สารภาพตามตรงเสียเนิ่น ๆ ผู้เขียนไม่ได้ทำการบ้านเรื่อง Englischer Garten หรือ English Garden ก่อนเดินทางไปมิวนิก และไม่คิดว่าจะเขียนอะไรทั้งสิ้นระหว่างการเดินทางไปพักร้อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เยอรมนี แต่เจ้าสวนเขียวใจกลางเมืองนี้มันงดงามตราตรึงใจนัก ลองนึกภาพอากาศปลอดโปร่ง ดอกไม้บานสะพรั่ง เป็ดเตาะแตะข้างลำธาร หนุ่มสาวออกมาปิกนิก ครอบครัวจูงลูกเล็กเด็กแดงและสุนัขมาเที่ยวเล่นหย่อนใจ มองไปทางไหนก็มีชีวิตชีวา พูดได้เต็มปากว่าชีพจรของเมืองเต้นตุบ ๆ อยู่ที่นี่

ตลอดช่วงเวลาที่อยู่เมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย ผู้เขียนไปเดินเล่นที่ Englischer Garten ทุกวี่วัน พลังงานของพื้นที่สีเขียวดีงามเหลือล้นจนอดใจไม่ไหว คันไม้คันมือ ขอกลั่นเรื่องสวนอังกฤษแห่งมิวนิกมาเล่าสู่กันฟัง

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

สวนอังกฤษ

Englischer Garten ได้ชื่อ ‘สวนอังกฤษ’ จากสไตล์การออกแบบภูมิทัศน์ของสวน ตามแบบที่นิยมในอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 18 – 19 และกลายเป็นแฟชั่นไปทั่วยุโรป

ตัวสวนมีขนาด 3.73 ตารางกิโลเมตร เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก กว้างใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์ก หรือ Hyde Park ในลอนดอนเสียอีก Englischer Garten เชื่อมต่อเมืองเก่ากับแม่น้ำอีซาร์ (Isar) ด้วยอาณาเขตตั้งแต่กลางเมืองไปจรดทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมิวนิก เส้นทางในสวนทั้งถนน ทางม้า และทางเท้า ความยาวรวมกันกว่า 78 กิโลเมตร มีลำธารใสไหลเย็นเชี่ยวยาว 15 กิโลเมตรตัดผ่าน และมีสะพานกว่า 100 แห่ง เล่าให้เห็นภาพคือใหญ่กว่าสวนลุมพินีมากกว่า 7 เท่า 

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

การปันพื้นที่ในเมืองใหญ่มาสร้างพื้นที่สีเขียวเบิ้ม ๆ ขนาดนี้คงแทบจะเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เจ้าสวนอังกฤษนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1789 ปีเดียวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเยอรมนียังไม่ได้มีขอบเขตประเทศเช่นทุกวันนี้ เวลานั้นแคว้นบาวาเรียปกครองโดยเจ้านครรัฐผู้คัดเลือก (Prince-elector) ชื่อ Charles Theodore ผู้รับชาวอังกฤษ Sir Benjamin Thompson มาเป็นเสนาธิการ (aide-de-camp) ของตน ท่านเซอร์ธอมป์สันอยู่บาวาเรีย 11 ปี ได้ทำนุบำรุงการทหารและบ้านเมืองหลายอย่าง จนภายหลังได้เลื่อนยศกลายเป็น Imperial Count Rumford หนึ่งในผลงานสำคัญของขุนนางชาวอังกฤษคนนี้คือการสร้าง Englischer Garten ถวายเจ้าชายผู้ปกครองเมือง 

สวนนี้ได้รับการออกแบบบนแนวคิดว่า เป็นสวนของชาวเมืองทั้งหมด ไม่ใช่ของสงวนสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชากรชาวมิวนิก ซึ่งในเวลานั้นมีจำนวนกว่า 40,000 คน พื้นที่กว้างมหาศาลได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วน่าทึ่ง มีการตัดเส้นทาง สร้างสะพาน ปลูกต้นไม้สารพัด รวมถึงมีทำนบรองรับน้ำท่วมด้วย เป็นไปได้ว่าไอเดียพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนอาจจะอยู่ในความสนใจของสังคม เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศสมีกระแสความไม่พอใจระบอบชนชั้นสูงรุนแรง และส่งผลกระเพื่อมไปทั่วยุโรป 

