‘Vibrato’ (ไวเบรโต) คือแบรนด์แซกโซโฟนของคนไทย เจ้าของสิทธิบัตรแซกโซโฟนโพลีเมอร์ที่ฉีดขึ้นรูปแม่พิมพ์ตัวแรกของโลก น้ำหนักเบา กันน้ำ 100% ราคาเป็นมิตร ที่สำคัญ เสียงดีชนิดที่หลับตาฟังแล้ว คุณจะไม่มีทางแยกออกว่านั่นคือเสียงที่มาจากแซกโซโฟนทองเหลืองหรือพลาสติก

หลังจากสร้างปรากฏการณ์แจ้งเกิดในข้ามคืนที่งาน Musikmesse ประเทศเยอรมนี หนึ่งในสามของงานมหกรรมเครื่องดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อ 9 ปีก่อน ขายหมดภายใน 3 ชั่วโมงทุกครั้งที่เปิดจอง รวมถึงมีมือแซกโซโฟนจากทั่วโลกแวะเวียนเดินทางมาเคาะประตูออฟฟิศเพียงเพื่อขอซื้อแซกโซโฟนรุ่นที่ขาดตลาด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนักดนตรีและนักแต่งเพลงชื่อดังจากญี่ปุ่น

ไม่นานมานี้ Vibrato สร้างความฮือฮาแก่วงการอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวแซกโซโฟนพลาสติก DIY

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

ทันทีที่ Vibrato เผยภาพชิ้นส่วนสำหรับต่อประกอบแซกโซโฟนขนาด Tenor ให้คนที่ซื้อไปประกอบร่างด้วยตัวเองเหมือนต่อกันพลาของโมเดลกันดั้ม The Cloud ก็รีบนัดพบ พี่เอ่อ- ปิยพัชร์ ธัญญะกิจ ผู้ก่อตั้ง Vibrato ที่ออฟฟิศย่านวัชรพล เพื่อพูดคุยถึงที่มาของแซกโซโฟนพลาสติกแบบต่อประกอบตัวแรกของโลก (Assembly Kit Saxophone) และเส้นทางตลอด 9 ปีของการสร้าง Vibrato ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในฐานะแบรนด์แซกโซโฟนระดับโลก

ยิ่งตอนที่พี่เอ่อ เจ้าของแบรนด์พูดว่า แซกโซโฟนตัวข้างหน้าเรานี้ต่อง่ายกว่าเก้าอี้ต่อประกอบของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดัง ขอสารภาพตามตรงว่าแทบจะเก็บอาการคันไม้คันมือไว้ไม่อยู่

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

เสียงเรียกเข้า

“Vibrato เกิดขึ้นจากความรู้สึกว่าต้องมีสิ่งนี้บนโลกนี้” อดีตนิสิตสาขาภาพยนตร์และภาพนิ่ง จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบสั้นๆ เมื่อเราตั้งต้นถามที่มาของความสำเร็จ

Vibrato เกิดจากความตั้งใจของพี่เอ่อที่ไม่อยากให้แซกโซโฟนมีภาพจำว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เข้าถึงยาก

“ถ้าจะมีประเทศไหนในโลกที่มีคนเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้เยอะๆ เราก็อยากให้เป็นประเทศไทย เพราะเราเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีพระเจ้าแผ่นดินทรงแซกโซโฟน” พี่เอ่อเล่าย้อนถึงความตั้งใจแรกเริ่ม ก่อนจะเล่าว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้น้อย มาจากจำนวนครูผู้สอนและคนที่เล่นแซกโซโฟนเป็นนั้นมีน้อย ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเครื่องดนตรีชนิดนี้มีราคาแพง

35,000 บาท คือราคาขั้นต่ำของแซกโซโฟนที่ผู้ปกครองจะต้องแบกรับหากลูกหลานอยากเรียนเครื่องเป่าชนิดนี้ ทั้งยังไม่มีอะไรมารับประกันว่าเด็กๆ จะล้มเลิกความตั้งใจเมื่อไหร่

เขาจึงหาคำตอบของคำถามที่ว่า อะไรทำให้แซกโซโฟนมีราคาแพง

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

นอกจากแบรนด์แล้วสิ่งที่ทำให้แซกโซโฟนราคาแตกต่างกัน ซึ่งมีตั้งแต่ 35,000 – 300,000 บาท คือค่าตอบแทนแรงงานของช่างฝีมือ ทั้งๆ ที่ต้นทุนวัสดุไม่แตกต่างกัน หมายความว่า ช่างฝีมือที่ทำแซกโซโฟนราคา 3 แสนบาทนั้น ส่วนใหญ่มีประสบการณ์เชื่อมโลหะมามากกว่า 50 ปี จึงมีความเที่ยงตรงสูงมากและทำให้ค่าแรงต่อชั่วโมงสูงตามกัน

“ดังนั้น ถ้าเราอยากจะทำให้แซกโซโฟนมีราคาถูกลง อย่างแรกต้องตัดปัจจัยเรื่องคนออกไปจากกระบวนการผลิต แล้วหาวิธีที่จะใช้คนน้อยที่สุด ซึ่งหากการขึ้นรูปด้วยโลหะแบบเดิมใช้จำนวนคนมาก เราคงต้องเปลี่ยนวิธีการขึ้นรูปของแซกโซโฟน” เราฟังพี่เอ่อเล่าด้วยตาเป็นประกาย

สิ่งที่พี่เอ่อเลือกทำคือ เปลี่ยนวัสดุจากทองเหลืองเป็นโพลีเมอร์ โดยใช้วิธีฉีดขึ้นรูปผ่านแม่พิมพ์ซึ่งให้ความเที่ยงตรงสูง ก่อนตามมาด้วยโจทย์ใหญ่ข้อต่อไป นั่นคือ แซกโซโฟนจากพลาสติกจะเป่าแล้วให้เสียงที่ดีได้หรือเปล่า

Plastic Plastic

“พลาสติกในอุดมคติที่เหมาะสมแก่การใช้ทำแซกโซโฟน คือพลาสติกชนิดที่หยุดแรงสั่นสะเทือนจากความถี่ของลิ้นเป่าได้เร็วมาก” พี่เอ่อเล่าการเคลื่อนตัวของเสียงให้เห็นภาพง่ายๆ

