Extraordinary Attorney Woo (2022)

Directed : Yoo In-sik

Written : Moon Ji-won

Starring : Park Eun-bin, Kang Tae-oh, Kang Ki-young

Country : South Korea

Episodes : 16

Original Network : Netflix

บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของซีรีส์

เราเริ่มดูซีรีส์ ‘Extraordinary Attorney Woo’ จากเหตุผล 3 ข้อ

  1. รุ่นพี่ที่ไม่ได้อินกับซีรีส์เกาหลี ออกตัวเชียร์สุดใจว่านี่คือซีรีส์ที่ดี
  2. ข้อความมากมายจากบรรดาคนรู้จักที่ทักมาถามว่า ‘พัคอึนบิน’ นางเอกของเรื่องนี้ มีผลงานใดที่พวกเขาจะตามไปดูได้อีกบ้าง ระหว่างรอตอนถัดไปในวันพุธหน้า
  3. ตัวเลขเรตติ้งขณะออกอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทุกตอน ตั้งแต่ 0 นิด ๆ จนทะยานเกิน 10 กว่า และมีทีท่าว่าจะแตะ 20 (ซึ่งนับว่าสูงมากเป็นปรากฏการณ์)

เท่านี้ก็เพียงพอให้เราสมัครเข้าเป็นหนึ่งในคณะลูกขุน ร่วมพิจารณาว่าเพราะเหตุใดเรื่องราวของทนายความออทิสติกผู้มีชีวิตแสนพิเศษ ถึงครองใจผู้ชมได้มากมายขนาดนี้

‘Extraordinary Attorney Woo’ เล่าเรื่องของ อูยองอู บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล พ่วงด้วยการคว้าคะแนนเกือบเต็มตอนสอบเนติบัณฑิต แต่เธอกลับต้องเดินเตะฝุ่นร่อนใบสมัครอยู่นานถึง 6 เดือน ไม่มีโอกาสแม้แต่ไปสอบสัมภาษณ์ นั่นอาจเป็นเพราะภายใต้ความเก่งกาจ คืออาการออทิสติกสเปกตรัมที่ติดตัวเธอมาแต่กำเนิด

Extraordinary Attorney Woo : ทนายความผู้ชอบวาฬ รักกฎหมาย และไม่ยอมแพ้แม้จะเป็นออทิสติก

แต่แล้ววันหนึ่งฟ้าก็มีตา ฮันบาดา สำนักงานกฎหมายเบอร์ต้น ๆ ของวงการตอบรับเธอเข้ามาทำงานเป็นทนายฝึกหัด ครั้งแรกที่เธอได้ขึ้นว่าความในชั้นศาล อูยองอูกล่าวประโยคเด็ดออกมาว่า

“ก่อนกล่าวคำชี้แจงทั้งหมด ฉันอยากขอความกรุณาค่ะ ฉันมีอาการออทิสติกสเปกตรัม ในสายตาของทุกท่าน ฉันอาจจะพูดตะกุกตะกักและแสดงท่าทีไม่เป็นธรรมชาติ แต่ฉันรักกฎหมายและความเคารพต่อจำเลยที่ฉันมีไม่ต่างไปจากทนายความคนอื่นค่ะ”

และนั่นก็ทำให้ผู้ชมทั้งหลายกล่าวคำปฏิญาณพร้อมกันว่า จะขอสมัครเป็นแม่ยก ร่วมลุ้น ร่วมเชียร์น้องไปจนครบทั้ง 16 ตอน

ทนายความที่ขาดทักษะการเข้าสังคม

ตัวละคร อูยองอู (รับบทโดย พัคอึนบิน) มีอาการ Autism Spectrum Disorder (ASD) มาตั้งแต่กำเนิด ในวัย 5 ขวบ เธอยังไม่ยอมส่งเสียงโต้ตอบ ไม่สบตา เรียกชื่อแล้วไม่หัน ไม่ทำตามคำสั่ง และอีกสารพัดอาการผิดปกติที่สร้างแผลใจให้พ่อเลี้ยงเดี่ยวแทบจะเสียศูนย์ แต่สวรรค์ก็ยังใจดี หยอดทักษะความจำระดับเทพมาให้หนูน้อย แถมยังพาเธอไปเจอและสนใจตำรากฎหมายของพ่อผู้เป็นอดีตบัณฑิตนิติศาสตร์ เมื่อสองสิ่งประสานเข้าด้วยกัน จึงเกิดเป็นฝันที่ทำให้พ่อลุกขึ้นสู้ เพื่อส่งเด็กหญิงแสนพิเศษคนนี้ไปสู่อาชีพทนาย และกลายเป็นมนุษย์อีกคนที่ได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในสังคม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการหยิบอาการผิดปกติในลักษณะนี้มาเป็นพล็อตเรื่องหลัก อย่างใน The Good Doctor ซีรีส์อเมริกันที่เป็นเวอร์ชันรีเมกจากทั้งเกาหลีและญี่ปุ่น วางไว้ให้พระเอกของเรื่องซึ่งเป็นหมอมีอาการ Savant Syndrome จดจำตำแหน่งอวัยวะในร่างกายได้ราวกับตาเห็น หรือตัวละครฮันกือรู ใน Move To Heaven ก็พบความผิดปกติประเภท Asperger Syndrome มีปัญหาในการเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น และไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเช่นคนทั่วไป ซึ่งผลงานข้างต้น ล้วนตั้งใจสื่อสารในประเด็นใกล้เคียงกัน คือชวนเราทำความเข้าใจว่า แม้หน้าตา ท่าทาง หรือการกระทำของพวกเขาจะต่างออกไป แต่ทั้งหมดนั้นเป็นความพิเศษ และพวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่สมควรได้รับการปฏิบัติอย่างสมเกียรติ

