ไฟนีออนจากเพดานสาดส่องทั่วพื้นที่ที่ใช้จัดแสดงสินค้าสว่างจ้า พื้นที่ซอยย่อยเป็นห้องเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เพื่อตอบสนองความต้องการและสตางค์ในธนาคารที่แตกต่างกัน แต่ละบูทตกแต่งอย่างสร้างสรรค์ด้วยของตกแต่งนานาชนิด ด้วยเป้าหมายคล้ายกันในการดึงดูดให้คนเข้ามาบูทสินค้าและบริการ พร้อมกับข้อมูลสรรพคุณไม่รู้จบของผลิตภัณฑ์ นำเสนอให้คนนับร้อยนับพันในพื้นที่เดียว 

หนึ่งในท่ามกลางบูทที่จัดตั้งสุดลูกหูลูกตา มีวงสนทนาที่มีเอ็นจีโอมากหน้าหลายตา หลากหน้าที่และบทบาท โบได้ยินเสียงบทสนทนาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ความมุ่งมั่น ดังมาไม่ขาดสาย หัวข้อพูดคุยก็ไม่พ้นเรื่องราวยุ่งๆ บนโลกอันแสนจะวุ่นวาย ที่มีมากเกินกว่าจะนับด้วยนิ้วของคนคนหนึ่งหมด โบรู้สึกทึ่งตรงที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร มนุษย์ก็สร้างปัญหา สร้างประเด็น ให้เอ็นจีโอได้ทำงานอยู่เสมอ 

“ปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน คือ คนสมัยนี้ไม่รู้กิน” 

เสียงแว่วมาจากคนทำงานด้านอาหารเพื่อประเทศไทยยาวนานกว่า 20 ปี เปลี่ยนทั้งเกษตรกรให้ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี พร้อมสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งทั่วประเทศ เป็นกระบอกเสียงขับเคลื่อนเรื่องนโยบายอาหารของประเทศ จนกระทั่งทำงานกับภาคผู้บริโภค โดยการแบ่งปันองค์ความรู้ เรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับการกิน เพื่อให้คนในสังคมไทยรู้กินมากขึ้น 

 โบหันควับ ตาโต “รู้กิน… คืออะไรวะ” คิดในใจแบบดังมาก เธอผู้นั้นเหมือนจะได้ยินความในใจจึงอธิบายต่อไปว่า “มันคือ Food Illiterate การอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ในการกิน” 

คราวนี้โบทำหน้ายู่ยี่หนักกว่าเดิม จึงได้ประโยคต่อมา “เอาง่ายๆ เลยนะ วางอาหารสักจานข้างหน้า แล้วระบุได้ว่าในจานมีอะไรบ้าง ผักชื่ออะไร ความรู้นี้ขาดคนส่งทอดด้วยสังคมที่เปลี่ยนไป ทั้งการทำอาหารที่บ้านและการเปลี่ยนไปของระบบอาหาร”

 นี่เป็นครั้งแรกที่ได้โบได้ยินคำคำนี้ และฝังใจมาตลอด ลึกๆ แล้วถูกใจคำนี้มาก เพราะมันอธิบายปรัชญาความเชื่อทั้งหมดของโบ 

เมื่ออ่านบทความทั้งไทยและเทศ ก็ได้คำจำกัดความของ Food Literacy ซึ่งคลุมเครือและหลากหลายมากๆ จึงตีความได้หลายแบบในบริบทที่แตกต่างกัน คำนี้ถูกใช้ครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ. 1990 ในงานวางแผนและนโยบายด้านโภชนาการ และใช้ในบทความที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 2001 แปลว่ามีการใช้คำนี้มากว่า 30 ปีแล้ว 

บทความภาษาไทยเองก็มีการสื่อคำว่า Food Literacy โดยใช้คำว่า ‘ความรอบรู้ด้านอาหาร’ การจำกัดความคำว่า Food Literacy ก็มักพ่วงด้วยส่วนประกอบย่อยๆ อย่างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานด้านอาหารและโภชนาการ ทักษะความสามารถด้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเลือก การวางแผนจัดการอาการ การเตรียมและปรุงอาหาร ทักษะการกิน รวมไปถึงทัศนคติและพฤติกรรมการกิน

