‘Vibrato’ (ไวเบรโต) คือแบรนด์แซกโซโฟนของคนไทย เจ้าของสิทธิบัตรแซกโซโฟนโพลีเมอร์ที่ฉีดขึ้นรูปแม่พิมพ์ตัวแรกของโลก น้ำหนักเบา กันน้ำ 100% ราคาเป็นมิตร ที่สำคัญ เสียงดีชนิดที่หลับตาฟังแล้ว คุณจะไม่มีทางแยกออกว่านั่นคือเสียงที่มาจากแซกโซโฟนทองเหลืองหรือพลาสติก

หลังจากสร้างปรากฏการณ์แจ้งเกิดในข้ามคืนที่งาน Musikmesse ประเทศเยอรมนี หนึ่งในสามของงานมหกรรมเครื่องดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อ 9 ปีก่อน ขายหมดภายใน 3 ชั่วโมงทุกครั้งที่เปิดจอง รวมถึงมีมือแซกโซโฟนจากทั่วโลกแวะเวียนเดินทางมาเคาะประตูออฟฟิศเพียงเพื่อขอซื้อแซกโซโฟนรุ่นที่ขาดตลาด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนักดนตรีและนักแต่งเพลงชื่อดังจากญี่ปุ่น

ไม่นานมานี้ Vibrato สร้างความฮือฮาแก่วงการอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวแซกโซโฟนพลาสติก DIY

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

ทันทีที่ Vibrato เผยภาพชิ้นส่วนสำหรับต่อประกอบแซกโซโฟนขนาด Tenor ให้คนที่ซื้อไปประกอบร่างด้วยตัวเองเหมือนต่อกันพลาของโมเดลกันดั้ม The Cloud ก็รีบนัดพบ พี่เอ่อ- ปิยพัชร์ ธัญญะกิจ ผู้ก่อตั้ง Vibrato ที่ออฟฟิศย่านวัชรพล เพื่อพูดคุยถึงที่มาของแซกโซโฟนพลาสติกแบบต่อประกอบตัวแรกของโลก (Assembly Kit Saxophone) และเส้นทางตลอด 9 ปีของการสร้าง Vibrato ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในฐานะแบรนด์แซกโซโฟนระดับโลก

ยิ่งตอนที่พี่เอ่อ เจ้าของแบรนด์พูดว่า แซกโซโฟนตัวข้างหน้าเรานี้ต่อง่ายกว่าเก้าอี้ต่อประกอบของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดัง ขอสารภาพตามตรงว่าแทบจะเก็บอาการคันไม้คันมือไว้ไม่อยู่

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

เสียงเรียกเข้า

“Vibrato เกิดขึ้นจากความรู้สึกว่าต้องมีสิ่งนี้บนโลกนี้” อดีตนิสิตสาขาภาพยนตร์และภาพนิ่ง จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบสั้นๆ เมื่อเราตั้งต้นถามที่มาของความสำเร็จ

Vibrato เกิดจากความตั้งใจของพี่เอ่อที่ไม่อยากให้แซกโซโฟนมีภาพจำว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เข้าถึงยาก

“ถ้าจะมีประเทศไหนในโลกที่มีคนเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้เยอะๆ เราก็อยากให้เป็นประเทศไทย เพราะเราเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีพระเจ้าแผ่นดินทรงแซกโซโฟน” พี่เอ่อเล่าย้อนถึงความตั้งใจแรกเริ่ม ก่อนจะเล่าว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้น้อย มาจากจำนวนครูผู้สอนและคนที่เล่นแซกโซโฟนเป็นนั้นมีน้อย ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเครื่องดนตรีชนิดนี้มีราคาแพง

35,000 บาท คือราคาขั้นต่ำของแซกโซโฟนที่ผู้ปกครองจะต้องแบกรับหากลูกหลานอยากเรียนเครื่องเป่าชนิดนี้ ทั้งยังไม่มีอะไรมารับประกันว่าเด็กๆ จะล้มเลิกความตั้งใจเมื่อไหร่

เขาจึงหาคำตอบของคำถามที่ว่า อะไรทำให้แซกโซโฟนมีราคาแพง

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

นอกจากแบรนด์แล้วสิ่งที่ทำให้แซกโซโฟนราคาแตกต่างกัน ซึ่งมีตั้งแต่ 35,000 – 300,000 บาท คือค่าตอบแทนแรงงานของช่างฝีมือ ทั้งๆ ที่ต้นทุนวัสดุไม่แตกต่างกัน หมายความว่า ช่างฝีมือที่ทำแซกโซโฟนราคา 3 แสนบาทนั้น ส่วนใหญ่มีประสบการณ์เชื่อมโลหะมามากกว่า 50 ปี จึงมีความเที่ยงตรงสูงมากและทำให้ค่าแรงต่อชั่วโมงสูงตามกัน

