“ฟ้านิยามตัวเองว่าเป็นอะไร?” เราถามเธอในบ่ายวันหนึ่ง ขณะนั่งรอเมนูสเต็กปลาที่ควรจะเป็นมื้อเที่ยงของเธอเมื่อ 2 ชั่วโมงก่อน

“หลักๆ เลยเราเป็นยูทูเบอร์ เพราะเป็นอาชีพหลักในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมานี้”

ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา เรียนโรงเรียนเดียวกับเราตอนมัธยมต้น แม้จะไม่ทันรุ่นกัน แต่เราก็เคยผ่านตาชื่อของ ‘ฟ้า บดินทร 2’ จากเว็บบอดร์ดบนอินเทอร์เน็ตนับครั้งไม่ถ้วน

ฟ้า ในตอนนั้นคือเด็กมัธยมหน้าตาสวยน่ารัก ตากลมโต และมีรอยยิ้มหวาน เคยมีผลงานเล่นโฆษณา มิวสิกวิดีโอ และการแสดงมาบ้าง เธอลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อทำแชนแนลยูทูบชื่อ ‘Fah Sarika’ อย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้ติดตามเกือบ 7 แสนคนแล้ว ฟ้าเริ่มจากการสอนแต่งหน้าในแบบที่ตัวเองถนัด ก่อนจะขยับขยายไปทำคอนเทนต์เชิงไลฟ์สไตล์ในด้านอื่นๆ เธอมองเห็นตัวเองในบทบาทนี้ และน่าจะเป็นภาพจำที่คนอื่นมีต่อเธอที่เด่นชัดที่สุด

เราเห็นฟ้าอีกครั้งในตัวอย่าง ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอในบทบาท มี่ แฟนใหม่ของพระเอกที่สวยแปลกตาแม้แต่งหน้าบางๆ ด้วยเครื่องสำอางไม่กี่ชิ้น แน่นอนว่าเธอยังน่ารักเหมือนเดิมในวัยที่โตขึ้น

ที่เรามานั่งตรงข้ามเธอในวันนี้ไม่ใช่เพราะความสวยที่พูดไปแล้ว (ถึง 3 ครั้ง) แต่เพราะทัศนคติที่เธอมีต่อชีวิตที่ผ่านมา งานทุกอย่างที่ทำ วิธีมองโลกในแง่ดี และความสุขที่เปลี่ยนไปของเธอต่างหาก ฟ้าเคยตามลบคอมเมนต์บนอินเตอร์เน็ต ไม่ยึดติดกับใบปริญญา พยายามหยุดคิดเรื่องทุกอย่างเพื่อเข้าใจตัวเองมากขึ้น มองความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา และเล่าถึงความสุขกับเรื่องเล็กๆ อย่างการไม่ปวดฉี่บนรถได้อย่างไม่เคอะเขิน

เราถามคำถามฟ้า ฟ้าตอบคำถามเรา

แม้สเต็กปลายังไม่ทันได้มาเสิร์ฟที่โต๊ะ เราก็ได้รับพลังบวกจากเธอเต็มๆ ไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน

01

ฟ้า บดินทร 2

ฟ้า เริ่มมีชื่อเสียงจากนามสกุล ‘บดินทร 2’ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมของเธอ ชื่อนี้ปรากฏบนเว็บไซต์วัยรุ่นบ่อยครั้งจนเด็กในวัยเดียวกันรู้จักและทำให้เธอมีชื่อเสียงในสังคมเด็กมัธยมช่วงนั้น เราลองเอาชื่อ ‘ฟ้า บดินทร 2’ ไปเสิร์ชบนอินเทอร์เน็ตเจอกระทู้อย่าง ‘PIX ฟ้า อริสรา.. รวมรูปตั้งแต่สมัยผมติ่งถึงปัจจุบัน คลิก!’ ‘ฟ้า บด.2 ล่าสุด’ ‘ฟ้า บดินทรเดชา 2 เฟอร์เฟกต์มาก’ และเธอติดอยู่ในลิสต์กระทู้คนน่ารักประจำโรงเรียนเสมอ 

