สารภาพตามตรงว่านอกจากลายผ้าและสีสันที่เข้ากันดีกับผู้สวมใส่ เราไม่อาจแยกรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าสวยงามตรงหน้าได้ในเพียงพริบตาเดียว

ทรงที่รับกันพอดีของไหล่ อก เอว ช่วงแขน ความยาวของชายเสื้อ กระเป๋าข้างลำตัว กระดุม และอื่นๆ บ่งบอกว่าผู้สวมใส่มีรสนิยม ความชอบ ความสนใจ และไลฟ์สไตล์ แบบไหน รายละเอียดที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยช่วยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสริมบุคลิกและความมั่นใจ

เราจึงได้แต่คิดและก็สงสัยว่าการทำงานเบื้องหลังของคนที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดต่างๆ การออกแบบและตัดเย็บที่คิดถึงการกลบข้อด้อยและส่งเสริมข้อดีของผู้สวมใส่นั้นจะเป็นอย่างไร

Azzurro แบรนด์ร้านสูททำมือดั้งเดิมแบบอิตาเลียน ที่เข้าใจการสร้างสัดส่วนให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่

ในยุคที่ร้านสูทตัดเฉพาะเกิดขึ้นมากมายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่เป็นตัวของตัวเองกันมากขึ้น เราสนใจวิธีคิดของ เจย์-จิรัฏฐ์ วีรวัชร์ภูวกุล เจ้าของแบรนด์และไดเรกเตอร์ผู้ดูแลทุกส่วนของ Azzurro (อัซซูโร่) ร้านตัดสูทคุณภาพสูงของอดีตวิศวกรไฟฟ้าที่มารับช่วงต่อกิจการร้านสูทของครอบครัวด้วยการสืบทอดศาสตร์การตัดเย็บจากอิตาลี ซึ่งมีหน้าร้านตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ระหว่างสถานีรถไฟฟ้าอโศกและสุขุมวิทซอย 18

มาฟังแนวคิดและความตั้งใจที่จะรักษาคุณค่างานฝีมือเก่าแก่ ด้วยการสร้างสรรค์สูทตัวเก่งที่ตัดเย็บเฉพาะบุคคลในแบบฉบับ Master Craftsmanship ของ Azzurro แล้วคิดภาพตามไปด้วยว่าหากต้องมีสูทตัวเก่งสักตัว จะอยากให้ออกมาเป็นสูทที่มีหน้าตาแบบไหน

 

สุภาพบุรุษในชุดสูท

Azzurro (อัซซูโร่) เป็นภาษาอิตาเลียน แปลว่า สีฟ้า

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ชายแบบ Azzurro จึงมักทำให้คนรอบตัวรู้สึกปลอดโปร่ง โล่งสบาย ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ภายใต้ท่าทีสุขุมของ Azzurro มีความลับที่ทำให้ลูกค้านักธุรกิจและบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลายประเทศในโลกแวะเวียนมาไม่ขาดสาย

ต้องขออภัยล่วงหน้าที่เนื้อหาบางส่วนอาจจะเป็นความลับทางการค้า เราจึงเปิดเผยได้แค่บางส่วน

ความลับสำคัญของสูทจาก Azzurro คือ ผ้าหางม้าทอชนิดต่างๆ ที่ช่างฝีมือเลือกใช้ประกอบกันอยู่ด้านในของเสื้อสูทระหว่างผ้าชั้นนอกและผ้าซับใน ตรงบริเวณช่วงหน้าอกและปกเสื้อ และเมื่อรวมกับความชำนาญพิเศษของช่างฝีมือในการเย็บขึ้นรูปหรือการใช้มือรองไว้ให้เป็นทรงขณะที่เย็บ ทำให้ส่วนอกของเสื้อสูทดูมีมิติ ซึ่งเป็นวิธีการทำสูทแบบดั้งเดิมของอิตาลีที่ถ่ายทอดกันเฉพาะในกลุ่มห้องเสื้อชั้นนำ และต้องเป็นช่างที่มีประสบการณ์สูงระดับ IL MAESTRO หรือ The Master ในภาษาอังกฤษ เท่านั้น

ขณะที่หัวใจสำคัญของปกเสื้อคือ การทำให้เสื้อมีชีวิต หรือที่ภาษาช่างเย็บจะเรียกว่า การทำให้ปกไม่ตาย หรือปกเสื้อดูสปริงตัว ทั้งหมดนี้จะเสริมให้บริเวณช่วงลำตัวและหลังโค้งรับพอดีกับรูปร่างผู้สวมใส่ ราวกับเป็น Second Skin หรือผิวหนังอีกชั้น ที่ไม่เล็กหรือโคร่งเกินไป และให้น้ำหนักที่เบากว่า

ในกระบวนการตัดเย็บเฉพาะด้วยมือประกอบด้วยวัตถุดิบคุณภาพสูงและความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือเป็นสำคัญ ช่างฝีมือ 1 คนจะรับผิดชอบทำเสื้อสูท 1 ตัว ขณะที่ส่วนแขนจะแยกทำโดยช่างแขนโดยเฉพาะ เพราะอาศัยความชำนาญที่ต่างกัน

ฟังขั้นตอนที่ซับซ้อนนี้แล้ว เราก็พอจะนึกภาพตามออกว่าการตัดเย็บลักษณะนี้หายากขึ้นทุกวันๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หรือแม้แต่อิตาลี คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ (Karl Lagerfeld) ดีไซเนอร์และแฟชั่นไอคอนคนดังของยุคยังเคยกล่าวว่า “ช่างฝีมือถือเป็นสมบัติของชาติ”

Azzurro แบรนด์ร้านสูททำมือดั้งเดิมแบบอิตาเลียน ที่เข้าใจการสร้างสัดส่วนให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่

เรียบร้อยโรงเรียนอิตาลี

เดิมที วิธีการทำสูทแบบดั้งเดิมของอิตาลีเป็นเทคนิคชั้นสูงที่ถ่ายทอดกันเฉพาะกลุ่มช่างฝีมือของห้องเสื้อชั้นนำในอิตาลีเท่านั้น

เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือในอนาคต อิตาลีจึงก่อตั้ง L’Accademai Nazionale dei Sartori โรงเรียนสอนตัดสูทของสมาคมช่างตัดเสื้ออิตาลีขึ้นที่โรม เพื่อสร้างช่างฝีมือรุ่นใหม่ และด้วยสายสัมพันธ์อันดีระหว่างร้านสูทของครอบครัวกับร้านตัดเย็บสูทเก่าแก่ในอิตาลีมากมาย ครอบครัวจึงส่งน้องสาวของเจย์ ซึ่งขณะนั้นกำลังเรียนแฟชั่นดีไซน์ที่ Istituto Marangoni ในมิลาน ไปเรียนที่นั่น เป็นคนไทยคนแรกและเป็นร้านสูทจากไทยเจ้าเดียวที่มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการทำสูทแบบอิตาเลียนอย่างจริงจัง ก่อนที่เจย์จะตามไปเรียนหลักสูตรสั้นๆ ในเวลาต่อมา

“คนอิตาลีเขาก็ไม่อยากให้เราเรียน เพราะเป็นความลับของชาติ เราจึงมีสัญญาใจว่าจะไม่เผยแพร่สิ่งที่ได้เรียนรู้แก่คนนอกร้าน” เจย์เล่า

นอกจากเทคนิคการตัดเย็บขั้นสูงแล้ว สิ่งที่เจย์และน้องสาวเรียนรู้จากอิตาลีคือ ทัศนคติเรื่องความรักต่องานที่ทำ

“สมมติเรากำลังลองตัวให้ลูกค้า ลูกค้าอาจจะมองไม่เห็นว่ามีตรงไหนที่ไม่สวย แต่ช่างอิตาเลียนจะมองเห็นและแก้ไขมันทันทีโดยที่ไม่ต้องร้องขอ เพราะต้องการให้เสื้อตัวนี้สวยแบบ 100% เขามองสิ่งที่ทำเป็นงานศิลปะชิ้นเยี่ยมที่ตั้งใจทำมันอย่างดีในทุกครั้ง” คำบอกเล่าของเจย์ทำให้เราหันมาคิดถึงงานที่ทำอยู่

Azzurro แบรนด์ร้านสูททำมือดั้งเดิมแบบอิตาเลียน ที่เข้าใจการสร้างสัดส่วนให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่

Tailor-made Suits

ทุกวันนี้ การตัดสูทไม่ใช่เรื่องของคนมีอายุเท่านั้น แม้แต่คนอิตาลีเองพอเริ่มทำงาน มีเงินเก็บ ก็จะเริ่มอยากมีสูทเป็นของตัวเองสักชุด เพราะใส่แล้วมั่นใจกว่า ขณะที่ลูกค้าคนไทยจะเลือกตัดสูทจากโอกาสและงานสำคัญ

นอกจากความไว้วางใจในกรรมวิธีการตัดเย็บ คุณภาพของผ้าที่ทางร้านใช้ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่คนรักสูทให้การยอมรับ โดยเฉพาะแบรนด์จากอิตาลีและอังกฤษ เช่น Loro Piana ของอิตาลี และ Holland & Sherry ของอังกฤษ ซึ่งข้อดีของผ้าจากอิตาลีคือตัดออกมาแล้วเข้ารูปสวยงาม ขณะที่ผ้าจากอังกฤษจะทนทานกว่า เพราะขั้นตอนการผลิตผ้านั้นคำนึงถึงการทนต่อสภาพอากาศเป็นสำคัญ

“ส่วนตัวแล้วผมชอบผ้าของ Loro Piana ที่สุด และกว่าจะได้ผ้าแบรนด์นี้มาที่ร้าน ทางอิตาลีต้องเข้ามาตรวจว่าช่างฝีมือของเราเย็บผ้าเขาได้มั้ย เขาถึงส่งตัวอย่างผ้ามาให้ร้านเรา” เจย์เล่าพร้อมเปิดตัวอย่างผ้าคอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่ทำให้ตาของเราลุกวาวตาม

Azzurro แบรนด์ร้านสูททำมือดั้งเดิมแบบอิตาเลียน ที่เข้าใจการสร้างสัดส่วนให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่

“นอกจากเหตุผลเรื่องโอกาสในการใช้งาน ทำไมเราควรจะต้องมีสูทตัวเก่งที่ตัดเฉพาะเราสักตัว” เราถาม

“สูทคุณภาพดี 1 ตัวสามารถใช้งานได้ 5 – 10 ปี แม้มีราคาสูง แต่เมื่อหารราคาต่อครั้งที่ใช้ ผมว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับราคาเสื้อผ้าสำเร็จ เพราะคุณจะเลือกหยิบมาใช้บ่อย ขณะที่เสื้อผ้าที่ซื้อมาแล้วไม่ชอบใส่ต้องเก็บไว้ในตู้ ต่อให้ราคาถูก ผมก็มองเป็นเสื้อราคาแพงอยู่ดี ผมมองเรื่องนี้เป็นความคุ้มค่ามากกว่า

“หน้าที่เราคือทำเสื้อตัวเก่งให้ลูกค้า ไม่ใช่แค่สวยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเสื้อที่เราจะหยิบมาใส่ทุกครั้ง บางทีเขาอาจจะไม่ได้เข้าใจกรรมวิธีการตัดเย็บต่างๆ อย่างลึกซึ้งว่าเป็นอย่างไร แต่เขาใส่แล้วสวยและมั่นใจเท่านั้นพอ” เจย์เล่าความตั้งใจของแบรนด์ Azzurro

กระบวนการของ Azzurro ในการออกแบบเสื้อสูทตัวเก่งนั้นแสนเรียบง่าย เจย์ผู้รับหน้าที่หลักในการแปลงสารสำคัญผ่านบทสทนาอย่างเป็นธรรมชาติระหว่างวัดตัว ลองตัว ชวนพูดคุยเรื่องทั่วไป จนทำให้เจย์ค่อยๆ ทำความเข้าใจตัวตนและไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคลนั้น ทั้งจากแนวเพลงที่ฟัง อาหารที่ชอบ การเดินทางครั้งล่าสุด งานอดิเรก ครอบครัว ไปจนถึงกลุ่มเพื่อนที่สนิท

