15 มิถุนายน 2562
4 K

ผมเพิ่งทานมื้อค่ำกลางฤดูร้อนที่อากาศกำลังเริ่มเปลี่ยนจากร้อนแห้งเป็นร้อนชื้นอบอ้าวในบางวัน อาหารที่เพิ่งกินไปเป็นของ ๘๐/๒๐ (เอ็ทตี้ ทเวนตี้) ร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นคูซีน ที่ช่วงนี้มีเมนูประจำฤดูร้อนทั้งหมด 9 คอร์ส  

ถ้านึกถึงอาหารกับฤดูร้อนแบบไวๆ แน่นอนว่าจะต้องมีทั้งปลาแห้งแตงโม ทั้งข้าวแช่ อาหารยอดฮิตประจำฤดูกาล ที่นี่ก็มีเช่นกัน แต่ขอให้ลืมภาพและรสชาติแบบที่เคยกินไปก่อนเลย เพราะอาหารของ  ๘๐/๒๐ นอกจากอร่อยแบบประทับใจมาก ยังมีวิธีการคิดอาหารจากฤดูกาลที่แสนจะอบอ้าวและยาวนานของบ้านเราได้อย่างน่าสนใจมากอีกด้วย

ผมได้นั่งคุยกับ เชฟโจ-ณพล จันทร์เกตุ เชฟใหญ่ของ ๘๐/๒๐ ถึงวิธีการคิดอาหารไทยแบบใหม่ของเขาและทีมครัว

การสร้างรสของฤดูกาลกับอาหารไทยแบบปี 2019 ที่ ร้าน ๘๐/๒๐

อาหารไทยแบบปีปัจจุบันของ ๘๐/๒๐

“เราตั้งคำถามกันในทีมของเราว่าอยากเห็นอาหารไทยในยุคนี้ออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

คนที่ทำอาหารไทยในปี 2019 ต้องเป็นยังไง”  เชฟโจเอ่ยคำถามตอบคำถามของผม ที่อยากรู้ว่าคอนเซปต์อาหารของร้าน ๘๐/๒๐ คืออะไร

“คำตอบที่ได้จากการคุยกันในทีมคือการเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาคิดใหม่ เราอยากรู้ว่าภูมิปัญญาที่เคยมีมาในอดีต เมื่อเจอกับเทคนิคในการทำอาหารแบบใหม่ๆ หรือการทดลองใหม่ๆ จะเป็นอย่างไร

“ผมได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนเชฟชาวญี่ปุ่น สิ่งที่เขาทำคือการ ‘รักษาความเป็นเรา’ ในที่นี้หมายถึง รักษาความเป็นญี่ปุ่นของเขา เช่น การใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน นำพืชท้องถิ่นที่เริ่มไม่ค่อยมีคนใช้แล้วมาศึกษา วิธีการรักษาปลา การทำสาเก ผมเลยได้แรงบันดาลใจกลับมามองว่าอะไรบ้างที่มันเป็นเรา การรักษาความเป็นไทยไว้ด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่การอนุรักษ์อย่างเดียว แต่ต้องต่อยอดจากมันได้ด้วย”

การสร้างรสของฤดูกาลกับอาหารไทยแบบปี 2019 ที่ ร้าน ๘๐/๒๐
การสร้างรสของฤดูกาลกับอาหารไทยแบบปี 2019 ที่ ร้าน ๘๐/๒๐

“อย่างวัตถุดิบพื้นบ้านที่เดี๋ยวนี้คนรู้จักน้อยลง เราก็พยายามจะเอามาใช้เพื่อให้คนรู้จักมากขึ้น เราคิดเมนูจากการศึกษาว่าชาวบ้านเขาจับคู่วัตถุดิบเหล่านั้นกับอะไร แล้วก็เอาการจับคู่เหล่านั้นเก็บไว้เป็นข้อมูล เมื่อถึงเวลาเราก็แค่ใช้วัตถุดิบที่จับคู่กันนั้นมาปรุงในแบบเรา อย่างไข่มดแดงเขากินกับอะไรบ้าง เช่น กินไข่มดแดงกับผักหวานและเห็ด เราก็เก็บไว้เป็นข้อมูลว่า 3 สิ่งนี้จับคู่กัน คือเราไม่ได้ดูสูตรว่าแกงผักหวานใส่ไข่มดแดงทำยังไง แต่ดูว่าเขาใช้มันยังไงมากกว่า”

ผมสงสัยว่า ในเมื่อเชฟโจสร้างสรรค์อาหารขึ้นมาใหม่ อะไรบ้างที่ยังบอกว่าอาหารของ ๘๐/๒๐ เป็นอาหารไทย

“ผมพยายามทำอาหารไทยด้วยความเข้าใจ ดูว่าองค์ประกอบในอาหารไทยมันคืออะไรบ้าง เลยคิดไว้ว่าสิ่งที่ต้องมีในอาหารไทยสำหรับผมมีอยู่ 3 อย่างคือ ความสมดุลของรสเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ขม

อย่างที่ 2 ต้องมีเทกซ์เจอร์นุ่ม หวาน กรอบ ละมุน เด้งๆ สุดท้ายที่ต้องมีคือ ความซับซ้อน ยกตัวอย่างชัดเจนคือส่วนผสมในเครื่องแกง ที่บางทีใส่ส่วนผสมถึง 12 – 13 อย่าง แต่เวลาชิมแล้วมันคือรสชาติเดียวที่กลมกลืนแต่ลึก เวลาผมทำอาหารอะไรขึ้นมาใหม่ก็พยายามจะให้มันมีทั้ง 3 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบ

“บางคนก็ต้องให้ตามสูตรเป๊ะ บางคนก็ล้ำไปไกลจนอาหารไม่เหลือความเป็นไทย เราอยากวางตัวให้อยู่กลางๆ ให้อาหารมีความใหม่จากภูมิปัญญาเก่า”

