พลังของหนุ่มสาวเป็นสิ่งมหัศจรรย์

ผมคิดอย่างนั้นเมื่อเห็นสิ่งที่ วิว-วิมลพร รัชตกนก และ ภูภู่-วิศรุต วิสิทธิ์ ได้ทำในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา

ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสองคือผู้ก่อตั้ง Spacebar Design Studio ที่เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ในบทบาทของตัวละครสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการ Zine อย่างแข็งขัน

หากใครได้ไปเดินงาน Bangkok Art Book Fair 2017 หรือ เทศกาลหนังสือศิลปะกรุงเทพฯ แล้วเห็นบูทที่คนมุงเยอะที่สุด-นั่นแหละบูทพวกเขา

จุดเด่นของวิวและภูภู่จากการสังเกตของผมคือเขาและเธอมีทั้งวิญญาณของศิลปินและผู้ประกอบการ มีทั้งเซนส์ของคนทำงานศิลปะและคนที่เท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้สตูดิโอของพวกเขาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ แต่มั่นคงและลงลึก

ซึ่งคำว่า ‘เติบโต’ ในที่นี้ ผมไม่ได้ว่าหมายความเพียงขนาดของสตูดิโอที่วันนี้กว้างขวางขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่เปิดวันแรก และไม่ใช่หมายถึงจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น แต่เติบโตในที่นี้ ผมหมายถึงสิ่งที่พวกเขาได้หว่านเมล็ดเอาไว้เริ่มงอกงาม

ไม่ว่าจะเป็นการทำเว็บไซต์ที่เริ่มมีการบอกปากต่อปากจนงานเริ่มล้นมือ หรือการเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนวงการ Zine จนทุกวันนี้ Spacebar Design Studio น่าจะเป็นชื่อแรกๆ–หรืออาจเป็นชื่อเดียวด้วยซ้ำ เมื่อเรานึกถึงสถานที่ที่เปิดพื้นที่ให้ Zine โดยไม่ต้องรองานเทศกาลที่จัดปีละไม่กี่ครั้ง

คงอย่างที่ว่าไปในย่อหน้าแรก พลังของหนุ่มสาวเป็นสิ่งมหัศจรรย์ และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเดินทางมาคุยกับเขาทั้งสอง

วิว-วิมลพร รัชตกนก และ ภูภู่-วิศรุต วิสิทธิ์

1.

ซีนเปิดตัว

หลังจากผลักประตูเข้าไป หญิงสาวผู้ก่อตั้งก็นั่งรอผมอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อกวาดสายตาสังเกต ด้านหน้า-ผมเห็นนิทรรศการของศิลปินชื่อดังชาวไต้หวันนามว่า Enzo ที่กำลังจัดแสดงอยู่เป็นวันสุดท้าย ฝั่งซ้าย-เป็นเคาน์เตอร์ของร้าน ส่วนฝั่งขวา-อัดแน่นไปด้วย Zine หรือที่วิวขอนิยามง่ายๆ ด้วยคำไทยว่า ‘สิ่งพิมพ์อิสระ’ แทนคำว่า ‘หนังสือทำมือ’ ด้วยกลัวคนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าต้องเย็บมือเท่านั้นหรือเปล่า

นิทรรศการ

ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่วิวจะตัดสินใจเปิดสตูดิโอ เธอทำงานประจำอยู่ที่สื่อสำนักหนึ่งโดยมีงานเสริมที่ทำควบคู่ไปด้วยคือรับทำเว็บไซต์ ซึ่งเป็นทักษะที่ต่อยอดมาจากความสนใจส่วนตัวสมัยเรียน นับจนถึงวันนี้เธอทำมาแล้วกว่า 10 ปี จนวันหนึ่งเธอพบข้อเสียของการไม่มีออฟฟิศเป็นหลักเป็นแหล่งคือขาดความน่าเชื่อถือ เธอจึงตัดสินใจหาทำเลที่พอรับค่าเช่าไหวเป็นที่ปักหลักเปิดสตูดิโอ จนขยับขยายกลายมาเป็นสถานที่ที่เรานั่งคุยกันตอนนี้

หญิงสาวเล่าว่าสตูดิโอของเธอแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Space Bar Online, Space Bar Zine และ Space Shop โดยส่วนที่เป็นรายได้หลักและหล่อเลี้ยงให้สตูดิโอของเธอให้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้คือ Space Bar Online ซึ่งรับทำเว็บไซต์

ลูกค้าที่มาจ้างเธอทำเว็บไซต์นั้นหลากหลาย ไล่ตั้งศิลปินยันนักธุรกิจ ไล่ตั้งแต่ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ยันบริษัทขายอุปกรณ์ภาคพื้นท่าอากาศยาน

เว็บไซต์

ด้วยความที่ขาข้างหนึ่งคลุกคลีอยู่กับวงการสร้างสรรค์อยู่แล้ว ในขณะที่อีกขาหนึ่งก็คลุกคลีอยู่กับเหล่าโปรแกรมเมอร์ ทำให้เธอมีสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในบริษัทที่รับทำเว็บไซต์ นั่นคือสามารถเป็นตัวกลางคอยสมดุลระหว่างฝั่งดีไซเนอร์และฝั่งโปรแกรมเมอร์

“เหมือนเราเป็นล่ามระหว่างฝั่งนักออกแบบและฝั่งคนเขียนเว็บ” วิวเปรียบเทียบบทบาทของตัวเองให้เห็นภาพ “สมมตินักออกแบบเขาออกแบบเว็บไซต์มา เราจะเป็นคนดูว่าอันไหนใช้ได้หรือไม่ เพราะเราจะรู้ว่าฟังก์ชันที่นักออกแบบออกแบบมา ในเทคโนโลยีปัจจุบันอันไหนทำได้หรือไม่ได้ เราทำเว็บมาเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ที่หลายคนวิ่งจากสื่อสิ่งพิมพ์ไปโลกออนไลน์”

เมื่อดูจากสิ่งที่เธอทำอย่างเว็บไซต์และ Zine ลึกๆ ผมค่อนข้างแปลกใจที่เห็นส่วนผสมทั้งสองนี้อยู่ในตัวคนคนเดียว

อันที่จริงเธอเชื่อในพลังของสิ่งพิมพ์หรือพลังของโลกออนไลน์กันแน่-ผมสงสัย

“เรารู้สึกว่ามันเกื้อกัน พอเราทำงานออนไลน์ เรารู้สึกว่ามัน transform กันไปมา ถ้าเราทำสิ่งพิมพ์เราจะได้ยินคนที่บอกเราว่า สิ่งพิมพ์มันตาย สิ่งพิมพ์ขายไม่ได้ แต่ถ้าคุณเอาสิ่งพิมพ์มาขายในออนไลน์มันขายได้นะ

“แล้วมีบางคนถามเราว่า ทำเว็บไซต์ได้เงินหลักแสน ทำซีนได้แค่เล่มละสองร้อย ทำไปทำไม เราก็ตอบว่ามันมีสิ่งที่ออนไลน์ให้เราไม่ได้เหมือนกัน เช่น ออนไลน์มันไม่ได้หยิบจับเป็นชิ้นเป็นอันออกมา ไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นการสะสม อย่างเราทำเว็บเราไม่ได้มองมันเป็นของสะสม มันเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง แต่อย่างสิ่งพิมพ์ เราสามารถพูดได้ว่านี่คือสิ่งที่เราซื้อมาจาก Tokyo Art Book Fair เราเอามาหยิบ เอามาโชว์ได้ มันเป็นอารมณ์ของคนรักสิ่งพิมพ์แหละ ได้จับ ได้เปิด ได้เก็บขึ้นชั้น

“มันดูเป็นเรื่องง่ายมากเลยนะ แต่เราก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ออนไลน์ให้เราไม่ได้”

Zine

Zine

2.

