเชฟเดินตรงดิ่งมาหาโบ ซ้ายมีของเป็นแง่งๆ สีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกข้างถือผักมีลักษณะเป็นแท่งๆ โผล่มาจากเหง้าดูเป็นตุ่มๆ 

คิดในใจว่าฉิบหายแล้ว โปรดอย่าถามๆ ว่ามันคืออะไร มันจะเป็นข่า เป็นขิง เป็นอะไรหว่า ไม่ทันได้เดินหนี เชฟก็ประชิดตัวแล้ว เชฟก็ถามนี่อะไร รสชาติเป็นยังไง ใช้ยังไง อยู่ในจานไหน  

นั่นไง งานเข้าแล้วโบ 

โมเมนต์นั้นอยากจะหายตัวได้ หรือแกล้งเป็นลมได้ บอกเชฟรอแป๊บ วิ่งตามหาเชฟไทยในครัว หาคนช่วยตอบคำถาม อายสุดๆ แทบจะแทรกแผ่นดินหนี อันนี้ดอกแรก ไปกระตุกต่อมคิด ทำไมกูไม่รู้วะ จริงๆ คือทำไมไม่เคยอยากรู้ เหมือนอยากรู้ชื่อวัตถุดิบฝรั่งบ้าง มีงงตัวเองนิดหน่อย 

How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้

อีกทีตอนทำงานครัวที่ลอนดอน โบทำคนทั้งครัวงง ตอนนี้แยกขิง ข่า หอม กระเทียม กระชาย โหระพา กะเพรา พอได้แล้ว ที่ครัวนี้วัตถุดิบจากไทยจะเข้าอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง และทุกคนในครัวต้องช่วยกันเก็บของเข้าตู้เย็นให้เรียบร้อย ทุกครั้งก็มีผักพื้นบ้านติดกล่องมาด้วย แล้วเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน ซึ่งไม่มีคนไทยเลย เราเป็นคนไทยคนเดียวถ้าไม่นับแฟนเชฟ เพื่อนทั้งหลายก็จะหยิบถุงขึ้นมาแล้วถามว่า

“โบนี่ผักอะไร” 

โบตอบ “ไม่รู้”  

“แล้วนั่นล่ะ” ถามอีก 

“นั่นก็ไม่รู้” โบตอบต่อ 

“แล้วอันนี้”  

“อันนี้ยิ่งไม่เคยเห็น” คิดในใจ ผักอะไรวะ ทำไมอยู่เมืองไทยไม่เคยเห็น

“โอเคๆ งั้นถุงนี้รู้ไหม”   

“อืม ไม่แน่ใจ” ทำตาละห้อยหน้าผักพื้นบ้านประดามีที่อยู่ข้างหน้า หมดปัญญาจะตอบ 

เพื่อนๆ พากันส่ายหัว แล้วสรุปได้ว่าไม่ต้องไปถามโบมัน เป็นคนไทยยังไงเนี่ย ไม่รู้จักอะไรสักอย่าง โบถึงบางอ้อรอบสองว่า ความเบาปัญญามันเป็นอย่างนี้นี่เอง แล้วโดยเฉพาะมันเป็นหน้าที่ของคนอาชีพอย่างโบ เราควรจะรู้ แต่ถึงแม้ว่าไม่ได้มีอาชีพเป็นคนทำอาหาร เรายังทำหน้าที่ของคนกินที่มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม เพราะมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้เราเห็นสภาพที่เป็นจริงของสังคม และระดับของโภชนปัญญาของสังคมไทย  

เมื่อสมัยเปิดร้านใหม่ๆ เคยพูดออกสื่อประมาณว่า “ถ้าแยกหอมกับกระเทียมไม่ออก ขอสัญชาติไทยคืนได้ไหม” คือพอตัวเองมีสถานะระดับโภชนปัญญาเพิ่มพูนมากอีกหน่อย แล้วหลุดคำพูดนี้หลุดปากออกไป เพราะใช้บรรทัดฐานของตัวที่ว่า คนกินควรจะรู้ว่ากินอะไรอยู่ แต่แล้วเราก็ได้เห็นและเข้าใจมุมอื่นๆ จากปุถุชนผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Pantip ว่า

