“To lead a better life, I need my love to be here…”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่อยู่ๆ เพลง Here, There and Everywhere ของ The Beatles ก็บรรเลงขึ้นมา

‘แหม โรแมนติก’ เราคิดในใจคนเดียว

คงจะมีแต่ความรักที่ผลักดันชีวิตใครสักคนให้เริ่มต้นได้ มีคนหนึ่งคนที่เรารู้จัก และอยากแนะนำให้คุณรู้จัก เขาก็คือ คุณเอท-ณัทธร รักษ์ชนะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Karmakamet และ Everyday Karmakamet ที่ใครหลายคนรัก ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ การขยับขยายแบรนด์จากการเป็นแบรนด์สินค้าคุณภาพ สู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ในแบบที่หลายๆ แบรนด์ชื่อดังในโลกกำลังทำอยู่

ล่าสุด Everyday Karmakamet กำลังจะเปิดเสื้อผ้าคอลเลกชันแรก ‘Everyday Wear’ นั่นแปลว่า แบรนด์ไลฟ์สไตล์น้องใหม่แบรนด์นี้กำลังพูดถึงชีวิตที่ครบถ้วนปัจจัยทั้งสี่ ได้แก่ เสื้อผ้า ที่กำลังจะเปิดตัวด้วยคอลเลกชันนี้กลางเดือนมิถุนายน ก่อนจะเปิดตัวคอลเลกชันเสื้อผ้าของ Karmakamet (คามาคาเมต) ในช่วงต้นปีหน้า ยารักษาโรค ซึ่งก็คือเครื่องหอมทั้งจาก Karmakamet และ Everyday Karmakamet อาหาร ซึ่งได้แก่ ร้าน Karmakamet Diner ที่สุขุมวิท 24 และปัจจัยสุดท้าย ที่อยู่อาศัย โดยจะเปิดตัวสินค้าของแต่งบ้านที่เราขอรับรองเลยว่าคุณต้องปฏิเสธไม่ลง

อ่านถึงตรงนี้ แล้วถ้าใครอยากจะ pause ไว้ก่อน เพื่อนั่งรถไฟฟ้าไปสาขาใดสาขาหนึ่งของ Karmakamet และ Everyday Karmakamet ก็ทำได้เลย เรารอได้นะ

“เวลาคนถามเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ เรามักจะผงะ (หัวเราะ) เพราะเราเคยเชื่อว่าโลกธุรกิจจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น มีข้าวกิน มีบ้านหลังใหญ่ แต่ไม่มีผู้คนรอบข้าง เหมือนเราชกมวยให้ตาย ชนะก็จริง แต่ก็ทายาคนเดียว ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเลย จากที่เคยคิดว่าชีวิตที่สมบูรณ์นั้นต้องแยกระหว่างธุรกิจและเรื่องส่วนตัว เรากลับพบว่า ไม่ใช่  ทั้งหมดคือหนึ่งเดียว เราเรียกทั้งหมดนี้ว่าชีวิต”

Karmakamet, เอท-ณัทธร รักษ์ชนะ
Karmakamet, เอท-ณัทธร รักษ์ชนะ

The Edge of Glory

จากเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งผู้หลงใหลในศิลปะและอ่านนิตยสาร Vogue ของแม่มาตั้งแต่เด็ก

เรียนรู้และเข้าใจข้อตกลงที่เรียกว่าความสวยงามแบบสากลมาโดยตลอด

ก่อนจะเข้าสู่โลกการทำงานจริงในตำแหน่งนักออกแบบตกแต่งภายในและพบว่าสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเขามีมากเกินกว่าสิ่งที่ใครบอกให้เขาทำ จากนั้นก็มีโอกาสทำงานออกแบบเครื่องแต่งกายให้ภาพยนตร์เรื่อง องคุลีมาล (พ.ศ. 2546) จนได้รับรางวัลและเงินจำนวนหนึ่งซึ่งต่อมาได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจเครื่องหอม