หลังจากเป่าลม ความถี่ของลิ้นจะทำให้เกิดการสั่น โดยพลังงานจะถ่ายทอดอยู่ภายในตัวแซกโซโฟน ซึ่งหากรับแรงสั่นสะเทือนแล้วหยุดเอาไว้ได้ พลังงานจะพุ่งไปที่ปากแซกโซโฟนได้เร็ว

จากการค้นหาสารตั้งต้นตระกูลโพลีเมอร์ พี่เอ่อพบว่าอะคริลิกคือคำตอบ เพราะมีโมเลกุลอยู่ห่างกันมากพอจึงมีพื้นที่รับพลังงานความถี่ที่สั่นสะทือนโดยได้ไม่สะท้อนออกมาที่ผิวภายนอก แต่จำเป็นต้องระวังว่าหากเก็บรับความถี่และแรงสั่นที่มากเกิน อะคริลิกก็อาจจะแตกได้

“แซกโซโฟนที่ทำจากอะคริลิกเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกเมื่อ 50 ปีที่แล้วโดย Grafton ซึ่งใช้วิธีหล่อแบบแล้วเทพลาสติกเข้าไป ประกอบกับชิ้นส่วนกลไกลเล็กๆ จากทองเหลืองไขน็อตเจาะเข้าไปในตัวพลาสติก เมื่อเจอแรงสั่นสะเทือนจากการเป่าก็ทำให้พลังงานวิ่งคนละทิศคนละทาง ปัจจุบัน แซกโซโฟนของ Grafton รุ่นที่เป็นพลาสติกสีครีมมีราคาขายอยู่ที่ 1,600,000 บาท”

Vibratoจึงกลายเป็นแซกโซโฟนแบรนด์แรกของโลกที่ผลิตด้วยการฉีดพลาสติกขึ้นรูปแม่พิมพ์ (Mole Injection) นั่นคือ มีแม่พิมพ์อัดให้ติดกันด้วยแรงดัน 20 ตัน จากนั้นฉีดพลาสติกเข้าไป ข้อดีที่ทำให้วิธีนี้แตกต่างจากวิธีการเดิม คือการกำหนดแรงดันจึงได้พลาสติกที่มีความหนาแน่นสูงกว่า แม้แต่พรินเตอร์ก็ทำไม่ได้ “เคยมีคนขอให้ส่งแบบเพื่อทำ 3D Printing ด้วย จริงๆ ก็ทำได้แต่เสียงที่ออกมาจะไม่เหมือนต้นแบบ 3D Printing มีประโยชน์มากเมื่อเราอยากทดลองเปลี่ยนชิ้นส่วนบางชิ้นส่วน”

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

ในรุ่นแรกๆ ของVibrato ขนาด Alto ประกอบด้วยรุ่น A1 และ A1S ซึ่ง S มาจาก Solid Polycarbonate วัสดุเดียวกันกับไฟท้ายรถยนต์หรือหลังคาโรงรถใสๆ ขณะที่ A1 ใช้ Polycarbonate หรือพลาสติกคุณภาพสูง ผสมกับ ABS (Acrylonitrile-Butadiene-Styrene) เสียงที่ได้จะแตกต่างกันไปตามแต่ความชอบ และเมื่อเอ่อและทีมงานศึกษาโพลีเมอร์จนพบสารประกอบอีก 20 – 30 ชนิดที่ทำให้วัสดุมีความยืดหยุ่น จึงได้พลาสติกรุ่นใหม่สำหรับ Vibrato รุ่น A1SIII

ตอนไหนที่มั่นใจว่าพลาสติกแผ่นๆ จะให้เสียงที่ถูกต้อง เราถาม

เขาตอบว่า ครั้งแรกที่ลองเคาะแผ่นพลาสติกแล้วได้ยินเสียง “แป๊กๆๆ” เขาก็ยังไม่มั่นใจ จนกระทั้งเจอคลิปทดสอบเสียงทองเหลืองของ Rampone & Cazzani แบรนด์แซกโซโฟนทำมือจากอิตาลี ที่ทดลองเคาะแผ่นทองเหลืองสามชิ้นดัง ‘กิ๊ง’ ‘แป๊ง’ และ ‘แป๊ก’ ตามลำดับ แล้วเฉลยว่าชิ้นที่ให้เสียงเพราะที่สุดคือชิ้นที่เคาะแล้วดัง ‘แป๊กๆๆ’ เขาจึงมั่นใจว่ามาถูกทาง

เสียงของลมหายใจ

“หลังจากได้พลาสติกแล้ว เราเริ่มทดลองหาเสียงที่ถูกใจจากการทดลองทำตัวต้นแบบเฉพาะส่วนคอออกมาก่อน” พี่เอ่อเล่าก่อนเป่าเทียบเสียงให้เราฟัง และก็เป็นไปตามคาด เสียงจากคอทองเหลืองและคอพลาสติกนั้นใกล้เคียงกันมาก

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเสียงที่ได้จากจากวัสดุ 2 ชนิดไม่แตกต่างกัน ขั้นตอนต่อมาคือการออกแบบ ซึ่งพี่เอ่อมอบกฎเหล็ก 3 ข้อแก่ทีมออกแบบและวิศวกร ดังนี้ ข้อที่หนึ่ง วิธีการเล่นต้องเหมือนกันกับแซกโซโฟนทองเหลือง เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่รู้วิธีเล่นพื้นฐานที่ถูกต้อง ข้อที่สอง ต้องให้เสียงเหมือนแซกโซโฟนทองเหลือง เขาไม่ได้ต้องการทำเพื่อแข่งกับตัวราคา 3 แสน แต่เพียงแค่อยากให้คนที่ได้ยินเสียง รู้ว่านี่คือเสียงของแซกโซโฟน และข้อที่สาม ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1 หมื่นบาท

เมื่อไม่ได้เรียนดนตรีขั้นจริงจัง ไม่ได้เรียนออกแบบ ไม่ได้เรียนบริหารธุรกิจ เขาสร้างแซกโซโฟนและทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จระดับโลกได้อย่างไร คือสิ่งที่เราสงสัย

