The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอาจฟังดูยิ่งใหญ่และไกลตัว เมื่อรู้ว่าเป็นเป้าหมายที่ตั้งขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ เพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ในโลก

แต่จริงๆ แล้ว เป้าหมายทั้ง 17 ข้อนี้ ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด คนทั่วไปและคนรุ่นใหม่อย่างพวกเรา ก็สามารถร่วมผลักดันให้เกิดขึ้นได้ จากอาชีพ ความชอบ กิจกรรมและการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างชายหนุ่มที่เราจะพาคุณไปทำความรู้จักในคอลัมน์ Sustainable Development Goals ผู้ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยการทำฟาร์มโคนมเล็กๆ ของตัวเอง

ปฏิวัติ อินทร์แปลง หรือ เบสท์ คือชายวัย 27 ปีที่เรากำลังพูดถึง เขาคือผู้สร้างฟาร์มโคนมแห่งจังหวัดชุมพรที่ชื่อ ‘ฟาร์มอินทร์แปลง’ ด้วยแรงกายและแรงสมองของตัวเอง และเรื่องราวของเขาก็น่าสนใจมาก

 เราอยากให้คุณลบภาพเด็กเลี้ยงวัวบ้านๆ เนื้อตัวมอมแมมไปก่อน เพราะเราตั้งใจเหลือเกินที่จะพาทุกคนไปรู้จักชายเลี้ยงวัวที่ไม่มีแม้แต่ใบปริญญา แต่ก็พัฒนาฟาร์มวัวของตัวเองให้เทียบเท่ามาตรฐานโลกและเป็นฟาร์มZero-waste หนึ่งเดียวในไทยได้

ปฏิวัติ อินทร์แปลง หรือ เบสท์

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 7 Affordable and Clean Energy มุ่งเน้นเรื่องพลังงานสะอาดที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยยกระดับเทคโนโลยีเพื่อจัดหาการบริการด้านพลังงานที่ทันสมัยและยั่งยืน โดยเพิ่มส่วนแบ่งของพลังงานหมุนเวียนในสมดุลการใช้พลังงานของโลก 

ฟาร์มของเบสท์เอาขี้วัวไปแยกกาก จากนั้นนำไปเข้ากระบวนการผลิตเป็นไบโอแก๊ส ใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้มในฟาร์ม

พลังงานขี้วัวถือเป็นพลังงานสะอาด (Green energy) ซึ่งหมายถึงพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำมาใช้ไม่มีวันหมด และไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษอื่นๆ

เบสท์ค่อยๆ เรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์เรื่องพลังงานสะอาด และนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ของตัวเอง ทำให้ในฟาร์มอินทร์แปลงขนาด 1 ไร่ 3 งานแห่งนี้ ไม่มีของเสียเหลือทิ้ง แถมยังกลายเป็นเชื้อเพลิงหุงต้มฟรีๆ เอาไว้ใช้ในฟาร์มอีกด้วย 

เห็นไหมว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย

บนหน้าจอต่อไปนี้คือเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจของเบสท์ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ในวันที่เบสท์ยังเป็นเพียงเด็กมัธยมต้นผู้มุ่งมั่นอยากเป็นเกษตรเลี้ยงวัว มาจนถึงทุกวันนี้ที่ฟาร์มอินทร์แปลงขยับขยายกิจการจนมีมูลค่า 8 หลัก พร้อมกับดำเนินธุรกิจอย่างใส่ใจผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

01

เด็กเลี้ยงวัว

พื้นเพชีวิตของเบสท์ เขาเกิดและโตที่ชุมพรในครอบครัวธรรมดา อาศัยอยู่ในบ้านที่รายล้อมซ้ายขวาด้วยสวนยางและสวนปาล์ม  

เขาคือเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่มีความสุขกับการใช้ชีวิต ในช่วงวัยมัธยมต้น หลังจากพ่อผู้เป็นกำลังหลักของบ้านเสียชีวิตไป เบสท์กับแม่มีรายได้หลักเพียงวันละ 160 บาท จากการทำงานของแม่ในโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จากใยมะพร้าวใกล้บ้าน 

เบสท์อยากให้ครอบครัวมีรายได้มากกว่านั้น และคนแรกที่เขานึกถึงคือ คุณตา 

ตั้งแต่จำความได้ เขาก็เห็นคุณตาทำฟาร์มโคนม ขายน้ำนมวัวในจังหวัด แต่หลังจากโดนพิษเศรษฐกิจปี 40 ฟาร์มวัวของตาก็ปิดตัวลง สิ่งที่ยังพอมีเหลืออยู่คือแม่วัวที่ตาเคยเลี้ยง เครื่องไม้เครื่องมือเก่าๆ ที่เบสท์พอจะขอมาทำมาหากินได้บ้าง เขาเดินทางจากบ้านไปอำเภอท่าแซะที่ห่างออกไปเกือบร้อยกิโลเมตร เพื่อให้ตาสอนรีดนมวัว 

เบสท์ฝึกรีดนมวัวครั้งแรกในเช้าวันที่ 14 สิงหาคม 2548 โดยมีคุณตาเป็นผู้สอนให้เองกับมือ   

ปฏิวัติ อินทร์แปลง หรือ เบสท์

เขาตัดสินใจนำแม่วัวนมมาอยู่ที่บ้านตัวเอง ค่อยๆ เรียนรู้การรีดนมวัว การเก็บรักษานมวัวหลังรีดมาแล้ว ใส่ใจดูแลแม่วัวตัวเดียวของเขาให้สุขภาพดี เบสท์ค่อยๆ สะสมประสบการณ์วันแล้ววันเล่า พร้อมกับการที่ทุกเช้าเขาจะต้องหิ้วนม 10 ขวด ไปขายเพื่อนที่โรงเรียนในราคาขวดละ 10 บาท เด็กชายคนนี้หาเงินได้วันละ 100 บาทถ้วน

“พื้นที่ตรงนี้แต่ก่อนมันมีแค่คอกวัวสังกะสีเก่าๆ เราอยู่กับแม่สองคน ก็รีดนมวัวขายไปเรื่อยๆ จนเดือนพฤศจิกายน ปี 48 เราเขียนจดหมายฉบับหนึ่งไปที่โรงโคนมสวนจิตรลดา ขอพระราชทานโคนมจาก ร.9 ถามว่าใครใช้ให้เขียน ไม่มีหรอก รู้แค่ว่าสมัยตาทำฟาร์มปี 35 ตาเคยได้โคนมพ่อพันธุ์พระราชทานมา เราก็อยากมีโอกาสแบบนั้นบ้าง แต่เราไม่อยากได้พ่อพันธุ์นะ เรามีวัวตัวเดียว เราก็เลยเขียนไปว่าอยากได้ลูกวัวตัวเมีย 

“จดหมายฉบับนั้นหายไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 48 สมัยนั้นไม่มี Tracking Number ไม่รู้จะไป Track ที่ไหน จดหมายไปถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะหย่อนตู้ไปรษณีย์หน้าโรงเรียนไป ติดแสตมป์สามบาท แล้วก็เขียนด้วยลายมือบนหน้ากระดาษเอสี่ จนเดือนมีนาคม ปี 49 เราก็ได้รับการติดต่อกลับมาที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ว่าได้รับโคนมพระราชทานจาก ร.9 กลายเป็นว่าเราได้วัวตัวที่สองมาแล้ว เป็นโคนมพระราชทานจากวังสวนจิตรลดา ทำให้แม่ยอมลาออกจากงานที่โรงงานเพื่อมาทำฟาร์มโคนมเต็มตัว” เบสท์เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงปลื้มปริ่ม  

