01 น้ำ-ป่า

“ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำหาในอินเทอร์เน็ตก็ได้”

เมื่อชวนคุยเรื่องน้ำ ประโยคด้านบนนี้ก็ดังจากปากของ อ้วน-นิคม พุทธา นักอนุรักษ์รุ่นใหญ่ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมอนุรักษ์ผืนป่าและสายน้ำมานานหลายสิบปี

และเพราะเชื่อไม่ต่างกัน ในบ่ายวันพุธที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ทริป ‘ตามน้ำ’ ที่พาคนเมืองมาเรียนรู้เรื่องน้ำถึงต้นน้ำที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พร้อม 3 นักแสดงคือ กมลเนตร เรืองศรี, พิพัฒน์ และ ศิรพันธ์ อภิรักษ์ธนากร จึงถือกำเนิด ทริปนี้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม Earth Appreciation ของเว็บไซต์ The Cloud ที่ตั้งใจพาคนเมืองไปรู้จักธรรมชาติแบบ 101 โดยมีผู้สนับสนุนคือ โครงการ ‘รักน้ำ’ ของกลุ่มธุรกิจ โคคา-โคลา ในประเทศไทย

แทนที่จะนั่งฟังบรรยายและอ่านตำราว่าแม่น้ำยาวกี่กิโลเมตร หรือวิธีประหยัดน้ำมีกี่วิธี

เราได้มารู้จักน้ำผ่านประสบการณ์ตรงในพื้นที่ต้นน้ำของจริง ที่สำคัญ ทริปนี้ไม่ได้พาไปลงมือสร้างผลประกอบการจับต้องได้ ผู้จัดประเมินผลสะดวก เช่น ปลูกต้นไม้ได้ 1,000 ต้น หรือถือป้ายถ่ายรูปกับแม่น้ำ

แต่เป็นการเดินทางบนวิธีคิดใหม่ นั่นคือพาคนเมืองไปรับ ‘แรงบันดาลใจ’ ที่ไม่อาจเห็นด้วยตาเปล่า

อ้วน-นิคม พุทธา

และแน่นอน ครูคนสำคัญของทริปคือพี่อ้วน นักอนุรักษ์รุ่นใหญ่รอเราอยู่ที่ค่ายเยาวชนอนุรักษ์ดอยหลวงเชียงดาวที่ก่อตั้งเพื่อเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมอนุรักษ์กับเด็กๆ แล้วฉันและชาวทริปก็ได้เดินทางพร้อมพี่อ้วน ตามสายน้ำนั้นไปยังด้านหลังสถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาวซึ่งอยู่ใกล้เคียง

ป่า ลำธาร

สีเขียวรอบตัวที่เราเห็นคือ ‘ป่าต้นน้ำ’ ป่าผืนนี้ช่วยกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาไว้ในต้นไม้ ไว้ในผืนดิน (ป่าต้นน้ำชั้นเยี่ยมเก็บได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์) และปล่อยน้ำบางส่วนให้ทยอยไหลลงมาทีละน้อย กลายเป็นสายน้ำเล็กๆ ใสสะอาด ก่อนกลายเป็นแม่น้ำกว้าง

การมีป่าต้นน้ำคุณภาพเหมือนมีฟองน้ำก้อนโต เวลาฝนตกก็ไร้ปัญหาน้ำหลาก ดินถล่ม พอเข้าหน้าแล้ง น้ำที่ป่าทยอยปล่อยก็ทำให้เรามีน้ำใช้ตลอดปี และดอยหลวงเชียงดาวก็คือฟองน้ำก้อนใหญ่ของพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ปิงนั่นเอง

ทริปตามน้ำ

พืชป่า นิคม พุทธา

พี่อ้วนบอกว่าทุกครั้งที่น้ำไหลผ่านก้อนหิน การกระฉอกจะช่วยเติมออกซิเจนเป็น ‘ลมหายใจ’ ที่หล่อเลี้ยงชีวิต เพราะสายน้ำเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด และสังคมพืชริมน้ำก็สำคัญ เป็นแหล่งพันธุกรรมของพืชและสัตว์ เช่น ใต้รากของต้นกล้วยป่าริมน้ำเป็นบ้านของปลารากกล้วย

เหล่าสิ่งมีชีวิตในน้ำอพยพหากินไม่หยุดอยู่กับที่ เราจึงไม่ควรสร้างเขื่อนคอนกรีตขวางสายน้ำ แต่สิ่งชะลอน้ำอย่างฝายแม้วที่สร้างจากหินและไม้นั้นไม่เป็นปัญหา เพราะมีช่องว่างให้น้ำและสิ่งมีชีวิตเคลื่อนผ่าน