“เราใช้หลักทางฟิสิกส์อ้างอิงการออกแบบทั้งหมดได้นะ เช่น ความยาวคลื่นเสียงที่เกิดจากความยาวของท่อ นั่นแปลว่าความยาวของท่อทองเหลืองและพลาสติกของเราต้องเท่ากัน ไม่เช่นนั้นโน้ตที่ได้จะคนละตัวกัน ความท้าทายคือเราจำเป็นต้องออกแบบชิ้นส่วนพลาสติกให้แข็งแรงเทียบเท่ากับเหล็ก” คำตอบของพี่เอ่อทำให้เรารู้จักชื่อเรียกเต็มๆ ของแพสชัน นั่นคือการมองความท้าทายเป็นโจทย์ใหม่ๆ ที่ผลักให้เขาอยากตื่นขึ้นมาทำสิ่งนี้ทุกวัน

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

พรจากฟ้า

“แซกโซโฟนคันแรกที่ทำเสร็จก็ยังเป่าไม่ค่อยได้หรอก ตอนนั้นเรานำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 9 ด้วยองค์หนึ่ง และได้รับพระมหากรุณาธิคุณทรงแนะนำแก้ไขบางจุด เราก็ปรับตามที่พระองค์ท่านรับสั่งจนกระทั่งออกมาเป็นแซกโซโฟนที่ขายอยู่จนทุกวันนี้” พี่เอ่อเล่าไปพร้อมกับบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์พักช่วงการสนทนา

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

คนไทยถ้าตั้งใจทำแซกโซโฟนเมื่อไหร่ ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ในช่วงที่พี่เอ่อเริ่มต้นทำ Vibrato ตลาดเครื่องดนตรีในประเทศไทยเองก็ไม่ได้เติบโตโดดเด่นมาก แล้วอะไรทำให้พี่เอ่อมั่นใจ ยอมลงทุนหลักสิบล้านไปกับแม่พิมพ์เครื่องดนตรีที่มีรายละเอียดและชิ้นส่วนมากมาย เราสงสัย

“เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะเราถูกใจเสียงแซกโซโฟนของเรา เรามั่นใจว่ามีคุณภาพสู้แซกโซโฟนทองเหลืองราคา 6 – 7 หมื่นได้โดยไม่ต้องกลัว นอกจากข้อได้เปรียบเรื่องราคา เราพบว่ามีตลาดต่างประเทศที่ต้องการสินค้าเรา

“ในการขอยื่นจดสิทธิบัตรมีข้อกำหนดว่าเราต้องเผยแพร่ข้อมูลการออกแบบแซกโซโฟนแก่สาธารณะ บนเว็บไซต์ของเราเพื่อป้องกันการลอกเลียนผลิตซ้ำ ทำให้ไม่กี่วันหลังจากนั้น เริ่มมีคนส่งอีเมลเข้ามาติดต่อขอข้อมูลและรายละเอียดการสั่งซื้อ” เอ่อเล่าถึงต้นทางของอีเมลนับสิบนับร้อยมาจากข่าวสารในเว็บบอร์ดของคนรักแซกโซโฟนของประเทศต่างๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวมาก่อน

เมื่อพบว่าชาวต่างชาติให้ความสนใจแซกโซโฟนพลาสติกของเขา พี่เอ่อจึงตั้งเป้าหมายออกบูทเดบิวต์ Vibrato ที่งานแสดงเครื่องดนตรีอย่างเป็นทางการ

ในโลกของดนตรีมีงานมหกรรมดนตรีระดับโลกอยู่ 3 งาน หนึ่งในนั้นคืองาน Musikmesse ที่แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เป็นงานใหญ่ที่มีขนาดเท่ากับอิมแพ็ค เมืองทองธานี 11 อิมแพ็คฯ แต่ละตึกจัดแสดงเครื่องดนตรีชิดเดียวทั้งตึก เช่น กีตาร์ทั้งตึก เปียโนทั้งตึก

“3 วันแรกเป็นการแสดงสินค้ากับผู้แทนจำหน่ายและนักดนตรี ก่อนจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปทดลองเล่นในวันที่สี่ บูทของ Vibrato เป็นบูทเดียวที่มีคนต่อแถวรอตั้งแต่เช้าจรดเย็น เพราะเราใหม่จริงๆ ไม่เคยมีใครเห็นแซกโซโฟนสีขาวมาก่อนในโลกนี้ แถมยังเป็นพลาสติกน้ำหนักเบา เด็กตัวเล็กตัวน้อยเข้าแถวมาดูกันเต็มเลย แล้วถามว่า ‘นี่เป็นของจริงหรือเปล่า มันเล่นได้จริงหรือเปล่า’”

เหมือนฝันที่เป็นจริง พี่เอ่อจดจำบรรยากาศและความรู้สึกทั้งหมดจากการได้เห็น Vibrato กลายเป็น International Brand ภายในข้ามคืน “วันรุ่งขึ้นทุกคนรู้จัก Vibrato รู้ว่าเราเป็นแบรนด์แซกโซโฟนมาจากประเทศไทย ชาวต่างชาติทุกคนรู้จักหมดยกเว้นคนไทยด้วยกัน จนถึงวันนี้ ยอดขายจากคนไทยคือ 0.5 ขณะที่ยอดขายอันดับหนึ่งมาจากญี่ปุ่น”

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

แซกโซโฟนที่นักดนตรีมืออาชีพเลือกใช้

ทั้งๆ ที่โจทย์แรกของ Vibrato คือการผลิตแซกโซโฟนน้ำหนักเบาในราคาที่เป็นมิตรเพื่อเพิ่มจำนวนนักเรียนแซกโซโฟนในวงการดนตรี แต่จากข้อมูลยอดขาย พบว่ากว่า 70% ของลูกค้า Vibrato คือนักดนตรีมืออาชีพและนักดนตรีฝึกหัดที่เล่นแซกโซโฟนจริงจัง โดยข้อดีของลูกค้ากลุ่มมืออาชีพคือทำให้พี่เอ่อและทีมได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์มากมาย ก่อนจะนำมาปรับใช้กับการออกแบบแซกโซโฟนรุ่น Tenor ซึ่งแก้ข้อผิดพลาดที่เคยเกิดกับรุ่น Alto เกือบทั้งหมด เช่น Pad ที่แข็งแรงขึ้นจากที่เคยกดแล้วยุบ รวบไปถึงกลไกเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่