Extraordinary Attorney Woo : ทนายความผู้ชอบวาฬ รักกฎหมาย และไม่ยอมแพ้แม้จะเป็นออทิสติก

ในปี 2022 วงการซีรีส์เกาหลีส่งอูยองอูมาเป็นตัวแทนสื่อสารในประเด็นนี้อีกครั้ง โดยให้เธอมีความบกพร่องด้านปฏิสัมพันธ์ ขาดทักษะการเข้าสังคม รวมถึงแสดงพฤติกรรมและการสื่อสารที่ผิดปกติ ซึ่งอาชีพทนายความที่เธอปักธงหมายมั่นตั้งแต่เด็ก จำเป็นต้องมีทักษะทั้งหมดที่กล่าวมานี้ในระดับดีถึงดีมาก แล้วจะเป็นอย่างไรหากยองอูทำไม่ได้

Extraordinary Attorney Woo จึงพยายามฉายภาพความพยายามใช้ชีวิตของหญิงสาวที่ไม่ได้อ่อนแอ พ่ายแพ้เป็น พร้อมทั้งพยายามเอาชนะคำสบประมาทและความเข้าใจผิดจากคนรอบข้าง โดยเธอไม่นำความผิดปกติของร่างกายมาเป็นข้ออ้าง แม้ว่าจะไม่สามารถยืนตรง สบตา หรือพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่สิ่งที่เธอใช้ทดแทนทักษะที่ขาด คือคลังความรู้บวกวิธีการทำงานอันยอดเยี่ยม และอีกสิ่งที่เราชอบมาก คือยองอูจะอธิบายอาการที่เธอเป็นต่อหน้าคู่สนทนาด้วยท่าทางมั่นใจเสมอ นั่นไม่ใช่เพราะอยากให้เขาสงสารหรือให้อภัย แต่เธอต้องการให้เขายอมรับและไว้ใจ ว่าเธอรวมถึงคนออทิสติกอีกมากมายก็ทำสิ่งนี้ได้ไม่ต่างจากคนปกติ

วาฬตัวน้อยกลางท้องทะเลที่กว้างใหญ่ 

Extraordinary Attorney Woo คือซีรีส์ที่แปะ Genre ไว้ว่าเป็นแนวกฎหมาย-ดราม่า คุณจึงจะได้รับชมภาพการทำงานของทีมงานหนุ่มหล่อ-สาวสวยในสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่ ร่วมกันทำงานหามรุ่งหามค่ำ ฟาดฟัน แก่งแย่ง เอาหน้า หักหลัง และอีกสารพัดพิษสงที่มนุษย์เงินเดือนในโลกทุนนิยมจะทำได้ แล้วน้องยองอูผู้ยังต้องย่ำเท้าเป็นจังหวะตอนเข้าประตูหมุนอัตโนมัติ แถมต้องนับ 1 – 3 ก่อนเข้าห้อง จะเอาอะไรไปสู้…

‘ความสามารถ ความจริงใจ ความรัก’ น่าจะเป็น 3 สิ่งที่น้องพกไว้เป็นอาวุธ 

ความสามารถ – จากที่เธอเรียนหนัก ตั้งใจจริง และมุ่งมั่นตามฝันแบบไม่เคยยอมแพ้

ความจริงใจ – ทั้งที่เธอมอบให้และได้รับจากคนรอบข้าง เพราะถึงแม้สังคมการทำงานจะน่ากลัว แต่เป็นโชคดีที่ยองอูยังได้เจอเพื่อนที่จริงใจ พร้อมช่วยเหลือและปกป้องเธอด้วยใจจริง

ความรัก – ยองอูรักและเคารพกฎหมายรวมถึงลูกความของเธอยิ่งกว่าใคร แม้บางครั้งเธออาจจะไม่ได้รับเกียรติเทียบเท่าทนายที่มีร่างกายปกติ แต่หากเขาคือฝ่ายถูกและต้องการความช่วยเหลือ เธอจะเต็มที่เสมอ

