สารภาพตามตรงเสียเนิ่น ๆ ผู้เขียนไม่ได้ทำการบ้านเรื่อง Englischer Garten หรือ English Garden ก่อนเดินทางไปมิวนิก และไม่คิดว่าจะเขียนอะไรทั้งสิ้นระหว่างการเดินทางไปพักร้อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เยอรมนี แต่เจ้าสวนเขียวใจกลางเมืองนี้มันงดงามตราตรึงใจนัก ลองนึกภาพอากาศปลอดโปร่ง ดอกไม้บานสะพรั่ง เป็ดเตาะแตะข้างลำธาร หนุ่มสาวออกมาปิกนิก ครอบครัวจูงลูกเล็กเด็กแดงและสุนัขมาเที่ยวเล่นหย่อนใจ มองไปทางไหนก็มีชีวิตชีวา พูดได้เต็มปากว่าชีพจรของเมืองเต้นตุบ ๆ อยู่ที่นี่

ตลอดช่วงเวลาที่อยู่เมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย ผู้เขียนไปเดินเล่นที่ Englischer Garten ทุกวี่วัน พลังงานของพื้นที่สีเขียวดีงามเหลือล้นจนอดใจไม่ไหว คันไม้คันมือ ขอกลั่นเรื่องสวนอังกฤษแห่งมิวนิกมาเล่าสู่กันฟัง

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

สวนอังกฤษ

Englischer Garten ได้ชื่อ ‘สวนอังกฤษ’ จากสไตล์การออกแบบภูมิทัศน์ของสวน ตามแบบที่นิยมในอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 18 – 19 และกลายเป็นแฟชั่นไปทั่วยุโรป

ตัวสวนมีขนาด 3.73 ตารางกิโลเมตร เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก กว้างใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์ก หรือ Hyde Park ในลอนดอนเสียอีก Englischer Garten เชื่อมต่อเมืองเก่ากับแม่น้ำอีซาร์ (Isar) ด้วยอาณาเขตตั้งแต่กลางเมืองไปจรดทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมิวนิก เส้นทางในสวนทั้งถนน ทางม้า และทางเท้า ความยาวรวมกันกว่า 78 กิโลเมตร มีลำธารใสไหลเย็นเชี่ยวยาว 15 กิโลเมตรตัดผ่าน และมีสะพานกว่า 100 แห่ง เล่าให้เห็นภาพคือใหญ่กว่าสวนลุมพินีมากกว่า 7 เท่า 

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

การปันพื้นที่ในเมืองใหญ่มาสร้างพื้นที่สีเขียวเบิ้ม ๆ ขนาดนี้คงแทบจะเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เจ้าสวนอังกฤษนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1789 ปีเดียวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเยอรมนียังไม่ได้มีขอบเขตประเทศเช่นทุกวันนี้ เวลานั้นแคว้นบาวาเรียปกครองโดยเจ้านครรัฐผู้คัดเลือก (Prince-elector) ชื่อ Charles Theodore ผู้รับชาวอังกฤษ Sir Benjamin Thompson มาเป็นเสนาธิการ (aide-de-camp) ของตน ท่านเซอร์ธอมป์สันอยู่บาวาเรีย 11 ปี ได้ทำนุบำรุงการทหารและบ้านเมืองหลายอย่าง จนภายหลังได้เลื่อนยศกลายเป็น Imperial Count Rumford หนึ่งในผลงานสำคัญของขุนนางชาวอังกฤษคนนี้คือการสร้าง Englischer Garten ถวายเจ้าชายผู้ปกครองเมือง 

สวนนี้ได้รับการออกแบบบนแนวคิดว่า เป็นสวนของชาวเมืองทั้งหมด ไม่ใช่ของสงวนสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชากรชาวมิวนิก ซึ่งในเวลานั้นมีจำนวนกว่า 40,000 คน พื้นที่กว้างมหาศาลได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วน่าทึ่ง มีการตัดเส้นทาง สร้างสะพาน ปลูกต้นไม้สารพัด รวมถึงมีทำนบรองรับน้ำท่วมด้วย เป็นไปได้ว่าไอเดียพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนอาจจะอยู่ในความสนใจของสังคม เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศสมีกระแสความไม่พอใจระบอบชนชั้นสูงรุนแรง และส่งผลกระเพื่อมไปทั่วยุโรป 