“แม้ข้อมูลยอดขายจะแสดงผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกับความตั้งใจแรก ซึ่งเด็กๆ หรือนักดนตรีระดับ Beginner ก็ยังคงอยากได้ Vibrato อยู่ แต่เราต้องไม่ลืมว่าเมื่อเราเป็นเด็ก เราจะอยากได้ของที่ผู้ใหญ่ใช้เพราะมันดูเท่ ซึ่งเมื่อถึงวันที่เหล่าวัยรุ่นเห็นผู้ใหญ่ใช้ Vibrato อยู่บนเวที เขาก็จะเกิดความมั่นใจและอยากได้ขั้นมาจริงๆ” พี่เอ่อเล่าถึงกลุ่มลูกค้าอายุน้อยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหลังจากเห็นไอดอลในวงการใช้ Vibrato

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

อยู่ต่อเลยได้ไหม

หลังจากขาย A1 มาตลอด 8 ปี เวอร์ชั่นล่าสุดของ Vibrato Alto Saxophone คือ A1SIII และเร็วๆ นี้จะมี Vibrato รุ่น A2 ซึ่งพัฒนาจากตัวแรก แต่ที่น่าสนใจมากที่สุดคือการทำแซกโซโฟนที่ให้คนซื้อต่อประกอบด้วยตัวเอง

“ไม่ยากนะ ไขน็อตอย่างเดียวและทำตามคู่มือที่ให้ไปกับกล่อง เพราะเรื่องที่ใหญ่กว่าคือเรื่องการตั้งเสียง” พี่เอ่อย้ำรอบที่ 3 หลังแอบเห็นพวกเราทำหน้าไม่มั่นใจ

จะมีสักกี่ครั้งที่จะได้ต่อประกอบแซกโซโฟนของตัวเอง สิ่งที่พี่เอ่อกังวลมากกว่าการต่อประกอบคือการตั้งเสียงให้ถูกต้องซึ่งเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แม้แต่คู่ค้าตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศก็ยังสั่งรุ่นต่อประกอบแบบพร้อมใช้งานมากกว่าจะเลือกประกอบชิ้นส่วนเอง เพราะมีความเสี่ยงเรื่องเสี่ยงที่ผิดเพี้ยน แต่เขายืนยันว่าไม่ขอยอมแพ้ แม้จะต้องทำคู่มือช่วยสอนการตั้งเสียงด้วยตัวเองที่ใช้ตั้งเสียงได้จริง

“บริษัทเราเล็กมาก สิ่งสำคัญเดียวที่เรามีคือนวัตกรรม ที่ขายได้อย่างทุกวันนี้เพราะเราเป็นแซกโซโฟนขนาด Alto ที่เบาที่สุดในโลก เป็นแซกโซโฟนตัวแรกที่กันน้ำ 100% ใช้คอยสปริง ไม่ต้องการดูแลรักษามากเท่าตัวที่ทำจากทองเหลือง จะเห็นว่ามีคำว่าครั้งแรกของโลกอยู่ในนั้นเต็มไปหมด มันง่ายมากที่เราจะทำแซกโซโฟนขนาด Tenor ด้วยวิธีการเดิม แต่ปัญหาจากการผลิตแซกโซโฟนที่ผ่านมาของเรา ซึ่งเป็นปัญหาคอขวดอยู่ทุกวันนี้ คือเวลาที่ช่างฝีมือใช้ต่อประกอบแซกโซโฟน 1 ตัว และวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหานี้ได้ก็คือต้องให้ลูกค้าประกอบแซกโซโฟนของตัวเองขึ้นมา” พี่เอ่อเล่าที่มาของแซกโซโฟนต่อประกอบ ขนาด Tenor ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรา

“แม้จะประกอบด้วยชิ้นส่วนจำนวนมาก แต่เชื่อเถอะถ้าคุณต่อเก้าอี้ของอิเกียได้ คุณต่อแซกโซโฟนของเราได้แน่”

พี่เอ่อเล่าข้อดีของการทำแซกโซโฟน DIY สำหรับลูกค้าซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ ว่าวิธีการนี้จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือประจำร้านเครื่องดนตรี เพราะหากชิ้นส่วนมีปัญหาก็ซื้อเฉพาะส่วนไปเปลี่ยนไม่จำเป็นต้องส่งแซกโซโฟนซ่อมทั้งตัวอย่างที่เคย

ขณะที่ข้อดีของลูกค้าคือ นอกจากจะซื้อแซกโซโฟนในราคาที่ถูกลงเพราะไม่มีค่าประกอบแล้ว ยังได้รู้จักกลไกภายในของแซกโซโฟน เพราะทำมากับมือ สำหรับข้อดีที่เกิดขึ้นกับบริษัทเอง คือการขยายสินค้าเปิดขายขายอะไหล่เปลี่ยนหรือชิ้นส่วนเสริมเพื่ออัพเกรดแซกโซโฟนได้ โดยไม่ต้องออกรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างอย่างที่เคย แซกโซโฟนจึงดีขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากมาย

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

รางวัลแด่คนช่างฝัน

ในกระบวนการทำงานทั้งหมด พี่เอ่อเล่างานส่วนที่เขาชอบที่สุดให้ฟังว่า เขาชอบความรู้สึกเมื่อนำแซกโซโฟนไปส่งถึงมือของนักดนตรีมืออาชีพ นอกจากจะชอบฟังความคิดเห็นทั้งที่ชอบและไม่ชอบ เขายังชอบสังเกตแววตาของนักดนตรีขณะเล่นแซกโซโฟนของ Vibrato แล้วเก็บเกี่ยวสะสมเป็นรางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการทำงาน

และในการเป็นแบรนด์ระดับโลก พี่เอ่อเล่าว่า สิ่งสำคัญนอกจากการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและตอบโจทย์การใช้งานแล้ว ก็คือการบริการ