การสร้างรสของฤดูกาลกับอาหารไทยแบบปี 2019 ที่ ร้าน ๘๐/๒๐

อาหารฤดูร้อนของ ๘๐/๒๐ ต้องกินแบบน้อยแต่เยอะ

“เริ่มต้นจากดูปฏิทินเลยว่าช่วงนี้มันมีผักอะไรบ้าง เริ่มถามเกษตรกรว่ามีวัตถุดิบอะไร แล้วก็พยายามจะดูว่า อากาศมีผลกับตัวเรายังไง” เชฟโจอธิบายวิธีคิดเริ่มต้นเมนูทุกฤดูกาลในร้าน

“อย่างฤดูร้อนคนไม่น่าจะอยากกินอะไรหนักๆ แบบที่กินไปไม่กี่คำก็เริ่มเบื่อรสเดิม อยากกินคำเล็กๆ แต่รสจัดแทน ความยาวมีทั้งหมด 9 คอร์สก็จริง แต่จริงๆ มีของทานเล่น และในแต่ละคอร์สก็ยังแบ่งอาหารเป็นคำเล็กๆ อีกหลายๆ อย่างไม่ซ้ำกัน ทั้งหมดที่จะได้กินมีถึง 18 – 19 อย่าง”

ปรับอุณหภูมิด้วยอาหารไม่ใช่เครื่องปรับอากาศ

“ตลอดปีที่ผ่านมา ผมเรียนรู้เรื่องการกินอาหารเป็นยาจากเชฟโจ้และเชฟหนุ่มร้านซาหมวย&ซันส์ เลยเข้าใจเรื่องการทำอาหารให้สัมพันธ์กับร่างกายของเรา

“การกินตามฤดูกาลนอกจากจะเป็นประโยชน์เรื่องการใช้วัตถุดิบแล้ว เรื่องอากาศที่มีผลต่อร่างกาย ทำให้ป่วย ไม่สบายก็ยังแก้ไขได้ด้วยอาหารอีกด้วย”

ฤดูกาลของบ้านเราไม่ได้มากมายเหมือนเมืองนอก หากพูดแบบติดตลกต้องบอกว่า เผลอๆ จะเหลือแค่ร้อนกับร้อนมากด้วยซ้ำ ผมเลยสงสัยว่าอะไรคือความแตกต่างของฤดูกาลในบ้านเรา

“เมืองนอกเขาแบ่งกันได้ถึง 4 ฤดู ชัดกว่าบ้านเราอีก แต่ถ้ามองฤดูกาลบ้านเราในแต่ละวันอุณหภูมิมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด อาจจะเปลี่ยนแปลงน้อยในบางวัน แต่ช่วงใกล้เปลี่ยนฤดูกาลมันค่อนข้างเปลี่ยนอย่างรุนแรง บางวันมีลมเย็นแต่แดดร้อนจัด หรือร้อนและมีความชื้นสูง บางวันร้อนกลางวันแต่กลางคืนเย็นสบาย หรือบางทีจากแดดร้อนก็มีฝนตกในตอนเย็น การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทำให้เราป่วยง่าย

“แต่อาหารของ ๘๐/๒๐ คงไม่ได้กินเพื่อเป็นยา เราเน้นเรื่องรสชาติที่เราคิดว่าอร่อย และเราออกแบบอาหารเพื่อให้คนที่เข้ามากินในร้านรู้สึกสบายที่สุดกับอาหารที่เขากิน เราสังเกตจากทั้งอากาศและลูกค้า ถ้าวันไหนข้างนอกร้อนชื้นๆ หรือฝนตก เมื่อเข้ามาเจอแอร์เย็นในร้านหลายคนจะเริ่มรู้สึกไม่สบายตัว เราจะปรับอุณหภูมิในร่างกายของเขาด้วยการออกแบบอาหารทั้งมื้อ อาจจะเริ่มต้นด้วยชาอุ่นๆ และวัตถุดิบที่ให้ฤทธิ์ร้อนฤทธิ์เย็นมากขึ้น เช่น เพิ่มขิง พริกไทย แตงหรือผักอวบน้ำตามฤดูกาลใช้ประกอบในอาหาร แทนที่จะเพิ่มหรือลดอุณหภูมิด้วยเครื่องปรับอากาศ บางทีอาจจะจบมื้อด้วยไอศครีมเย็นๆ สักแท่ง”

การสร้างรสของฤดูกาลกับอาหารไทยแบบปี 2019 ที่ ร้าน ๘๐/๒๐

การสร้างรสของฤดูกาล

เชฟโจเปิดสมุดบันทึกของเขาให้ผมดูตารางฤดูกาลที่เขาจดรายชื่อของวัตถุดิบไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ ไม่ใช่แบ่งแค่ร้อน ฝน และหนาว แต่ยังแบ่งละเอียดเป็นช่วงต้น กลาง และปลายฤดูกาล เชฟโจบอกว่า ช่วงต้นและปลายเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล อากาศจะส่งผลทำให้คนไม่สบายมากที่สุด ในขณะเดียวกัน วัตถุดิบในช่วงนั้นก็มีความพร้อมที่จะนำมาใช้มากที่สุดเช่นกัน

“เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ ผมจะถามเครือข่ายเกษตรกรของเราว่าวัตถุดิบแต่ละอย่างมีอะไรบ้าง มีแค่ไหน อย่างช่วงต้นฤดูร้อนพวกผักจะออกมามาก โดยเฉพาะผักอวบน้ำอย่างรากบัว ใบบัว ผักบุ้ง ผักกระเฉด หรือช่วงปลายฝนต้นหนาวที่เขาเรียกว่า ข้าวใหม่ปลามัน เป็นช่วงที่วัตถุดิบอุดมสมบูรณ์มาก ปลาจะมันเพราะสะสมไขมันเตรียมไว้ตอนหน้าหนาว

“ถ้าวัตถุดิบไหนมันมีแค่ช่วงสั้นๆ เราก็ซื้อไว้ทั้งหมด แล้วเอามาถนอมไว้ก่อนด้วยวิธีการต่างๆ คนมองว่าเราเน้นเรื่องการหมักดอง เหตุผลแรกคือการจัดการวัตถุดิบ”

ถ้าใครเคยมาร้าน ๘๐/๒๐ ยุคแรกสุดคงจะเห็นโหลดองวางเรียงรายอยู่ตั้งแต่เปิดประตูเข้ามา เชฟโจเริ่มสนใจในเรื่องการหมักดองมาตั้งแต่แรกเริ่มร้าน จน ๘๐/๒๐ ปรับโฉมครั้งใหญ่ จากโหลดองจำนวนหลักสิบ ขยายขึ้นเป็นหลักร้อย จนเกิดห้องแล็ปทดลองการถนอมอาหารของตัวเอง

