FLYNOW เริ่มต้นโดยชายหนุ่มชื่อ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา 

ในเวลานั้น เขาเป็นดีไซเนอร์ให้ห้องเสื้อแห่งหนึ่ง เสื้อผ้าที่เขาออกแบบไม่ประสบความสำเร็จจนขาดทุนหลักล้าน หลังจากช่วยกอบกู้เงินทุนนายจ้างกลับมาด้วยการดีไซน์เสื้อผ้าที่แปลกใหม่กว่าในท้องตลาด เขาก็ตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ตัวเองขึ้นมา

แบรนด์ของลิ้มอยู่คู่วงการแฟชั่นไทยมาเกือบ 4 ทศวรรษ สร้างชื่อในเวทีระดับโลก เจอผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านของเจเนอเรชัน

เสื้อผ้าที่เคยเป็นที่รู้จักถึงขั้นทุกครั้งที่เขาไปสยาม จะเห็นคนใส่เสื้อผ้าของตัวเอง ก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมน้อยลงในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น พนักงานทุกคนทั้งดีไซเนอร์และช่างเย็บในตึกแถว 2 คูหานี้ก็ยังตั้งใจทำผลงานที่ดีออกมา

เขาตั้งใจจะรีแบรนด์ FLYNOW ที่ตัวเองยอมรับว่าตายไปแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อน 

วิกฤตโรคระบาดทำให้แผนการเลื่อนออกมาจนถึงวันนี้

3 ปีที่ผ่านมา ลิ้มไม่เคยหยุดงาน แม้ว่าบริษัทจะปิด เขาว่ามันเป็นช่องว่างของคนบ้างานที่ได้หยุดคิดเสียบ้าง จนในที่สุดแผนที่อยากชุบชีวิตแบรนด์อันเป็นที่รักก็ดำเนินการต่อ โดยมีหมายหมุดเริ่มต้นเป็นโชว์ในงาน Bangkok International Fashion Week 2022

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

ทีมงานกว่า 20 ชีวิตทุ่มสรรสร้างคอลเลกชันที่มีชื่อว่า Reincarnation อย่างสุดแรงใจและความสามารถ 

แม้จะออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่ง สิ่งที่เราเรียนรู้จากชายคนนี้คือความซื่อสัตย์ ความกล้า กล้าที่จะยอมรับว่าล้มเหลว การให้เกียรติคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ทำงานกับเขา และหัวใจนักสู้ที่พร้อมจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอีกครั้ง เท่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ดีแล้ว

เมื่อถามว่านี่คือการกลับมาของ FLYNOW อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหม เขาได้แต่ยิ้ม 

“ถ้าจะบอกว่ากลับมาได้แน่ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ขี้เกียจมาแก้ข่าวอีก” ลิ้มตอบทีเล่นทีจริง “แต่ขอลองสักตั้ง และยินดียอมรับถ้าสุดท้ายกลับมาไม่ได้จริง ๆ เราจะโทรหา The Cloud เพื่อบอกว่า มันกลับมาไม่ได้”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

01

ในฐานะคนคนหนึ่ง ลิ้มเติบโตจากชายหนุ่มที่ใช้แต่ละวันอย่างเต็มที่ สนุกสุดเหวี่ยง มามองว่าการมีชีวิตคือการแวะมาเที่ยวที่สักวันก็ต้องกลับไป

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ที่เคยขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดและต่ำสุดตามคำนิยามของเขาเอง ผ่านมาเกือบ 40 ปี เขาทำงานท่ามกลางทีมงานที่เก่งกาจ เมื่อถามว่าเก่งแค่ไหน เขาตอบว่า “เก่งกว่าผม” 

การกลับมาของ FLYNOW ในวันนี้จึงครบเครื่อง ทั้งมุมมองชีวิต ประสบการณ์ และกองกำลังเพียบพร้อมทั้งอาวุธและมันสมอง

“ผมพยายามพัฒนาทีมตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม จริง ๆ หยุดออกแบบมาได้ 30 กว่าปีแล้ว เพราะลูกน้องเก่ง อย่าง ปู-ชำนัญ ภักดีสุข ดีไซเนอร์ที่อยู่กับเราตั้งแต่ต้น วันนี้เจ๋งกว่าเราเยอะ เราต้องเรียกอาจารย์ปู การกลับมาทำโชว์ให้ Bangkok International Fashion Week 2022 ก็เพราะเขาชวน”