 ศิรพันธ์ อภิรักษ์ธนากร

ท็อป นุ่น ทริปตามน้ำ

ระหว่างลุยน้ำตามหลังพี่อ้วน หยุดมอง ทำความรู้จักสิ่งรอบตัว ฉันเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภูเขา ผืนป่า สายน้ำ และแน่นอน มนุษย์มากขึ้นทีละน้อย เป็นความเข้าใจจากประสบการณ์ปฐมภูมิแท้จริง

“ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำหาในอินเทอร์เน็ตก็ได้”

ส่วนสิ่งที่ไม่มีในนั้นก็อยู่กับฉันที่นี่ ตรงนี้แล้ว

เดินป่า

02 เอาเท้าแช่น้ำ แล้วเดินต่อไป

2 กิโลเมตร คือระยะทางที่ชาวทริป ‘ตามน้ำ’ เดินตามสายน้ำกันในช่วงบ่าย

1,200 กิโลเมตร คือระยะทางที่พี่อ้วนเดินตามสายน้ำเมื่อ พ.ศ. 2553

หลังกินมื้อเย็นอิ่มหนำ พี่อ้วนนั่งลงในวงสนทนายามค่ำคืนแล้วเล่าให้ฟังว่า เคยใช้เวลา 3 เดือนออกเดิน ‘ธรรมยาตรา’ ตามสายน้ำตั้งแต่ต้นแม่น้ำปิงถึงเจ้าพระยา

นิคม พุทธา

จากเด็กที่เกิดริมแม่น้ำปิงและสงสัยว่าสายน้ำตรงหน้าไหลไปไหน พี่อ้วนเติบโตขึ้น เคยเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งจับปืนต่อสู้ เป็นเอ็นจีโอผู้โดดเข้าปะทะเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม จนเวลาผ่านไป พี่อ้วนได้รู้เรื่องราวของสาทิศ กุมาร ปราชญ์ชาวอินเดียผู้ออกเดินเพื่อรณรงค์ยับยั้งการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ และอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ที่ออกเดินเพื่อทำสมาธิและทบทวนชีวิตจากกรุงเทพฯ ถึงบ้านเกิดที่เกาะสมุย

พี่อ้วนเริ่มสนใจอยากลองใช้เครื่องมือเรียบง่าย นุ่มนวลอย่างสองเท้าของตัวเอง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง จนเกิดเป็น ‘ธรรมยาตรา ศรัทธาแห่งสายน้ำ’ การเดินทางตามสายน้ำจากแม่ปิงสู่เจ้าพระยา เพื่อฝึกฝนตนเอง เรียนรู้ธรรมชาติ ที่สำคัญคือรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้ผู้คน

สองเท้าพาพี่อ้วนไปพบเห็นความเริงร่าของสายน้ำเมื่อไหลผ่านป่า เห็นบาดแผลขณะสายน้ำไหลผ่านเมือง ท้ายที่สุด หลังผ่านไปกว่า 100 วัน นักอนุรักษ์รุ่นใหญ่ได้เห็นสายน้ำนั้นไหลลงสู่ทะเล

ทริปตามน้ำ

“ก่อนหน้านั้น เราพูดคุยว่า เรามีความปีติที่ได้เดินทางมากับสายน้ำ แล้วบัดนี้ สายน้ำได้เดินทางมาถึงบ้านคือท้องทะเล แต่ภาพที่ปรากฏให้เห็นคือ เงาเมฆในน้ำ ผมรู้ว่าแม่น้ำไม่ได้จบการเดินทาง แม่น้ำยังต้องเดินทางต่อไป ไปหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตโดยไม่เลือกว่าผู้คนหรือสัตว์ ไม่เลือกแม้กระทั่งคนที่เคยทำร้ายแม่น้ำ เมื่อถึงเวลาคุณหิวกระหาย น้ำก็ให้คุณดื่มกินได้ตลอดเวลา” พี่อ้วนแบ่งปันบทเรียนครั้งนั้น

การเดินทางตามสายน้ำยังมอบความเปลี่ยนแปลงภายใน ใจสงบเย็นลงไม่ต่างจากสายน้ำ ขณะเดียวกัน พี่อ้วนยังสานต่องานอนุรักษ์ อาจไม่ใช่การจับปืนหรือวิวาทะ แต่หนทางเปลี่ยนแปลงย่อมหลากหลาย

เช่น การมานั่งอยู่กับฉันและผู้ร่วมทริป ‘ตามน้ำ’ ในเวลานี้

บทสนทนายามค่ำคืนสิ้นสุดลง ในความมืดมิดที่มีเสียงสายน้ำข้างค่ายเยาวชนฯ ขับกล่อม ฉันพบว่าขณะที่นักอนุรักษ์คนนั้นยังเดินเคียงข้างสายน้ำ