กำแพงเมืองซีน

หลังบทสนทนาเคลื่อนผ่านมาถึงเรื่อง Zine สายตาผมพยายามสังเกตที่ผนังซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือขนาดกะทัดรัด-จะเรียกมันว่ากำแพงเมืองซีนก็คงไม่ผิดนัก เพื่อพยายามนับว่า Zine บนชั้นมีกี่เล่ม

“ถ้านับจากวันแรกตอนนี้ เรามี Zine เกิน 50 ปกแล้วที่เคยวางขายที่ร้าน ส่วนตอนนี้ก็มีประมาณ 30 กว่าปก” หญิงสาวคลี่คลายเมื่อผมตัดสินใจถามทันทีที่เห็นว่านิ้วมือไม่พอนับ

ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรยาก ก็แค่รับมาขาย แต่ถ้ามันง่ายดายขนาดนั้นคงมีร้านแบบนี้เกลื่อนเมืองไปแล้ว

หลายคนอาจนึกไม่ออกว่ายากยังไง เลยขอพูดให้เห็นภาพ สมมติเราอยากเปิดร้านขายเสื้อผ้า เรายังพอรู้ว่าไปรับเสื้อผ้าราคาถูกจากที่ไหนมาขายได้ หรือถ้าจะเปิดแผงขายผักผลไม้ เราก็รู้ว่าต้องไปซื้อหาวัตถุดิบราคาส่งจากตลาดใด แต่กับ Zine สมมติเรามีใจอยากขาย คุณนึกออกไหมว่าเราจะไปหา Zine จากไหน

ยิ่งย้อนกลับไป 2 ปีก่อนตอนที่ Zine ยังเป็นคำแปลกหูในบ้านเรายิ่งยากเข้าไปใหญ่

สิ่งที่จุดประกายให้หญิงสาวเห็นแสงสว่างบนเส้นทางนี้คือ การได้ไปร่วมงาน Make A Zine ทั้งสองครั้ง ซึ่งจัดโดยนิตยสาร a day ท่ามกลางคนธรรมดามากมายที่ทำหนังสือทำมือมาแลกมาขาย เธอเห็นความเป็นไปได้ที่เริ่มก่อตัว

“โชคดีที่เจองาน Make A Zine เราเห็นเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของมันคือ ใครก็เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ได้” วิวเริ่มเล่าเมื่อผมย้อนถามถึงจุดเริ่มต้นที่หันมาสนใจขับเคลื่อนวงการ Zine ในบ้านเรา “หมายถึงว่าเมื่อก่อน คนเราหรือแม้กระทั่งตัวเราเอง เวลาทำงานอะไรสักอย่างแล้วจะโพสต์ลงเพจจะกลัวว่าจะโดนตัดสิน กลัวว่าคนจะถามว่ามึงเป็นใครวะ ทำไมกล้าเอางานตัวเองมาโพสต์ แต่จากงานนั้นทำให้เรารู้สึกว่าเป็นไปได้ ครั้งที่ 1 เราทำ Zine ไปแลก ปรากฏว่าหมดเกลี้ยง แล้วยังมีคนหลังค์ไมค์มาถามอีกว่ายังเหลืออยู่ไหม ก็เลยรู้สึกว่าเป็นไปได้ว่ะ พองานจัดครั้งที่ 2 เราทำไปขาย 100 เล่ม ก็ขายหมดเลย เฮ้ย มันเป็นไปได้ว่ะ

“แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าคนยังต้องพึ่งกับเทศกาลทุกครั้ง ต้องรอว่าเมื่อไหร่จะมีใครจัดงาน Zine อีก เพราะอยากปล่อยของ เราก็เลยคิดว่าจริงๆ มันไม่ต้องเป็นเทศกาลก็ได้นี่หว่า และเราก็ถามตัวเองว่าในไทยมีที่ไหนบ้างที่ทำหน้าที่นี้ เฮ้ย ไม่มีว่ะ

“ทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่ที่เมื่อไหร่ก็มี Zine”

วิมลพร รัชตกนก

วิมลพร รัชตกนก

และเป็นคำถามนั้นเอง ที่ทำให้เกิด Space Bar Zine ซึ่งทำครบวงจรเกี่ยวกับการ Zine ไม่ว่าจะเป็น หนึ่ง-รับฝากขาย สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าทำเสร็จแล้วจะไปวางจำหน่ายที่ไหน สอง-รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและช่วยผลิต Zine ในฐานะโปรดิวเซอร์ สำหรับคนที่มีเรื่องเล่า มีไอเดีย แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง สาม-จัดเวิร์กช็อป เพื่อสร้างคอมมูนิตี้คนทำ Zine ให้แข็งแรงขึ้น

ในเมื่อ Zine ไม่ใช่สินค้าที่อยู่ๆ นึกจะขายก็ไปรับมาขายอย่างที่ว่าไป เธอจึงต้องทำหน้าที่ส่งเสริมการผลิตไปด้วย

“เราได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงที่เราไปตามร้าน Zine ที่ญี่ปุ่น ที่นั่นมีวัฒนธรรมของ Zine ที่ดีมาก มีสตูดิโอเล็กๆ แห่งหนึ่งเขาตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาว่าแต่ละเดือนจะคิดธีมขึ้นมา แล้วชวนแม่บ้าน ลูกเด็กเล็กแดงมาร่วมเวิร์กช็อป พิมพ์ Zine ขายกันที่ร้าน โดยที่ร้านจะหักเปอร์เซ็นต์จากการขาย แล้วที่ร้านมี Zine วางขายเยอะมาก

“ทุกวันนี้เราก็พยายามมากที่จะ educate คน แต่การ educate ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไปยืนอธิบายหรือทำคอนเทนต์ออกมาสอน แต่ว่าการที่เราเอางานมาปล่อย หรือกระทั่งการที่ใครสักคนหยิบ Zine สักเล่มขึ้นมาเปิดู มันก็เป็นวิธีการหนึ่งที่เขาจะเข้าใจ Zine เหมือนกันนะ”

แล้วถ้าเป็นอย่างที่เธอว่า คุณลองคิดเอาเองว่า ร้านที่มี Zine จำนวนเกือบครึ่งร้อยวางเรียงบนผนังจะทำให้เราเข้าใจ Zine ได้มากขึ้นแค่ไหน

Zine

3.