สวนที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ 

ผู้รับช่วงดูแลโครงการคนต่อ ๆ มา ได้แก่ Reinhard von Werneck และ Friedrich Ludwig von Sckell ได้ปรับปรุงและขยายพื้นที่สวนจนสวยงามใหญ่โต จากสิ่งก่อสร้างช่วงในปี 1790 ที่มีแค่ Chinese Tower และ Rumford Hall บารอน Reinhard von Werneck ขยายพื้นที่สวนไปอีก 100 เฮกตาร์ เพิ่มพื้นที่ทำการเกษตร และขุดทะเลสาบ Kleinhesseloher See สุดขอบทางตอนเหนือของสวน ล้อมรอบด้วยอาคารสำหรับพักผ่อนหย่อนใจบริเวณทางเข้า มีบริการเบียร์ นม และอาหาร ตามแบบฉบับ Beer Garden ให้คนงานในสวนและคนผ่านไปผ่านมา แถมมีฟลอร์เต้นรำเสียด้วย ท่านบารอนทุ่มเทให้กับการพัฒนาสวนนี้มาก ๆ แต่เนื่องจากปัญหางบประมาณที่แพงระยับ ในที่สุดขุนนางท่านนี้จำใจต้องวางมือจากสวนนี้ไป

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

ต่อมาบิดาแห่งสวนอังกฤษในเยอรมนี Friedrich Ludwig von Sckell ซึ่งช่วยดูแลโครงการนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ได้เข้ามาดูแลสวนอังกฤษเต็มตัว และปรับปรุงรูปแบบสวนใหม่ ทั้งพัฒนาทางเดิน เพิ่มการปลูกพืชพรรณไม้ ขยายขนาดทะเลสาบ 1.5 เท่า และจัดการเส้นทางน้ำให้เสร็จสมบูรณ์ มีการสร้างน้ำตก จน Englischer Garten กลายเป็นหนึ่งในสวนที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 19 ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นการทำการเกษตร แต่เป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมืองอย่างแท้จริง 

หลังจากนั้นสวนยังได้รับการดูแลปรับปรุงดีไซน์ไปเรื่อย ๆ Carl August Sckell หลานชายของ Friedrich Ludwig von Sckell เติมเนินเขา และ Monopteros Temple หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญและจุดชมวิวบนยอดเนิน เป็นผลงานของสถาปนิก Leo von Klenze ในปี 1837 

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

แม้พื้นที่สวนและสิ่งก่อสร้างบางส่วนจะถูกทำลายด้วยระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการฟื้นฟูดูแลขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้สวนอังกฤษยังต่อสู้กับภัยธรรมชาติหลายครั้ง ทั้งพายุโหมกระหน่ำทำลายพืชพรรณ และโรคพืช Dutch elm ที่ทำลายต้นเอล์มในสวน ในวาระครบรอบ 200 ปี Englischer Garten จึงปลูกต้นไม้ใหม่ 1500 ต้นโดยเน้นต้นเอล์มเป็นหลัก 

ปัจจุบันบาวาเรียใช้งบประมาณราว 2.5 ล้านยูโรต่อปี ในการดูแลสวนนี้ การให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สีเขียว และการทำนุบำรุงโครงการอย่างสม่ำเสมอทุกยุคทุกสมัย เป็นหัวใจความสำเร็จของสวนใจกลางเมือง ซึ่งยืนหยัดสร้างความร่มรื่นและคุณภาพชีวิตแก่ชาวมิวนิกมา 200 กว่าปี 

สวนข้างวัง vs สวนป่า

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hofgarten

มิวนิกไม่ได้มีแค่สวนกลางเมืองที่เดียว ขอยกตัวอย่าง Hofgarten (Court Garden) สวนใจกลางเมืองข้างพระราชวัง Residenz ซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันสวนนี้ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม เชื่อมต่อกับ Englischer Garten และให้เข้าฟรี เป็นที่นิยมในหมู่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเพราะบรรยากาศดี แต่ Hofgarten ซึ่งขนาดกะทัดรัด ให้ความรู้สึกเป็นสวนในเมืองจริง ๆ ต้นไม้ตัดแต่งทรงเป็นแถวตามระเบียบ มีม้านั่งมากมาย ใจกลางสวนมี Diana Temple ศาลาทรงโดม ซึ่งใช้เป็นที่จัดแสดงดนตรีหลากหลาย รวมถึงเป็นที่ฝึกเต้นรำจำพวกซัลซ่า สวิง ฯลฯ ส่วนทางเดินกว้างเลียบริม Residenz ก็เป็นที่เล่นเปตองหรือกีฬาง่าย ๆ 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hofgarten