 “ผมเป็นนักบัญชี ผมไม่จำเป็นต้องรู้ว่า อันไหนหอม อันไหมกระเทียม ผมรู้ว่า อันไหน Debit อันไหน Credit ลง Ledger ยังไง ผมไม่ใช่พ่อครัวจะได้ต้องรู้เรื่องอาหาร” ทัศนคติแบบนี้เป็นทัศนคติธรรมดาที่เราพบเจอในสังคม ซึ่งสนับสนุนให้เรื่องโภชนปัญญาเป็นเรื่องเฉพาะทาง  

ประเด็นสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ทำอาชีพอะไร แต่ประเด็นอยู่ที่เรายังต้องกินเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และการตัวเลือกของเราในการกินนี้ส่งผลกระทบยิ่งใหญ่กว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เพราะผลกระทบนั้นมันช่างบูรณาการ เพราะตัวเลือกของเรา หลอมรวมวัฒนธรรม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ให้เป็นเรื่องเดียวกันโดยไม่ต้องพยายาม  

How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้
How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้

ขยี้ให้เคลียร์  

ถ้างั้น การที่เราไม่รู้จักชื่อของวัตถุดิบที่เรากินอยู่ มันส่งผลกระทบอะไรได้บ้าง  

  • เราไม่รู้ว่าของที่เรากิน ดีหรือไม่ดีต่อสุขภาพของเราแค่ไหน กินได้มากหรือน้อยเพียงใด กินอย่างไรเพื่อให้ร่างกายเราได้รับประโยชน์สูงสุดจากคุณค่าทางโภชนาการ 
  • เราจะไม่รู้ว่ากินเมื่อไหร่อร่อยที่สุด ฤดูไหนใช่ เอามาทำอะไรอร่อย และต้องกินของที่ไหน 
  • เราไม่รู้ว่าของที่เรากินผ่านระบบอาหารแบบไหนมา ผลิตในระบบอินทรีย์หรือผลิตในระบบเกษตรเคมี รายย่อยผสมผสานหรือปลูกแบบอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยว ทิ้งร่องรอยสารเคมีให้ตกค้างไว้ที่ใดบ้าง ไม่ว่าจะดิน ฟ้า หรือน้ำ 
  • เราไม่รู้ว่าเวลาเราเลือกกินอะไรบ้างอย่าง เราเอาเปรียบใครอยู่ไหม ผู้ผลิตได้รับค่าตอบแทนอย่างยุติธรรมไหม ได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม และเข้าถึงสิทธิพื้นฐานของมนุษยชนหรือไม่
  • เราไม่รู้ว่าวัตถุดิบนี้คืออะไร ไม่รู้จักจึงไม่กิน ทำให้มีผู้ปลูกลดลงหรือฟันทิ้งหมด ทำให้พันธุ์ค่อยๆ หายไป ก่อให้เกิดความสูญเสียทางความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของคนในสังคม (อันนี้ศัพท์ยาก จะพยายามเล่าเรื่องนี้ให้ไว้ในบทความต่อไป) 
  • เมื่อเราไม่รู้จักชื่อ ที่มา และวิธีการใช้ เราก็ไม่รู้จักกิน เพราะไม่คุ้นเคย และอาจทำให้อาหารจานนั้นๆ หายไปจากสังคม ซึ่งเป็นการสูญเสียวัฒนธรรมและภูมิปัญญาด้านอาหาร  
  • ด้วยระดับโภชนปัญญาที่ไม่สูงมากนัก ทำให้เราอาจตกเป็นเหยื่อการทำการตลาดอาหารที่มุ่งเน้นผลกำไรขององค์กรสูงสุด ถูกชักจูงโดยผู้ที่เรียกตัวเองว่าฟูดดี้ หรืออินฟลูเอ็นเซอร์เรื่องอาหาร ที่สนใจรายได้และชื่อเสียงจากปริมาณยอดดูหรือสมาชิก มากกว่าผลกระทบทางลบต่อระบบผลิตอาหาร วิถีชีวิตของผู้ผลิต และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั่งยืน รวมไปถึงผลกระทบต่อสุขภาพของเราคนกินด้วย  

