The Cloud x GC Circular Living

ลิลลี่กอล เซดาแกต (Lillygol Sedaghat) คือนักสำรวจของ National Geographic ผู้สนใจและทุ่มเททำงานเรื่องพลาสติก ระบบจัดการขยะ และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน 

Lillygol Sedaghat

ปี 2018 ลิลลี่ใช้ชีวิตอยู่ที่ไต้หวันเป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็ม ทำความเข้าใจห่วงโซ่อุปทานของ ‘พลาสติก’ จากแหล่งผลิตไปจนถึงปลายทางที่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด ด้วยระบบจัดการขยะหลังใช้งานและนวัตกรรมในการรีไซเคิลพลาสติก ทำให้พวกมันยังสามารถถูกใช้งานในระบบได้ต่อไปเรื่อยๆ ส่งผลให้ไต้หวันเป็นที่ที่เข้าใกล้การบรรลุแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สุดในทวีปเอเชีย

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste
นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

ปี 2019 ลิลลี่เพิ่งกลับจากประเทศบังกลาเทศ เธอและทีมนักวิทยาศาสตร์หญิงล้วนจากประเทศบังกลาเทศ อินเดีย แคนาดา สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ล่องเรือทวนแม่น้ำคงคา จากอ่าวเบงกอลทางตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดียขึ้นไปสู่เทือกเขาหิมาลัย เพื่อสำรวจและวิจัยเส้นทางของขยะพลาสติกจากพื้นดินลงสู่ท้องทะเล

ล่าสุดเราพบลิลลี่ที่งาน Circular Living Symposium 2019 : Upcycling Our Planet ซึ่งจัดขึ้นโดย Global Chemical (GC) และได้พูดคุยถึงการเดินทางที่น่าตื่นเต้นท้าทายของเธอ

“เมื่อปีที่แล้วฉันออกไปสำรวจระบบจัดการขยะและโรงงานรีไซเคิลขยะเจ๋งๆ ของไต้หวัน คุยกับกลุ่มแม่บ้านที่เริ่มโครงการรีไซเคิลขยะในชุมชน และตามรถขนขยะเพื่อดูว่าพวกมันกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน

“ปีต่อมาฉันล่องเรือฝ่าพายุในแม่น้ำของบังกลาเทศ ทำกิจกรรม Focus Group กับชาวบ้านในชุมชน เก็บตัวอย่างตะกอนและชิ้นส่วนขยะในแม่น้ำนับหมื่นชิ้น และเรียนรู้วิธีขอถ่ายภาพชาวบังกลาเทศพื้นเมืองอย่างสุภาพ 

“ฉันไปเพื่อสำรวจเรื่องขยะก็จริง แต่ทุกการเดินทางมีมิตรภาพและเรื่องราวมากมาย ที่มีความหมาย สร้างแพสชันและแรงผลักดันมหาศาลให้กับฉัน” ลิลลี่พูดพร้อมร้อยยิ้มกว้าง

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste
นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

เธอบอกว่าการเดินทางของเธอเพิ่งเริ่มต้น และดูเหมือนจะยืดยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด การเดินทางของหญิงสาวตัวเล็กที่มีเป้าหมายยิ่งใหญ่ ที่เธอบอกว่าทำคนเดียวไม่มีทางสำเร็จ 

“ฉันอยากเห็นโลกใบนี้ดีขึ้นในทุกวัน และพวกเราทุกคนต้องช่วยกันทำให้มันเกิดขึ้น”

01

เทพีเสรีภาพและชานมไข่มุก

ลิลลี่เริ่มเล่าอย่างกระตือรือร้นว่า “ฉันโตมาในเมืองซานดิเอโก ที่ทุกคนคลั่งไคล้ชานมไข่มุกจากไต้หวันกันสุดๆ ตอนได้ชิมครั้งแรกนี่ลืมชาสตาร์บัคส์ไปเลย (หัวเราะ) ฉันดื่มชาไข่มุกแทบทุกวัน ตั้งแต่เรียนมัธยมปลายจนเข้ามหาวิทยาลัย จนกระทั่งวันหนึ่งหลังเรียนจบ ฉันไปสั่งชานมไข่มุกที่ร้านตามปกติ