“ดังนั้น ถ้าเราอยากจะทำให้แซกโซโฟนมีราคาถูกลง อย่างแรกต้องตัดปัจจัยเรื่องคนออกไปจากกระบวนการผลิต แล้วหาวิธีที่จะใช้คนน้อยที่สุด ซึ่งหากการขึ้นรูปด้วยโลหะแบบเดิมใช้จำนวนคนมาก เราคงต้องเปลี่ยนวิธีการขึ้นรูปของแซกโซโฟน” เราฟังพี่เอ่อเล่าด้วยตาเป็นประกาย

สิ่งที่พี่เอ่อเลือกทำคือ เปลี่ยนวัสดุจากทองเหลืองเป็นโพลีเมอร์ โดยใช้วิธีฉีดขึ้นรูปผ่านแม่พิมพ์ซึ่งให้ความเที่ยงตรงสูง ก่อนตามมาด้วยโจทย์ใหญ่ข้อต่อไป นั่นคือ แซกโซโฟนจากพลาสติกจะเป่าแล้วให้เสียงที่ดีได้หรือเปล่า

Plastic Plastic

“พลาสติกในอุดมคติที่เหมาะสมแก่การใช้ทำแซกโซโฟน คือพลาสติกชนิดที่หยุดแรงสั่นสะเทือนจากความถี่ของลิ้นเป่าได้เร็วมาก” พี่เอ่อเล่าการเคลื่อนตัวของเสียงให้เห็นภาพง่ายๆ

หลังจากเป่าลม ความถี่ของลิ้นจะทำให้เกิดการสั่น โดยพลังงานจะถ่ายทอดอยู่ภายในตัวแซกโซโฟน ซึ่งหากรับแรงสั่นสะเทือนแล้วหยุดเอาไว้ได้ พลังงานจะพุ่งไปที่ปากแซกโซโฟนได้เร็ว

จากการค้นหาสารตั้งต้นตระกูลโพลีเมอร์ พี่เอ่อพบว่าอะคริลิกคือคำตอบ เพราะมีโมเลกุลอยู่ห่างกันมากพอจึงมีพื้นที่รับพลังงานความถี่ที่สั่นสะทือนโดยได้ไม่สะท้อนออกมาที่ผิวภายนอก แต่จำเป็นต้องระวังว่าหากเก็บรับความถี่และแรงสั่นที่มากเกิน อะคริลิกก็อาจจะแตกได้

“แซกโซโฟนที่ทำจากอะคริลิกเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกเมื่อ 50 ปีที่แล้วโดย Grafton ซึ่งใช้วิธีหล่อแบบแล้วเทพลาสติกเข้าไป ประกอบกับชิ้นส่วนกลไกลเล็กๆ จากทองเหลืองไขน็อตเจาะเข้าไปในตัวพลาสติก เมื่อเจอแรงสั่นสะเทือนจากการเป่าก็ทำให้พลังงานวิ่งคนละทิศคนละทาง ปัจจุบัน แซกโซโฟนของ Grafton รุ่นที่เป็นพลาสติกสีครีมมีราคาขายอยู่ที่ 1,600,000 บาท”

Vibratoจึงกลายเป็นแซกโซโฟนแบรนด์แรกของโลกที่ผลิตด้วยการฉีดพลาสติกขึ้นรูปแม่พิมพ์ (Mole Injection) นั่นคือ มีแม่พิมพ์อัดให้ติดกันด้วยแรงดัน 20 ตัน จากนั้นฉีดพลาสติกเข้าไป ข้อดีที่ทำให้วิธีนี้แตกต่างจากวิธีการเดิม คือการกำหนดแรงดันจึงได้พลาสติกที่มีความหนาแน่นสูงกว่า แม้แต่พรินเตอร์ก็ทำไม่ได้ “เคยมีคนขอให้ส่งแบบเพื่อทำ 3D Printing ด้วย จริงๆ ก็ทำได้แต่เสียงที่ออกมาจะไม่เหมือนต้นแบบ 3D Printing มีประโยชน์มากเมื่อเราอยากทดลองเปลี่ยนชิ้นส่วนบางชิ้นส่วน”