ขโมยซีน

หนึ่งอุปสรรคที่ทำให้คนยังมอง Zine เป็นเรื่องไกลตัว คือการที่ใครบางคนยังมองว่าคนทำซีนต้องเป็นคนทำงานศิลปะ เป็นนักออกแบบ-คนธรรมดาอย่างฉันทำไม่ได้หรอก

แต่จากยอดขายที่ท่วมท้นถล่มทลายในงาน Bangkok Art Book Fair 2017 จนแทบจะเรียกว่าขโมยซีนในงานก็ไม่ผิดนัก ก็ช่วยยืนยันว่า เรื่องเล่าจากคนธรรมดาที่อาจจะสนใจการเขียนหรือมีเรื่องเล่า ก็ทำออกมาเป็น Zine ที่ผู้คนสนใจได้

“ก่อนหน้านี้คนจะมองว่า Zine จับต้องยาก แล้วมันจะมีความงงนิดนึงว่าข้อจำกัดของ Zine คืออะไร เราก็เลยเอาทักษะของการที่เราสื่อสารบนออนไลน์มาเล่า ว่า Zine คือเรื่องง่ายมากนะคะ มันคือสิ่งพิมพ์อิสระที่คุณจะพิมพ์อะไรก็ได้ รูปแบบ Zine ของสเปซบาร์เราจะพยายามทำให้ง่าย เป็นขนาด A4 ที่พับครึ่งเป็น A5 แล้วเย็บแบบมุงหลังคาเสียเยอะ เราทำวิธีการให้มันจับต้องง่าย ทำให้เขาเห็นว่ามันเกิดขึ้นได้จริง อาจจะด้วยสกิลล์การขี้ขาย เราก็เลยรู้เลยว่าเราจะทำให้คนเข้าใจได้ยังไง เข้ามาถึงก็จะอธิบายว่าซีนคืออะไร ถ้าจะทำซีนเริ่มต้นยังไง เรามีกระดาษอะไรให้เลือกบ้าง ช่วยเขาทำมันขึ้นมา เราพยายามทำให้เป็นมิตรมากขึ้น”

Zine Zine

“แล้วทำไมเราต้องทำ Zine ในเมื่อก็มีสิ่งพิมพ์ประเภทอื่นอย่างหนังสือเล่มหรือนิตยสารให้เสพมากมายอยู่แล้ว” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“เราชอบเสน่ห์ของมันตรงที่ใครๆ ก็ทำได้ แล้วมันทำให้เราเป็นคนที่กล้าโชว์สิ่งที่เราทำโดยที่ไม่ต้องยึดติดกับกรอบว่าคนจะมองยังไง แล้วเสน่ห์อีกอย่างของ Zine คือมันจะส่วนตัวแค่ไหนก็ได้ สมมติเราจะออกหนังสือสักเล่มเราก็จะคิดเยอะว่าเราจะเล่าเรื่องนี้ดีไหม แต่ Zine เราเล่าได้หมด ที่ร้านมีแม้กระทั่ง Zine เรื่องเซ็กซ์ครั้งแรก ซึ่งมันส่วนตัวมาก แต่ก็ทำออกมาได้

“หรืออย่างพี่โลเล (ทวีศักดิ์ ศรีทองดี) เขาทำโปรเจกต์ศิลปะ วาดตัว Monster เอาไปไว้ในหมู่บ้านที่ญี่ปุ่น แล้วให้คนแก่ถือแล้วถ่ายรูปเพื่อส่งให้ลูกๆ ดูว่าพ่อแม่โดน Monster โจมตี กลับมาบ้านบ้างนะ ซึ่งมันเป็นโปรเจกต์ที่น่ารักมาก ซึ่งเขาบอกว่าถ้าไปเสนอสำนักพิมพ์มันก็จะสั้นเกินไป แต่พอเป็น Zine มันทำได้ ก็เลยออกมาเป็น Zine ชื่อ Monslolita

เพราะฉะนั้น ถ้าให้เรานิยาม Zine เราว่ามันคือสิ่งที่เราชอบและอยากทำ และเมื่อใดที่มันกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยากทำแต่ต้องทำ มันก็อาจจะไม่ใช่ Zine”

Zine

Zine

Zine

4.

เลิฟซีน

นับจากวันที่เปิดร้านในทำเลแรกจนถึงตอนนี้ ผมพอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นขนาดของร้านที่กว้างขวางขึ้นแบบเท่าตัว จำนวน Zine ที่เพิ่มขึ้น วงการ Zine ที่คึกคักขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้น เครื่องพรินต์ที่ใหญ่ขึ้น แพงขึ้น เพื่อช่วยให้ผลิต Zine ได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ก็ถี่ขึ้น

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากชมเชยสิ่งที่ Spacebar Design Studio ได้ทำ หญิงสาวผู้ก่อตั้งก็รีบออกตัว

“คนจะมองเหมือนว่าเราเล่นใหญ่มาก จะทำคอมมูนิตี้ อยากให้มันเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งจริงๆ เราสารภาพว่าเราเป็นคนที่ชอบทำงานเฉยๆ เราไม่มีจุดหมายเลยว่าฉันจะทำให้สังคมของ Zine เกิดขึ้น พูดตรงๆ ว่าเรากับภูภู่แค่ชอบทำงาน เห็นอะไรที่หยิบจับมาทำงานได้เราก็ทำ”

“ทำแล้วได้อะไร” ผมชวนเขาทั้งสองทบทวน

“คงแล้วแต่ประเภทของคนมั้ง เราแค่เป็นคนที่ชอบชาเลนจ์ตัวเองมากๆ สมมติทำอะไรจะต้องทำให้เสร็จ ทำให้ได้ พอเริ่มทำ Zine ก็อยากจะทำให้ได้

Zine

Zine

“สิ่งที่ได้สำหรับเราคงเป็นการที่รู้สึกว่างานที่ตัวเองทำมันมีคุณค่า รู้สึกว่ามันไม่ได้ปล่อยไปเฉยๆ มีคนที่เห็นในสิ่งที่เราทำ เราว่ามันก็เป็นสิ่งที่คนทำงานทั่วไปรู้สึกภูมิใจ

“รางวัลของการทำร้านคือการเห็นคนตัวเล็กๆ ได้มีสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ในขณะที่เขาไม่กล้าไปทำที่อื่น นี่เป็นเรื่องที่เราภูมิใจที่สุด เรารู้สึกว่าเราสามารถทำให้คนตัวเล็กๆ มี Zine ของตัวเอง เราได้เห็นสายตาของเขาตอนที่เขาบอกว่า ‘ขอบคุณมากเลยนะครับ’ เหมือนเราได้สร้างโอกาสให้คน รู้สึกว่างานที่ทำเราไม่ได้ตอบแค่ตัวเองแล้ว แต่เราทำแล้วเราได้ให้คนอื่นด้วย

“นี่เป็นสิ่งพิเศษอีกขั้นของการทำงานนะ จากที่เราทำงานแล้วรู้สึกเติมเต็มตัวเอง แต่นี่เหมือนเราเติมให้คนอื่น แล้วเราก็ได้รับกลับมาด้วย”