การเดินทางของเขายังดำเนินต่อในใจเรา

03 ฆ่าน้ำ

โชคดีที่เช้านี้ไม่มีแดด

ประโยคนี้ผุดขึ้นในหัวฉันขณะลงจากรถตู้พร้อมผู้ร่วมทริปตามน้ำที่เหลือ เพราะรอบตัวเราตอนนี้คือพื้นที่โล่งกว้างที่ใช้ทำการเกษตร ถ้าวันนี้แดดจัดจ้า พวกเราคงโดนแดดเผาไม่มีร่มให้หลบเหมือนในป่าวันก่อน

ที่นี่คืออดีตป่าต้นน้ำเขียวชอุ่มที่ถูกชาวบ้านตัดถางเพื่อเพิ่มพื้นที่ผลิตอาหาร เมื่อมองไปลิบๆ จะเห็นภูเขาที่อุดมสีเขียวหนาแน่น พื้นที่ตรงนั้นคือเขตแดนพม่าที่ยังไม่มีการพัฒนา

ชายแดน ชายแดน

บางทีไม่พัฒนายังดีกว่า-พี่อ้วนบอก แล้วเล่าต่อว่าการทำเกษตรบริเวณนี้ไม่ได้กระทบแค่ผืนป่า พี่อ้วนพาเราเดินต่อเข้าไปจนเห็นทิวเขาเขียวครึ้มซึ่งมีสายน้ำไหลออกมา

นี่คือต้นกำเนิดแม่น้ำปิง

จุดเริ่มต้นของสายน้ำที่ไหลลงสู่เจ้าพระยาอยู่ที่นี่ แต่สิ่งที่เราทำคือใช้น้ำอย่างหนัก ใช้สารเคมีรุนแรง สารเคมีอย่างน้อย 3 ชนิดคือยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยหรือฮอร์โมน จะถูกชะล้างสู่แม่น้ำ

“สายน้ำตรงนี้ก็เหมือนเด็กขวบแรกๆ และนี่คือสิ่งที่เราทำกับเด็กเพิ่งคลอดจากครรภ์มารดา” นักอนุรักษ์ที่ยืนอยู่ใกล้ฉันเปรียบเทียบกินใจ แต่ก็อธิบายเพิ่มว่า โทษชาวบ้านอย่างเดียวก็ไม่ถูกเพราะพอคนเพิ่มความต้องการพื้นที่ทำกินก็เพิ่มตาม ส่วนเจ้าหน้าที่ดูแลบริเวณนี้ก็มาแล้วไป ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างลึกซึ้ง

พูดถึงการแก้ปัญหาใหญ่ เรามักนึกถึงการใช้กฎหมาย แต่พี่อ้วนเล่าให้ฟังถึงอีกเครื่องมือที่เคยใช้ นั่นคือ ‘ความเชื่อ’ เมื่อครั้งรัฐบาลมีแผนสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นดอยหลวงเชียงดาว พี่อ้วนคัดค้านด้วยเหตุผลเชิงวิชาการแต่ไม่ได้ผล จนเมื่อเปลี่ยนมาสื่อสารว่า การสร้างกระเช้านี้ลบหลู่ ‘พ่อหลวงคำแดง’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองดอยหลวงเชียงดาว ปรากฏว่าไม่มีใครกล้าสนับสนุน โครงการสร้างกระเช้าเลยยุติไปตามระเบียบ

ตามน้ำ

“เมื่อไหร่ที่เราเคารพ สิ่งนั้นย่อมศักสิทธิ์” พี่อ้วนกล่าว

หลังจากนั้น พวกเราก็เดินไปสัมผัสสายน้ำที่ยังคงชื่นฉ่ำเหมือนวันก่อน แต่เราต่างรู้ว่าเด็กคนนี้มีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ไม่มากก็น้อย แล้วเมื่อถึงจุดต่อไป เราก็ได้เห็นเด็กน้อยเดินทางต่อ ที่ด้านหนึ่งของสะพานข้ามน้ำ เราเห็นแม่น้ำปิงบรรจบกับแม่น้ำนะ เป็นสิ่งเล็กที่รวมกันกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ไหลไปหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

อายอายส์

ตามน้ำ ตามน้ำ

แต่เมื่อมองอีกฝั่ง เราเห็นฝายคอนกรีตที่เก็บน้ำไม่ได้เพราะตะกอนทับถม และแน่นอน การตัดตอนแม่น้ำยังกระทบสิ่งมีชีวิต พี่อ้วนชี้ให้ดูบันไดปลาโจน สายน้ำเชี่ยวกราก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าปลาโจนขึ้นมาได้ไหม

ทริปตามน้ำ

“สายน้ำขาดช่วงก็เหมือนลมหายใจสิ่งมีชีวิตในน้ำขาดหาย” พี่อ้วนบอกพวกเรา

หากการตามน้ำเมื่อวานคือการไปเห็นว่าน้ำมีค่าอย่างไร ขณะยืนมองฝายคอนกรีต ฉันก็เห็นแล้วว่าน้ำถูกฆ่าอย่างไร