“หลังจากได้รับเงินรางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายในตอนนั้น เราตั้งใจจะหนีไปอยู่กับเพื่อนที่ดาร์จีลิง (ประเทศอินเดีย) สักพักนะ วางแผนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนไป เพื่อนของเราอีกคนหนึ่งที่ทำหนังมาด้วยกันไปเจอร้านที่ตลาดนัดจตุจักร เขาถามเราว่าเราจะหนีไปไหน เราหนีไป เราก็ต้องกลับมาสู้ ทำไมไม่สู้เลยตอนนี้ จากที่จะไปดาร์จีลิงเลยตัดสินใจกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด ได้เจอกระดานชนวนที่เอาไว้คลึงธูป เพราะบ้านเราทำธูปมาก่อน เลยได้ความคิดว่าหรือทำธูปขายดีไหม ตอนนั้นกระแส Aromatherapy กำลังมา มันเป็นช่วงที่เราไม่มีอะไรต้องเสีย เรามีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือกลับไปอยู่ในระบบแล้วโดนเขาเขย่าหัว หรือสร้างโลกของเราขึ้นมาเอง ดังนั้นชีวิตการทำธุรกิจของเราช่วงแรกจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการเอาตัวรอด ทำอย่างไรก็ได้ให้ร้านเราอยู่ได้โดยไม่ต้องคิดถึงธุรกิจ ในที่สุดได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญ ผลลัพธ์จากการดำเนินการที่ล้มเหลวในครั้งนั้นสร้างความกลัวในใจจนเราเฆี่ยนตีทุกคนโดยไม่รู้ตัวเพื่อทำให้เราได้สิ่งที่เราอยากได้ นั่นคือคำว่าธุรกิจที่เราในอดีตรู้จัก

“จนวันหนึ่งเรารู้สึกไม่โอเค ธุรกิจใหญ่ขึ้นจริง แกร่งขึ้นจริง มีคนชื่นชมมากขึ้นจริง แต่ไม่ได้ประสิทธิผลอะไรนะ ไม่ได้ส่งผลใดๆ ในเชิงจิตวิญญาณ ในวันนั้นหันไปก็ไม่เหลือใครแล้ว เหลือแต่ตัวเราคนเดียว เราก็เริ่มพิจารณาตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในที่สุดเราก็เปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่หมด จากเดิมที่เราทำทุกอย่างในองค์กร ทุกวันนี้เราเป็น Creative Director เต็มตัว งานของเราคือการไม่อยู่กับพื้นที่ปัจจุบัน แต่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ให้กับองค์กรและชีวิตทุกคนในทีมของเรา”

Karmakamet, เอท-ณัทธร รักษ์ชนะ

Born This Way

“สิ่งหนึ่งที่เราทำมาตลอด คือเราไม่เคยเดินตามใคร ถ้าเป็นมวย ถ้าน้ำหนักเราไม่ถึง เราก็ไม่สนใจนะ เราชกมวยเป็น เราก็ชกอยู่ริมสังเวียนนั่นแหละ คือไม่เล่นสังเวียนคนอื่น ใครอยากแข่งให้เขาลงมาแข่งกับเรา ต่อให้บนเวทีเขาชกกันสนุกสนานแค่ไหน ถ้าเวทีมวยวัดของเราดีจริงคนก็หันมาดูเวทีเราเอง (หัวเราะ) เราเป็นพวกสร้างเวทีตัวเอง อยู่ในความเชื่อตัวเอง แล้วมันก็พิสูจน์ได้นะ

“ก่อนหน้านี้แบรนด์เครื่องหอมทุกแบรนด์ในบ้านเรามีวิธีการสื่อสารเหมือนกันๆ ซึ่งได้ผลในโลกยุคหนึ่ง เราวิเคราะห์สิ่งนี้ตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ เราแทบจะไม่มีโฆษณาลงสื่อสิ่งพิมพ์เลย เราใช้วิธีเชื่อมต่อและสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าของเราโดยตรง นั่นคือรูป รส กลิ่น เสียง ในร้าน Karmakamet เราไม่เคยเปิดบูท เราเป็นร้านเลย เพราะเราเชื่อมั่นในพลังของอายตนะทั้ง 5 เราทำแบบนี้ตั้งแต่วันแรก ลูกค้าที่เข้าร้านมาอย่างน้อยต้องเลือกหยิบสินค้าสักชิ้นแน่ๆ แค่นั้นเลย”

Karmakamet

Nothing at All

“สิ่งที่ Karmakamet ทำ เราเชื่อในจุดประสงค์และที่ว่าง เชื่อว่าชีวิตมีแค่นั้น ชีวิตไม่มีอะไรเลย nothing at all และบทพิสูจน์ก็คือ เราอยู่ได้ อาจไม่ทะลุเป้าแต่เราก็มีความสุข เราอาจยังบอกไม่ได้นะว่า เราจะพาแบรนด์นี้ไปสู่จุดไหน ทั้งหมดที่เกี่ยวกับธุรกิจของเราในตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับโลกภายนอกเลย เราต้องการทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตผู้คนของเรามีความเป็นไปได้สูงสุด ความเป็นไปได้ในชีวิตเขาจะสร้างความเป็นไปได้ให้แก่องค์กรอีกทอดหนึ่งอย่างยั่งยืน แต่แน่ละความยั่งยืนนั้นๆ มันก็มาจากการเป็นส่วนหนึ่งคือการรักในสิ่งที่ทำของทีมงานด้วย”