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

ในรุ่นแรกๆ ของVibrato ขนาด Alto ประกอบด้วยรุ่น A1 และ A1S ซึ่ง S มาจาก Solid Polycarbonate วัสดุเดียวกันกับไฟท้ายรถยนต์หรือหลังคาโรงรถใสๆ ขณะที่ A1 ใช้ Polycarbonate หรือพลาสติกคุณภาพสูง ผสมกับ ABS (Acrylonitrile-Butadiene-Styrene) เสียงที่ได้จะแตกต่างกันไปตามแต่ความชอบ และเมื่อเอ่อและทีมงานศึกษาโพลีเมอร์จนพบสารประกอบอีก 20 – 30 ชนิดที่ทำให้วัสดุมีความยืดหยุ่น จึงได้พลาสติกรุ่นใหม่สำหรับ Vibrato รุ่น A1SIII

ตอนไหนที่มั่นใจว่าพลาสติกแผ่นๆ จะให้เสียงที่ถูกต้อง เราถาม

เขาตอบว่า ครั้งแรกที่ลองเคาะแผ่นพลาสติกแล้วได้ยินเสียง “แป๊กๆๆ” เขาก็ยังไม่มั่นใจ จนกระทั้งเจอคลิปทดสอบเสียงทองเหลืองของ Rampone & Cazzani แบรนด์แซกโซโฟนทำมือจากอิตาลี ที่ทดลองเคาะแผ่นทองเหลืองสามชิ้นดัง ‘กิ๊ง’ ‘แป๊ง’ และ ‘แป๊ก’ ตามลำดับ แล้วเฉลยว่าชิ้นที่ให้เสียงเพราะที่สุดคือชิ้นที่เคาะแล้วดัง ‘แป๊กๆๆ’ เขาจึงมั่นใจว่ามาถูกทาง

เสียงของลมหายใจ

“หลังจากได้พลาสติกแล้ว เราเริ่มทดลองหาเสียงที่ถูกใจจากการทดลองทำตัวต้นแบบเฉพาะส่วนคอออกมาก่อน” พี่เอ่อเล่าก่อนเป่าเทียบเสียงให้เราฟัง และก็เป็นไปตามคาด เสียงจากคอทองเหลืองและคอพลาสติกนั้นใกล้เคียงกันมาก

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเสียงที่ได้จากจากวัสดุ 2 ชนิดไม่แตกต่างกัน ขั้นตอนต่อมาคือการออกแบบ ซึ่งพี่เอ่อมอบกฎเหล็ก 3 ข้อแก่ทีมออกแบบและวิศวกร ดังนี้ ข้อที่หนึ่ง วิธีการเล่นต้องเหมือนกันกับแซกโซโฟนทองเหลือง เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่รู้วิธีเล่นพื้นฐานที่ถูกต้อง ข้อที่สอง ต้องให้เสียงเหมือนแซกโซโฟนทองเหลือง เขาไม่ได้ต้องการทำเพื่อแข่งกับตัวราคา 3 แสน แต่เพียงแค่อยากให้คนที่ได้ยินเสียง รู้ว่านี่คือเสียงของแซกโซโฟน และข้อที่สาม ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1 หมื่นบาท

เมื่อไม่ได้เรียนดนตรีขั้นจริงจัง ไม่ได้เรียนออกแบบ ไม่ได้เรียนบริหารธุรกิจ เขาสร้างแซกโซโฟนและทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จระดับโลกได้อย่างไร คือสิ่งที่เราสงสัย

“เราใช้หลักทางฟิสิกส์อ้างอิงการออกแบบทั้งหมดได้นะ เช่น ความยาวคลื่นเสียงที่เกิดจากความยาวของท่อ นั่นแปลว่าความยาวของท่อทองเหลืองและพลาสติกของเราต้องเท่ากัน ไม่เช่นนั้นโน้ตที่ได้จะคนละตัวกัน ความท้าทายคือเราจำเป็นต้องออกแบบชิ้นส่วนพลาสติกให้แข็งแรงเทียบเท่ากับเหล็ก” คำตอบของพี่เอ่อทำให้เรารู้จักชื่อเรียกเต็มๆ ของแพสชัน นั่นคือการมองความท้าทายเป็นโจทย์ใหม่ๆ ที่ผลักให้เขาอยากตื่นขึ้นมาทำสิ่งนี้ทุกวัน