ชีวิตของเด็กมัธยมที่ป็อปปูลาร์ขนาดนั้นมันเป็นยังไง

จะเรียกว่าเจอจนชินก็ได้ เราเหมือนโดนคนเอาไปไว้บนอินเทอร์เน็ต แล้วตอนนั้นเราก็ชอบเล่นเน็ตประมาณนึง ชอบแต่งรูป ยุค Hi5 ยุค MSN ก็เลยเริ่มมีชื่อเสียง ส่วนเรื่องความเป็นเน็ตไอดอลมันมาเอง เหมือนเว็บ Dek-D กำลังดัง แล้วสังคมเด็กมัธยมก็ไม่ได้กว้างมาก มันเลยทำให้เราอยู่ในจุดสว่างตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่าสนุกดี เพื่อนเยอะ คนรู้จักเยอะ ไม่ค่อยเจอเหตุการณ์ไม่ดี ส่วนใหญ่ดีหมด เข้ามาทักเฉยๆ บางคนโอตะหน่อยๆ ก็จะมีแบบคุณฟ้าครับ (หัวเราะ) แต่เขาก็ไม่ได้น่ากลัวนะ เราเลยไม่ได้อึดอัดกับการอยู่ตรงนั้น

มีข้อได้เปรียบที่มาพร้อมกับชื่อเสียงเหล่านั้นไหม

มีเป็นธรรมดา เราว่ามันเป็นสิ่งที่หลายๆ คนก็อยากมี มีแล้วก็เป็นเรื่องดีที่ช่วยส่งเสริมหลายด้าน อาจารย์ที่โรงเรียนจะรู้จักเรา อะคนนี้น้องฟ้า เขารู้ว่าเราเป็นใคร ทำอะไรอยู่ คนนี้ทำงานประมาณนี้พร้อมกับเรียนไปด้วย เวลาที่ต้องออกไปข้างนอก ไปถ่ายรายการ ก็จะง่ายหน่อย แล้วเราก็เป็นที่ไว้ใจของอาจารย์

แต่ในความดีงามมันก็มีข้อเสีย เพราะทุกคนจะ Too nice เราไม่รู้ว่าเขาคิดยังไง หรือเขามาคุยกับเราเพราะเหตุผลอะไร บางทีมันเลยยากที่จะคัดกรองคน เราไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง พอผ่านไปเรื่อยๆ เราถึงมีประสบการณ์ว่าจะเลือกคุยหรือเลือกติดต่อกับใครยังไงบ้าง ตอนเด็กๆ มันดี เพื่อนเยอะ สนุก แฮปปี้ มีคนเข้ามาตลอด แต่พอโตขึ้นเราเริ่มเห็นคนหลายๆ แบบ หลายๆ ด้านของเขา ยิ่งพอทำงานก็ได้เห็นมุมจริงจังในระยะยาวมากขึ้น เราก็เลยเรียนรู้เรื่องคนมากขึ้นด้วย

ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน
ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน

เรียนรู้ว่าอะไร

เรียนรู้ว่า การที่เขามาดีกับเราไม่ได้แปลว่าเขา ‘ดี’ เสมอไป ซึ่งไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนไม่ดีนะ แต่เขาอาจจะมีผลประโยชน์บางอย่าง ไม่ใช่เห็นว่าใครดีกับเราแล้วจะต้องให้เขาทุกอย่าง ทำให้เราต้องคิดเยอะขึ้นนิดนึง

โลกโซเชียลของเน็ตไอดอลในยุคนั้นโหดร้ายแค่ไหน

ปกติถ้าจะนอยด์ก็จะนอยด์พวกคอมเมนต์นี่แหละ ชอบมีคนมาบอกว่าแก่แดด แอ๊บแบ๊ว ซึ่งก็แก่แดดจริงๆ แหละ ยอมรับ (หัวเราะ) แต่เขาไม่รู้จักเราเลยแล้วมาแสดงความเห็นแบบนั้น ตอนนั้นเราเด็ก คอมเมนต์แค่นี้เราไม่เข้าใจ รู้สึกแย่ ทำไมต้องมาว่า เลยไปตามลบ ขอแจ้งลบค่ะ เขาว่าหนู แต่ก็ดีนะ มันทำให้เรามีภูมิคุ้มกันตั้งแต่เด็ก พอโตมาเลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรมาก

แต่สมัยนั้นโซเชียลยังไม่โหดเท่าตอนนี้ เราไม่ได้มีมือถือ ต้องกลับบ้านไปเปิดคอม ถ้าเจอจริงๆ สังคมในโรงเรียนน่าจะหนักกว่าโซเชียล แค่กลับบ้านไปเปิดคอมไม่กี่ชั่วโมงเดี๋ยวก็ปิดแล้ว ของฟ้าที่โรงเรียนก็มีมองเหยียดๆ หมั่นไส้ พูดเสียงดังให้ได้ยิน ‘เห้ย แกดูมันดิ’ (หัวเราะ) เราว่าทุกคนต้องเคยเจอมาบ้างแหละในชีวิตประจำวัน หรือจนโตมาก็อาจจะยังมี ในสังคมที่ทำงานหรือที่ไหนก็ตาม 

ความฝันของ ฟ้า บดินทร 2 คืออะไร

ตอนนั้นสับสน แต่ก่อนเคยคิดว่าอยากเรียนศิลปะ เพราะชอบวาดรูป และตอนนั้นเราโชคดีมีโอกาสได้ทำงานในวงการ เลยสับสนว่าหรือควรไปเรียนนิเทศน์ดี แต่เรียนไปแล้วเราจะอยู่นานไหม ไม่รู้ว่าชอบจริงๆ หรือเปล่า และเหมือนบางอย่างเราทำเป็นเองอยู่แล้ว วาดรูปเราก็ไม่เคยเรียน วาดได้เอง ตัดต่อวีดีโอหรือสื่อต่างๆ ก็ทำเป็นแล้ว หรือจะไม่ต้องเรียน

มันเป็นปัญหา มันเป็นความจับฉ่ายที่เราทำได้ทุกๆ อย่าง แต่ไม่มีอันไหนที่พีคๆ ก็เลยสับสนว่าจะยังไงดี ถ้าถามว่าความฝันคืออะไร ตอนนั้นไม่รู้เลย  เหมือนเราคาดเดาไม่ได้ ด้วยความที่โอกาสเข้ามาช่วงเราเรียน ทำให้รู้สึกว่าต่อไปข้างหน้าก็อาจจะมีโอกาสอย่างนี้อีก ตอนนั้นเลยไม่ได้คิด ปล่อยรอให้ไหลๆ ไป จนถึงตอนเลือกมหาวิทยาลัย

ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน

02

ฟ้า เศรษฐศาสตร์

ด้วยความชอบทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่การพากย์เสียงละครเวทีสมัยประถมศึกษา มีผลงานโฆษณาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น เข้าเป็นศิลปินฝึกหัดของค่ายอาร์เอสตลอดช่วงมัธยมปลาย วิเคราะห์จากความสนใจแค่นี้เราคงเดาชีวิตเธอได้ไม่ผิด ถ้าไม่เรียนสาขาที่เกี่ยวกับศิลปะ ก็ต้องเป็นนิเทศศาสตร์แน่ๆ แต่ฟ้าสอบติดคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะตัดสินใจลาออกในอีก 3 ปีถัดมาเพื่อมาทำช่อง YouTube ของตัวเอง

การลาออกดูเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่สำหรับนักศึกษาคนหนึ่ง