Hofgarten ชวนให้นึกถึงสวนลุมพินีที่มองไปรอบ ๆ มองเห็นกลุ่มอาคารบ้านเมือง พฤติกรรมและกิจกรรมผู้คนค่อนข้างเรียบร้อย ขณะที่เมื่อเดินถัดออกไปนิดเดียวแล้วเลี้ยวเข้า Englischer Garten ที่ลักษณะดิบกว่า ผู้คนนั่งนอนบนพื้นหญ้าสบายใจ วัยรุ่นถอดเสื้อผ้าแช่น้ำริมธาร บ้างก็จับกลุ่มเล่นดนตรีคึกคัก ยิ่งเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ยิ่งรู้สึกเหมือนเดินอยู่เขาใหญ่หรือนครนายก เพราะบรรยากาศออกไปทางแคมป์ปิ้ง จนลืมไปเลยว่าอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย

Friedrich Ludwig von Sckell ภูมิสถาปนิกเอกแห่งสวนอังกฤษนี้เคยกล่าวไว้ว่า

“Nature only creates a picture by accident, art does it intentionally” 

แม้ธรรมชาติใน Englischer Garten จะเกิดจากการออกแบบอย่างละเอียด แต่ก็จงใจให้ผู้ใช้งานรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ สวนนี้เป็นบ้านของนก 50 – 60 สปีชีส์ เม่น กระรอก กระต่ายป่า สุนัขจิ้งจอก บีเวอร์ และแมลงมากมาย การเดินหลบแม่เป็ดกับลูกน้อยริมน้ำ หรือส่องนกสารพัดเป็นเรื่องสามัญในสวนอังกฤษ ซึ่งมีผู้เยี่ยมชมกว่า 5 ล้านคนต่อปี

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เมืองกับสวน

ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งในเมืองเศรษฐกิจใหญ่โต การรักษาสมดุลของการใช้งานพื้นที่เป็นเรื่องท้าทาย การสร้างถนนวงแหวน Isarring ในปี 1963 ผ่าสวนออกเป็น 2 `ส่วน 

ทางตอนเหนือเรียกว่า Hirschau เป็นพื้นที่สงบเงียบ หญ้ายาวและต้นไม้รกครึ้ม มีโรงละครกลางแจ้งเล็ก ๆ เหมาะกับการเดินเล่น เล่นโยคะ รำไท่เก๊ก วิ่งจ็อกกิ้ง ขี่จักรยาน พายเรือหรือถีบเรือในทะเลสาบ ไปจนถึงเฝ้ามองฝูงแกะที่อาจผ่านมาเล็มหญ้าในบางโอกาส และส่องม้าในโรงเรียนขี่ม้า ส่วนทางตอนใต้ของสวนพลุกพล่าน เต็มไปด้วยสนามหญ้ากว้าง ๆ ใช้เล่นกีฬาอย่างฟริสบี้ เตะฟุตบอล และนอนอาบแดด 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สวนอังกฤษมีร้านอาหารหรือ Beer Garden ทั้งหมด 4 แห่ง Aumeister และ Hirschau อยู่ทางตอนเหนือ Seehaus อยู่ริมทะเลสาบ และ Chinese Tower ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กเก่าแก่ประจำสวน มี 7,000 ที่นั่ง นับเป็นหนึ่งในเบียร์การ์เด้นที่ใหญ่ที่สุดในบาวาเรีย แม้ไปเยี่ยมในช่วงปกติที่ไม่มีเทศกาลก็เห็นได้ชัดว่าคึกคัก ตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา หอคอยจีนใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงเต้นรำ Kocherlball ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งชาวเมืองจะแต่งงานชุดโบราณและออกมาเต้นรำกันสนุกสนานในลานเบียร์ และช่วงคริสต์มาส หอคอยนี้ก็จะปรับมาขายของอร่อยฤดูหนาวและสินค้าคริสต์มาส 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จำนวนแก้วเบียร์ในเย็นวันธรรมดา
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สนามเด็กเล่นข้างลานเบียร์