เอาแค่ 7 ข้อเบาๆ ว่าทำไมถึงสำคัญมากที่เราจะต้องมีความรอบรู้ด้านการกิน ทำไมเราต้องยกระดับและเพิ่มพูนโภชนปัญญาของเราอยู่เสมอ  

How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้
How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้

How To เพิ่มระดับโภชนปัญญา

  • ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับของที่เราจะกิน แล้วถาม (ชื่อ) อะไร (ออก) เมื่อไหร่ (ผลิต) ที่ไหน (ผลิต) อย่างไร ใคร (ผลิต)
  • เชื่อมโยงข้อมูลและองค์ความรู้ เพื่อประมวลข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้ ปัจจุบันเฟกนิวส์เยอะ เริ่มหาความรู้ที่จากแหล่งที่เชื่อถือได้ แม้แต่บทความตีพิมพ์บางครั้งก็มีอคติ 
  • ตัดสินใจเลือกของที่เราจะกินได้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทของตัวเอง เดินทางสายกลาง ไม่ต้องสุดโต่งมาก จะได้ทำได้อย่างยั่งยืน

แม้ว่าจะมีคำถามลอยมาอีก “ถ้าเราสุขภาพไม่ดีจะหนักหัวใคร ปากกู ร่างกายกู เงินก็เงินกู จะทำไม” ก็ไม่ได้หนักหัวใคร แต่อาจจะหนักโลกที่ต้องใช้ร่วมกัน 

ถ้าเราสุขภาพไม่ดี ก็อาจยากที่จะสร้างประโยชน์ให้สังคม และอาจเป็นภาระให้คนอื่นทั้งครอบครัวและไม่ใช่ครอบครัว แม้ว่าเราจะมีสตางค์จ้างเขา แถมเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์จำนวนมากก็ผลิตจากพลาสติก (ซึ่งไม่ได้ว่าอะไร) และแร่ธาตุมากมาย น่าจะดีกว่าถ้าเราสามารถเก็บทรัพยากรเหล่านี้ไว้ใช้กับการเจ็บป่วยที่ไม่ได้เกิดจากการเลือกกินของเรา 

คราวหน้า ถ้ามีใครถามว่ามีปัญญากินไหม 

เราจะตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “มี” 

นอกจากปัญญาแล้ว ยังมีความรับผิดชอบชั่วดีในการการกินอีกด้วย

How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้
How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้

Writer

ดวงพร ทรงวิศวะ

ดวงพร ทรงวิศวะ เกิดและโตที่กรุงเทพฯ จบการศึกษาทางด้านโภชนศาสตร์จากประเทศออสเตรเลีย อาหาร ประวัติศาสตร์ นโยบายการเมือง วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำเกษตร และเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่เชฟโบสนใจและนำมาประยุกต์ใช้กับการปรุงอาหารที่โบ.ลาน เชฟโบได้รับเกียรติเป็นเชฟหญิงที่ดีที่สุดของเอเชีย เมื่อปีพุทธศักราช 2556 หลังจากเปิดโบ.ลานได้ 4 ปี ทุกวันนี้เชฟยังมีความสุขกับการค้นหาสูตรอาหารที่คนหลงลืม ชิมรสชาติของพืชผักพื้นบ้าน และตีความอาหารไทยไปในทิศทางต่างกันตามแต่ละกรณี

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Bo.lan Education

ความรู้เรื่องอาหารและการกินที่ดี เพื่อความปลอดภัยของร่างกาย สังคม และสิ่งแวดล้อม

ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพันธุ์ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมากกว่าทางยุโรปมากนัก เมื่อมีความหลากหลายมาก ชื่อเรียกก็ต้องมากตามไปด้วย เพื่อใช้บ่งบอกรูปลักษณะ สี กลิ่น และรส ที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปแล้วการตั้งชื่อจะตั้งให้อิงกับชื่อของพื้นที่ตามภูมิศาสตร์ เพื่อบอกให้รับทราบถึงแหล่งที่ปลูก เช่น เงาะโรงเรียน ส้มบางมด ข้าวหอมสกล ลำไยลี้ ทุเรียนนนท์ ส้มโอนครชัยศรี ชื่อเหล่านี้ไม่ใช่พันธุ์ แต่เป็นชื่อที่มาที่บ่งบอกพื้นที่เพาะปลูก 