เราเริ่มคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนปีสอง ตอนนั้นขายของออนไลน์ หารายได้แบบจริงจัง และก็ยังอยู่อาร์เอสพร้อมกับมีงานละครบ้าง พอขึ้นปีสามก็เริ่มทำ YouTube เราทำอยู่สี่อย่าง เรียน เป็นบล็อกเกอร์ ขายของ เป็นนักแสดง มันเหนื่อยมาก เหนื่อยจนร้องไห้ ช่วงสอบต้องไปถ่ายละครโดยเอาหนังสือสอบไปอ่านด้วย เรารู้สึกว่าแบบนี้ไม่ใช่แล้ว มันไม่ใช่ชีวิตดีๆ ถามว่าเรียนเป็นยังไง ก็เรียนได้ สอบได้ ละครก็เล่นได้ แต่สุดท้ายร่างกายและจิตใจเราไม่ไหว มันกดดัน เราอยากทำให้ดีทุกอย่างแหละ อ่านหนังสือไป ร้องไห้ไป ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้ ก็เลยมาคิดว่างั้นตัดเรื่องเรียนก่อนดีไหม เพราะเราทำงานหลายอย่างแล้ว แต่งานที่ทำไม่ได้ใช้ความรู้ที่เราเรียนอยู่เลย แล้วเราจ่ายค่าเทอม ค่าหอเอง ถ้าตัดออกก็จะได้ลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ จบปีสามก็เลยตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำ YouTube อย่างจริงจัง

‘แต่อีกแค่ปีเดียวเองนะ’ ฟ้าน่าจะได้ยินประโยคนี้มาไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง

เรามองว่าตั้งปีหนึ่งแหนะ ปีหนึ่งนี่ทำอะไรได้เยอะเลย ถ้าเราจ่ายค่าเรียนไปแล้วไม่ได้เอาความรู้ที่เราจ่ายเงินไปมาใช้ มันน่าเสียดายกว่า เงินน่ะหาใหม่ได้ แต่เวลาที่เสียไปเอากลับมาไม่ได้ หลายคนอาจจะไม่เคยคิดเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ว่าเราลงทุนกับการเรียนไปเท่าไหร่ เราเอาทั้งตัว เอาทั้งใจแลกมาเพื่อให้ได้ใบปริญญา แต่ไม่รู้ว่าชีวิตหลังจากนี้จะได้ใช้มันหรือเปล่า เราเลยตัดสินใจไปบอกพ่อว่าจะไม่เรียนแล้วนะ ไม่ไหวแล้ว ตอนนั้นลุ้นๆ แม้พ่อจะเป็นคนเลี้ยงลูกแบบปล่อยมาก ให้อิสระ เท่าที่จำได้พ่อไม่เคยห้ามเรื่องอะไรเลย แต่กับเรื่องนี้เขาคาดหวัง พอบอกเหตุผลไปเขาก็ฟัง แล้วบอกให้ลองไปคิดดูดีๆ ก่อน เราเลยบอกว่างั้นลองดรอปก่อนปีนึง ดูว่าจะยังไง แต่สุดท้ายก็ไม่เคยกลับไปเรียนอีกเลย

มั่นใจกับช่อง YouTube ของตัวเองแค่ไหนถึงตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย

สักแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ทั้งเรื่องรายได้ เรื่องยอดวิว Engagement ต่างๆ ณ ตอนนั้น เรารู้สึกว่ามันยังไปได้อีก นี่ขนาดไม่ได้ทำเต็มตัว ถ้าตั้งใจทำ มันต้องได้แหละ เหมือนตั้งใจเรียน (หัวเราะ) และมันก็เป็นข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราเลือกที่จะตัดเรื่องเรียนออกไป สิ่งนี้เราต้องทำให้ดี มั่นใจไว้ก่อน เราต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าเราเลือกถูกแล้ว ซึ่งเราเลือกถูก

ตอนออกมาไม่ได้รู้สึกกดดัน แต่เป็นความโล่ง ความสบายใจมากกว่า เพราะเราเลือกทำอะไรด้วยตัวเองหมดเลย ต่อให้จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาบังคับให้เราทำ ถ้าจะพลาดก็เป็นความรับผิดชอบของเราที่ต้องแก้ไขเอง 