How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้

โภชนปัญญา   

สรุปว่าโบขอเรียก Food Literacy ว่า ‘โภชนปัญญา’ (แน่นอน เป็นคำประดิษฐ์สุดๆ ไปเลย แต่คิดว่าครอบคลุม) โภชนปัญญา คือ มีปัญญาและความสามารถเชื่อมโยงความรู้ด้านอาหารและโภชนการ ทักษะด้านอาหาร ทั้งการเลือกและทัศนคติที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แล้วแปลงทั้งหมดออกมาเป็นพฤติกรรมการกิน รู้ว่าการที่เราเลือกกินอะไรและอย่างไร ส่งผลกระทบต่อทั้งตัวเรา สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

ทำไมต้องมีปัญญากิน   

จำเป็นไหมที่ต้องกินอย่างมีปัญญา ถ้าถามโบ คำตอบคือจำเป็นมาก แบบ ก ไก่ ล้านตัวก็ไม่พอ เพราะในฐานะคนกิน เรามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกินของเรา  

ความไม่รู้กินนี้ เริ่มต้นด้วยไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในจาน เรื่องนี้ก็เกิดกับตัวเองสมัยทำงานใหม่ๆ เพิ่งจบหมาดๆ อยู่ในครัวฝรั่งที่กรุงเทพฯ แล้วมีเชฟฝรั่งชื่อดังได้ดาวประดับบารมีหลายดวงมาทำดินเนอร์การกุศลในร้านที่ทำงานอยู่ โบได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงาน ช่วยหยิบของหาอุปกรณ์ให้เชฟ ปรากฏว่าเชฟเดินตรงดิ่งมาหาโบ ซ้ายมีของเป็นแง่งๆ สีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกข้างถือผักมีลักษณะเป็นแท่งๆ โผล่มาจากเหง้าดูเป็นตุ่มๆ 

คิดในใจว่าฉิบหายแล้ว โปรดอย่าถามๆ ว่ามันคืออะไร มันจะเป็นข่า เป็นขิง เป็นอะไรหว่า ไม่ทันได้เดินหนี เชฟก็ประชิดตัวแล้ว เชฟก็ถามนี่อะไร รสชาติเป็นยังไง ใช้ยังไง อยู่ในจานไหน  

นั่นไง งานเข้าแล้วโบ 

โมเมนต์นั้นอยากจะหายตัวได้ หรือแกล้งเป็นลมได้ บอกเชฟรอแป๊บ วิ่งตามหาเชฟไทยในครัว หาคนช่วยตอบคำถาม อายสุดๆ แทบจะแทรกแผ่นดินหนี อันนี้ดอกแรก ไปกระตุกต่อมคิด ทำไมกูไม่รู้วะ จริงๆ คือทำไมไม่เคยอยากรู้ เหมือนอยากรู้ชื่อวัตถุดิบฝรั่งบ้าง มีงงตัวเองนิดหน่อย 

How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้

อีกทีตอนทำงานครัวที่ลอนดอน โบทำคนทั้งครัวงง ตอนนี้แยกขิง ข่า หอม กระเทียม กระชาย โหระพา กะเพรา พอได้แล้ว ที่ครัวนี้วัตถุดิบจากไทยจะเข้าอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง และทุกคนในครัวต้องช่วยกันเก็บของเข้าตู้เย็นให้เรียบร้อย ทุกครั้งก็มีผักพื้นบ้านติดกล่องมาด้วย แล้วเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน ซึ่งไม่มีคนไทยเลย เราเป็นคนไทยคนเดียวถ้าไม่นับแฟนเชฟ เพื่อนทั้งหลายก็จะหยิบถุงขึ้นมาแล้วถามว่า

“โบนี่ผักอะไร” 

โบตอบ “ไม่รู้”  

“แล้วนั่นล่ะ” ถามอีก 

“นั่นก็ไม่รู้” โบตอบต่อ 

“แล้วอันนี้”  