Extraordinary Attorney Woo : ทนายความผู้ชอบวาฬ รักกฎหมาย และไม่ยอมแพ้แม้จะเป็นออทิสติก

ในทุกสัปดาห์ที่ซีรีส์ออกอากาศ จะมีคดีความใหม่ ๆ ส่งมาให้ยองอูและทีมรับผิดชอบ ไล่เรียงตั้งแต่ฟ้องร้องมูลค่าหมื่นล้าน คดีสาธารณประโยชน์ คดีที่มีเอี่ยวกับภาครัฐ หรือคดีที่เราชอบที่สุด (ณ ขณะที่ออกอากาศมาแล้วครึ่งเรื่อง) คือคดีฆาตกรออทิสติก ซึ่งยองอูได้เผยความเก่งกาจทั้งในมุมทนาย และใช้ความเข้าใจคนกลุ่มนี้ช่วยไขคดี

Extraordinary Attorney Woo : ทนายความผู้ชอบวาฬ รักกฎหมาย และไม่ยอมแพ้แม้จะเป็นออทิสติก

ฉากที่เราชอบกดย้อนดูซ้ำ ๆ คือสีหน้าและท่าทางของลูกความทันทีที่ได้รู้ว่าหญิงสาวผู้ไม่สบตาและแนะนำตัวด้วยประโยคว่า “ชื่อของฉัน ไม่ว่าอ่านตามตรงหรืออ่านกลับด้านก็ยังเป็นอูยองอู กนก บวบ นลิน ยาย วาดดาว อูยองอู” คือทนายความผู้จะพาเขาขึ้นให้การในชั้นศาล

‘ผิดหวัง สับสน ตกใจ ไม่เชื่อมั่น’ น่าจะเป็นนิยามความรู้สึกของพวกเขาได้ครอบคลุมที่สุด แต่เมื่อกระบวนการทำงานผ่านพ้น ยองอูได้แสดงทักษะสืบคดีที่อาจไม่ได้คะแนนเต็มร้อย สะดุดล้มบ่อยแต่ก็ลุกขึ้นได้ทุกครั้ง เรื่อยไปจนถึงฉากที่มีลมพัดจนหน้าม้าของเธอเปิด สลับกับภาพฝูงวาฬกระโดดขึ้นสู่ผิวน้ำ อันเป็นสัญญาณว่ายองอูรู้เท่าทันวิธีที่จะเอาชนะในคดีนี้ได้แล้ว สีหน้าและอากัปกริยาของลูกความอันเป็นที่รักทั้งหลายล้วนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เผยให้เห็นว่าพวกเขารู้สึกขอบคุณและภูมิใจในตัวทนายความคนพิเศษมากแค่ไหน

Extraordinary Attorney Woo : ทนายความผู้ชอบวาฬ รักกฎหมาย และไม่ยอมแพ้แม้จะเป็นออทิสติก

ทุกคนต่างใช้ชีวิตด้วยเหตุผลทางการเมือง

‘วาฬ’ หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวโปรดของอูยองอู คือสัญลักษณ์สำคัญที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งในซีรีส์เรื่องนี้ เพราะนอกจากกฎหมาย เธอก็มีวาฬเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สนใจและเปรียบเทียบวิถีของมันกับทุกอย่างที่พบเห็น ขนาดว่าพ่อต้องสั่งห้ามไม่ให้พูดถึงในที่ทำงาน ซึ่งการเปรียบเปรยทีี่ลึกซึ้งและเรียกน้ำตาคนดูได้มาก คงเป็นตอนที่เธอบอกว่า “วาฬฉลาดมากนะ มันคงรู้ตัวว่าถ้าไม่ทิ้งลูกไป ตัวเองก็จะตายตาม แต่จนแล้วจนรอดมันก็ไม่ยอมทิ้งลูก ถ้าฉันเป็นวาฬ แม่คงจะไม่ทิ้งฉันไปใช่ไหม”

อูยองอูเติบโตมาโดยปราศจากแม่ พ่อบอกว่าผู้หญิงคนนั้นตายไปแล้ว แต่ยองอูรู้ดีว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ และหน้าที่การงานก็ค่อย ๆ พาทั้งสองคนมาเจอกัน จนทำให้หญิงสาวออทิสติกคนนี้เรียนรู้ว่า สถานภาพที่แตกต่าง ช่วงวัยที่ไม่เหมาะสม หรือผลประโยชน์ทางการเมืองมากมาย ล้วนมีผลให้สมาชิกในครอบครัวเหลือเพียงพ่อ-ลูก และเธออาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เรียกผู้ให้กำเนิดว่าแม่