สวนนี้เคยใช้เป็นที่จัดการแข่งขันยิงธนูในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1972 เพื่อเฉลิมฉลองการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับโลก Englischer Garten จึงสร้างโรงน้ำชาญี่ปุ่นบนพื้นที่เกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของสวน ปัจจุบัน Japanese teahouse เป็นที่จัดพิธีชงชาและเทศกาลญี่ปุ่นอย่างสม่ำเสมอในเดือนกรกฎาคม

นอกจากนี้ในสวนยังมีสนามกว้าง ๆ โซนที่เรียกว่า Schönfeldwiese เป็นลานอาบแดดที่มีชื่อเสียง เพราะอนุญาตให้คนเปลือยกายอาบแดดไดในโซนนี้ตั้งแต่ยุค 60 กิจกรรมนี้ทำให้สวนอังกฤษมีชื่อระบือไกลนอกมิวนิก

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปัจจุบันจุดที่ผู้คนชมชอบมุงดูที่สุดคือลำธาร Eisbach ริมถนนใกล้พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Haus de Kunst เพราะเป็นแหล่งน้ำเชี่ยวที่นักเล่นเซิร์ฟมาต่อแถวโต้คลื่นระยะสั้น ๆ กันสนุกสนาน ผู้เขียนมายืนเชียร์ร่วมกับเยอรมันมุงหลายครั้ง เพราะกิจกรรมตื่นเต้นน่ามองดีแท้ นักเล่นเซิร์ฟเก่ง ๆ กระโดดลงน้ำโครมครามอย่างไม่กลัวหนาว และทุกองค์ประกอบ Instagramable มาก ๆ บอกก่อนว่าแม้การเล่นเซิร์ฟที่นี่จะได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2010 แต่บริเวณนี้ห้ามลงว่ายน้ำ เพราะว่ากระแสน้ำค่อนข้างแรง 

Englischer Garten ไม่ใช่แค่พื้นที่ที่ทำให้ประชากรได้ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ยังเป็นพื้นที่เปี่ยมประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒธรรม ครบครันความความบันเทิงทั้งมหรสพ ดนตรี กีฬา 

การรองรับคนมหาศาลทำให้สวนอังกฤษมีจำนวนขยะกว่า 120 ตันต่อปี ยังมีคนทิ้งขยะไม่เป็นที่ เหยียบย่ำต้นไม้ใบหญ้าปลูกใหม่ ทำลายข้าวของสิ่งก่อสร้างหรือไม่เคารพกฎบางอย่าง ถึงกระนั้น ทั้งหน่วยงานรัฐและประชาชนต่างเห็นความสำคัญของสวนใหญ่ที่มีต่อเมืองและพยายามแก้ไข ทุกครั้งที่สิ่งก่อสร้างชำรุดทรุดโทรมจนต้องปรับปรุง หรือมีปัญหารบกวนสิ่งแวดล้อมในสวนอังกฤษ ประเด็นเหล่านี้อยู่ในความสนใจของสังคมตลอดมา 

Public Space ที่รักของชาวบาวาเรียผ่านอะไรต่าง ๆ มามากมาย แต่ยังคงยืนหยัดได้อย่างสง่างาม และดูจะมีอนาคตสดใสร่มเย็นอีกยาวไกล เพราะผู้คนเข้าใจดีว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนเมืองให้ก้าวไปข้างหน้า คือการใส่ใจพื้นที่สาธารณะซึ่งนำคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่ชาวเมือง

ข้อมูลจาก

en.wikipedia.org/wiki/Englischer_Garten#Surroundings

en.wikipedia.org/wiki/Hofgarten_(Munich) 

en.wikipedia.org/wiki/English_landscape_garden 

www.schloesser.bayern.de/englisch/garden/objects/mu_engl.htm www.muenchen.de/int/en/sights/parks/english-garden.html