02

โคนมพระราชทาน

วันนี้ที่ฟาร์มอินทร์แปลงมีฝนตกลงมาไม่ขาดสาย เรื่องราวของเขาถูกเล่าเคล้าเสียงฝนและสายลมที่พัดแรงเป็นบางช่วง เขาดูมีความสุขกับการได้นั่งย้อนความทรงจำของตัวเองในโรงเก็บเครื่องมือข้างคอกเลี้ยงวัว

“ตอนนั้นก็อยากจะซื้อวัวเพิ่มให้ได้น้ำนมเยอะๆ แต่วัวราคาตั้งสองสามหมื่นบาท ตอนคุณพ่อเสียเราได้เงินประกันชีวิตมาสามแสนบาท ซึ่งมันเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่ครอบครัวเรามีอยู่ ถ้าเกิดว่าเงินตรงนั้นหมดลงคือจบเลย เราก็อาจไม่ได้เรียนต่อ 

ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว

“แต่พอได้โคนมพระราชทานมามันก็กลายเป็นกำลังใจของครอบครัว เรากับแม่เอาเงินสามแสนที่เหลืออยู่ไปสร้างคอกใหม่แล้วซื้อวัวจากบางสะพานมาหกตัว พันธุ์โฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยนสีขาวดำ เป็นพันธุ์ที่ให้น้ำนมเยอะที่สุด”

เบสท์กับแม่เริ่มหาลู่ทางค้าขายนมมากขึ้น ด้วยการสมัครสมาชิกสหกรณ์โคนมชุมพรที่อยู่ห่างจากฟาร์มไปประมาณ 35 กิโลเมตร ต้องขับรถมอเตอร์ไซค์ส่งนมรวมระยะทางไปกลับ 70 กิโลเมตร ทุกๆ วัน วันละ 2 รอบ เขาและแม่ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันที่เขาต้องพบจุดพลิกผันครั้งใหญ่ของชีวิต

ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว
ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว

“เราจบ ม.6 ปี 53 ได้โควตาเป็นหนึ่งในสามสิบคนที่ไปเรียนสัตวแพทย์ที่ ม.เกษตรฯ อนาคตสวยหรูมาก เราวางแผนเลยว่าขอไปเรียนหกปี จบสัตวแพทย์แล้วกลับมาทำฟาร์ม แต่ไม่ถึงสองอาทิตย์ก่อนไปรายงานตัว แม่รถล้มกระดูกขาขวาแตก เราเลยต้องสละสิทธิ์รายงานตัวเพราะอยากดูแลแม่ เขาต้องใส่เฝือกอยู่หกเดือน ทำงานไม่ได้ นอนร้องไห้ทุกวันว่าเป็นสาเหตุให้ลูกไม่ได้ไปเรียนต่อ ปัจจุบันเราเรียนจบแค่ ม.6 นะ เรียนได้เท่านี้ด้วยความที่จำเป็น

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราอ่านหนังสือเยอะมาก อยู่กับตัวเองเยอะเพราะเพื่อนไปเรียนต่อกันหมดแล้ว เรากลายเป็นหนอนหนังสือที่เสพวรรณกรรมและหนังสือต่างๆ เยอะมาก จนเกิดไอเดียมาต่อยอดฟาร์ม”

03

24 ชั่วโมงในฟาร์มวัว

“ก้าวผ่านช่วงนั้นมาได้ยังไง เป็นเด็กคนอื่นถ้าต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้คงท้อใจในชีวิตไปแล้ว” เราถามขึ้นอย่างสนใจเป็นพิเศษ เพราะนี่คือการหักเหของชีวิตที่ไม่มีแม้แต่หนทางย้อนกลับ

“มันเป็นความชอบที่เราทำได้ไม่เบื่อ แล้วหนังสือช่วยไว้เยอะมาก เราก็เห็นอะไรบางอย่างว่า ถ้าเราไปเรียนต่อแล้วทิ้งแม่ไปมันไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น อยู่กับความเป็นจริงที่ต้องเจอดีกว่า ไม่ใช่ต้องมานั่งเสียใจ เรายังมีวัวอยู่ตั้งสิบสี่ตัว เราทำงานอยู่กับวัวในฟาร์มแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย ระหว่างขับรถไปส่งนมเราก็คิดขึ้นมาว่า ทำไมเราต้องทำอยู่แบบนี้ ทำไมต้องขับรถไปกลับเจ็ดสิบกิโลทุกวัน ศูนย์นมก็อยู่ไกล ทำยังไงถึงจะได้มีเวลาอยู่ที่ฟาร์มบ้าง

“เราเข้าตัวเมืองชุมพรไปเสนอขายนมร้านชากาแฟ ร้านเบเกอรี่ ร้านนมร้อน ที่เขารับนมทุกวันจากบางสะพานกับปะทิว แต่เราเสนอว่าเดี๋ยวผมส่งให้ถึงร้านเลย ตอนนั้นได้ลูกค้ามายี่สิบร้าน เราขายได้ราคาแพงขึ้น รายได้มันเพิ่มขึ้น เลยมีความรู้สึกว่าเราควรจะต่อยอดจากน้ำนมดิบไปเป็นผลิตภัณฑ์แบบอื่นมั้ย เป็นนมพาสเจอร์ไรซ์ นมรสชาติต่างๆ โยเกิร์ต หรือเป็นชีสดีไหม 

“เราเข้ากูเกิลก่อนเลย หาวิธีพาสเจอร์ไรซ์นมและโยเกิร์ต สุดท้ายเราก็ทำเป็นนมขวดออกมา 5 – 6 รสชาติ มีนมจืด นมช็อกโกแลต ชาเขียว ชาไทย สตรอว์เบอร์รี่ กาแฟ กาแฟก็จะเป็นกาแฟโรบัสต้าชุมพรซึ่งมันเป็นสินค้า GI อยู่แล้ว

“แล้วก็เริ่มไปขายเปิดท้ายตามตลาดนัด สวนสาธารณะชุมพร ขายจนเรามีรายได้เพิ่มขึ้นมาก จนมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เรากระโดดข้ามมาเป็นแบบปัจจุบัน”

เบสท์พูดจบ เขาก็สั่งให้เด็กฝึกงานเริ่มเตรียมอาหารมื้อบ่ายให้วัว เสียงเครื่องจักรเริ่มทำงาน ทวีคูณด้วยเสียงฝนที่ซัดมาอย่างแรงจนต้นยางสูงหน้าสวนโอนเอนไปมา สมกับเป็นดินแดนฝนแปดแดดสี่

04

แก้ปัญหาขี้วัว

เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ฟาร์มอินทร์แปลงก็มีระบบการจัดการเหมือนฟาร์มอื่นๆ ทั่วไป 

ขี้ของวัว 20 ตัว จะถูกตักใส่รถเพื่อเอาไปตากแดดให้แห้ง และขายในช่วงหน้าร้อนตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายนเท่านั้น เพราะมีแสงอาทิตย์เพียงพอ ส่วนขี้วัวในช่วง 8 เดือน ที่เหลือจะถูกกองทิ้งไว้จนสูงแทบเท่าภูเขาเนินทราย แค่คิดภาพตามก็เหม็นจนเวียนหัวแล้ว

เบสท์ในวัย 20 ต้นๆ ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าต้องแก้ปัญหาขี้ๆ ด้วยความรู้ที่มีให้ได้ 

เขาเพิ่มพูนความรู้ให้ตัวเองวันแล้ววันเล่า จากการอ่านหนังสือ อ่านงานวิจัยเมืองนอก และดูคลิปในยูทูบจนตกผลึกเป็นแผนฟาร์มโคนมที่ว่า กองขี้วัวของฟาร์มอินทร์แปลงจะต้องสูงไม่เกินตาตุ่ม ขี้วัวต้องส่งขายได้ 365 วัน ของเสียทั้งหมดในฟาร์มจะต้องถูกเอาไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด 

ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว
ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว

“ตอนนั้นยังไม่มีเทรนด์ Zero-waste ในไทยเลย เราเห็นว่าอิสราเอลเป็นประเทศแห้งแล้งแล้วเขาเอาน้ำกลับมาล้างคอกวัวใหม่ เขาทำได้ยังไง เราก็ไล่ดูคลิปฟาร์มเลี้ยงวัวในยูทูบและอ่านเปเปอร์เยอะมาก เห็นเมืองนอกเขาทำระบบแยกกาก ทำขี้เปียกๆ ให้แห้งได้เลย ไม่ต้องเอาไปตากแดด ถ้าจะพัฒนาฟาร์มตัวเองจริงๆ เราต้องเดินไปในแนวทางนี้แล้วแหละ” ชายผู้มีจินตนาการพร้อมความรู้กล่าว

แต่ชายขายนมคนธรรมดาคนนี้รู้ดีว่าจะสร้างภาพฝันให้เป็นจริงได้นั้นต้องมีเงิน ของแบบนี้มีแค่ใจอย่างเดียวมันไม่พอ 

เขาเขียนแผนธุรกิจส่งเข้าประกวดโครงการต่างๆ พูดคุยเรื่องธุรกิจกับหลายธนาคาร ค่อยๆ ทำไปอย่างช้าๆ แต่ว่าไม่หยุด จนได้เงินหลายล้านบาทมาสานฝันตัวเอง

“แผนธุรกิจของเรามีอยู่สามเรื่อง เรื่องแรกคือ คุณภาพน้ำนมต้องเทียบเท่าต่างประเทศ เราพัฒนาคุณภาพน้ำนมด้วยคุณภาพของอาหาร เรื่องที่สองของเราจึงเป็นเรื่องอาหาร อาหารที่แม่วัวกินเราคิดสูตรเอง หยุดใช้อาหารสำเร็จรูปที่มีราคาแพง และเรื่องที่สามคือ จัดการของเสีย เราต้องจัดการให้ได้หมดเลยตั้งแต่กินทางปากจนไปออกทางตูด ฟาร์มโคนมทั่วโลกมีแค่สามหัวข้อเท่านั้นแหละครับที่เป็นปัญหาจริงๆ” เขาเล่าให้ฟังพร้อมชี้ให้ดูเครื่องจักรเตรียมอาหารสีฟ้าด้านหลัง

05

ฟาร์ม Zero-waste

ฟาร์มโคมนมแบบใหม่ของเบสท์เริ่มขึ้น เขาสร้างโรงเลี้ยงวัวใหม่ โรงเก็บอาหารวัวและเครื่องจักร ห้องทำงานที่มีเครื่องมือแปรรูปผลิตภัณฑ์ของตัวเอง มีระบบทำไบโอแก๊สที่เปลี่ยนขี้วัวให้เป็นพลังงานสะอาดหมุนเวียนมาใช้ในฟาร์ม ทุกวันนี้ เขาทำนมพาสเจอร์ไรซ์จากพลังงานขี้วัว

“เราทำฟาร์มโคนมเล็กๆ ที่แปรรูปนมเอง และของเสียในฟาร์มก็กลายเป็นของมีค่า เราอยากให้วัวมันอึออกมาเยอะๆ เพราะยิ่งวัวอึออกมามากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีรายได้และมีพลังงานใช้มากขึ้นเท่านั้น เราจบแค่ ม.6 ก็เลยต้องศึกษาเรียนรู้เอาเอง แล้วก็ได้โอกาสไปดูงานฟาร์มโคนมที่เมืองนอกมาเจ็ดประเทศ สิ่งที่เราคิดมันไม่ใช่เรื่องแปลก แค่ยังไม่มีใครทำในประเทศไทย

ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว

“เรื่องอึวัวเป็นปัญหา น้ำนมวัวจะออกหรือเปล่าไม่รู้นะ แต่ขี้เนี่ยออกทุกวัน วัวตัวหนึ่งอึออกมาให้เราหกสิบกิโลกรัมต่อวัน กินอาหารเข้าไปเท่าไหร่มันก็ขี้ออกมา เพราะฉะนั้น มันเป็นปัญหาใหญ่ เราเลยหาเครื่องจัดการของเสียก่อน

“เทคโนโลยีเครื่องแรกในฟาร์มเราเลยเป็นเครื่อง Separator ทำให้ขี้วัวแห้งโดยไม่ต้องตากแดด น้ำที่ได้หลังจากแยกกากออกไปแล้วก็เอามาผลิตเป็นไบโอแก๊ส ใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้มในฟาร์ม เราเอาระบบไบโอแก๊สมาเสริมใช้กับพัดลมในคอก ระบบปั่นไฟ ระบบผสมอาหาร ใช้แก๊สนี้มาทำกับข้าว ปิกนิก ย่างบาร์บีคิว ในหมู่เด็กฝึกงาน”

บ่อไบโอแก๊สขนาด 100 และ 400 คิว ถูกติดตั้งไว้บนพื้นที่เนินสูงข้างโรงเลี้ยงวัว ระบบท่อใต้ดินจะลำเลียงน้ำหลังแยกกากไปบำบัดให้สะอาด ก่อนจะเดินทางตามท่ออีกครั้งเพื่อไปล้างคอก ขี้วัวล็อตใหม่ก็จะถูกดูดขึ้นมาบีบแยกกากกับน้ำอีกครั้ง วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ  

ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว

ส่วนชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ถ้าใครอยากมาเอาน้ำไปใส่ในต้นไม้ นาข้าว หรือสวนมะนาว ไว้เป็นปุ๋ยเหลวธรรมชาติ ก็มาขอไปใช้ได้ฟรีๆ ฟาร์มอินทร์แปลงขนาด 1 ไร่ 3 งาน แห่งนี้จึงไม่มีของเสียกองทิ้งไว้ในฟาร์มเลย

ความใจดีของเบสท์ยังไม่หมดแค่นั้น

เขาตั้งใจเปิดที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ให้คนเข้ามาดูงานได้ตลอด แถมยินดีรับนักศึกษาฝึกงานที่ฟาร์มตลอดทั้งปี ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียว 

“ที่เรารับนักศึกษาฝึกงานเพราะเราไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ป.ตรี ถ้าให้เราไปเรียนตอนนี้มันก็ไม่ทันแล้ว เราไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ใส่ชุดนักศึกษา ตอนนี้มีนักศึกษาฝึกงานอยู่กับเราทั้งหมดเก้ามหาวิทยาลัย เป็นนักศึกษาสัตวแพทย์และสัตวบาล เวลามองเด็กฝึกงานปีสามปีสี่ที่มาเราก็รู้สึกว่าอย่างน้อยเขาก็จะได้แรงบันดาลใจกลับไป ว่าความจริงคุณต้องมองอะไรที่มันมากกว่าใบปริญญานะ 

“เราไม่เสียใจเลยนะที่ไม่จบ ป.ตรี กล้าบอกเลยว่าผมจบ ม.6 ผมเป็นเกษตรกร ผมทำฟาร์มโคนมอยู่ที่ชุมพร เมื่อก่อนไม่กล้าบอกหรอก ตอนนี้เราคิดใหม่และมีความสุขทุกครั้งที่เห็นน้องๆ มาฝึกงานที่ฟาร์มของเรา พอพวกเขากลับไปพรีเซนต์ฝึกงานแล้วได้เอเราภูมิใจมากเลยนะ เพราะมันคือการส่งต่อความรู้เรื่องเทคโนโลยีและการทำฟาร์มที่เราดั้นด้นไปศึกษามาเจ็ดประเทศ หมดค่าเครื่องบินไปไม่รู้เท่าไหร่ เราถือว่าถ้ามีความรู้ไหนที่เราให้ได้ เราก็จะให้” เขาว่า