โพลารอยด์Zine

The Rule

  1. สิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ทำเงิน ถ้าเราทำให้ทั้งสองอย่างนี้ไปด้วยกันหรือเกื้อหนุนกันได้ เราจะไปต่อได้
  2. ถ้าเรามองธุรกิจให้เป็นการใช้ชีวิตและเรียนรู้ มันก็จะไม่มีวันเจ๊ง
  3. หาชาเลนจ์ให้กับงานอยู่เสมอ รู้จักปรับเปลี่ยนและพัฒนาตัวงานไปเรื่อยๆ อย่าหยุดนิ่ง

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ร้านยังอยู่อีกหรอ” – อ้ายไรเดอร์ชาวเชียงใหม่อายุ 40 ต้น ๆ เปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจ หลังจากเราก้าวขาลงจากรถจักรยานยนต์คันโก้ที่จอดสนิทหน้าร้านทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

‘…ลมหายใจ อุ่น ๆ ไอละมุนจากเธอ ใจฉันคงละเมอ ไปแสนไกล

คำรักเพียงแผ่ว ๆ ฟังแล้วยอม หมดใจ ลืมฟ้าดินใด ๆ ไปทั้งวัน…’

เพลง เสียงกระซิบ ของ เบิร์ด ธงไชย ดังออกมาจากร้านเก่าแก่ของคนรักเพลงและหนัง เรายืนฟังอยู่ครู่ ก่อนเดินเข้าร้านพร้อมส่งยิ้มและแนะนำตัวให้กับพนักงานเสื้อสีส้ม เขาผายมือบอกเราว่า

“เฮียรออยู่ในห้องแล้ว” เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ นั่งด้วยท่าทีสบาย ๆ ในห้องทำงาน 

ชายวัย 66 เบื้องหน้าเรา คือผู้ก่อตั้ง ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ร้ายขายเทป-ซีดีเพลงและหนังที่ดำเนินกิจการมา 42 ปี โดยเริ่มต้นธุรกิจจากการมองการณ์ไกล หยิบโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังของเมืองบางกอก มาเปิดแผงวางตู้เทปขายใต้โรงหนังสุริวงศ์ จังหวัดเชียงใหม่ กิจการรุ่งเรืองจนขยับขยายสาขาไปอีกหลายโรงหนัง ริมถนน อาคารพาณิชย์ เฟื่องฟูจนขนาดที่ว่า เฮียปั้นศิลปินส่งออกเมืองกรุงและนั่งเก้าอี้นายห้างเพลง กระซิบดัง ๆ ว่า วงนกแล ก็เป็นเด็กปั้นของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ มาก่อน

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เรารู้จักสถานที่แห่งนี้สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อนคนสันกำแพงพามาแอ่ว มีโอกาสกลับไปทวนความทรงจำไม่นานมานี้ นับนิ้วก็ราว 6 – 7 ปีจากครั้งนู้น บรรยากาศยังเหมือนวันแรกที่มาเยือน ตู้ปลาตั้งตระหง่านต้อนรับผู้คน ด้านในเต็มไปด้วยแผ่นซีดีสารพัดแนวเพลงไทย-เทศ-คำเมือง มีทั้งบนแผง มีทั้งในกระบะให้เลือก หนังก็มีให้ดูตามชอบ แถมด้านข้างของร้านยังมีแผงเทปยุคเก่าขายราคาย่อมเยา (เริ่มต้น 20 บาท) ปัดฝุ่นหน่อย ก็มีเพลงฟังไม่รู้เบื่อ

หน้าที่การงานนำพาโอกาสดี (มาก) ให้เรานั่งสนทนากับผู้ก่อตั้งตัวจริง ถึงจุดเริ่มต้นของแผงเทปแผงแรกของเมืองเชียงใหม่ การปั้นศิลปิน ยุครุ่งเรืองของวงการเพลง ทุกศิลปิน ทุกค่าย ต้องรู้จัก ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ (รูปภาพเต็มร้านยืนยันได้) จนถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นลมหายใจสุดท้ายของวงการขายเทป-ซีดีเพลงในภาคเหนือ 

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สายเลือดพ่อค้าแม่ขาย

เฮียทรงสัญเกิดย่านฝั่งธนฯ มาเติบโตและใช้ชีวิตที่จังหวัดเชียงใหม่เกือบ 60 ปี เขามีเลือดพ่อค้าแม่ขายสูบฉีดเต็มตัวตั้งแต่วัยเยาว์ จนกระทั่งการงานชักนำให้เขาประกอบอาชีพนักขาย (เซลล์)

“หกเจ็ดขวบผมก็ขายของเป็นแล้ว” นักขายเปรยความชำนาญและประสบการณ์

“เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำอาชีพค้าขาย ผมย้ายมาอยู่เชียงใหม่ตอน 7 ขวบ ตอนนั้นช่วยพี่สาวขายผักที่ตลาดประตูเชียงใหม่ ช่วยพ่อขายก๋วยเตี๋ยว พอคุณพ่อเสีย ก็ช่วยคุณแม่หาบข้าวต้มทรงเครื่องไปขายที่ตลาดต้นลำไย ตลาดวโรรส ช่วงเรียน ม.ต้น ผมเหมาเสื้อผ้าผู้หญิง ชุดชั้นใน มาปูผ้ายางขาย

“ผมขายคนเดียวด้วยนะ จนมีเงินเก็บส่วนตัว อาชีพค้าขายซึบซับอยู่ในสายเลือดอย่างเต็มเปี่ยม แล้วไอเดียของผมมันเหมือนเกิดมาเพื่อการค้า ผมมั่นใจมาก ๆ ว่า ผมค้าขายเป็น” เขาย้ำ

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เฮียทรงสัญถนัดขาย ไม่แปลกหากเขาหมายมุ่งเป็นเซลล์ เขาเป็นเซลล์อยู่ในบริษัทดีทแฮล์ม แอนด์ โก ลิมิเต็ด (ปัจจุบัน ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย)) บริษัทนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในไทย อาชีพเซลล์ทำให้หูตาของเฮียกว้างขว้าง เกิดไอเดียสร้างสรรค์ผุดขึ้นยิ่งกว่าเห็ดถอบในหน้าฝน

ถ้ามีโอกาสไปเป็นเซลล์ จงเป็น มันดีตรงไหนรู้มั้ย ผมได้คุยกับเจ้าของกิจการทุกแห่ง ความคิดของเจ้าของกิจการกับความคิดของคนทั่วไปที่ไม่ค้าขายต่างกันเยอะ ตอนผมไปส่งของ ถ้ามีเวลา ผมจะคุยกับเจ้าของร้าน เขาจะสอน ‘ไอ้ตี๋เอ้ย ต้องอย่างนั้นอย่างนี้นะ’ พอเขาเล่าประวัติให้ฟัง ผมก็หยิบส่วนดีของเขามาผสมผสานกับความคิดของผม ผมว่าเซลล์เป็นอาชีพที่ได้เปรียบตรงที่เดินทางตลอดเวลา ได้เปิดหูเปิดตาตลอดชีวิต ที่สำคัญ ได้เห็นการพัฒนาของร้านค้า และได้คุยกับคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