03

Fah Sarika

ฟ้าเริ่มทำ YouTube ในชื่อ ‘Fah Sarika’ เพราะเป็นคนชอบความสวยความงาม เธอบอกขำๆ ว่าตัวเองแก่แดดมาตั้งแต่เด็ก ทำให้มีพี่ที่สนิทแนะนำให้ลองเขียนบล็อก ก่อนจะกลายมาเป็นวีดีโอบนช่องของตัวเอง YouTuber ที่มีชื่อเสียงในตอนนั้นคือ Pearypie โมเมพาเพลิน และ Mayy R คลิปแรกของเธอในฐานะ YouTuber คือ Korean Make Up Look ที่เธอพูดตอนเริ่มคลิปว่า “อะไรลิ้นจะพันกันขนาดนั้น ตื่นเต้นไง ไม่เคยอัดวีดีโอ”

Fah Sarika แตกต่างจาก YouTuber คนอื่นๆ ในตลาดยังไง

ความเป็นตัวเองของเราทำให้ช่องนี้แตกต่างจากคนอื่น สไตล์ก็เป็นเรื่องนึง เรียนรู้กันได้ ศิลปะในเรื่องของการเลือกเพลง การเรียงภาพ ตัดต่อ ของเราเป็นแบบสบายๆ เน้นพูด เราอยากเข้าถึงคนดู เลยพยายามใส่ความเป็นธรรมชาติเข้าไป ตอนแรกพูดคนเดียวก็ยังเกร็งๆ เขินๆ กล้องอยู่ แต่เราว่าคนสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ความตั้งใจต่างๆ แค่เป็นตัวเอง เราว่าก็แตกต่างแล้ว

ปกติเวลาทำคอนเทนต์เราเลยไม่ค่อยทำสคริปต์จริงจัง อาจจะเขียนเป็นข้อๆ แล้วเราไปพูดให้เป็นธรรมชาติ นอกนั้นก็เหมือนโปรดักชันที่ทำทั่วไปในสเกลที่เล็กลง มีพรีโปรดักชัน ตอนถ่าย แล้วก็โพสต์โปรดักชันพวกเขียนแคปชัน ตอบคอมเมนต์ เราตอบคอมเมนต์เองเพราะอยากเข้าใจคนดู อ่านฟีดแบ็กจากเขา อย่างมีอันนึงเราเขียนคิ้วแย่ เป็นปลิงเลย คนก็จะคอมเมนต์เรื่องคิ้วเยอะมาก แต่เราโอเคนะ คราวหน้าก็จะแก้ไขตรงนี้ให้ได้ 

ซึ่งเราก็มีภูมิคุ้มกันมาจาก Dek-D.com แล้ว

ใช่ๆๆ (หัวเราะ) แต่เรื่องที่คนพูดก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามตัวเรา ณ ตอนนั้น เขาอยากจะติอะไร ก็จะเป็นเรื่องของช่วงเวลาในตอนนั้นด้วย

แล้วตอนนี้เป็นเรื่องอะไร

ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้ว ตอนนี้โอเค แต่ถ้ามีก็จะเป็นเรื่องแบบ ฟ้าพยายามจัง ดูพยายามจะทำตัวเป็นคนดี เพราะมีช่วงนึงเราเคยทำคอนเทนต์ดึงสติ แล้วก็เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เคยทำคอนเทนต์ว่าใช้เครื่องสำอางที่ไม่ทดลองกับสัตว์ เขาก็จะคอมเมนต์ว่า คุณเป็นวีแกนหรือเปล่า คุณใช้กระเป๋าหนังสัตว์อยู่หรือเปล่า ทำไมคุณมาทำแบบนี้ เขาจะหาเรื่องมาคอมเมนต์ 

อย่างเรื่องวีแกนเราก็ไปตอบว่าเราแค่สนับสนุนเฉยๆ หรืออย่างเรื่องที่บอกว่าเราพยายามเป็นคนดี เราก็ตอบว่า ใช่ค่ะ ฟ้าพยายามเป็นคนดีอยู่  ส่วนใหญ่เวลาที่ตอบเขา เขาจะโอเคนะ เขาแค่อยากแสดงความคิดเห็นว่าเขาเห็นต่าง แต่ถ้าด่าแบบหยาบๆ คายๆ มาจะตลก ไม่หนักเท่าคนที่มาเชิงวิชาการ หาเหตุผลมาเถียง แบบนั้นอ่านแล้วจะเครียด โอย กูจะตอบยังไงดีวะ เขาดูมีความรู้นะ (หัวเราะ)