“สิ่งหนึ่งที่ยึดมั่นเสมอคือการบริการ เราพยายามให้ลูกค้าได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ เช่น ครั้งหนึ่งเราเคยทำแซกโซโฟนสีใสทั้งตัวจำนวน 100 ตัว ซึ่งขายหมดในเวลาไม่นาน แต่ยังมีลูกค้าบางประเทศอยากได้ เราก็กำหนดจำนวนสั่งขั้นต่ำแล้วออกแบบเป็น Edition พิเศษที่มีขายเฉพาะประเทศนั้นๆ เท่านั้น เราอยากมอบความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟแก่พวกเขา” พี่เอ่อเล่าก่อนจะทิ้งท้ายความสุขจากการเห็น Vibrato เติบโตอย่างทุกวันนี้

“เราสนุกกับการแก้โจทย์และคิดอะไรใหม่ๆ ใส่แซกโซโฟนของเราจนออกมาถูกใจถึงสั่งขึ้นแม่พิมพ์สำหรับผลิต Vibrato ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาทุกเช้า ได้ทดลองฟังเสียงของแซกโซโฟนจากชิ้นส่วนใหม่ๆ อย่างวันนี้ที่เราทำ Tenor สำเร็จแล้วเราอาจจะสนุกน้อยลงไป แต่ก็มีอะไรให้คิดค้นอยู่ตลอด อนาคตเราอยากทำแซกโซโฟนขนาดโซปราโนไว้สำหรับพกพา”

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

The Rules

  1. ต้องสนุกกับสิ่งที่ทำ
  2. มองว่าปัญหาทุกปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา
  3. คิดถึงแววตาและความสุขของลูกค้าที่ได้เล่นแซกโซโฟนของ Vibrato

Vibrato Saxophone

www.vibratosax.com
Facebook: Vibratopage

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

28 มิถุนายน 2565
2.34 K

15 ปีที่แล้ว ก่อนเป็น ‘Peaberry Thai’ ที่จำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ ในยุคสมัยที่กาแฟ Specialty ยังมีคนรู้จักไม่มากนัก Peaberry เป็นบริษัทแรก ๆ ในไทยที่มองเห็นความพิเศษของกาแฟ จึงเริ่มเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กที่คอกาแฟหลายคนรู้จักในชื่อ ‘Pacamara Coffee Roasters’ ก่อนจะเห็นโอกาสของตลาดกาแฟที่พร้อมโตได้อีกมาก

จากร้านกาแฟ 1 ร้าน เติบโตเป็นธุรกิจครบวงจรที่นำเข้าอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟสารพัดอย่างจากทั่วโลก ทั้งเยอรมนี อิตาลี ไอร์แลนด์ อเมริกา และญี่ปุ่น นำเสนอหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง Giesen, Slayer, Mahlkönig, Compak, Marco, Astoria, Kalita, Urnex และอีกมากมาย

ด้วยความตั้งใจคัดสรรคุณภาพทุกขั้นตอนให้พิเศษที่สุดสมกับความเชื่อ ‘Selected Toward Specialty’ พระเอกในวันนี้จึงไม่ใช่แค่กาแฟในแก้ว แต่เป็นเรื่องราวความไม่ธรรมดาของกระบวนการและอุปกรณ์ที่อยู่เบื้องหลังกาแฟทุกแก้ว

The Cloud ชวนฟังเรื่องราวสุดพิเศษเหล่านี้กับ คุณเด็บ-วิภา บุญปาลิต Managing Director และ คุณป่าน-ธงธรรม เวชยชัย Deputy Managing Director, Commercial บริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จํากัด ที่นำประสบการณ์การทำธุรกิจมานาน ผสานกับความหลงใหลในกาแฟ สกัดออกมาเป็นความใส่ใจที่อยากเล่าให้ Coffee Lovers ฟัง

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Specialty in Coffee Consult

ก่อนฟังเรื่องราวการทำธุรกิจสุดสเปเชียล ขอเสิร์ฟกาแฟของ Peaberry Thai ให้ชิมก่อนอ่านสักแก้ว

คุณเด็บบอกว่า “กาแฟที่เราทำเป็นกาแฟหวาน เวลาชิมกาแฟ จะชิมว่ารสหวานไหม ไม่ใช่ขมไหม มีความหวานอยู่ในปาก” เป็นความหวานจากรสผลไม้ที่ไม่เหมือนหวานจากน้ำตาล มี After Taste แตะที่ลิ้น ซึ่งต้องใช้ความละเมียดละไมในการลิ้มรสชาติ

เมื่อเป็นกาแฟแก้วละเมียด อุปกรณ์ที่ใช้จึงต้องใส่ใจในรายละเอียด ทั้งการคั่ว บด ชง โดยหลักการคัดเลือกสินค้านั้นแสนง่าย คือ ทุกชิ้นและทุกกระบวนการต้องส่งเสริมให้ผลลัพธ์สุดท้าย ออกมาเป็นกาแฟ Specialty แก้วพิเศษสำหรับคนทานตามคอนเซ็ปต์ Selected Toward Specialty นั่นเอง

แบรนด์เครื่องคั่วกาแฟชื่อดังที่ Peaberry Thai เลือกใช้ และเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักเจ้าเดียวในไทย คือ Giesen เครื่องคั่วหน้าตาหล่อเหลาจากยุโรปที่ใช้ในการแข่งขันคั่วกาแฟระดับโลก World Coffee Roasting Championship

คุณป่านเล่าความเป็นมาว่า “เดิม Giesen ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก จึงใช้วัสดุจากเหล็กหล่ออย่างดี ที่ส่งเสริมให้เกิดปัจจัยการทำความร้อนได้ดี ทำให้การคั่วมีคุณภาพ

“จุดเด่นของเครื่อง คือ ปรับแต่งสูตรได้ ปรับความร้อนได้ และสามารถเล่นกับคาแรกเตอร์ของกาแฟได้หลากหลายโปรไฟล์ ทำซ้ำได้ ถ้าชอบโปรไฟล์สูตรนี้ ครั้งต่อไปบันทึกไว้แล้วกลับมาที่โปรไฟล์เดิมได้ แบรนด์พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้ควบคุมได้ตามที่ต้องการ”

การใช้เครื่องคั่วกาแฟที่ดี ช่วยดึงคาแรกเตอร์ของกาแฟให้เฉิดฉายออกมาได้เต็มที่ เหมือนมีเพื่อนดีที่สนับสนุนให้คาแรกเตอร์เราเด่นชัดขึ้นมา