I Love My Life

ในขณะที่แบรนด์ Everyday Karmakamet พูดถึงเรื่องตัวเรากับโลกข้างนอกและการเชื่อมต่อกันด้วยความรัก ไม่ตัดสิน ไม่แบ่งแยก อนุญาตให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น อนุญาตให้โลกเป็นแบบที่โลกเป็น ซึ่งในที่สุดแล้วทั้งสอง แบรนด์นี้พูดถึงความเชื่อเดียวกัน คือการไปสู่จุดประสงค์ชีวิตอย่างการสงบสุข

“เราตั้งใจให้แบรนด์ Everyday Karmakamet เชื่อมต่อคนรุ่นใหม่ให้เข้าสู่ Karmakamet ในอนาคต ความเชื่อของ Everyday Karmakamet คือ I love my life หรือ ‘ชีวิตที่ฉันรัก’ ซึ่งก็คือผู้คน เราเชื่อมต่อเขาด้วยหัวใจและความซื่อตรงต่อกัน ก่อนจะมาถึงจุดที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘แล้วชีวิตคืออะไร’ ซึ่งแบรนด์ Karmakamet จะตอบคำถามนี้ได้ว่าชีวิตไม่คืออะไรเลย”

Karmakamet

To Lead A Better Life, I Need My Love to Be Here

“โดยทั่วไปเวลาแบรนด์ใดๆ จะสร้างสไตล์ของเสื้อผ้า เขาจะกำหนดแนวทางชัดเจนเพื่อจำแนกกลุ่มเป้าหมายไปในตัว ว่าผู้คนแบบนี้เป็นฉัน ผู้คนแบบนี้ไม่ใช่ และฉันจะไม่ยอมรับผู้คนแบบอื่น แต่เราไม่เป็นอย่างนั้น Everyday Karmakamet เชื่อมต่อผู้คนด้วยเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยพลังของการชื่นชมชีวิตไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดๆ นั่นหมายความว่า คนทุกรูปแบบสามารถเป็น Everyday Karmakamet และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุข ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบแนวสตรีท แนวฮิปฮอป แนวมินิมอล หรือแนวทางใดๆ เนื่องจากโลกเราชอบจำแนก ชอบเปรียบเปรย สิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ทำให้คนไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เสื้อผ้าของ Everyday Karmakamet ไม่ได้บอกว่าเราคือใคร เพียงแต่ทุกตัวมีกลิ่นอายของความรักชีวิต เต็มไปด้วยการมองโลกในแง่บวก

“แฟนๆ Everyday Karmakamet รู้ดีว่าเรามีสัญลักษณ์ประจำ 3 – 4 แบบ ได้แก่ ‘หน้ายิ้ม’ แทนการมองโลกในแง่บวก ‘I love my life’ แทนชีวิตที่ฉันรัก ‘หัวใจ’ แทนการเต็มไปด้วยความรัก และไอคอนสุดท้ายเป็นใหม่ล่าสุด ‘สายรุ้ง 6 สี’ แทนเรื่องความเท่าเทียม ในขณะที่ตัวรูปแบบเสื้อผ้าจะมี 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม DNA เป็นสินค้าจากลายจากสัญลักษณ์ กลุ่ม Collection นำเสนอเรื่องราวตามแต่ละวาระโอกาส ซึ่งครั้งนี้เราจะพูดเรื่อง make love not war ที่มีใจความสำคัญเรื่องชีวิตไม่ใช่สงคราม ชีวิตคือความรัก และกลุ่มสินค้า Basic เรียบง่าย และใครที่ชอบกระเป๋า pantone ครั้งนี้จะออกมาอีก 20 สี 20 อาชีพ เป็นผ้ากันน้ำด้วย”

Karmakamet

Anything You Can Do

เขาบอกเราว่าสิ่งที่ทำทั้งหมดนี้เกิดจากการเรียนรู้อย่างหนักและใช้เวลา “เราใช้เวลาที่ตื่นมาตอนเช้าไปจนถึงเที่ยงวันอ่านสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา เฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง มีคนจำนวนมากที่อยากเติบโตเร็วๆ แต่วันหนึ่งเขาใช้เวลากับการสะสมข้อมูลในตัวเองน้อยมาก วิธีคิด มุมมอง ก็แตกต่างกันแล้ว เราจึงบอกเสมอถ้าใครทำงานกับเราแล้วอยากชนะเรา คุณต้องใช้เวลาสะสมข้อมูลในแต่ละวันให้มากกว่า