แต่สุดท้าย เราไม่ได้เอามาใส่ใจเท่าไหร่แล้ว เราว่ามันเป็นแพ็กเกจที่มาพร้อมกับสื่อออนไลน์ ไม่ว่าคุณจะทำดีแค่ไหน จะเป็นตัวเองแค่ไหน มันก็จะมีคนที่เห็นต่างอยู่ดี ถ้ายอมรับได้ คุณจะโอเคมากๆ เขาก็แค่ไม่รู้จักเรา 

การทำช่อง YouTube สอนอะไรฟ้า

การลาออกมาทำ YouTube ทำให้เราได้อยู่กับตัวเองเยอะมาก เลยมีโอกาสสำรวจตัวเอง ได้รู้ว่าเราชอบทำอะไร ไม่ชอบทำอะไร บางคอนเทนต์เราก็ทำเพื่อพัฒนาตัวเองด้วย มันเลยมีแต่ได้กับได้ในการทำอาชีพนี้  อย่างเรื่องสุขภาพจะเห็นชัด เราหันกลับมาดูแลตัวเองเพราะทำ YouTube ก่อนหน้านี้เคยลดน้ำหนักแบบผิดวิธี ลดทุกทาง กินยาก็แล้ว ล้วงคอก็เคย จนเป็นบูลิเมีย ยิ่งช่วงเข้ามหา’ลัยแรกๆ ได้ออกมาอยู่หอ จะเป็นหนักมาก แต่สุดท้ายเราก็เจอบาลานซ์ของตัวเอง ทำไปเรื่อยๆ จะรู้ว่าอันนี้ไม่โอเค แล้วค่อยๆ เปลี่ยนไปเองจนเจอว่าการกลับเข้าสู่ธรรมชาติดีที่สุด เลือกกินของไม่ปรุงแต่ง กินอาหารครบห้าหมู่ ออกกำลังกาย คือสิ่งที่เรารู้ๆ อยู่แล้ว ทำแล้วดีขึ้น เราก็บอกผ่าน YouTube พอคนทำตามที่เราบอกแล้วเห็นผล เราก็เลยไปศึกษาเรื่องสุขภาพต่อ ทำให้เราค้นพบทางที่ดีต่อชีวิตจริงๆ แล้วมันก็ไปต่อเรื่อยๆ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องต้นไม้ หรือเครื่องสำอาง

เมื่อสิ่งที่ทำมันสำคัญขนาดนี้ เคยคิดไหมว่าถ้าต่อไปไม่มี YouTube แล้วจะยังไงต่อ

กลัวนะ เพราะมันเป็นอาชีพที่สนุกและเราทำได้ดี มันนำพาอะไรหลายอย่างมาให้เรา ไม่รู้ว่าจะมีอาชีพอื่นที่จะมาแทนสิ่งนี้หรือได้รายได้เท่านี้ไหม (หัวเราะ) แต่ถ้าต่อไปจะไม่มีก็ไม่เครียดหรอก คนเราก็ต้องทำอย่างอื่นได้ มันไม่มีทางจะทำอะไรได้แค่อย่างเดียว ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ได้ยึดติด ไม่ใช่ว่าพอไม่มีอาชีพนี้แล้วชั้นจะหมดสิ้น ไม่ขนาดนั้น

