The Cloud x GC Circular Living

ลิลลี่กอล เซดาแกต (Lillygol Sedaghat) คือนักสำรวจของ National Geographic ผู้สนใจและทุ่มเททำงานเรื่องพลาสติก ระบบจัดการขยะ และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน 

Lillygol Sedaghat

ปี 2018 ลิลลี่ใช้ชีวิตอยู่ที่ไต้หวันเป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็ม ทำความเข้าใจห่วงโซ่อุปทานของ ‘พลาสติก’ จากแหล่งผลิตไปจนถึงปลายทางที่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด ด้วยระบบจัดการขยะหลังใช้งานและนวัตกรรมในการรีไซเคิลพลาสติก ทำให้พวกมันยังสามารถถูกใช้งานในระบบได้ต่อไปเรื่อยๆ ส่งผลให้ไต้หวันเป็นที่ที่เข้าใกล้การบรรลุแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สุดในทวีปเอเชีย

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste
นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

ปี 2019 ลิลลี่เพิ่งกลับจากประเทศบังกลาเทศ เธอและทีมนักวิทยาศาสตร์หญิงล้วนจากประเทศบังกลาเทศ อินเดีย แคนาดา สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ล่องเรือทวนแม่น้ำคงคา จากอ่าวเบงกอลทางตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดียขึ้นไปสู่เทือกเขาหิมาลัย เพื่อสำรวจและวิจัยเส้นทางของขยะพลาสติกจากพื้นดินลงสู่ท้องทะเล

ล่าสุดเราพบลิลลี่ที่งาน Circular Living Symposium 2019 : Upcycling Our Planet ซึ่งจัดขึ้นโดย Global Chemical (GC) และได้พูดคุยถึงการเดินทางที่น่าตื่นเต้นท้าทายของเธอ

“เมื่อปีที่แล้วฉันออกไปสำรวจระบบจัดการขยะและโรงงานรีไซเคิลขยะเจ๋งๆ ของไต้หวัน คุยกับกลุ่มแม่บ้านที่เริ่มโครงการรีไซเคิลขยะในชุมชน และตามรถขนขยะเพื่อดูว่าพวกมันกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน

“ปีต่อมาฉันล่องเรือฝ่าพายุในแม่น้ำของบังกลาเทศ ทำกิจกรรม Focus Group กับชาวบ้านในชุมชน เก็บตัวอย่างตะกอนและชิ้นส่วนขยะในแม่น้ำนับหมื่นชิ้น และเรียนรู้วิธีขอถ่ายภาพชาวบังกลาเทศพื้นเมืองอย่างสุภาพ 

“ฉันไปเพื่อสำรวจเรื่องขยะก็จริง แต่ทุกการเดินทางมีมิตรภาพและเรื่องราวมากมาย ที่มีความหมาย สร้างแพสชันและแรงผลักดันมหาศาลให้กับฉัน” ลิลลี่พูดพร้อมร้อยยิ้มกว้าง

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste
นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

เธอบอกว่าการเดินทางของเธอเพิ่งเริ่มต้น และดูเหมือนจะยืดยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด การเดินทางของหญิงสาวตัวเล็กที่มีเป้าหมายยิ่งใหญ่ ที่เธอบอกว่าทำคนเดียวไม่มีทางสำเร็จ 

“ฉันอยากเห็นโลกใบนี้ดีขึ้นในทุกวัน และพวกเราทุกคนต้องช่วยกันทำให้มันเกิดขึ้น”

01

เทพีเสรีภาพและชานมไข่มุก

ลิลลี่เริ่มเล่าอย่างกระตือรือร้นว่า “ฉันโตมาในเมืองซานดิเอโก ที่ทุกคนคลั่งไคล้ชานมไข่มุกจากไต้หวันกันสุดๆ ตอนได้ชิมครั้งแรกนี่ลืมชาสตาร์บัคส์ไปเลย (หัวเราะ) ฉันดื่มชาไข่มุกแทบทุกวัน ตั้งแต่เรียนมัธยมปลายจนเข้ามหาวิทยาลัย จนกระทั่งวันหนึ่งหลังเรียนจบ ฉันไปสั่งชานมไข่มุกที่ร้านตามปกติ

“อยู่ดีๆ ก็มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวว่า แก้ว ฝา และหลอดพลาสติก สีสดใสที่ฉันใช้ดื่มชาแก้วโปรดมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมามันเดินทางไปไหนต่อ หลังจากที่ฉันใช้เวลาแสนสุขไม่กี่นาทีละเลียดชาแก้วนั้นเสร็จ พลาสติกพวกนั้นจะตกค้างรอการย่อยสลายอยู่บนโลกใบนี้ไปอีกหลายร้อยปี นานแสนนานหลังฉันตายไปแล้วเสียอีก

Lillygol Sedaghat

“ตอนนั้นเองที่ฉันเพิ่งตระหนักว่าการกระทำเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของฉันก็เป็นส่วนหนึ่งในการทำร้ายสิ่งแวดล้อมอย่างที่เห็นในข่าว ทั้งสัตว์ทะเลตายเพราะกินถุงพลาสติก ไปจนถึงมลพิษที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ”

ลิลลี่จึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ Fulbright Researcher และ National Geographic Digital Storytelling Fellow เพราะอยากศึกษา Supply Chain ของชานมไข่มุกที่โด่งดังไปทั่วโลกและน่าจะมียอดขายวันละเป็นหมื่นๆ แก้ว 

“ฉันอยากทำความเข้าใจ ทำอะไรสักอย่างและสร้างการเปลี่ยนแปลง ฉันจึงตัดสินใจสมัครไปทำงานวิจัยที่ไต้หวัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิตฉันไปตลอดกาล”

Lillygol Sedaghat

02

เกาะกลางทะเลชื่อไต้หวัน

“ภารกิจที่ฉันต้องทำคือสำรวจและนำเรื่องราวที่ค้นพบมาเล่าบนโลกออนไลน์ เพราะส่งต่อข้อมูลออกไปยังโลกกว้าง ช่วงเดือนแรก ฉันเริ่มภารกิจด้วยการเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐบาล หน่วยงานและองค์กรท้องถิ่นของไต้หวันที่ทำงานด้านขยะและเทคโนโลยีสีเขียว