“อยู่ดีๆ ก็มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวว่า แก้ว ฝา และหลอดพลาสติก สีสดใสที่ฉันใช้ดื่มชาแก้วโปรดมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมามันเดินทางไปไหนต่อ หลังจากที่ฉันใช้เวลาแสนสุขไม่กี่นาทีละเลียดชาแก้วนั้นเสร็จ พลาสติกพวกนั้นจะตกค้างรอการย่อยสลายอยู่บนโลกใบนี้ไปอีกหลายร้อยปี นานแสนนานหลังฉันตายไปแล้วเสียอีก

Lillygol Sedaghat

“ตอนนั้นเองที่ฉันเพิ่งตระหนักว่าการกระทำเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของฉันก็เป็นส่วนหนึ่งในการทำร้ายสิ่งแวดล้อมอย่างที่เห็นในข่าว ทั้งสัตว์ทะเลตายเพราะกินถุงพลาสติก ไปจนถึงมลพิษที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ”

ลิลลี่จึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ Fulbright Researcher และ National Geographic Digital Storytelling Fellow เพราะอยากศึกษา Supply Chain ของชานมไข่มุกที่โด่งดังไปทั่วโลกและน่าจะมียอดขายวันละเป็นหมื่นๆ แก้ว 

“ฉันอยากทำความเข้าใจ ทำอะไรสักอย่างและสร้างการเปลี่ยนแปลง ฉันจึงตัดสินใจสมัครไปทำงานวิจัยที่ไต้หวัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิตฉันไปตลอดกาล”

Lillygol Sedaghat

02

เกาะกลางทะเลชื่อไต้หวัน

“ภารกิจที่ฉันต้องทำคือสำรวจและนำเรื่องราวที่ค้นพบมาเล่าบนโลกออนไลน์ เพราะส่งต่อข้อมูลออกไปยังโลกกว้าง ช่วงเดือนแรก ฉันเริ่มภารกิจด้วยการเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐบาล หน่วยงานและองค์กรท้องถิ่นของไต้หวันที่ทำงานด้านขยะและเทคโนโลยีสีเขียว

“ฉันบังเอิญได้เรียนภาษาจีนประโยคแรกว่า ‘ช่วยใส่ชานมของฉันในกระติกน้ำนี้ที ฉันไม่ต้องการส่วนลด ฉันแค่อยากปกป้องสิ่งแวดล้อม’ จากคนแปลกหน้าที่พกกล่องใส่อาหารและช้อนส้อมมาเองจากบ้านที่ฉันพบในร้านอาหาร (ยิ้ม)”

ลิลลี่บอกว่า เธอตระหนักได้ทันทีที่มาถึงไต้หวันว่า ถ้าอยากเรียนรู้เรื่องระบบจัดการขยะที่ทรงประสิทธิภาพของที่นี่ อย่างน้อยเธอควรฟังภาษาจีนออก เธอจึงลงเรียนภาษาออนไลน์ 4 เดือนกับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และไปเข้าคลาสเรียนภาษาแบบตัวต่อตัวที่สถาบันกวดวิชาในกรุงไทเปด้วย 

“มันยากมากในช่วงแรก เพราะฉันไม่คุ้นเคยกับรูปแบบประโยคและการออกเสียง แต่ในที่สุด 5 เดือนต่อมาฉันก็เริ่มจับใจความและอ่านประโยคต่างๆ ในชีวิตประจำวันออก สารภาพเลยว่าช่วงแรกฉันตื่นเต้นมากเวลาต้องพูดกับคนไต้หวันเป็นภาษาจีน โดยเฉพาะเวลาคุยกับคนขับแท็กซี่หรือพนักงานร้านชานมไข่มุก (หัวเราะ)

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste
นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

“ตลอดเวลาร่วมปีที่ไต้หวัน ฉันเป็นทั้งนักสัมภาษณ์ นักวิจัย อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม แต่รู้ไหมว่าเหนือสิ่งอื่นใด บทบาทที่สำคัญที่สุดของฉัน คือการเป็นผู้ฟังที่ดี 