“อันนี้ยิ่งไม่เคยเห็น” คิดในใจ ผักอะไรวะ ทำไมอยู่เมืองไทยไม่เคยเห็น

“โอเคๆ งั้นถุงนี้รู้ไหม”   

“อืม ไม่แน่ใจ” ทำตาละห้อยหน้าผักพื้นบ้านประดามีที่อยู่ข้างหน้า หมดปัญญาจะตอบ 

เพื่อนๆ พากันส่ายหัว แล้วสรุปได้ว่าไม่ต้องไปถามโบมัน เป็นคนไทยยังไงเนี่ย ไม่รู้จักอะไรสักอย่าง โบถึงบางอ้อรอบสองว่า ความเบาปัญญามันเป็นอย่างนี้นี่เอง แล้วโดยเฉพาะมันเป็นหน้าที่ของคนอาชีพอย่างโบ เราควรจะรู้ แต่ถึงแม้ว่าไม่ได้มีอาชีพเป็นคนทำอาหาร เรายังทำหน้าที่ของคนกินที่มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม เพราะมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้เราเห็นสภาพที่เป็นจริงของสังคม และระดับของโภชนปัญญาของสังคมไทย  

เมื่อสมัยเปิดร้านใหม่ๆ เคยพูดออกสื่อประมาณว่า “ถ้าแยกหอมกับกระเทียมไม่ออก ขอสัญชาติไทยคืนได้ไหม” คือพอตัวเองมีสถานะระดับโภชนปัญญาเพิ่มพูนมากอีกหน่อย แล้วหลุดคำพูดนี้หลุดปากออกไป เพราะใช้บรรทัดฐานของตัวที่ว่า คนกินควรจะรู้ว่ากินอะไรอยู่ แต่แล้วเราก็ได้เห็นและเข้าใจมุมอื่นๆ จากปุถุชนผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Pantip ว่า

 “ผมเป็นนักบัญชี ผมไม่จำเป็นต้องรู้ว่า อันไหนหอม อันไหมกระเทียม ผมรู้ว่า อันไหน Debit อันไหน Credit ลง Ledger ยังไง ผมไม่ใช่พ่อครัวจะได้ต้องรู้เรื่องอาหาร” ทัศนคติแบบนี้เป็นทัศนคติธรรมดาที่เราพบเจอในสังคม ซึ่งสนับสนุนให้เรื่องโภชนปัญญาเป็นเรื่องเฉพาะทาง  

ประเด็นสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ทำอาชีพอะไร แต่ประเด็นอยู่ที่เรายังต้องกินเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และการตัวเลือกของเราในการกินนี้ส่งผลกระทบยิ่งใหญ่กว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เพราะผลกระทบนั้นมันช่างบูรณาการ เพราะตัวเลือกของเรา หลอมรวมวัฒนธรรม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ให้เป็นเรื่องเดียวกันโดยไม่ต้องพยายาม  

How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้
How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้