โหลจำนวนมากวางเรียงรายอยู่บนชั้น มีทั้งกะปิ น้ำปลา ผักหลายชนิด รวมถึงกระบวนการที่ไม่คุ้น เช่นการบ่มในขี้ผึ้งก็ถูกทดลองเพื่อนำมาใช้ในอาหาร

“เวลาเราได้วัตถุดิบมา เราก็จะให้ทีมหาวิธีในการเก็บรักษาไว้ด้วยวิธีการแบบต่างๆ ทั้งหมัก ดอง ตากแห้ง โดยสุดท้ายจุดประสงค์คือการหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยไฮไลต์รสชาติของวัตถุดิบนั้นได้มากที่สุด”

การสร้างรสของฤดูกาลกับอาหารไทยแบบปี 2019 ที่ ร้าน ๘๐/๒๐

อีกเหตุผลคือเราอยากสร้างรสที่เป็นของตัวเองทั้งหมด ตอนแรกเราแค่อยากรู้ว่าเราจะลองทำเครื่องปรุงทุกอย่างเองได้ไหม อย่างเช่นทำกะปิเอง ทำน้ำปลาขึ้นมาเอง พอได้ลองทำขึ้นมาแล้วเห็นว่ารสชาติที่ได้มันต่างกันออกไป เลยคิดว่าถ้ายังใช้เครื่องปรุงจากตลาดทั่วไปซึ่งมันเป็นพื้นฐานของรสชาติ ถึงสูตรอาหารเราดีมาก รสชาติมันก็อาจจะยังไม่แตกต่างจากคนอื่นอยู่ดี

อาหารที่ผมเพิ่งทานไปเป็นอาหารของฤดูร้อน อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นต้นฤดูฝน ยังพอมีอาหารไทยๆ ประจำฤดูร้อนให้เห็นบ้างอย่างปลาแห้งแตงโม และข้าวแช่ (แบบฉบับ ๘๐/๒๐) อาหารทั้งมื้อถูกเรียงลำดับไว้อย่างดี จังหวะความหนักเบาของขนาดอาหาร ไซส์ และการลำดับรสชาติอาหารค่อนข้างลงตัว

ผมคงต้องขอเลือกจานที่ชอบมาแนะนำ เพราะมีสิ่งเซอร์ไพรส์และสร้างความน่าจดจำหลายอย่างในมื้อนี้ ที่ควรจะต้องไปทดลองชิมด้วยตัวเองน่าจะได้อรรถรสกว่า ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นอาหารฤดูมรสุมอย่างเต็มตัว

Watermelon & Smoked Local Tuna

โจทย์เริ่มมาจากอาหารประจำฤดูร้อนอย่างปลาแห้งแตงโม แต่เราอยากทำปลาแห้งแตงโมแบบของ ๘๐/๒๐ ว่าจะออกมาเป็นยังไง เราชอบความสดชื่นของแตงโม แต่ว่ารสชาติมันยังไม่จัดมาก เราคิดวิธีที่จะใส่รสชาติของทั้งคำให้แรงขึ้นแต่ไม่แรงเกินไป เลยลองเปลี่ยนจากปลาแห้งตามแบบเดิมที่มีกลิ่นคาวแรง ใช้เป็นคัทสึโอะบูชิหรือปลาแห้งแบบญี่ปุ่นที่เราทำเองแทน ส่วนสิ่งที่ทดแทนหอมเจียวเราใช้ผงที่ได้จากต้นกระเทียมแทน คำนี้รสชาติจะสดชื่น เป็นของทานเล่นแบบฤทธิ์เย็นไว้ล้างปากสำหรับคอร์สถัดไป

การสร้างรสของฤดูกาลกับอาหารไทยแบบปี 2019 ที่ ๘๐/๒๐

Ferment Wild Mustard Relish, Summer Green & Vegetables

อาหารจานนี้ได้ไอเดียจากน้ำพริกใบชาหมักที่ภาคเหนือเขาทำกัน พอผมไปเดินตลาดแถวๆ บ้านแล้วเจอกาน่าฉ่ายหรือผักดองน้ำมัน เลยเอาไอเดียมาใช้ทำเป็นอาหารจานนี้ รสน่าจะออกมาอูมามิดี เลยเอาอาหารที่ใกล้เคียงกันทั้ง 2 อย่างนี้มารวมกัน เป็นน้ำพริกที่ขึ้นจากผักกาดป่าที่มันมีอยู่แค่เดือนครึ่งเท่านั้น เอาผักกาดป่าไปหมักกลือ น้ำตาล หมักเอาไว้ 1 คืนแล้วบีบน้ำออกเอาไปตุ๋นกับน้ำมัน หอมแดง พริก ใส่ลูกเหนียงลงไปด้วยเพื่อเพิ่มรสมัน สุดท้ายต้องการความเฟรชและรสหวาน เราเลยเลือกใส่เงาะลงไป

ไอเดียจัดจานได้แรงบันดาลใจจากตอนไปเก็บของป่าแล้วชาวบ้านเขาเอาใบไม้ใหญ่มารองเป็นจาน มีผัก ผักกาดหิ่น ผักกาดหวาน ผักกาดปลิว มะเขือไข่เต่า ดอกกะเจียวเคี่ยวกับกะทิ ไหลบัว ใบส้มโมง แล้วก็มะม่วงเขียวเสวย เมนูนี้เป็นวีแกนด้วย