สวนที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ 

ผู้รับช่วงดูแลโครงการคนต่อ ๆ มา ได้แก่ Reinhard von Werneck และ Friedrich Ludwig von Sckell ได้ปรับปรุงและขยายพื้นที่สวนจนสวยงามใหญ่โต จากสิ่งก่อสร้างช่วงในปี 1790 ที่มีแค่ Chinese Tower และ Rumford Hall บารอน Reinhard von Werneck ขยายพื้นที่สวนไปอีก 100 เฮกตาร์ เพิ่มพื้นที่ทำการเกษตร และขุดทะเลสาบ Kleinhesseloher See สุดขอบทางตอนเหนือของสวน ล้อมรอบด้วยอาคารสำหรับพักผ่อนหย่อนใจบริเวณทางเข้า มีบริการเบียร์ นม และอาหาร ตามแบบฉบับ Beer Garden ให้คนงานในสวนและคนผ่านไปผ่านมา แถมมีฟลอร์เต้นรำเสียด้วย ท่านบารอนทุ่มเทให้กับการพัฒนาสวนนี้มาก ๆ แต่เนื่องจากปัญหางบประมาณที่แพงระยับ ในที่สุดขุนนางท่านนี้จำใจต้องวางมือจากสวนนี้ไป

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

ต่อมาบิดาแห่งสวนอังกฤษในเยอรมนี Friedrich Ludwig von Sckell ซึ่งช่วยดูแลโครงการนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ได้เข้ามาดูแลสวนอังกฤษเต็มตัว และปรับปรุงรูปแบบสวนใหม่ ทั้งพัฒนาทางเดิน เพิ่มการปลูกพืชพรรณไม้ ขยายขนาดทะเลสาบ 1.5 เท่า และจัดการเส้นทางน้ำให้เสร็จสมบูรณ์ มีการสร้างน้ำตก จน Englischer Garten กลายเป็นหนึ่งในสวนที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 19 ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นการทำการเกษตร แต่เป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมืองอย่างแท้จริง 

หลังจากนั้นสวนยังได้รับการดูแลปรับปรุงดีไซน์ไปเรื่อย ๆ Carl August Sckell หลานชายของ Friedrich Ludwig von Sckell เติมเนินเขา และ Monopteros Temple หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญและจุดชมวิวบนยอดเนิน เป็นผลงานของสถาปนิก Leo von Klenze ในปี 1837 

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

แม้พื้นที่สวนและสิ่งก่อสร้างบางส่วนจะถูกทำลายด้วยระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการฟื้นฟูดูแลขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้สวนอังกฤษยังต่อสู้กับภัยธรรมชาติหลายครั้ง ทั้งพายุโหมกระหน่ำทำลายพืชพรรณ และโรคพืช Dutch elm ที่ทำลายต้นเอล์มในสวน ในวาระครบรอบ 200 ปี Englischer Garten จึงปลูกต้นไม้ใหม่ 1500 ต้นโดยเน้นต้นเอล์มเป็นหลัก 

ปัจจุบันบาวาเรียใช้งบประมาณราว 2.5 ล้านยูโรต่อปี ในการดูแลสวนนี้ การให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สีเขียว และการทำนุบำรุงโครงการอย่างสม่ำเสมอทุกยุคทุกสมัย เป็นหัวใจความสำเร็จของสวนใจกลางเมือง ซึ่งยืนหยัดสร้างความร่มรื่นและคุณภาพชีวิตแก่ชาวมิวนิกมา 200 กว่าปี 

สวนข้างวัง vs สวนป่า

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hofgarten

มิวนิกไม่ได้มีแค่สวนกลางเมืองที่เดียว ขอยกตัวอย่าง Hofgarten (Court Garden) สวนใจกลางเมืองข้างพระราชวัง Residenz ซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันสวนนี้ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม เชื่อมต่อกับ Englischer Garten และให้เข้าฟรี เป็นที่นิยมในหมู่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเพราะบรรยากาศดี แต่ Hofgarten ซึ่งขนาดกะทัดรัด ให้ความรู้สึกเป็นสวนในเมืองจริง ๆ ต้นไม้ตัดแต่งทรงเป็นแถวตามระเบียบ มีม้านั่งมากมาย ใจกลางสวนมี Diana Temple ศาลาทรงโดม ซึ่งใช้เป็นที่จัดแสดงดนตรีหลากหลาย รวมถึงเป็นที่ฝึกเต้นรำจำพวกซัลซ่า สวิง ฯลฯ ส่วนทางเดินกว้างเลียบริม Residenz ก็เป็นที่เล่นเปตองหรือกีฬาง่าย ๆ 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hofgarten