“ธุรกิจนี้ทำให้เราค้นพบความหมายของการมีชีวิตมีคุณค่า สำหรับเราคือการให้พลังกับคนอื่นแล้วพลังก็กลับมาสู่ชีวิตเรา ข้อนี้แหละเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดจากการทำธุรกิจ เพราะฉะนั้น เราถึงบอกว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่ธุรกิจแต่เป็นชีวิตของเรา

“ศึกษา ตั้งคำถาม และทำงานให้หนัก ผลของการทำงานหนักจะพาให้เราจะหลุดจากกรอบโลกที่เราอาศัยอยู่ไปสู่โลกใหม่ๆ ลองสังเกตคนที่ยอดเยี่ยมในโลกนี้ เขาไม่อยู่ภายใต้กรอบที่โลกเป็น คนพวกนี้ทำงานหนัก ทุ่มเทอยู่ในโลกที่เหนือออกไป และความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้มาจากพื้นที่รกๆ นะ แต่มาจากพื้นที่ว่างเปล่าและสิ้นข้อสงสัย ถ้าเราไม่สามารถปรับชีวิตเรา ปรับความคิดเราให้ว่างเปล่า ยอมรับโลกที่มันเป็นในแบบที่มันเป็น และมัวแต่โทษสิ่งต่างๆ ไม่ยอมอภัย ถือไว้ เราก็ไม่ว่างเปล่าและสิ่งใหม่ก็เกิดไม่ได้” เขาไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจด้วยความรัก

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่บทความนี้เขียนขึ้นขณะอยู่ในร้าน Everyday Karmakamet ที่สาขาสีลม

 

The Rules: All of Nothing at All

1. ศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าถึง
2. ทำงานให้หนัก
3. เมื่อค้นพบสิ่งที่ยอดเยี่ยมในชีวิตแล้วให้สร้างโครงสร้างที่สอดคล้องนี้ในชีวิต

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ย้อนเวลาไปเมื่อ 2 ปีก่อนได้เกิดธุรกิจบริการรับ-ส่ง เลือดใหม่ชื่อ ‘Go MAMMA’ บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุไปยังที่ต่างๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักไม่ใช่ผู้ใช้ แต่เป็นลูกหลานที่อยากให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายเดินทางอย่างปลอดภัย

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

Go MAMMA ทำงานด้วยหลักการสั้นๆ เพียงหนึ่งวลี คือ ‘ไว้ใจได้’ เน้นจุดขายเรื่องความสบายใจ เป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกหลานและผู้สูงอายุใช้บริการขนส่ง โดยมั่นใจได้ว่าสะดวก ปลอดภัย ไร้กังวล และเป็น Senior Taxi เจ้าแรกของไทยที่มีความเชื่อว่า 

“ธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่การช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิต แต่คือการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีไลฟ์สไตล์ที่อยากได้จริงๆ” 

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

The Cloud เปิดออฟฟิศพูดคุยกับ เป้-รสรี ซันจวน หนึ่งในผู้ก่อตั้งที่พลิกไอเดียแท็กซี่หลากสีธรรมดาๆ ให้กลายเป็น Senior Taxi สัญชาติไทยที่วิ่งให้บริการทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมาแล้วกว่า 2 ปี

Pain Point ของตัวเอง + Pain Point ของผู้ใช้

ปมที่มาของ Go MAMMA เกิดจากคุณป้าของเป้ที่เป็นสาวโสด จะเดินทางไปไหนทีต้องรอหลานๆ พาไป ซึ่งหลานทั้ง 6 คนต่างก็มีงานและครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ ครั้นจะจ้างคนขับรถก็ดูเกินความจำเป็น บังเอิญธุรกิจของสามีเป้เปิดอู่แท็กซี่อยู่แล้ว จึงลองเรียกแท็กซี่เข้ามารับคุณป้าไปทำธุระ เลือกเฉพาะที่ไว้ใจได้เพื่อคอยรับ-ส่ง ผ่านไปสักพักคุณป้าเริ่มชินและคุ้นเคย

“พอทำแบบนี้มาสักพักดูเขาแฮปปี้ขึ้น แรกๆ เขาก็ไม่ค่อยอยากไปนะ เพราะเขาไม่คุ้น ส่งใครมารับก็ไม่รู้ แต่พอเขาเริ่มเดินทางไปหลายครั้ง แล้วเราพยายามให้เป็นคนขับรถคนเดิม ความกังวลก็น้อยลง” 