“ฉันบังเอิญได้เรียนภาษาจีนประโยคแรกว่า ‘ช่วยใส่ชานมของฉันในกระติกน้ำนี้ที ฉันไม่ต้องการส่วนลด ฉันแค่อยากปกป้องสิ่งแวดล้อม’ จากคนแปลกหน้าที่พกกล่องใส่อาหารและช้อนส้อมมาเองจากบ้านที่ฉันพบในร้านอาหาร (ยิ้ม)”

ลิลลี่บอกว่า เธอตระหนักได้ทันทีที่มาถึงไต้หวันว่า ถ้าอยากเรียนรู้เรื่องระบบจัดการขยะที่ทรงประสิทธิภาพของที่นี่ อย่างน้อยเธอควรฟังภาษาจีนออก เธอจึงลงเรียนภาษาออนไลน์ 4 เดือนกับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และไปเข้าคลาสเรียนภาษาแบบตัวต่อตัวที่สถาบันกวดวิชาในกรุงไทเปด้วย 

“มันยากมากในช่วงแรก เพราะฉันไม่คุ้นเคยกับรูปแบบประโยคและการออกเสียง แต่ในที่สุด 5 เดือนต่อมาฉันก็เริ่มจับใจความและอ่านประโยคต่างๆ ในชีวิตประจำวันออก สารภาพเลยว่าช่วงแรกฉันตื่นเต้นมากเวลาต้องพูดกับคนไต้หวันเป็นภาษาจีน โดยเฉพาะเวลาคุยกับคนขับแท็กซี่หรือพนักงานร้านชานมไข่มุก (หัวเราะ)

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste
นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

“ตลอดเวลาร่วมปีที่ไต้หวัน ฉันเป็นทั้งนักสัมภาษณ์ นักวิจัย อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม แต่รู้ไหมว่าเหนือสิ่งอื่นใด บทบาทที่สำคัญที่สุดของฉัน คือการเป็นผู้ฟังที่ดี 

“ฉันคุยกับคนไปเยอะมาก ตั้งแต่เจ้าของร้านกาแฟ นักรีไซเคิล นักคัดแยกขยะ ผู้ประกอบการ ศิลปิน นักเต้น นักรณรงค์ พนักงานออฟฟิศ ไปจนถึงนักเรียน บุคคลเหล่านี้พร้อมจะแชร์เรื่องราวและไอเดียที่เต็มไปด้วยแพสชันให้ฉันฟัง อยู่ที่ฉันเอง เปิดหูและเปิดใจจะฟังพวกเขาแค่ไหน

“ส่วนที่ยากที่สุดของภารกิจ คือการกำหนดว่าความจริงคืออะไร ก่อนหน้านี้ที่ไต้หวัน เรื่องขยะรวมถึงการรีไซเคิลเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ถูกถกเถียงกัน จากการขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐ และโครงสร้างสาธารณูปโภคด้านขยะที่เคยล้มเหลว” 

ลิลลี่อธิบายต่อว่า ทุกวันนี้ความล้มเหลวเหล่านั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นที่ยังสั่นคลอนอยู่บ้าง จากทั้งภาคเอกชนและประชาชน “ฉันมีโอกาสได้ไปดูเตาเผาขยะเทศบาลและโรงงานรีไซเคิลในวัดไต้หวัน เยี่ยมชมโรงงานผลิตแก้ว PLA และ PET รวมถึงบรรจุภัณฑ์สำหรับซูชิและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโมเด็ม

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste
นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

“ฉันผูกมิตรกับกลุ่มแม่บ้านและสตรีสูงอายุ ผู้อาศัยในตรอกเล็กๆ และเริ่มโครงการรีไซเคิลขยะด้วยตัวเองเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว เพราะเขารู้ว่าขยะที่ถูกจัดการอย่างถูกต้องนั้นมีมูลค่ามหาศาล” เธอเล่าพร้อมเปิดภาพส่วนหนึ่งของการเดินทางในไต้หวันให้ดู

03

ทุกความคิดเห็นเดินทางไปสู่การร่วมมือ

“ฉันได้รับฟังความคิดเห็นจากคนหลากหลายฝั่งและแนวคิดในสังคม ซึ่งเห็นตรงกันบ้าง ขัดแย้งกันบ้าง และฉันเชื่อว่ายังมีความคิดเห็นและผู้คนอีกมากมายในสังคมที่ยังไม่ถูกรับฟังหรือมองเห็น”

ลิลลี่อธิบายว่า หน่วยงานภาครัฐของไต้หวันทำงานอย่างหนัก พวกเขาแทร็กกิ้งหมายเลขรีไซเคิลที่ถูกประทับบนขยะแต่ละชิ้น ต่อรองและร่างสัญญารัดกุมในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับผู้ประกอบการที่ต้องการประกอบธุรกิจคัดแยกและรีไซเคิลขยะ พวกเขายังช่วยระดมทุนโครงการต่างๆ ทั่วประเทศ และจัดโครงการจิตอาสาที่อาสาสมัครสามารถนำขยะรีไซเคิลมาเปลี่ยนเป็นสบู่ เกลือ ถุงดำใส่ขยะ หรือผ้าอ้อมเด็กได้

“นักการเมืองอย่าง Lee Ying-Yuan อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของไต้หวัน หวังว่าภาครัฐจะสามารถโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้มั่นใจว่าเกาะไต้หวันจะขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างยั่งยืน” 

ลิลลี่เล่าต่อว่า มีคนจำนวนไม่น้อย ทั้งคนขับแท็กซี่ นักศึกษามหาวิทยาลัย ไปจนถึงนักปีนผาที่เธอพบบนยอดเขา ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบจัดการขยะต่างๆ พวกเขาชี้ไปที่ปัญหามลพิษที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสงสัยว่าถ้าพวกเขาแค่ต้องการมีชีวิตที่สะดวกสบาย จะต้องจ่ายแพงแค่ไหนเพื่อชดใช้ให้สิ่งแวดล้อม