และใครคือฆาตกร

ทริปตามน้ำ

04 ในน้ำมีปลา

เกือบ 2 วันที่ผ่านมา เราเรียนรู้เรื่องน้ำด้วยการตามน้ำที่ไหลผ่านผืนป่าและพื้นที่เกษตร แต่เพราะเชื่อว่าวิธีเรียนรู้มีได้หลากหลาย เย็นวันนี้เลยมีคนกลุ่มหนึ่งมาเตรียมวิธีเรียนรู้เรื่องน้ำให้เราอยู่บนเตาไฟ

เราจะมาตามน้ำที่ไหลผ่านจานอาหาร

เชฟแบล็ก

หัวหน้าทีมมื้อนี้คือ แบล็ก-ภานุภน บุลสุวรรณ เจ้าของร้าน Blackitch Artisan Kitchen แห่งเชียงใหม่ เชฟแบล็กชอบหยิบของท้องถิ่นมาพลิกแพลง สำหรับมื้อนี้ เขาจะทำเซ็ตอาหารที่หลายวัตถุดิบมาจากต้นน้ำ

เราได้กินอะไรบ้าง? เริ่มจากน้ำแร่ในขวดข้างจานที่มาจากพื้นที่ต้นน้ำอย่างเชียงดาว ตามมาด้วยขนมปังที่มาจากข้าวชาวปกาเกอะญอและใช้เมือกกระเจี๊ยบเขียวแทนยีสต์ จิ้มกับอ่องปูนา เนยถั่วเซียนท้อ และตับไก่ป่าบด ต่อด้วยเห็ดจากต้นน้ำ 3 อย่าง คือเห็ดหล่ม เห็ดโคนน้อย และเห็ดก่อ ย่างเสียบไม้เสิร์ฟมาในจานที่รองด้วย ‘เตา’ และ ‘ผำ’ สาหร่ายสีเขียวสดที่เป็นตัวชี้วัดความสะอาดสายน้ำ ถัดมาคือยำยอดผักและดอกไม้ป่ากินกับปลาสลิดแห้ง และซุปผักกาดแห้งกินกับซี่โครงหมูตุ๋น

chef's table อาหาร

สลัด

อีกจานที่พิเศษมากคือ ข้าวอบจากข้าวดอยชาวปกาเกอะญอ กินกับห่อหมกสัตว์จากต้นน้ำอย่างปลาเล็กปลาน้อยและหอยโข่ง แนมกับไข่เป็ดไล่ทุ่งจากลำปางที่เหยาะน้ำปลาสร้อยจากสุโขทัย เคียงด้วยน้ำพริกที่ได้รสเค็มจากปลาดุกร้า รสมันจากตัวต่อ และมีส่วนผสมพิเศษจากต้นน้ำคือเขียดแห้ง ตบท้ายด้วยของหวานอย่างไอศครีมมะตูม พร้อมของตัดเลี่ยนอย่างข้าวเหนียวกล่ำหมักจนเป็นข้าวหมาก และคาราเมลจากตัวอ่อนผึ้ง

อาหาร

เมนูเด็ดแต่ละจานรวมกันเป็นมื้ออาหารพิเศษที่พาเราไปรู้จักวัตถุดิบท้องถิ่นที่ต้นน้ำและธรรมชาติในแต่ละภูมิภาคให้มา หลายอย่างไม่คุ้นเคย แต่เชฟแบล็กบอกว่าทุกอย่างในจานไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาด

“ของแปลกของผมคือไข่หอยเม่นและล็อบสเตอร์ แต่เขียดเอย หนอนต่อเอย สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในประเทศไทย แล้วเป็นสิ่งที่คนในชุมชนหรือภูมิภาคนั้นกินเป็นปกติ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นของปกติ เป็นของธรรมชาติ และกินได้ เราเองนั่นแหละเลือกไม่กิน บอกว่าไม่น่ากิน แต่ตอนกินเข้าไปทุกคนบอกอร่อยหมด จนบอกว่ามีเขียดถึงไม่น่ากิน ถูกมั้ย เพราะฉะนั้น มันเป็นการรับรู้ของคน อาหารก็คืออาหาร ที่สำคัญคือราคาไม่แพงด้วย” เชฟแบล็กกล่าว ก่อนปล่อยให้เราละเลียด ‘ความรู้กินได้’ ในจานต่ออย่างเอร็ดอร่อย

อาหาร

05 รักน้ำ

น้ำสำคัญต่อชีวิตแค่ไหน ประสบการณ์ตลอด 2 วันในทริปตามน้ำทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้ง และตอนนี้มากกว่าความรู้คือคำถามที่ผุดขึ้นในใจ

เราจะรักษาสิ่งสำคัญนี้ได้ยังไง

ค่ายเยาวชนเชียงดาว

หลังมื้อค่ำสุดสร้างสรรค์ ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ The Cloud จึงชวนเรานั่งลงเรียนรู้วิธีดูแลจัดการน้ำ พี่ก้องย่อยข้อมูลออกเป็น 10 วิธีรักน้ำ แล้วเล่าผ่าน 10 เคสจัดการน้ำที่สนุกและสร้างสรรค์