“ทุกเดือนผมต้องลงไปปิดทริปที่กรุงเทพฯ เห็นโรงหนังที่นู่นมีแผงเทปเป็นตู้ตั้งขายกันอยู่ ก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เพราะเชียงใหม่ยังไม่มี มันน่าสน เลยเก็บไอเดียนี้ไว้เพื่อมาดูตลาดเชียงใหม่ก่อน”

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญเริ่มต้นเป็นเซลล์ในวัย 21 การเดินทางลงกรุงเทพฯ ทำให้เขาเห็นและสำรวจเทรนด์ใหม่ ๆ ก่อนใครในเชียงใหม่ เขาย้อนให้เราฟังว่า พ.ศ. 2516 กรุงเทพฯ เริ่มมีโรงหนังและตู้เทป ถัดจากนั้นเพียง 1 ปี เขาปิ๊งความคิด อยากยกโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังมายังแดนล้านนา ถัดจากนั้นอีก 1 ปี เขาทำการบ้านและวางแผนกิจการเล็ก ๆ และถัดจากนั้นอีก 1 ปี เมืองเชียงใหม่ก็มีแผงเทปแผงแรกเกิดขึ้น!

“ผมมีหูตากว้างขว้างในการนำสิ่งใหม่ ๆ จากส่วนกลางของประเทศมาไว้ที่นี่ แน่นอนว่ามันจะดึงดูดความสนใจของคนท้องถิ่นให้มาร้านผมเยอะมาก พูดง่าย ๆ ว่า ผมจะไปใหญ่ในเมืองเล็ก ๆ”

นี่คือไอเดียตั้งตนของเฮียทรงสัญที่เริ่มเป็นเจ้าของกิจการในวัยเพียง 25 

สมแล้วที่เป็นลูกพ่อค้า-แม่ขาย!

ทำธุรกิจต้องเข้าใจธุรกิจ

“ผมทำงานที่บริษัทดีทแฮล์ม 2 ปีก็ลาออก หันมาเป็นตัวแทนค้าส่งเองเพราะมีประสบการณ์ ตอนนั้นใช้ชื่อว่า บริษัท ทรงชัยเชียงใหม่ ผมชื่อบุญทรง น้องผมชื่อบุญชัย ทำกันอยู่ 2 – 3 ปี ไม่ไหว เก็บเงินยาก พอหักค่าใช้จ่ายต่อเดือน ไม่เวิร์กเท่าไหร่” เฮียทรงสัญหัวเราะถึงอดีตของนักขาย

ระหว่างติดสินจะใจลาออกจากงานประจำ มาประกอบอาชีพส่วนตัวกับน้องชาย ประกายเล็ก ๆ เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของแผงเทปยังคงสปาร์กจอยส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ อยู่ในคนหนุ่มหัวการค้า 

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“ผมไปสมัครงานเป็นพนักงานเก็บเงินที่ร้านขายเครื่องเสียง” – นี่เขากำลังศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างกับหนังสายลับที่ต้องปลอมให้แนบเนียนสุด ๆ เพื่อล้วงข้อมูล

“เหตุผลที่ผมไปสมัครงานก็เพื่อสำรวจผู้บริโภคว่าใช้เครื่องเล่นเทปเยอะมั้ย ถ้าขายเทป จะเป็นไปได้หรือเปล่า ผมต้องดูตลาดให้เหมาะกับสินค้าก่อน ประมาณ 1 ปี รู้ข้อมูลหมดแล้วผมก็ลาออก”

พนักงานเก็บเงินร้านขายเครื่องเสียงสืบทราบอะไรมาบ้าง – เราสงสัย

“เวลาเก็บเงิน ผมชอบนั่งคุยกับชาวบ้าน บริษัทนี้เขาขายแบบผ่อนส่ง คนมาซื้อกันเยอะนะ ตอนผมยังไม่เปิดแผงเทป พอลูกค้าซื้อเครื่องเล่น 80 เปอร์เซ็นต์ จะจ้างร้านบริการซ่อมเครื่องเทปอัดเพลงให้ เป็นการอัดแบบเลือกเพลงได้ ตลับละ 50 บาท 100 บาท ส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ อัดเองจากวิทยุหรือเครื่องเล่นเทป

“ยุคนั้นก่อน พ.ศ. 2521 ยังไม่มีลิขสิทธิ์ ใครออกเพลงมาโดนก็อปปี้อัดหมด” นักสังเกตย้อนอดีต

หลังจากศึกษาตลาดจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เขาลาออกจากงานประจำ และพร้อมมากที่จะเปิดแผงขายเทปแผงแรกของจังหวัดใหม่ ณ โรงหนังสุริวงศ์ (ปัจจุบันคือที่ตั้งของโรงแรมอิมม์ ท่าแพ)

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

แผงเทปแผงแรกของเชียงใหม่

“ตอนนั้นผมลงทุนตู้ 3 ใบ ประมาณ 15,000 บาท ลงทุนค่าเทปประมาณ 20,000 เครื่องเล่นเทป 1 ชุดประมาณ 20,000 กว่าบาท ผ่อนส่ง 3 งวด ตีเสียว่าเดือนละ 7,000 – 8,000 เบ็ดเสร็จประมาณ 40,000 กว่าบาทต่อการเปิดแผงเทป 1 จุด” เจ้าของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ วัย 66 ยังจำวันแรกได้แม่น

เฮียทรงสัญเล่าความทรงจำสมัยเรายังไม่เกิดให้ฟังว่า ตอนเด็ก ๆ เติบโตมากับโรงหนังเวียงพิงค์และโรงหนังศรีพิงค์ จนปิดกิจการ ก็เกิดโรงหนังของตระกูลเก่าแก่ในเชียงใหม่ขึ้น คือ โรงหนังสุริวงศ์ โรงหนังสุริยา โรงหนังสุริยง (โรงหนังแห่งแรกของเชียงใหม่ที่มีบันไดเลื่อน) และโรงหนังแสงตะวัน

“สุริวงศ์เป็นโรงหนังที่ผมเปิดแผงเทปแผงแรก สมัยก่อนบริเวณแมคโดนัลด์ เป็นหน้าโรงหนัง คนเดินกันพลุกพล่านเพื่อมาซื้อตั๋ว ผมขายอยู่ข้างบันได มีตู้โชว์สไตล์แผงเทปในกรุงเทพฯ เป็นตู้กระจก 2 – 3 ใบวางเป็นตัว U ในตู้วางเทป 2 ชั้น ผมเป็นเจ้าแรกที่ทำ ขายได้สัก 1 เดือน ตัวเลขดีมาก 

“ลูกค้าคือคนที่มาดูหนังทั้งนั้น” พ่อค้าเทปหัวเราะ “คนมาดูหนังก็แวะมาดูแผงเทป ซื้อง่าย ผมขายม้วนละ 35 บาท 3 ม้วน 100 วันไหนโรงหนังคนเยอะก็ขายดีมาก สัก 3 ทุ่มครึ่งก็ปิดร้าน”

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง
ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