“นอกจากการพูดคุยจะทำให้เรารู้จักและเข้าใจตัวตนของเขาแล้ว ก็ยังทำให้เขาเริ่มรู้สึกถึงสิ่งที่ต้องการ ตอนแรกเขาอาจจะยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เราก็จะค่อยๆ เสนอแนวทางที่เหมาะสม เช่น ผู้ใหญ่มักจะเข้าใจว่ากางเกงตัวเล็กทำให้รู้สึกอึดอัด เราก็ค่อยๆ อธิบายว่าต่อให้แบบทรงจะดูแนบติดตัวแค่ไหน แต่ผ้าที่ดีจะช่วยทำให้รู้สึกสบาย หัวใจสำคัญของ Azzurro คือการทำเสื้อตัวเก่งให้เขา เสื้อแบบไหนที่จะแสดงตัวตนของเขาออกมา ไม่ใช่เสื้อทั่วไป แต่เป็นเสื้อของเขาจริงๆ” เจย์เล่า

Azzurro แบรนด์ร้านสูททำมือดั้งเดิมแบบอิตาเลียน ที่เข้าใจการสร้างสัดส่วนให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่

Story-tailor (made)

“การตัดสูท สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าสูทที่ดีเป็นยังไง เขาก็ไม่รู้ว่าเสื้อที่ได้มาดีหรือไม่ดี มันเหมือนการกินอาหาร ถ้ายังไม่เจอจานที่อร่อยจริงๆ เขาก็จะคิดว่าจานตรงหน้าอร่อยแล้ว แต่ถ้าได้ลองอาหารที่อร่อยกว่านั้นจริงๆ เขาก็จะรู้” เจย์เล่าเปรียบเทียบ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจและหลงใหลการตัดเสื้อสูทที่ทำขึ้นเฉพาะบุคคล

Azzurro แบรนด์ร้านสูททำมือดั้งเดิมแบบอิตาเลียน ที่เข้าใจการสร้างสัดส่วนให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่

สิ่งที่น่าสนใจของตลาดและการทำแบรนด์ร้านสูท Azzurro ก็คือ การแนะนำต่อๆ กันของลูกค้าเดิมเป็นสำคัญ ซึ่งเจย์เล่าว่าเขาเคยลองทำการตลาดด้วยการโฆษณาในนิตยสารหรือใช้โซเชียลมีเดียแล้ว จึงได้รู้ว่าเป็นวิธีที่ไม่เหมาะกับแบรนด์เท่าไหร่ เพราะความคาดหวังที่มีของกลุ่มคนที่สื่อสารแตกต่างกัน เช่น งบประมาณของสูท หรือความเข้าใจในคุณค่าของการตัดเย็บอย่างมีคุณภาพ

“ธรรมชาติของผู้ชายซึ่งเชื่อในสิ่งที่เพื่อนแนะนำต่อๆ กันมาเป็นข้อได้เปรียบของธุรกิจนี้หรือเปล่า” เราถาม

แม้การแนะนำบอกต่อระหว่างเพื่อนจะดูเป็นข้อดี เจย์บอกว่าจริงๆ แล้วมีข้อเสียที่คนอาจจะคิดไม่ถึง นั่นคือ ถ้าหากแบรนด์นั้นๆ ทำงานพลาดจนเปิดความรู้สึกที่ไม่ดี ก็จะเป็นที่พูดถึงต่อๆ กันเร็วและไปไกลมาก

“ในกลุ่มเพื่อนกัน สมมติถ้ามีคนหนึ่งที่ Geek เรื่องสูทมาก เป็นกูรูเรื่องแต่งตัว ถ้าอยากตัดสูทต้องถามคนนี้ ซึ่งถ้าเขาเจอประสบการณ์ไม่ดีก็จะไม่แนะนำให้กัน” เจย์เล่า

นอกจากการรับงานสั่งตัดที่หน้าร้านแล้ว Azzurro ยังมีบริการ Trunk Show หรือนัดหมายพิเศษเพื่อวัดตัว เลือกตัวอย่างผ้าเตรียมตัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่มีแผนจะเดินทางมาประเทศไทย เป็นการลดขั้นตอนให้ลูกค้าสามารถลองเสื้อทันทีที่เมื่อถึงกำหนดเดินทางมากรุงเทพฯ

“มีลูกค้าจากต่างประเทศขอให้ผมบินไปวัดตัวเขาและเพื่อนๆ 50 คน นั่นแปลว่าถ้าทุกคนสั่งเสื้อคนละ 2 ตัว เราจะต้องทำเสื้อร้อยตัวในเวลา 3 เดือน ซึ่งเราจำเป็นต้องปฏิเสธเพราะเราอยากทำงานทุกชิ้นอย่างดีที่สุดในจำนวนที่เรารับได้ เราคิดว่าสิ่งที่ท้าทาย Azzurro คือการเพิ่มช่างฝีมือมากกว่าที่จะสนใจยอดขาย เมื่อเราทำงานอย่างตั้งใจจริง การขายก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป เพราะมีคนที่ต้องการสูทที่ตัดเฉพาะ เพียงแต่เราไม่สามารถรับงานในปริมาณที่มากกว่าจำนวนที่เราทำได้” เจย์อธิบายเหตุผลของการทำธุรกิจอย่างพอประมาณ

 

Master Craftsmanship

อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Azzurro เป็นที่ยอมรับจากลูกค้าในไทยและต่างประเทศจนกลับมาใช้บริการอยู่เสมอคือ การไม่ประนีประนอมต่อคุณภาพ ซึ่งมาจากทัศนคติหรือชุดความคิดเดียวกันของทีมงานทุกคนที่จะไม่ยอมปล่อยผ่านให้งานที่ไม่ได้มาตรฐานไปถึงมือลูกค้า โดยมีที่มาจากความรู้สึกรักในงานที่ทำ ภูมิใจเมื่อลูกค้าเลือกใส่ชุดของเราในงานสำคัญ รวมถึงการยอมเปิดรับอะไรใหม่ๆ พร้อมที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