เราเป็นคนมองอนาคตระยะยาว แต่ไม่ได้ชัดเจนว่าต้องเป๊ะๆ เรารู้สึกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันโอเคแล้วแหละ ที่เหลือก็เป็นแค่สิ่งน่าตื่นเต้นที่กำหนดไม่ได้ด้วยซ้ำ อาจจะทำได้ประมาณนึงด้วยการวางแผน จะเก็บเงินเท่านี้ จะเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ยังไง จะมีชีวิตแบบไหน จะซื้อบ้านเมื่อไหร่ แต่ในอนาคตมันอาจจะเกิดฟองสบู่แตก เกิดโลกร้อนจนเราสร้างบ้านไม่ได้ก็ได้ อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต

ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน
ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน

04

ฟ้า 

เมื่อถามถึงชีวิต ณ ตอนนี้ ฟ้าตอบว่า “แค่คิดถึงชีวิตในตอนนี้ ก็รู้สึกพอใจแบบตื้นตันจากข้างใน”

นี่เป็นช่วงชีวิตที่เธอได้เป็นตัวเอง ได้ทำสิ่งที่รัก เธอเรียนรู้ที่จะปล่อยวางบางอย่าง และพยายามอย่างมากที่จะไม่คิดลบหรือเอาปัญหามาขยายให้ใหญ่ขึ้น เธอเติบโตผ่านหน้าที่ การงาน ผู้คนที่พบเจอ จนสามารถพูดได้เต็มปากว่า ‘ฟ้า’ คนนี้คือฟ้าที่มีความสุขกับตัวเองจริงๆ

เป้าหมายของฟ้า ษริกา วันนี้เปลี่ยนไปไหม

เปลี่ยนไปเยอะ (ลากเสียง) ถ้าเป็นแต่ก่อนก็คงอยากมีเงินเก็บเยอะๆ อยากมีบ้าน อยากมีรถ อะไรทั่วๆ ไปอย่างปัจจัยสี่ แต่ตอนนี้พอมีแล้ว เราค้นพบว่ามันไม่ใช่คำตอบ คนเราจะมีความสุขได้แค่เราคิดว่าเราจะมี ไม่ต้องรอให้มีเงิน มีรถ มีบ้าน ไม่ต้องรอให้ไปเที่ยวก่อนแล้วเราถึงมีความสุข อาจจะฟังดูแปลก แต่มันดีมากๆ ที่เราสามารถเห็นว่าความสุขของเราเป็นของฟรี และเราบอกคนอื่นได้ว่า ถ้าอยากมีความสุขไม่ต้องรอ ทำได้เลย มันเลยทำให้เป้าหมายของเราเปลี่ยนไปตรงที่เราไม่ไปยึดติดกับหลายๆ อย่าง ตัดออกไปเลย งานก็ทำต่อไป อะไรที่เป็นแผนก็ทำต่อไปให้ถึงเป้า แต่ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกดดัน

เป้าหมายตอนนี้เลยแค่อยากมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ ได้ในทุกๆ วัน และมอบความสุขนั้นให้คนอื่นด้วย ให้ไปและรับมา ผ่านงานที่เราทำหรือในชีวิตประจำวันกับคนรอบข้าง เราว่าคนที่รายล้อมไปด้วยการให้ความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ความสุขจะยิ่งเพิ่มขึ้นไป 

วิธีสร้างมีความสุขของคนที่ทำงานในโลกเสมือนจริงคืออะไร

เราจะหยุดคิดทุกเรื่อง ณ ชั่วขณะหนึ่ง คล้ายๆ กับการนั่งสมาธิ คนยุคนี้ชอบเก็บอะไรมาคิดต่อ คิดเรื่องโลก คิดเรื่องเพื่อน คิดเรื่องคนอื่น แต่น้อยมากที่หยุดคิดไปเลย ลองหยุดคิดสักพักนึง ปล่อยให้ร่างกายมันรีเซตใหม่ทั้งหมด แล้วเราจะค้นพบว่าที่เราสุขหรือที่เราทุกข์มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ อารมณ์ที่เกิดจากคนรอบๆ เกิดจากสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จากสิ่งที่เราเห็น จากเสียงที่เราได้ยิน ที่บอกให้หยุดคิดเพราะพอหยุดแล้ว เราจะได้เห็นว่าไม่มีอะไรมาทำร้ายจิตใจเราได้เลย ทุกอย่างเป็นแค่สิ่งที่เราสมมติขึ้น ที่เราคิดไปเอง

