“ฟ้านิยามตัวเองว่าเป็นอะไร?” เราถามเธอในบ่ายวันหนึ่ง ขณะนั่งรอเมนูสเต็กปลาที่ควรจะเป็นมื้อเที่ยงของเธอเมื่อ 2 ชั่วโมงก่อน

“หลักๆ เลยเราเป็นยูทูเบอร์ เพราะเป็นอาชีพหลักในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมานี้”

ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา เรียนโรงเรียนเดียวกับเราตอนมัธยมต้น แม้จะไม่ทันรุ่นกัน แต่เราก็เคยผ่านตาชื่อของ ‘ฟ้า บดินทร 2’ จากเว็บบอดร์ดบนอินเทอร์เน็ตนับครั้งไม่ถ้วน

ฟ้า ในตอนนั้นคือเด็กมัธยมหน้าตาสวยน่ารัก ตากลมโต และมีรอยยิ้มหวาน เคยมีผลงานเล่นโฆษณา มิวสิกวิดีโอ และการแสดงมาบ้าง เธอลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อทำแชนแนลยูทูบชื่อ ‘Fah Sarika’ อย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้ติดตามเกือบ 7 แสนคนแล้ว ฟ้าเริ่มจากการสอนแต่งหน้าในแบบที่ตัวเองถนัด ก่อนจะขยับขยายไปทำคอนเทนต์เชิงไลฟ์สไตล์ในด้านอื่นๆ เธอมองเห็นตัวเองในบทบาทนี้ และน่าจะเป็นภาพจำที่คนอื่นมีต่อเธอที่เด่นชัดที่สุด

เราเห็นฟ้าอีกครั้งในตัวอย่าง ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอในบทบาท มี่ แฟนใหม่ของพระเอกที่สวยแปลกตาแม้แต่งหน้าบางๆ ด้วยเครื่องสำอางไม่กี่ชิ้น แน่นอนว่าเธอยังน่ารักเหมือนเดิมในวัยที่โตขึ้น

ที่เรามานั่งตรงข้ามเธอในวันนี้ไม่ใช่เพราะความสวยที่พูดไปแล้ว (ถึง 3 ครั้ง) แต่เพราะทัศนคติที่เธอมีต่อชีวิตที่ผ่านมา งานทุกอย่างที่ทำ วิธีมองโลกในแง่ดี และความสุขที่เปลี่ยนไปของเธอต่างหาก ฟ้าเคยตามลบคอมเมนต์บนอินเตอร์เน็ต ไม่ยึดติดกับใบปริญญา พยายามหยุดคิดเรื่องทุกอย่างเพื่อเข้าใจตัวเองมากขึ้น มองความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา และเล่าถึงความสุขกับเรื่องเล็กๆ อย่างการไม่ปวดฉี่บนรถได้อย่างไม่เคอะเขิน

เราถามคำถามฟ้า ฟ้าตอบคำถามเรา

แม้สเต็กปลายังไม่ทันได้มาเสิร์ฟที่โต๊ะ เราก็ได้รับพลังบวกจากเธอเต็มๆ ไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน

01

ฟ้า บดินทร 2

ฟ้า เริ่มมีชื่อเสียงจากนามสกุล ‘บดินทร 2’ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมของเธอ ชื่อนี้ปรากฏบนเว็บไซต์วัยรุ่นบ่อยครั้งจนเด็กในวัยเดียวกันรู้จักและทำให้เธอมีชื่อเสียงในสังคมเด็กมัธยมช่วงนั้น เราลองเอาชื่อ ‘ฟ้า บดินทร 2’ ไปเสิร์ชบนอินเทอร์เน็ตเจอกระทู้อย่าง ‘PIX ฟ้า อริสรา.. รวมรูปตั้งแต่สมัยผมติ่งถึงปัจจุบัน คลิก!’ ‘ฟ้า บด.2 ล่าสุด’ ‘ฟ้า บดินทรเดชา 2 เฟอร์เฟกต์มาก’ และเธอติดอยู่ในลิสต์กระทู้คนน่ารักประจำโรงเรียนเสมอ 

ชีวิตของเด็กมัธยมที่ป็อปปูลาร์ขนาดนั้นมันเป็นยังไง

จะเรียกว่าเจอจนชินก็ได้ เราเหมือนโดนคนเอาไปไว้บนอินเทอร์เน็ต แล้วตอนนั้นเราก็ชอบเล่นเน็ตประมาณนึง ชอบแต่งรูป ยุค Hi5 ยุค MSN ก็เลยเริ่มมีชื่อเสียง ส่วนเรื่องความเป็นเน็ตไอดอลมันมาเอง เหมือนเว็บ Dek-D กำลังดัง แล้วสังคมเด็กมัธยมก็ไม่ได้กว้างมาก มันเลยทำให้เราอยู่ในจุดสว่างตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่าสนุกดี เพื่อนเยอะ คนรู้จักเยอะ ไม่ค่อยเจอเหตุการณ์ไม่ดี ส่วนใหญ่ดีหมด เข้ามาทักเฉยๆ บางคนโอตะหน่อยๆ ก็จะมีแบบคุณฟ้าครับ (หัวเราะ) แต่เขาก็ไม่ได้น่ากลัวนะ เราเลยไม่ได้อึดอัดกับการอยู่ตรงนั้น

มีข้อได้เปรียบที่มาพร้อมกับชื่อเสียงเหล่านั้นไหม

มีเป็นธรรมดา เราว่ามันเป็นสิ่งที่หลายๆ คนก็อยากมี มีแล้วก็เป็นเรื่องดีที่ช่วยส่งเสริมหลายด้าน อาจารย์ที่โรงเรียนจะรู้จักเรา อะคนนี้น้องฟ้า เขารู้ว่าเราเป็นใคร ทำอะไรอยู่ คนนี้ทำงานประมาณนี้พร้อมกับเรียนไปด้วย เวลาที่ต้องออกไปข้างนอก ไปถ่ายรายการ ก็จะง่ายหน่อย แล้วเราก็เป็นที่ไว้ใจของอาจารย์

แต่ในความดีงามมันก็มีข้อเสีย เพราะทุกคนจะ Too nice เราไม่รู้ว่าเขาคิดยังไง หรือเขามาคุยกับเราเพราะเหตุผลอะไร บางทีมันเลยยากที่จะคัดกรองคน เราไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง พอผ่านไปเรื่อยๆ เราถึงมีประสบการณ์ว่าจะเลือกคุยหรือเลือกติดต่อกับใครยังไงบ้าง ตอนเด็กๆ มันดี เพื่อนเยอะ สนุก แฮปปี้ มีคนเข้ามาตลอด แต่พอโตขึ้นเราเริ่มเห็นคนหลายๆ แบบ หลายๆ ด้านของเขา ยิ่งพอทำงานก็ได้เห็นมุมจริงจังในระยะยาวมากขึ้น เราก็เลยเรียนรู้เรื่องคนมากขึ้นด้วย

ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน
ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน

เรียนรู้ว่าอะไร

เรียนรู้ว่า การที่เขามาดีกับเราไม่ได้แปลว่าเขา ‘ดี’ เสมอไป ซึ่งไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนไม่ดีนะ แต่เขาอาจจะมีผลประโยชน์บางอย่าง ไม่ใช่เห็นว่าใครดีกับเราแล้วจะต้องให้เขาทุกอย่าง ทำให้เราต้องคิดเยอะขึ้นนิดนึง

โลกโซเชียลของเน็ตไอดอลในยุคนั้นโหดร้ายแค่ไหน

ปกติถ้าจะนอยด์ก็จะนอยด์พวกคอมเมนต์นี่แหละ ชอบมีคนมาบอกว่าแก่แดด แอ๊บแบ๊ว ซึ่งก็แก่แดดจริงๆ แหละ ยอมรับ (หัวเราะ) แต่เขาไม่รู้จักเราเลยแล้วมาแสดงความเห็นแบบนั้น ตอนนั้นเราเด็ก คอมเมนต์แค่นี้เราไม่เข้าใจ รู้สึกแย่ ทำไมต้องมาว่า เลยไปตามลบ ขอแจ้งลบค่ะ เขาว่าหนู แต่ก็ดีนะ มันทำให้เรามีภูมิคุ้มกันตั้งแต่เด็ก พอโตมาเลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรมาก