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

หากใครได้ติดตาม Bangkok Design Week ปีก่อน ๆ และได้เห็นแผนที่ของงานปีนี้ ก็คงได้เห็นแล้วว่ามีย่านใหม่ ๆ ที่ไม่เคยจัดงานอะไรกับเขาเลยผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ชนิดว่าแม้ว่างทุกวันก็อาจจะไปเยือนไม่ครบ

สำหรับเรา ‘บำรุงเมือง’ เป็นหนึ่งในย่านใหม่ที่น่าเลือกไป

หลังจากที่ Urban Ally (มิตรเมือง) ศูนย์ออกแบบและวิจัยเรื่องเมือง จัดงานดีไซน์วีกครั้งแรกที่ย่านพระนครไปเมื่อปีที่แล้ว พวกเขากลับมาใหม่ในปีนี้กับย่านบำรุงเมือง ใช้ชื่อธีมฮิป ๆ ว่า ‘มิตรบำรุงเมือง’ ด้วยเป้าหมายว่าทำงานกับพื้นที่ที่ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ (Underused) แต่มีศักยภาพสูง

“บำรุงเมืองเป็น 1 ใน 3 ถนนสายแรก ซึ่งชื่อก็พูดถึงการเป็นเมืองที่ดี” แม่งานพูดกับเรา

จุดหลักในบำรุงเมืองมี 3 จุด คือหอประติมากรรมต้นแบบ ม.ศิลปากร ลานคนเมือง และประปาแม้นศรี อย่างหลังสุดคือแลนด์มาร์กที่เราสนใจเป็นพิเศษ

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

ด้วยความเป็นหอเก็บน้ำประปาแห่งแรกในประเทศไทย

ด้วยความเป็นพื้นที่ที่คนไร้บ้านเคยเข้ามาใช้พักพิง

ด้วยความเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ในเมือง ท่ามกลางชุมชนที่อยู่เบียดเสียด

เราคิดว่าเรื่องราวของประปาแม้นศรีน่านำไปคิดต่อ และตั้งคำถามถึง Public Space รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้คนทุกเพศทุกวัยด้วยประการทั้งปวง

ดร.พีรียา บุญชัยพฤกษ์ อาจารย์ภาควิชาการออกแบบและวางผังชุมชนเมือง และรองผู้อำนวยการศูนย์มิตรเมือง Urban Ally คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จะมาพูดคุยถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ กับเรา

รู้จักประปาแม้นศรี

‘ประปาแม้นศรี’ ไม่ได้มีประวัติโดยตรงบันทึกไว้มากนัก

หากจะเล่าถึงที่นี่คงต้องย้อนไปถึงที่มาที่ไปของการประปาแห่งประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ยุคแห่ง Urbanization ที่ผู้คนมากมายตบเท้าเข้ามาทำงานในเมือง

พีรียาเล่าว่า เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ประพาสยุโรป ได้เห็นคุณภาพชีวิตดี ๆ ที่ผู้คนมีน้ำประปาใช้ จึงดำริให้ประเทศไทยพัฒนาระบบขึ้นมาบ้าง เริ่มให้วิศวกรต่างชาติวางระบบท่อ เริ่มจากคลองขุดที่ส่งน้ำมาจากปทุมธานี ไหลมาถึงโรงกรองน้ำที่สามเสน แล้วจึงนำมาพักที่หอเก็บน้ำประปาแม้นศรี 2 หอนี้ เพื่อแจกจ่ายน้ำให้คนทั้งพระนครต่อไป ซึ่งสมัยรัชกาลที่ 6 ก็เป็นยุคที่การประปากรุงเทพฯ เริ่มต้นอย่างแท้จริง

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

“ถือเป็นถังน้ำประปาใหญ่แห่งแรกในพระนคร และเป็นที่ตั้งของการประปานครหลวง” พีรียาพานั่งลงที่แคร่ข้างหอเก็บน้ำ แล้วอธิบายให้เราฟัง

หอเก็บน้ำนี้เป็นโบราณสถานไปแล้ว หากเราเดินขึ้นบันไดวนไป (ใช้คำว่าปีนดีกว่า) ก็จะพบกับสเปซมืด ๆ มีช่องหน้าต่างที่มองไปเห็นวิวรอบ ๆ ได้ และแทงก์เก็บน้ำข้างบน แม้จะอายุเกือบ 100 ปีได้แล้ว แต่โครงสร้างหอก็ยังแข็งแรงมาก ๆ ด้วยเทคโนโลยีก่อสร้างสมัยนั้น