หลังสนุกกับเคสน่าสนใจ พี่อ้วนก็มาสรุปสิ่งที่น่ารู้จาก 2 วันที่ผ่านมา พี่อ้วนชวนเราย้อนมองตั้งแต่วัฏจักรของน้ำ ก่อนจะบอกว่า การเดินทางกับพวกเราตลอด 2 วันที่ผ่านมา ทำให้พี่อ้วนมีกำลังใจรักน้ำต่อไป

“ผมคิดว่าเราทุกคนเป็นเหมือนหยดน้ำที่ไหลมารวมกันแล้วมีพลัง และเราจะเป็นเหมือนพลังแห่งความปรารถนาดีของสายน้ำ” พี่อ้วนทิ้งท้ายนุ่มนวล ก่อนจะชวนเราเดินลงไปริมน้ำเพื่อฟังเสียงสายน้ำก่อนเข้านอน

ในความมืดมิด เสียงสายน้ำไหลรินยังคงดังต่อเนื่อง แต่ทุกอย่างจะเป็นเช่นที่เคยเป็นต่อไปหรือไม่

อยู่ที่พวกเราทุกคน

ทริปตามน้ำ ดูดาว

06 ตามน้ำ

เช้าวันสุดท้ายของทริปตามน้ำ ดอยหลวงเชียงดาวแสนสวยยังคงยืนตระหง่านต้อนรับทุกคน แต่อีกไม่นาน ภาพนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้

เช่นเดียวกับ ‘แรงบันดาลใจ’

ค่ายเยาวชนเชียงดาว

เราลงนั่งล้อมวงเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อแบ่งปันความรู้สึกและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเดินทางตามสายน้ำ ทริปนี้ประกอบด้วยคนหลากหลาย ตั้งแต่นักศึกษาที่ไม่เคยเดินป่าลุยน้ำมาก่อน เกษตรกรตัวจริง จนถึงเจ้าหน้าที่จากองค์การสหประชาชาติ นอกจากพื้นเพแตกต่าง ความคาดหวังที่ถือติดมือมาก็ต่างกัน

  แต่เมื่อได้ฟัง ฉันก็พบว่า พวกเขาต่างรู้จักและรักน้ำมากขึ้น 2 วันอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงใครในพริบตา และแรงบันดาลใจอาจวัดผลเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่แน่นอนว่า ประสบการณ์เรียนรู้เรื่องน้ำจะคงอยู่ในใจ

ทริปตามน้ำ

  เป็น ‘เมล็ดพันธุ์’ ที่รอวันงอกงามเมื่อถึงเวลา เหมือนการมาพบกันของเราในทริปนี้ ก็อาจเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ในตัวแต่ละคน

          “โค้กตั้งใจให้ทริปตามน้ำเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เราอยากชวนให้ทุกคนหันมารักน้ำเหมือนที่เราทำโครงการรักน้ำมาตลอดสิบปี ฉะนั้น ทริปนี้จึงไม่มีการใส่เสื้อแบรนด์ ไม่มีการถือป้ายแบรนด์ถ่ายรูป ไม่ใช่ว่าเราลืมเอาป้ายมา (หัวเราะ) แต่เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อขายของ เราอยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยกันกับเรา ซึ่งมันอาจจะดูแปลกหรือแตกต่างจากทริปที่แบรนด์ใหญ่ๆ สนับสนุนทั่วๆ ไป แต่เราก็กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ควรทำ แม้คนอื่นอาจจะงงๆ บ้างก็ตาม”พี่เอ็ด-นันทิวัต ธรรมหทัย จากโคคา โคลา อธิบายความตั้งใจแต่แรกเริ่มให้เราฟัง

หลังจากนั้น โปสการ์ดสีน้ำตาลใบเล็กก็ถูกแจกจ่ายรอบวง เพื่อประหยัดกระดาษ (ซึ่งทำมาจากต้นไม้อีกที) จึงมาการออกแบบให้มันถูกฉีกแบ่งเป็น 2 แผ่น แผ่นหนึ่งไว้เขียนถึงคนที่เราอยากเล่าประสบการณ์ให้ฟัง อีกแผ่นเอาไว้เขียนถึงตัวเอง

The Cloud โปสการ์ด

เป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจจากต้นน้ำ สู่คนอื่นและตัวเราที่ปลายน้ำ