การสร้างรสของฤดูกาลกับอาหารไทยแบบปี 2019 ที่ ๘๐/๒๐

Aplications of Pigs’s

เราอยากทำเมนูทอดแบบคุชิคัตสึของญี่ปุ่น แล้วจิ้มกับน้ำซอสที่เราได้แรงบันดาลใจจากคุชิคัตสึของนาโงย่า ที่ใช้มิโสะแดงมาทำเป็นซอสข้นๆ เหนียวๆ แต่เราเปลี่ยนจากมิโสะแดงเป็นกะปิแดงที่ร้านเราทำขึ้นมาเอง เราทำกะปิผสมกับพริกป่นและน้ำตาล คล้ายๆ ทำซอสโคชูจังของเกาหลีเช่นกัน ผสมกับเครื่องแกงที่ผสมหน่อผุดช้าง พืชพื้นบ้านที่ให้รสเผ็ดเปรี้ยวคล้ายดอกดาหลา และมีดีปลีผสมในเครื่องแกงด้วย ซอสที่ได้มีรสจัด เข้มข้น และซับซ้อน เกือบๆ ส่วนคางหมูที่ปกติคุชิคัตสึต้องเอาหมูไปตุ๋นก่อนแล้วนำไปทอด แต่เราใช้วิธีใช้เอนไซม์จากมะละกอมาหมักให้เนื้อหมูนุ่มก่อนแล้วนำไปทอด ส่วนด้านล่างเป็นแผ่นแป้งที่ทำจากกะทิและแป้งถั่วเหลืองและแป้งท้าวยายม่อม เอาไปย่างได้เป็นแผ่นแป้งเหนียวๆ มันๆ เหมือนแผ่นนานที่ใส่กะทิเพราะในน้ำราดเกือบจะเป็นแกงอยู่แล้วแต่ยังขาดความมันของกะทิ เลยมาใส่ไว้ในแผ่นแป้งที่ต้องกินไปพร้อมกันดีกว่า

Grilled Local Beef, Red Koji Curry, Bamboo, Sticky rice

จานหลักเป็นเนื้อย่างที่หมักกับเครื่องแกง เราได้แรงบันดาลใจจากการทำกอและ เราใช้พริกแกงกอและที่ผสมอังคั่ก หรือราแดงหมักเข้าไปด้วย น้ำที่เหลือจากการหมักหมูที่มีส่วนผสมกับโคจินำมาเคี่ยวเป็นซอสกินกับเนื้อ ตอนเราคิดเมนูนี้ เรารีเสิร์ชว่ามีการกินกอและคู่กับข้าวหลามด้วยในบางพื้นที่ เราเลยทำข้าวหลามมาเสิร์ฟคู่กัน นอกจากนั้น เรายังอยากเน้นความเป็นไผ่มากขึ้นในเมนูนี้ด้วย นอกจากกระบอกไม้ไผ่ที่เอามาหลามข้าวแล้ว เรายังเอาหน่อไม้มาทำเป็นยำหน่อไม้กินคู่กันด้วย

Khao-chae

ข้าวแช่ เมนูยอดนิยมของฤดูร้อน เกิดจากการที่เราอยากทดลองเอาข้าวไทยหลายๆ พันธุ์มาทำโคจิขาว พอทำออกมาแล้วข้าวที่หมักให้รสคล้ายลิ้นจี่ เลยให้ไอเดียกับซากิ (เชฟขนมของ ๘๐/๒๐) ว่าอยากทำข้าวแช่ดู สุดท้ายได้ออกมาเป็นข้าวแช่ในแบบของเราเอง ส่วนที่ต้องกินคู่กันคือคาราเมลที่เคี่ยวจากน้ำปลา รสออกหวานเค็ม มีเห็ดหยองที่ทำจากเห็ด 3 ชนิด หอมเจียว และดอกไม้ดองที่เอาไปตากแห้งเคลือบด้วยน้ำตาล ส่วนข้าวทำจากข้าวหอมมะลิไปคลุกกับโคจิ แล้วทิ้งไว้ 2 วันจนเป็นข้าวคล้ายแป้งข้าวหมาก นำมาลอยในน้ำสาโทลิ้นจี่เพื่อเพิ่มความลิ้นจี่มากขึ้นจากตัวข้าวด้วย

๘๐/๒๐

Facebook 8020bkk

โทร 099-118-2200

Writer & Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Full Course

เปิดสูตรลัดเรื่องรสชาติและความสัมพันธ์ของมนุษย์กับอาหาร ผ่านการนั่งกินอาหารกับเชฟ

หากพูดถึงร้านอาหาร Fine Dining หลายคงนึกถึงภัตตาคารหรูใจกลางเมือง หรืออาจเห็นภาพร้านที่มีบรรยากาศทางการนิด ๆ มีความหรูหราหน่อย ๆ แต่ภาพเหล่านั้นจะยังคงเหมือนเดิมไหม ถ้า Fine Dining ไม่ใช่ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงอย่างที่เราเคยรู้จัก

‘แก่น’ ร้านอาหารที่ยกความเป็น Fine Dining ไปตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดของ เชฟไพศาล ชีวินศิริวัฒน์

“เชฟทุกคนจริง ๆ 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ อยากมีร้านของตัวเอง”

หลังสะสมประสบการณ์กว่า 20 ปี ในฐานะเชฟที่ทำงานให้กับโรงแรมระดับสากลมามาก ‘ชีวาศรม’ แบรนด์ Wellness Hotel ที่ทำให้เชฟไพศาลได้พบกับ เชฟจิ๊บ-กัญญารัตน์ ถนอมแสง การได้ร่วมงานกันในครั้งนั้นทำให้ทั้งคู่จับเข่าคุยและจับมือกันออกมาสร้างร้านอาหารของตัวเองตามเสียงหัวใจของคนเป็นเชฟ

นั่นคือจุดเริ่มต้นของร้านแก่น ร้านอาหารไทยที่เสิร์ฟอาหารไทยร่วมสมัย และไม่ลืมหยิบกลิ่นอายอาหารอีสานมาผสมผสานได้อย่างลงตัว เราอยากพาไปรู้จักกับร้าน Fine Dining ที่ท้าทายให้ผู้คนได้เข้ามาเปิดประสบการณ์ใหม่ที่คนขอนแก่นยังไม่คุ้นชิน

ร้านแก่น Fine Dining ติดดินของคนขอนแก่น ที่อยากส่งต่อของดีในบ้านเกิดไปให้ถึงระดับโลก

แก่นของความแปลกใหม่

การกลับบ้านของเชฟมากฝีมืออย่างเชฟไพศาล เป็นการกลับบ้านด้วยความตั้งใจเต็มเปี่ยมร่วมกับเชฟจิ๊บที่ต้องการเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง และเป็นร้านอาหารที่แสดงตัวตนของตัวเองด้วย