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

พรจากฟ้า

“แซกโซโฟนคันแรกที่ทำเสร็จก็ยังเป่าไม่ค่อยได้หรอก ตอนนั้นเรานำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 9 ด้วยองค์หนึ่ง และได้รับพระมหากรุณาธิคุณทรงแนะนำแก้ไขบางจุด เราก็ปรับตามที่พระองค์ท่านรับสั่งจนกระทั่งออกมาเป็นแซกโซโฟนที่ขายอยู่จนทุกวันนี้” พี่เอ่อเล่าไปพร้อมกับบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์พักช่วงการสนทนา

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

คนไทยถ้าตั้งใจทำแซกโซโฟนเมื่อไหร่ ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ในช่วงที่พี่เอ่อเริ่มต้นทำ Vibrato ตลาดเครื่องดนตรีในประเทศไทยเองก็ไม่ได้เติบโตโดดเด่นมาก แล้วอะไรทำให้พี่เอ่อมั่นใจ ยอมลงทุนหลักสิบล้านไปกับแม่พิมพ์เครื่องดนตรีที่มีรายละเอียดและชิ้นส่วนมากมาย เราสงสัย

“เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะเราถูกใจเสียงแซกโซโฟนของเรา เรามั่นใจว่ามีคุณภาพสู้แซกโซโฟนทองเหลืองราคา 6 – 7 หมื่นได้โดยไม่ต้องกลัว นอกจากข้อได้เปรียบเรื่องราคา เราพบว่ามีตลาดต่างประเทศที่ต้องการสินค้าเรา

“ในการขอยื่นจดสิทธิบัตรมีข้อกำหนดว่าเราต้องเผยแพร่ข้อมูลการออกแบบแซกโซโฟนแก่สาธารณะ บนเว็บไซต์ของเราเพื่อป้องกันการลอกเลียนผลิตซ้ำ ทำให้ไม่กี่วันหลังจากนั้น เริ่มมีคนส่งอีเมลเข้ามาติดต่อขอข้อมูลและรายละเอียดการสั่งซื้อ” เอ่อเล่าถึงต้นทางของอีเมลนับสิบนับร้อยมาจากข่าวสารในเว็บบอร์ดของคนรักแซกโซโฟนของประเทศต่างๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวมาก่อน

เมื่อพบว่าชาวต่างชาติให้ความสนใจแซกโซโฟนพลาสติกของเขา พี่เอ่อจึงตั้งเป้าหมายออกบูทเดบิวต์ Vibrato ที่งานแสดงเครื่องดนตรีอย่างเป็นทางการ

ในโลกของดนตรีมีงานมหกรรมดนตรีระดับโลกอยู่ 3 งาน หนึ่งในนั้นคืองาน Musikmesse ที่แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เป็นงานใหญ่ที่มีขนาดเท่ากับอิมแพ็ค เมืองทองธานี 11 อิมแพ็คฯ แต่ละตึกจัดแสดงเครื่องดนตรีชิดเดียวทั้งตึก เช่น กีตาร์ทั้งตึก เปียโนทั้งตึก

“3 วันแรกเป็นการแสดงสินค้ากับผู้แทนจำหน่ายและนักดนตรี ก่อนจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปทดลองเล่นในวันที่สี่ บูทของ Vibrato เป็นบูทเดียวที่มีคนต่อแถวรอตั้งแต่เช้าจรดเย็น เพราะเราใหม่จริงๆ ไม่เคยมีใครเห็นแซกโซโฟนสีขาวมาก่อนในโลกนี้ แถมยังเป็นพลาสติกน้ำหนักเบา เด็กตัวเล็กตัวน้อยเข้าแถวมาดูกันเต็มเลย แล้วถามว่า ‘นี่เป็นของจริงหรือเปล่า มันเล่นได้จริงหรือเปล่า’”

เหมือนฝันที่เป็นจริง พี่เอ่อจดจำบรรยากาศและความรู้สึกทั้งหมดจากการได้เห็น Vibrato กลายเป็น International Brand ภายในข้ามคืน “วันรุ่งขึ้นทุกคนรู้จัก Vibrato รู้ว่าเราเป็นแบรนด์แซกโซโฟนมาจากประเทศไทย ชาวต่างชาติทุกคนรู้จักหมดยกเว้นคนไทยด้วยกัน จนถึงวันนี้ ยอดขายจากคนไทยคือ 0.5 ขณะที่ยอดขายอันดับหนึ่งมาจากญี่ปุ่น”