“ที่นี่ เราจะเชิญช่างจากอิตาลีเข้ามาสอนที่ร้านอยู่เสมอ จริงๆ ไม่เชิงสอน แต่คือการตรวจทานสิ่งที่เคยสอนไป นอกจากช่างฝีมือเก่าแก่ของเราจะได้โอกาสเรียนรู้แล้ว หากช่างใหม่ที่ร้านอยากมีโอกาสเข้าเรียนก็ต้องพยายามพัฒนาและพิสูจน์ตัวเองว่ามีความสามารถเพียงพอ” เจย์เล่าบรรยากาศการเรียนรู้ภายใน ก่อนจะเสริมว่าที่ Azzurro มีช่างฝีมืออายุต่ำสุด 55 ปี สูงสุด 70 ปี ขณะที่ช่างฝึกหัดอายุน้อยที่สุดมีอายุ 35 ปี และทั้งๆ ที่อายุมากแล้ว แต่ด้วยความชำนาญทำให้สามารถร้อยด้ายเข้ารูเข็มเล็กๆ ภายในครั้งเดียว

“เมื่อทำในสิ่งที่ให้ความสุขแก่คนอื่น คุณจะได้รับมากกว่าธุรกิจ คุณจะได้เพื่อน คุณจะได้พลังกลับมาเพื่อดำเนินชีวิตของคุณต่อ” เจย์เล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำแบรนด์ Azzurro

Azzurro แบรนด์ร้านสูททำมือดั้งเดิมแบบอิตาเลียน ที่เข้าใจการสร้างสัดส่วนให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่

“ผมเคยถามเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจว่าเขาสามารถตัดสูทที่ไหนก็ได้ในโลก ทำไมถึงเลือก Azzurro และแนะนำเพื่อนๆ ให้มาตัดที่นี่อยู่เสมอ เขาตอบผมว่าการตัดสูทที่ร้านอื่นเขาได้เสื้อสูท แต่การมาตัดที่นี่ เขาเหมือนได้มาเจอเพื่อน ที่สำคัญ เพราะว่าเราไม่ประนีประนอมเรื่องคุณภาพ เขาจึงกล้าแนะนำเพื่อนมา เพราะเขารู้ว่าเขาไม่เสียแน่นอน” เจย์กล่าว ก่อนจะทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจจากความรัก

“ผมว่าแพสชันมันมีวันหมดอายุนะ ถ้าคุณไม่ตั้งใจต่อสิ่งนั้นอย่างต่อเนื่อง และการมีแพสชันอย่างเดียวนั้นไม่พอ เพราะถึงวันหนึ่งที่คุณพบว่าไม่มีใครชอบงานคุณเลยจริงๆ มันจะอยู่ไม่ได้ หัวใจของการทำแบรนด์คือการปักเสาเข็มที่แข็งแรงและลึกเพียงพอ คุณต้องมีความรู้และเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำจริงๆ อยากเป็นดีไซเนอร์อย่างน้อยๆ ก็ต้องรู้ว่าจะตัดเย็บเสื้อผ้าหรือทำแพตเทิร์นอย่างไร ไม่ใช่ออกแบบแล้วส่งให้ช่างฝีมือเย็บต่อ คุณต้องลงไปทำมันเอง

“ที่ Azzurro มาได้ถึงวันนี้เพราะกิริยาตอบรับจากลูกค้าในทุกครั้งที่เขามารับเสื้อ ซึ่งช่วยเติมพลังงานให้เรา แม้จะเป็นประกายเล็กๆ แต่เมื่อเติมเข้าทุกๆ วันก็ทำให้ร้านเราดำเนินอยู่ได้ ผมไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยนะ อยากตื่นมาทำงานทุกวัน”

Azzurro แบรนด์ร้านสูททำมือดั้งเดิมแบบอิตาเลียน ที่เข้าใจการสร้างสัดส่วนให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่

จากวิธีคิดแบบ Master Craftsmanship ของช่างฝีมือชาวอิตาเลียนอย่างการสร้างสัดส่วนที่เหมาะสมกับผู้สวมใส่ การเข้าใจรูปร่างของคนที่อาจจะไม่ได้เหมือนกัน การออกแบบและตัดเย็บที่กลบข้อด้อยและส่งเสริมข้อดีของเขา

ไม่เพียงส่งเสริมบุคลิกภาพ สูทที่ดียังสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ออกมาผ่านรายละเอียดที่ออกแบบพิเศษแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความเฉพาะตัวไม่มีใครเหมือน เป็นความอิ่มเอมที่เกิดขึ้นทั้งเจ้าของเสื้อตัวเก่งและช่างฝีมือผู้อยู่เบื้องหลัง

Azzurro แบรนด์ร้านสูททำมือดั้งเดิมแบบอิตาเลียน ที่เข้าใจการสร้างสัดส่วนให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่

The Rule : Azzurro

1 ตั้งเป้าหมายชัดเจน ว่าเราอยากให้สูทจาก Azzurro ทุกตัวเป็นสูทตัวเก่ง เราจะไม่ทำเสื้อที่ลูกค้ารับกลับไปบ้านแล้วแขวนเก็บไว้ในตู้

2 เข้าใจลูกค้าและดึงเอกลักษณ์ออกมาให้มากที่สุด

3 รักษาความรู้สึกกระตือรือร้นให้เหมือนทำงานวันแรกอยู่ตลอดเวลา


www.azzurrotailor.com
Instagram | azzurrotailor
Facebook | azzurrotailor

ความหมายที่อยู่ในรายละเอียด

เช่นเดียวกับการเลือกใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อเรา

จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถเลือกสรรสิ่งที่เหมาะกับเราได้เอง

เพราะเข้าใจเงื่อนไขการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ไม่เพียงตอบโจทย์ในความต่างนั้น พื้นที่ในอุดมคติจะพาเราไปสู่การคิดถึงคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการเลือกสรรอย่าง Master Craftsmanship ที่พิถีพิถัน ทั้งการใช้ศิลปะและสถาปัตยกรรมร่วมสมัย มาออกแบบร่วมกับธรรมชาติของผู้อยู่อาศัยอย่างปราณีตและตั้งใจ

ในยุคที่คนให้คุณค่ากับการนิยามความเป็นตัวตน มากกว่าความสวยงามของเปลือกนอก โจทย์สำคัญของการใช้ชีวิต คือการมองหาพื้นที่ที่เหมาะสมกับตัวตนจริงๆ ของเรา

และไม่ต่างจากสูทตัวเก่งคุณภาพดีที่มองด้วยตาเราอาจจะไม่เห็นคุณค่าในเรื่องราวและกรรมวิธีกว่าจะได้มา แต่เมื่อดูให้ลึก คุณจะพบรายละเอียดที่มีความหมายต่อชีวิตซ่อนอยู่