ขยี้ให้เคลียร์  

ถ้างั้น การที่เราไม่รู้จักชื่อของวัตถุดิบที่เรากินอยู่ มันส่งผลกระทบอะไรได้บ้าง  

  • เราไม่รู้ว่าของที่เรากิน ดีหรือไม่ดีต่อสุขภาพของเราแค่ไหน กินได้มากหรือน้อยเพียงใด กินอย่างไรเพื่อให้ร่างกายเราได้รับประโยชน์สูงสุดจากคุณค่าทางโภชนาการ 
  • เราจะไม่รู้ว่ากินเมื่อไหร่อร่อยที่สุด ฤดูไหนใช่ เอามาทำอะไรอร่อย และต้องกินของที่ไหน 
  • เราไม่รู้ว่าของที่เรากินผ่านระบบอาหารแบบไหนมา ผลิตในระบบอินทรีย์หรือผลิตในระบบเกษตรเคมี รายย่อยผสมผสานหรือปลูกแบบอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยว ทิ้งร่องรอยสารเคมีให้ตกค้างไว้ที่ใดบ้าง ไม่ว่าจะดิน ฟ้า หรือน้ำ 
  • เราไม่รู้ว่าเวลาเราเลือกกินอะไรบ้างอย่าง เราเอาเปรียบใครอยู่ไหม ผู้ผลิตได้รับค่าตอบแทนอย่างยุติธรรมไหม ได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม และเข้าถึงสิทธิพื้นฐานของมนุษยชนหรือไม่
  • เราไม่รู้ว่าวัตถุดิบนี้คืออะไร ไม่รู้จักจึงไม่กิน ทำให้มีผู้ปลูกลดลงหรือฟันทิ้งหมด ทำให้พันธุ์ค่อยๆ หายไป ก่อให้เกิดความสูญเสียทางความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของคนในสังคม (อันนี้ศัพท์ยาก จะพยายามเล่าเรื่องนี้ให้ไว้ในบทความต่อไป) 
  • เมื่อเราไม่รู้จักชื่อ ที่มา และวิธีการใช้ เราก็ไม่รู้จักกิน เพราะไม่คุ้นเคย และอาจทำให้อาหารจานนั้นๆ หายไปจากสังคม ซึ่งเป็นการสูญเสียวัฒนธรรมและภูมิปัญญาด้านอาหาร  
  • ด้วยระดับโภชนปัญญาที่ไม่สูงมากนัก ทำให้เราอาจตกเป็นเหยื่อการทำการตลาดอาหารที่มุ่งเน้นผลกำไรขององค์กรสูงสุด ถูกชักจูงโดยผู้ที่เรียกตัวเองว่าฟูดดี้ หรืออินฟลูเอ็นเซอร์เรื่องอาหาร ที่สนใจรายได้และชื่อเสียงจากปริมาณยอดดูหรือสมาชิก มากกว่าผลกระทบทางลบต่อระบบผลิตอาหาร วิถีชีวิตของผู้ผลิต และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั่งยืน รวมไปถึงผลกระทบต่อสุขภาพของเราคนกินด้วย  

เอาแค่ 7 ข้อเบาๆ ว่าทำไมถึงสำคัญมากที่เราจะต้องมีความรอบรู้ด้านการกิน ทำไมเราต้องยกระดับและเพิ่มพูนโภชนปัญญาของเราอยู่เสมอ  

How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้
How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้

How To เพิ่มระดับโภชนปัญญา

  • ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับของที่เราจะกิน แล้วถาม (ชื่อ) อะไร (ออก) เมื่อไหร่ (ผลิต) ที่ไหน (ผลิต) อย่างไร ใคร (ผลิต)
  • เชื่อมโยงข้อมูลและองค์ความรู้ เพื่อประมวลข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้ ปัจจุบันเฟกนิวส์เยอะ เริ่มหาความรู้ที่จากแหล่งที่เชื่อถือได้ แม้แต่บทความตีพิมพ์บางครั้งก็มีอคติ 
  • ตัดสินใจเลือกของที่เราจะกินได้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทของตัวเอง เดินทางสายกลาง ไม่ต้องสุดโต่งมาก จะได้ทำได้อย่างยั่งยืน

แม้ว่าจะมีคำถามลอยมาอีก “ถ้าเราสุขภาพไม่ดีจะหนักหัวใคร ปากกู ร่างกายกู เงินก็เงินกู จะทำไม” ก็ไม่ได้หนักหัวใคร แต่อาจจะหนักโลกที่ต้องใช้ร่วมกัน 

ถ้าเราสุขภาพไม่ดี ก็อาจยากที่จะสร้างประโยชน์ให้สังคม และอาจเป็นภาระให้คนอื่นทั้งครอบครัวและไม่ใช่ครอบครัว แม้ว่าเราจะมีสตางค์จ้างเขา แถมเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์จำนวนมากก็ผลิตจากพลาสติก (ซึ่งไม่ได้ว่าอะไร) และแร่ธาตุมากมาย น่าจะดีกว่าถ้าเราสามารถเก็บทรัพยากรเหล่านี้ไว้ใช้กับการเจ็บป่วยที่ไม่ได้เกิดจากการเลือกกินของเรา 