เขาว่า Life Cycle ของแบรนด์หนึ่งจะมาเป็นระลอก ระลอกละ 10 – 15 ปี ขึ้นจุดสูงสุดสลับลงจุดต่ำสุด นั่นแปลว่าแบรนด์ของเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างน้อย ๆ ก็ 3 ครั้ง

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

02

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2526 นั่นคือปีแรกที่ FLYNOW ของชายคนนี้ถือกำเนิดขึ้น ช่วง 10 ปีแรกนั้นคนไม่ค่อยทำเสื้อผ้าแฟชั่น ส่วนมากเป็นเสื้อยืดเสียหมด เสื้อยืดเรียบ ๆ เสื้อยืดพิมพ์ลาย ถ้าไม่ใช่เสื้อยืดก็เป็นเสื้อเชิ้ตสำหรับใส่ไปทำงาน เน้นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เสื้อคลุมหรือเสื้อดีไซน์แบบที่เราใส่กันทุกวันนี้มีน้อยมาก ถ้าใครอยากได้ต้องไปสั่งตัดที่ร้าน

“ลองกลับไปถามรุ่นแม่ ผู้หญิงอยากได้เสื้อเก๋ ๆ ก็ไปร้านตัด เสื้อแบบนั้นในรูปอุตสาหกรรมยังไม่มี ทีนี้จะทำเสื้อยืดยังไงให้สู้กับตลาดได้ หนึ่งคือสู้กันที่ลายพิมพ์ สองคือการเลือกเนื้อผ้า เราเลยประยุกต์เอาดีไซน์ไปใส่ตั้งแต่วันแรก”

ขาว ดำ ทอง คือสีหลักของแบรนด์นี้

“ยุคนั้นแม่ผมถึงกับเอ่ยปาก ‘ลื้อทำเสื้อสีแบบนี้ อั้วยังไม่ใส่เลยนะ อั้วถือ แล้วจะมีลูกค้าเหรอ’ ผมเลยบอกว่า เอาหน่า แบรนด์เราเล็ก ๆ ยังไงก็ต้องมีคนชอบเหมือนเรา 

“เจอกันที่ไหน กูก็ใส่สีดำตลอด” เขาหัวเราะ

จุดเปลี่ยนครั้งถัดมาเหนือคาดยิ่งกว่าเก่า

FLYNOW ในขวบปีที่ 10 ดังระเบิด จัดงานกี่ทีคนเต็มทุกที่นั่ง ครั้งหนึ่งเคยจัดแฟชั่นโชว์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีนางแบบเดินโชว์เป็นร้อย พร้อมคนดูอีก 7,000 คน

ไม่มีคนดังคนไหนไม่ได้รับเชิญไปงานนั้น 

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสะพานเชื่อมไปยังจุดเปลี่ยนครั้งต่อมา แบรนด์ FLYNOW โกอินเตอร์ไปงานแฟชั่นโชว์ที่กรุงลอนดอนอยู่ประมาณ 7 ปี

“เป็นยุคเดียวกับ Alexander McQueen เรายกทีมไปทำงานที่นั่น ตอนนั้นอายุ 30 ปลาย ๆ บ้าพลังสุด ๆ ไม่ต้องนอนก็ได้ ไม่ต้องกินก็ได้ ขอแค่ให้ได้ทำ”

เขาเปรียบความสำเร็จกับการวิ่งโอลิมปิก

“เชื่อเถอะ เวลาคุณชนะ ใครก็สู้คุณไม่ได้ ไม่เหมือนวิ่งในโอลิมปิกที่ห่างกันแค่เสี้ยววิ 

“ในโลกธุรกิจไม่มีเบอร์ 1 เบอร์ 2 หรอก เพราะถ้าคุณชนะ คุณจะชนะขาด แต่สำคัญคือคุณจะครองแชมป์ได้นานแค่ไหน และการที่คุณจะชนะคนอื่นได้ แปลว่าคุณต้องทำงานหนักกว่าคู่แข่ง ไอเดียต้องเจ๋งกว่า มีทีมที่เก่งกว่า มีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า มีหัวใจที่ดีกว่า”

ชื่อเสียงของแบรนด์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แบบหยุดไม่อยู่ จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

03

วิกฤตเศรษฐกิจทำให้สต็อกเสื้อผ้าจำนวนมากที่เตรียมพร้อมออกขายนอนแน่นิ่งอยู่ในโกดังแบบไม่เห็นอนาคต ลิ้มในวัย 38 กลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินหลายแห่ง