พบความหมายในทุกรายละเอียดชีวิต ที่งาน MAESTRO : MASTERFUL LIVING 21 – 24 มิ.ย. นี้ ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์

สัมผัสแนวคิด การสร้างสรรค์ และการพัฒนาคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ MAESTRO RESIDENCES (มาเอสโตร เรสซิเด้นซ์) ผ่านการจัดแสดงในรูปแบบ Art Exhibition

พร้อมการเปิดตัว 3 คอนโดพร้อมอยู่ MAESTRO 01 สาทร-เย็นอากาศ พื้นที่ย่านธุรกิจที่สะท้อนชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่ยังเปี่ยมไปด้วยความสงบ มีเสน่ห์ และเรียบง่ายแบบดั้งเดิม ให้คุณเป็นตัวของตัวเองในแบบที่ต้องการ, MAESTRO 03 รัชดา-พระราม 9 การบรรจบกันอย่างลงตัวของศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่และชีวิตคนเมือง การนำเสนอรูปแบบการใช้ชีวิตที่ทันสมัยแต่ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเจ้าบ้านอย่างมีสไตล์ และ MAESTRO 14 สยาม-ราชเทวี พื้นที่ศูนย์กลางความทันสมัยและความมีชีวิตชีวาของกรุงเทพ ที่ต่อเติมพลังและความฝัน ให้คุณได้เริ่มต้นชีวิตที่ดีในอุดมคติ ในราคาเริ่มต้น 3.8 ล้านบาท*

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 02 116 1111 หรือ ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท ที่นี่

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ใครไป 7-Eleven บ่อย ๆ แล้วชอบเลือกซื้อสินค้าในตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหาร Ready to Eat น่าจะเคยหยิบข้าวโพดฝัก V Farm ในบรรจุภัณฑ์สีเขียวสดลงตะกร้า อุ่นทานร้อน ๆ แกะซองออกมาพบว่าหวาน หอม อร่อย เหมือนแกะเปลือกกินสด ๆ จากต้นแบบไม่ต้องลุ้น

เริ่มต้นจากข้าวโพด แตกลายสินค้าจากพืชชนิดเดียวกันเป็นหลายอย่าง ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ที่ส่งตรงจากฟาร์มในรูปแบบพร้อมทานอย่างแห้วหรือมันหวานญี่ปุ่น และล่าสุดปีที่ผ่านมา มีอาหารพร้อมทานกลุ่ม Plant-based ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก

ธุรกิจนี้ก่อตั้งในปี 2014 ภายใต้ชื่อบริษัท V Foods Thailand โดย คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไอเดียตั้งต้นคือการทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จนได้ไปอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโพด ซึ่งตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยคอร์เนล บทความเล่าถึงคุณประโยชน์ของข้าวโพดต้มสุกที่ยังไม่รู้ทั่วในวงกว้าง แม้ว่าจะเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

“แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กินเพื่อรสชาติอร่อย เป็นอาหารทานเล่นทั่วไป ไม่ได้ทานในเชิงคุณประโยชน์แบบ Functional Benefits”

V Farm ประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้าจากวัตถุดิบทางการเกษตร ได้ทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พร้อมรางวัลในมือมากมาย อาทิ 7-Eleven Innovation Awards และ 7-Eleven Thai SMEs Sustainability Awards จากซีพี ออลล์, Innovative House Awards ประเภทผู้ประกอบการดีเด่น จากสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และเมื่อปีที่ผ่านมาก็ได้รับรางวัลชนะเลิศในด้านเศรษฐกิจประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง National Innovation Awards จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

พี-อนรรฆ โกษะโยธินเริ่มเข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อในแผนกการตลาดเมื่อหลายปีก่อน และจะมารับหน้าที่เล่าเรื่องการเดินทางของแบรนด์นี้ให้เราฟัง

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

01

ธุรกิจข้าวโพดของ V Farm มีจุดเริ่มต้นอยู่ 2 เรื่อง คือผลิตภัณฑ์มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายและตลาดในเมืองไทยคนรู้จักข้าวโพดอยู่แล้ว ทำให้การสื่อสารการให้ความรู้นั้นง่ายกว่า

ตอนเริ่มต้นธุรกิจบริษัทยังไม่มีโรงงานผลิตของตัวเอง จึงต้องสร้างเครือข่ายกับโรงงานที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรที่ได้คุณภาพมาเป็นคู่ค้า 

ด้วยความที่สินค้ามี Low Shelf Life หรืออายุในการเก็บรักษาระยะสั้น โมเดลธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับการกระจายสินค้าเป็นที่สุด คำตอบคือการจำหน่ายใน 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและทุกหัวเมือง แถมยังเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งพีบอกว่า

“หัวใจของสินค้าเราคือ Fresh from farm to you ถ้าไม่ใช้โมเดลนี้ เราไม่มีทางกระจายสินค้าทั่วประเทศได้ทุกวัน”

กระบวนการผลิตของข้าวโพด V Farm เริ่มตั้งแต่ช่วงตี 4 เกษตรกรจะออกไปไร่เพื่อตัดข้าวโพด ที่ต้องไปแต่เช้ามืดเพราะแดดกลางวันทำให้ผลผลิตเสียง่ายขึ้น พวกเขาใช้เวลาราว ๆ 8 ชั่วโมงในการเก็บเกี่ยว ก่อนจะนำมาเข้ากระบวนการทำความสะอาด ปอกเปลือก แบ่งตามสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง

นั่นแปลว่าภายใน 12 ชั่วโมง ผลผลิตจะอยู่ในแพ็กเกจพร้อมส่ง และกระจายไปยัง 7-Eleven นับหมื่นสาขา

เรียกได้ว่าต้องอาศัย Know-how ตั้งแต่การเพาะปลูก การถนอมอาหาร และการกระจายสินค้าที่จะตอบโจทย์ธุรกิจนี้