แต่สมัยนั้นโซเชียลยังไม่โหดเท่าตอนนี้ เราไม่ได้มีมือถือ ต้องกลับบ้านไปเปิดคอม ถ้าเจอจริงๆ สังคมในโรงเรียนน่าจะหนักกว่าโซเชียล แค่กลับบ้านไปเปิดคอมไม่กี่ชั่วโมงเดี๋ยวก็ปิดแล้ว ของฟ้าที่โรงเรียนก็มีมองเหยียดๆ หมั่นไส้ พูดเสียงดังให้ได้ยิน ‘เห้ย แกดูมันดิ’ (หัวเราะ) เราว่าทุกคนต้องเคยเจอมาบ้างแหละในชีวิตประจำวัน หรือจนโตมาก็อาจจะยังมี ในสังคมที่ทำงานหรือที่ไหนก็ตาม 

ความฝันของ ฟ้า บดินทร 2 คืออะไร

ตอนนั้นสับสน แต่ก่อนเคยคิดว่าอยากเรียนศิลปะ เพราะชอบวาดรูป และตอนนั้นเราโชคดีมีโอกาสได้ทำงานในวงการ เลยสับสนว่าหรือควรไปเรียนนิเทศน์ดี แต่เรียนไปแล้วเราจะอยู่นานไหม ไม่รู้ว่าชอบจริงๆ หรือเปล่า และเหมือนบางอย่างเราทำเป็นเองอยู่แล้ว วาดรูปเราก็ไม่เคยเรียน วาดได้เอง ตัดต่อวีดีโอหรือสื่อต่างๆ ก็ทำเป็นแล้ว หรือจะไม่ต้องเรียน

มันเป็นปัญหา มันเป็นความจับฉ่ายที่เราทำได้ทุกๆ อย่าง แต่ไม่มีอันไหนที่พีคๆ ก็เลยสับสนว่าจะยังไงดี ถ้าถามว่าความฝันคืออะไร ตอนนั้นไม่รู้เลย  เหมือนเราคาดเดาไม่ได้ ด้วยความที่โอกาสเข้ามาช่วงเราเรียน ทำให้รู้สึกว่าต่อไปข้างหน้าก็อาจจะมีโอกาสอย่างนี้อีก ตอนนั้นเลยไม่ได้คิด ปล่อยรอให้ไหลๆ ไป จนถึงตอนเลือกมหาวิทยาลัย

ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน

02

ฟ้า เศรษฐศาสตร์

ด้วยความชอบทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่การพากย์เสียงละครเวทีสมัยประถมศึกษา มีผลงานโฆษณาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น เข้าเป็นศิลปินฝึกหัดของค่ายอาร์เอสตลอดช่วงมัธยมปลาย วิเคราะห์จากความสนใจแค่นี้เราคงเดาชีวิตเธอได้ไม่ผิด ถ้าไม่เรียนสาขาที่เกี่ยวกับศิลปะ ก็ต้องเป็นนิเทศศาสตร์แน่ๆ แต่ฟ้าสอบติดคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะตัดสินใจลาออกในอีก 3 ปีถัดมาเพื่อมาทำช่อง YouTube ของตัวเอง

การลาออกดูเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่สำหรับนักศึกษาคนหนึ่ง

เราเริ่มคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนปีสอง ตอนนั้นขายของออนไลน์ หารายได้แบบจริงจัง และก็ยังอยู่อาร์เอสพร้อมกับมีงานละครบ้าง พอขึ้นปีสามก็เริ่มทำ YouTube เราทำอยู่สี่อย่าง เรียน เป็นบล็อกเกอร์ ขายของ เป็นนักแสดง มันเหนื่อยมาก เหนื่อยจนร้องไห้ ช่วงสอบต้องไปถ่ายละครโดยเอาหนังสือสอบไปอ่านด้วย เรารู้สึกว่าแบบนี้ไม่ใช่แล้ว มันไม่ใช่ชีวิตดีๆ ถามว่าเรียนเป็นยังไง ก็เรียนได้ สอบได้ ละครก็เล่นได้ แต่สุดท้ายร่างกายและจิตใจเราไม่ไหว มันกดดัน เราอยากทำให้ดีทุกอย่างแหละ อ่านหนังสือไป ร้องไห้ไป ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้ ก็เลยมาคิดว่างั้นตัดเรื่องเรียนก่อนดีไหม เพราะเราทำงานหลายอย่างแล้ว แต่งานที่ทำไม่ได้ใช้ความรู้ที่เราเรียนอยู่เลย แล้วเราจ่ายค่าเทอม ค่าหอเอง ถ้าตัดออกก็จะได้ลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ จบปีสามก็เลยตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำ YouTube อย่างจริงจัง

‘แต่อีกแค่ปีเดียวเองนะ’ ฟ้าน่าจะได้ยินประโยคนี้มาไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง

เรามองว่าตั้งปีหนึ่งแหนะ ปีหนึ่งนี่ทำอะไรได้เยอะเลย ถ้าเราจ่ายค่าเรียนไปแล้วไม่ได้เอาความรู้ที่เราจ่ายเงินไปมาใช้ มันน่าเสียดายกว่า เงินน่ะหาใหม่ได้ แต่เวลาที่เสียไปเอากลับมาไม่ได้ หลายคนอาจจะไม่เคยคิดเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ว่าเราลงทุนกับการเรียนไปเท่าไหร่ เราเอาทั้งตัว เอาทั้งใจแลกมาเพื่อให้ได้ใบปริญญา แต่ไม่รู้ว่าชีวิตหลังจากนี้จะได้ใช้มันหรือเปล่า เราเลยตัดสินใจไปบอกพ่อว่าจะไม่เรียนแล้วนะ ไม่ไหวแล้ว ตอนนั้นลุ้นๆ แม้พ่อจะเป็นคนเลี้ยงลูกแบบปล่อยมาก ให้อิสระ เท่าที่จำได้พ่อไม่เคยห้ามเรื่องอะไรเลย แต่กับเรื่องนี้เขาคาดหวัง พอบอกเหตุผลไปเขาก็ฟัง แล้วบอกให้ลองไปคิดดูดีๆ ก่อน เราเลยบอกว่างั้นลองดรอปก่อนปีนึง ดูว่าจะยังไง แต่สุดท้ายก็ไม่เคยกลับไปเรียนอีกเลย

มั่นใจกับช่อง YouTube ของตัวเองแค่ไหนถึงตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย

สักแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ทั้งเรื่องรายได้ เรื่องยอดวิว Engagement ต่างๆ ณ ตอนนั้น เรารู้สึกว่ามันยังไปได้อีก นี่ขนาดไม่ได้ทำเต็มตัว ถ้าตั้งใจทำ มันต้องได้แหละ เหมือนตั้งใจเรียน (หัวเราะ) และมันก็เป็นข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราเลือกที่จะตัดเรื่องเรียนออกไป สิ่งนี้เราต้องทำให้ดี มั่นใจไว้ก่อน เราต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าเราเลือกถูกแล้ว ซึ่งเราเลือกถูก

ตอนออกมาไม่ได้รู้สึกกดดัน แต่เป็นความโล่ง ความสบายใจมากกว่า เพราะเราเลือกทำอะไรด้วยตัวเองหมดเลย ต่อให้จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาบังคับให้เราทำ ถ้าจะพลาดก็เป็นความรับผิดชอบของเราที่ต้องแก้ไขเอง 

03

Fah Sarika

ฟ้าเริ่มทำ YouTube ในชื่อ ‘Fah Sarika’ เพราะเป็นคนชอบความสวยความงาม เธอบอกขำๆ ว่าตัวเองแก่แดดมาตั้งแต่เด็ก ทำให้มีพี่ที่สนิทแนะนำให้ลองเขียนบล็อก ก่อนจะกลายมาเป็นวีดีโอบนช่องของตัวเอง YouTuber ที่มีชื่อเสียงในตอนนั้นคือ Pearypie โมเมพาเพลิน และ Mayy R คลิปแรกของเธอในฐานะ YouTuber คือ Korean Make Up Look ที่เธอพูดตอนเริ่มคลิปว่า “อะไรลิ้นจะพันกันขนาดนั้น ตื่นเต้นไง ไม่เคยอัดวีดีโอ”

Fah Sarika แตกต่างจาก YouTuber คนอื่นๆ ในตลาดยังไง

ความเป็นตัวเองของเราทำให้ช่องนี้แตกต่างจากคนอื่น สไตล์ก็เป็นเรื่องนึง เรียนรู้กันได้ ศิลปะในเรื่องของการเลือกเพลง การเรียงภาพ ตัดต่อ ของเราเป็นแบบสบายๆ เน้นพูด เราอยากเข้าถึงคนดู เลยพยายามใส่ความเป็นธรรมชาติเข้าไป ตอนแรกพูดคนเดียวก็ยังเกร็งๆ เขินๆ กล้องอยู่ แต่เราว่าคนสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ความตั้งใจต่างๆ แค่เป็นตัวเอง เราว่าก็แตกต่างแล้ว