นอกจากยอดขายพุ่งกระฉูด สิ่งหนึ่งที่การันตีได้ว่าเฮียทรงสัญสร้างปรากฏการณ์แผงเทปในจังหวัดเชียงใหม่ คือการเกิดขึ้นของแผงเทปอีกมากมาย ทั้งตามร้านหนังสือและแผงลอยในกาดนัด แถมขายตัดราคากันด้วย (ฮา) เจ้าของร้านรุ่นใหญ่ยอมรับว่ายุคของเขากิจการขายเทป-ซีดีเฟื่องฟูฟู่ฟ่าจริง ๆ 

“เชื่อมั้ย ตอนเปิดแผงเทป ผมยังไม่มีเครื่องเล่นเทปเลย ใช้แต่ทรานซิสเตอร์เครื่องละ 300 – 400 บาท ต้องผ่อนส่งเครื่องเล่นเทปเพื่อให้ลูกค้าทดลองฟังเพลง บางทีเขาเจาะจงมาหาเพลงนั้นเพลงนี้ ผมก็เปิดให้ฟัง ถ้าใช่ เขาก็ซื้อ และเมื่อไหร่ที่ผมรู้แล้วว่าลูกค้าชอบศิลปินคนนี้ ถ้ามีแนวเพลงอื่นที่ใกล้เคียง ผมก็จะแนะนำเขาด้วย แทนที่เขาจะซื้อ 1 ม้วน เขาอาจซื้อ 4 – 5 ม้วนก็ได้ (เฮียขายเก่ง) พ่อค้าไง” 

เชื่อแล้วว่าว่าความคิดของชายผู้นี้เกิดมาเพื่อการค้าจริง ๆ 

แผงเทปแผงที่ 2 3 4 5 … ของเชียงใหม่

แผงเทปปักหลักอยู่ที่โรงหนังสุริวงศ์ และขยายสาขาไปยังโรงหนังสุริยง โรงหนังแสงตะวัน โรงหนังทิพย์เนตร ริมถนน และอาคารพาณิชย์ โดยปัจุบันเหลือเพียงสาขาเดียวที่ตลาดทิพย์เนตร ทำเลเดิมของร้านเคยเป็นร้านหนังสือทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์มาก่อน เฮียกระซิบว่าแผงวางแผ่นเทป-ซีดีภายในร้านก็คือแผงวางหนังสือนั่นแหละ แต่ปรับแต่งอีกนิดให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าสะดวกขึ้น หยิบจ่ายถนัดมือ 

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“พอย้ายเข้ามาในทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์ ผมตั้งชื่อร้านว่า ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ผมเป็นคนแรก ๆ ที่เอาคำว่า ‘เอนเตอร์ไพรส์’ มาตั้งในเชียงใหม่ เพราะเอนเตอร์ไพรส์ หมายถึงธุรกิจ เผื่ออนาคตอาจมีการขยับขยายเป็นธุรกิจอื่น ๆ ผมจะได้ขยายฐานได้ ชื่ออาจจำยากหน่อย แต่ผมมองการณ์ไกลไว้ก่อน

“พอย้ายเข้ามา พื้นที่กว้างมาก แต่สินค้าเราน้อย ก็เลยเอาสินค้าอื่นมาเสริม มีเครื่องเล่นเทปแบบพกพาและของเล่นเด็ก ขายดีนะ แต่ไม่ดีตรงไหนรู้มั้ย พ่อแม่พาลูกมา ตั้งใจจะมาซื้อเทป เด็กรบเร้าจะเอาของเล่น ก็ต้องพาลูกออกจากร้าน เด็กบางคนนอนดิ้นร้องไห้ พ่อแม่บางคนใจร้ายหน่อยก็ตีเลย 

“ผมเห็นแล้วทนไม่ไหว เลยยกเลิกสินค้าพวกของเล่น มาขายเทปแบบเต็มตัว” 

หัวอกคนเป็นพ่อทนภาพตรงหน้าไม่ได้ และหัวอกคนเป็นพ่อค้าก็ทนภาพตรงหน้าไม่ได้ เมื่อแนวทางสินค้าชัดเจน เฮียทรงสัญก็เดินเครื่องทำธุรกิจด้วยความจริงใจและเป็นมิตรกับคนฟังเพลง

“สินค้าและบริการต้องครบเครื่อง ต้องทำให้เปอร์เซ็นต์การผิดหวังน้อยที่สุด แล้วลูกค้าจะประทับใจและกลับมาร้านผมเรื่อย ๆ อีกอย่างราคาต้องไม่โขลกเขา ผมค้าขายด้วยจิตใจที่ไม่เอาเปรียบกัน 

“ผมเชื่อว่าลูกค้าตัดสินใจมาร้านผมแล้ว ผมก็ต้องมอบความสุขให้เขาอย่างถึงที่สุด”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สินค้าของร้านครบครันและติดเทรนด์เสมอ เพราะเฮียทรงสัญพยายามเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเลือกเทปเองกับมือ แถมเลือกจากหลายเจ้า หลายค่าย เพื่อให้คนเชียงใหม่มีตัวเลือกการฟังเพลงที่หลากหลาย

“สินค้าที่เอามาวางขาย ผมไม่เลือกค่ายอยู่แล้ว” เฮียพูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ “ถ้าผู้ผลิตเสนอมา ผมยินดีวางสินค้าให้ ไม่ว่าเพลงเขาจะดังหรือไม่ดัง หนังเขาจะดีหรือไม่ดี ผมอยากให้โอกาสเขา”

ไม่เพียงเป็นมิตรกับคนฟังเพลง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังเป็นมิตรกับคนทำเพลงด้วย

ช่างปั้น

“ผมปั้นศิลปินด้วยนะ” เจ้าของร้านเทปบอกความจริงที่เราไม่เคยรู้ หูตาลุกวาวไม่น้อย

“นกแล ผมปั้นมากับมือ แต่ผมไม่ได้ทำค่าย ผมปั้นศิลปินแล้วส่งให้บริษัทแกรมมี่”

“เฮียเจอนกแลได้ยังไงคะ” เราถามแมวมองด้วยความอยากรู้ (คุณเองก็คงอยากรู้น่า) 

“ผมไปเที่ยวงานวันเด็กที่กองทัพอากาศเชียงใหม่ เจอวงนกแลกำลังเล่นบองโก้ ดีดกีตาร์ ผมก็เลยติดต่อครูที่ดูแลวงว่าเป็นไปได้มั้ยถ้าฝึกให้เด็ก ๆ ตีกลองชุด ครูบอกว่าได้ แต่ไม่มีตังค์ซื้อกลองชุด

“ผมเลยให้เงินไปซื้อกลองชุด เขาฝึกจนเด็กตีกลองเป็น ไอเดียจริง ๆ เกิดจากวง XYZ โดยแนวเพลงของนกแลเป็นโฟล์กผสมสตริง จากนั้นผมก็พานกแลไปส่งให้กับ คุณเต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ ค่ายแกรมมี่ ผมไปนั่งห้องบันทึกเสียงด้วยเพื่อคุมการร้องของเด็ก ๆ และภาษาเหนือร่วมกับคุณเต๋อ มี วิชัย อึ้งอัมพร เป็นคนทำดนตรี นกแลประสบความสำเร็จมาก ดังระเบิดช่วง พ.ศ. 2528 – 2529” นักปั้นเล่าด้วยความดีใจ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