แม้ผ่านพ้นปัญหาการเมืองในบ้าน (ที่คาบเกี่ยวกับการทำงาน) ไปได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายอุปสรรคที่ยองอูต้องเผชิญ อันหนึ่งที่เราว่าน่าจะสะท้อนทัศนคติด้านลบที่มีต่อความบกพร่องของยองอูได้ดี คือการที่เพื่อนร่วมงานตัวร้ายแวะเวียนมาชิงดีชิงเด่น ยกตนข่มเหงยองอูให้คนดูต้องวอร์มหมัด ทั้งหมดนั้นสะท้อนชัดว่า ตราบใดที่ยังมีความคิดแบ่งแยกกลุ่มคนที่มีอาการเช่นยองอูเป็นคนนอก หรือมองว่าศักยภาพของพวกเขาไม่มีทางเท่าเทียมคนปกติ ปัญหาเหล่านี้ก็คงจะเกิดขึ้นอีกซ้ำ ๆ

Extraordinary Series

Extraordinary Attorney Woo คือซีรีส์ที่ดีและน่าจะกลายเป็นซีรีส์ขึ้นหิ้งในใจของใครหลายคนได้ไม่ยาก ทั้งหมดมาจากการร้อยเรียงพร้อมสอดแทรกสัญญะเอาไว้อย่างลงตัวและมีความหมาย ทั้งเรื่องวาฬ คิมบับ ครอบครัว กฎหมาย หรือแม้แต่ ‘ความรัก’ และ ‘ความห่วงใย’ ที่คนรอบข้างมอบให้ยองอู ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งให้ซีรีส์เรื่องนี้ลื่นไหลและน่าติดตามมากขึ้น

ทั้งรักจาก อูควังโฮ (รับบทโดย จอนแบซู) พ่อผู้ยอมอุทิศทั้งชีวิตให้ลูกสาว รักจาก ชเวซูฮยอน (รับบทโดย ฮายุนคยอง) เพื่อนร่วมรุ่นที่กลายมาเป็นคู่หูในทีม เธอจะคอยชี้แนะและปกป้องยองอูจากคนใจร้าย รักจาก จองมยองซอก (รับบทโดย คังกียอง) หัวหน้าที่ค่อย ๆ เผยความใจดี ยอมรับในความสามารถ และให้โอกาสยองอูอยู่เสมอ รักจาก ดงกือรามี (รับบทโดย จูฮยอนยอง) เพื่อนแท้ที่คอยเชียร์อัป เป็นเมนเทอร์สอนให้เธอกล้าลองทำสิ่งใหม่ ๆ รวมถึงสร้างการทักทายอันเป็นเอกลักษณ์ และทำให้แฟน ๆ ซีรีส์หยิบท่อน “อู To the ยอง To the อู” มาทำตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง

ที่สำคัญ​ คือความรักและห่วงใยจากชายที่ชื่อ อีจุนโฮ (รับบทโดย คังแทโอ) หนุ่มหล่อเนี้ยบสุดป๊อปที่คาแรกเตอร์เข้าสูตรพระรองผู้แสนดี (แต่จริง ๆ เป็นพระเอก) แม้ทั้งคู่จะรู้จักกันผ่านหน้าที่การงาน แต่ความใจดีที่ยอมรับฟังเรื่องวาฬอย่างไม่มีเบื่อของเขา ก็ส่งให้หัวใจยองอูเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ และนั่นอาจพาทั้งสองไปสู่การเริ่มต้นความสัมพันธ์ฉันคู่รัก เพื่อตอกย้ำว่าอูยองอูก็เป็นหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งสมควรได้รับความรัก

อีกจุดถูกใจที่ซีรีส์เรื่องนี้ใส่เอาไว้ คือการดำเนินเรื่องที่กระชับ ฉับไว ทันใจผู้ชม แม้จะมีการเปิดประเด็นทิ้งปมปัญหาเอาไว้มากมาย แต่คุณไม่จำเป็นต้องรอไปจนถึงช่วงท้ายเรื่อง หลาย ๆ ปมถูกเฉลยให้รู้ได้เลย อย่างประเด็นเรื่องแม่ของอูยองอูที่เผยโฉมหน้ามาตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยได้เห็นจากซีรีส์เกาหลี ไม่แน่นะว่า นักเขียนอาจบอกเป็นนัย ๆ ให้เราทั้งหลายเตรียมรับมือกับปัญหาใหม่ที่ยิ่งใหญ่และสนุกกว่าเดิม