ปกติเวลาทำคอนเทนต์เราเลยไม่ค่อยทำสคริปต์จริงจัง อาจจะเขียนเป็นข้อๆ แล้วเราไปพูดให้เป็นธรรมชาติ นอกนั้นก็เหมือนโปรดักชันที่ทำทั่วไปในสเกลที่เล็กลง มีพรีโปรดักชัน ตอนถ่าย แล้วก็โพสต์โปรดักชันพวกเขียนแคปชัน ตอบคอมเมนต์ เราตอบคอมเมนต์เองเพราะอยากเข้าใจคนดู อ่านฟีดแบ็กจากเขา อย่างมีอันนึงเราเขียนคิ้วแย่ เป็นปลิงเลย คนก็จะคอมเมนต์เรื่องคิ้วเยอะมาก แต่เราโอเคนะ คราวหน้าก็จะแก้ไขตรงนี้ให้ได้ 

ซึ่งเราก็มีภูมิคุ้มกันมาจาก Dek-D.com แล้ว

ใช่ๆๆ (หัวเราะ) แต่เรื่องที่คนพูดก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามตัวเรา ณ ตอนนั้น เขาอยากจะติอะไร ก็จะเป็นเรื่องของช่วงเวลาในตอนนั้นด้วย

แล้วตอนนี้เป็นเรื่องอะไร

ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้ว ตอนนี้โอเค แต่ถ้ามีก็จะเป็นเรื่องแบบ ฟ้าพยายามจัง ดูพยายามจะทำตัวเป็นคนดี เพราะมีช่วงนึงเราเคยทำคอนเทนต์ดึงสติ แล้วก็เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เคยทำคอนเทนต์ว่าใช้เครื่องสำอางที่ไม่ทดลองกับสัตว์ เขาก็จะคอมเมนต์ว่า คุณเป็นวีแกนหรือเปล่า คุณใช้กระเป๋าหนังสัตว์อยู่หรือเปล่า ทำไมคุณมาทำแบบนี้ เขาจะหาเรื่องมาคอมเมนต์ 

อย่างเรื่องวีแกนเราก็ไปตอบว่าเราแค่สนับสนุนเฉยๆ หรืออย่างเรื่องที่บอกว่าเราพยายามเป็นคนดี เราก็ตอบว่า ใช่ค่ะ ฟ้าพยายามเป็นคนดีอยู่  ส่วนใหญ่เวลาที่ตอบเขา เขาจะโอเคนะ เขาแค่อยากแสดงความคิดเห็นว่าเขาเห็นต่าง แต่ถ้าด่าแบบหยาบๆ คายๆ มาจะตลก ไม่หนักเท่าคนที่มาเชิงวิชาการ หาเหตุผลมาเถียง แบบนั้นอ่านแล้วจะเครียด โอย กูจะตอบยังไงดีวะ เขาดูมีความรู้นะ (หัวเราะ)

แต่สุดท้าย เราไม่ได้เอามาใส่ใจเท่าไหร่แล้ว เราว่ามันเป็นแพ็กเกจที่มาพร้อมกับสื่อออนไลน์ ไม่ว่าคุณจะทำดีแค่ไหน จะเป็นตัวเองแค่ไหน มันก็จะมีคนที่เห็นต่างอยู่ดี ถ้ายอมรับได้ คุณจะโอเคมากๆ เขาก็แค่ไม่รู้จักเรา 

การทำช่อง YouTube สอนอะไรฟ้า

การลาออกมาทำ YouTube ทำให้เราได้อยู่กับตัวเองเยอะมาก เลยมีโอกาสสำรวจตัวเอง ได้รู้ว่าเราชอบทำอะไร ไม่ชอบทำอะไร บางคอนเทนต์เราก็ทำเพื่อพัฒนาตัวเองด้วย มันเลยมีแต่ได้กับได้ในการทำอาชีพนี้  อย่างเรื่องสุขภาพจะเห็นชัด เราหันกลับมาดูแลตัวเองเพราะทำ YouTube ก่อนหน้านี้เคยลดน้ำหนักแบบผิดวิธี ลดทุกทาง กินยาก็แล้ว ล้วงคอก็เคย จนเป็นบูลิเมีย ยิ่งช่วงเข้ามหา’ลัยแรกๆ ได้ออกมาอยู่หอ จะเป็นหนักมาก แต่สุดท้ายเราก็เจอบาลานซ์ของตัวเอง ทำไปเรื่อยๆ จะรู้ว่าอันนี้ไม่โอเค แล้วค่อยๆ เปลี่ยนไปเองจนเจอว่าการกลับเข้าสู่ธรรมชาติดีที่สุด เลือกกินของไม่ปรุงแต่ง กินอาหารครบห้าหมู่ ออกกำลังกาย คือสิ่งที่เรารู้ๆ อยู่แล้ว ทำแล้วดีขึ้น เราก็บอกผ่าน YouTube พอคนทำตามที่เราบอกแล้วเห็นผล เราก็เลยไปศึกษาเรื่องสุขภาพต่อ ทำให้เราค้นพบทางที่ดีต่อชีวิตจริงๆ แล้วมันก็ไปต่อเรื่อยๆ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องต้นไม้ หรือเครื่องสำอาง

เมื่อสิ่งที่ทำมันสำคัญขนาดนี้ เคยคิดไหมว่าถ้าต่อไปไม่มี YouTube แล้วจะยังไงต่อ

กลัวนะ เพราะมันเป็นอาชีพที่สนุกและเราทำได้ดี มันนำพาอะไรหลายอย่างมาให้เรา ไม่รู้ว่าจะมีอาชีพอื่นที่จะมาแทนสิ่งนี้หรือได้รายได้เท่านี้ไหม (หัวเราะ) แต่ถ้าต่อไปจะไม่มีก็ไม่เครียดหรอก คนเราก็ต้องทำอย่างอื่นได้ มันไม่มีทางจะทำอะไรได้แค่อย่างเดียว ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ได้ยึดติด ไม่ใช่ว่าพอไม่มีอาชีพนี้แล้วชั้นจะหมดสิ้น ไม่ขนาดนั้น

เราเป็นคนมองอนาคตระยะยาว แต่ไม่ได้ชัดเจนว่าต้องเป๊ะๆ เรารู้สึกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันโอเคแล้วแหละ ที่เหลือก็เป็นแค่สิ่งน่าตื่นเต้นที่กำหนดไม่ได้ด้วยซ้ำ อาจจะทำได้ประมาณนึงด้วยการวางแผน จะเก็บเงินเท่านี้ จะเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ยังไง จะมีชีวิตแบบไหน จะซื้อบ้านเมื่อไหร่ แต่ในอนาคตมันอาจจะเกิดฟองสบู่แตก เกิดโลกร้อนจนเราสร้างบ้านไม่ได้ก็ได้ อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต

ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน
ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน

04

ฟ้า 

เมื่อถามถึงชีวิต ณ ตอนนี้ ฟ้าตอบว่า “แค่คิดถึงชีวิตในตอนนี้ ก็รู้สึกพอใจแบบตื้นตันจากข้างใน”

นี่เป็นช่วงชีวิตที่เธอได้เป็นตัวเอง ได้ทำสิ่งที่รัก เธอเรียนรู้ที่จะปล่อยวางบางอย่าง และพยายามอย่างมากที่จะไม่คิดลบหรือเอาปัญหามาขยายให้ใหญ่ขึ้น เธอเติบโตผ่านหน้าที่ การงาน ผู้คนที่พบเจอ จนสามารถพูดได้เต็มปากว่า ‘ฟ้า’ คนนี้คือฟ้าที่มีความสุขกับตัวเองจริงๆ