คราวหน้า ถ้ามีใครถามว่ามีปัญญากินไหม 

เราจะตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “มี” 

นอกจากปัญญาแล้ว ยังมีความรับผิดชอบชั่วดีในการการกินอีกด้วย

How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้
How To รู้กิน : การฝึกตัวเองให้มี ‘ปัญญาการกิน’ เพื่อตัวเอง เพื่อวงจรอาหาร เพื่อโลกใบนี้

Writer

ดวงพร ทรงวิศวะ

ดวงพร ทรงวิศวะ เกิดและโตที่กรุงเทพฯ จบการศึกษาทางด้านโภชนศาสตร์จากประเทศออสเตรเลีย อาหาร ประวัติศาสตร์ นโยบายการเมือง วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำเกษตร และเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่เชฟโบสนใจและนำมาประยุกต์ใช้กับการปรุงอาหารที่โบ.ลาน เชฟโบได้รับเกียรติเป็นเชฟหญิงที่ดีที่สุดของเอเชีย เมื่อปีพุทธศักราช 2556 หลังจากเปิดโบ.ลานได้ 4 ปี ทุกวันนี้เชฟยังมีความสุขกับการค้นหาสูตรอาหารที่คนหลงลืม ชิมรสชาติของพืชผักพื้นบ้าน และตีความอาหารไทยไปในทิศทางต่างกันตามแต่ละกรณี

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Bo.lan Education

ความรู้เรื่องอาหารและการกินที่ดี เพื่อความปลอดภัยของร่างกาย สังคม และสิ่งแวดล้อม

เบื่อคำว่า Green มากกกก แบบ ก ไก่ ล้านตัว

  คิดว่าแค่ใส่กรีนลงไปข้างหน้าอะไรก็ตาม แล้วอุณหภูมิโลกในจะลดลงไหม หรือขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

Green Economy

Green Politics

Green Energy  

Green Hospitality 

จะเห็นดีเห็นงามด้วยกับคำว่า กรีน น่าจะเป็น Green Washing การฟอกเขียวนี่แหละ เพราะอย่างน้อยมันก็ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

เพียงแค่นำผลิตภัณฑ์ สินค้า วิสัยทัศน์ คอนเทนต์ มาใส่ตะกร้าสีเขียวล้างน้ำ บริษัทรักษ์โลกอย่างยั่งยืนและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็เกิดขึ้น 

ดีใช่ไหมล่ะ สะดวก ง่าย ได้กำไร เพราะตามคำจำกัดความแล้ว การฟอกเขียวคือการทำการตลาดลวงโลกแบบหนึ่ง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดด้วยการโฆษณา เล่าเรื่อง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรและผลิตภัณฑ์ ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือดีต่อสุขภาพ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรือเกินจริง

เราได้ก้าวเข้าสู่สังคมกรีนวอชชิ่งอย่างเต็มตัว เป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของระบบทุนนิยมที่เราเชิดชูนักหนา ดูได้จากการที่

เราในฐานะ ผู้บริโภค ยอมเชื่อเรื่องเล่าเหล่านี้อย่างศิโรราบ 

เราในฐานะ ผู้ผลิต ยินยอมขายผลิตภัณฑ์และบริการ  ทั้ง ๆ ที่รู้แก่ใจว่าไม่ใช่

เราในฐานะ นักการตลาด สร้างคำพูดสวยหรู เล่าเรื่องชวนฝัน สร้างภาพงดงาม ให้ผู้คนคล้อยตามอย่างสุดความสามารถ   

ใครรู้จัก Bill Hicks คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า

By the way if anyone here is in advertising or marketing…kill yourself. It’s just a little thought; I’m just trying to plant seeds. Maybe one day they’ll take root – I don’t know. You try, you do what you can.” 