“มันมีทางออกไม่กี่ทาง ไม่เห็นแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังจะตกเหว”

เขาบอกว่าตัวเองรอดมาได้ด้วยความขยันและความอดทน ที่สำคัญ ต้องยอมรับความจริงก่อนว่ากำลังลำบาก

“ตอนนั้นผมบอกเจ้าหนี้เลยว่า ผมหนี้เยอะ เฮียไม่ต้องมาหาให้เสียเวลา เดี๋ยวผมไปให้ด่าถึงที่บ้านเอง ถ้าเฮียใจดีก็เลี้ยงข้าวผมหน่อย ตอนแรกเขาก็ไม่เลี้ยง ไปบ่อย ๆ เริ่มเลี้ยงแล้ว” ลิ้มเล่าพลางหัวเราะ “หนี้น้อยให้ด่าครึ่งชั่วโมง หนี้ปานกลางให้ชั่วโมงหนึ่ง ถ้าหนี้เยอะมากก็ Unlimit ไปเลย อยากด่าเมื่อไหร่ เรียกไปด่าได้เลย”

ชายผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่นักธุรกิจเก่ง ได้รู้จักคนในโลกธุรกิจมากขึ้นจากวิกฤตนั้น

เขาบอกว่าเจ้าหนี้มี 3 แบบ

แบบแรกคือคนที่จะเอาทุกอย่างให้ได้เยอะที่สุด โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะลำบากแค่ไหน

แบบที่สองคือคนอะลุ่มอล่วย ผ่อนปรน ยอมให้จ่ายเมื่อมีจะจ่าย

ซึ่ง 2 เปอร์เซ็นต์ในแบบหลังนอกจากจะไม่เร่งรัดให้จ่ายเงินแล้ว ยังช่วยหาเงินเพื่อกอบกู้ธุรกิจเขาด้วย

“วิกฤตทำให้เราเจอคนแบบนั้น มหัศจรรย์มาก ๆ เขากู้เงินมาให้ผมสั่งหนังมาทำสินค้า แล้ววันที่ผมลุกได้ เขาก็หายไปเลย ผมติดค้างเขา คนแบบนี้แหละที่จะสอนใจเรา”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

04

ยุครุ่งเรืองของ FLYNOW มีพนักงานประมาณ 500 คน ปัจจุบันเหลือ 150 ส่วนหน้าร้านที่เคยมีจนนับไม่ไหว ในวันนี้เหลือน้อยจนเขาไม่อยากพูดถึง

สิ่งที่ลิ้มเสียใจและเสียดายที่สุดไม่ใช่ความโด่งดัง แต่เป็นการปล่อยพนักงานคุณภาพที่สร้างมากับมือออกไป

“มันเศร้านะ เหมือนเราปกป้องดูแลชีวิตเขาได้ไม่ดี แต่เราต้องทำ มันเป็นความทุกข์แบบหนึ่ง แต่ก็ทำให้รู้ว่า เวลาเราประสบความสำเร็จมาก ๆ เราจะประมาท เหมือนกับที่ชอบพูดกันว่าในวิกฤตมีโอกาส นั่นเท่ากับว่าเวลาคุณมีโอกาสเยอะ ๆ ก็อาจจะมีวิกฤตกำลังรออยู่ข้างหน้า”

โชว์ครั้งล่าสุดของลิ้มคือเมื่อ 6 – 7 ปีก่อนที่ตลาดสดในจังหวัดราชบุรี สร้างความฮือฮา ความสดใหม่ ใครเล่าจะคิดว่าจะมีดีไซเนอร์ที่เลือกโลเคชันนี้แทนแคทวอล์กในฮอลล์ใหญ่

“พี่ชายผม (ปรีชา ส่งวัฒนา) บอกว่า FLYNOW นี่อายุเทียบเท่า พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้เลยนะ ผมบอกไม่ใช่ มันตายไปแล้วต่างหาก คุณต้องรับความจริงก่อนว่าแบรนด์มันตายไปแล้ว 

“เราหวังจะขายคนเจนวาย แต่ไม่มีคนเจนวายรู้จัก เจนเอ็กซ์ตอนปลายก็ไม่รู้ ต้องเจนเอ็กซ์ตอนต้น แล้วคุณจะขายใคร ถ้ายอมรับความจริงได้ จะไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”