นอกจากนั้นการตั้งชื่อของพันธุ์พืชผูกพันอยู่กับธรรมชาติ อย่างลักษณะทางกายภาพของสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง กลิ่น หรือรส อย่างทุเรียนก้านยาว ได้รับชื่อเพราะก้านยาว หรือมะม่วงน้ำดอกไม้ เพราะทั้งหอมและหวานเหมือนน้ำของดอกไม้ กระท้อนปุยฝ้าย แกะออกแล้วเหมือนปุยของดอกฝ้าย ขนุนแดงสุริยา ที่มีเนื้อแดงเข้มอมส้มเหมือนสุริยา 

ชื่อยังถูกตั้งจากพฤติกรรมของเรื่องผัว ๆ เมีย ๆ ในสังคม ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นด้วยความอร่อยของผักผลไม้นั้น ๆ อย่างข้าวลืมผัว กล้วยสาวกระทืบหอ และผักพ่อค้าตีเมีย โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กล่าวว่า 

“สำหรับการตั้งชื่อผักชนิดนี้ว่า พ่อค้าตีเมีย อาศัยเรื่องเล่าจากชาวบ้านว่า พ่อค้าเดินทางไปขายสินค้า พอกลับมาถึงบ้านจึงทั้งเหนื่อยและหิว ด้วยความหิวจึงเรียกภรรยาให้ยกสำรับมาให้ ในสำรับมีแกงผักชนิดหนึ่ง พอพ่อค้าได้รับประทานแกงผักชนิดนี้เข้าไป ผักในแกงยังกรอบและไม่นุ่ม จึงด่าภรรยาว่าแกงผักไม่สุกแล้วเอามาให้รับประทาน และด้วยความโมโหจึงคว้าไม้ไล่ตีภรรยา ซึ่งความจริงแล้วผักชนิดนี้เมื่อนำไปปรุงอาหารจะมีลักษณะเฉพาะคือ มีความกรอบ ไม่เปื่อยยุ่ยเหมือนผักชนิดอื่น” 

หญ้าแห้วหมู เถาตดหมูตดหมา ผักพ่อค้าตีเมีย พืชผักชื่อแปลกที่สะท้อนธรรมชาติและสังคม

 มะม่วงพราหมณ์ขายเมียก็เช่นกัน นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม บันทึกไว้ว่า

มะม่วงชนิดนี้เป็นมะม่วงโบราณ ที่มาของชื่อพันธุ์เกิดจากความอร่อยของมะม่วง ทำให้พราหมณ์ต้องยอมขายเมียตัวเองเพื่อเอาเงินไปซื้อผลสุกมากิน จึงถูกเรียกว่า ‘มะม่วงพราหมณ์ขายเมีย’ และยังมีหลักฐานปรากฏให้เห็นในหนังสือ พรรณพฤกษา กับสัตวาภิธาน ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ที่ประพันธ์เป็นกาพย์ยานี 11 ว่า

“ม่วงพราหมณ์ขายเมียนี้ ดูท่วงทีรถขยัน

เมียรักดังชีวันยังสู้ขายจ่ายอัมพา

หญ้าแห้วหมู เถาตดหมูตดหมา ผักพ่อค้าตีเมีย พืชผักชื่อแปลกที่สะท้อนธรรมชาติและสังคม

ไม่เช่นนั้นก็ตั้งตามชื่อคนปลูก เช่น มะม่วงยายกล่ำ ทุเรียนตาท้วม แบบนี้ถือว่าให้เครดิตคนปลูก ถือว่าเป็นนักพัฒนาพันธุ์ที่สมควรแก่การได้รับผลประโยชน์จากการคัดพันธุ์และพัฒนาพันธุ์ รวมถึงคนในสังคมยังนำปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมาตั้งชื่อพืชผักผลไม้ อย่างมะม่วงฟ้าลั่น มีดีที่เนื้อกรอบ เคี้ยวแล้วเกิดเสียงเหมือนฟ้าลั่น เป็นต้น