“ฉันคุยกับคนไปเยอะมาก ตั้งแต่เจ้าของร้านกาแฟ นักรีไซเคิล นักคัดแยกขยะ ผู้ประกอบการ ศิลปิน นักเต้น นักรณรงค์ พนักงานออฟฟิศ ไปจนถึงนักเรียน บุคคลเหล่านี้พร้อมจะแชร์เรื่องราวและไอเดียที่เต็มไปด้วยแพสชันให้ฉันฟัง อยู่ที่ฉันเอง เปิดหูและเปิดใจจะฟังพวกเขาแค่ไหน

“ส่วนที่ยากที่สุดของภารกิจ คือการกำหนดว่าความจริงคืออะไร ก่อนหน้านี้ที่ไต้หวัน เรื่องขยะรวมถึงการรีไซเคิลเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ถูกถกเถียงกัน จากการขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐ และโครงสร้างสาธารณูปโภคด้านขยะที่เคยล้มเหลว” 

ลิลลี่อธิบายต่อว่า ทุกวันนี้ความล้มเหลวเหล่านั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นที่ยังสั่นคลอนอยู่บ้าง จากทั้งภาคเอกชนและประชาชน “ฉันมีโอกาสได้ไปดูเตาเผาขยะเทศบาลและโรงงานรีไซเคิลในวัดไต้หวัน เยี่ยมชมโรงงานผลิตแก้ว PLA และ PET รวมถึงบรรจุภัณฑ์สำหรับซูชิและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโมเด็ม

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste
นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

“ฉันผูกมิตรกับกลุ่มแม่บ้านและสตรีสูงอายุ ผู้อาศัยในตรอกเล็กๆ และเริ่มโครงการรีไซเคิลขยะด้วยตัวเองเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว เพราะเขารู้ว่าขยะที่ถูกจัดการอย่างถูกต้องนั้นมีมูลค่ามหาศาล” เธอเล่าพร้อมเปิดภาพส่วนหนึ่งของการเดินทางในไต้หวันให้ดู

03

ทุกความคิดเห็นเดินทางไปสู่การร่วมมือ

“ฉันได้รับฟังความคิดเห็นจากคนหลากหลายฝั่งและแนวคิดในสังคม ซึ่งเห็นตรงกันบ้าง ขัดแย้งกันบ้าง และฉันเชื่อว่ายังมีความคิดเห็นและผู้คนอีกมากมายในสังคมที่ยังไม่ถูกรับฟังหรือมองเห็น”

ลิลลี่อธิบายว่า หน่วยงานภาครัฐของไต้หวันทำงานอย่างหนัก พวกเขาแทร็กกิ้งหมายเลขรีไซเคิลที่ถูกประทับบนขยะแต่ละชิ้น ต่อรองและร่างสัญญารัดกุมในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับผู้ประกอบการที่ต้องการประกอบธุรกิจคัดแยกและรีไซเคิลขยะ พวกเขายังช่วยระดมทุนโครงการต่างๆ ทั่วประเทศ และจัดโครงการจิตอาสาที่อาสาสมัครสามารถนำขยะรีไซเคิลมาเปลี่ยนเป็นสบู่ เกลือ ถุงดำใส่ขยะ หรือผ้าอ้อมเด็กได้

“นักการเมืองอย่าง Lee Ying-Yuan อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของไต้หวัน หวังว่าภาครัฐจะสามารถโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้มั่นใจว่าเกาะไต้หวันจะขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างยั่งยืน” 

ลิลลี่เล่าต่อว่า มีคนจำนวนไม่น้อย ทั้งคนขับแท็กซี่ นักศึกษามหาวิทยาลัย ไปจนถึงนักปีนผาที่เธอพบบนยอดเขา ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบจัดการขยะต่างๆ พวกเขาชี้ไปที่ปัญหามลพิษที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสงสัยว่าถ้าพวกเขาแค่ต้องการมีชีวิตที่สะดวกสบาย จะต้องจ่ายแพงแค่ไหนเพื่อชดใช้ให้สิ่งแวดล้อม