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

“คนอีกกลุ่มที่ฉันขนานนามให้ว่าเป็น Everyday Eco-Heroes พวกเขาตระหนักถึงความรุนแรงของมลภาวะขยะพลาสติก และมองว่ามันเป็นปัญหาที่ทุกคนสามารถช่วยแก้ไขได้จากจุดเล็กๆ ที่ตัวเอง โดยไม่ต้องรอหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรใหญ่มาลงมือให้ บางคนเป็นเจ้าของคาเฟ่ พวกเขาก็เปลี่ยนมาใช้แก้วและหลอดที่ย่อยสลายได้

“ไม่ต้องใหญ่โต ทุกคนเริ่มได้เลยจากชีวิตประจำวัน ถ้าคุณมีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม มากพอที่จะยอมลำบากเพิ่มอีกนิดหน่อย คุณก็สามารถเป็น Everyday Eco-Heroes ได้” ลิลลี่กล่าวยิ้มๆ

04

ทิ้งเท่าไหร่จ่ายเท่านั้น

กรุงไทเปจัดการขยะด้วยนโยบาย Pay-As-You-Throw ที่พลเมืองต้องซื้อถุงขยะสีฟ้าจากภาครัฐ จึงจะสามารถทิ้งขยะลงในถังของพื้นที่บริการได้ 

“ทุกคืนเวลารถขนขยะมาถึงพร้อมเสียงเพลงคลาสสิก ชาวบ้านที่ได้ยินจะออกมายืนรอเพื่อทิ้งขยะแยกตามประเภท ลงไปในรถบรรทุกที่มาพร้อมเครื่องจักรบีบอัดขยะมากฟังก์ชัน เศษอาหารทิ้งลงถังปุ๋ยหมักสีส้ม ขยะที่สามารถรีไซเคิลด้วยมือทิ้งลงช่องเปิดด้านหลังรถ มันน่าทึ่งที่พลเมืองส่วนใหญ่ของที่นี่พร้อมใจกันค่อยๆ เปลี่ยนเกาะของพวกเขาให้กลายเป็นดินแดน Zero Waste ในอนาคต

Lillygol Sedaghat

“ฉันมีโอกาสได้คุยกับ คุณ Chen วัย 60 ปีที่ทำงานเป็นพนักงานแยกขยะอยู่ที่มหาวิทยาลัย National Tainan เขาคือตัวอย่างของคนประเภท Everyday Eco-Heroes ผู้ทำงานทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ 7 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น หน้าที่ของเขาในแต่ละวันคือ การรื้อขยะจากถังออกมาจัดเรียงหมวดหมู่ด้วยมือ

นักสำรวจ NG ผู้กำลังช่วยเปลี่ยนเกาะไต้หวันให้เป็นดินแดน Zero Waste

ลิลลี่เล่าว่า งานของคุณ Chen มีตั้งแต่ดึงหลอดพลาสติกออกจากกล่องชานมกระดาษ ไปจนถึงแยกขวดโซดาพลาสติกออกจากกระดาษห่อเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลด์ เขารื้อถังขยะเช่นนี้ทั้งวันทั่วมหาวิทยาลัย จนสิ้นวันขยะจำนวนมหาศาลที่ผ่านมือจะถูกแจกแจงเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เรียบร้อย พร้อมนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลต่อ

“บางคนอาจคิดว่านี่คืองานที่สกปรกและต่ำต้อย แต่คุณ Chen ไม่ได้มองแบบนั้นเลย เขาตั้งใจทำงานในแต่ละวันเพราะเขารู้ดีว่าตัวเองคือส่วนไหนในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม นี่จึงเป็นงานที่มีคุณค่าทั้งต่อตัวคุณ Chen สังคม และโลกใบนี้” 

05

หมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน

เศรษฐกิจหมุนเวียน คือแนวคิดในการจัดการของเสียด้วยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ เปลี่ยนขยะให้กลับมาเป็นทรัพยากรอีกครั้ง

การผลิตสินค้าแบบดั้งเดิมจะเป็นไปตามแนวคิดแบบเส้นตรง (Linear Economy) คือนำทรัพยากรมาผลิตสินค้า เมื่อใช้เสร็จก็ปล่อยทิ้งให้ย่อยสลาย บางชิ้นใช้เวลาไม่กี่เดือน ในขณะที่บางชิ้นใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทรัพยากรจำนวนมหาศาลถูกนำมาใช้ผลิตสินค้าเพื่อหล่อเลี้ยงคนหลายพันล้านคนทั่วโลก ทำให้จนถึงปัจจุบัน วิกฤตที่เกิดขึ้นคือนอกจากทรัพยากรของโลกกำลังร่อยหรอแล้ว ยังมีปัญหาขยะที่ไม่มีทางกำจัดได้หมด และขยะที่ไม่มีวันย่อยสลายได้ทันก่อนที่มันจะล้นโลก

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนวัฏจักรของการผลิตให้หมุนเวียนด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด “อธิบายง่ายๆ คือเปลี่ยนจากการไปเอาทรัพยากรธรรมชาติ มาใช้วัตถุดิบที่ Re-material มาจากตัวสินค้าที่ใช้แล้วนั่นเอง” ลิลลี่อธิบายอย่างกระตือรือร้น

อย่างสมาร์ทโฟน ทุกวันนี้แบรนด์มือถือหลายเจ้าเริ่มแคมเปญให้ลูกค้านำมือถือมาเปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่ได้ โดยอาจต้องเพิ่มเงินนิดหน่อย มือถือที่ใช้แล้วพวกนั้นจะถูกนำไปแยกชิ้นส่วน และนำกลับมาใช้ใหม่ในการประกอบมือถือรุ่นต่อๆ ไป หรือนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เช่นการนำจอกระจก LCD ของสมาร์ทโฟนไปรีไซเคิลเป็นก้อนบริคที่กันไฟได้

Lillygol Sedaghat

ลิลลี่เล่าต่อว่า เธอเคยไปสัมภาษณ์คุณ Dasdy Lin แห่ง Plastic Industry Development Center พื้นที่ Think Tank ด้านพลาสติกของไต้หวันที่ภาครัฐให้การสนับสนุน 

“พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย มันแค่ถูกใช้ไปในทางที่ผิด จริงๆ แล้วพลาสติกเป็นวัสดุที่มีประสิทธิภาพมาก สามารถรีไซเคิลเพื่อใช้ซ้ำได้หลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าคุณภาพจะลดลงทุกครั้งที่รีไซเคิลก็ตาม แต่ทุกวันนี้มนุษย์ใช้พลาสติกแบบ Single Used กันนับล้านชิ้นต่อวัน อย่างพวกช้อนส้อมและหลอดพลาสติก