นอกจากหอทั้งสองนี้ อาคารในบริเวณนั้นก็น่าสนใจไม่น้อย อย่างอาคารที่ใช้เก็บปั๊มน้ำ หรืออาคารที่เป็นโดมรูปตัว L ที่มีการก่อสร้างแบบยุโรปยุคอุตสาหกรรม ก็มีการนำเหล็กมาใช้ที่ประตู หน้าต่าง ทั้งยังมีอาคารออฟฟิศสร้างใหม่ในยุคโมเดิร์น ราว ๆ พ.ศ. 2500 ซึ่งเชื่อมโยงกับอาคารอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงอย่างธนาคารมหานครและธนาคารนครหลวงไทย

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023
ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

“ที่นี่เป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งแรก ๆ ที่พูดถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม คือการมีน้ำสะอาดให้คนใช้” เธอกล่าว “บ้านอาจารย์อยู่แถวแม้นศรี ตอนเด็ก ๆ เคยมาทันที่ออฟฟิศยังเปิดอยู่ ก็ได้เข้ามาเล่นอยู่ตอนนั้น แล้วเขาก็ปิดไปเกือบ 20 ปีแล้ว”

เรานึกภาพตามอาจารย์เล่า เช้านี้เรานัดกับอาจารย์ที่หอเก็บน้ำ แต่เมื่อมาถึงเรากลับพบว่าประตูปิดอยู่ พร้อมเขียนป้ายใหญ่เบ้อเริ่มติดอยู่ในเชิงห้ามเข้า เมื่อถามคุณลุงชาวบ้านแถวนั้น ก็ได้คำตอบว่า “เขาเลิกใช้ที่นี่ไปนานแล้วนะครับ” เป็นคำตอบ จนต้องรอให้อาจารย์และทีมที่จัดงานมาเปิดประตูให้

พื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ เคยมีฟังก์ชันที่สำคัญต่อกรุงเทพฯ ขนาดนั้น เราจะปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นจริงเหรอ – นี่คือประเด็นสำคัญ

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

ทิ้งร้าง เก็บรักษา หรือปรับปรุง

จะว่าพื้นที่ประปาแม้นศรีโดยรวมร้างมาตลอด 20 ปีก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะระหว่างที่เป็นพื้นที่รอการบูรณะ ก็มีการใช้งานชั่วคราวอยู่เรื่อย ไม่ว่าจะเป็นที่พักคนไร้บ้าน ที่พักพิงสุนัขจรจัดช่วงน้ำท่วม รวมถึงเคยใช้เป็นศูนย์พักคอยรองรับผู้ป่วยของ กทม. ตอนที่โควิด-19 กำลังระบาดหนัก ๆ ด้วย

“ที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับสถานการณ์จำเป็น ฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่ในเมือง” พีรียาเอ่ย

แม้ว่าจะไม่ใหญ่เท่าที่นี่ แต่โครงสร้างหอเก็บน้ำแบบนี้ยังมีอีกหลายที่ทั่วประเทศ และส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้างเอาไว้ จะมีก็แต่ที่ ‘ท่าฉลอม’ ที่เราเคยเขียนถึงเอาไว้ในคอลัมน์ Public Space เมื่อปีที่แล้ว ที่นั่น เหล่าสถาปนิกชุมชนแห่งสถาบันอาศรมศิลป์ได้รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าเป็นห้องสมุด บอกเล่าเรื่องราวของการประมงให้ลูกหลานและผู้มาเยือนรู้จัก และใช้พื้นที่โดยรอบหอเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย

หากพูดถึงต่างประเทศ นอกจากตัวหอเก็บน้ำจะเป็นเหมือนแลนด์มาร์กของเมืองแล้ว ก็มีเคสที่เอาไปใช้เป็นบ้านของคนชนชั้นกลาง เป็นโรงแรม เป็นร้านอาหาร บ้างก็เป็นห้องสมุดเหมือนที่ท่าฉลอม