“ตั้งแต่ตัดออกมาจากต้น ผู้บริโภคสามารถกินได้เลยในวันเดียวกัน สินค้าของเราจึงสด ใหม่ อร่อย สินค้าที่ส่ง 7-Eleven จะผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนนม นมยูเอชทีในกล่องกับนมพาสเจอไรซ์ที่ต้องแช่ตู้เย็น เวลาดื่มจะรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างกัน ของเราก็เป็นแบบนั้น”

ข้อดีของการพาสเจอไรซ์คือคงรสชาติดั้งเดิมไว้ได้มากที่สุด ขณะที่ข้อเสียคือ Shelf Life ต่ำกว่ามาก สินค้าส่วนใหญ่มีอายุแค่ 7 วัน บางอย่างโชคดีหน่อยก็ 12 วัน และจำเป็นต้องอยู่ในตู้เย็น 

“ข้อจำกัดคือเราไปขายที่อื่นไม่ได้ เช่น ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า เพราะสินค้าที่ห้างต้องมี Shelf Life นานหน่อย เพราะคนเดินห้างช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น Business Model สินค้านี้มันเหมาะกับ 7-Eleven ซึ่งพอจะไปขายที่อื่น เราก็ต้องพัฒนาสินค้าขึ้นมาใหม่”

การเป็นคู่ค้ากับร้านสะดวกซื้อเจ้าเดียวก็กลายเป็นอีกข้อจำกัดในด้านแบรนดิ้ง เพราะลูกค้าจำแบรนด์ไม่ได้ รู้จักแต่ ‘ข้าวโพดเซเว่น’

พีและทีมจึงผลัดกันสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมถึงรีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ พัฒนาเว็บไซต์ ปรับแพ็กเกจจิ้ง และเปลี่ยนจากที่เคยใช้ชื่อเฉพาะสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น V Corn กับข้าวโพด และ V Farm กับฟาร์มโปรดักต์อื่น ๆ มาอยู่ภายใต้ร่มเดียวกันในชื่อ V Farm ทั้งหมด

02

ข้าวโพดไม่ใช่ของใหม่ในตลาดและหาซื้อได้ทั่วไป แต่ V Farm เล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่มีใครเคยตอบรับ

“มันเป็นจุด Unmet Needs เราพัฒนาจากข้าวโพดที่ซื้อได้ทั่วไป มาเป็นข้าวโพดสายพันธุ์พิเศษ เพื่อให้ผู้บริโภคได้กินข้าวโพดที่อร่อย สะอาดกว่า สดกว่า เราให้ความสำคัญกับกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การวิจัยข้าวโพดสายพันธุ์ต่าง ๆ และวิธีปลูก ไปจนถึงกระบวนการผลิตแบบพาสเจอไรซ์

“เรามอบความแน่นอนให้ผู้บริโภค ด้วยแหล่งที่มาคุณภาพ ผลผลิตได้มาตรฐาน ไม่ต้องลุ้นขนาดฝักว่าจะเล็กหรือใหญ่ ครั้งนี้จะเท่ากับที่ซื้อครั้งก่อนไหม หวานเหมือนกันทุกฝัก และมีขายตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกลัวว่าวันนี้แม่ค้าจะมาหรือไม่มา” พีหัวเราะ

“เราเลยไม่เคยเปรียบเทียบว่าของเราดีกว่า แต่มีจุดยืนอยากทำให้คนเห็นประโยชน์จากข้าวโพด มากกว่ากินแค่เพราะอร่อย และพยายามสื่อสารเรื่องข้อดีของมันมาตั้งแต่วันแรก”

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

03

โปรดักต์หลักของ V Farm คือข้าวโพดสายพันธุ์ Golden Sweet Corn ซึ่งวิจัยมาแล้วว่าปลูกได้ดี ได้ผลสม่ำเสมอ และเป็นสินค้ากินง่ายที่คนคุ้นเคยกันดี แต่หากลองดูรายการสินค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าของแบรนด์นี้ทั้งสนุกและตอบโจทย์ ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย

ปี 2014 ข้าวโพดหวานพร้อมทานแบบฝัก เมล็ดข้าวโพดคลุกเนยแบบถ้วย

ปี 2015 ข้าวโพดหวานแบบฟักตัด 3 ท่อน น้ำนมข้าวโพด

ปี 2016 เมล็ดข้าวโพดปิ้งน้ำกะทิแบบถ้วย

ปี 2017 เมล็ดข้าวโพดพร้อมทานแบบถ้วย

ปี 2018 ชุดรวมนึ่งหรือ Healthy Mix ประกอบด้วยข้าวโพด มันม่วง ฟักทอง นึ่ง

ปี 2019 ข้าวโพดข้าวเหนียวม่วงแบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล) ข้าวโพดฝักรสซอสต๊อด (ทำงานร่วมกับTODD Sauce) น้ำฟักทอง 

ปี 2020 ส้มตำข้าวโพดสูตรตำมั่ว (ทำงานร่วมกับTUMMOUR) น้ำนมข้าวโพดสูตรเพิ่มเนื้อ น้ำนมข้าวโพดสูตรน้ำตาลน้อยกว่า มันหวานญี่ปุ่นนึ่ง ลูกเดือยอบกรอบ

ปี 2021 อาหารพร้อมทานที่ทำจากพืชในซีรีส์ Plant-based Bites Classic Thai Taste แห้วนึ่งพร้อมทาน ข้าวโพดเทียนทิพย์แบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล)

พีเล่าให้ฟังว่า ขณะที่สินค้าบางอย่างคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง เช่น ชุดรวมนึ่งตั้งแต่ยุคที่คลีนฟู้ดยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เป็นของว่างที่อิ่มท้องและมีสารอาหารเพียงพอ หาซื้อง่าย กินได้เร็ว หรือน้ำนมข้าวโพดที่แต่ก่อนไม่มีเมล็ดข้าวโพด แต่จากการสอบถามพบว่าคนรุ่นใหม่ชอบกิน ก็เลยใส่เพิ่มเข้าไป เป็นต้น