เป้าหมายของฟ้า ษริกา วันนี้เปลี่ยนไปไหม

เปลี่ยนไปเยอะ (ลากเสียง) ถ้าเป็นแต่ก่อนก็คงอยากมีเงินเก็บเยอะๆ อยากมีบ้าน อยากมีรถ อะไรทั่วๆ ไปอย่างปัจจัยสี่ แต่ตอนนี้พอมีแล้ว เราค้นพบว่ามันไม่ใช่คำตอบ คนเราจะมีความสุขได้แค่เราคิดว่าเราจะมี ไม่ต้องรอให้มีเงิน มีรถ มีบ้าน ไม่ต้องรอให้ไปเที่ยวก่อนแล้วเราถึงมีความสุข อาจจะฟังดูแปลก แต่มันดีมากๆ ที่เราสามารถเห็นว่าความสุขของเราเป็นของฟรี และเราบอกคนอื่นได้ว่า ถ้าอยากมีความสุขไม่ต้องรอ ทำได้เลย มันเลยทำให้เป้าหมายของเราเปลี่ยนไปตรงที่เราไม่ไปยึดติดกับหลายๆ อย่าง ตัดออกไปเลย งานก็ทำต่อไป อะไรที่เป็นแผนก็ทำต่อไปให้ถึงเป้า แต่ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกดดัน

เป้าหมายตอนนี้เลยแค่อยากมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ ได้ในทุกๆ วัน และมอบความสุขนั้นให้คนอื่นด้วย ให้ไปและรับมา ผ่านงานที่เราทำหรือในชีวิตประจำวันกับคนรอบข้าง เราว่าคนที่รายล้อมไปด้วยการให้ความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ความสุขจะยิ่งเพิ่มขึ้นไป 

วิธีสร้างมีความสุขของคนที่ทำงานในโลกเสมือนจริงคืออะไร

เราจะหยุดคิดทุกเรื่อง ณ ชั่วขณะหนึ่ง คล้ายๆ กับการนั่งสมาธิ คนยุคนี้ชอบเก็บอะไรมาคิดต่อ คิดเรื่องโลก คิดเรื่องเพื่อน คิดเรื่องคนอื่น แต่น้อยมากที่หยุดคิดไปเลย ลองหยุดคิดสักพักนึง ปล่อยให้ร่างกายมันรีเซตใหม่ทั้งหมด แล้วเราจะค้นพบว่าที่เราสุขหรือที่เราทุกข์มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ อารมณ์ที่เกิดจากคนรอบๆ เกิดจากสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จากสิ่งที่เราเห็น จากเสียงที่เราได้ยิน ที่บอกให้หยุดคิดเพราะพอหยุดแล้ว เราจะได้เห็นว่าไม่มีอะไรมาทำร้ายจิตใจเราได้เลย ทุกอย่างเป็นแค่สิ่งที่เราสมมติขึ้น ที่เราคิดไปเอง

สมมติเราเศร้าอยู่ ไหนลองหยุดเศร้าเล่นๆ ซิ เหมือนหลอกตัวเอง ได้สักห้าวิ สิบวิ ก็ยังดี แล้วเราจะเห็นบางอย่างในตัวเอง เห็นเราเป็นสองคน คนหนึ่งเป็นคนรับรู้ อีกคนหนึ่งเป็นคนคิด ถ้าเรารับรู้ว่าเรากำลังคิดอยู่ มันจะทำให้เราไตร่ตรองเรื่องทุกเรื่องในชีวิตได้ดีขึ้น เราจะไม่เอาอารมณ์ไปตัดสิน เราจะมองว่ามันเป็นแค่สิ่งที่ผ่านเข้ามา แล้วมันก็จะผ่านไป และเราจะมีความสุขได้เพราะเราเข้าใจตัวเอง และเข้าใจว่ามันเป็นไปอย่างนั้นเอง 

แล้วทุกวันนี้ความสุขของฟ้าหน้าตาเป็นยังไง

ทุกวันนี้เหรอ เราว่าแค่ไม่สุขและไม่ทุกข์ การไม่ค่อยรู้สึกอะไรเป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว มันจะสงบ เพราะความสุขจะเกิดขึ้นแป๊บๆ เราดีใจกับเรื่องอะไรได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ไปคิดเรื่องอื่นแล้ว ความทุกข์ก็เหมือนกัน แต่ทุกข์อาจจะนานหน่อย เพราะมนุษย์ชอบเอาเรื่องทุกข์มาขยายให้เป็นเรื่องใหญ่ ภายในวันนึงเรามีทั้งความสุขและความทุกข์ อาจจะมากน้อย สัดส่วนไม่เท่ากัน ความสุขของเราคือการไม่รู้สึกอะไร แค่เราสงบที่ใจ เรามีสติ เรารู้ตัว บางทีอาจจะแค่วันนี้ท้องฟ้าสวยจังเลย ดีเนอะ วันนี้โชคดีจังรถไม่ติด เออดีนะ วันนี้ไม่ปวดฉี่บนรถ ถ้าเรามองเห็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความสุข มันจะมีอยู่ตลอด ความทุกข์ก็เหมือนกัน เราจะเห็นว่ามันเกิดแล้วจะไป มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป ไปเรื่อยๆ

เรามองว่าความสุขเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่เราเข้าถึงได้ เหมือนกันกับความทุข์ มันแค่เป็นคู่ตรงข้ามที่จะเข้ามาแล้วผ่านไป 

เพราะทุกข์ สุข เป็นส่วนประกอบของชีวิต

ใช่ ถ้าตอนไหนมีความสุขมากๆ อาจจะทำให้เราลืมตัว เผลอทำอะไรผิดไป เพราะบางทีความสุขก็ทำให้คนขาดสติได้ เคยมีช่วงนึงรู้สึกว่า ชีวิตเราดีไปเปล่าวะ (หัวเราะ) เหมือนมีเลเวลเดียว เรียบๆ ไม่ค่อยหลุดเลยช่วงนี้ ไม่ค่อยมีเรื่องหวือหวา งานก็โอเค เรื่องส่วนตัวก็โอเค แต่เราเกิดความรู้สึกเบื่อ แปลกมาก จนได้ไปเจอเพื่อน เลยทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น อย่าไปมองว่าเราต้องมีความสุขตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งทุกข์ตลอดเวลา บางทีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง มันก็สนุกดี

ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ปัณฑารีย์ วจิตานนท์

เชื่อว่าความทรงจำอยู่ในภาพถ่าย สะสมกลักฟิล์มบางครั้ง ทำประจำคือไปคอนเสิร์ต

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

สตีเฟ่น บอดลีย์ (Steven Bodley) หรือ อาจารย์สตีฟ แห่งมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี คือชาวออสเตรเลียที่พูดภาษาไทยชัดแจ๋วจากไวรัลดังบนอินเทอร์เน็ตซึ่งบันทึกโดยฝีมือนิสิต นั่นเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เราอยากทำความรู้จักอาจารย์สอนภาษาอังกฤษท่านนี้อย่างมาก

การสนทนาร่วม 3 ชั่วโมงดำเนินด้วยภาษาไทย แน่นอนว่าชัดแจ๋ว ขนาดว่า ร.เรือ กระดกลิ้นแบบถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยน แถมด้วยศัพท์แสงที่ไม่ธรรมดา จนเราถึงบางอ้อ เมื่ออาจารย์สตีฟเฉลยว่าอยู่ประเทศไทยมานานราว 30 ปี แม้เริ่มต้นด้วยความคิดที่ไม่อยากมาเยือนประเทศนี้เสียด้วยซ้ำ

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

เขาจับพลัดจับผลูเข้ามาทำงานในประเทศไทยกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สถาบันฝึกอบรมวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว (สรท.), มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี ปัจจุบันอาจารย์สตีฟย้ายมาสอนและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดจันทบุรีเข้าสู่ปีที่ 5 

ความน่าสนใจ คือ เขาเกิดและเติบโตในชนบทของประเทศออสเตรเลีย มีเพื่อนเป็นไก่ เป็ด แมว บางทีก็หนังสือและต้นไม้ เขามีความฝันว่าอยากเป็น ‘ครู’ เป็นครูเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม เป็นครูเพื่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาสให้หลุดพ้นจากกรงขังแสนคับแคบ ดังเช่นเรื่องราวชีวิตของเขาในวัยเด็ก

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

ภายในหน้าต่างออนไลน์ตรงหน้า ชายตาน้ำข้าวท่าทางใจดีสวมเสื้อม่อฮ่อมสีซีด พร้อมด้วย ‘มุทิตา’ แมวหญิงสีดำขลับ แววตาสีฟ้าเขียว ที่เจ้าของบอกว่าเป็นแมวแปลก เกลียดแมว รักหมา และไม่กลัวคน นั่งอยู่บนตักและคลอเคลียไม่ห่าง สตีเฟ่นยินดีแบ่งปันเรื่องราวของเขาตั้งแต่ยังเยาว์ เยือนไทยครั้งแรก อาชีพครูตามฝัน เรียนภาษาไทย จนกระทั่งการตัดสินใจดำเนินชีวิตบั้นปลายในจังหวัดจันทบุรี 