หลังจากปั้นวงนกแล เฮียทรงสัญยังปั้น ‘เดอะม้ง’ วงดนตรีเด็ก ๆ ชาติพันธุ์จากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ ด้วยแนวเพลงลูกทุ่งพร้อมหางเครื่อง แถมด้วยศิลปินเพลงคำเมืองหลายคน อาทิ เทพธารา ปัญญา มานะ, อบเชย เวียงพิงค์, วีระศักดิ์ และ วิฑูร ใจพรหม 

“ถ้าช่วงสงกรานต์อยู่เชียงใหม่ จะต้องเคยได้ยินเพลง ‘…เอาความฮักอ้ายคืนไป เอาหัวไปมาคืนเจ้า…’ (สาวจี๋ – อบเชย เวียงพิงค์) คนแต่งคือ ธินศมาศ มหานาม เขาขายลิขสิทธิ์ให้นิธิทัศน์ ผมซื้อลิขสิทธ์มาให้อบเชยกับวีระศักดิ์ร้องอีกที เพลงนี้ดังมาก ทุกสงกรานต์ต้องเปิด เป็นเพลงอมตะไปเลย”

นอกจากศิลปินพื้นเมือง เฮียทรงชัยยังทำเพลงพื้นถิ่น เพลงบรรเลงจากเครื่องดนตรีล้านนา เพลงพิธีกรรม และการเทศน์คำเมืองแบบประยุกต์ เป็นเวทีเทศน์ให้กับ ตุ๊จก หรือ ตุ๊ทองพระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสภณาราม (วัดป่าตึง) ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายแผ่นซีดีเทศน์ก็บริจาคให้กับวัดเพื่อใช้ประโยชน์

 คนทำเพลง ร้านขายเทป คนฟังเพลง

ความรุ่งเรืองของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ อยู่ในระดับท็อป ขยายสาขาเกือบ 10 จุดทั่วเมืองเชียงใหม่ นักขายบอกว่าสาขาไนท์บาซาร์ขายดีสุด ๆ และการท่องเที่ยวก็ดีสุด ๆ เช่นกัน มีลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ ซื้อทียกกล่อง กล่องละ 100 ม้วน เพราะราคาถูกกว่าบ้านเขา ขาช้อปชาวต่างชาติมีทริกลดน้ำหนักกระเป๋าด้วยการเอาตลับเทปทิ้ง เพราะน้ำหนักกล่องเยอะ เอาแต่เทปกับปกกลับประเทศ

“ตอน พ.ศ. 2525 ร้านผมบูมจริง ๆ คู่แข่งเยอะด้วย เพลงของค่ายแกรมมี่ ค่ายอาร์เอส ผมสั่งเทปที 400 – 500 ม้วน ขายหมดภายใน 2 วัน ต้องออเดอร์ตามไปอีก เมื่อผู้ผลิตมาเยือนภาคเหนือ ทิพย์เนตรเป็นร้านแรกที่เขานึกถึงเสมอ ศิลปิน นักร้อง ดาราทุกค่ายต้องแวะมาเยี่ยมร้านผม มาแนะนำตัว มาถ่ายรูป มาโปรโมต ดูข้างนอกสิ รูปถ่ายติดเต็มไปหมดเลย ศิลปินต่างประเทศก็เคยแวะมาเหมือนกันนะ”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญชี้นิ้วไปนอกห้องทำงานที่มีกรอบภาพถ่ายศิลปินสีซีดจางติดเต็มผนัง คนดังทั่วฟ้าเมืองไทยล้วนมาเยือนที่นี่ ไม่ว่าจะ แอ๊ด คาราบาว, เท่ห์ อุเทน, ฝน ธนสุนทร, โมเดิร์นด็อก ฯลฯ มองจากประตูเมืองเชียงใหม่ก็รู้ว่า ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เป็นที่รักของบรรดาศิลปินมากแค่ไหน จะว่าไปก็เป็นภาพคุ้นตาคล้ายผนังร้านข้าวต้มชื่อดังย่านสุขุมวิท ใบ้เล่น ๆ ว่าขึ้นต้นด้วย แสง ลงท้ายด้วย ชัย

“อย่าง เบิร์ด ธงไชย มาเมื่อไหร่ถนนต้องปิดถนน คนมาออเต็มหน้าร้าน ขอแค่ได้เห็นตัวจริง เทปของเบิร์ดก็ขายดี พอคนรู้ว่าจะวางขาย วันรุ่งขึ้นมาต่อคิวกันแล้ว สั่งมาพันม้วนก็ขายหมด ตอนหลังค่าใช้จ่ายคงสูง การมาเยี่ยมร้านค้าเริ่มหายไป ซึ่งร้านผมบูมอยู่ 20 ปีได้ หลังจากนั้นก็ดร็อปลง”

คิดว่าเป็นเพราะอะไร – “ช่วง พ.ศ. 2550 กว่า ๆ เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยแวะมาหาผมแล้ว ผมว่าสังคมเปลี่ยน คนเข้าถึงสื่อได้มากขึ้น ทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องมาซื้อ พอการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือสื่อมันง่าย สะดวก บริษัทเพลงก็ค่อย ๆ ลำบาก ผมหวังว่าอนาคตจะมีตัวช่วยที่ทำให้มันบูมขึ้นมาใหม่”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เราถามเฮียในฐานะคนฟังเพลง คนทำเพลง และเจ้าของร้านขาย (เทป) เพลงว่า

“สมัยก่อน เพลงดัง ไม่ดัง วัดจากอะไร” – เพราะสมัยนี้คงวัดจากยอดวิวบนยูทูบ ทะลุล้านวิว 10 ล้านวิว 100 ล้านวิว หรือเพลงฮอตฮิตติดกระแสมาก ๆ ก็กลายเป็นไวรัลในแอปพลิเคชัน TikTok

“แค่เปิดวิทยุก็รู้แล้ว” เฮียเปรย “ก่อนมีลิขสิทธิ์ ถ้าเพลงไหนดัง ร้านรับอัดเทปก็เตรียมอัดก็อปปี้กันแล้ว ยุคก่อนเขาเอาเพลงดัง ๆ มาอัดรวมกันเป็นการรวมเพลงฮิต หนึ่งม้วนมีนักร้อง 10 – 20 คน

“หลังจากมีกฎหมายลิขสิทธิ์ ‘วันละเพลง เดือนละพัน’ ก็เกิดขึ้น” – คืออะไรคะ

“เป็นการเปิดเพลงทุกวัน วันละ 1 เพลง ครบ 1 เดือนจ่าย 1,000 ดีเจได้เงินจากตรงนี้ แผ่นเสียงก็ไม่ต้องซื้อ เพราะค่ายหรือศิลปินเอามาแจกฟรีเพื่อให้สถานีโปรโมต คนจ่ายเงินคือเจ้าของแผ่น บางครั้งค่ายก็เป็นคนจ่าย จาก 1,000 เป็น 1,500 เป็น 2,000 ตอนหลังค่าเปิดแพงมากเพราะแข่งกัน