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

“คนอีกกลุ่มที่ฉันขนานนามให้ว่าเป็น Everyday Eco-Heroes พวกเขาตระหนักถึงความรุนแรงของมลภาวะขยะพลาสติก และมองว่ามันเป็นปัญหาที่ทุกคนสามารถช่วยแก้ไขได้จากจุดเล็กๆ ที่ตัวเอง โดยไม่ต้องรอหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรใหญ่มาลงมือให้ บางคนเป็นเจ้าของคาเฟ่ พวกเขาก็เปลี่ยนมาใช้แก้วและหลอดที่ย่อยสลายได้

“ไม่ต้องใหญ่โต ทุกคนเริ่มได้เลยจากชีวิตประจำวัน ถ้าคุณมีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม มากพอที่จะยอมลำบากเพิ่มอีกนิดหน่อย คุณก็สามารถเป็น Everyday Eco-Heroes ได้” ลิลลี่กล่าวยิ้มๆ

04

ทิ้งเท่าไหร่จ่ายเท่านั้น

กรุงไทเปจัดการขยะด้วยนโยบาย Pay-As-You-Throw ที่พลเมืองต้องซื้อถุงขยะสีฟ้าจากภาครัฐ จึงจะสามารถทิ้งขยะลงในถังของพื้นที่บริการได้ 

“ทุกคืนเวลารถขนขยะมาถึงพร้อมเสียงเพลงคลาสสิก ชาวบ้านที่ได้ยินจะออกมายืนรอเพื่อทิ้งขยะแยกตามประเภท ลงไปในรถบรรทุกที่มาพร้อมเครื่องจักรบีบอัดขยะมากฟังก์ชัน เศษอาหารทิ้งลงถังปุ๋ยหมักสีส้ม ขยะที่สามารถรีไซเคิลด้วยมือทิ้งลงช่องเปิดด้านหลังรถ มันน่าทึ่งที่พลเมืองส่วนใหญ่ของที่นี่พร้อมใจกันค่อยๆ เปลี่ยนเกาะของพวกเขาให้กลายเป็นดินแดน Zero Waste ในอนาคต

Lillygol Sedaghat

“ฉันมีโอกาสได้คุยกับ คุณ Chen วัย 60 ปีที่ทำงานเป็นพนักงานแยกขยะอยู่ที่มหาวิทยาลัย National Tainan เขาคือตัวอย่างของคนประเภท Everyday Eco-Heroes ผู้ทำงานทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ 7 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น หน้าที่ของเขาในแต่ละวันคือ การรื้อขยะจากถังออกมาจัดเรียงหมวดหมู่ด้วยมือ

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

ลิลลี่เล่าว่า งานของคุณ Chen มีตั้งแต่ดึงหลอดพลาสติกออกจากกล่องชานมกระดาษ ไปจนถึงแยกขวดโซดาพลาสติกออกจากกระดาษห่อเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลด์ เขารื้อถังขยะเช่นนี้ทั้งวันทั่วมหาวิทยาลัย จนสิ้นวันขยะจำนวนมหาศาลที่ผ่านมือจะถูกแจกแจงเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เรียบร้อย พร้อมนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลต่อ

“บางคนอาจคิดว่านี่คืองานที่สกปรกและต่ำต้อย แต่คุณ Chen ไม่ได้มองแบบนั้นเลย เขาตั้งใจทำงานในแต่ละวันเพราะเขารู้ดีว่าตัวเองคือส่วนไหนในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม นี่จึงเป็นงานที่มีคุณค่าทั้งต่อตัวคุณ Chen สังคม และโลกใบนี้” 

05

หมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน

เศรษฐกิจหมุนเวียน คือแนวคิดในการจัดการของเสียด้วยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ เปลี่ยนขยะให้กลับมาเป็นทรัพยากรอีกครั้ง