เด็กบ้านนอกจากออสเตรเลีย

สตีเฟ่นเป็นลูกหลง ในวันที่เขาอายุครบ 1 ขวบ ก็มีอายุห่างจากพี่สาวคนแรกและพี่สาวคนที่สอง 16 ปี และ 14 ปี ตามลำดับ แถมเขายังกลายเป็นน้า โดยมีหลาน ๆ อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

“ครอบครัวผมผู้หญิงเป็นใหญ่ ผู้ชายเป็นรอง ผู้หญิงขับเคลื่อน ผู้ชายทำกับข้าว”

การเติบโตมาในครอบครัวที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ สอนอะไรคุณบ้าง – เราถาม

“เยอะมาก ผมกล้าแสดงออก ไม่อายที่จะพูดว่าผมร้องไห้เป็น มันทำให้ผมเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่าเดิม ผมเคารพนับถือผู้หญิงมาก ๆ และเคยเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับทฤษฎีสิทธิสตรีกับการนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ชาย ผมนี่เป็นเฟมินิสต์ตัวดุเลยครับ” สตีเฟ่นเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

เด็กหนุ่มเติบโตมาอย่างเดียวดายทว่าเด็ดเดี่ยว เพราะพี่สาวทั้งสองคนย้ายออกจากบ้านไปอยู่กับครอบครัวตั้งแต่เขาอายุ 4 ขวบ พ่อแม่จำเป็นต้องออกไปทำงานเลี้ยงชีพ หลังเลิกเรียนสตีเฟ่นใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นหลัก หุงหาอาหารด้วยตัวเอง มีบัดดี้เป็นแมว ไก่ เป็ด บางทีก็ต้นไม้

“บ้านผมยากจนนะ พ่อเป็นเทศกิจ แม่เป็นพนักงานขายของในร้านชำ ผมมั่นใจว่าถ้าพ่อไม่เลี้ยงวัว ไม่เลี้ยงไก่ ไม่ตกปลา บางทีเราก็ไม่มีกิน ส่วนหมู่บ้านที่ผมอยู่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีรถไฟ ไม่มีรถเมล์

“ไม่มีแม้แต่ความหวัง” เขาเปรยถึง ‘บ้านเกิด’ ในชนบทของประเทศออสเตรเลีย

“มันบ้านนอกมาก ๆ เป็นสังคมการเกษตร มีประชากรแค่ 600 คน คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ย้ายออกและทิ้งบ้านให้ร้าง เพราะอยู่ที่นี่เขาไม่มีอนาคต ส่วนเด็กในชั้นเรียนเดียวกันกับผมก็มีไม่ถึง 20 คน กระจัดกระจายกันตามฟาร์ม ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเอาตัวรอดจากตรงนั้นมาได้คือหนังสือ”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี
Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

หนังสือเป็นเพื่อน เป็นประตู และเป็นความวิเศษที่โลกใบนี้มอบให้เด็กชายสตีเฟ่น

“หนังสือทำให้ผมท่องโลกกว้าง ท่องจักรวาล ผมได้อ่านเรื่องชีวิตสมัยก่อนของคนในอังกฤษ อ่านเรื่องชีวิตของคนในมหานครนิวยอร์ก มันเหมือนผมมีปีก ปีกที่ทำให้ผมบินออกจากกรงและสังคมแคบ ๆ ในหมู่บ้านยากจน ผมใช้จินตนาการเดินทางทะลุมิติและข้ามเวลาไปอยู่ในโลกของหนังสือเล่มนั้น 

“ผมอยากทำให้คนอื่นบินได้ด้วยหนังสือเช่นเดียวกันกับผม และผมรู้นะว่ารัฐบาลออสเตรเลียมองหมู่บ้านผมและผมเป็นคนด้อยโอกาส มันผิดนะ ในเมื่อเรามีการศึกษา เรามีหนังสือ เรามีความรู้เป็นอาวุธ เท่ากับว่าเราไม่ได้ด้อยโอกาส เพราะเรามองเห็นความจริงของสถานการณ์ เราวิเคราะห์และหาหนทางออกได้ ผมกลับมองว่าส่วนหนึ่งของความด้อยโอกาสและความยากไร้เกิดขึ้นเพียงแค่ทัศนคติ

“ซึ่งผมเห็นหนทางที่จะช่วยผู้อื่นไม่ให้ด้อยโอกาสเหมือนผม นั่นคือการเป็น ‘ครู’ มันเป็นโอกาสที่จะช่วยให้คนอื่น ๆ ไม่ต้องติดอยู่ในกรง” นี่คือจุดเริ่มต้นความฝันของเด็กชายสตีเฟ่นในวัยเยาว์

แม้คะแนนสอบเอนทรานซ์ของสตีเฟ่นจะยื่นเรียนแพทยศาสตร์ได้สบายบรื๋อ แต่เขาส่ายหัว

เพราะหัวใจทั้งดวงเขามอบให้กับวิชาชีพ ‘ครู’ ไปเรียบร้อยแล้ว

มาทัศนศึกษาประเทศไทย

สตีเฟ่นและคณะเพื่อนมาประเทศไทยครั้งแรก ด้วยทริปทัศนศึกษาสมัยเรียนปริญญาตรี

“พูดตรง ๆ นะ ใจไม่ค่อยอยากมา” เขาเปรยพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ 

“แต่อาจารย์คะยั้นคะยอ ตื๊อจนผมยอม พอมาแล้วก็ชอบมาก ที่ยั่วใจที่สุดคือ พอไปอยู่ชนบทในเมืองไทย ทำไมมันเหมือนชนบทที่บ้านจัง ทั้ง ๆ ที่ต่างทวีป ต่างวัฒนธรรม ต่างเผ่าพันธุ์ ทุกสิ่งก็น่าจะต่างกัน แต่มันเหมือนกันจนน่าตกใจ นั่นเลยจุดประกายไฟให้ผมสนใจวัฒนธรรมและสังคมไทย

“ผมสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ทำงาน เก็บตังค์ ช่วงนั้นเศรษฐกิจในออสเตรเลียไม่ค่อยดี เพื่อนสนิทในไทยเขาบอกว่าเศรษฐกิจไทยดีอยู่ค่า เชิญมาทำงานที่นี่ค่า ผมคิดว่าไม่เลวนะ ก็เลยมา ลองดู”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

เขาเริ่มต้นอาชีพแรกในสยามเมืองยิ้มด้วยการทำงานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพราะเคยเป็นมัคคุเทศก์และบังเอิญว่าบ้านเกิดของเขาอยู่ในภูมิภาคที่โด่งดังเรื่องการท่องเที่ยวระดับโลก ทำให้เขาข้องเกี่ยวกับภาษา การแปล การท่องเที่ยว วัฒนธรรมและสังคม มาโดยตลอด

ถนนสายอาชีพพาเขาเดินทางมาปักหลักที่จังหวัดชลบุรี เริ่มต้นอาชีพที่สองกับสถาบันฝึกอบรมวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว (สรท.) หลังจากนั้น 4 ปี เขาก็กลายมาเป็น ‘ครู’ วิชาชีพที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กที่มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี

จนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้คนไทย

แล้วสอนอะไร – เราสงสัย คงพอจะเดาออกว่าหนีไม่พ้นวิชาภาษาอังกฤษเป็นแน่

“ผมเป็นอาจารย์เก็บตกครับ” เขาไม่รอให้ฉงนนาน “หมายความว่าวิชาไหนไม่มีคนอยากสอน ผมต้องสอน เช่น วิชาการพูด-ฟัง วิชาการแปล วิชาการล่าม ซึ่งผมไม่ชอบการแปลเท่าไหร่ แต่ด้วยเหตุจำเป็นทำให้ผมต้องสอน การที่ผมตั้งใจรับรู้ภาษาไทยทำให้ผมเป็นทรัพยากรสำคัญในวิชาการแปล ยิ่งสอนคู่กับอาจารย์คนไทยที่เรียนด้านวรรณกรรม ฟินเวอร์ ช่วยกันคิดภาษา ช่วยกันเกลา มันดี”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

อาจารย์สตีฟสอนวิชาเก็บตกเป็นเวลามากกว่า 20 ปีในวิทยาเขตบางแสน 

เมื่อย้ายมาวิทยาเขตจันทบุรี ก็ยังสอนวิชาเก็บตกอยู่หรือไม่ – เราสงสัย ครั้งที่สอง 

“Yes! ตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ” เป็นคำตอบที่มาพร้อมเสียงหัวเราะ 

“ผมสอนในสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเชิงธุรกิจ มุ่งเน้นภาษาอังกฤษ แต่เนื้อความเป็นเชิงธุรกิจ นี่เป็นความต้องการของคนในละแวกนี้ ทางมหาวิทยาลัยทำการสำรวจระยอง จันทบุรี สระแก้ว ตราด ปราจีนบุรี ว่าเขามีความต้องการใช้ภาษาอังกฤษอย่างไร ซึ่งเขาต้องการรู้ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ การสอนก็จะยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเกษตรค่อนข้างเยอะ การท่องเที่ยวเชิงทะเล เชิงอาหาร 

“ที่นี่ปรับหลักสูตรทุก 4 ปี เรากำลังจะมีวิชาหนึ่งที่มีแต่ผมสอนได้ นั่นคือวิชาล่าม วิชานี้เกิดขึ้น เพราะหลังจากนิสิตฝึกงานและสำเร็จการศึกษาจนออกไปทำงาน อาจารย์มีหน้าที่ออกไปติดตามผลแล้วก็ขอคำแนะนำมาปรับปรุงหลักสูตร มีฟีดแบ็กค่อนข้างหนักจากภาคอุตสาหกรรมในระยอง ชลบุรี กรุงเทพฯ ว่าต้องการคนที่ทำล่ามเป็น ทุกคนในที่ประชุมก็หันหน้ามามองผม (หัวเราะ) ก็ได้วะ!

“ผมถึงเรียกว่าวิชาเก็บตก ผมยินดีครับ ถ้าทำให้เด็กผมเก่ง ผมทำ และการทำงานกับมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก มันดีมาก ๆ วิทยาเขตจันทบุรีไม่ใหญ่เหมือนบางแสน เราทำงานเป็นทีมที่แน่นแฟ้นมาก เรารู้จักชื่อเด็กทุกคน สิ่งที่ผมภูมิใจมาก คือ วิทยาเขตของเราเด็กพิเศษมาอยู่เยอะมาก เรามีนิสิตในกลุ่ม LGBTI เยอะ มีนิสิตที่เป็นออทิสติก มีนิสิตที่เป็นโรคซึมเศร้า ผมภูมิใจที่เขากล้ามาอยู่กับเราและไว้ใจเรา”

อยากเป็นครูเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

“ตอนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ผมเห็นว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้

“และการเป็นครู ก็เหมือนผมมีบทบาทลับ ๆ ผมไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหญ่ที่ต้องออกมาชี้ทางนโยบาย ผมเพียงแต่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง แล้วค่อย ๆ แนะแนวทางให้ศิษย์ และผมสำนึกตลอดเวลาที่สอนอยู่ในห้องเรียน สิ่งที่ผมพูด สิ่งที่ผมทำ มันคือสิ่งที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ในอนาคต”

เป้าหมายใหญ่ของการเป็นครูคือการเปลี่ยนแปลงสังคม – เราทวนความคิด

“ถูกครับ เพราะสังคมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือสังคมที่ตายไปแล้ว” – เขาตอบทันที

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

จากที่อยู่ไทยมาเกือบ 30 ปี อาจารย์สตีฟคิดว่าสังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้ดีขึ้น

“เหนื่อยใจ” (ทำท่าปาดเหงื่อ) “ผมไม่อยากให้คนไทยทิ้งกำพืด การที่เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร สำคัญมาก อย่าทิ้งการเกษตร และอย่าคิดว่าการพัฒนาเท่ากับความร่ำรวย ผมยอมรับว่าเงินมันอำนวยความสะดวกได้หลายสิ่ง แต่เงินไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ในวันที่เราท้อแท้ เงินมันจะเอื้อมมากอดเรามั้ย เงินมันจะกระซิบข้างหูเรามั้ยว่า รักเธอนะ เงินมันมีประโยชน์ในวงจำกัดมาก ๆ สิ่งที่มีประโยชน์กว่าเงิน คือเพื่อนบ้าน คือคุณพ่อ คุณแม่ คือต้นกะเพราหน้าบ้านที่มีใบให้กินและรักษาดินไว้ให้เรา

“ผมอยากให้คนใส่ใจเรื่องสังคมมากกว่าใส่ใจเรื่องเงินทอง เช่น บ้านผมอยู่ที่อำเภอท่าใหม่ ก่อนหวยออก 2 สัปดาห์ ชาวบ้านบอกว่าเกลียดนายกนักหนาสาหัส แต่พอกลางเดือนกับสิ้นเดือนก็หาเงินเพื่อเขวี้ยงใส่เขาตลอดเวลา ผมว่าคนเราชอบลืมว่าการกระทำของเราเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดสังคม ถ้าเราต้องพัฒนาสังคม ก็จำเป็นต้องพัฒนาคนให้เจริญก้าวหน้า ให้คนมีเหตุมีผลและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 

“ถ้าวันใดสังคมไม่มีความก้าวหน้า คุณนั่นแหละต้องเป็นจุดเปลี่ยน คุณต้องกล้าและมั่นใจพอที่จะเป็นจุดริเริ่มของการเปลี่ยนแปลง โดยให้การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นในตัวคุณก่อน ซึ่งผมไม่ใช่คนโลกสวย แต่ผมเชื่อว่าถ้าคนเราอยากเปลี่ยนโลก ก็เปลี่ยนสิวะ มันอยู่ที่มือของคุณ อยู่ที่การกระทำของคุณ”

เขาเชื่อมั่นเช่นนั้นเสมอมา

จนค้นพบว่า นี่แหละ หัวใจของความเป็นครู

เราถามผู้ประกอบวิชาชีพครูมากว่าค่อนชีวิต ว่าเขายังสนุกกับการเป็น ‘ครู’ อยู่ไหม

“สนุกครับ ถ้าไม่สนุก ผมจะทำไปทำไม เหนื่อย ถ้าผมไม่รักอาชีพครู ผมไม่เป็นหรอก และในความรู้สึกของผม ไม่มีผู้ใดเลือกเป็นครูเพราะอยากรวย อาชีพครูไม่รวยครับ รวยแต่เขือน่ะสิ” หัวเราะ

“มีครั้งหนึ่ง เด็กที่ผมสอนออกเสียง S ท้ายคำไม่ได้ ปีหนึ่งก็ไม่ได้ ปีสองก็ไม่ได้ พอปีสาม ผมขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน วันนี้อีน้องไมค์มันออกเสียง S ท้ายคำได้ วันนี้กูพร้อมตาย ชีวิตนี้กูคุ้มแล้ว 

“นี่แหละครับค่าตอบแทนและความสุขที่แท้จริงของครู คือความรู้และความสำเร็จผลของลูกศิษย์ เหมือนผมเป็นพ่อแม่เขา ผมมีส่วนร่วมในการหล่อหลอมเขา นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่า มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่นะ ผมว่าเด็ก ๆ เขาไม่ค่อยรู้ว่าครูส่วนใหญ่รู้สึกแบบนี้” ครูคนนี้เล่าด้วยแววตาภูมิใจ

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี
Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

ตลอด 30 กว่าปีของการเป็นเรือจ้าง คุณว่าคุณค่าของความเป็น ‘ครู’ คืออะไร

“ศักดิ์ศรีครับ ผมเป็นครูด้วยใจ ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและหวังดี ซึ่งก่อให้เกิดการเข้าใจคุณค่าในตัวเอง ผมไม่สนใจเกียรตินะ ใครมาชี้หน้าด่าผม ผมจะมองหน้าแล้วบอกว่า ครับ ใครจะชื่นชมว่าผมดี คำชื่นชมยกย่อง ผมแดกไม่อิ่ม แต่การที่ผมรู้แก่ใจว่าผมรักนิสิต ผมทำให้เขาก้าวหน้า นั่นคือศักดิ์ศรีของผม”

เรารู้ว่าครูเป็นผู้ให้ ‘ความรู้’ ในทางกลับกัน การเป็นครูทำให้คุณ ‘เรียนรู้’ อะไรบ้าง

“ผมเรียนรู้ถึงคุณค่าของความเป็นระเบียบ เรียนรู้ถึงความเก่ง ความแกร่งของวัยรุ่น เรียนรู้ถึงจรรยาบรรณและศีลธรรมของวัยรุ่น วัยรุ่นมีใจให้ซึ่งกันและกัน ผมได้รับมิตรสหายจากครูด้วยกัน พวกเราเป็นนักรบต่อต้านความโง่และต่อสู้กับความทุจริตในสังคม เหมือนเรากลายเป็นพรรคพวกเดียวกัน”