จุดเริ่มต้นที่เกิดจากการแก้ปัญหาของตัวเอง บวกกับประสบการณ์จากการทำงานบริการดูแลเด็กกว่า 15 ปี ทำให้เห็นว่ายังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งในบ้านที่มักจะถูกละเลย 

“มีคุณตาคุณยาย จะมาเยี่ยมเยียน มาหาหลาน หรือบางทีบ้านคุณตาคุณยายอยู่ข้างบ้าน เขาก็เล่า Pain Point ผู้สูงอายุในบ้านให้เราฟัง ซึ่งเหมือนบ้านเราเลยนะ ไหนๆ เราทำให้บ้านเราแล้ว ก็ทำให้บ้านคนอื่นเลยแล้วกัน”

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

ก่อนจะเป็น Senior Taxi

“ธุรกิจเดิมที่ทำชื่อ Bangkok Nanny Center ตอนนั้นดูแลแค่เด็กอย่างเดียว เราจัดส่งพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์ ผ่านการอบรมแล้ว ส่งให้ไปดูแลลูกของลูกค้าที่บ้าน มีหลักสูตรอบรมคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เพื่อไปดูแลลูกของตัวเอง” 

เป้บอกกับเราว่าเคยมีความคิดจะทำ Nursing Home ให้ผู้สูงอายุ เธอไปดูงานกว่า 10 ที่ แต่ภาพที่เห็นไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ทำต่อ ไม่ใช่บ้านที่มีผู้สูงอายุในบรรยากาศแจ่มใส แต่กลับเป็นภาพผู้ป่วยติดเตียง คุณย่าคุณยายวัยชรากับแววตาเศร้าสร้อย 

นั่นไม่ใช่ภาพที่เธออยากให้เป็น ธุรกิจที่เธออยากทำจึงต้องแก้ปัญหาและช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ประเด็นตั้งต้นของเธอจึงเป็นการสำรวจอินไซต์ของคนในบ้านทั้งฝั่งลูกหลานและผู้สูงอายุ ทำให้รู้ว่าที่จริงแล้วผู้ใหญ่ในบ้านก็อยากออกไปทำกิจกรรมข้างนอกเหมือนกับคนวัยอื่น อยากไปไหนมาไหนด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็เกรงใจลูกหลานที่ต้องสละเวลางานไปรับไปส่ง

ส่วนลูกหลานในบ้านไม่มีใครอยากทิ้งพ่อแม่ให้เหงา แต่ด้วยหน้าที่การงานและภาระที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้คนสองกลุ่มค่อยๆ ห่างกันทีละน้อยๆ 

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

“เราพยายามทำให้ช่องว่างระหว่างวัยแคบที่สุด ถ้าทำให้ไม่มี Gap เลยเป็นไปไม่ได้ แต่ทำยังไงให้ตัวลูกหลานไม่รู้สึกว่าเขาทิ้งพ่อแม่ เขาจะหาบริการที่ทำแทนเขาได้ โดยต้องเป็นบริการที่ไว้ใจได้และสบายใจที่สุด เพื่อลดความรู้สึกผิดในตัวลูกหลาน ส่วนตัวผู้สูงอายุเองก็อยากให้ลูกหลานไปด้วย ทำยังไงให้ลูกหลานรู้สึกว่าแม่ไปกับคนอื่น แล้วแม่สบายใจจริง ๆ 

“ไม่ใช่ปากบอกว่าสบายใจ แต่ต้องสบายใจจริงๆ” 

แตกต่างด้วยบริการและความใส่ใจ

บริการของ Go MAMMA คือบริการรถแท็กซี่รับ-ส่ง ที่ไม่เหมือนกับแท็กซี่ทั่วไป 

“เราไม่ได้เป็นแค่การเดินทางในการรับ-ส่ง แต่เราต้องการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เหมือนสร้างอิสรภาพในการเดินทาง สร้างความอุ่นใจ และลดความกังวลให้กับลูกหลาน ให้เขายังคงประชุมงานต่อได้ ยังทำมาหากินได้”

สิ่งที่ลูกค้าจะได้จากบริการนี้จึงมี 2 อย่าง หนึ่ง ความอุ่นใจและความสบายใจของผู้ใช้งานอย่างผู้สูงอายุ และสอง ความไร้กังวลของลูกหลาน ที่ไม่ต้องพะวงว่าครอบครัวที่เขารักจะเดินทางไปกับใคร 