สินค้าบางอย่างก็ตอบโจทย์ธุรกิจไปด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างสายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดทั้งหลายที่นอกจากถูกใจคนกิน ยังใช้ประโยชน์จากข้าวโพดได้ทุกส่วน ฝักที่ได้เกรดเอนำไปขายทั้งฝัก ส่วนฝักที่ขนาดไม่ได้มาตรฐานแทนที่จะเสียเปล่า ก็มาคิดต่อว่ามีวิธีไหนที่แก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ยังเสิร์ฟได้เหมือนเดิม ทั้งกินง่ายขึ้น เลยนำมาตัดเป็น 3 ท่อน รวมถึงน้ำนมข้าวโพดและข้าวโพดคลุกเนยที่เสิร์ฟในถ้วย เพื่อให้มีส่วนที่เหลือจากการผลิตให้น้อยที่สุด

เขาคิดไปถึงขั้นที่นำซังข้าวโพดที่เหลือทิ้งจากการรูดเมล็ดทำน้ำนม ต่อยอดเป็นถ่านฟืนออกมาขาย และวันหนึ่งถ้าเราเห็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่ทอจากไหมข้าวโพดก็ไม่ต้องแปลกใจ

สินค้า Collaboration อย่างข้าวโพดกับซอสต๊อดและส้มตำข้าวโพดก็มีที่มาที่ไปน่าสนใจมาก ข้าวโพดกับซอสต๊อดเกิดจากที่แบรนด์มองหาความสดใหม่จากเทรนด์ชอบกินเผ็ด ออกมาเป็นข้าวโพดเสียบไม้คลุกซอสทานง่าย

ส่วนส้มตำข้าวโพดได้ร้านตำมั่วเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ พัฒนาซอสส้มตำในแพ็กเกจจิ้งเป็นถ้วย แยกวัตถุดิบเครื่องปรุงทุกอย่าง เขย่าให้เข้ากันและกินได้เลย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ V Farm แบ่งออกเป็น3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สินค้าจากข้าวโพด สินค้าจากฟาร์มอย่างแห้ว มันหวานญี่ปุ่น มันม่วง หรือฟักฟอง และสินค้ากลุ่มอาหาร Plant-based พร้อมทานที่ทำจากพืช

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

Plant-based Food เกิดจากการที่บริษัทไปร่วมลงทุนในบริษัท Foodtech Startup เจ้าของผลิตภัณฑ์เนื้อที่ทำจากพืช More Meat และนำมาต่อยอดเป็นอาหารพร้อมทานที่ทำจากพืช V Farm Plant-based Bites รสชาติไทย ๆ เช่น ลาบทอด ต้มยำทอด และทอดมันข้าวโพดเนื้อปู โดยใช้โปรตีนจากพืชที่ทำจากถั่วเหลืองและเห็ดแครง ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืชที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และยังเป็นการไปส่งเสริมเกษตรกรที่ จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของ V Farm เพราะเป็นโปรดักต์ที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมยังสะดวก

“ตั้งแต่เปิดบริษัทมา เรายกให้ผู้บริโภคเป็นหลัก ยุคก่อนเวลาหากลุ่มเป้าหมาย ก็มักจะยึด Demographicต่าง ๆ เพศอะไร อายุเท่าไหร่ มีรายได้ต่อเดือนแค่ไหน ทาร์เก็ตของเราในวันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า Urban Healthy Lifestyle หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในหัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุบลฯ หรือภูเก็ต คนในหัวเมืองจะมีวิถีใกล้เคียงกัน คนทำงานใช้ชีวิตเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง 

“สินค้าของเราไปทาง Mass อยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้ ทาร์เก็ตอีกกลุ่มอย่างคนที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในช่วงหลังมานี้ จนตอนนี้มีแบบที่เรียกว่า Flexitarian ซึ่งมาจาก Flexible กับ Vegetarian คนเหล่านี้จะยืดหยุ่นมากกว่า ทานผักมากกว่าเนื้อ ซึ่งนอกจากดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการผลิตเนื้อสัตว์ได้อีกด้วย

“เราไม่ได้บังคับให้ทุกคนเปลี่ยนมากินผัก แต่เราทำอะไรที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว ให้มันสะอาด ได้คุณประโยชน์ครบถ้วน ใครกินก็เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเขา”

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

04

สายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดยังขายอยู่ที่เดียวที่ 7-Eleven เพราะมีข้อจำกัดเครื่องการกระจายสินค้าเพื่อคงความสดใหม่ ส่วน Farm Product ที่พัฒนาให้เก็บรักษาได้นานขึ้น และ Plant-based Food ซึ่งมีอายุยืนกว่า เริ่มกระจายไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและบนร้านค้าออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศเช่นอังกฤษและฮ่องกงในปีที่ผ่านมา

ข้าวโพดฝักตัด 3 ท่อนจำนวนหมื่นกว่าแพ็ก แห้วพร้อมทานจำนวนหมื่นกว่าแพ็ค และข้าวโพดถ้วยคลุกเนยจำนวนเกือบ 2 หมื่นแพ็ก ถูกกระจายไปทั่วประเทศในทุก ๆ วัน

ด้วยยอดการผลิตที่สูงและสม่ำเสมอในทุกวัน V Farm จึงต้องการคนร่วมอุดมการณ์ในการทำธุรกิจนี้ให้ยั่งยืน โดยบริษัทได้เข้าไปส่งเสริมครือข่ายเกษตรกรที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่วันแรกในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และขยายไปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและอีสานกว่า 1,000 ครัวเรือนต่อปี

“ถ้าเกษตรกรปลูกข้าว 10 ไร่ จะได้สูงสุด 2 รอบต่อปี และมีผลกำไร 80,000 บาท แต่ถ้าปลูกข้าวโพดจะได้ 2 – 3 รอบ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 210,000 บาทต่อปี

“เครือข่ายเกษตรกรทุกรายจะได้ทำข้อตกลง Contract Farming เราจะเข้าไปให้ความรู้ ให้ Know-how ในการปลูก เข้าไปช่วยพัฒนาให้ฟาร์มทันสมัยมากขึ้นเป็น Smart Farming เราใช้โดรนในการเพาะปลูกเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงมีการรับประกันราคาให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้ ส่งเสริมการจ้างงาน”

พียังบอกว่า ในเร็ว ๆ นี้ V Farm จะเริ่มทำฟาร์มทดลองของตัวเองที่โคราช เพื่อทดลองปลูกพืชสายพันธุ์ใหม่ ๆ แก้ปัญหาที่พบมาตลอด คือการันตีเรื่องจำนวนหรือคุณภาพของผลผลิตตามฤดูกาลไม่ได้ เพราะสินค้าตามฤดูกาลมีจำนวนไม่มาก พอปลูกได้ไม่มากแถมยังเป็นของใหม่ เกษตรกรก็ไม่กล้าเสี่ยง 