การเรียกชื่อหรือการตั้งชื่อ สะท้อนให้เราเห็นถึงความใกล้ชิดและความผูกพันของคนกับธรรมชาติ ความเป็นคนช่างสังเกต ช่างเปรียบเปรย 

การตั้งชื่อที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกหนึ่งวิธี คือ การตั้งชื่อโดยใช้ลักษณะของสัตว์เข้ามาเกี่ยวข้อง 

หญ้าแห้วหมู เถาตดหมูตดหมา ผักพ่อค้าตีเมีย พืชผักชื่อแปลกที่สะท้อนธรรมชาติและสังคม
หญ้าแห้วหมู เถาตดหมูตดหมา ผักพ่อค้าตีเมีย พืชผักชื่อแปลกที่สะท้อนธรรมชาติและสังคม

เริ่มตั้งแต่มะม่วงหัวช้าง ลิ้นงูเห่า เขียวไข่กา และแรด น่าลองจับงูเห่ามาแลบลิ้นดูว่าเหมือนไหม แล้วเอามะม่วงเขียวไข่กาไปเทียบกับไข่ของอีกาว่า Pantone ถูกปกหรือเปล่า

ส่วนทุเรียนก็ไม่น้อยหน้า มาทั้งกบ มาทั้งนก อย่างกบชายน้ำ กบพิกุล กบตาเฒ่า กบทองคำ กลุ่มกบนี้คนเราพิจารณาจากรูปทรงดูแล้วว่าลักษณะคล้ายจึงใช้ชื่อกบ และยังมีนกกระจิบ รวมไปถึงชะนี ลิง ค่าง

เรื่องของการเล่าสังคมและธรรมชาติผ่านชื่อพืชผักผลไม้แปลก ที่สุดท้ายอาจจะเหลือแค่ชื่อ

กล้วยเองก็น่าสนใจ เพราะเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีความหลายทางชีวภาพสูงมาก ๆ ในประเทศไทย ต่างจากมังคุดที่เขาว่ากันว่ามีพันธุ์เดียวในไทย แยกเพียงแค่มังคุดจันทร์หรือมังคุดใต้ แต่ส้มแขกที่ไว้ใส่แกงส้มใต้ให้เปรี้ยว ๆ นี้เป็นวงศ์เดียวกัน

กลับมาที่เรื่องชื่อกล้วย ๆ ก็ใช้ลักษณะเฉพาะของสัตว์ชนิดต่าง ๆ มาบ่งบอกความแตกต่างของแต่ละสายพันธุ์ อย่างเล็บช้างกุด ลักษณะของลูกกล้วยคล้ายกับเล็บของช้างที่กุด กล้วยนมหมี กล้วยนมแพะ กล้วยน้ำนมราชสีห์ กล้วยนิ้วจระเข้ กล้วยงาช้าง กล้วยกุ้งแดง กล้วยทองขี้แมว… เขียนมาเจอคำนี้พอดี ลักษณะอุจจาระของสัตว์ยังนำมาตั้งชื่อได้ ช่างพิจารณาจริง ๆ คนเรา

เราไม่ได้ใช้ลักษณะของขี้กับกล้วยอย่างเดียว แต่ใช้กับพริกด้วย อย่างพริกขี้หนู ดอกขี้เหล็ก มะระขี้นก เมื่อต้องแปลภาษาต่างชาติตรงตัว ต่างคนต่างทำหน้าไม่ถูก อย่างเถาตดหมูตดหมา ผักขี้หูด เห็นจะมีแต่คำว่าฟักนี่แหละ ยังไม่ทันได้แปลก็ทำหน้าเหวอกันเป็นแถว