เริ่มต้นกันง่าย ๆ จากการสำรวจพื้นที่ น้องสาวของเชฟไพศาลมีร้านซักผ้าอยู่กลางชุมชนเมืองฝั่งกังสดาล 

“ตรงนั้นเป็นที่ของที่บ้าน เคยเป็นบ้านเก่าที่มันติดกัน ซึ่งร้านซักผ้าเป็นของน้องสาว เราเลยคิดว่าน่ารักดี พอไปเห็นบ้านที่ติดกับร้านซักผ้าของน้องสาวเรารู้สึกบางอย่าง รู้สึกถึงว่าอันนี้ใช่ เหมือนผู้หญิงเดินไปซื้อเสื้อผ้า เห็นชุดหนึ่งแล้วเอ๊ะ ชุดนี้มันใช่เลย อันนี้ใช่”

พื้นที่เล็ก ๆ กับความตั้งใจของคู่หูเชฟที่ไม่ได้หวังสร้างร้านให้ใหญ่โต เริ่มต้นกันด้วย 25 ที่นั่งก็แฮปปี้มากแล้ว

“การวางแผนทำร้านในใจเราคิดแค่ว่าทำให้ดีที่สุด ทำเพื่อให้ขอนแก่นมีร้านอาหารดี ๆ สักร้าน ร้านเรามีแค่ประมาณ 25 ที่นั่ง รู้สึกแค่ว่าทำออกมาแล้วคนมากินแฮปปี้ ตัวเราเองแฮปปี้ ไม่ได้คิดด้วยว่าตัวเองเป็นเจ้าแรกหรือเจ้าที่สอง เพราะความเป็น Fine Dining ร้านข้างทางขายลาบเขาก็เป็นได้ เช่น ลาบเนื้อ เขาเอาเนื้อส่วนไหนมาทำ เนื้อดิบประมาณไหน ปรุงประมาณไหน”

ร้านแก่น Fine Dining ติดดินของคนขอนแก่น ที่อยากส่งต่อของดีในบ้านเกิดไปให้ถึงระดับโลก
ร้านแก่น Fine Dining ติดดินของคนขอนแก่น ที่อยากส่งต่อของดีในบ้านเกิดไปให้ถึงระดับโลก

ความเป็น Fine Dining ของเชฟไพศาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่หรือพิธีรีตอง แต่แสดงออกมาจากเมนูของฝีมือเชฟ ซึ่งเชฟแต่ละคนก็มีความเป็นตัวตนและโชว์ความเป็น Fine Dining ไม่เหมือนกัน

เชฟไพศาลและเชฟจิ๊บต่างก็มีตัวตนในแบบฉบับของตัวเอง แต่ทั้งสองมีพื้นฐานความตั้งใจร่วมกัน จนเกิดเป็นร้าน ‘แก่น’ ที่สื่อถึงแก่นความตั้งใจ 5 แก่นของทั้งคู่

“แก่นที่ 1 คือ แกนกลาง (Core) เราคิดว่าการกินเป็นแกนกลางหรือเป็นแก่นของชีวิต เป็นหลักสำคัญของชีวิต 

“แก่นที่ 2 คือ แก่นไม้ ถ้าผ่านไปผ่านมาบ้าง ก็จะเห็นว่าร้านตกแต่งด้วยไม้เยอะ เพราะด้วยความบังเอิญว่าที่บ้านผมทำธุรกิจค้าไม้ ก็เลยเอาไม้มาลงเยอะแยะ โต๊ะเก้าอี้ก็เอามาจากที่บ้าน ไม้ที่อยู่ในร้านคือทำเองทั้งหมด โลโก้เรายังเป็นตราไม้เลย จริง ๆ แล้วโลโก้มองได้ 2 แบบด้วย มันคือการผสมผสานกันระหว่างวงปีของไม้กับลายนิ้วมือ เพราะลายนิ้วมือสื่อถึงซิกเนเจอร์ของแต่ละคน 

“แก่นที่ 3 คือ ซนแก่น มันเหมือนเราพูดว่า เด็กนี่มันซนจัง ซึ่งความซนความแก่นออกมาในรูปแบบของเมนู เพราะเราทำอาหารไทยผสมผสานอาหารอีสานให้ดูทันสมัย จับนั่นผสมนี่ มีความซนผ่านเมนู

“แก่นที่ 4 แปลว่า อยู่สบาย เป็นคำในภาษาอีสาน ยกตัวอย่างประโยคที่เขาพูดกันอย่าง คนแถวนี้มาอยู่เยอะเนอะ เขาคงจะแก่นที่แถวนี้ ที่แถวนี้ทำให้อยู่สบาย เพราะงั้นแก่นเป็นภาษาอีสานแปลว่าอยู่สบาย หรือ Comfortable 

“แก่นที่ 5 คือ ขอนแก่น เพราะเป็นร้านในขอนแก่น และเราเองก็เป็นคนขอนแก่น”

5 แก่นที่คิดมาอย่างลงตัวทำให้ร้านนี้นิยามตัวเองให้เป็นร้านสไตล์ Casual Fine Dining ลดความเป็นทางการ เพิ่มความขี้เล่นซนแก่น แต่ยังคงคุณภาพอาหารระดับมิชลินสตาร์ไว้ได้

“พอร้าน Fine Dining มาอยู่ต่างจังหวัด มันมีหลายอย่างที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนแถวนี้ เพราะคนมักจะมองว่าต้องแต่งตัวสวย ๆ มากิน ต้องจองก่อน ต้องมีจริตกิริยากันนิดหน่อยถึงจะเข้ามากินได้ เพราะเหตุนี้จึงอาจจะเข้ากับคนต่างจังหวัดยากนิดหนึ่ง เราเลยอยากให้คนใส่ขาสั้น สวมรองเท้าแตะ ก็กินได้ อาหารไม่ได้ดูเป็นพิธีรีตองหรูหราจนถึงขั้นจับต้องไม่ได้ คนขอนแก่นเขาสบาย ๆ เขาไม่พิธีรีตอง