สังคมลวงตาที่เราอยู่กันทุกวันนี้ ดูมันเขียวแบบไม่ค่อยธรรมชาติเท่าไหร่นัก 

เรื่องการฟอกเขียวเกิดขึ้นกับทุกวงการ แต่บทความนี้ขอพูดเรื่องการฟอกเขียวแห่งวงการอาหารอุตสาหกรรม  

กระบวนการฟอกเขียวมีปัจจัย 7 อย่างในการเกื้อหนุน บางคนเรียกบาป 7 ประการ ส่วนผสมที่ทำให้ดูรักษ์โลกและดีต่อสุขภาพในงานประชาสัมพันธ์  เช่น บอกความจริงไม่หมด พูดลอย ๆ ไม่มีหลักฐาน เล่าว่าของเราเขียวกว่าของคนอื่นยังไง กล่าวอ้างเรื่องไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้าง ให้ข้อมูลงง ๆ เบลอ ๆ ใช้องค์กรกำมะลอในการออกใบรับรอง อะไรประมาณนี้ 

Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ

  อย่างเวลาเดินซื้อผัก แม่ค้าพ่อค้าก็จะบอกว่าผักปลอดสาร ไปกินข้าวก็เขียนในเมนูว่าผักปลอดสาร เดินโมเดิร์นเทรดก็มีผักปลอดสาร แต่ที่ปลอดนะ สารอะไร (สารอาหารหรือเปล่า คิดในใจ)

ผักปลอดสาร เขาตั้งใจให้ละคำว่า ‘ภัย’ ไว้ ถ้าเขียนเต็ม ๆ จะได้ความว่า ผักปลอดภัยจากสารพิษ คือ ใช้สารพิษ (สารเคมีในการเกษตรแหละ ไปดูสิ บ้างเป็นวัตถุอันตราย บ้างมีรูปหัวกะโหลกกำกับ) ในการผลิต เช่น เมล็ดคลุกยากันเชื้อรา หรือมีการฉีดพ่นสารเคมีในการเกษตร ทั้งปุ๋ยและยา (ยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืชที่นอกเหนือจากแมลง ยากันรา ฯลฯ) แต่ มีระยะการเก็บ ทิ้งไว้ 14 วัน 21 วัน แล้วแต่ผู้ผลิตเป็นผู้กำหนด และได้บอกไว้ว่า ยาจะสลายไปในธรรมชาติภายในระยะเวลาแบบนี้ 

เพราะฉะนั้น ผักปลอดสารไม่ได้แปลว่าไม่ใช้ยา

ผักไร้ดิน ปลูกด้วยน้ำสะอาด

ในบริบทนี้คำจำกัดความของคำว่าสะอาด คือ ไม่เลอะดิน ดูไม่เลอะเทอะ อันนี้ลืมคำว่า ‘ตา’ คือ ดูแล้วจะสะอาดตา แต่จะสะอาดจากสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นอย่างไนเตรทตกค้าง หรืออย่างสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และก็มาให้คนเราเข้าใจว่า ผักไฮโดรโปนิกส์เป็นผักที่ไม่ใช้สารเคมีในการปลูก (ไปอ่านรายงาน)

ส่วนผักที่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในระดับที่ปลอดภัย แปลว่ามีสารเคมีตกค้าง แต่กิน ๆ ไปเถอะ เพราะนักวิชาการชำนาญการ หน่วยงานทบวงกรมที่เกี่ยวข้อง ออกมารับรองปริมาณตกค้างที่ปลอดภัยไว้แล้ว  บ้างอ้าง FDA ประเทศเรา บ้างอ้าง FDA อเมริกา บ้างอ้างมาตรฐานผู้ผลิต แล้วแต่ เอาที่สบายใจ

เคยได้ยินข่าวเห็นเกษตรกรฟ้องบริษัทแล้วชนะ ก็เพราะใช้อย่างปลอดภัยนี้แหละ แต่เป็นมะเร็งนะ  ตกค้างในระดับที่ปลอดภัยกับอนุญาตให้ใช้ คือสุดยอดแห่ง Green Washing เพราะใช้อำนาจรัฐมาเห็นดีเห็นงามด้วย

เมื่อใดมีคำว่า Zero หรือ Neutral ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน Zero Waste, Zero Carbon, Neutral Carbon 