Hofgarten ชวนให้นึกถึงสวนลุมพินีที่มองไปรอบ ๆ มองเห็นกลุ่มอาคารบ้านเมือง พฤติกรรมและกิจกรรมผู้คนค่อนข้างเรียบร้อย ขณะที่เมื่อเดินถัดออกไปนิดเดียวแล้วเลี้ยวเข้า Englischer Garten ที่ลักษณะดิบกว่า ผู้คนนั่งนอนบนพื้นหญ้าสบายใจ วัยรุ่นถอดเสื้อผ้าแช่น้ำริมธาร บ้างก็จับกลุ่มเล่นดนตรีคึกคัก ยิ่งเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ยิ่งรู้สึกเหมือนเดินอยู่เขาใหญ่หรือนครนายก เพราะบรรยากาศออกไปทางแคมป์ปิ้ง จนลืมไปเลยว่าอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย

Friedrich Ludwig von Sckell ภูมิสถาปนิกเอกแห่งสวนอังกฤษนี้เคยกล่าวไว้ว่า

“Nature only creates a picture by accident, art does it intentionally” 

แม้ธรรมชาติใน Englischer Garten จะเกิดจากการออกแบบอย่างละเอียด แต่ก็จงใจให้ผู้ใช้งานรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ สวนนี้เป็นบ้านของนก 50 – 60 สปีชีส์ เม่น กระรอก กระต่ายป่า สุนัขจิ้งจอก บีเวอร์ และแมลงมากมาย การเดินหลบแม่เป็ดกับลูกน้อยริมน้ำ หรือส่องนกสารพัดเป็นเรื่องสามัญในสวนอังกฤษ ซึ่งมีผู้เยี่ยมชมกว่า 5 ล้านคนต่อปี

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เมืองกับสวน

ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งในเมืองเศรษฐกิจใหญ่โต การรักษาสมดุลของการใช้งานพื้นที่เป็นเรื่องท้าทาย การสร้างถนนวงแหวน Isarring ในปี 1963 ผ่าสวนออกเป็น 2 `ส่วน 

ทางตอนเหนือเรียกว่า Hirschau เป็นพื้นที่สงบเงียบ หญ้ายาวและต้นไม้รกครึ้ม มีโรงละครกลางแจ้งเล็ก ๆ เหมาะกับการเดินเล่น เล่นโยคะ รำไท่เก๊ก วิ่งจ็อกกิ้ง ขี่จักรยาน พายเรือหรือถีบเรือในทะเลสาบ ไปจนถึงเฝ้ามองฝูงแกะที่อาจผ่านมาเล็มหญ้าในบางโอกาส และส่องม้าในโรงเรียนขี่ม้า ส่วนทางตอนใต้ของสวนพลุกพล่าน เต็มไปด้วยสนามหญ้ากว้าง ๆ ใช้เล่นกีฬาอย่างฟริสบี้ เตะฟุตบอล และนอนอาบแดด 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สวนอังกฤษมีร้านอาหารหรือ Beer Garden ทั้งหมด 4 แห่ง Aumeister และ Hirschau อยู่ทางตอนเหนือ Seehaus อยู่ริมทะเลสาบ และ Chinese Tower ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กเก่าแก่ประจำสวน มี 7,000 ที่นั่ง นับเป็นหนึ่งในเบียร์การ์เด้นที่ใหญ่ที่สุดในบาวาเรีย แม้ไปเยี่ยมในช่วงปกติที่ไม่มีเทศกาลก็เห็นได้ชัดว่าคึกคัก ตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา หอคอยจีนใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงเต้นรำ Kocherlball ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งชาวเมืองจะแต่งงานชุดโบราณและออกมาเต้นรำกันสนุกสนานในลานเบียร์ และช่วงคริสต์มาส หอคอยนี้ก็จะปรับมาขายของอร่อยฤดูหนาวและสินค้าคริสต์มาส 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จำนวนแก้วเบียร์ในเย็นวันธรรมดา
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สนามเด็กเล่นข้างลานเบียร์