“จะใช้พลาสติกอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและทำร้ายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ผมคิดว่าเราควรแก้ปัญหาที่ต้นทาง ผู้ผลิตและนักออกแบบต้องดีไซน์ผลิตภัณฑ์ที่ง่ายต่อการรีไซเคิล ใช้พลาสติกชนิดเดียวกันทั้งชิ้น กระบวนการรีไซเคิลจะง่ายและไม่ต้องใช้พลังงานสูงอย่างทุกวันนี้”

ใช่แล้ว หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าขวดน้ำพลาสติกที่เราดื่มทุกวันนี้ ประกอบด้วยพลาสติก 3 – 5 ประเภทเลยทีเดียว ทั้ง ขวด ฝา พลาสติกหุ้มฝา พลาสติกหุ้มขวด กว่าจะรีไซเคิลได้ก็ต้องแยกพลาสติกแต่ละประเภทออกจากกันก่อน สิ้นเปลืองทั้งพลังงานและเวลา

“ทุกวันนี้ฉันพกกระเป๋าใบเล็กใส่ถุงผ้า ช้อนส้อม กล่องใส่อาหารแบบใช้ซ้ำ หลอดแก้ว กระติกน้ำ สบู่และแชมพูแบบก้อน ถ้าคุณพกพาและใช้พวกมันจนเคยชิน คุณจะไม่รู้สึกว่ายากเลย กับการเป็นส่วนหนึ่งในการไม่เพิ่มภาระให้โลกแสนสวยของเรา

ถ้าคุณยังไม่เคย ลองเริ่มต้นด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด อย่างปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกแบบ Single Used ดูสิ” ลิลลี่กล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Lillygol Sedaghat

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เธอที่ปลายสายเป็นทั้งนางแบบ นักร้อง และนักแสดง ที่มีผลงานมากมายนับตั้งแต่ พ.ศ.​2556

ภายใต้สถานการณ์ล็อกดาวน์ The Cloud โทรหา คารีสา สปริงเก็ตต์ เพื่อทำการสัมภาษณ์

ศิลปินแห่งวงการแฟชั่นคนนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในวัยเพียง 15 จากละครเรื่อง ตะวันบ้านทุ่ง และ หลวงตามหาชน ที่ออกอากาศทางช่อง 3 HD 

เปิดตู้เสื้อผ้า คารีสา สปริงเก็ตต์ สาวผู้รักผ้าไทยและบอกทุกคนว่าจงแต่งตัวอย่างมั่นใจ

ก่อนที่เธอจะแจ้งเกิดเต็มตัวจากการประกวด The Face Thailand Season 1 ในฐานะลูกทีมคนสำคัญของ พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ พร้อมฝากวลีเด็ดไว้ในรายการที่หลายคนยังจำได้จนวันนี้

คารีสาผ่านประสบการณ์มากมายตลอด 8 ปี มีละครฮิตหลายเรื่อง อาทิ Gossip Girl Thailand, นางอาย, ทายาทอสูร และ เมียหลวง

เธอเป็นไอคอนด้านการแต่งตัวของใครหลายคน จนมีแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Kidwell เป็นของตัวเอง 

ปลายปีที่แล้ว คารีสากลายเป็นศิลปินคนแรกแห่งค่าย Khotkool Music ของ โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน และได้ปล่อยซิงเกิลแรกในชื่อเดียวกับวลีเด็ดของเธออย่าง ขอบคุณนะคะ (ที่กล้าสอนหนู)

อย่างไรก็ดี มุมหนึ่งที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับสาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษ คนนี้ คือความหลงใหลที่เธอมีให้กับผ้าไทย สิ่งที่เธอไม่เพียงสะสม แต่ยังสั่งตัดเพื่อสวมใส่ในโอกาสต่างๆ

ล่าสุด คารีสาเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Upcycle Rising ที่เธอและแบรนด์ LaLaLove ร่วมกันนำผ้าเก่ามาตัดเป็นชุดใหม่ในคอนเซปต์แฟชั่นรักษ์โลก

คำพูดที่เต็มไปด้วยแพสชันพรั่งพรู เชื้อเชิญให้ทุกคนเปิดดูตู้เสื้อผ้าที่บอกเล่าตัวตน วัฒนธรรม การเดินทาง และเรื่องราวผ้าไทยของหญิงสาวผู้มาพร้อมความมั่นใจคนนี้

เปิดตู้เสื้อผ้า คารีสา สปริงเก็ตต์ สาวผู้รักผ้าไทยและบอกทุกคนว่าจงแต่งตัวอย่างมั่นใจ

ไม่รู้เชยไหม แต่ผ้าไทยคือความสุข

ทำไมคนรุ่นใหม่อย่างคุณจึงสนใจผ้าไทย

เป็นสิ่งที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่นแน่เลย แม่กับยายชอบซื้อผ้าไทย ก็เลยซึมซับมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็ก เขาให้เราเรียนรำไทยด้วย มันคงทำให้เราอินประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสี่ภาคตั้งแต่ตอนนั้น แต่สิ่งที่ทำให้สนใจผ้าไทยมากที่สุด น่าจะเพราะที่บ้านไปต่างจังหวัดกันบ่อย แต่ละครั้งที่ไปก็ได้เห็นผ้าไทยมากขึ้น ได้รู้ว่าผ้าไทยแต่ละภาคมีลายและฉลุแตกต่างกัน เราชอบของภาคเหนือเป็นพิเศษ

แสดงว่าถ้าเดินทางไปที่ไหนก็จะซื้อของจากที่นั่น

ใช่ อย่างตอนไปภาคเหนือ เจอชนเผ่าอาข่ากับอีก้อ พวกเขาทำเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายเอง เราก็อยากซื้อเก็บไว้ เอาจริงๆ ของไทยๆ โดยเฉพาะผ้าไทยสวยและมีเอกลักษณ์มากนะ ผ้าม่อฮ่อม ผ้าขาวม้า ผ้าบาติก เป็นงานอาร์ตที่สวมใส่ก็ได้ ใส่กรอบก็สวย แบรนด์อย่าง Off-White หรือ AMBUSH ยังเอาไปทำ เหมือนผ้าไทยต้องกลายเป็นดีไซน์ใหม่ก่อนคนถึงจะคิดว่าสวย ทั้งที่จริงๆ มันอยู่ใกล้ตัวเรามาตั้งนานแล้ว