“ร้านเลยแบ่งเมนูออกเป็น 2 โซน โซนแรกคือแบบเซ็ต เมนูจะมีความจริตเยอะ แต่ถ้าเป็นอาหารจานเดียวก็จะสบาย ๆ แต่ไม่อยากทิ้งความเป็น Fine Dining เราเลยบอกว่ามันเป็น Casual Fine Dining เพราะคอนเซ็ปต์ของไม้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่น ความสนุก และลูกเล่นของเมนูที่เรานำเสนอ ทำให้คนมากินหัวเราะได้”

ร้านแก่น Fine Dining ติดดินของคนขอนแก่น ที่อยากส่งต่อของดีในบ้านเกิดไปให้ถึงระดับโลก
ร้านแก่น Fine Dining ติดดินของคนขอนแก่น ที่อยากส่งต่อของดีในบ้านเกิดไปให้ถึงระดับโลก

แก่นของตัวตน

ทุกเมนูของร้านแก่นสรรสร้างด้วยความตั้งใจของเชฟไพศาลกับเชฟจิ๊บ ทุกกระบวนการถูกคิดมาอย่างดี และทุกเมนูก็โชว์ความแก่น ความสนุกสนาน และความเป็นเชฟทั้งสองคนไว้ด้วย

ซึ่งกว่าจะคิดแต่ละเมนูออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์นั้นไม่ง่ายเลย

“เมนู Combination แตกต่างกันในเชิงกระบวนการคิด บางครั้งวัตถุดิบจุดประกายก่อน เราเห็นวัตถุดิบตัวหนึ่ง เลยอยากทำอะไรสักอย่างกับมัน บางครั้งเทคนิคมาก่อน เช่น เราอยากใช้เทคนิค Reduction ซอสตัวนี้คงไปกินกับซอสตัวนั้นได้ หรือบางครั้งเมนูรอบข้างเกิดก่อน อย่างเรามีเมนูจานปลาหรือจานกุ้งแล้ว แต่ขาดจานเนื้อ เมนูต่อมาเราก็ต้องคิดว่าจะเอาเนื้ออะไรมาเล่น เมนูที่ร้านซับซ้อนและทำได้ไม่ง่าย เพราะการคิดเมนูเหมือนเป็นเรื่องราว มีความเป็นตัวตนของเชฟ เหมือนเขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่ผ่านกระบวนการคิดมาเยอะ”

เราเลยสงสัยว่า แล้วตัวตนของเชฟไพศาลและเชฟจิ๊บที่แฝงอยู่ในเมนูนั้นคือแบบไหน

“มีความ Playful อย่างเราชอบกินของอร่อยและรักสุขภาพบ้าง จากประสบการณ์ที่เคยอยู่ Wellness Hotel หลายสิบปี บางเมนูจึงมีกลิ่นอายของความเป็นสุขภาพ เป็นการแสดงตัวตนผ่านประสบการณ์ด้วย

“แล้วโดยพื้นฐานเราเรียนทำอาหารฝรั่งเศสมา ก็จะใช้เทคนิคทำอาหารฝรั่งเศสในความเป็นอีสาน หรือมีความเป็นสุขภาพแบบฝรั่งเศสแต่ก็ความสนุก เอามาผสมผสานกันเป็นสไตล์สนุก ถ้าถามว่าร้านเราสไตล์อะไร ตอบว่าเป็นฟรีสไตล์ ออกมาเป็นอาหารไทยร่วมสมัยที่สนุกสนาน”

นอกจากความเป็นตัวตนของเชฟแล้ว ร้านแก่นยังคงกลิ่นอายความเป็นอีสานและคงความเป็นอาหารขอนแก่นไว้ได้อย่างดี สิ่งที่คงความเป็นอีสานได้ดีที่สุด คือรสชาติอาหารแบบไทย ๆ

“บางครั้งเราเคยเห็นคนหน้าตาแบบชาวต่างชาติแต่พูดอีสาน เราเปรียบเทียบได้แบบนั้น อาหารเราอาจจะดูอินเตอร์ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันคือรสชาติของความเป็นท้องถิ่น บางจานก็ใส่ปลาร้าลงไปเลย รสชาติเลยเป็นอีสาน เพราะเราใช้วัตถุดิบอีสาน”

ร้านแก่น Fine Dining ติดดินของคนขอนแก่น ที่อยากส่งต่อของดีในบ้านเกิดไปให้ถึงระดับโลก
ร้านแก่น Fine Dining ติดดินของคนขอนแก่น ที่อยากส่งต่อของดีในบ้านเกิดไปให้ถึงระดับโลก

วัตถุดิบชั้นดีของขอนแก่นที่เชฟไพศาลการันตีคุณภาพ ทุกเมนูที่มีกลิ่นอายความเป็นขอนแก่นแฝงไปด้วยวัตถุดิบแท้จากท้องถิ่น ตั้งแต่การซื้อโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางจากกลุ่มเกษตรสีเขียว อำเภอน้ำพอง จาก ว. ทวีฟาร์ม อำเภอหนองเรือ หรือจะเป็นไข่ไก่จากฟาร์มสีอิฐ จนกระทั่งไก่ที่ซื้อตรงจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

“ขอนแก่นมีวัตถุดิบที่ดีเยอะ แต่อาจเป็นม้านอกสายตา ยังไม่ค่อยมีคนหยิบจับมาแสดงความเป็นตัวตนของมันมาก แต่เราอยากเล่น เราอยากจับ เช่น ขอนแก่นปลูกกะเพราเยอะและคุณภาพดีมาก ที่น้ำพองเขาปลูกผักเกษตรอินทรีย์ส่งขายทั่วประเทศ ขอนแก่นมีเกลือที่ดีระดับเชฟมิชลินสตาร์หลายคนใช้ คือเกลือบ่อกระถินที่บ้านไผ่ ขอนแก่นมีไก่ประดู่หางดำที่เทียบได้กับ Cochin Chicken ของญี่ปุ่น ขอนแก่นมีเขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งปลาเขื่อนอร่อย ไม่มีกลิ่นสาบ เราใช้วัตถุดิบท้องถิ่นทุกเมนู เพราะอยากไฮไลต์ว่าอีสานเป็นยังไง”