นอกจากฝีมือการแสดงของ พัคอึนบิน ซึ่งเธอเก็บทุกรายละเอียดตั้งแต่สีหน้า แววตา ท่าทาง การเดิน ของตัวละครที่มีอาการออทิสติกสเปกตรัมและถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยม ถึงขั้นการันตีเลยว่ารางวัลนักแสดงนำหญิงจากเวทีใดเวทีหนึ่งคงอยู่ไม่ไกล ยังมีสิ่งพิเศษสำหรับแฟน ๆ ชาวไทยที่รับชมผ่านทาง Netflix คุณจะได้รับชมซีรีส์พร้อมคำบรรยายที่แปลจากภาษาเกาหลีเป็นภาษาไทยด้วยทักษะเหนือชั้น ท่อนที่ประทับใจเป็นพิเศษคือ การแนะนำตัวของอูยองอู ในภาษาเกาหลีปรากฏคำว่า 기러기 (กีรอกี) 토마토 (โทมาโท) 스위스 (ซือวีซือ) 인도인 (อินโดอิน) 별똥별 (บยอลตงบยอล) 우영우 (อูยองอู) แปลเป็นไทยได้ว่า ห่านป่า มะเขือเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ชาวอินเดีย ดาวตก อูยองอู ซึ่งชุดคำดังกล่าวอาจหลุดไปจากคอนเซ็ปต์ที่ว่า ชื่อของเธอคนนี้ไม่ว่าจะอ่านตามตรงหรืออ่านกลับด้านก็ยังเหมือนเดิม เราจึงได้เห็นคำบรรยายแนะนำตัวแบบไทย ๆ ว่า กนก บวบ นลิน ยาย วาดดาว อูยองอู… เก่ง!

นี่คือส่วนหนึ่งในความพิเศษของซีรีส์ที่เราอยากชวนให้ทุกคนรับชม แม้เรื่องราวจะดำเนินมาแล้วครึ่งทาง แต่ยังไม่สายหากคุณจะเปิดใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในปรากฏการณ์ ‘อูยองอู’ ไม่แน่นะว่า Extraordinary Attorney Woo อาจแทรกซึมเข้าไปอยู่ในลิสต์ซีรีส์ขึ้นหิ้งของคุณก็เป็นได้

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

เคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าสตรีมมิ่งแต่ละเจ้ามาแข่งขันหรือชนกันให้รู้แล้วรู้รอด กำไรมีแต่จะตกมาถึงคนดู ทำให้ “นี่มันเป็นปีที่ดีอะไรเช่นนี้ (What a lovely year)” คงเป็นวลีเหมาะสมที่สุดแล้วล่ะครับที่เราจะใช้บรรยายปี 2022 หากต้องการนิยามถึงการแข่งขันกันของอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสตรีมมิ่ง เพราะเป็นปีที่ทุกค่ายต่างงัดไม้เด็ดของตัวเองออกมาสู้บนเวทีอย่างไม่มีใครยอมใคร คนเดียวที่จะยอมก็คือเราที่ยอมควักเงินจ่ายมันทุกเจ้า

เพราะในปีนี้เรามีทั้ง Stranger Things ซีซั่น 4, 1899 (จากผู้สร้าง Dark), The Midnight Club (จากผู้สร้าง The Haunting of Hill House, The Haunting of Bly Manor และ Midnight Mass) และ The Sandman มหากาพย์ดาร์กแฟนตาซีของ Netflix, ฝั่ง Disney+ มีซีรีส์จักรวาล Star Wars ที่น่าจับตาอย่าง Andor และการกลับมาของตัวละครในตำนานใน Obi-Wan Kenobi กับซีรีส์ Marvel หลายเรื่อง ฝั่ง Apple TV+ ก็ปล่อยของไม่หยุดไม่หย่อน และฝั่งยักษ์ใหญ่ประจำวงการอย่าง HBO มีทั้ง Westworld ซีซั่น 4, Euphoria ซีซั่น 2 กับซีรีส์ที่คนดูมากที่สุดในปีนี้อย่าง House of the Dragon ภาค Prequel ตระกูลมังกรของ Game of Thrones ที่กระแสตอบรับและคำวิจารณ์ดีถล่มทลาย

และหลังจากที่มี The Boys ซีซั่น 3 เป็นตัวชูโรงเรียกเสียงฮือฮาไปได้ตลอดการออนแอร์ Prime Video อีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่เพิ่งเปิดตัวในไทยไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็ได้ส่งผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่ใหม่อย่าง ‘The Lord of the Rings: The Rings of Power’ เข้าสู่สังวียน ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นน่าจับตามองที่สุดในปี รวมถึงโค้ชของผู้เล่นคนนี้ (ผู้สร้างซีรีส์) ก็ได้รับแรงกดดันมากที่สุดในเวทีนี้เช่นกัน เพราะจะต้องสร้างซีรีส์จากจักรวาลแฟรนไชส์ที่มีคนหลงรักมากที่สุดในโลก

บทความนี้จะเป็นการกางข้อมูลให้กับทุกคนที่สนใจชมซีรีส์ถึงที่มาที่ไป แนวคิดผู้กำกับ ความแตกต่าง และทุกสิ่งที่ควรทราบก่อนการรับชมครับ ทั้งสำหรับแฟนนิยาย J. R. R. Tolkien และผู้ที่สนใจซีรีส์​ The Rings of Power