เดิมทีเขาตั้งใจจะรีแบรนด์ก่อนโควิด หลังอึมครึมอยู่ในวิกฤตโรคระบาดมา 3 ปี 

“สุดท้ายไม่ต้องรีแบรนด์แล้ว ปล่อยให้ตายแล้วมาเกิดใหม่เลยดีกว่า” เขาว่า “เกิดใหม่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องอาลัยอาวรณ์มาก ถ้าคุณยังอาลัยอยู่ แปลว่ายังมีตัวตนอยู่ เมื่อไม่มีตัวตนคุณจะกล้ามากกว่าเดิม เพราะไม่มีอะไรต้องกลัว เผลอ ๆ ทำโชว์เสร็จ ผมอาจจะไม่ขายก็ได้นะ”

เขาว่าดีไซเนอร์ที่ดีต้องเปิดใจ และต้องแปลงร่างได้หลายร่าง ต้องรู้จักทำลายกฎเกณฑ์ ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าที่จะทำลายตัวเองได้ด้วย

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

05

Reincarnation คือชื่อที่สื่อถึงเรื่องราวในคอลเลกชันนี้ได้ดีที่สุด 

สีที่ใช้ยังเป็นขาว ดำ ทอง เหมือนกับวันแรก

ชุดบางชุดใช้เวลาตัดเย็บอย่างประณีตถึง 30 วัน

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

FLYNOW ในขวบปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่เด็กลง ลิ้มจึงชวนหลานสาวมามาร่วมทีม

“ทุกวันนี้ผมต้องถามหลานว่าเทรนด์อะไรกำลังมา เราต้องเรียนรู้ ทีมงานวัย 15 มีความคิดแบบหนึ่ง 30 ก็แบบหนึ่ง 40 ก็อีกแบบหนึ่ง เราไม่ได้ออกคำสั่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานแบบทีมเวิร์กที่ต้องแสดงความเห็นร่วมกัน ทุกครั้งที่จะเลือกทางไหน เราจะถามความเห็นทีม ถ้าบอกว่าดีก็จะไป ยกเว้นทุกคนบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถนัด ยังไงคุณลิ้มต้องทำ

“เช่น เขาทำโชว์กันไม่เก่ง ผมทำมาทั้งชีวิต ผมรู้ว่าจะทำโชว์ให้ดีได้ยังไง หรืออย่างเรื่องเพลง เขาไม่สันทัด ผมก็นั่งฟังเพลงวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อหาเพลงที่ใช่ ออกแบบท่าเดินให้ด้วย”

ทุกชุดบนแคทวอล์กจึงไม่ใช่แค่ตัวตนของลิ้ม แต่เป็นส่วนผสมระหว่างเขาในวัย 63 ดีไซเนอร์คู่ใจ ช่างเย็บที่อยู่กันมาเกิน 3 ทศวรรษ ไปจนถึงหลานสาวอายุ 15 ปี

“ช่างที่ทำคอลเลกชันนี้คือคนที่อยู่ด้วยกันมาโดยเฉลี่ยน่าจะ 30 ปี พนักงานที่อายุมากที่สุดของเราคือ 73 สมองของดีไซเนอร์ใช้มาก ๆ แล้วก็หมด แต่ช่างแพตเทิร์นกับช่างเย็บนี่ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า เป็นผู้ชำนาญการ เราอยู่กันยาว จ้างกันจนตาย ไม่ผมตาย เขาก็ตาย ถ้าผมตายก่อนจะเขียนพินัยกรรมให้เขาอยู่กับแบรนด์ไปตลอดชั่วอายุขัย”

การกลับมาครั้งนี้ ลิ้มมองเห็นความเป็นไปได้ 2 ข้อ

ข้อแรก ถ้าดีไซน์ของเขาจะต่อยอดไปเป็นธุรกิจได้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

ข้อสอง เขาอยากให้คอลเลกชันนี้เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของทีมงาน โดยตั้งใจว่าจะให้ช่างเย็บถ่ายรูปคู่กับชุดของตัวเอง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

06

แล้วถ้ามันไม่สำเร็จล่ะ – เราถาม

“ผมไม่ได้หวังว่าครั้งนี้มันจะสำเร็จ เพราะต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ก็เก่ง แบรนด์สมัยนี้ก็เจ๋ง มันอาจจะเวิร์ก หรือมันอาจจะตายอีกรอบ หรือสุดท้ายเราอาจจะต้องเปลี่ยนมือจริง ๆ ก็ได้ แต่เมื่อตัดสินใจลองแล้วก็ต้องลองสุดหัวใจ

“จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปยินดียินร้ายมากนัก จริง ๆ ถ้าคิดว่ามันจะไม่สำเร็จไปเรื่อย ๆ อาจจะดีกว่าก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องเหลิง ไม่ต้องประมาท ไม่ต้องรอว่าวิกฤตจะมาเมื่อไหร่ คุณก็ทำของคุณไป

“แต่ถามว่ากดดันไหม กดดัน แต่เรามองแรงกดดันเป็นความสวยงาม ถ้าทำอะไรไม่มีแรงกดดันแต่แรก กูว่าแพ้แน่ ๆ ถ้าไม่แพ้ก็กำลังจะแพ้ แรงกดดันขับเคลื่อนให้มนุษย์ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ แต่กดก็เอาแต่พองามนะ ถ้าอันไหนที่ต้องตะเกียกตะกาย ต้องทรมาน ก็เปลี่ยนมันหน่อย

“ถ้าคำสั่งของเรามันตึงไปแล้ว เราจะบอกลูกน้องให้ผ่อน ผ่อนลงมา ถ้าเล่นท่ายากตอนไม่พร้อม เราอาจจะเหลือศูนย์ได้เลย เพราะฉะนั้น เล่นท่าที่ง่ายหน่อย ไม่เหมือนตอนหนุ่ม ๆ ที่บ้าดีเดือด ไม่มีอะไรที่คิดแล้วทำไม่ได้ ถ้าคนอื่นเล่น 10 FLYNOW ต้อง 100 เงินไม่อั้น โชว์ต้องดีสุด ๆ เสื้อไม่ต้องสนใจว่าจะขายได้ไม่ได้ ใครบอกว่าเป็นเสื้อในมิวเซียมก็จะถือเป็นข้อดี เชื่อไหมว่าตอนนี้เสื้อในสต็อกมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท”

นอกจากคอลเลกชันแห่งการกลับมา เขาคิดไปถึงช่องทางการขายที่ต่อไปอาจจะไม่ต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า ไม่ต้องเป็นร้าน Stand Alone ในวันที่โลกเชื่อมกันหมดแล้ว ในอนาคตเราอาจจะเจอ FLYNOW อยู่ในช่องทางใหม่ ๆ ที่นึกไม่ถึง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

07

ครึ่งหนึ่งของลิ้มคือความละเอียดจากพ่อ อีกครึ่งคือความเมตตาจากแม่ หลอมหลวมเป็นตัวเขาที่ยังยึดมั่นกับแบรนด์นี้อย่างไม่ยอมแพ้

จะใช้คำว่า ยึดมั่น ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะเขายอมรับความผิดพลาด น้อมรับความล้มเหลว และพร้อมจะลุกขึ้นใหม่โดยทิ้งอัตตาและความสำเร็จเดิมไว้ข้างหลัง

การทำธุรกิจของเขาแม้จะไม่ถูกต้องทุกข้อตามที่เขียนไว้ในตำรา แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ หัวใจและความเห็นอกเห็นใจ ที่ใช้เวลาหลายสิบปีในการก่อร่างสร้างตัวขึ้น 

นับจากวันที่ The Cloud ไปเยี่ยมเขาถึงออฟฟิศ ได้ขึ้นไปหาป้า ๆ น้า ๆ ช่างเย็บที่กำลังง่วนกับการเตรียมคอลเลกชันใหม่ ได้เห็นลิ้มคัดเลือกสุ่มสำหรับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เห็นมู้ดบอร์ด เห็นภาพสเก็ตช์ เห็นทีมงานกว่า 20 คนบรรจงสร้างสรรค์ผลงานอย่างสุดหัวใจ

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ความตั้งใจที่ทำกันมาหลายเดือนได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ท่ามกลางเสียงปรบมือและกำลังใจที่ผู้คนในวงการมีให้กับเขาและทีม FLYNOW ทุกชีวิต

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘การกลับมา’ แต่เป็นความน่ายินดีและการเอาใจช่วย

หลังโชว์จบลง ลิ้มก็เดินออกมา ตามด้วยดีไซเนอร์คู่ใจ และป้า ๆ น้า ๆ ทีมงานช่างเย็บของเขาที่เราขึ้นไปเยี่ยมเยียนในวันนั้น

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

Lessons Learned

  • ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับผู้อื่น
  • กล้าที่จะล้มเหลว น้อมรับความผิดพลาด เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาแล้วแก้ไขได้ตรงจุด
  • ไม่หลงระเริงกับความสำเร็จ จนลืมเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น
  • ให้เกียรติคนทำงานเสมอ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load