ไม่ใช่ทุกคนจะสำเร็จได้แบบเขา และไม่ใช่ทุกคนด้วยที่จะมีใจเป็นผู้ให้ได้อย่างที่เขาเป็น

06

วัวใครวัวมัน

วัวที่ได้กินอาหารดีๆ ย่อมมอบน้ำนมที่มีคุณภาพ  

ฟางข้าวอินทรีย์จากเพชรบุรีและสุพรรณบุรีเดินทางด้วยรถบรรทุกมาถึงฟาร์มวัวแดนใต้แห่งนี้อยู่เป็นประจำ

จากที่เล่าไปข้างต้น เบสท์ตั้งใจคิดสูตรอาหารของวัวด้วยตัวเอง เขาร่วมทำงานวิจัยร่วมกับ ศ. ดร.วิโรจน์ ภัทรจินดา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) จนได้สูตรอาหารวัวที่เหมาะกับฟาร์มตัวเอง เป็นฟาร์มแรกที่ใช้เทคโนโลยีอาหาร TMR คือเอาหญ้า อาหาร ธัญพืช มาผสมรวมกันในสัดส่วนที่เหมาะสมกับวัวของตัวเอง เป็นการลดมีเทนในกระเพาะวัวเพราะถูกย่อยโดยสมบูรณ์

และล่าสุด เขาก็เผื่อแผ่อาหารสูตรเฉพาะให้ฟาร์มอื่นๆ ด้วย

วัวใครก็วัวมัน ต่างกินอาหารไม่เหมือนกัน  

ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว
ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว

“ถ้าจะทำโคนมให้รอด ต้องให้วัวกินอาหารแบบ Complete Feed กิน TMR ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณทั้งหมดว่ากินหนึ่งคำได้โปรตีน พลังงานเท่าไหร่ วัวหนึ่งตัวกินอาหารสิบเปอร์เซ็นต์ เราต้องจ่ายอาหารกี่กิโลกรัมเขาถึงจะอิ่มพอดี แล้วก็ต้องมีข้อมูลเรื่องน้ำนม คุณภาพนม น้ำหนักตัว ต้องทำเกษตรแม่นยำ ดังนั้น วัวแต่ละตัวของเราจะมีต้นทุนค่าอาหารวันละหนึ่งร้อยยี่สิบบาท องค์ความรู้ตรงนี้กว่าจะได้มามันต้องมาจากการสะสมประสบการณ์ รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่มีคุณภาพด้วย

“ทุกคนจะมองว่าเราบ้า ทำไมต้องทำอะไรขนาดนี้ ไม่มีใครเชื่อองค์ความรู้ที่เราสั่งสมมา เพราะเขาเลี้ยงกันแบบเดิมๆ คือตื่นเช้ามาต้องไปตัดหญ้าให้วัวกิน อาชีพในฟาร์มโคนมมันเลยเหนื่อย มันทำงานสามร้อยหกสิบห้าวันไม่ได้หยุด เด็กรุ่นๆ เราจึงไม่มีใครมาทำฟาร์มโคนมเลย ทุกคนหนีเข้ากรุงเทพฯ หมด แต่ตอนนี้เราส่งอาหารวัวคุณภาพไปเกือบยี่สิบฟาร์มแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปตัดหญ้าทุกวันแล้ว

ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว

“เราขายอาหารวัวให้กับป้าคนหนึ่ง เขาทำฟาร์มขนาดสามสิบตัว เราให้นักศึกษาฝึกงานลงเก็บข้อมูลวัวของป้าเลย น้ำหนัก น้ำนม จำนวนตัว จำนวนวันรีดนม เสร็จแล้ว Formulate ออกสูตรอาหารเป็นสูตรเฉพาะฟาร์มป้าเลย แกบอกว่าเลี้ยงวัวมายี่สิบปีไม่เคยได้นมสิบเจ็ดลิตร แต่พอกินอาหารเราแล้วได้นมสิบเจ็ดลิตร ซึ่งต่างประเทศเป็นเรื่องปกติ แต่บ้านเราเป็นเรื่องที่ยังทำไม่ได้ 

“แกพูดกับเราว่า ป้าทำฟาร์มมายี่สิบปีนะ ป้าไม่เคยมีโอกาสได้ไปยืดผมเลย ตั้งแต่วัวป้ามากินอาหารเรา ป้ามีเวลาเข้าร้านเสริมสวย เราฟังแล้วแบบ เฮ้ย นี่เรามาถูกทางแล้วนะ สิ่งที่เราทำมันไม่ได้ขาดทุนเลย มันแก้ปัญหาเรื่องเวลาให้เขาได้ เท่ากับว่าเรามีส่วนทำให้เกษตรกรเขาแฮปปี้ เราเห็นป้าได้ยืดผม ได้ทำเล็บ มันเป็นรื่องเล็กๆ ที่ดูแล้วมีความสุข เป็นเรื่องที่เงินซื้อไม่ได้ เราทำแบบนี้แล้วรู้สึกดี ซึ่งต่อไปเราจะเอาฟาร์มกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในระบบเพื่อจะทำโรงงานนมพาสเจอร์ไรซ์ในอีกสามปีข้างหน้าด้วย” จากรอยยิ้มที่มั่นใจ เราเชื่อว่าเขาทำได้จริง 

07

วัวแฮปปี้ คนก็แฮปปี้

“ฟาร์มตอนนี้เป็นเหมือนภาพฝันแรกของเรามั้ย” เราถามขึ้นระหว่างที่เขาพาเราเดินดูคอกวัว เข็มนาฬิกาเวลาบ่ายสอง ฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก แม่วัวหลายตัวเอนนอนหลังกินหญ้าเสร็จ

“ไกลเกิน วันนั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาไกลถึงจุดจุดนี้นะ เวลาเราอ่านหนังสือก็จะจินตนาการกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเราได้ไปเป็นเจ้าของฟาร์มโคนมหนึ่งร้อยตัวเราจะอยู่ยังไง เราต้องมีผลงานเยอะๆ หรือยังไงดี เป็นคนจินตนาการเพ้อฝัน ชอบคิด ซึ่งไม่รู้เป็นไปได้หรือเปล่า แต่ก็คิดไปก่อน หลายอย่างมันมาเกินครึ่งทางแล้ว

“มีแต่คนพูดว่าถ้าจะโตในอาชีพเลี้ยงโคนมนะ ไปทำฟาร์มที่สระบุรีดีกว่า แต่ทุกคนไม่ได้คิดถึง Market Opportunity เลยว่าตลาดมันอยู่ภาคใต้ ลูกค้าที่เป็นโรงแรมใหญ่ๆ โรงแรมห้าดาวที่ต้องการชีส ต้องการเนย ที่มีคุณภาพ เราคือผู้ผลิตที่ต้นทุนต่ำที่สุดเพราะอยู่ตรงประตูภาคใต้ แล้วผมจะย้ายไปทำไม

 “ฟาร์มเราจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหากไม่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่งั้นจะเหม็นขี้วัว เหม็นน้ำเสีย ทั้งๆ ที่บ้านเรามีองค์ความรู้เรื่องการจัดการ Waste เยอะ แต่ในภาคการเกษตรไม่ค่อยมีใครเอามาใช้เท่าไหร่ ทุกคนก็ปล่อยน้ำเสียของตัวเอง แต่สำหรับเราไม่ใช่” เขาพูดจบพร้อมเดินไปยังห้องแปรรูปนม 

ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว

ชายเจ้าของฟาร์มยื่นนมพาสเจอร์ไรซ์ที่เพิ่งทำเสร็จให้ลองดื่ม น้ำนมหอมละมุนและมีเนื้อสัมผัสเข้มข้นมาก คำเดียวที่เหมาะสมคือ อร่อยจนตาลุกวาว 

ปัจจุบันเขาเปิดร้านขายอยู่ในเมืองชุมพร มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 5 อย่าง ได้แก่ น้ำนมดิบ นมพาสเจอไรซ์ โยเกิร์ต ชีส และเจลาโตไอศครีม คุณไม่ต้องรักการดื่มนม ก็หลงรักน้ำนมของที่นี่ได้ไม่ยาก

ไม่ใช่แค่อร่อย แต่กินแล้วมีความสุข 

“ผมไม่โทษตัวเอง ไม่โทษแม่ ไม่โทษโชคชะตว่าไม่จบ ป.ตรี แล้วตัวเองไม่มีที่ยืนในสังคม เราต้องไม่เสียใจกับเรื่องที่เราทำมันพลาด หรือเรื่องที่เรากำหนดมันไม่ได้ เราควรดีใจกับสิ่งที่มันเป็นอยู่ แล้วก็หาคุณค่าของมัน มันเลยกลายมาเป็น Small, but beautiful ถึงจะเล็กๆ แต่สวยงาม เราก็แฮปปี้ละ”

ปฏิวัติ อินทร์แปลง หรือ เบสท์ ฟาร์มอินทร์แปลง ฟาร์มโคนม Zero-waste หนึ่งเดียวในไทยที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ด้วยพลังงานขี้วัว

แม้ฟาร์มอินทร์แปลงจะเป็นเพียงฟาร์มโคนมเล็กๆ แต่ก็สามารถผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 7 Affordable and Clean Energy ได้ จากอดีตถึงปัจจุบัน มนุษย์ถลุงใช้ทรัพยากรธรรมชาติมานานหลายร้อยปี เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันทำให้เราสามารถเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานสะอาด มาหมุนเวียนใช้แทนได้ 

เบสท์คือตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเรียนรู้ พัฒนา เทคโนโลยีเหล่านั้นและนำมาปรับใช้กับงานที่ตัวเองรัก เพราะเขาเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมได้ เช่นเดียวกับพวกเราทุกคน

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

หลายปีมานี้ เราได้ยินข่าวคราวการรับบริจาคสิ่งของจากมูลนิธิกระจกเงาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดนักเรียน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ได้ยินว่าเขารับได้ทุกอย่าง 

คนยุคปัจจุบันที่หันมาสนใจเรื่องการจัดบ้าน เคลียร์สิ่งของไม่ได้ใช้ในชีวิต จึงจดชื่อ ‘โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง’ ไว้ในลิสต์ เพื่อจัดส่งสิ่งของล้นความจำเป็นไปให้

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปตะลุยโกดังสารพัดข้าวของบริจาคของมูลนิธิกระจกเงา และพูดคุยกับ สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการ ถึงการผลักดัน เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ภายใน พ.ศ. 2573 ลดการสร้างขยะในปริมาณมากโดยวิธีการป้องกัน ลดการใช้ รีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบรรลุการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

เราเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อโครงการนี้มานานหลายสิบปีแล้ว เผลอๆ อาจเป็นหนึ่งในผู้บริจาคด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือความเจ๋งของโครงการนี้ ซึ่งสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้น มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดถึง 3 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

เท่ากับว่าของที่เราส่งไปบริจาคให้กับพวกเขา ทำประโยชน์ได้อีกหลายต่อ สิ่งของที่คนมองว่าเหลือใช้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนมากมาย ทั้งยังแฝงด้วยกำลังใจและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ขนาดที่เจ้าของไม่ได้คาดคิด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ต่อที่สาม สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือมีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้งอาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด ผู้บริจาคบางท่านอาจคิดว่า เมื่อบริจาคให้ไป ก็คือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่จริงๆ สิ่งของที่ว่าต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย

แต่ละวันจะมีขยะในรูปแบบของเหลือใช้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ พ่วงมากับของบริจาคจำนวน 20 ถุงดำต่อวัน เพื่อสุดท้ายสิ่งของเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดในอีกหลายทาง มูลนิธิกระจกเงาจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้หรือผ้าที่นำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel)

ขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา นำไปใช้ต่อได้ยากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ ก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาสามารถจัดการได้ดีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกจากประโยชน์ 3 ต่อ โครงการนี้ ยังมีกำลังใจ ความหวัง และการขับเคลื่อนสังคมในแง่มุมอื่นติดไปกับของบริจาคอีกด้วย อย่างหลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟมันก็เป็นแค่ของชิ้นหนึ่ง แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนชนบทที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กๆ นั่งเรียนได้ การศึกษาเพื่ออนาคตของชาติก็ถูกพัฒนาไปพร้อมกัน ความหวังก็เกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมได้ ถ้าคุณมีสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก อย่าปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านั้นไร้ค่า ส่งไปให้โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะสามารถไปสู่มือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธาและกำลังใจยิ่งใหญ่ที่ไปไกลเกินกว่านั้น

01

เริ่มต้นจากชุดนักเรียนมือสอง

ช่วงสายของวันธรรมดา เราเดินมาเข้ามาในพื้นที่ 3 ไร่ของ Mirror Art ในซอยแจ้งวัฒนะ 1แยก 6 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการแบ่งปันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิกระจกเงา

เท่าที่สังเกตจากทางเข้า เราเห็นรถขนส่งสิ่งของเข้ามาไม่ขาดสาย รวมถึงผู้คนหลายสิบเดินมุ่งตรงเข้าไปในโกดังเปิดโล่งขนาดใหญ่ ด้านในนั้นมีคนเดินขวักไขว่ถือตะกร้าเดินเข้าไปในส่วนที่กั้นด้วยตาข่ายเหล็กที่แบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่คัดแยกสิ่งของบริจาค และส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมของเรา” สฤษดิ์อธิบายภาพตรงหน้าที่เรากำลังสนใจ ก่อนย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการที่หลายปีมานี้ คนในสังคมให้ความสนใจกันมากขึ้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เริ่มจาก 15 ปีที่แล้ว กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงาเริ่มทำงานด้านปัญหาสัญชาติพี่น้องชนเผ่า และปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จึงได้พบปัญหาเพิ่มเติมในด้านการขาดแคลนชุดนักเรียนของเด็กๆ ชนเผ่า พวกเขาจึงเปิดรับบริจาคชุดนักเรียนมือสองผ่านระบบ Mailing List ในสมัยนั้น และได้การตอบรับอย่างดี มีผู้บริจาคชุดนักเรียนเข้ามาจำนวนมาก

แต่นอกเหนือจากชุดนักเรียนแล้ว ผู้บริจาคได้ส่งเสื้อผ้าทั่วไป และสิ่งของอื่นๆ ติดมาด้วย ทางกลุ่มจึงคิดแบบแผนการจัดการให้เกิดประโยชน์ ด้วยการนำไปขายในหมู่บ้านในพื้นที่เหล่านั้นในราคาชิ้นละ 1 บาท เพื่อนำเงินรายได้มอบให้กับผู้นำชุมชนหรือกรรมการหมู่บ้านไปใช้พัฒนาชุมชนของตนเอง