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากินน้ำ ใช้น้ำ ก็ขอให้ระลึกนึกถึงว่าน้ำมาจากป่า จากธรรมชาติ อาจมีสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราเปิดก๊อก รินน้ำใส่แก้ว แล้วมันมีส่วนผสมที่ไหลไปจากที่นี่ เมื่อระลึกอย่างนี้ เราก็จะเห็นคุณค่า หากมีโอกาสก็จะช่วยรักษาแม่น้ำและธรรมชาติไว้ ในตัวเราเองก็มีน้ำอยู่ ถ้ารักษาแม่น้ำข้างนอก ไม่ว่าแม่น้ำนั้นจะอยู่ที่ไหน สิ่งที่ได้คือน้ำในตัวเราจะดีด้วย” ระหว่างทริป พี่อ้วนเคยบอกเราเช่นนี้

การตามน้ำจึงไม่สิ้นสุดลงที่นี่ เรายังเดินทางต่อด้วยพลังเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ในหัวใจ

ทริป The Cloud


Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Earth Appreciation

ชวนคนเมืองออกไปรู้จักและรื่นรมย์กับธรรมชาติรอบตัว ด้วยเนื้อหาย่อยง่ายแบบบทเรียน 101

นักเดินทางทั้งหลาย คุณเคยตั้งคำถามกันไหมว่าในการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง นอกจากรอยเท้าที่ได้เหยียบย่ำไปบนดินแดนแสนสวยและความสุขสดชื่นในช่วงเวลาดีๆ ที่ได้ไปสัมผัสกันแล้ว เราทิ้งอะไรไว้เบื้องหลังบ้าง

จากคำถาม นำมาสู่การค้นหาคำตอบ ในทริป Earth Appreciation 04 : มาหาเสม็ด ที่ตั้งใจจัดขึ้นโดย The Cloud และ โคคา-โคล่า

เพื่อพา 12 เพื่อนใหม่นักเดินทาง และสองนักแสดงผู้ขับเคลื่อนเรื่อง Eco มานานนับสิบปีอย่าง ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ไปทำความเข้าใจเรื่องธรรมชาติและปัญหาขยะพลาสติก ผ่านประสบการณ์ตรงในพื้นที่จริง ณ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เมื่อวันที่ 24 – 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

นอกจากทุกคนจะได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ ทำกิจกรรมบนหาดทรายและในท้องทะเลอย่างรื่นรมย์แล้ว ตลอดเวลา 3 วัน 2 คืน เราพยายามสร้างขยะให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด และเรามั่นใจว่าขยะทุกชิ้นในทริปนี้มีเส้นทางไปต่ออย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุด

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

นอกจากนี้ เรายังได้ไปเยี่ยมชมพร้อมพูดคุยกับชาวเกาะท้องถิ่น ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงและแรงกระเพื่อมเรื่องขยะพลาสติกและสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ตั้งแต่องค์การบริหารส่วนตำบล กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไปจนถึงผู้ประกอบการและภาคประชาชน

เราหวังว่าบทเรียนบนหน้าจอต่อไปนี้ จะช่วยสร้าง ‘แรงบันดาลใจ’ ให้ทุกคนอย่างที่พวกเราได้สัมผัสมาแล้วบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ 

01 The Journey Begins

With No Single Use Plastic

ก่อนออกเดินทาง เราส่งข้อความแจ้งผู้ร่วมทริปให้พกถุงผ้าและกระติกพร้อมเติมน้ำให้เต็มมาจากบ้าน การพกกระติกแบบนี้ นอกจากจะลดการใช้ขวดน้ำที่เป็นพลาสติกแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินระหว่างการท่องเที่ยวด้วย ทุกวันนี้ตามสถานที่ท่องเที่ยว สนามบิน และโรงแรมทั่วโลก ล้วนมีจุดบริการน้ำดื่มฟรีให้คนมาสามารถมาเติมน้ำได้

ที่เกาะเสม็ด เราได้พบกับ พี่สมถวิล จันทร์พราหมณ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ผู้มารับหน้าที่วิทยากรบอกเล่าเรื่องราวของเกาะเสม็ดให้พวกเราฟัง

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

พี่สมถวิลอธิบายว่า อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลลำดับที่ 3 ของประเทศไทย และเป็นอุทยานแห่งชาติไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่เปิดทำการตลอดทั้งปีไม่มีวันหยุด มีธรรมชาติที่งดงาม อาหารอร่อย และมิตรภาพของชุมชน ผู้ประกอบการในพื้นที่

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน เสม็ดคือเกาะสวรรค์ที่เงียบสงบและอุดมสมบูรณ์ ขยะที่เกิดขึ้นจากชุมชมบนเกาะเป็นขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้และมีปริมาณน้อย เนื่องจากนักท่องเที่ยวยังไม่มาก จนเมื่อความเจริญค่อยๆ เข้ามาสู่เกาะ ร้านรวงและรีสอร์ตจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ในขณะเดียวกันพลาสติกก็เริ่มถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เดิมบนเกาะเสม็ดมีโรงเผาขยะ แต่จำเป็นต้องปิดทำการไป เนื่องจากกระบวนการเผาปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำลายชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน จากการเผาจึงเปลี่ยนมาเป็นฝังกลบขยะแทน แต่ก็ประสบปัญหาพื้นที่ไม่เพียงพอ ขยะจำนวนมากจึงตกค้างอยู่บนเกาะ 

หลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานส่วนท้องถิ่นหลายภาคส่วนพยายามเร่งหาหนทางแก้ไข จนในที่สุดโรงคัดแยกขยะบนเกาะเสม็ดก็ถูกก่อสร้างจนเสร็จและเปิดทำการมาแล้วระยะหนึ่ง ขยะตกค้างที่เคยมีตอนนี้ถูกจัดการไป

ทั้งนี้ ด้วยประสิทธิภาพของโรงคัดแยกขยะที่สร้างขึ้นใหม่ ทำให้สามารถดูแลขยะที่เกิดใหม่ในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี มีการคัดแยกขยะตามประเภท และขณะเดียวกันทางอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ก็เร่งดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อลด ละ เลิก การใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง

โดยพี่ประยูร พงศ์พันธุ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด อธิบายว่า พี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จะคอยไปตรวจเช็กสัมภาระของนักท่องเที่ยวบริเวณท่าเรือ เพื่อลดการนำโฟมและถุงพลาสติกขึ้นมาบนเกาะ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ผู้ร่วมทริปหันมาสบตากันและอมยิ้มดีใจ ที่เราสามารถช่วยลดภาระให้พี่ๆ เจ้าหน้าที่ได้ จากการนำกระติกน้ำและถุงผ้ามาจากที่บ้าน

02 Eat Responsibly

Finding Another Use For Food Waste

อาหารมื้อแรกที่เราได้ลิ้มรส เป็นอาหารเสม็ดสไตล์แท้ๆ อย่างข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำที่ทุกคนต้องเดินไปสั่งจากแม่ค้าหาบเร่ริมหาด เพราะเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยกันมาตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนจึงสั่งอาหารมากินดื่มกันไม่ยั้ง จนจบมื้ออาหาร มีเศษอาหารจำนวนมากวางเหลืออยู่บนโต๊ะ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เมื่อนำเศษอาหารที่ผู้ร่วมทริปกินเหลือมาชั่งน้ำหนักรวมกัน ปรากฏว่ามีน้ำหนักถึง 14 กิโลกรัม แค่อาหารเพียงมื้อเดียวจากคนไม่กี่สิบคนเท่านั้น สถิติน่าตกใจที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือขยะอาหารที่คนไทยทิ้งต่อวันมีปริมาณสูงถึง 300 – 500 ตัน และคนมักจะเข้าใจผิดว่าขยะอาหารย่อยสลายได้ แล้วจะไม่เป็นปัญหา

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

 การทับถมของขยะอาหาร หรือ Food Waste ทำให้เกิดแก๊สมีเทนที่ส่งผลเสียกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า นอกจากนี้กองขยะอาหารยังนำมาซึ่งพาหะนำโรค และการนำขยะเปียกหรือขยะอาหารเข้าเตาเผาร่วมกับขยะอื่นๆ จะทำให้เตาเผามีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิพื้นฐาน กระบวนการเผาไหม้เกิดได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดสารเคมีตกค้าง

ดังนั้นวิธีการที่ถูกต้องและง่ายที่สุดเมื่ออยู่ระหว่างการท่องเที่ยวแบบนี้ คือคิดก่อนกิน กินเท่าที่จำเป็น เพื่อให้มีเศษอาหารเหลือทิ้งน้อยที่สุด และถ้ายังมีเศษอาหารเหลืออยู่ก็แยกมันออกจากขยะประเภทอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อน

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ในทริปมาหาเสม็ด เราคัดแยกขยะออกเป็น 3 ประเภทคือ เศษอาหาร (ขยะอินทรีย์) ขยะรีไซเคิล (ขวดพลาสติก กระป๋อง กระดาษ แก้ว) และขยะทั่วไป โดยเศษอาหารของทุกมื้อและขยะรีไซเคิลที่ผู้ร่วมทริปคัดแยกตลอด 3 วัน 2 คืนนี้ จะถูกส่งต่อให้ White Sand Beach รีสอร์ตเล็กๆ บนเกาะเสม็ดที่ตั้งใจหมุนเวียนขยะทุกประเภทให้นำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง 

พี่หนู-จันทร์จิรา สังข์สุวรรณ ผู้จัดการ White Sand Resort พาพวกเราเยี่ยมชมพื้นที่ส่วนต่างๆ 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

อย่างแรกคือปุ๋ยอินทรีย์ วิธีทำแสนง่าย เทเศษอาหารเทลงไปในภาชนะ จากนั้นกลบด้วยดินหรือปุ๋ยคอก และใบไม้แห้ง สลับชั้นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มีข้อควรระวังอย่างเดียวคือต้องกลบดิน ปิดฝาให้มิดชิด เพื่อป้องกันแมลงวันและกลิ่นรบกวน เพียงไม่กี่เดือนเศษอาหารจะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยสีเข้ม ที่จะช่วยบำรุงให้พืชพรรณงอกงามสมบูรณ์