การเรียกใช้บริการ เพียงแค่คุณยกโทรศัพท์ขึ้นมาจองรถผ่านระบบ Call Center ระบุเป้าหมายการเดินทาง ระบุตำแหน่งที่ต้องการให้รถไปรับ-ส่ง จากนั้นชำระเงิน แล้วนั่งรอสบายๆ ให้รถมารับ แม้ลูกหลานไม่ได้ไปด้วยก็วางใจได้ เพราะรถทุกคันติดตั้งระบบ Tracking พร้อมระบบแชทโต้ตอบกับคนขับ แจ้งสถานะการเดินทาง คนขับจะช่วยดูแลการขึ้น-ลงรถได้อย่างปลอดภัย เพราะผ่านการอบรมการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ มีสเปรย์เช็ดพื้นผิวสัมผัส เจลล้างมือ แมสก์ปิดจมูก พร้อมมีกระดาษทิชชูและน้ำเตรียมไว้ให้ลูกค้าด้วย

ลูกค้าที่เดินทางไม่สะดวกหรือต้องนั่งรถเข็น ก็เรียกใช้บริการผู้ดูแลเพิ่มได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง สามารถเรียกใช้บริการได้ 2 รูปแบบ ทั้งแบบเที่ยวเดียวและรอรับกลับ 

“ถ้าวันหนึ่งเรามีจุดแข็ง มันจะกลายเป็นจุดอ่อนได้ แต่สิ่งที่ Go MAMMA ทำ คือสร้างความแตกต่าง เป็นความแตกต่างที่ไม่ใช่ระหว่างเรากับคู่แข่งนะ เราสร้างความแตกต่างในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ลูกค้าต้องการแบบไหน เราทำแบบนั้น”

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน
Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

ไม่ใช่ใครก็ทำได้

ประสบการณ์ที่ผู้ใช้บริการจะได้รับ ไม่ใช่แค่การบริการ แต่ยังได้ความสบายใจ 

พนักงานขับรถและผู้ดูแลของ Go MAMMA ทุกคน ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติอย่างเข้มข้นมาแล้ว พวกเขาต้องไม่มีปัญหาการเงิน ไม่มีประวัติอาชญากรรม และต้องผ่านการอบรม ทั้งเรื่องการปฐมพยาบาล การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และจิตวิทยาผู้สูงอายุ 

หลังจากนั้นพวกเขาต้องผ่านการประเมินอีกครั้ง เพื่อให้พร้อมสำหรับการให้บริการลูกค้า ซึ่งทีมเทรนนิ่งหรือผู้ที่ให้ความรู้แก่พนักงานทุกคน ประกอบด้วยนักกายภาพดูแลเรื่องการเคลื่อนย้าย อาจารย์จากโรงพยาบาลศิริราชผู้เชี่ยวชาญเรื่อง CPR พยาบาลอายุรกรรม การทำความสะอาด ที่มาของโรคและผลข้างเคียง การวัดความดัน รวมถึงนักจิตวิทยา

“ถ้าเป็นคนขับแท็กซี่จะต้องตามกฎของสหกรณ์ ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ มีใบรับรองเพื่อคัดกรอง ผู้ดูแลต้องมีประสบการณ์ในการดูแลผู้สูงอายุมาก่อน ต้องจบอย่างน้อยผู้ช่วยพยาบาล เราไม่ได้รับลักษณะที่เคยมีประสบการณ์ดูแลย่ายายที่บ้าน แค่นั้นไม่พอ 

“รถที่ใช้คือรถเช่าซื้อ ไม่ได้เป็นรถกลับที่พอเขาเช่าเสร็จก็คืน รถไม่ใช่ของเขา ความอันตรายมีสูง เพราะเราไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เขาไม่รักษารถด้วย แต่รถที่เราใช้ คนขับเป็นเจ้าของรถเอง เขาจะรักษารถ เวลาขับไม่ฉวัดเฉวียนมาก เพราะว่าเป็นรถของตัวเอง”

หัวใจแห่งการบริการคืออันดับ 1 ความสามารถคืออันดับ 2

เพราะพนักงานคือคนที่อยู่ใกล้ลูกค้า และสะท้อนความใส่ใจของแบรนด์ได้มากที่สุด การคัดเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นพนักงานจึงต้องผ่านขั้นตอนมากมาย เป้เล่าว่าเธอไม่ได้เลือกแค่คนมีความสามารถ แต่เธอเลือกคนที่ทัศนคติ ถ้ามีใจในการบริการแล้ว พวกเขาก็จะพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ดูแลลูกค้าที่มาใช้บริการได้เหมือนกับดูแลญาติผู้ใหญ่ของตัวเอง 