สมมติเราเศร้าอยู่ ไหนลองหยุดเศร้าเล่นๆ ซิ เหมือนหลอกตัวเอง ได้สักห้าวิ สิบวิ ก็ยังดี แล้วเราจะเห็นบางอย่างในตัวเอง เห็นเราเป็นสองคน คนหนึ่งเป็นคนรับรู้ อีกคนหนึ่งเป็นคนคิด ถ้าเรารับรู้ว่าเรากำลังคิดอยู่ มันจะทำให้เราไตร่ตรองเรื่องทุกเรื่องในชีวิตได้ดีขึ้น เราจะไม่เอาอารมณ์ไปตัดสิน เราจะมองว่ามันเป็นแค่สิ่งที่ผ่านเข้ามา แล้วมันก็จะผ่านไป และเราจะมีความสุขได้เพราะเราเข้าใจตัวเอง และเข้าใจว่ามันเป็นไปอย่างนั้นเอง 

แล้วทุกวันนี้ความสุขของฟ้าหน้าตาเป็นยังไง

ทุกวันนี้เหรอ เราว่าแค่ไม่สุขและไม่ทุกข์ การไม่ค่อยรู้สึกอะไรเป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว มันจะสงบ เพราะความสุขจะเกิดขึ้นแป๊บๆ เราดีใจกับเรื่องอะไรได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ไปคิดเรื่องอื่นแล้ว ความทุกข์ก็เหมือนกัน แต่ทุกข์อาจจะนานหน่อย เพราะมนุษย์ชอบเอาเรื่องทุกข์มาขยายให้เป็นเรื่องใหญ่ ภายในวันนึงเรามีทั้งความสุขและความทุกข์ อาจจะมากน้อย สัดส่วนไม่เท่ากัน ความสุขของเราคือการไม่รู้สึกอะไร แค่เราสงบที่ใจ เรามีสติ เรารู้ตัว บางทีอาจจะแค่วันนี้ท้องฟ้าสวยจังเลย ดีเนอะ วันนี้โชคดีจังรถไม่ติด เออดีนะ วันนี้ไม่ปวดฉี่บนรถ ถ้าเรามองเห็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความสุข มันจะมีอยู่ตลอด ความทุกข์ก็เหมือนกัน เราจะเห็นว่ามันเกิดแล้วจะไป มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป ไปเรื่อยๆ

เรามองว่าความสุขเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่เราเข้าถึงได้ เหมือนกันกับความทุข์ มันแค่เป็นคู่ตรงข้ามที่จะเข้ามาแล้วผ่านไป 

เพราะทุกข์ สุข เป็นส่วนประกอบของชีวิต

ใช่ ถ้าตอนไหนมีความสุขมากๆ อาจจะทำให้เราลืมตัว เผลอทำอะไรผิดไป เพราะบางทีความสุขก็ทำให้คนขาดสติได้ เคยมีช่วงนึงรู้สึกว่า ชีวิตเราดีไปเปล่าวะ (หัวเราะ) เหมือนมีเลเวลเดียว เรียบๆ ไม่ค่อยหลุดเลยช่วงนี้ ไม่ค่อยมีเรื่องหวือหวา งานก็โอเค เรื่องส่วนตัวก็โอเค แต่เราเกิดความรู้สึกเบื่อ แปลกมาก จนได้ไปเจอเพื่อน เลยทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น อย่าไปมองว่าเราต้องมีความสุขตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งทุกข์ตลอดเวลา บางทีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง มันก็สนุกดี

ความสุขที่เปลี่ยนไปของฟ้า ษริกา หลังลาออกจากมหาลัยจนเป็นยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 7 แสน

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographers

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Avatar

ปัณฑารีย์ วจิตานนท์

เชื่อว่าความทรงจำอยู่ในภาพถ่าย สะสมกลักฟิล์มบางครั้ง ทำประจำคือไปคอนเสิร์ต

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load