สวนนี้เคยใช้เป็นที่จัดการแข่งขันยิงธนูในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1972 เพื่อเฉลิมฉลองการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับโลก Englischer Garten จึงสร้างโรงน้ำชาญี่ปุ่นบนพื้นที่เกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของสวน ปัจจุบัน Japanese teahouse เป็นที่จัดพิธีชงชาและเทศกาลญี่ปุ่นอย่างสม่ำเสมอในเดือนกรกฎาคม

นอกจากนี้ในสวนยังมีสนามกว้าง ๆ โซนที่เรียกว่า Schönfeldwiese เป็นลานอาบแดดที่มีชื่อเสียง เพราะอนุญาตให้คนเปลือยกายอาบแดดไดในโซนนี้ตั้งแต่ยุค 60 กิจกรรมนี้ทำให้สวนอังกฤษมีชื่อระบือไกลนอกมิวนิก

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปัจจุบันจุดที่ผู้คนชมชอบมุงดูที่สุดคือลำธาร Eisbach ริมถนนใกล้พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Haus de Kunst เพราะเป็นแหล่งน้ำเชี่ยวที่นักเล่นเซิร์ฟมาต่อแถวโต้คลื่นระยะสั้น ๆ กันสนุกสนาน ผู้เขียนมายืนเชียร์ร่วมกับเยอรมันมุงหลายครั้ง เพราะกิจกรรมตื่นเต้นน่ามองดีแท้ นักเล่นเซิร์ฟเก่ง ๆ กระโดดลงน้ำโครมครามอย่างไม่กลัวหนาว และทุกองค์ประกอบ Instagramable มาก ๆ บอกก่อนว่าแม้การเล่นเซิร์ฟที่นี่จะได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2010 แต่บริเวณนี้ห้ามลงว่ายน้ำ เพราะว่ากระแสน้ำค่อนข้างแรง 

Englischer Garten ไม่ใช่แค่พื้นที่ที่ทำให้ประชากรได้ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ยังเป็นพื้นที่เปี่ยมประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒธรรม ครบครันความความบันเทิงทั้งมหรสพ ดนตรี กีฬา 

การรองรับคนมหาศาลทำให้สวนอังกฤษมีจำนวนขยะกว่า 120 ตันต่อปี ยังมีคนทิ้งขยะไม่เป็นที่ เหยียบย่ำต้นไม้ใบหญ้าปลูกใหม่ ทำลายข้าวของสิ่งก่อสร้างหรือไม่เคารพกฎบางอย่าง ถึงกระนั้น ทั้งหน่วยงานรัฐและประชาชนต่างเห็นความสำคัญของสวนใหญ่ที่มีต่อเมืองและพยายามแก้ไข ทุกครั้งที่สิ่งก่อสร้างชำรุดทรุดโทรมจนต้องปรับปรุง หรือมีปัญหารบกวนสิ่งแวดล้อมในสวนอังกฤษ ประเด็นเหล่านี้อยู่ในความสนใจของสังคมตลอดมา 

Public Space ที่รักของชาวบาวาเรียผ่านอะไรต่าง ๆ มามากมาย แต่ยังคงยืนหยัดได้อย่างสง่างาม และดูจะมีอนาคตสดใสร่มเย็นอีกยาวไกล เพราะผู้คนเข้าใจดีว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนเมืองให้ก้าวไปข้างหน้า คือการใส่ใจพื้นที่สาธารณะซึ่งนำคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่ชาวเมือง

ข้อมูลจาก

en.wikipedia.org/wiki/Englischer_Garten#Surroundings

en.wikipedia.org/wiki/Hofgarten_(Munich) 

en.wikipedia.org/wiki/English_landscape_garden 

www.schloesser.bayern.de/englisch/garden/objects/mu_engl.htm www.muenchen.de/int/en/sights/parks/english-garden.html

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load