“ตอนทำเพลงของวิฑูร ผมแจก ผมก็ต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายก็พาดีเจไปเลี้ยงข้าว สร้างความสนิทสนม ผมเคยจ่าย 2,000 ก็เลิกทำแล้ว สถานีวิทยุเปิดเป็นดอกเห็ด แจกไหวได้ยังไง” คนเคยจ่ายหัวเราะ

ร้านขายเทปมีชีวิต

“ผมมองแล้วว่าธุรกิจขายเทปมันอันตราย” – เขาเคยทำนายว่ากิจการจะหมดความนิยม

“เพราะผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ผมขายเทปคาสเซ็ต ก่อนหน้านั้นมีเทปตลับแปดนิ้วสำหรับเสียบเล่นในรถยนต์ แต่มันเทอะทะ เปลืองเนื้อที่ เทปคาสเซ็ตตลับเล็ก เสียก็ซ่อมง่าย จริง ๆ ก่อนเทปคาสเซ็ตมีแผ่นเสียง แล้วก็มีแผ่นเสียงระบบ LCD Soundsystem แผ่นใหญ่กว่านิดหนึ่ง

“แล้วก็พัฒนาต่อเป็นแผ่นซีดี ระบบเสียงดีมาก เลือกเพลงได้ หลังจากนั้นเป็นแผ่นวีซีดี แผ่นดีวีดี มีทั้งภาพและเสียง ร้านผมขายแผ่นหนังด้วยนะ ปัจจุบันการฟังเพลงก็อยู่ในรูปแบบ MP3 และแฮนดี้ไดรฟ์ ข้อดีคือใส่เพลงได้เยอะมาก เสียบฟังบนรถยนต์ได้ ขับรถจากเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ฟังได้ตลอดทาง” เจ้าของธุรกิจอธิบายให้เราฟังอย่างคนเข้าใจธุรกิจและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ณ วันนี้ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ นำแผ่นเสียง (จากค่ายแกรมมี่) กลับมาขายเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเทรนด์แผ่นเสียงกำลังได้รับความนิยมจากคนฟังเพลง มีบาร์แผ่นเสียงเกิดขึ้นมากมายพอ ๆ กับดีเจเปิดแผ่นเสียง แถมดีเจแต่ละคนก็มีแนวเพลงถนัดเฉพาะตัว ยิ่งทำให้เพลงและวงการแผ่นเสียงสนุกขึ้นไปอีก

หวังว่าการกลับมาของแผ่นเสียงจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เติมความสดใสให้เจ้าของกิจการขายแผ่นเสียง เจ้าของกิจการขายเครื่องเล่นแผ่นเสียง รวมถึง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“จริง ๆ พ.ศ. 2556 – 2557 ผมเริ่มวางมือแล้ว สังเกตจากคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมาซื้อ เขาเน้นโหลด เลยบอกให้แม่บ้าน (ภรรยา) มาดูแลต่อ ผมขอวางมือ วางมือมา 7 – 8 ปีแล้ว” ชายวัย 66 พูดยิ้ม ๆ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

แม้ร้านขายเทป-ซีดีเก่าแก่แห่งนี้จะเงียบเหงาไปบ้างหากเทียบกับอดีต แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือคนฟังเพลงไม่ได้หายไป เราเห็นคุณลุง คุณป้า แวะเวียนมาดูแผ่นเพลงที่ร้านอยู่บ้าง มีครั้งหนึ่งเรายืนคุยกับพนักงาน เขาพูดประโยคชวนคิดว่า ‘เทปและแผ่นซีดีไม่มีวันตาย’ – คงจริง ตราบใดที่ยังมีคนฟังเพลง

เราถามเฮียทรงสัญถึงความเชื่อที่เราได้ยินได้ฟังมา – “เฮียเชื่อแบบนั้นมั้ยคะ”

“ไม่ตายอยู่แล้ว มนุษย์ต้องดูหนัง ฟังเพลง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แม้กระทั่งคนเจ็บ คนป่วย ก็ยังต้องฟังเพลง ดอกไม้ สัตว์เลี้ยง ก็ยังต้องฟังเพลง พอฟังแล้วไก่ออกไข่เยอะขึ้น ดอกไม้ก็สดชื่นเบ่งบาน

“ความจริงผมต้องปิดกิจการแล้วนะ ร้านอยู่ไม่ได้ ขาดทุนทุกเดือน” เฮียทรงสัญพูดความจริง ภายใต้ประโยคชวนเศร้าแต่น้ำเสียงของชายผู้นี้กลับไร้กังวัล เขาไม่ปล่อยให้เราฉงนนาน ก่อนจะเล่าเสริม

“ผมพอจะมีรายได้จากทางอื่นอยู่บ้าง และผมอยากอนุรักษ์ร้านนี้เอาไว้ เผื่อวันใดวันหนึ่งมันจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ตอนนี้ในภาคเหนือเหลือร้านผมร้านเดียวแล้วนะ เคยมีคนใช้คำว่า ‘ลมหายใจที่ยังเหลืออยู่’ กับร้านผม ไม่ว่าคนลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน เวลามาเที่ยวเชียงใหม่เขาก็จะแวะมาซื้อ

“ทุกวันนี้ลูกค้าผมมีแต่คนแก่ทั้งนั้น” เขาหัวเราะ “ผมรู้สึกโชคดีและเขาเองก็โชคดีที่ยังคิดถึงกันและกัน ลูกค้าบอกผมเสมอว่า ‘อย่าปิดร้านนะ’ ‘อย่าเลิกนะ’ เพราะเขาไม่รู้จะหาซื้อได้ที่ไหน” – นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญให้ร้านขายเทป-ซีดีแห่งนี้ไม่ยอมปิดตัวตลอดระยะเวลา 42 ปีของการดำเนินธุรกิจ

ลมหายใจของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังไม่รวยริน ตราบใดที่เสียงเพลงไม่หายไปจากโลก

การมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ทำให้เราเชื่อมั่นมากว่า การใช้หัวใจดำเนินธุรกิจ สำคัญพอ ๆ กับการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธุรกิจ, และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของร้านขายเทปเก่าแก่ที่ยังมีชีวีต

Lessons Learned

  • จงศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดก่อนลงมือทำธุรกิจ
  • จงทำธุรกิจอย่างคนเข้าใจธุรกิจ (ที่ตนเองทำ) มีข้อดี คือ เข้าใจสินค้า แนะนำลูกค้าได้
  • จงทำธุรกิจอย่างเป็นมิตรและจริงใจกับต้นน้ำและปลายน้ำ 
  • จงมองการณ์ไกล (มีแผนสำรอง) หากยังอยากรักษาธุรกิจที่รักในวันที่ใกล้หมดความนิยม
เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

ที่ตั้ง : 228 ถนนทิพย์เนตร ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 19.30 น. 

โทรศัพท์ : 0 5327 7210

Facebook : ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่ Music & Movie

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load