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเหมือนวงน้ำเล็ก ๆ ที่ส่งต่อหล่อเลี้ยงเกษตรกรหลายกลุ่ม แม้จะไม่ใช่วงน้ำที่ใหญ่มาก แต่เชฟไพศาลเชื่อว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต

“มันอาจจะเป็นแค่วงน้ำเล็ก ๆ เป็นแค่จุดเริ่มต้นอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่บางทีมันอาจจะขยายใหญ่จนไปเป็น Soft Power ก็ได้ แล้ววันหนึ่งพอทุกคนเห็นว่ามันดี คนอื่นก็อาจจะทำด้วยและทำงานกับเกษตรกรแบบเรา เราคิดว่าสังคมต้องโตไปด้วยกัน เพียงแค่เกษตรกรอยู่ได้ เราก็อยู่ได้”

วัตถุดิบที่ใช้ในร้านถูกคัดสรรมาอย่างดี ใส่กระบวนการคิด ใส่ความเป็นตัวตนของเชฟ อีกทั้งคงความเป็นอีสานที่มีหน้าตาสะสวยทุกเมนู เชฟไพศาลจึงยก 3 เมนูประจำร้านที่อยากชวนมาลิ้มลองกันให้ได้สักครั้ง

หมูกรอบอีสานเยอรมัน 

Fine Dining ที่พูดความเป็นอีสานผ่านอาหารว่า ความเรียบง่าย สบาย และไร้พิธี ก็เป็นอาหารระดับ World Class ได้

“เมนูที่ได้หมูสามชั้นจาก ว.ทวีฟาร์มของหมอฟิวส์ หมูที่หมอฟิวส์เลี้ยงมีความพิเศษคือเป็นหมูแบบที่เลี้ยงตามธรรมชาติ ไม่ใส่ยา ไม่ใส่สารเร่ง เลี้ยงในขอบเขตธรรมชาติบนภูเขาและกินพืชสมุนไพร เราทำเป็นหมูกรอบม้วนสไตล์หมูชาชูกลม ๆ โดยปกติคนอีสานกินตำถั่วหมูกรอบ ซึ่งคนเยอรมันเองก็มีขาหมูเยอรมันที่กินกับ Sauerkraut ที่เป็นผักดองแบบเยอรมัน หนึ่งในเชฟทีมเราเคยอยู่เยอรมันมาก่อน เขาทำอร่อย เราเลยได้หมูกรอบเป็นตัวเชื่อมเมนูนี้ คือมีความเป็นอีสานถ้ากินกับตำถั่ว แล้วมีความเป็นเยอรมันเมื่อกินกับ Sauerkraut”

แซลมอนปลาร้า 

Fine Dining ที่พูดความเป็นอีสานผ่านอาหารว่า ความเรียบง่าย สบาย และไร้พิธี ก็เป็นอาหารระดับ World Class ได้

“เป็นความคิดสนุก ๆ ที่เราเอาแซลมอนมาเคียวหรือไปหมักดองสไตล์นอร์ดิก โดยใช้เกลือน้ำตาลแล้วใส่ส้มซ่า มีความคล้ายกับสโมกแซลมอนที่มีความแห้ง เราเคยเห็นคนเคยทำแซลมอนปลาร้ากันอยู่ เราเลยอยากเอาปลาร้ามาใส่ด้วย ด้านบนเมนูนี้เราโรยผักสมุนไพร มีกระเทียมดำที่ได้มาจากศรีสะเกษ เป็นกระเทียมที่มีรสชาติอร่อย กินด้วยกันกับเมนูนี้แล้วเข้ากันดี กระเทียมดำมีความหวานธรรมชาติในตัว แถมมีสรรพคุณทางยาด้วย เป็นเมนูที่มีรสชาติหลากหลายมาก”

เป็ดสาโท

Fine Dining ที่พูดความเป็นอีสานผ่านอาหารว่า ความเรียบง่าย สบาย และไร้พิธี ก็เป็นอาหารระดับ World Class ได้

“เป็ดย่างกินกับซอสที่ทำจากสาโท ปกติซอสเป็ดต้องกินกับของหวาน ๆ โดยมากเป็นผักที่หวาน ตรงนี้เราใช้ลูกมะเดื่อฝรั่ง เป็นวัตถุดิบที่หาได้จากขอนแก่นเหมือนกัน ส่วนตัวซอสออกเป็นเมนูฝรั่งนิด ๆ คือซอสเกรวี่ ซึ่งเกรวี่ของฝรั่งใช้ไวน์แดงทำ แต่เราใช้สาโทอีสานมาทำแทน เป็นเมนูที่ออกมาอร่อย ลูกค้าชอบ”

เป็น 3 เมนูที่โชว์ความเป็นอาหารไทยร่วมสมัย และคงกลิ่นอายอาหารอีสานไว้ได้เป็นอย่างดี อาหารทุกจานเสิร์ฟพร้อมกับการเล่าถึงความเป็นมาของแต่ละเมนู ทำให้ลูกค้าเข้าถึงความเป็นอาหารอีสาน และเข้าถึงรสชาติของความเป็นขอนแก่นมากขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่แสน Casual

แก่นของความท้าทาย

การพลิกผันจากเชฟมือหนึ่งในโรงแรมระดับสากล สู่การเปิดร้านของตัวเองในต่างจังหวัด แน่นอนว่าความไม่คุ้นชินกับร้านอาหาร Fine Dining ของคนที่นี่อาจเป็นอุปสรรคบ้าง

“ร้านเราคอนเซ็ปต์ค่อนข้างใหม่สำหรับต่างจังหวัด ถ้าคอนเซ็ปต์นี้เปิดที่กรุงเทพฯ อาจจะไม่เคอะเขิน เพราะฉะนั้น การกินอาหารประเภทนี้แค่เปิดปากไม่ได้ แต่ต้องเปิดใจด้วย มันต้องรู้สึกถึงสิ่งที่อยากสื่อสาร เราอยากสื่อสารถึงสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการได้ช่วยเกษตรกร หรือเทคนิคที่ทำยากลำบากเหลือเกิน เวลาน้อง ๆ ไปเสิร์ฟ เขาจะเล่าให้ลูกค้าฟังว่าจานนั้นเป็นยังไง เราว่ามันเป็นการเปิดประสบการณ์ในการกิน อยากให้ทุกคนเปิดประสาทรับรู้รับรส และเปิดใจเสพความตั้งใจของเรา”