เรื่องของสัตว์ในชื่ออาหารยังมีอีกอย่างในข้าว ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ข้าวมันปู ข้าวเล็บนก อันนี้ต้องไปจับนกมาสักตัวสองตัวดูว่าลักษณะทางกายภาพใช่หรือเปล่า และต้องเป็นนกที่พัทลุงด้วยนะ เพราะพื้นถิ่นมาจากที่นั่น จะจับนกเชียงใหม่มาดูอาจจะไม่ตรงกัน  

ถ้ายังจะว่ากันต่อด้วยเรื่องว่าน ๆ ก็ยังมีชื่อของสัตว์เข้ามาผสมโรงด้วย อย่างว่านกาบหอยแครง ว่านกีบแรด ว่านค้างคาวดำ พืชที่เข้าไม่เข้าพวกอย่างวัชพืช หญ้าแห้วหมู เนียมหูเสือ เครือหมาน้อย ก็ยังมีชื่อของสัตว์มาช่วยจำแนก

เรื่องของการเล่าสังคมและธรรมชาติผ่านชื่อพืชผักผลไม้แปลก ที่สุดท้ายอาจจะเหลือแค่ชื่อ

เท่าที่ยกมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสังเกตลักษณะของสัตว์ ทั้งบนบก ในน้ำ บนฟ้า มากำกับบ่งใช้กับพืชผักผลไม้ต่างพันธุ์ เขียนมาตั้งยาว จริง ๆ แล้วประเด็นหลักอยู่ที่เราควรจะกินโดยสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น กินข้าวเหนียวมะม่วง ก็กินกับมะม่วงอย่างอื่นนอกจากน้ำดอกไม้ กินกับอกร่อง กินกับทองดำ กินกับหนังกลางวัน หรือจะจิ้มนำปลาหวาน ก็มีแก้ว โชคอนันต์ แรด ฟ้าลั่น บ้างก็ได้ จะกินข้าวก็ลองข้าวพันธุ์พื้นบ้าน อย่างโสมมาลี ทับทิมชุมแพ เล็บนก สังข์หยด ก่ำน้อย ก็สนุกดี 

ในฐานะมนุษย์ผู้ต้องพึ่งพาแหล่งอาหารจากทรัพยากรธรรมชาติ เราควรจะมีความกังวลต่อความหลายทางชีวภาพที่ลดลงหรือหายไป เพราะอาหารสำหรับเราในฐานะมนุษย์ ก็จะลดลงหรือมีขีดจำกัดมากขึ้น มีตัวเลือกในการผลิตอาหารน้อยตามไปด้วย สิ่งนี้ภาษาทางการเรียกว่า ความมั่นคงทางอาหาร 

เราต้องการความหลากหลายทางพันธุกรรมและชีวภาพเนื่องจากพืชพันธุ์ที่แตกต่างกัน ก็จะมีความแข็งแรงและทนทานต่อโรคไม่เหมือนกัน ความสามารถในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมก็ไม่เท่านกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อโอกาสในการอยู่รอดและขยายพันธุ์ ดังนั้น การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ อาจหมายถึงการสูญพันธุ์ของพืชอาหารชนิดนั้นตลอดไป เหมือนสัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งน่ากลัวมาก ๆ เพราะเราจะอาจหมดอิสรภาพในการเลือกกินอย่างสิ้นเชิง

Writer

ดวงพร ทรงวิศวะ

ดวงพร ทรงวิศวะ เกิดและโตที่กรุงเทพฯ จบการศึกษาทางด้านโภชนศาสตร์จากประเทศออสเตรเลีย อาหาร ประวัติศาสตร์ นโยบายการเมือง วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำเกษตร และเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่เชฟโบสนใจและนำมาประยุกต์ใช้กับการปรุงอาหารที่โบ.ลาน เชฟโบได้รับเกียรติเป็นเชฟหญิงที่ดีที่สุดของเอเชีย เมื่อปีพุทธศักราช 2556 หลังจากเปิดโบ.ลานได้ 4 ปี ทุกวันนี้เชฟยังมีความสุขกับการค้นหาสูตรอาหารที่คนหลงลืม ชิมรสชาติของพืชผักพื้นบ้าน และตีความอาหารไทยไปในทิศทางต่างกันตามแต่ละกรณี

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load