“มีหลายอย่าง บางคนก็สอดสเปซไปตามคาน แล้วกั้นเป็นห้องไปเลย หรือไม่ก็ทำให้ลอยออกมา”

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

สำหรับที่ประปาแม้นศรี เราเองก็เคยเห็นธีสิสปริญญาโทของผู้สนใจเมืองเก่าคนหนึ่ง ที่นำตัวหอเก็บน้ำไปทำเป็นเหมือน Community Space ให้คนทุกเพศทุกวัย จึงถามความเห็นอาจารย์พีรียาบ้าง ว่าสำหรับเธอแล้ว หอเก็บน้ำควรปรับเป็นสเปซแบบนั้นไหม

“โดยส่วนตัว ไม่ได้คิดว่าเราขาดแคลนพื้นที่มากขนาดนั้นนะ โครงสร้างตรงนี้มีประวัติศาสตร์ของมันอยู่” อาจารย์ตอบ “ถ้าตอนนี้ยังไม่มีอะไรต้องเร่งรีบชัดเจนที่ต้องใช้โครงสร้างนี้จริง ๆ อาจารย์คิดว่าเก็บอย่างที่มันเป็น แล้วเล่าเรื่องราวว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นอะไรดีกว่า”

พีรียาเห็นว่า สิ่งที่ควรนำไป ‘ทำอะไรสักอย่าง’ คืออาคารสำนักงานโดยรอบและสเปซที่ว่างที่มี ซึ่งสำหรับทีมผู้จัดงานทั้งหลาย งานดีไซน์วีกครั้งนี้นี่แหละจะเป็นใบเบิกทางสู่หนทางใหม่ ๆ ของประปาแม้นศรี

ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

ธีมของประปาแม้นศรีคือ Living Room หรือพื้นที่นั่งเล่นของเมือง

“เราว่ามันเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่อยู่ในเมืองเก่า แล้วแถวนี้ค่อนข้างอยู่กันอย่างแออัด หนาแน่น เป็นพื้นที่ตึกแถวที่ไม่ได้มี Open Space นัก เราอยากให้ที่นี่เป็น Third Place ของคน ให้เขาเข้ามานั่งคุย นั่งทำอะไรก็ได้” พีรียาให้เหตุผล เมื่อเราถามว่าทำไมต้องเลือกธีมนี้

จากเดิมที่ใช้การได้แค่ประตูเซอร์วิส ในครั้งนี้ทีมก็จัดการหาช่างมาซ่อมประตูใหญ่ด้วย เพื่อให้เข้าจากถนนบำรุงเมืองได้

ด้วยความเป็นห้องนั่งเล่น นิทรรศการที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นมู้ดสบาย ๆ เช่น ส่วนจัดแสดงรูปถ่ายแทงก์น้ำทั่วประเทศ ซึ่งมีรูปทรง-วัสดุแตกต่างกันไป และทำหน้าที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์กของเมือง

Urban Ally หยิบพื้นที่ประปาแม้นศรี หอเก็บน้ำแรกในไทยที่ถนนบำรุงเมือง มาเป็น Public Space ใหม่ของย่าน

มีงานที่เรียกว่า ‘A Place, A Situation, Negotiation of Flow’ ของกลุ่ม SP/N ที่นำฟิล์มยืดมากั้นตามส่วนต่าง ๆ ของงาน เพื่อสื่อสารถึง Flow ของผู้คนที่เข้ามาในพื้นที่ซึ่งปกติไม่มีคนอยู่ โดยพวกเขามองว่าสิ่งนี้น่าสนใจในเชิงเมือง

มีงานออกแบบเสียงของ Hear & Found ที่ได้เก็บเรื่องราวเสียงในย่านมานำเสนอ ทั้งเสียงธรรมชาติในสวนสราญรมย์ เสียงวิถีชิวิต อาชีพของคนในย่าน อย่างคนตีทอง คนทำบาตรพระ ให้คนภายนอกได้รู้จักย่านผ่านการฟังเสียง

ทั้งยังมีงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียวของกลุ่ม A R C A N E มีงาน Typography ในเมืองเก่าของกลุ่มอักษรสนาม มี Pop-up Cafe รวมถึงกิจกรรมสนุก ๆ ชื่อ ‘Chair to Chair’ ที่ให้คนนำเก้าอี้จากบ้านมาทำให้ที่นี่กลายเป็นห้องนั่งเล่นจริง ๆ