เกณฑ์ในการสะสมของคุณคืออะไร ดูยังไงว่าชิ้นไหนสวย 

พูดลำบาก เมื่อไหร่ที่เดินผ่านแล้วใจเต้น เมื่อนั้นแสดงว่าของหรือผ้าชิ้นนั้นกำลังเรียกชื่อเราอยู่ ถ้าเต้นแรงแปลว่าเขากำลังเรียกเราอย่างรุนแรงเลย (หัวเราะ)

จากการสะสม เปลี่ยนมาเป็นใส่ชุดผ้าไทยได้ยังไง

เรากลัวผ้าที่ซื้อมาจะเก่าก็เลยเอามาตัด อยากเป็นวัยรุ่นที่เข้าวัด แต่ยังสนุกกับการแต่งตัวไปพร้อมกันได้ นึกภาพเวลาพวกผู้ใหญ่ คุณป้า คุณยาย ใส่ชุดไทยเต็มยศ เขาก็อยากให้ลูกหลานใส่แบบนั้นเหมือนกัน แต่ลูกหลานคงไม่ชอบเสื้อผ้าพวกนั้น เราเลยหาว่าตรงกลางคืออะไร 

เรามีโอกาสเอาผ้าไทยที่มีไปให้ พี่ลินดา (ลินดา เจริญลาภ) แบรนด์ LaLaLove ช่วยออกแบบและตัดให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นผ้าแบบที่ผู้ใหญ่ต้องการอยู่ เราว่านี่คือตรงกลางที่เราตามหา

การคลุกคลีกับผ้าให้อะไรกับคุณบ้าง

อย่างที่บอกว่าไปไหนเราก็มักจะซื้อผ้ากลับมา ตอนไปพม่าเราซื้อผ้าลุนตยา เป็นของขึ้นชื่อของที่นั่น ไม่รู้ว่าเกี่ยวหรือเปล่า แต่ตอนนี้เราได้เล่นละครเรื่อง เล่ห์ลุนตยา ซึ่งก็มีความเกี่ยวข้องกับผ้าไทย รู้สึกเหมือนเป็นพรหมลิขิต เพราะจริงๆ คนอื่นก็ไม่รู้ว่าเราชอบผ้าไทยขนาดนั้น คงมีอะไรบางอย่างที่ทำให้สุดท้ายเป็นเราที่ได้เล่น ได้ทำงานนี้ ได้เรียนรู้การปักลุนตยา (ยิ้ม)

สำหรับคุณ เหตุผลที่หลายคนไม่นิยมผ้าไทยคืออะไร

เราว่ามันมีกรอบบางอย่าง เช่น เขาอาจจะมองว่าผ้าไทยเชยหรือโบราณ คือถ้าคนพูดอะไรมาอย่างหนึ่ง แล้วทุกคนเดินตามทางนั้น สักพักเราก็จะรู้สึกและคิดแบบนั้นไปด้วย พอได้ยินว่าผ้าไทยเชยบ่อยๆ เข้า ก็คงคิดไปแล้วว่ามันเชย แต่ถ้าเราเจอคำว่าเชย แล้วมานั่งเขียนบนกระดานตัวใหญ่ๆ ตั้งคำถามว่าคำนี้คืออะไรกันแน่ ผ้าไทยเชยเพราะอะไร จริงๆ แล้วผ้าไทยมีประวัติอะไรบ้าง หนึ่งผืนใช้เวลาทอกี่วัน มีมูลค่าเท่าไหร่ หรือเพราะอะไรชาวต่างชาติจึงชอบผ้าไทยขนาดนั้น

ถ้าเราเป็นเด็กขี้สงสัยหรือตั้งคำถามมากพอ คำว่าเชยอาจจะเล็กลงก็ได้ เราคงเป็นเด็กที่มีความเป็นตัวของตัวเองและมีความขบถอยู่ลึกๆ ล่ะมั้ง พอมีคนบอกว่าผ้าไทยเชย ความขบถในใจเราเลยฟุ้งออกมา อ๋อเหรอ เชยใช่มั้ย ได้ งั้นเราจะทำ เราเป็นเด็กดื้อที่เวลาใครพูดอะไรก็จะทำในสิ่งตรงข้าม

อะไรคือเกณฑ์บอกว่าสิ่งไหนเชยหรือไม่เชย

พอโตขึ้น เรามองว่าความเชยคือรสนิยมแบบหนึ่ง คนที่เชยคือคนที่ไม่กล้าตั้งคำถามต่างหาก รสนิยมมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัวว่าเรามองสิ่งตรงหน้ายังไง คารีสามีประสบการณ์ร่วมกับผ้าไทยเยอะ แม่และยายผูกพันกับสิ่งนี้ ไม่รู้เชยมั้ย รู้แต่ว่าผ้าไทยคือความสุข มันทำให้ใจเราฟู แต่ถ้าใครมีประสบการณ์ไม่ดีร่วมกับผ้าไทยก็อาจมองว่ามันเชยได้ ไม่แปลก การพิสูจน์สิ่งนี้ต้องใช้วิธีแทรกซึมอย่างเป็นธรรมชาติ 

ถ้าเราเดินไปบอกวัยรุ่นยุคนี้ว่าต้องใส่ผ้าไทยนะ นี่คือการยัดเยียดความคิด เหมือนเป็นการรุกล้ำสิทธิเสรีภาพของเขา ถ้าเราอยากเปลี่ยนความคิดคน เราต้องแทรกซึม ห้ามสั่ง ห้ามตีกรอบ แต่ต้องสร้างตัวเองให้น่าเชื่อถือจนเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา วันหนึ่งเขาอาจเชื่อก็ได้