“ถามว่าทำไมเราต้องคิดราคาหนึ่งบาท เพราะต้องการให้คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ โดยรายได้ที่ได้ก็มอบกลับไปให้เขาเพื่อใช้พัฒนาชุมชนของตัวเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีการพัฒนาเส้นทางหรือสร้างแนวกันไฟ แต่ไม่นานนักโครงการนี้ต้องปิดตัวลง เพราะเรายังไม่มีการบริหารจัดการและวิธีรับมือกับสิ่งของบริจาคที่มีความหลากหลายมากเสียจนทำให้ระบบที่มีอยู่พัง จึงต้องหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน”

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

หลังจากจัดตั้งมูลนิธิกระจกเงาและตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการทำงานในพื้นที่เชียงราย มูลนิธิฯ เริ่มเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์และหนังสือ เพื่อมอบให้กับชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้บริจาคจำนวนหนึ่งมอบเสื้อผ้าทั่วไปติดมาเช่นเคย จึงกลายเป็นที่มาของโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง

“มีเสื้อผ้าเข้ามาจำนวนหนึ่งจนเราต้องมานั่งขบคิดกันว่ารอบนี้ต้องออกแบบกิจกรรมจริงจัง จึงตั้งเป็นโครงการเพื่อเปิดรับเสื้อผ้าและสิ่งของทั่วไป”

ในปีที่ 2 ของโครงการ มีผู้บริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงเริ่มมีผู้บริจาคที่เป็นภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สิ่งของเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาล จึงเกิดการวางเป้าหมายบริหารสิ่งของบริจาคให้ได้ประโยชน์ที่สุด

02

รับได้ทุกอย่าง

 “ตอนนี้เรารับทุกสิ่งทุกอย่าง ของที่อยู่ในบ้าน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เรารับหมด” สฤษดิ์ยิ้มเมื่อเราถามว่าหลังจากระบบลงตัว ทางโครงการรับบริจาคอะไรบ้าง

เขาเล่าต่อว่า แต่ละปีมูลนิธิฯ จะจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ในชื่อเก๋เรียกความสนใจอย่าง ‘ของเก่าเราขอ’ ‘มหกรรมเคลียร์’ และ ‘แฟชั่นสัญจร’ เพื่อระดมสิ่งของบริจาคจากผู้สนใจ

ส่วนการเดินทางของสิ่งของบริจาคเข้ามา 3 ทาง คือ หนึ่ง ผู้บริจาคเดินทางมาด้วยตัวเอง สอง ผู้บริจาคขอให้นำรถออกไปรับ และสาม ผู้บริจาคส่งสิ่งของผ่านพาร์ตเนอร์ด้านระบบโลจิสติกส์ เช่น ไปรษณีย์ไทย Kerry NIM Express ที่มีการร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาค เช่นถ้าส่งมาที่มูลนิธิกระจกเงา มีส่วนลดค่าส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือบริการส่งฟรี 3 เดือน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เมื่อสิ่งของบริจาคมาถึงศูนย์รับบริจาค จะมีเจ้าหน้าที่แบ่งแยกสิ่งของออกเป็นแต่ละประเภทยิบย่อย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ชุดนักเรียน ของกิฟต์ช็อป ของใช้ทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุก่อสร้าง หลังจากนั้นสิ่งของที่คัดแยกแล้วจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่นำไปบริจาคและกลุ่มที่นำไประดมทุน ดังนั้นสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานี้มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์ 2 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“ของที่เรานำไปส่งต่อโดยตรงเราจะจัดไว้เลยคือ ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง สื่อการเรียนการสอนทุกชนิด อาจมีเสื้อผ้าทั่วไปบ้าง ซึ่งเราจะจัดให้โรงเรียน ศูนย์ในชุมชน วัด หรือแม้กระทั่งองค์กรพัฒนาชุมชนในพื้นที่ แม้แต่หน่วยงานกู้ภัย ซึ่งน้ำท่วมขอนแก่นครั้งนี้ เราก็เอาของลงไปช่วยได้ทันที” สฤษดิ์อธิบายถึงเส้นทางของการจัดการสิ่งของบริจาค ที่ต้องคัดสรรให้ตรงกับความต้องการของผู้รับ

“ผู้รับมีสิทธิ์เลือกหนังสือหรือเสื้อผ้า สำหรับชุดนักเรียน เรากำลังพัฒนาถึงการแบ่งตามไซส์หรือโรงเรียนต้องการไซส์แบบนี้ ถ้ามีเราก็ส่งให้ เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยตรง ไม่ต้องเอาของไปกอง เพราะของที่กองนั้นอาจสร้างประโยชน์หรือเป็นโอกาสของคนอื่นได้

“ระยะหลังเราส่งเฟอร์นิเจอร์ไปตามโรงเรียนเยอะมาก จนบางทีแปลกใจว่าไม่มีการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ให้โรงเรียนหรือ การส่งของชิ้นใหญ่นับเป็นเรื่องหนักเอาการเหมือนกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการใช้กำลังคนเยอะ แต่เรายินดีที่จะทำให้ เพราะเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ช่วยจัดห้องเรียน หรือแม้แต่ห้องสมุดพร้อมใช้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนและประสบภัยพิบัติได้เยอะทีเดียว”

ต่อมาเมื่อเอ่ยถึงประเด็นการขายระดมทุน หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องนำสิ่งของบริจาคมาขาย สฤษดิ์เข้าใจความรู้สึกและความกังวลของผู้บริจาคหลายคนเช่นกัน และเขาให้เหตุผลว่า

 “สิ่งของบริจาคบางรายการไม่เหมาะกับการบริจาค และเป็นสิ่งของที่คุณภาพค่อนข้างดี เช่นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าบางอย่าง เราจึงนำมาเปิดระดมทุนในราคาถูก เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนเพื่อนในแต่ละโครงการของมูลนิธิฯ ที่ทำงานร่วมกัน เพราะการเขียนขอทุนมีปัจจัยต่างหลายอย่างที่อาจทำให้งานล่าช้า เราต้องการความเร็วและความเป็นเอกภาพในการทำงาน”

03

เส้นทางการระดมทุน

การระดมทุนในที่นี้ไม่ใช่การนำไปขายทอดตลาดเพื่อหวังกำไรสูงสุดอย่างธุรกิจทั่วไป หากเป็นการจัดการในลักษณะของธุรกิจเพื่อสังคม โดยขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าเป็นหลักในราคาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาจริง เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมาเลือกซื้อเป็นสินค้ามือสอง และนำไปขายสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป

“เราเปิดกว้างให้คนมาซื้อโดยไม่มีการผูกขาด หรือสร้างเงื่อนไขให้คนมีกำลังซื้อเยอะมารับของไปทั้งหมด เพราะเราต้องการกระจายให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรได้ ระยะแรกเหมือนจะมีการแย่งชิงกัน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นระบบโควตา แต่ละวันคุณต้องมาลงทะเบียนซื้อเพื่อของได้หกตะกร้า คัดเลือกตามที่พอใจแล้วนำมาคิดเงิน ที่เหลือคนอื่นก็จะได้เลือกไป”

สฤษดิ์พาเราเดินดูห้องต่างๆ ในโกดังเก็บสิ่งของบริจาคที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากห้องแยกประเภทสิ่งของบริจาค ไปสู่ห้องคัดแยกเสื้อผ้าซึ่งเป็นของบริจาคหลักของที่นี่

ในห้องเล็กๆ ที่กั้นด้วยผืนพลาสติกใสหน้าประตูคล้ายโรงงาน มีอาสาสมัคร 5 – 6 คนคัดแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ลังพลาสติกอย่างขยันขันแข็ง ต่อมาลังเสื้อผ้าเหล่านั้นจะถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แยกชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับนำไปส่งต่อ หรือเสื้อผ้าที่จะนำไปเป็นสินค้าต่อไป 

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.30 – 12.00 น. จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้าในพื้นที่ขาย ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ แบ่งสัดส่วนสินค้าอย่างชัดเจน เสื้อผ้าจะแบ่งตามราคา 10 – 20 – 30 บาท ทุกคนถือตะกร้าเข้าไปรื้อไปเลือกได้ตามใจ

ที่น่าทึ่งสำหรับเราคือ เสื้อผ้าเหล่านี้เปลี่ยนใหม่วันต่อวัน!