สั้น ๆ ง่าย ๆ เพราะ Zero เป็นไปไม่ได้ในระดับอุตสาหกรรม ในคำจำกัดความที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกใด ๆ ทั้งสิ้นจากการผลิต จัดเก็บ ขนส่ง และแจกจ่าย จนไปถึงการจัดการหลังการใช้สินค้าไปแล้ว (อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ )

Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ

ถาม :  เรากินแล้วเราขี้ไหม 

ตอบ : ขี้ 

ถาม :  เราทำอาหาร เราก่อให้เกิดขยะไหม 

ตอบ: ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ 

เมื่อเราขยับตัวเมื่อใด เราสร้างขยะเมื่อนั้น ความกรีนอยู่ตรงที่เขาเอาขยะไปทำอะไร จัดการมันอย่างไร อย่ามาพูดลอยว่า Zero Waste เฉย ๆ มันจะกลายเป็นตัวบ่งชี้ ว่าจะโดนหลอกฟอกเขียวแน่นอน 

บริษัทผลิตแล้วก็ต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ถาม : ไม่ปล่อยเลยเป็นไปได้ไหม

ตอบ : ไม่ได้ (เรายังหายใจออกยังเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ) คือยังไง เราต้องถึงขนาด Upcycling ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของคนที่ทำงานในบริษัทนี้ ให้เป็น Zero Carbon เลยรึเปล่า 

ถ้าบริษัทต้องการจะเป็น Zero Carbon ก็ต้องซื้อ Credit Carbon ถ้าปล่อยออก 80 ตัน ก็ต้องซื้อ 80 ตัน คาร์บอนเป็นศูนย์ในเชิงตรรกะแบบมโนของจริงก็คือ คาร์บอนถูกปล่อยออกไปแล้วอยู่ในชั้นบรรยากาศแล้ว เราแค่ไปซื้อเครดิตในที่ป่าชุ่มน้ำ เพราะเชื่อและหวังว่าผืนป่านี้จะช่วยดูดซับคาร์บอนที่เราปล่อยออกไปได้ 

แปลซื่อ ๆ ได้ว่าตะบี้ตะบันปล่อย แล้วค่อยเอาเงินมาซื้อ Carbon Credit เพื่อทำให้เป็นศูนย์ก็ทำได้

มันถึงสำคัญมากที่เราจะรับรู้ข้อมูลให้ดีก่อนสนับสนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ใด ๆ

สโลแกนแบบ ‘ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ’ อันนี้เป็น Green Washing ยุคคลาสสิก

Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ
Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ

ถาม : อะไรไม่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติบ้าง

ตอบ : ไม่มี 

เพราะจะสังเคราะห์อะไรสักอย่างก็ต้องมีสารตั้งต้น 

ใช่ว่าผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ จะรักษ์โลกและดีเสมอไป

ตัวอย่าง

เกลือหิมาลายัน  เป็นเกลือธรรมชาติที่มาจากเหมืองเกลือซึ่งหมดไปได้ 

รู้จักภูเก็ตไหม เคยเป็นเมืองเหมือง ขุดได้แร่ดีบุกได้เยอะมาก

หมดไหม หมด 

แล้วเกลือจะหมดไหม ก็หมด 

รักษ์ธรรมชาติไหม รัก 

กินไหม กิน 

Green Washing ไหม ชัวร์  

แถมยังมีเรื่องเกี่ยวกับการใช้แรงงานที่ไม่ค่อย Green เท่าไหร่ในเมืองด้วย 

ของธรรมชาติที่ไม่ดีต่อสุขภาพต่อโลกใบนี้ก็มีเยอะแยะไปหมด อย่างเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ธรรมชาติมากกกกก 

สารธรรมชาติที่เป็นพิษก็มากมาย ยางต้นบอนพิษ แสงแดดเป็นธรรมชาติ ดี 

แต่อาบแดดเกินเลยก็มะเร็งผิวหนัง 

รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ
Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ

คำที่มาช่วยแคมเปญ Green Washing อย่าง Natural, Organic, Eco, Bio, Green, 100% Eco-friendly, Sustainability อะไรอย่างนี้ ระวังโดนฟอกเขียวแบบไม่รู้ตัว 