แสดงว่าผ้าไทยกับแฟชั่นปัจจุบันก็อยู่ด้วยกันได้

ใช่ คนอาจมองว่าแฟชั่นเป็นเรื่องเร็วๆ ผ้าไทยดูเคลื่อนไหวช้า แต่จริงๆ แล้ว แฟชั่นไม่มีช้าหรือเร็ว ผ้าไทยมีอยู่ในคอลเลกชันได้ อยู่ที่ว่าเราจะตัดหรือบอกเล่าเรื่องราวของมันในฤดูนั้นยังไง เหมือนกับ CHANEL ที่สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับไปใช้ผ้ารุ่นดั้งเดิม มีความวินเทจ แต่เปลี่ยนลักษณะบางอย่าง สุดท้ายความวินเทจคือของแพง เป็นของที่เอากลับมาขายเมื่อไหร่ ถึงจะมีตำหนิก็ยังมีมูลค่า และถ้าของมีมูลค่า ยังไงนักสะสมก็อยากได้อยู่ดี ผ้าไทยก็เหมือนกัน 

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการเดินทาง

ดูคุณรักวัฒนธรรมไทยมากเลยนะ

เอาจริงๆ ไม่กล้าพูดนะว่าตัวเองไทยแค่ไหน เพราะเราก็ไม่ได้นำเสนอความเป็นไทยได้ดีขนาดนั้น เราแค่ชอบคำว่าวัฒนธรรม ไม่อยากให้สิ่งนี้หายไป เวลาเดินทางไปไหน เราอยากทำความรู้จักวัฒนธรรมของที่นั่นให้ลึกซึ้ง อยากสะสมความทรงจำของที่นั่นไว้ รู้สึกว่าถ้าได้ใช้ชีวิตอย่างประณีตและใส่ใจรายละเอียด วันหนึ่งที่กลับมาเล่าคงจะน่ารักดี แถมเป็นการช่วยให้วัฒนธรรมไม่หายไปด้วย

ประทับใจที่ไหนบ้าง

เราชอบไปงานประเพณีต่างๆ ไปดูผีตาโขนที่จังหวัดเลยก็ชอบ งานทอดกฐินก็ประทับใจ ตอนนั้นไปวัดที่ดอยแม่สลอง มีคนจากหลากหลายวัฒนธรรมมาร่วมงาน อาหารก็ไม่เหมือนกัน คนจากระยองมีหมูชะมวง คนจากชนเผ่าอาข่ามีถั่วเน่า อร่อยมาก เหมือนได้เจอญาติที่ไม่ใช่ญาติ แถมอากาศก็ดีด้วย เอาจริงๆ เมื่อก่อนเดินทางทุกอาทิตย์เลย กรุงเทพเหมือนเป็นแค่ที่ทำงาน พอมีเวลาว่างก็กลัวหมดเวลา เลยหากิจกรรมให้ตัวเองตลอด 

การเดินทางเหล่านั้นสอนอะไร

เราได้เรียนรู้คุณค่าของวัฒนธรรม เวลาเดินทาง เราจะถามตัวเองตลอดว่า เราชอบประเทศนี้เพราะอะไร สิ่งที่เรามักจะบอกต่อคืออาหารกับสถานที่ ของพวกนี้เป็นสิ่งจับต้องได้ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราหลงรักในอาหารหรือสถานที่ คือวัฒนธรรมที่เราหาไม่ได้จากที่อื่น 

ถ้ามองประเทศไทย คนต่างชาตินึกถึงผัดกะเพราหรือต้มยำกุ้ง วัฒนธรรมในอาหารเหล่านี้ดูยังไงก็ไม่น่าหายไป แต่มันอาจจะหายไปโดยที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ ตอนนี้มีฝรั่งทำอาหารไทยได้อร่อยเทียบเท่าคนไทยแล้ว วันหนึ่งมันอาจจะไม่ใช่ของเราแล้วก็ได้ งั้นทำไมเราจึงไม่ได้เป็นคนบอกเล่าหรือรักษาในสิ่งที่ประเทศเราริเริ่ม 

ทุกวันนี้ฝรั่งอินผ้าไทย ซึ่งเป็นทรัพยากรที่อยู่คู่ประเทศเราเสมอมา สิ่งที่เปลี่ยนอาจเป็นเรื่องแฟชั่น การจัดวางว่าผ้านี้ควรอยู่ตรงไหน ในงานอาร์ต บนโซฟา หรือบนตัวเรา แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังผ้าแต่ละผืนคือเรื่องราวที่สะท้อนยุคสมัย ค่านิยม และความชอบ เป็นงานศิลปะที่มีค่าจนเราไม่อยากให้หายไป หรือกลายเป็นของคนอื่น

5 ชุดโปรดของคารีสา

ช่วงนี้คุณชอบใส่เสื้อผ้าแนวไหน

เอาจริงๆ ช่วงนี้แปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่อยู่บ้านก็ใส่ชุดนอน ตอนนี้ที่คุยกันยังใส่ชุดนอนอยู่เลย (หัวเราะ) การต้องอยู่บ้านทำให้เราเอาของหลายอย่างมาทิ้ง ค้นพบว่าหลายสิ่งที่ซื้อมาไม่ใช่สิ่งจำเป็น เรามองเสื้อผ้าเป็นของนอกกายมากขึ้น กลายเป็นว่าตู้เสื้อผ้าโล่งมาก เราใส่แต่ชุดเดิมๆ ที่คล่องตัว ใส่สบาย ใส่นอน และออกไปข้างนอกได้โดยไม่น่าเกลียด 

5 ชุดที่บอกเล่าตัวตนของคุณที่สุด มีชุดไหนบ้าง

โห ยากจัง ถ้าเอาที่คิดออกเลยก็ชุดมัดย้อม เราใส่บ่อยจนคนเรียกว่า ‘ฝรั่งข้าวสารโร้ด’ เป็นลุคหัวฟูๆ ไม่หวีผมแล้วก็ใส่ชุดมัดย้อม ดูสกปรกแต่สะอาด (หัวเราะ)

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ถัดมาน่าจะเป็นชุดว่ายน้ำที่น้องมอแกนวาด จำได้เลยว่าคนวาดชื่อน้องคางคก เขาอายุแค่ห้าหกขวบ ไม่เคยเรียนหนังสือ แต่วาดภาพปะการังสวยมากๆ เราได้เรียนรู้ว่า มีแต่ประสบการณ์ชีวิตและการได้ออกไปเห็นโลกเท่านั้นแหละ ที่ทำให้น้องสร้างสรรค์งานพวกนี้ออกมาได้