หลังเที่ยงวันเสื้อผ้าทั้งหมดจะถูกเก็บใส่กระสอบและขายเหมาในราคา 70 บาท เพราะนับเป็นสินค้าเหลือจากการเลือก ในวันต่อไปเสื้อผ้าล็อตใหม่ที่คัดสรรเรียบร้อยและเก็บไว้เป็นสต็อกแล้ว จะนำมาลงขายให้ผู้ซื้อมาเลือกกันได้ใหม่

“เป็นเสน่ห์ทางธุรกิจที่เรานำมาปรับใช้ ให้คนซื้อรู้สึกว่าได้ของใหม่ตลอดเวลา” สฤษดิ์ว่าอย่างนั้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกเหนือจากกองเสื้อผ้าราคาย่อมเยาแล้วอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นส่วนของร้านแบ่งปัน ที่คัดเสื้อผ้าคุณภาพระดับมีแบรนด์มาแขวนขายในราคาตัวละ 100 บาท รวมถึงสินค้าคุณภาพดีชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า กระเป๋าเดินทาง สินค้าสำหรับเด็ก

เราถามถึงประเด็นที่อาจมีคนกังวลว่า สินค้าเหล่านี้อาจไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ลำบากจริงๆ หากมีผู้ขายเจ้าใหญ่แอบมาซื้อไปด้วย

“จริงๆ เป็นระบบที่อาจพึ่งพากันนิดหน่อยในวงการธุรกิจของมือสอง อาจต้องมี Supplier มาเป็นตัววิ่งบ้าง แล้วก็มีรายเล็กมาวิ่ง ถึงจะเกิดตลาดที่สมบูรณ์ได้” เขาอธิบายให้เข้าใจ

“ถ้าเราไปเจาะว่าให้แต่คนยากจนและลำบาก อาจทำให้ตลาดของเขาหดตัว เพราะพวกเขามีเงื่อนไขนิดหน่อยตรงที่เงินไม่เยอะ เวลาต้องเอาเงินมาซื้อของทำให้เงินจม ดังนั้นก็จะมีรายใหญ่หน่อยมาช่วยอีกที และพึ่งพากันในระบบนิเวศถึงจะไปต่อได้ แต่เราก็โฟกัสและมีการควบคุมอยู่”

04

ธุรกิจเพื่อคนจน

เมื่อดำเนินงานมาได้สักระยะ ทีมงานโครงการได้พบว่าคู่ค้าที่เข้ามาซื้อของเป็นประจำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำอาชีพเป็นแม่ค้าขายของมือสองตามตลาดนัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คนกลุ่มนี้มีปัญหาด้านความเป็นอยู่อื่นๆ ติดมาด้วย เช่นการมีหนี้สินจากการกู้นอกระบบ หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจต่างๆ ดังนั้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้พวกเขาจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง ทีมงานจึงมีการต่อยอดพัฒนา ‘ธุรกิจเพื่อคนจน’ โดยใช้ระบบสมาชิก

“เราจัดเป็นระบบสมาชิก โดยมีการสะสมยอดการซื้อ หรือถ้ามีคนที่ไม่ขายเลยแต่อยากลองดู เราก็เริ่มต้นโดยให้ของฟรีไปก่อน พอเขาตั้งต้นได้ก็กลับมาหา มาเป็นสมาชิกและซื้อของกับเราต่อไป ตอนนี้เรามีสมาชิกประมาณหนึ่งพันคนแล้ว ในแต่ละวันก็มีคนที่มาซื้อของกับเราประมาณสองร้อยคน”

ข้อได้เปรียบที่สมาชิกจะได้มากกว่าขาจรทั่วไปคือ ได้รับเงินปันผลที่จ่ายปีละ 2 ครั้ง พร้อมการดูแลเยียวยาปัญหาชีวิตจากมูลนิธิฯ โดยตรง

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

“สิ่งที่สมาชิกจะได้รับนอกจากการซื้อของได้ในราคาถูกมากเพื่อนำไปสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ คือ หนึ่ง เขาจะได้รับการช่วยเหลือในกรณีที่ยากจนจริงๆ เช่น หากลูกเขาเจ็บป่วย พ่อแม่ไม่สบาย มีผู้ป่วยติดเตียง เราก็มีทรัพยากรบางอย่างที่ดูแลเขาได้ สองคือ ในทุกปีเราจะมีปันผลให้สองครั้ง ในหนึ่งปีคุณซื้อของเป็นยอดรวมเท่าไหร่ คุณมาเบิกคืนได้ห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นเหมือนการออมหรือเป็นโบนัสให้ตัวเอง ซึ่งเงินส่วนนี้อาจนำไปแก้ไขในสภาวะที่ติดขัดได้ 

“สุดท้ายแล้วโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลงออกแบบมาเพื่อแบ่งปันจริงๆ เราไม่ได้คิดเอาเงินปันผลห้าเปอร์เซ็นต์มาเป็นการเก็งกำไรทางการตลาด ขณะเดียวกันเราก็บริหารจัดการให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมได้ เมื่อเราอยู่ได้ก็นำเงินที่มีไปลงทุนช่วยเหลือคนได้จริง” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

05

ขยะที่แฝงตัวมา

สิ่งที่เหนือความคาดคิดของเราคือ มีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้ง อาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด

“ผู้บริจาคบางท่านอาจไม่เข้าใจว่าของที่บริจาคควรดีแค่ไหน หรืออย่างไรนับเป็นขยะ และเขาอาจคิดว่าเมื่อให้มาคือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่ถ้าเห็นขั้นตอนที่เล่ามาคือมีการจัดการอีกเยอะมาก” สฤษดิ์เริ่มอธิบาย

“เมื่อโครงการใหญ่ขึ้น เราจึงต้องคิดเรื่องขยะต่อด้วย เริ่มจากเสื้อผ้า จะมีเสื้อผ้าที่ไม่สามารถใช้ได้จริง ขนาดจะเป็นผ้าขี้ริ้วยังลำบาก ซึ่งแต่ละวันจะมีของเหล่านี้พ่วงมาเสมอ เรารับมาเยอะจนคิดว่าเราเป็นภาระสังคมแล้ว เพราะเราผลิตขยะเยอะมากและจัดการไม่ได้จำนวนยี่สิบถุงดำต่อวัน ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเป็นผู้ถูกกระทำด้วย”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

ทีมงานต้องระดมความคิดเพื่อวางมาตรการจัดการขยะอย่างจริงจังและเร่งด่วน ในที่สุดก็หาทางแก้ปัญหาเปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า และแปลงเป็นรายได้ ไปพร้อมกับการจัดการให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ได้สำเร็จ

“จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรต้องมีอยู่แล้ว เราให้เทศกิจมารับขยะไปได้ แต่ก็ต้องไปเป็นภาระกับทางเทศกิจที่ไปจัดการขยะที่โรงขยะอีก เราจึงคิดจัดการตั้งแต่ที่เราเอง เราได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้ที่เป็นผ้าผสม ซึ่งนำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะพลังงานทางเลือก เป็น RDF (Refuse Derived Fuel)”