สำหรับเครื่องบด Peaberry Thai มีทั้งเครื่องขนาดใหญ่อย่าง Mahlkönig ที่บดกาแฟได้ทั่วถึงและแม่นยำสม่ำเสมอ เน้นความละเอียดของกาแฟที่สเกลไมครอน ในขณะที่แบรนด์ Compak มีลักษณะของเฟืองแตกต่างออกไป ทำให้รสชาติกาแฟออกมาอีกแบบหนึ่ง เพียงทรงเฟืองของเครื่องบดที่ต่างกัน ก็ทำให้รสชาติกาแฟออกมาไม่เหมือนกันแล้ว การขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟจึงไม่ใช่แค่รู้สเปกเครื่อง แต่ต้องรู้ศาสตร์การทำกาแฟอย่างลึกซึ้งด้วย

คุณป่านบอกว่า “ทุกเครื่องมีความพิเศษในตัวเอง เรานำเข้าของมาหลายแบบ ทั้งรุ่นแพงและถูกต่างมีเอกลักษณ์”

เครื่องชงตัวท็อปของร้านคือ Slayer ที่มีเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ในการสกัดกาแฟด้วยการพรมน้ำ ค่อย ๆ ดึงความหวานและรสชาติที่ถูกบดออกมาอย่างครบถ้วนละมุนละไม ส่วนแบรนด์ Astoria มีจุดเด่นที่แตกต่างออกไปคือ ความทนทาน ความนิ่ง และความแม่นยำ เหมาะสำหรับร้านกาแฟอย่าง Café Amazon ที่แต่ละสาขาขาย 300 – 500 แก้วต่อวัน

นอกจากนี้ Peaberry Thai ยังมี Coffee Supply หลากหลาย ทั้งแก้วทรงกรวย ดริปเปอร์ แอโรเพรส และอุปกรณ์สกัดกาแฟหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำเชื่อมและส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมการทำกาแฟหลากหลายวิธีที่สุด

ด้วยเหตุนี้ คุณป่านจึงบอกว่า เราเป็นที่ปรึกษาธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่ขายเครื่อง”

หากอยากทำร้านกาแฟ นอกจากอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว ยังให้คำปรึกษาได้ทั้งด้านคุณภาพเครื่องดื่มและการทำร้านกาแฟให้ได้กำไร เพียงรู้ราคาที่อยากขายต่อแก้ว ก็คำนวณได้ว่าผู้ประกอบการเหมาะกับอุปกรณ์รุ่นไหน

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

เลือกแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

กาแฟเป็นศิลปะที่พิเศษ ผสมผสานระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ แถมยังต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างมาก การใช้เครื่องชง Slayer ที่มีแรงดันต่างกันแค่บาร์เดียว หรืออุณหภูมิน้ำต่างกันแค่ 1 – 2 องศาเซลเซียส ก็ทำให้ได้กาแฟรสชาติไม่เหมือนกันแล้ว

หากไม่รู้จริงเรื่องกาแฟ อาจมองว่าเครื่องกรองน้ำ หม้อต้มน้ำ ตาชั่ง และถุง เป็นอุปกรณ์ธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ Peaberry Thai ตั้งใจเลือกแบรนด์เหล่านี้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางทั้งหมด เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อรสชาติกาแฟ

เครื่องกรองน้ำสำหรับกาแฟแบรนด์ BWT มีเทคโนโลยีพิเศษ นอกจากกรองความสกปรกในน้ำออกแล้ว ยังใส่แมกนีเซียมลงไปในน้ำ ทำให้แร่ธาตุจับกับอโรม่าของกาแฟ จนออกมาเป็นกาแฟรสชาติดี

นอกจากนี้ คอกาแฟจะรู้ว่าอุณหภูมิและสเกลต่าง ๆ เป็นปัจจัยที่ต้องเป๊ะ หม้อต้มน้ำ Marco สำหรับกาแฟ Specialty มีหัวก๊อกที่ตั้งอุณหภูมิน้ำได้เสถียร ไม่คลาดเคลื่อน ได้น้ำร้อนไวตามที่ต้องการ มีทั้งหัวก๊อกน้ำร้อน น้ำเย็น โซดา สะดวกต่อคนใช้งาน ทำให้ขายได้เร็วขึ้นและมีรูปลักษณ์สวยงาม เหมาะกับตั้งประดับที่บาร์กาแฟ

ส่วนตาชั่งสำหรับกาแฟโดยเฉพาะ จะมีสเกลไวและนิ่ง ต่างจากตาชั่งทั่วไปที่คลาดเคลื่อนในหน่วยทศนิยม เหมาะกับการชั่งกาแฟที่ต้องละเอียดในหน่วยกรัม ใส่สูตรการชงเข้าไป แล้วแชร์สูตรกับกลุ่มคนรักกาแฟผ่านแอปพลิเคชัน หรือเข้าไปดูสูตรของแชมป์บาริสต้าได้

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีน้ำยาทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟโดยเฉพาะ เพราะกาแฟเก่ามักมีกลิ่นคล้ายกระดาษโรเนียวเก่า หากไม่ใช้น้ำยาพิเศษจะทำให้รสชาติในแก้วเปลี่ยน ส่วนถุงที่เก็บเมล็ดกาแฟก็ต้องสั่งทำพิเศษหนา 4 ชั้น ใช้เวลาทดสอบถุงเป็นปีด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่ารักษาคุณภาพกาแฟให้อยู่ได้นาน

ด้วยศาสตร์ของกาแฟที่ละเมียด ทำให้คนทำธุรกิจต้องละเอียดตามไปด้วย ใส่ใจในสิ่งธรรมดาที่ทำให้ผลลัพธ์ของสินค้าออกมาไม่ธรรมดา

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Coffee Wisdom จากการลงลึกหน้างาน

เมื่อถามว่าทำอย่างไร ถึงสะสมความรู้ด้านกาแฟจนรู้จริงและเชี่ยวชาญในการเลือกอุปกรณ์กาแฟต่าง ๆ ได้ดีขนาดนี้