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค
แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

อันที่สามขอเป็นเครื่องประดับแล้วกัน เราประทับใจสร้อยลูกปัดของน้องๆ โรงเรียนพนาสวรรค์ ช่วงนั้นเราไปอยู่บนดอย ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นั่น ได้คลุกคลีทำความรู้จักกัน คารีสาเป็นญาติกับคนง่ายเพราะชอบคุยกับคนแปลกหน้าอยู่แล้ว

เราเห็นสร้อยลูกปัดพวกนี้บนชุดชนเผ่า น่ารักมาก เลยถามน้องๆ ว่าสร้อยนี้ซื้อจากไหนเหรอ น้องๆ ตอบว่าทำกันเอง เป็นชุดประจำชุมชน เราถามต่อว่าถ้าอยากเป็นเพื่อนกับน้องๆ ด้วย ทำให้เราได้ไหม เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ทำเสร็จแล้วส่งมาให้เราหน่อย 

เราให้เงินเขาไปเล็กๆ น้อยๆ โดยมีอาจารย์ที่โรงเรียนเป็นคนกลางช่วยส่งพัสดุมาให้ สร้อยลูกปัดพวกนี้เป็นงานร้อยมือฝีมือเด็กๆ น่ารักมาก เราชอบมาก

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค
แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

สี่คือชุดที่ทำกับพี่ลินดา จริงๆ ตัดไว้นานแล้ว ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเลย แค่รู้สึกว่าถ้าต้องไปฉลองงานวัดกับแม่และยาย เข้าพรรษา ทอดกฐิน ปีใหม่ สงกรานต์ ก็อยากมีชุดไว้ใส่ จนได้มาทำโปรเจกต์ถ่ายแบบกับพี่เขา ทำกันง่ายๆ ถ่ายข้างล่างออฟฟิศ Lalalove แต่งหน้าทำผมกันเอง ถ่ายเสร็จเรากับพี่ลินดาเซอร์ไพรส์มากที่มีคนพูดถึงเยอะขนาดนี้ Vogue ถึงกับเอาไปลง เสียงตอบรับดีเราก็ดีใจ อยากทำอีก อยากทำให้ดีกว่านี้ 

และชุดสุดท้ายยกให้เดรสสีรุ้งของ Kidwell 

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

Kidwell แบรนด์เสื้อผ้าที่อยากให้ลูกค้าชอบตัวเอง

รู้มาว่าที่มาของเดรสไหมพรมนี้น่าประทับใจมาก เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย

ตอนนั้นไปอยู่เชียงรายประมาณสองอาทิตย์ ได้เจอกับชุมชนหนึ่งที่รุ่นพี่เคยไปทำแบรนด์ที่นั่น เป็นแบรนด์ที่อยากให้คุณป้าและคุณยายในชุมชนทำสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัดเป็นอาชีพได้ ซึ่งสิ่งนั้นคือการถักไหมพรม

พอได้เห็นคอลเลกชันเดรสไหมพรมสีรุ้งก็ชอบมาก อยากใส่ เอ๊ะ ถ้าเราอยากใส่ก็น่าจะมีคนอื่นชอบเหมือนเราอีก เลยลองเปิดให้พรีออเดอร์ กลายเป็นขายดีจนน่าตกใจ

เราอาจจะได้กำไรไม่มากจากคอลเลกชันนี้ แต่ก็ดีใจมากจริงๆ เพราะมันทำให้คนที่นั่นมีอาชีพ ชุมชนกับคนเมืองได้เชื่อมต่อกัน ดาราและคนทั่วไปซื้อไปใส่ พอคนที่นั่นได้เห็นรูป ได้ฟังฟีดแบ็กก็ดีใจกันมาก งานของเขาแพร่หลายมากขึ้น 

เอาจริงๆ เรื่องราวในการทำชุดพวกนี้สนุกกว่าการได้ใส่อีก ถ้าดูเผินๆ อาจจะเห็นว่าเป็นแค่ชุดไหมพรมธรรมดา แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป มันคือชุดแฮนด์เมดที่คนคนหนึ่งใช้เวลาทำสองอาทิตย์ ต้องใช้ทักษะและความตั้งใจเยอะมาก เพื่อจะถักให้ไหมพรมธรรมดากลายเป็นโครเชต์ได้ขนาดนี้

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

คอนเซปต์ของแบรนด์ Kidwell คืออะไร 

จริงๆ เราทำตามความสะใจเลยนะ ทำเสื้อผ้าที่เราอยากใส่ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะขายดีมั้ย เราแค่ชอบสีสันสดใส ชอบความสนุกของการเอาผ้ามาแมตช์กัน คอนเซปต์ของเราคืออยากให้คนใส่แล้วรู้สึกดี สนุก และชอบตัวเอง

คอลเลกชันใหม่ของ Kidwell จะเป็นแนวไหน

จริงๆ เรามีโปรเจกต์ที่ทำไว้แล้ว เป็นชุดออกกำลังกายที่ใส่เป็นชุดว่ายน้ำได้ด้วย แต่ยังไม่ขายเพราะถ้าขายก็จะรู้สึกผิด เรารู้สึกไม่ดีที่จะได้กำไรในช่วงที่คนกำลังเดือดร้อน คือยังเปิดขายปกตินะ แต่ไม่อยากโปรโมตอะไรเยอะ เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนในท้องตลาด ตอนนี้คนกำลังให้ความสำคัญกับสุขภาพและการอยู่รอด เราก็อยากช่วยโพสต์เนื้อหาที่สร้างรอยยิ้มให้กับคนมากกว่าการขายของ

อาจเป็นของนอกกาย แต่ก็สำคัญ

มองย้อนกลับไป รู้สึกว่ามีช่วงไหนที่แต่งตัวพลาดมั้ย

อืม (คิดสักพัก) น่าจะตอน ม.1 ม.2 มั้ง เป็นช่วงที่อยากเป็นผู้ใหญ่ อยากใส่ชุดเปรี้ยวซ่า อยากโตแล้ว แต่พอนึกย้อนกลับไปก็ไม่ได้เกลียดหรือไม่ชอบตัวเองนะ แค่รู้สึกว่า เออ จริงๆ เราไม่ต้องรีบสวย ไม่ต้องรีบโตก็ได้ เสื้อผ้าวัยนั้นแค่ใส่คลุมร่างกายก็พอ การแต่งตัวแต่ละวัยก็มีเสน่ห์ของมัน