เขียน Organic บนหน้ากล่องตัวเบ้อเริ่ม พอพลิกอ่านฉลาก มีสารปรุงแต่งกลิ่น รส สี ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมครบ มีส่วนผสมเดียวที่มาจากระบบอินทรีย์เป็นสัดส่วน ร้อยละ 2 ของส่วนผสมทั้งหมด

Bio-degrable นี่ไง คำว่า Bio มาแล้ว 

Bio แปลว่า ชีวะ  Bio-degradable จึงแปลว่าพลาสติกจะแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ได้ในเชิงชีวภาพ และทำให้เรามี Microplastic เพิ่มขึ้นในน้ำ ดิน ทราย จนไปถึงอากาศ ก็เพราะเราลุยใช้หลอดพลาสติก Bio-degradable กล่องพลาสติก Bio-degradable  กันอยู่นี้แหละค่า 

Green Packing บรรจุภัณฑ์​รักษ์โลก รักษ์มากเพราะบรรจุมาในถุงพลาสติกอย่างดี มันโคตร Oxymoron เป็นความย้อนแย้งที่จับต้องได้

ในขณะที่ Bio Compostable คือความสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ แปลว่าวันหนึ่งมันจะ กลายไปเป็นดินอีกครั้งหนึ่ง

Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ

Green Washing ของปลาแซลมอนก็หนีไม่พ้น โอเมก้าจากปลาน้ำลึก เลี้ยงอย่างดีข้างภูเขาน้ำแข็ง อากาศหนาวเย็น บางประเทศผลิตได้ 1.3 ล้านตันต่อปี แต่หนึ่งกระชังเลี้ยงได้เพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ เมื่อบวกลบคูณหารแล้วกระชังปลาต้องเต็มทะเลเป็นแน่แท้ และยังบอกอีกว่าอาหารที่เอาไว้ใช้เลี้ยงปลาแซลมอนมีส่วนผสมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันปลา ปลาป่น โดยส่วนประกอบหลักมาจากน้ำมันพืช และเรื่องก็เล่าไปเรื่อย ๆ ว่า ความเชื่อในการทำประมงของคนชนชาตินี้ดี มีกฎหมายรองรับอะไรอย่างไร 

คืออยากจะร้องไห้ ปลาป่น กับ น้ำมันพืช ดูสารคดีเกี่ยวกับท้องทะเลสักเรื่องสองเรื่อง (หนังอย่าง Troubled water – The end of the line และ Sumatra burning) ให้เข้าใจอุตสาหกรรมปลาป่น และดูต่ออีกเรื่องว่าทำไมประเทศอินโดนีเซียถึงมีศูนย์พักพิงอุรังอุตังมากมาย จะได้เข้าใจการบุกรุกพื้นที่ทำสวนปาล์ม

อันนี้ก็ศาสตร์แห่ง Green Washing แบบใช้สำนักข่าวที่มีความเชื่อสูงรับรองบทความ        

เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการฟอกเขียวแบบไหน เราจะใช้สไตล์แบบอีโค่อย่างไร 

ขอให้มันขึ้นอยู่กับคุณ  

ไม่ใช่นักการตลาด…

Writer

ดวงพร ทรงวิศวะ

ดวงพร ทรงวิศวะ เกิดและโตที่กรุงเทพฯ จบการศึกษาทางด้านโภชนศาสตร์จากประเทศออสเตรเลีย อาหาร ประวัติศาสตร์ นโยบายการเมือง วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำเกษตร และเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่เชฟโบสนใจและนำมาประยุกต์ใช้กับการปรุงอาหารที่โบ.ลาน เชฟโบได้รับเกียรติเป็นเชฟหญิงที่ดีที่สุดของเอเชีย เมื่อปีพุทธศักราช 2556 หลังจากเปิดโบ.ลานได้ 4 ปี ทุกวันนี้เชฟยังมีความสุขกับการค้นหาสูตรอาหารที่คนหลงลืม ชิมรสชาติของพืชผักพื้นบ้าน และตีความอาหารไทยไปในทิศทางต่างกันตามแต่ละกรณี

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load