“เราเคยมีข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงวางขาย เราเคยมีข้าวโพดเทียนของอีสานด้วย แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะมันจัดการยาก”

ฟาร์มทดลองจะช่วยให้มีสินค้าใหม่ ๆ สนุก ๆ มากขึ้น เป็นต้นแบบให้เกษตรกรในเครือข่าย สร้างความมั่นใจ เพิ่มโอกาสในการทำเกษตรของเขา และมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นฟาร์มประจำแบรนด์ไปได้ด้วย ในทางกลับกัน อาจช่วยดึงดูดให้เกษตรกรรุ่นใหม่รับช่วงต่อฟาร์มครอบครัว แล้วพัฒนาให้เท่าทันเทคโนโลยีและสินค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

05

ในสมัยผู้เป็นพ่อตั้งใจสร้างแบรนด์อาหารที่ส่งผลดีต่อผู้บริโภค มายุคของลูกชาย เขามอง V Farm ไกลไปกว่านั้น

ไม่ใช่ธุรกิจอาหาร แต่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมว่าพอเราเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ก็ทำให้ภาพลักษณ์เห็นชัดกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า มากกว่าที่จะบอกว่า ฉันเป็นแบรนด์อาหาร ฉันเป็นแบรนด์เสื้อผ้า ถ้าสังเกตแบรนด์ใหญ่ ๆ ในปัจจุบันต่างขยับมาแตะเรื่องไลฟ์สไตล์หมดแล้ว ซึ่งจริง ๆ หัวใจสำคัญเราไม่เคยเปลี่ยน เราให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตคนมาตั้งแต่วันแรก โดยเริ่มจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

ถ้าลองไล่ดูการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์ จะเห็นเลยว่า V Farm พยายามสื่อสารเรื่องไลฟ์สไตล์มาโดยตลอด เช่น คอนเทนต์เกี่ยวกับเมนูใหม่ ๆ ที่ทำจากข้าวโพด หรือคำอธิบายถึงประโยชน์ของผลิตผลแต่ละชนิดที่มีต่อร่างกาย

แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของ V Farm เลยไม่ใช่แค่สินค้าที่สรรค์สร้างออกมา แต่คือเป้าหมาย คือชีวิต คือหัวใจของลูกค้า อนาคตของธุรกิจนี้จึงไร้ข้อจำกัด พวกเขาอาจจะร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้า ออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง หรือทำโปรเจกต์สนุก ๆ กับศิลปินสักคน

06

การขยายตัวของธุรกิจทำให้มีพนักงานเจเนอเรชันใหม่เข้ามาร่วมทีม เรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรที่มีคนหลายรุ่น 

“เราต้องทำให้ทีมรักกัน ให้เขารู้สึกต่อกันเหมือนเป็นพี่น้อง ไม่ใช่คนนี้แก่ คนนี้เด็ก” พีเล่าพลางเปิดรูปกิจกรรมมากมายที่ยืนยันว่าในทีมมีคนทุกวัย ไม่ว่าจะเวิร์กชอป Team Building หรือทริปทั้งในและต่างประเทศ

กิจกรรมหนึ่งที่ฟังแล้วชอบมากคือV Farm Running Club แบ่งทีมวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อถึงเวลาที่กำหนดจะเอาระยะทางมารวมกัน แล้วคำนวณเป็นระยะทางของสถานที่ที่บริษัทจะพาไปเที่ยว

แล้วปีนั้นได้ไปเที่ยวไหน – เราอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ 

เขาหัวเราะแล้วตอบว่า เกาหลีใต้

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

07

ครั้งก่อนที่คุยกันเร็ว ๆ พีบอกว่าอยากเห็น V Farm เติบโตไปเป็น Global Thai Brand ซึ่งหมายถึงแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพระดับโลก มาวันนี้เขาบอกว่านั่นไม่ใช่วิสัยทัศน์หลัก แต่จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้

“เราอยากให้แบรนด์อยู่ไปได้กับทุกยุคสมัย จะด้วยวิธีการผลิต วิธีการเลือกสรร หรือวิธีการแนะนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ท้ายที่สุดในแต่ละวัน ถ้าเป็น Global Thai Brand ได้จริง ๆ ก็คงเป็นผลพลอยได้ที่ดีมาก แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

เขาแอบเล่าให้ฟังถึงโปรดักต์ใหม่จากวิสัยทัศน์ที่เขาอยากให้ V Farm เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนก่อนสิ่งใด และจะนำไปขายที่งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX 2022  ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคมนี้

“ทีมงานวิจัยที่อเมริกาบอกว่า อีกไม่กี่ปีคนจะมองหาสินค้า Plant-based ที่มีกระบวนการผลิตและแปรรูปน้อยกว่า หรือที่เรียกว่า Low Processed Food และหันมาบริโภคสินค้าในรูปแบบ Whole Food มากขึ้น 

“ปีนี้ เราเลยจะออกสินค้า Plant-based ในรูปแบบใหม่ ที่ใช้พืชและผักในรูปแบบจากธรรมชาติจริง ๆ ทั้งหมด แต่ยังอร่อยและกินง่าย ตัวแรกคือ Buffalo Cauliflower Wings เหมือนปีกไก่ทอดคลุกซอส แต่เป็นดอกกะหล่ำทั้งหัวแทน อีกตัวคือ Mushroom Nuggets ที่ทำจากเห็ดออร์แกนิคทั้งชิ้น ซึ่งจะเป็น Plant-based Food เวอร์ชันใหม่ ที่ทานง่ายและจะช่วยให้คนหันมาทานพืชผักมากขึ้นมากขึ้น”

แม้มีโมเดลธุรกิจ แนวคิดตั้งต้น สินค้าที่ผลิตออกมา และรางวัลที่น่าภูมิใจกันทั้งบริษัทอย่าง SMEs Sustainability Awards อยู่เต็มสองมือ พียังพูดไม่ได้เต็มปากว่าธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่รับปากเอาไว้ว่าจะมีวันนั้น

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load