“อาจารย์จะเอาเก้าอี้ของคุณปู่ทวดกับหลานมาวางด้วยกัน สองคนนี้ไม่เคยเจอกันนะ คุณปู่เสียไปก่อน” ฟังดูน่าสนุก

Urban Ally หยิบพื้นที่ประปาแม้นศรี หอเก็บน้ำแรกในไทยที่ถนนบำรุงเมือง มาเป็น Public Space ใหม่ของย่าน

อาจารย์คาดหวังอะไรเมื่องานดีไซน์วีกจบลงบ้าง – เราถาม

“อยากให้คนมาแล้วตั้งคำถามว่า พื้นที่นี้จะเป็นอะไรได้บ้าง” อาจารย์ค่อย ๆ ตอบ “ไม่ใช่แค่ที่นี่นะ เจ้าของพื้นที่ร้างว่างเปล่าหลาย ๆ ที่ ถ้าเขามาเห็นก็อาจจะนำไปต่อยอดได้ เปิดชั่วคราวได้ไหม ให้คนเข้าไปใช้ได้ไหม อยากให้คนเห็นความเป็นไปได้ของที่รกร้าง” 

พีรียาพูดต่ออีกว่า ในเมืองของเรามีสเปซว่าง ๆ แทรกอยู่เยอะมาก อาจจะนำนิทรรศการศิลปะเข้าไปในชุมชนได้ หรือแม้แต่บางทีแค่พื้นที่หน้าตึก ศาลเจ้า วัด ก็นำมาใช้เป็น Social Space ของชุมชนโดยรอบได้เช่นกัน

แล้วสำหรับอาจารย์ คิดว่าที่นี่ควรเป็นอะไรดี – เราถามต่อ

“อาจจะทำเป็น Weekday Home แบบเมืองนอก ให้คนมาเช่าอยู่ในเมืองช่วงวันธรรมดา แล้วเสาร์อาทิตย์เขาก็กลับไปอยู่ต่างจังหวัด

“หรือเป็น Creative Space สำหรับคนรุ่นใหม่ มีพื้นที่ทดลอง พื้นที่สร้างเครือข่ายคนทำงาน อาจจะเป็นคลินิกทางการออกแบบก็ได้ เหมือนที่เราเคยทำที่อารีย์ เปิดให้ชุมชนชาวบ้านที่อยากทำธุรกิจหรือรีแบรนด์เล็ก ๆ เข้ามาปรึกษาดีไซเนอร์ได้ คงจะดีถ้ามีพื้นที่แบบนี้กระจายไปอยู่ตามชุมชน”

ซึ่งในส่วนนี้ พีรียาได้เสริมถึงโปรเจกต์ Creator in Residence ของ Urban Ally ร่วมกับ Double B Hostel และ Once Again Hostel ซึ่งให้นักออกแบบเข้าไปพักและเชื่อมโยงกับชุมชนโดยรอบ นี่ก็เป็นอีกโปรเจกต์ที่แนวคิดคล้ายคลินิกที่เธอว่า

อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าที่นี่ไม่ควรเป็นพื้นที่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง หากต้องมีความหลากหลาย และมองปัญหาของคนโดยรอบเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งอาจสำรวจเจอว่าชุมชนต้องการที่จอดรถก็เป็นได้

ในปีนี้ Urban Ally ตั้งใจจะเชื่อมต่อกับชุมชนให้มากขึ้น และทำงานที่จะทำให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในระยะยาว หวังว่าอนาคตเราจะได้เห็นพื้นที่ประปาแม้นศรีกลายเป็นพื้นที่สาธารณะถาวร ซึ่งคนเข้าไปใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ ในสักวัน

Urban Ally หยิบพื้นที่ประปาแม้นศรี หอเก็บน้ำแรกในไทยที่ถนนบำรุงเมือง มาเป็น Public Space ใหม่ของย่าน

งาน Bangkok Design Week ย่านพระนครในธีม ‘มิตรบำรุงเมือง’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 12 กุมภาพันธ์ 2566 ติดตามรายละเอียดได้ทาง Urban Ally และ www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2023

ภาพ : foto_momo

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load