The Rings of Power ซีรีส์ทุนสร้างสูงที่สุดในโลก 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ปี 2017 มีการประมูลสุดดุเดือดระดับภูเขาไฟเกิดขึ้น นั่นก็คือการประมูลลิขสิทธิ์สร้างซีรีส์จากภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit ของ Warner Bros. มีตัวเก็งที่ใส่สูทนั่งทำหน้าเข้ม และสปอตไลต์ฉายแสงบ่อยที่สุดคือ Prime Video, Netflix และ HBO โดยเป็นการเริ่มต้นที่ 200 ล้านดอลลาร์ฯ และด้วยความที่ Jeff Bezos หนึ่งในชายที่รวยที่สุดในโลก และเคยอยู่อันดับหนึ่งเป็นเจ้าของ Amazon Prime Video เรื่องเลยจบลงที่ 250 ล้านดอลลาร์ฯ และใช่ครับ นี่แค่ค่าลิขสิทธิ์เท่านั้น

ซีรีส์ The Ring of Power ใช้ทุนสร้างราว ๆ 500 ล้านดอลลาร์ฯ (จะให้ถูกคือ 465 ล้านดอลลาร์ฯ บวกค่าโปรโมตทำการตลาด) ต่อแค่ 1 ซีซั่นเท่านั้นครับ นั่นทำให้ซีรีส์เรื่องนี้คือซีรีส์ที่ดูก็รู้ว่าผู้ออกทุนกระเป๋าหนักที่สุดในโลก 

Jeff Bezos เองก็เป็นหนึ่งในแฟนของ The Lord of the Rings รวมถึงลูกชายของเขาที่พูดกับพ่อตรง ๆ ว่า “พ่อ อย่าทำมันพังนะครับ ผมไหว้ล่ะ” เขาเลยอัดฉีดให้กับซีรีส์เต็มที่ เพื่อขยับขยายและทำให้ Prime Video เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยเรื่องที่มั่นใจได้ว่าคนทั่วโลกให้ความสนใจ และทุนสร้างนี้ถูกนำไปใช้เนรมิตให้ภาพและฉากต่าง ๆ ออกมาอลังการงานสร้างที่สุด ตั้งแต่ฉากที่โชว์นาน ไปจนถึงฉากกับช็อตที่โผล่มาสั้น ๆ ซึ่งทำเอาคนดูคิดในใจว่า ไม่ต้องลงทุนขนาดนั้นก็ได้มั้ง แต่ก็ยังทำภาพรวมออกมาได้ราวกับภาพยนตร์มากที่สุด และถ้าจะให้เทียบ The Rings of Power ค่อนข้างมีภาพคล้ายกับ The Hobbit ครับ โดยที่เมกอัพทำระดับเดียวกับ The Lord of the Rings

นอกจากพร็อพ คอสตูม การเนรมิตฉากต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่โชว์ออฟว่า The Rings of Power เล่นใหญ่เกินคำว่าซีรีส์คือซีจีที่จัดเต็มถึงขั้นใช้ 20 สตูดิโอในการทำ ศิลปินกว่า 1,500 คน และมีช็อตที่ใช้ซีจีเกือบหมื่นช็อตเลยทีเดียว และอะไรพวกนี้คือผลลัพธ์จากทุนสร้างมหาศาล 

ที่มาในการดัดแปลงและทีมผู้สร้าง 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

คำถามที่ขับเคลื่อนซีรีส์เรื่องนี้คือ “เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะสรรสร้างเรื่องราวที่ Tolkien ไม่เคยเขียน และทำเป็นซีรีส์ระดับมหึมาอลังการงานสร้าง ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นในตอนนี้ ยุคนี้ ช่วงเวลานี้เท่านั้น”

ซีรีส์อำนวยการสร้างโดย John D. Payne กับ Patrick McKay กำกับโดย J.A. Bayona จากภาพยนตร์ The Impossible (2012) และ A Monster Calls (2016) ทั้งผู้สร้างและผู้กำกับต่างได้รับแรงกดดันจากการที่ต้องมากุมบังเหียนซีรีส์ที่มีฐานแฟนเยอะที่สุดในโลกครับ โดยผู้สร้าง John D. Payne ตั้งใจทำออกมาให้เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี มีกลิ่นอายความผจญภัยสนุก ๆ ที่บางครั้งก็มีอะไรให้กลัว ให้รู้สึกถึงความดาร์ก ความซับซ้อน และความคมคายในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ยังประกาศแน่วแน่ว่าจะทำให้มันเล่นใหญ่ และเล่นเล็กอย่างเล่นใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน เช่น จากปกติที่เราได้เห็นออร์คในสงครามเป็นร้อยเป็นพัน ผู้สร้างกลับนำมาคิดอีกมุมว่า จะเป็นอย่างไรหากเราต้องสู้กับออร์คเพียงตัวเดียวในสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งดูเป็นเรื่องใหญ่ไม่ต่างจากในสงคราม