“ต่อมาเป็นขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา พวกนี้นำไปใช้ต่อยากมากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ เราก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ส่วนพลาสติกทั้งหมด เราแยกเป็นชนิดและนำไปขายให้กับซาเล้งและโรงงานที่รับซื้อกลายเป็นรายได้เข้ามา ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า และเราจัดการได้ดีถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด”

06

สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันร่วมกัน 

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชื่นชมในเรื่องของการแบ่งปันและการให้ แต่ความท้าทายยิ่งใหญ่ก็คือ วัฒนธรรมของการบริจาคที่สั่งสมมาแต่เดิม

“ส่วนใหญ่เรายังติดวัฒนธรรมที่ว่า ของที่ให้เป็นของทำบุญ ควรจะไปถึงมือผู้รับโดยตรง ดังนั้นในช่วงแรกหลังจากที่เราสื่อสารข้อเท็จจริงว่า มีการนำของบริจาคไปขายระดมทุน จึงมีคำถามมากมายจากผู้บริจาค เพราะบางทีเขาไม่ได้รับข้อความจากเราโดยตรง ซึ่งเราต้องใช้ความพยายามสื่อสารสักสองปีกว่าจะเข้าใจกัน

“ที่ผ่านมาเราพยายามสร้างวัฒนธรรมการบริจาคให้เห็นภาพร่วมกันชัดเจน โดยการเล่าเรื่องการทำงาน เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” สฤษดิ์เล่าถึงการแก้ไขปมปัญหาที่ต้องคลี่คลายให้ชัดเจน

แต่หลังจากปลุกปั้นและดูแลโครงการนี้มาเป็นเวลา 9 ปี เขาก็ได้เห็นการเติบโตของโครงการและกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันมากขึ้น และมีโอกาสที่จะก้าวสู่การแบ่งปันกันในสังคมอย่างยั่งยืนได้

“เมื่อคนเปิดรับเทรนด์ด้าน CSR มากขึ้น เขาก็อยากช่วยเหลือสังคมมากขึ้น คนเริ่มฉุกคิดถึงว่าอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้เราเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าการจะมอบเสื้อผ้าให้คนที่ต้องการเป็นเรื่องยากมาก แต่วันนี้มันง่ายขึ้นเพราะมีเรามีวิธีการจัดการให้คุณได้

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“วันนี้สิ่งของที่อยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งสามารถตกไปถึงมือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้จริง ทรัพยากรเหล่านี้ไหลไปถึงพวกเขา หากคุณมีทรัพยากรที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก คุณแค่ส่งมาให้เรา เราจัดการต่อให้คุณได้

“ที่ผ่านมาเราดึงพาร์ตเนอร์ด้านต่างๆ มาร่วมงานกับเรา สร้างคุณค่าและนวัตกรรมร่วมกัน สร้างบรรยากาศแห่งการแบ่งปัน ใครมีจุดแข็งด้านไหนก็มาร่วมกัน บางบริษัทมีอุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะ เก้าอี้ เขาก็นำมาให้ เราส่งต่อให้โรงเรียนได้ หรือแม้แต่สถาบันการศึกษาส่งนักศึกษามาฝึกงาน ส่งอาสาสมัครมาร่วมทำงานกับเราได้ มันมีช่องทางให้ทำภารกิจนี้ร่วมกันได้เยอะมาก”

สำหรับรายได้จากการขายระดมทุนในแต่ละปีนับว่าเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการโครงการ และช่วยเหลือเพื่อนในโครงการให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นและสำเร็จได้

“แต่เรามีเงินไม่เยอะนะครับ บางทีมีการตีความว่ากระจกเงาได้เงินเยอะเป็นร้อยล้าน ไม่จริงครับ” สฤษดิ์ยืนยัน

“เรามีเงินไม่เยอะ และเราไม่เก็บเงิน เพราะเราลงหมดกับงานและโครงการ ซึ่งแต่ละงานก็เป็นการแก้ไขปัญหาระดับชาติ แต่ทั้งนี้เราได้คำนึงถึงความคุ้มทุน และบริหารให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยพยายามผลักดันให้งานไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หลายโครงการก็ประสบความสำเร็จแล้ว”

ในอนาคตเขาอยากให้โครงการนี้พัฒนาไปถึงการจัดเป็น Warehouse ที่ดูแลทรัพยากรสำหรับผู้ขาดแคลนรวมไปถึงให้องค์กรพัฒนาสังคมต่างๆ มาเลือกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมวาดความสำเร็จของโครงการไว้ในมุมของการบริหารทรัพยากร โดยนำไปวางให้ถูกจุดถูกที่ ส่งต่อให้คนที่ขาดแคลนจริงๆ ได้ใช้ทั้งหมด นั่นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว”

07

สิ่งของน้อยนิด กำลังใจมหาศาล

จากประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคมที่ยาวนานกว่า 15 ปี สฤษดิ์รับรู้ปัญหามากมายที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย ความขาดแคลนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่ภาพที่หน่วยงาน NGO สร้างขึ้นมา

จะเชื่อไหมว่า โรงเรียนในจังหวัดปทุมธานีที่นับเป็นปริมณฑลของเมืองหลวง ยังมีความขาดแคลนชนิดเดียวกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ

“ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะเจอสภาพโรงเรียนอย่างนี้ ป้ายโรงเรียนก็ล้มพิงกำแพงมานานแล้วแต่ไม่มีงบซ่อมแซม”สฤษดิ์เล่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

“ในโรงเรียนมี ผอ. ผู้หญิงและครูผู้หญิงทั้งหมดเพียงไม่กี่คน เรานำสิ่งของที่เขาขาดไปมอบให้ พาอาสาสมัครร้อยกว่าคนไปเซ็ตอัพโรงเรียนให้ใหม่ ให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือจิตใจ คุณครูที่รู้สึกหมดกำลังใจก็มีพลัง มีแรงใจขึ้นมาทำงานที่เขาต่อสู้มาตลอดได้”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธา กำลังใจอย่างยิ่งใหญ่ และการหมุนเวียนทรัพยากร อันเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด

“นอกจากการแบ่งปันสิ่งของแล้ว มันมีกำลังใจและความหวังติดไปกับของด้วย หลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟก็จบ แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กนั่งเรียนได้ ความหวังก็เกิดขึ้น คุณครูก็รู้สึกดี ตรงนี้ผมว่ามันยอดเยี่ยมมาก”

“เพราะการให้ของคุณมันไปได้ไกลกว่าที่คิด มันไปถึงแก่น ไปสู่จิตใจของผู้รับ ไม่ได้อยู่แค่ปัจจัยทางกายที่เขาได้รับ การให้ของเราเป็นการให้โดยที่เขาไม่ต้องมากราบไหว้ เราให้ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์พึงจะได้รับ เรามอบความปรารถนาดีและศรัทธาให้เขา เขาก็ให้ความรู้สึกดีตอบกลับมา พอภาพของคนสองฝั่งมาเจอกัน ผมว่าอย่างนี้ทุกอย่างจบ”

สำหรับสฤษดิ์ ในฐานะคนทำงานด้านสังคมมานาน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่งในการสร้างบรรยากาศการแบ่งปัน ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมของเราให้เกิดขึ้น

“ผมภูมิใจที่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่เอาไปต่อเป็นภาพใหญ่ และพยายามสร้างแนวคิดร่วมกับภาพนั้นให้เป็นฝันที่เกิดขึ้นจริงได้ นั่นคือ ภาพของสังคมที่มีการช่วยเหลือและแบ่งปันกันอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สุดของโครงการและตัวผมเอง”

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load