แต่ความไม่คุ้นชินเหล่านั้นกลับเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เชฟไพศาลอยากให้ชาวขอนแก่นเปิดใจรู้จักร้านแก่นมากขึ้น เชฟจึงลงมือลงแรงทุกอย่างที่ไม่ใช่แค่งานในครัวอย่างที่ผ่านมา

Fine Dining ที่พูดความเป็นอีสานผ่านอาหารว่า ความเรียบง่าย สบาย และไร้พิธี ก็เป็นอาหารระดับ World Class ได้

“สมัยทำงานโรงแรม เราเป็น Executive Chief แต่ตอนนี้มีร้านของตัวเอง ก็เป็นทั้งคนสวน คนล้างจาน ช่างซ่อม คนจัดซื้อ คนเสิร์ฟ เป็นทุกตำแหน่ง แต่มีประโยชน์อย่างหนึ่งคือ เราเห็นภาพรวมองค์กรชัดขึ้น เมื่อก่อนเราอยู่ในโรงแรมหรือที่ใหญ่ ๆ บางทีก็รู้สึกว่าเท้าเราไม่ติดพื้น แต่พอทำร้านของตัวเองแล้ว ไม่ใช่แค่เท้าติดพื้น แต่เรานอนกลิ้งไปกับพื้นเลย เรา Down to Earth มากขึ้น แต่ก็มีความสุขในแบบของมัน”

ความสุขในแบบของเชฟไพศาลไม่ได้ออกมาในรูปแบบเงิน แต่เป็นความสุขที่ตอบแทนจากการได้ช่วยเหลือเกษตรกร เป็นความสุขที่ได้สร้างร้านตามตัวตนของตัวเอง และได้เป็นอีกเสียงที่อยากตะโกนก้องให้คนรู้จักอาหารอีสานมากขึ้น

“การทำให้คนได้รู้ว่าอีสานก็มีเชฟระดับมิชลิน เรามีความสุขที่ได้ขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ เพราะเรารู้สึกว่าอาหารอีสานเป็นม้านอกสายตา อยากทำให้อาหารอีสานเป็น Soft Power เล็ก ๆ ที่พัฒนาต่อไปได้”

แน่นอนว่าเชฟไพศาลก็มีภาพวาดฝันของวงการอาหารอีสานอยู่ในใจ

“อาหารอีสานเป็นอาหาร World Class อยู่แล้ว มีวันหนึ่งผมดูคลิปรีวิวสายการบิน เขาจะบินมาเมืองไทย แล้วเขาก็บอกว่า ฉันกำลังจะบินไปไทยหลังจากที่ไม่ได้ไปนานมาก ฉันคิดถึง Papaya Salad มากเลย เราก็ เอ๊ะ ทำไมพูดถึงส้มตำ หมายความว่ามันเป็นอาหารที่เขารู้จัก รู้จักข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำ ผมเลยอยากเห็นอาหารอีสานไปสู่ระดับเวทีโลก แล้วก็อยากให้คนไทยเองที่นึกถึงอีสานแล้วรู้สึกว่าร้านอาหารอีสานอร่อย ไม่ใช่ Eat Cheap”

การจะไปถึงจุดนั้นได้ เชฟไพศาลจึงอยากเป็นอีกหนึ่งกำลังที่ช่วยต่อยอดพัฒนาวงการอาหารอีสานให้เป็นที่รู้จัก ทั้งในแวดวงคนไทยเอง จนไปถึงระดับชาติให้ได้ด้วยจุดเริ่มต้นนี้

Fine Dining ที่พูดความเป็นอีสานผ่านอาหารว่า ความเรียบง่าย สบาย และไร้พิธี ก็เป็นอาหารระดับ World Class ได้
Fine Dining ที่พูดความเป็นอีสานผ่านอาหารว่า ความเรียบง่าย สบาย และไร้พิธี ก็เป็นอาหารระดับ World Class ได้

“ร้านแก่นน่าจะโตไปในแบบของมัน Ultimate Dream สุด ๆ เลย เราเห็นภาพแก่นไปเปิดที่นิวยอร์ก เป็นภาพในหัวของเรากับจิ๊บที่เชื่อว่า If you can make it in New York, You can make it anywhere. เราหวังไว้ มันคงไม่ใช่ Tomorrow Plan แต่มันคงเป็นแผน 6 – 7 ปีไปเลย”

เช่นนั้นแล้วความตั้งใจเหล่านั้นจึงเริ่มต้นด้วยความใส่ใจและความพิถีพิถัน ให้คนขอนแก่นได้จดจำร้านแก่นที่นำเสนออาหารอีสานในรูปแบบใหม่ แปลความหมายของอาหารขอนแก่นออกมาได้วงน้ำเล็ก ๆ ที่มองการณ์ไกลขนาดนี้ นิยามตัวเองว่าเป็น Casual Fine Dining อาจจะสั้นไปหน่อย เราเลยขอให้เชฟให้คำนิยามของความเป็น ‘แก่น’ ที่อยากบอกให้คนรู้จักมากขึ้นอีกสักนิยาม

“แก่นเป็นร้านของคนขอนแก่น ร้านที่จะเป็นความภูมิใจของขอนแก่น และเป็นร้านที่อาหารมีความสร้างสรรค์ ได้ช่วยเหลือเกษตรกรและรักษ์โลก”

Fine Dining ที่พูดความเป็นอีสานผ่านอาหารว่า ความเรียบง่าย สบาย และไร้พิธี ก็เป็นอาหารระดับ World Class ได้

แก่น (KAEN)

ที่ตั้ง : ซ.อดุลยาราม 3 อ.เมืองขอนแก่น / แก่น I KAEN (กังสดานซอย Pizza Company) (แผนที่)

เมนูอาหารมีให้เลือกทั้งแบบ A La Carte และ Set Menu

วัน-เวลาทำการ : 11.00 – 15.00 และ 17.00 – 21.00 น. (หยุดทุกวันอังคาร) 

Facebook : แก่น I KAEN

โทรศัพท์ : 08 6222 2203

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load