ประเด็นไม่เคารพต้นฉบับ

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

The Rings of Power มีประเด็นไม่เคารพต้นฉบับตั้งแต่ปล่อยภาพนิ่งกับตัวอย่างออกมา เกี่ยวข้องตั้งแต่ชุด ฉาก หน้าตาตัวละคร ทรงผม และสีผิว จนเกิดการตั้งคำถามมากมาย (ไหนจะเรื่องที่ผู้กำกับภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit อย่าง Peter Jackson ถูกชวนให้มาเกี่ยวข้อง แต่พอถามถึงบทก่อนค่อยว่ากัน แล้วสตูดิโอบอกว่าจะส่งบทให้ Peter อ่าน จากนั้น Peter ก็ไม่ได้รับการติดต่อหรือมีส่วนด้วยเลยนับตั้งแต่วันนั้นอีก) สาเหตุเรื่องนี้ค่อนข้างเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องลิขสิทธิ์และแนวคิดในการสร้าง ที่ต้องการสำรวจและนำอะไรใหม่ ๆ มาสู่จักรวาล Tolkien ในแบบฉบับของตัวเองครับ 

นั่นก็เพราะ Prime Video ได้ลิขสิทธิ์แค่ The Fellowship of the Ring, The Two Towers, The Return of the King และ The Hobbit ซึ่งเป็นเรื่องราวในยุคที่ 3 แต่ไม่สามารถเข้าถึงหรือดัดแปลงจากที่มาสำคัญอย่าง The Silmarillion, Unfinished Tales, The History of Middle-earth และหนังสือเล่มอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะ Akallabêth ซึ่งเป็นที่มาที่ขาดไม่ได้ของ Sauron และอาณาจักร Númenor ด้วยข้อจำกัดตรงที่ต้องวาดภาพเองจากเรื่องราวต้นฉบับที่เป็น Sequel และห่างไกลหลายพันปี บวกกับวิชั่นของผู้สร้างที่อยากเติมอะไรใหม่ ๆ เข้าไป หลายอย่างก็เลยเป็นการตีความและคิดเรื่องราวขึ้นมาเอง โดยทำให้บรรยากาศกับกลิ่นอายใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับมากที่สุด แต่ก็จงใจทำให้แตกต่างเพื่อเลี่ยงข้อเปรียบเทียบและคอนเนกชันที่ดูชัดเกินไปจนตีกรอบซีรีส์เกินความจำเป็น และนั่นส่งผลให้ซีรีส์ถูกมองว่าตีความใหม่โดยออกแนวบิดเบือน จนถึงการถูกวิจารณ์ว่าเป็น ‘แฟนฟิกชัน’

เรื่องผิดถูกอาจพูดยากกว่าถูกใจไม่ถูกใจ หรือเคารพไม่เคารพ แต่ถ้าถามความเห็นจากผู้ประพันธ์อย่าง J.R.R. Tolkien เขาเคยกล่าวไว้ในปี 1951 ว่า 

“ความตั้งใจของผมคือการเขียนวาดเรื่องราวเป็นวงกลมวงใหญ่ที่ยังสเก็ตช์และสร้างผังไม่เสร็จดี วงกลมที่เมื่อนำไปก่อร่างสร้างต่อจะเป็นภาพรวมที่ยอดเยี่ยม ตื่นตาตื่นใจ ถึงกระนั้นก็ทิ้งที่เหลือไว้ให้กับมือและความคิดของผู้อื่น ในการที่จะวาดภาพระบายสี ใส่เพลงประกอบ และแต่งเติมเรื่องราว สถานการณ์ และตัวละครให้กับมัน”

บอกเล่าเรื่องราวในยุคสอง

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

เรื่องราวใน Middle-earth หรือมัชฌิมโลกของ J.R.R. Tolkien กว้างใหญ่ไพศาลและกินระยะเวลายาวนานถึง 9,000 ปี แบ่งเป็น 4 ยุค คือยุคแรกคือยุคแห่งการสร้างโลกที่มีวายร้ายหลักคือ Melkor หรือ Morgoth ในสมัยที่ Sauron ยังเป็นลูกกระจ๊อก ยุคสองคือยุคที่ Sauron ขึ้นสู่อำนาจและเรืองอำนาจ กับยุคที่แหวนถูกสร้างขึ้น ยุคสามคือยุคของเหตุการณ์ในฉบับภาพยนตร์ และยุคที่สี่คือ Age of Men ช่วงเวลาสงบสุขหลังจากสงครามแหวนจบลง

และ The Rings of Power ดัดแปลงจากยุคที่สอง กินระยะเวลานานถึง 3,441 ปี และเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในยุคสามของภาพยนตร์ราว ๆ 4,900 ปีเลยทีเดียวครับ The Ring of Power คือการนำเอาเนื้อหาใน 5 นาทีแรกของ The Followship of the Rings (The Lord ภาคแรก) ที่กล่าวถึงแหวน 20 วง ที่ 3 วงครอบครองโดยเอลฟ์ 7 วงครอบครองโดยคนแคระ 9 วงครอบครองโดยมนุษย์ และ 1 วงที่มีอำนาจเหนือแหวนทั้งหมด (One Ring to Rule Them All) มาขยายเป็น 5 ซีซั่น นี่จึงเป็นเรื่องราวที่จะมีทั้งมนุษย์ เอลฟ์ คนแคระ เป็นตัวละครหลัก รวมไปถึงเล่าจุดกำเนิดของแหวนเอกธำมรงค์และยุคที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงจุดการล่มสลายของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Númenor 