“เรารู้อยู่แล้วว่าการทำงานกับคน Mindset เป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่ทักษะพัฒนาได้ เพราะฉะนั้น เวลาคัดเลือก เราเลือกจาก Mindset ก่อน เพราะใช้เวลาอบรมแค่วันสองวันแล้วจะเปลี่ยนเขาเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ 

“ถ้า Mindset เขาได้ ความคิดเขาดี เขาจะเข้าใจ พฤติกรรมเขาจะแสดงออกเอง เขาทำเพราะใส่ใจ เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร ไม่ใช่เพราะว่าบริษัทมีกฎให้ทำตาม แล้วเราค่อยมาเติมทักษะที่จำเป็น”

 ดูแลกันในวันที่สถานการณ์ยังน่ากังวล

นอกจากรองรับการเดินทางของผู้สูงอายุเพื่อไปพบหมอ ไปโรงพยาบาล ไปพบปะสังสรรค์ ยังมีบริการพาไปฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นอีกทางเลือกให้กับลูกหลาน ในวันที่การรับวัคซีนยังระบุความแน่นอนเพื่อไปลางานไม่ได้ ที่สำคัญ Go MAMMA เน้นความปลอดภัยสูงสุด โดยปฏิบัติตามคำแนะนำในการเดินทางอย่างเคร่งครัด 

“เรามีทั้งหมดสี่มาตรการ คือ ฉีดพ่นทำความสะอาดทุกวัน ทำความสะอาดพื้นผิวภายในรถหลังจากที่ผู้โดยสารลงไปแล้ว ใส่แมสก์ตามปกติ และใช้เจลแอลกอฮอล์ โควิด-19 รอบแรกเราติดแผ่นกั้นแบบใสไปแล้ว แต่ไม่ค่อยปลอดภัย เนื่องจากว่าเชื้อเปลี่ยน เราก็เลยต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ไปด้วย”

เป้และบริษัทได้เฟ้นหาวัสดุที่จะดูและทั้งพนักงานขับรถและลูกค้า ด้วยการติดแผ่นกั้นมาตรฐาน SCG ระหว่างคนขับและผู้โดยสาร พร้อมทั้งจัดหาวัคซีนที่ดีให้กับพนักงานทุกคน เพราะนอกจากการดูแลผู้โดยสารให้ปลอดภัย คนขับและพนักงานทุกคนก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด เนื่องจากพวกเขาคือคนที่ต้องดูแลคนอื่นให้ไกลจากโรคและปลอดภัยจากความเสี่ยง

“อุปกรณ์เบื้องต้นในการป้องกันโควิด-19 เรามีให้หมด บอกวิธีการป้องกันตัวของเขาด้วย มีการจองฉีดวัคซีนให้ พนักงานขับรถก็ทยอยฉีดกันอยู่ แต่คนขับไม่ต้องจองเอง เราจองให้”

โตช้าแต่มั่นคง และโตไปด้วยกันทั้งระบบ

Go MAMMA เปิดให้บริการในช่วงที่เริ่มมีสถานการณ์โรคระบาด และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการบอกต่อแบบปากต่อปากของลูกค้า หากเทียบกับธุรกิจในแวดวงเดียวกัน ถือเป็นการก้าวเดินด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก แต่ทุกก้าวล้วนเป็นก้าวที่มั่นคง 

“ในแต่ละสเต็ปที่เราก้าว บริการที่เราให้ถ้าเกิดความผิดพลาด ต้องไม่มีคนได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เราทำ เราก้าวแต่ละก้าวแบบเอาช้าแต่ชัวร์ ในช่วงสองปีแรกค่อนข้างช้า เพราะกว่าเราจะคิดคอนเซปต์ กว่าจะบอกว่าเราเป็นบริษัทเพื่อการเดินทางนะ แต่ไม่ใช่แค่ปลอดภัยเฉยๆ บางทีลูกค้าต้องการทั้งความปลอดภัยและความสบายใจ เราต้องการไปถึงจุดนั้น เราถึงต้องพัฒนาการบริการ ต้องปรับตัวให้ตอบโจทย์เรื่องความไว้ใจ เราทำงานมาเกือบปีกับแค่เรื่องนี้ แล้วเวลาเราคิด เราคิดจากมุมของลูกค้าเสมอ มันเลยทำให้เราใช้เวลาค่อนข้างเยอะ” 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่านี่คือเรื่องราวของสตาร์ทอัพรถรับ-ส่งผู้สูงอายุ แต่สำหรับเป้ ธุรกิจนี้ไม่ใช่สตาร์ทอัพ แม้จะมีคอนเซปต์ตั้งต้นคือ Pain Point เหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือการค่อยๆ โตขึ้นจากเสียงตอบรับของลูกค้า และสิ่งที่นอกเหนือไปจากการเติบโตอย่างมั่นคงของธุรกิจแล้ว พนักงานทุกคนคือฟันเฟืองที่หมุนให้ธุรกิจดำเนินไปได้ Go MAMMA จึงดูแลพนักงาน เฉกเช่นเดียวกับที่พนักงานดูแลลูกค้า 