ซึ่งจำเป็นต้องเรียนภาษาไทย

จากไวรัลที่อาจารย์สตีฟพูดไทยชัดแจ๋วก็อดถามถึงการเรียนภาษาไทยของเขาไม่ได้ การอยู่ไทยจะปาเข้าปีที่ 30 ก็พอตอบข้อสงสัยนั้น แต่ขอถามอีกหน่อยน่า ว่าเริ่มเรียนภาษาไทยตั้งแต่ตอนไหน

“ตอนจำเป็นที่ต้องขึ้นสองแถวและมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ความจำเป็นเป็นครูที่ดีที่สุด” เขาเปรย 

“ในเมื่อคุณจำเป็นต้องพูดให้รู้เรื่อง คุณจะพูดรู้เรื่อง วิธีการรับรู้ภาษาคือการใช้แล้ว ใช้เล่า ใช้อีก ใช้ซ้ำ คุณต้องฝึกและเอาภาษามาใช้จริงในชีวิตประจำวัน ผมขออภัยนะครับ แต่ทำไมโสเภณีถึงใช้ภาษาเก่ง เพราะเขาจำเป็นจะต้องพูดรู้เรื่อง ไม่เช่นนั้นเขาหาเงินหาทองไม่ได้ มันก็เหมือนกันนั่นแหละ

“ผมบอกนิสิตเสมอว่าการเรียนภาษาให้เก่งก็เหมือนการปั่นจักรยานให้เป็น ถ้าคุณอ่านหนังสือประวัติความเป็นมาของจักรยาน คุณอ่านหนังสือวิธีการประกอบจักรยาน คุณอ่านนวนิยายเกี่ยวกับการปั่นจักรยาน คุณดูหลักการทฤษฎีการทรงตัวของมนุษย์ คุณไปอ่าน ไปสัมภาษณ์ ไปพูดคุย ไปเก็บตัวอย่างงานวิจัยเกี่ยวกับจักรยานมากแค่ไหน คุณจะปั่นไม่ได้จนกระทั่งคุณแหกตูดนั่งบนอานจักรยาน 

“คุณต้องล้มแล้ว ล้มเล่า ต้องเลือดออก ถึงจะปั่นจักรยานเป็น ภาษาก็เช่นเดียวกัน กว่าคุณจะเก่งภาษาต่างประเทศคุณต้องร้องไห้ ต้องเสียเหงื่อ ต้องเสียเวลา ต้องเจ็บ ไม่เช่นนั้นคุณไม่จำ”

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

แล้วการเรียนภาษาไทยของอาจารย์สตีฟเหมือนการปั่นจักรยานไหม 

“โอ้โห เสียเวลา เสียเหงื่อ เสียเลือด แล้วก็เสียน้ำตาเยอะมาก” – เสียน้ำตาเพราะอะไร

“เพราะมีคนด่า มีคนเข้าใจผิด ผมใช้ภาษาผิด สื่อสารไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ผมจำนะเว้ย”

อาจารย์สตีฟก้าวผ่านหยดน้ำตาและหยาดเหงื่อเหล่านั้นมาได้อย่างไร

“ด้วยการต่อสู้สิครับ ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่ได้มาฟรีนะลูก แม้แต่ความรักก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง ผมพ้นผ่านด้วยความแกร่ง ความตั้งใจ เช่น วันนี้คนขับสองแถวหัวเราะเยาะเย้ยผมเวลาผมพูดไม่ชัด สัปดาห์หน้า ถ้ากูขึ้นสองแถวมึงนะ มึงไม่มีวันหัวเราะกูอีกต่อไป ครั้งหน้ากูจะพูดถูก ต้องสู้” 

แล้วใครเป็นคนสอนภาษาไทยให้คุณ (รู้ว่าเป็นคำถามพื้นฐานที่สุด แต่ก็อยากรู้อยู่ดี)

“ครูสอนภาษาไทยผมที่ดีที่สุดของผม คือ มอเตอร์ไซค์รับจ้างครับ” – ทำไมคะ

“เขามีเวลาว่างระหว่างรอคิว”

“ผมคุยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอยากคุย เพราะเขาเป็นเจ้าของภาษา บางทีเขาถามว่าออสเตรเลียเป็นยังไง ผมก็ต้องพยายามหาคำศัพท์เกี่ยวกับพืชพันธุ์ที่ปลูกในออสเตรเลีย เกี่ยวกับการเกษตรที่พ่อของผมทำ เกี่ยวกับภูมิอากาศ สภาพอากาศ เศรษฐกิจ การปกครอง เขาถาม ผมก็ต้องหาคำตอบ บางทีดึกดื่นก็นั่งคุยกับคุณยาม บางทีนั่งสองแถวไปทำงาน เห็นคุณป้าหน้าตาใจดีนั่งตรงกันข้ามก็ชวนกันคุย 

“แม่ค้าที่ตลาดก็ใจดีนะ ผมไปเดินตลาดวัดกลาง จังหวัดชลบุรี หยิบมังคุดขึ้นมา ถามเขาว่านี่เรียกว่าอะไร เขาก็ตอบว่า ‘มังคุด’ – มังคุด ฉันพูดถูกมั้ยจ๊ะพี่ ขอซื้อหนึ่งกิโลครับ พอนั่งสองแถวกลับบ้าน ผมก็หยิบมังคุดขึ้นมา แล้วก็ท่องว่า มังคุด มังคุด มังคุด หอมหวาน เนื้อขาว ผมต้องหาเรื่องคุยเกี่ยวกับมังคุด ต้องใช้คำว่ามังคุดให้เป็น แล้วก็ยั่วยุให้คนอื่นอยากจะพูดเรื่องมังคุดด้วย เพื่อผมจะได้จำ

“สิ่งสำคัญคือแอตติจูด ถ้ามีทัศนคติที่ดีต่อภาษา จะยิ่งเป็นแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้น”

หัวใจหลักของภาษาคือการใช้ซ้ำและใช้จริง อาจารย์สตีฟบอกเราว่า ตอนเป็นเด็กคุณรับภาษาไทยมาเยี่ยงไร ก็จงรับภาษาอังกฤษเยี่ยงนั้น แล้วคุณจะเก่งภาษาอังกฤษเท่าเทียมกับภาษาไทย 

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

พอพูดกันด้วยภาษาไทยแล้วยิ่งมันปาก ซึ่งอาจารย์สตีฟก็เห็นพ้องกับเรา 

“ภาษาไทยเป็นภาษาที่สนุก ๆ จริงนะ เป็นภาษาที่พร้อมจะหาเรื่องทะลึ่งมาแทรกตลอดเวลา แต่มีหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเกือบยอมแพ้ต่อภาษาไทยคือคำศัพท์ ภาษาไทยคำศัพท์มันเยอะฉิบหายเลย 

“สำหรับคนอ้วนอย่างผม คำว่ากินเป็นคำที่สำคัญ มีครั้งหนึ่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างถามผมว่า ‘จารย์แดกข้าวกันมั้ย’ ผมก็นึกว่าฟังผิด ‘อะไรแตกนะครับพี่ จานแตกหรอ’ เขาบอกว่า ‘ไม่ใช่แตก แดก’

“ถึงมารู้ว่าแดกแปลว่ากิน เขาบอกว่าพูดแดกแล้วมันสะใจกว่า พอผมรู้จักคำว่ากิน คำว่าแดก ยังโดนคำว่าทานอีก ยังมีรับประทาน เสวย ฉัน ยัดห่า ฟัด ฟาด สวาปาม มันเยอะมาก เหนื่อยนะ

“ตอนนี้เริ่มติดภาษาตะวันออก อย่างคำว่า อร่อยเหาะ แปลว่า อร่อยจัง หรือคำว่า เต็มเช่ด แปลว่า เต็มไปหมดเลย, จะนั่งสองแถวก็ไม่ได้ เต็มเช่ด แล้วมีบางคำที่นิสิตสอน เช่น อยู่ แปลว่า ไม่ได้ ถ้าพูดว่า ได้อยู่ ก็แปลว่า ไม่ได้” อาจารย์สตีฟเล่าด้วยอารมณ์ขัน พร้อมยกสถานการณ์ที่เอาไปใช้จริง