การแต่งตัวสไตล์คารีสาเป็นแบบไหนกันแน่

ไม่รู้เลยแฮะ เราอาจจะไม่ใช่คนที่ชัดเจนขนาดนั้น อยู่ที่ว่าอารมณ์ช่วงนั้นเป็นแบบไหน ไปสถานที่ไหน ทำอะไรอยู่ เราไม่ได้แต่งตัวแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษ ไม่ได้เท่ตลอด น่ารักตลอด ก็ผสมๆ ไปเรื่อยๆ 

แนะนำเทคนิคการแต่งตัวหน่อย

จริงๆ ต้องมาจากตัวเองก่อน การแต่งตัวควรเริ่มจากการรู้จักตัวเอง แล้วใส่สิ่งที่เป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด ใส่อะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีความมั่นใจ ไม่เกี่ยวว่าแพงแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องสะสม เสื้อผ้าอาจเป็นของนอกกาย แต่ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความน่าเชื่อถือหรือความไว้ใจที่คนอื่นมีต่อเรา สุดท้ายคนก็อาจจะตัดสินกันที่ภาพลักษณ์ภายนอกก่อน

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ปกติคุณหาซื้อเสื้อผ้าจากไหน

ทั่วไปเลย เจอที่ไหนก็ซื้อที่นั่น แต่ช่วงนี้ไปไหนไม่ได้ก็เลยไม่ค่อยได้ซื้อ เราซื้อของออนไลน์ไม่เก่ง อินเนอร์คารีสาอาจจะดูโมเดิร์น แต่จริงๆ เราไม่ใช่คนยุคใหม่ ใช้คอมฯ ไม่เก่งเลย ถ้าให้เอฟของออนไลน์นี่ไม่ทันชัวร์ (หัวเราะ)

 สเต็ปชีวิตเราไม่เหมือนคนอื่น อายุสิบสี่ก็ต้องทำงานแล้ว ความเป็นเด็ก ความเป็นผู้ใหญ่ และวัยต่างๆ ของเราเลยเดินหน้าถอยหลังสลับกันตลอด เราไม่ค่อยมีเวลาเรียนรู้เทคโนโลยีเท่าไหร่

แสดงว่าถ้าจะซื้อเสื้อผ้าต้องไปซื้อที่ร้านเท่านั้น

ใช่ เราชอบจับผ้า ถ้าได้จับและดูคัทติ้งก่อนซื้อก็จะดี แต่ลองเสื้อผ้านี่ไม่ค่อยนะ ขี้เกียจ เรามั่นใจว่าหุ่นตัวเองมาตรฐาน (หัวเราะ)

เราเรียกคารีสาว่าแฟชั่นนิสต้าได้ไหม

เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นแฟชั่นนิสต้าเลยนะ ถ้าต้องเล่าเรื่องแฟชั่นคือกดดันมาก

ทั้งที่เป็นคนแต่งตัว

ก็ใช่ แต่เราไม่ใช่คนตามเทรนด์ แฟชั่นนิสต้าน่าจะเป็นคนที่คอยอัปเดตเทรนด์การแต่งตัวต่างๆ คิดว่าตัวเองยังไม่ใช่คนนั้นที่จะอัปเดตทุกอย่างได้ดี เราแค่เป็นคนชอบแต่งตัวคนหนึ่งที่มั่นใจ และเชื่อว่าถ้ามั่นใจเมื่อไหร่ จะแต่งชุดอะไรก็ดูดี (ยิ้ม)

คุณพัฒนาความมั่นใจของตัวเองยังไง

เราเคยเป็นคนแคร์ความคิดของคนอื่นมาก่อน ตอนนั้นเป็นคนเข้าเมืองตาหลิ่วแล้วหลิ่วตาตาม แต่พอได้เห็นรูปพวกนั้นก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นทุกคนบนโลก ไม่ชอบแบบนั้นเลย วันหนึ่งเลยก้าวข้ามความแคร์คนอื่นได้ ตอนนี้เราเป็นตัวเองสุดๆ ไปสนามบินก็แต่งตัวเหมือนไปจ่ายตลาดได้ เราแค่รู้สึกมั่นใจกับชุดนี้ 

พอมาอยู่ในวงการ เราเข้าใจสิ่งนี้ชัดขึ้น ดาราคนนี้มีข่าวแนวนี้ นักแสดงคนนี้น่ารัก อีกคนเรียบร้อย คนนั้นบุคลิกมั่นใจ สิ่งพวกนี้คือการปรุงที่อร่อยที่สุดซึ่งเกิดจากความแตกต่างของแต่ละคน อาหารจานหนึ่งต้องมีทุกรส เพราะงั้นคนเราก็ไม่ควรเหมือนกัน โลกนี้จึงจะกลมกล่อม ทุกคนจึงจะพึ่งพาอาศัยกันได้ 

คำถามสุดท้าย อยากให้คนรู้จักตัวตนแบบไหนของคารีสา

จำเราที่ผลงาน วงการนี้คนจำนักแสดงบางคนได้จากการเล่นหนัง บางคนจากข่าวรักกุ๊กกิ๊ก แต่สำหรับเรา ไม่ว่าจะมีความรักกี่รอบ ก็จะให้สัมภาษณ์เรื่องความรักเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนปิดหรือเปิด เราก็มีชีวิตทั่วๆ ไปนั่นแหละ 

แต่ถ้ามีคนถามว่าคารีสาไหน เราไม่อยากให้เขาตอบว่า อ๋อ คารีสาที่เป็นแฟนของคนนี้ แต่อยากให้เขาตอบว่า อ๋อ คารีสาที่ทำงานนี้ เราอยากให้คนจำได้จากงาน ยิ่งถ้าเป็นงานที่ตั้งใจก็จะรู้สึกดีมากๆ เลยแหละ

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ภาพ : คารีสา สปริงเก็ตต์

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load