“เราไม่ได้แค่ดูแลและยกระดับชีวิตผู้สูงอายุ เราดูแลยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานแท็กซี่ด้วย ว่าเขาอยู่กับเรา เขาเสียสละดูแลผู้สูงอายุที่อาจจะเหนื่อยหน่อย แค่รับทั่วไป จอดรถเสร็จมีคนขึ้นไปเลยง่ายกว่า แต่นี่คือคนขับต้องลงจากรถมาให้บริการ ขึ้นรถเสร็จถึงที่หมายต้องลงจากรถมาให้บริการอีก มันใช้พลังงานเยอะกว่า เราจึงดูแลพนักงานขับรถด้วย ว่ารายได้ที่เขาได้ต้องเพียงพอ ช่วงนี้คนขับรับงานเราสองถึงสามเคสก็กลับบ้านได้เลย เพราะพอกับค่าเช่าที่เขาต้องจ่ายรายวัน” 

ขอเป็นธุรกิจที่อยู่ดูแลตามช่วงชีวิตของลูกค้า

“Go MAMMA ไม่ได้ออกแบบธุรกิจมาแค่ปีถึงสองปี เราอยู่ไปตามวัฏจักรของลูกค้า เวลานี้เขาอายุห้าสิบห้า อีกห้าปีข้างหน้าเขาจะหกสิบ เราเองถึงจุดนั้นก็อยากเป็นบริการที่คนจะนึกถึงเมื่อพูดเรื่องบริการผู้สูงอายุ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่ในแง่ของการดูแลและความเข้าใจผู้สูงอายุ”

เป้กล่าวกับเราด้วยแววตาที่มุ่งมั่น 

สิ่งที่เธออยากทำ ไม่ใช่แค่การช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่การออกไปหาหมอ  แต่เป็นการสนับสนุนให้เขามีไลฟ์สไตล์ที่เขาอยากได้จริงๆ การได้ออกไปทำสิ่งที่ชอบ ใช้เวลากับกลุ่มเพื่อน ทานข้าว ร้องคาราโอเกะ 

“ออกไปแค่สามชั่วโมง อาจทำให้เขากลับมาอยู่ได้เป็นเดือนๆ พอเขาจิตใจกระชุ่มกระชวย สภาพร่างกายเขาดี ลูกหลานก็สบายใจ แม่ไม่หงุดหงิด ลูกหลานไม่หงุดหงิด สภาพแวดล้อมภายในบ้านก็ดีขึ้น มันคือห่วงโซ่ที่เรามอง เราอยากเห็นภาพรวมดีขึ้น แปลว่าเราตอบโจทย์ครอบครัวทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของเราคือ Family Support Center และ Go MAMMA เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของภาพทั้งหมด”

Lessons Learned

  • ทำธุรกิจบริการด้วยใจ มองธุรกิจในมุมผู้ใช้ ทำความเข้าใจปัญหาที่ผู้ใช้งานพบเจอ ทำให้พัฒนาได้ตรงจุด เกิดเป็นประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้บริการในที่สุด
  • เลือกคนที่มีทัศนคติเหมือนๆ กัน มีเป้าหมายคล้ายๆ กัน อาจไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่จะเป็นคนที่จะส่งต่อความตั้งใจขององค์กรไปสู่ลูกค้าได้ดีที่สุด
  • มองว่าทุกคนในทีมคือฟันเฟืองของธุรกิจ สร้างทีมที่ดี ดูแลทีมเหมือนที่อยากดูแลลูกค้า เพราะเขาคือคนที่จะดูแลลูกค้าต่อไป
  • หาจุดขายของตัวเองให้เจอ ซึ่งอาจจะไม่ใช่สินค้าหรือบริการที่ทำให้ธุรกิจแตกต่าง แต่เป็นทัศนคติ ความตั้งใจ และความเอาใจใส่ ที่ทำให้เกิดเป็นสินค้าและบริการนั้นก็ได้เช่นกัน

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load