การผลิตสินค้าแบบดั้งเดิมจะเป็นไปตามแนวคิดแบบเส้นตรง (Linear Economy) คือนำทรัพยากรมาผลิตสินค้า เมื่อใช้เสร็จก็ปล่อยทิ้งให้ย่อยสลาย บางชิ้นใช้เวลาไม่กี่เดือน ในขณะที่บางชิ้นใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทรัพยากรจำนวนมหาศาลถูกนำมาใช้ผลิตสินค้าเพื่อหล่อเลี้ยงคนหลายพันล้านคนทั่วโลก ทำให้จนถึงปัจจุบัน วิกฤตที่เกิดขึ้นคือนอกจากทรัพยากรของโลกกำลังร่อยหรอแล้ว ยังมีปัญหาขยะที่ไม่มีทางกำจัดได้หมด และขยะที่ไม่มีวันย่อยสลายได้ทันก่อนที่มันจะล้นโลก

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนวัฏจักรของการผลิตให้หมุนเวียนด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด “อธิบายง่ายๆ คือเปลี่ยนจากการไปเอาทรัพยากรธรรมชาติ มาใช้วัตถุดิบที่ Re-material มาจากตัวสินค้าที่ใช้แล้วนั่นเอง” ลิลลี่อธิบายอย่างกระตือรือร้น

อย่างสมาร์ทโฟน ทุกวันนี้แบรนด์มือถือหลายเจ้าเริ่มแคมเปญให้ลูกค้านำมือถือมาเปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่ได้ โดยอาจต้องเพิ่มเงินนิดหน่อย มือถือที่ใช้แล้วพวกนั้นจะถูกนำไปแยกชิ้นส่วน และนำกลับมาใช้ใหม่ในการประกอบมือถือรุ่นต่อๆ ไป หรือนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เช่นการนำจอกระจก LCD ของสมาร์ทโฟนไปรีไซเคิลเป็นก้อนบริคที่กันไฟได้

Lillygol Sedaghat

ลิลลี่เล่าต่อว่า เธอเคยไปสัมภาษณ์คุณ Dasdy Lin แห่ง Plastic Industry Development Center พื้นที่ Think Tank ด้านพลาสติกของไต้หวันที่ภาครัฐให้การสนับสนุน 

“พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย มันแค่ถูกใช้ไปในทางที่ผิด จริงๆ แล้วพลาสติกเป็นวัสดุที่มีประสิทธิภาพมาก สามารถรีไซเคิลเพื่อใช้ซ้ำได้หลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าคุณภาพจะลดลงทุกครั้งที่รีไซเคิลก็ตาม แต่ทุกวันนี้มนุษย์ใช้พลาสติกแบบ Single Used กันนับล้านชิ้นต่อวัน อย่างพวกช้อนส้อมและหลอดพลาสติก

“จะใช้พลาสติกอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและทำร้ายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ผมคิดว่าเราควรแก้ปัญหาที่ต้นทาง ผู้ผลิตและนักออกแบบต้องดีไซน์ผลิตภัณฑ์ที่ง่ายต่อการรีไซเคิล ใช้พลาสติกชนิดเดียวกันทั้งชิ้น กระบวนการรีไซเคิลจะง่ายและไม่ต้องใช้พลังงานสูงอย่างทุกวันนี้”

ใช่แล้ว หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าขวดน้ำพลาสติกที่เราดื่มทุกวันนี้ ประกอบด้วยพลาสติก 3 – 5 ประเภทเลยทีเดียว ทั้ง ขวด ฝา พลาสติกหุ้มฝา พลาสติกหุ้มขวด กว่าจะรีไซเคิลได้ก็ต้องแยกพลาสติกแต่ละประเภทออกจากกันก่อน สิ้นเปลืองทั้งพลังงานและเวลา

“ทุกวันนี้ฉันพกกระเป๋าใบเล็กใส่ถุงผ้า ช้อนส้อม กล่องใส่อาหารแบบใช้ซ้ำ หลอดแก้ว กระติกน้ำ สบู่และแชมพูแบบก้อน ถ้าคุณพกพาและใช้พวกมันจนเคยชิน คุณจะไม่รู้สึกว่ายากเลย กับการเป็นส่วนหนึ่งในการไม่เพิ่มภาระให้โลกแสนสวยของเรา

ถ้าคุณยังไม่เคย ลองเริ่มต้นด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด อย่างปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกแบบ Single Used ดูสิ” ลิลลี่กล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Lillygol Sedaghat

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load