จอมมาร Sauron

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

จอมมาร Sauron ในซีรีส์เรื่องนี้ หลังจากพ่ายแพ้ ถูกโค่นจนต้องหลบซ่อนตัวและรอดเร้นมาจนถึงยุคที่สอง ก็ได้อาศัยความเป็นนักเวทย์และจอมแปลงร่าง หลบอยู่ในกายหยาบนาม Annatar เพื่อสอนและหลอกลวงเอลฟ์ชื่อ Celebrimbor ในการสร้างแหวน 19 วงขึ้นมา และ Sauron เองได้แอบสร้างแหวนเอกธำมรงค์เพื่อใช้ควบคุมผู้สวมแหวนทุกวง และสร้างกองทัพออร์คกับโทรลเพื่อมาต่อกรกับมนุษย์และเอลฟ์ จึงกล่าวได้ว่าแม้เราจะไม่ได้เห็นต้นกำเนิดของ Sauron แต่ในแง่หนึ่งนี่ก็คือต้นกำเนิดของ Sauron ที่พ่วงกับเรื่องราวของแหวนด้วยครับ

รู้จักตัวละครหลักและตัวละครหน้าคุ้น

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ว่าด้วยตัวละครเก่าก่อน นอกจาก Sauron ตัวละครหน้าคุ้นของเรื่องนี้คือเอลฟ์ทั้งสามอย่างท่านหญิง Galadriel รับบทโดย Morfydd Clark กับ Elrond รับบทโดย Robert Aramayo (Ned Stark วัยหนุ่มในซีรีส์ Game of Thrones) ที่ในต้นฉบับเป็นลูกเขยและแม่ยาย แต่เรื่องนี้เป็นเพื่อน และราชาเอลฟ์ Gil-galad ที่แน่นอนว่าเปลี่ยนนักแสดง รวมถึงตัวละคร Isildur ผู้ตัดนิ้ว Sauron ที่เป็นบรรพบุรุษของ Aragorn ตัวละครหลักในไตรภาค The Lord of the Rings อีกด้วยครับ 

และยังมีตัวละใหม่เผ่าเอลฟ์/ตัวละครเอลฟ์ที่ไม่เคยเห็น ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญอย่าง Celebrimbor กับเอลฟ์ทหารที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน อย่าง Arondir (เอลฟ์ผมเกรียนผิวสีที่เด่น ๆ ในตัวอย่าง) ด้วยเช่นกัน

ทางด้านเผ่า Hobbit ที่ปกติขาดไม่ได้ เนื่องจากตามตำนานไม่เคยมีบทบาทสำคัญอะไรก่อนยุคที่ 3 เราจึงไม่ได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา แต่จะเป็นเรื่องราวเผ่าบรรพบุรุษอย่าง Harfoot แทนครับ และซีรีส์ใช้ตัวละคร Elanor ‘Nori’ Brandyfoot กับ Poppy Proudfellow ที่คล้าย Frodo และ Sam มาขับเคลื่อนเรื่องราว

Durin IV เป็นตัวละครสำคัญฝั่งคนแคระ กับภรรยา องค์หญิง Disa

ส่วนเผ่ามนุษย์มี Bronwyn กับ Theo ลูกชายที่ค้นพบดาย ดูจะเกี่ยวข้องบางอย่างกับ Sauron และอำนาจมืด Halbrand ผู้ช่วยชีวิต Galadriel และตัวละครปริศนาที่ดูจะเป็นอีกหนึ่งใจกลางของเรื่องราวนี้ ซึ่งถูกเรียกว่า The Stranger 

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

มีกี่อีพี กี่ซีซั่น และรับชมได้ทางไหน

ซีรีส์ The Rings of Power ได้รับการอนุมัติซีซั่นแรกและซีซั่นสองล่วงหน้าแล้วครับ และถูกวางโครงเรื่องล่วงหน้าไว้แล้ว 5 ซีซั่นด้วยกัน สำหรับซีซั่น 1 ของซีรีส์เรื่องนี้จะมี 8 อีพี 2 อีพีแรกรับชมได้แล้ววันนี้ทาง Prime Video และอีพีต่อ ๆ ไป จะมาทุกวันศุกร์ เวลา 11.00 น.

ข้อมูลอ้างอิง 

www.vanityfair.com/hollywood/2022/02/amazon-the-rings-of-power-series-first-look

www.vulture.com/article/lord-of-the-rings-the-rings-of-power-plot-explained.html

collider.com/how-rings-of-power-ties-into-lord-of-the-rings/

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load