และความเป็นไทยสอนให้รู้ว่า

“ในภาพรวม ผมมองว่าวัฒนธรรมไทย สังคมไทย สอนคนให้เคารพกัน ผมค่อนข้างชอบยกมือไหว้นะ และความเป็นไทยสอนให้คนมีความเกรงใจ บางทีเกรงใจก็ดี บางทีเกรงใจมากเกินไปก็ไม่ดี แล้วก็สอนคนให้เป็นมิตร ต้อนรับเก่ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมประเทศไทยติดอันดับการท่องเที่ยวของโลก 

“อีกอย่างคนไทยพร้อมที่จะสนุกสนานเฮฮาตลอดเวลา จิตใจกว้างไม่รังเกียจใครง่าย ๆ ในแง่ลบก็มีนะ สังคมและวัฒนธรรมไทยอาจจะสอนคนไทยให้ขี้อิจฉา สอนคนไทยให้หน้าใหญ่เกินไปหน่อย คนไทยจะสนใจหน้าตัวเองมากเกินไป และขี้ดราม่าเกินไปหน่อยด้วย ชอบเอาเรื่องเล็กมาเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนว่าคนไทยพร้อมจะถือสาตลอด จะถืออะไรกันนักหนา ไม่หนักเหรอครับ (หัวเราะ) 

“บางทีคนไทยขี้น้อยใจ แล้วก็เชื่อคนง่ายเกินไป ควรเข้มแข็งกว่านี้หน่อยหนึ่ง อย่าไปบ้าเห่อนอก บ้าเห่อฝรั่ง อย่าไปคิดว่าโลกตะวันตกมันดีทุกอย่าง ทำไมมองไม่เห็นสิ่งดี ๆ ในบ้านตัวเองบ้าง 

“ที่เห็นบ่อยเลย คือ ผู้ใหญ่ชอบพูดว่าโลกตะวันตกดี อเมริกามันเลิศ เมืองไทยต้องไปทางนี้, ทำไมอะ เพราะอะไร เมืองไทยเป็นแบบไทย ๆ ก็ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องไปทำเหมือนโลกตะวันตก ทำไมต้องทำตัวเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ วะ ฝรั่งตดที่ไหน คนไทยไม่ต้องสูดลึก ๆ หรอก ผมไม่ชอบ มันย้อนแย้งในตัวเองนะ เช่น ผู้ใหญ่ชอบดูถูกไทย ชื่นชมฝรั่ง พอวัยรุ่นแต่งตัว ใส่ไนกี้ ผู้ใหญ่ก็ว่า แล้วใครกันมาพูดให้วัยรุ่นไม่สนใจความเป็นไทย คุณนั่นแหละ คำพูดของคุณเป็นสิ่งที่ทำให้วัยรุ่นไม่เห็นคุณค่าของความเป็นไทย”

ส่วนบั้นปลายชีวิตขออยู่ที่ ‘จันทบุรี’

อาจารย์สตีฟยอมรับกับเราว่าเขาคือ ‘เด็กชล’ ยังคิดถึงอาหารรสอร่อยและเพื่อนพ้อง เราชวนคนวัย 54 คุยถึงแผนเกษียณ เขาว่าถ้าวันใดคนไทยเก่งภาษาอังกฤษทั้งประเทศ อาจารย์ท่านนี้คงหมดหน้าที่ และขอลาสิกขาไปบวชเป็นพระ ละทางโลก ไม่ข้องเกี่ยวฆราวาส แต่ไม่ละทิ้งความเป็นครูอย่างแน่นอน

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

“ผมอยากบวชนะครับ เคยติดต่อวัดในจังหวัดชลบุรี คุยกับเจ้าอาวาสแล้ว เจ้าอาวาสยินดีต้อนรับแต่ท่านถามว่า โยมเคยคิดมั้ยว่าการเป็นครู เป็นการทำงานและทำบุญในเวลาเดียวกัน โยมควรพิจารณาว่าการที่โยมลางานมาบวชพระ จะเป็นการละเลยนิสิตหรือเปล่า, มันโดนใจผมนะ ผมสะดุ้งเลย 

“เจ้าอาวาสแนะนำว่าถ้าคิดจะบวชหลังเกษียณเห็นจะเป็นสิ่งที่ดีงามกว่า ผมก็เห็นชอบด้วย หลวงพ่อมีเหตุผลที่ดี คนเราจะถือสาอะไรกันหนักหนา เหตุผลของเขาดีกว่าก็ยอมเขาสิ ก็เลยรอเกษียณ

“ภายในชีวิตนี้ ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะมีที่เพาะปลูกในจังหวัดจันทบุรีไว้ปลูกผักสวนครัวอยู่หลังเขา อยู่เงียบ ๆ พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แค่นี้ผมแฮปปี้แล้ว และผมจะปักหลักอยู่ที่จันทบุรีไปตลอด จะใช้บั้นปลายชีวิตที่นี่ ผมเป็นเด็กบ้านนอก อยู่กับอากาศบริสุทธิ์และอยู่กับธรรมชาติมาโดยตลอด

“อีกอย่างที่นี่มีคนแก่ในหมู่บ้าน ผมมีความสุขเวลาคนแก่มาเด็ดพริก เด็ดผัก มีเด็กหนุ่มเล่นว่าวดุ๊ยดุ่ย บรรยากาศมันชวนให้มีความสุขนะ ส่วนกิจวัตรทุกวันนี้ ผมชอบปลูกต้นไม้มากเลยครับ

“ผมเป็นคนมือเย็น ปลูกดาหลาสองสี ตอนนี้เพิ่งลงฟักทอง มีพวกผักสวนครัว ตะไคร้ ข่า ถัดออกไปอีกมีลำไย เงาะ ทุเรียน มังคุด ชะมวง พริกไทย ต้นพริกไทยโคตรขยันออกผล พริกเต็มสวนเลย เผ็ดจะตายห่าสวนนี้เป็นอะไรไม่รู้ หน้าบ้านมีกล้วยไม้ เฟิร์น บอนสี เจ้าบอนสีมีคนเอามาให้ ก็เลยปลูกให้เขาเห็นทั้ง ๆ ผมที่ไม่ชอบเลย อยากให้เขาเห็นว่าผมไม่ได้ทิ้งนะ” นักปลูกมือเย็นพูดพลางหัวเราะ

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

“แล้วก็เป็นคนชอบทำกับข้าวครับ อาหารที่ผมชอบกิน จะทำไม่อร่อย อาหารที่ผมไม่ชอบกิน ผมทำอร่อย ทำโจ๊กอร่อย มีแต่คนชม ผมไม่ชอบกิน และชาวบ้านฮือฮากันมากเวลาทำผมห่อหมก เขาตื่นเต้นกันมากเลย อะไรกันหนักหนาสาหัสแค่ห่อหมกอะ” เรายิ้มให้กับความน่ารักของคนจันท์ตาน้ำข้าว 

“ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะไปซื้อของตามชุมชนเข้มแข็งต่าง ๆ อยากให้เงินเข้าไปถึงชุมชนดี ๆ ไปเป็นกำลังใจให้ชาวบ้าน ‘ขนมอร่อยมากเลยพี่’ ‘พริกไทยเจ้านี้หอมที่สุด’ ให้เขารู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง ผมอยากให้เขามั่นใจในตัวเอง ส่วนผ้าไทยก็ใส่ทุกวัน รักมาก มีหลายเจ้าที่ผมเป็นลูกค้าประจำ

“ผมไปถึงแหล่งเลย ในจังหวัดอุบลฯ จังหวัดสระแก้ว เวลาขับรถในภาคอีสานหรือเจอกี่อยู่ใต้ถุนบ้าน จอดรถเลยครับ ‘คุณน้องใส่ผ้าสวยมากเลย ทอเองหรือเปล๊า’ – ‘คุณแม่ทอค่ะ’ เอ้า คุณแม่อยู่มั้ย ผมอยากให้วัยรุ่นเห็นคุณค่าของสิ่งดี ๆ และ อยากให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของความเป็นไทย”

อาจารย์สตีเฟ่น บอดเลย์ ไม่เพียงแต่พูดไทยชัดแจ๋ว แต่ชายชาวออสเตรเลียคนนี้เข้าใจสังคม วัฒนธรรม และความเป็นไทยชัดแจ๋วต่างหาก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เล่าเรื่องราวความประทับใจตลอด 30 ปีในประเทศไทยด้วยภาษาไทยอย่างฉะฉาน ชัดเจน และสนุกปากดังเช่นการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ 

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

แถม
อาจารย์สตีฟเล่าเรื่องภาษาใต้

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปริญญา ชัยสิทธิ์

จบอักษรฯ ทำงานสายพัฒนา Digital platform - เชื่อว่าการมีอะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบบ้าง เป็นเรื่องน่ารัก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load