คำตอบของคุณป่านคือ “ต้องลงลึก ลงพื้นที่จริง ไปขึ้นดอย คุยกับคนที่ทำจริง ทำงานกับเกษตรกร ไปดูสายพันธุ์ เก็บหน้าดินมาทดสอบ” ผนวกด้วยหลงใหลในศาสตร์กาแฟ ทำให้พัฒนาร่วมกับเกษตรกรต่อไปได้เรื่อย ๆ จากกาแฟเชอร์รี่เม็ดแดงสุกก่ำ คัดด้วยมือทีละเม็ดผ่านโรงสีและโรงคั่วของแบรนด์ ออกมาเป็นสารกาแฟตั้งต้นที่คุมคุณภาพในทุกกระบวนการ

Peaberry Thai Estate ยังคิดค้นกาแฟ Thai Single Origin ที่บ่มและหมักด้วยเมล็ดกาแฟไทย มีทั้งไอยรารัญจวนจากดอยช้าง เสน่ห์นางนอนจากดอยผาฮี้ และผกาชมพูจากแม่จันหลวงที่มีต้นผกาชมพูปลูกอยู่ มีกาแฟเบลนด์จากทั้งไทยและต่างประเทศ

คุณเด็บบอกว่า “การที่เรามีอุปกรณ์และเครื่องของตัวเอง มีผู้เชี่ยวชาญดูในแต่ละขั้นตอนทั้งหมด ทำให้คุมคุณภาพได้ครบวงจร มั่นใจคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่ามีของดีทุกขั้นตอน”

สิ่งสำคัญคือ Peaberry Thaiไม่ได้ขายแค่กาแฟแล้วบอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่บอกได้ว่าทำไมและทำอย่างไรกาแฟถึงมีคุณภาพดี ลงมือทำเองหน้างานจริงแล้ว จึงแนะนำลูกค้าต่อได้ว่าควรใช้อุปกรณ์แบบใด ใช้ดริปเปอร์แบบไหน แล้วส่งผลให้กาแฟเป็นอย่างไร แนะนำสูตรเครื่องดื่มให้ผู้ประกอบการได้ เซลล์ขายเครื่องมีประสบการณ์และความรู้ด้านกาแฟ ก็แนะนำการใช้เครื่องได้ ส่วนบริการหลังการขายนั้นยังรับซ่อมและแนะนำลูกค้าถึงที่ได้อีกด้วย โดยมีศูนย์บริการถึง 16 สาขาทั่วประเทศ

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

รู้ใจลูกค้า ไม่แพ้เข้าใจกาแฟ

ทุกวันนี้ Peaberry Thai มีโชว์รูม 2 สาขา คือ กรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟครบวงจร เน้นกลุ่มผู้ประกอบการร้านกาแฟ ส่วน Pacamara Coffee Roaster คือ ร้านกาแฟที่เป็นธุรกิจค้าปลีกของบริษัทภายใต้สโลแกน Everyday Specialty กาแฟคุณภาพดีที่ราคาไม่แพง อยากเข้าถึงคนดื่มกาแฟอย่างแพร่หลายและหลากหลายกลุ่มมากขึ้น

ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจครบวงจรของ Peaberry Thai ทำให้ส่งผลดีต่อร้านกาแฟอีกทอด บาริสต้ารู้เรื่องราวกาแฟตั้งแต่ปลูก สามารถถ่ายทอดเรื่องราวก่อนมาเป็นเครื่องดื่มในแก้วให้ลูกค้าฟังได้ เติมเสน่ห์ที่คุณเด็บบอกว่าเป็นหัวใจของธุรกิจคือการเข้าใจลูกค้า “เรารู้ใจลูกค้า เข้าใจว่าคนดื่มกาแฟกำลังมองหาอะไร เข้าร้านมาแล้วถูกใจไหม เราอธิบายข้อมูล เล่าเรื่อง Behind the Cup ให้คนเข้าใจเรื่องราว ใส่ใจในทุกขั้นตอนที่เสิร์ฟให้ลูกค้า นี่คือสิ่งที่เราทำ”

สำหรับคอกาแฟพิเศษ Pacamara เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ชอบลองกาแฟรสชาติหลากหลาย จึงเสาะหา Cup of Excellence (กาแฟดีจากทั่วโลก ที่ผ่านการให้คะแนนโดยนักชิมรสชาติกาแฟมืออาชีพ) ใน Rank 1 – 22 มากระจายขายใน 20 กว่าสาขาของ Pacamara ทำเป็น Coffee Hunt ให้คอกาแฟไปเสาะหาลองชิม

คุณป่านอธิบายว่า “Coffee Lovers ในไทยแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งคนดื่มกาแฟวันละหลายแก้วทุกวันที่ต้องการความเข้มและสตรอง หรือคนดื่มกาแฟคั่วอ่อนที่ชอบลิ้มรสชาติกาแฟ” ดังนั้น แม้สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ Specialty เป็นประจำ ก็ต้องการดื่มกาแฟที่ปรับรสชาติได้ในแบบที่แต่ละคนชอบ กาแฟพิเศษจึงตอบโจทย์คนกลุ่มนี้เช่นกัน เพราะสามารถปรับรสชาติได้อย่างละเอียด เช่น ผสมรส Nutty ของกาแฟบราซิลกับรส Floral จากเอธิโอเปียด้วยกันได้

ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์กาแฟของ Peaberry Thai และร้านกาแฟ Pacamara นั้นส่งผลดีต่อกัน เมื่อเกิดเทรนด์ Coffee Culture ที่คนนิยมตามหาคาแรกเตอร์ของกาแฟมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์กาแฟโตตามไปด้วย ช่วงที่ผ่านมาตลาดกาแฟยังโตขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้หลายคนลงทุนซื้อแอโรเพรส Espresso Machine เครื่องชงกาแฟแบบออโต้ หรืออุปกรณ์ดริปต่าง ๆ ตามความถนัดของแต่ละคนมาไว้ที่บ้าน

ทั้งคู่บอกว่า นี่คือโอกาสทางธุรกิจในการส่งต่อความรู้เกี่ยวกับกาแฟแก่ลูกค้า และตอบโจทย์ให้คนรู้จักกาแฟ Specialty มากขึ้น หากคนเข้าใจสุนทรีย์ของกาแฟ ว่าคือการดื่มด่ำความสุขกับกาแฟไม่ใช่คาเฟอีน ก็จะเข้าใจว่าทำไมต้องเลือกอุปกรณ์ทำกาแฟอย่างละเมียดละไม