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

แซกโซโฟนที่นักดนตรีมืออาชีพเลือกใช้

ทั้งๆ ที่โจทย์แรกของ Vibrato คือการผลิตแซกโซโฟนน้ำหนักเบาในราคาที่เป็นมิตรเพื่อเพิ่มจำนวนนักเรียนแซกโซโฟนในวงการดนตรี แต่จากข้อมูลยอดขาย พบว่ากว่า 70% ของลูกค้า Vibrato คือนักดนตรีมืออาชีพและนักดนตรีฝึกหัดที่เล่นแซกโซโฟนจริงจัง โดยข้อดีของลูกค้ากลุ่มมืออาชีพคือทำให้พี่เอ่อและทีมได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์มากมาย ก่อนจะนำมาปรับใช้กับการออกแบบแซกโซโฟนรุ่น Tenor ซึ่งแก้ข้อผิดพลาดที่เคยเกิดกับรุ่น Alto เกือบทั้งหมด เช่น Pad ที่แข็งแรงขึ้นจากที่เคยกดแล้วยุบ รวบไปถึงกลไกเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่

“แม้ข้อมูลยอดขายจะแสดงผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกับความตั้งใจแรก ซึ่งเด็กๆ หรือนักดนตรีระดับ Beginner ก็ยังคงอยากได้ Vibrato อยู่ แต่เราต้องไม่ลืมว่าเมื่อเราเป็นเด็ก เราจะอยากได้ของที่ผู้ใหญ่ใช้เพราะมันดูเท่ ซึ่งเมื่อถึงวันที่เหล่าวัยรุ่นเห็นผู้ใหญ่ใช้ Vibrato อยู่บนเวที เขาก็จะเกิดความมั่นใจและอยากได้ขั้นมาจริงๆ” พี่เอ่อเล่าถึงกลุ่มลูกค้าอายุน้อยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหลังจากเห็นไอดอลในวงการใช้ Vibrato

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

อยู่ต่อเลยได้ไหม

หลังจากขาย A1 มาตลอด 8 ปี เวอร์ชั่นล่าสุดของ Vibrato Alto Saxophone คือ A1SIII และเร็วๆ นี้จะมี Vibrato รุ่น A2 ซึ่งพัฒนาจากตัวแรก แต่ที่น่าสนใจมากที่สุดคือการทำแซกโซโฟนที่ให้คนซื้อต่อประกอบด้วยตัวเอง

“ไม่ยากนะ ไขน็อตอย่างเดียวและทำตามคู่มือที่ให้ไปกับกล่อง เพราะเรื่องที่ใหญ่กว่าคือเรื่องการตั้งเสียง” พี่เอ่อย้ำรอบที่ 3 หลังแอบเห็นพวกเราทำหน้าไม่มั่นใจ

จะมีสักกี่ครั้งที่จะได้ต่อประกอบแซกโซโฟนของตัวเอง สิ่งที่พี่เอ่อกังวลมากกว่าการต่อประกอบคือการตั้งเสียงให้ถูกต้องซึ่งเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แม้แต่คู่ค้าตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศก็ยังสั่งรุ่นต่อประกอบแบบพร้อมใช้งานมากกว่าจะเลือกประกอบชิ้นส่วนเอง เพราะมีความเสี่ยงเรื่องเสี่ยงที่ผิดเพี้ยน แต่เขายืนยันว่าไม่ขอยอมแพ้ แม้จะต้องทำคู่มือช่วยสอนการตั้งเสียงด้วยตัวเองที่ใช้ตั้งเสียงได้จริง

“บริษัทเราเล็กมาก สิ่งสำคัญเดียวที่เรามีคือนวัตกรรม ที่ขายได้อย่างทุกวันนี้เพราะเราเป็นแซกโซโฟนขนาด Alto ที่เบาที่สุดในโลก เป็นแซกโซโฟนตัวแรกที่กันน้ำ 100% ใช้คอยสปริง ไม่ต้องการดูแลรักษามากเท่าตัวที่ทำจากทองเหลือง จะเห็นว่ามีคำว่าครั้งแรกของโลกอยู่ในนั้นเต็มไปหมด มันง่ายมากที่เราจะทำแซกโซโฟนขนาด Tenor ด้วยวิธีการเดิม แต่ปัญหาจากการผลิตแซกโซโฟนที่ผ่านมาของเรา ซึ่งเป็นปัญหาคอขวดอยู่ทุกวันนี้ คือเวลาที่ช่างฝีมือใช้ต่อประกอบแซกโซโฟน 1 ตัว และวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหานี้ได้ก็คือต้องให้ลูกค้าประกอบแซกโซโฟนของตัวเองขึ้นมา” พี่เอ่อเล่าที่มาของแซกโซโฟนต่อประกอบ ขนาด Tenor ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรา

“แม้จะประกอบด้วยชิ้นส่วนจำนวนมาก แต่เชื่อเถอะถ้าคุณต่อเก้าอี้ของอิเกียได้ คุณต่อแซกโซโฟนของเราได้แน่”

พี่เอ่อเล่าข้อดีของการทำแซกโซโฟน DIY สำหรับลูกค้าซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ ว่าวิธีการนี้จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือประจำร้านเครื่องดนตรี เพราะหากชิ้นส่วนมีปัญหาก็ซื้อเฉพาะส่วนไปเปลี่ยนไม่จำเป็นต้องส่งแซกโซโฟนซ่อมทั้งตัวอย่างที่เคย

ขณะที่ข้อดีของลูกค้าคือ นอกจากจะซื้อแซกโซโฟนในราคาที่ถูกลงเพราะไม่มีค่าประกอบแล้ว ยังได้รู้จักกลไกภายในของแซกโซโฟน เพราะทำมากับมือ สำหรับข้อดีที่เกิดขึ้นกับบริษัทเอง คือการขยายสินค้าเปิดขายขายอะไหล่เปลี่ยนหรือชิ้นส่วนเสริมเพื่ออัพเกรดแซกโซโฟนได้ โดยไม่ต้องออกรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างอย่างที่เคย แซกโซโฟนจึงดีขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากมาย

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

รางวัลแด่คนช่างฝัน

ในกระบวนการทำงานทั้งหมด พี่เอ่อเล่างานส่วนที่เขาชอบที่สุดให้ฟังว่า เขาชอบความรู้สึกเมื่อนำแซกโซโฟนไปส่งถึงมือของนักดนตรีมืออาชีพ นอกจากจะชอบฟังความคิดเห็นทั้งที่ชอบและไม่ชอบ เขายังชอบสังเกตแววตาของนักดนตรีขณะเล่นแซกโซโฟนของ Vibrato แล้วเก็บเกี่ยวสะสมเป็นรางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการทำงาน

และในการเป็นแบรนด์ระดับโลก พี่เอ่อเล่าว่า สิ่งสำคัญนอกจากการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและตอบโจทย์การใช้งานแล้ว ก็คือการบริการ

“สิ่งหนึ่งที่ยึดมั่นเสมอคือการบริการ เราพยายามให้ลูกค้าได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ เช่น ครั้งหนึ่งเราเคยทำแซกโซโฟนสีใสทั้งตัวจำนวน 100 ตัว ซึ่งขายหมดในเวลาไม่นาน แต่ยังมีลูกค้าบางประเทศอยากได้ เราก็กำหนดจำนวนสั่งขั้นต่ำแล้วออกแบบเป็น Edition พิเศษที่มีขายเฉพาะประเทศนั้นๆ เท่านั้น เราอยากมอบความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟแก่พวกเขา” พี่เอ่อเล่าก่อนจะทิ้งท้ายความสุขจากการเห็น Vibrato เติบโตอย่างทุกวันนี้

“เราสนุกกับการแก้โจทย์และคิดอะไรใหม่ๆ ใส่แซกโซโฟนของเราจนออกมาถูกใจถึงสั่งขึ้นแม่พิมพ์สำหรับผลิต Vibrato ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาทุกเช้า ได้ทดลองฟังเสียงของแซกโซโฟนจากชิ้นส่วนใหม่ๆ อย่างวันนี้ที่เราทำ Tenor สำเร็จแล้วเราอาจจะสนุกน้อยลงไป แต่ก็มีอะไรให้คิดค้นอยู่ตลอด อนาคตเราอยากทำแซกโซโฟนขนาดโซปราโนไว้สำหรับพกพา”

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

The Rules

  1. ต้องสนุกกับสิ่งที่ทำ
  2. มองว่าปัญหาทุกปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา
  3. คิดถึงแววตาและความสุขของลูกค้าที่ได้เล่นแซกโซโฟนของ Vibrato

Vibrato Saxophone

www.vibratosax.com
Facebook: Vibratopage

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

21 พฤศจิกายน 2565
6 K

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load