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Seasonal Problems

“Pacamara ทำให้เข้าใจว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟกำลังเผชิญกับอะไร พอมีร้านกาแฟของเราเอง เรายิ่งเข้าใจปัญหาหน้าบ้านและความซับซ้อนของร้านกาแฟ เพราะเจอสถานการณ์เดียวกัน” คุณป่านเล่า

ความท้าทายของธุรกิจกาแฟ คือ ปัจจัยที่ไม่แน่นอนและควบคุมยากอย่างดินฟ้าอากาศที่ล้วนส่งผลต่อการปลูกกาแฟ เช่น ปีที่ผ่านมาบราซิลหิมะตกหนักมากจึงขาดแคลนกาแฟทั่วโลก เมื่อสภาพแวดล้อมของแต่ละปีไม่เหมือนกัน กาแฟที่ปลูกแต่ละปีจึงไม่เหมือนกันตามไปด้วย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการบริหารจัดการกาแฟทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อทำธุรกิจกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ความท้าทายจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนจึงยิ่งทวีคูณมากขึ้นจากหลายทิศทางรอบตัว

2 ปีที่ผ่านมาในช่วงโรคระบาดโควิด-19 มีบริษัทล้มไปเยอะมาก หน้าร้านหลายสาขาของ Pacamara ต้องปิดตัวลงเช่นกัน

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

เมล็ดกาแฟแพงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวในการบริหารจัดการหาวิธีคั่วกาแฟอย่างไร ไม่ให้สูญเสียต้นทุนกาแฟที่มีค่าดั่งเพชร ปรับสัดส่วนการขายสินค้า ออกสินค้าใหม่ในช่วงโควิดอย่างกาแฟกระป๋อง Unicorn ภายใน 1 สัปดาห์ 

ในการทำธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่เบลนด์กาแฟให้อร่อย แต่ต้องรู้จักเบลนด์ไอเดียของหลายคนเข้าด้วยกันให้เกิดทีมเวิร์ก ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาที่เปลี่ยนไปทุกวัน เหมือนรสชาติกาแฟที่ผันเปลี่ยนตามฤดูกาล

เข้าใจฤดูกาลก่อน แล้วจึงหาวิธีรับมือ เข้าใจปัญหาให้ได้ก่อน แล้วจึงหาวิธีแก้ พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

ทั้งคู่สรุปว่า ทุกธุรกิจมีความท้าทาย ขึ้นอยู่กับว่ามีวิธีรับมืออย่างไร เคล็ดลับของคุณเด็บที่คร่ำหวอดในธุรกิจอาหารมา 30 ปี คือ “ความรู้ในสินค้าของแต่ละธุรกิจเป็นคนละแบบ แต่หลักการการดูแลธุรกิจใกล้เคียงกัน”

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า “หลักการยังไม่เท่ากับความตั้งใจ หลักการเกิดขึ้นในถุงกาแฟใบนี้ที่ตั้งใจให้ลูกค้าได้รับกาแฟที่ดี อยู่ในช่วงเหมาะสมในการทานมากที่สุด ดังนั้น ทุกครั้งที่เดินเข้าคลัง จะนับวันว่าสต็อกมีกาแฟคั่ววันที่เท่าไหร่บ้าง”

ในขณะที่คุณป่านผู้ทำธุรกิจควบรวมกิจการมาก่อน ได้ประยุกต์ใช้หลักการวางแผนหาช่องทางการทำรายได้ใหม่ และวางโครงสร้างธุรกิจมาใช้กับธุรกิจกาแฟ

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

คอเดียวกัน

คุณเด็บและคุณป่านบอกว่า อยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ด้วยกัน อยากเป็นบริษัทที่จริงจังกับการเป็นคนรักกาแฟ และคนรักกาแฟอยากทำงานด้วย โดยตั้งใจเชื่อมต่อองค์ความรู้ของคนรักกาแฟ จากทั้งเจ้าของแบรนด์ต่างประเทศ เกษตรกร จนถึงลูกค้า สร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนทำกาแฟด้วยกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน

คุณเด็บบอกว่า “เราคือคนรักกาแฟ ลูกค้าก็เป็นคนรักกาแฟ เราคือผู้ขาย เขาคือผู้ซื้อ แค่มีสถานะที่ต่างกันแต่จริง ๆ เรามีรสนิยมที่เหมือนกัน ทั้งเราและลูกค้าต่างชอบดื่มกาแฟ อยากได้กาแฟที่แปลกใหม่”

เพราะเป็นแบรนด์ไทยที่เปิดร้านกาแฟ ทำให้มีเป้าหมายเหมือนกันกับผู้ประกอบการกาแฟ คือทำอย่างไรให้ส่งต่อคุณค่าของกาแฟได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น และขยายธุรกิจให้เติบโตได้มากขึ้น

ในต่างประเทศตลาดกาแฟ Specialty เริ่มต้นมาก่อนไทย วันนี้ Peaberry Thai อยากทำกาแฟไทยเทียบเท่าต่างประเทศให้ได้ อยากสร้าง Coffee Culture ในไทยที่คนดื่มกาแฟบนรสชาติกาแฟ โดยเชื่อว่าเมื่อกาแฟดี อุปกรณ์ดี มีบุคลากรที่เข้าใจกาแฟอย่างถ่องแท้ ทั้งหมดนี้จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ และเมื่อตลาดกาแฟ Specialty เติบโตขึ้น แปลว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟทุกคน รวมทั้ง Peaberry Thai ก็ยิ่งโตไปได้อีกแน่นอน

เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Lessons Learned

  1. หลงใหลและลงลึกจนเชี่ยวชาญ รู้ดีที่สุดในสิ่งที่ทำจากความชอบและลงมือทำจริงหน้างาน ทำให้คัดเลือกสินค้าและแนะนำลูกค้าได้อย่างช่ำชอง
  2. ไม่ปล่อยผ่านในทุกรายละเอียด ใส่ใจทุกปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่ได้ของธุรกิจ ทำให้สินค้าและบริการมีคุณภาพอย่างมั่นคง
  3. นำเสนอความพิเศษให้ลูกค้า สินค้าที่พิเศษมาจากทุกกระบวนการที่พิเศษ  พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังให้ลูกค้ารับรู้ถึงความไม่ธรรมดานั้น

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load