อย่างต่อมาคือน้ำหมักชีวภาพ นำเศษผักผลไม้ตั้งแต่เปลือก ใบ ผล และเมล็ดที่ยังไม่ผ่านกระบวนการทำอาหาร หมักเข้ากับกากน้ำตาลทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน จะได้น้ำจุลินทรีย์ที่ใช้เป็นปุ๋ยน้ำ ส่วนตะกอน นำไปตากแดดทำเป็นปุ๋ยแห้ง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

พี่หนูอธิบายว่าปุ๋ยหมักชีวภาพนี้มีธาตุอาหารช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน และสามารถนำไปบำบัดน้ำเสีย กำจัดคราบไขมันอุดตันได้ เพียงแค่ผสมเข้ากับน้ำ เทใส่ในท่อน้ำทิ้งหรือบ่อบำบัดไขมัน ทิ้งไว้หนึ่งคืนแล้วราดน้ำ 

พื้นที่รีสอร์ตถูกแบ่งไว้อย่างเป็นสัดส่วน แทรกไปด้วยต้นไม้มากมาย กระถางต้นไม้หลายสีสันรีไซเคิลจากถังน้ำยาซักล้างวางอยู่หน้าบ้านพักแต่ละหลัง พี่หนูพาเราไปดูแปลงผักสวนครัวชอุ่มสมบูรณ์ด้านหลังรีสอร์ต พร้อมบอกอย่างภาคภูมิใจว่า หลายเมนูที่เสิร์ฟนักท่องเที่ยว ปรุงด้วยผักออร์แกนิกที่บำรุงด้วยปุ๋ยจากเศษอาหารอีกที นับเป็นวัฏจักรอาหารที่หมุนเวียนไม่รู้จบ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

03 Beach Hopping

Where Your Trash Ends Up

เราท่องเกาะจากเหนือจรดใต้ สัมผัสบรรยากาศดีต่อใจ ฟ้าใสและหาดทรายขาวสะอาด เริ่มจากอ่าวน้อยหน่า ทางทิศเหนือของเกาะเสม็ดที่เราได้พบกรรมวิธี ‘ร่อนทราย’ ด้วยแหตาถี่ เพื่อแยกขยะชิ้นเล็กอย่างเศษพลาสติกหรือเศษแก้วออกจากเม็ดทราย โดยพี่ๆ สตาฟของ Mooban Talay Resort ต้องทำเป็นประจำทุกวันช่วงน้ำลง 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ปัจจุบัน ‘ขยะ’ คือหนึ่งในปัญหาสำคัญของอุทยานแห่งชาติทั้งทางทะเลและบนบก อุทยานแห่งชาติคือพื้นที่ธรรมชาติผืนใหญ่ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติ

แล้วขยะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติมาจากไหน คำตอบคือมาจากนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรานี่เอง

เรากินดื่ม พักผ่อนอย่างรื่นรมย์และสร้างขยะจากการท่องเที่ยว ที่หากไม่ได้ถูกคัดแยกอย่างถูกประเภท จะทำให้ยากต่อการนำไปจัดการต่อ โดยเฉพาะในอุทยานที่เป็นที่นิยม ปริมาณของขยะก็มีมากตามไปด้วย จนบางครั้งเกินศักยภาพที่พื้นที่อุทยานจะรองรับได้ ทำให้ไม่สามารถจัดการได้หมด 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

สาเหตุทั้งหมดนี้ นำไปสู่ขยะที่ตกค้างในธรรมชาติและรั่วไหลลงสู่ทะเล เมื่อขยะพลาสติกแตกตัวเล็กลงเรื่อยๆ มันจะค่อยๆ สลายตัวเปลี่ยนเป็นไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรจนถึงขนาดที่สายตามองไม่เห็น และยังคงคุณสมบัติความเป็นพลาสติกอยู่ครบถ้วนทุกประการ

ขยะพลาสติกเหล่านั้น บ้างจมลงสู่ก้นทะเล บ้างถูกซัดกลับขึ้นมาบนฝั่งอย่างที่เห็นที่อ่าวน้อยหน่า และอีกไม่น้อยที่ล่องลอยอยู่ในท้องทะเล สิ่งที่น่ากังวลคือเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าปลาที่เรากินทุกวันนี้ พวกมันกลืนกินไมโครพลาสติกเข้าไปหรือเปล่า สุดท้ายผลกระทบเหล่านั้นก็จะวนกลับมาสู่มนุษย์ในวันหนึ่ง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

จากนั้นนั่งรถสองแถวไปตะลุยกันต่อที่อ่าวหวาย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นอ่าวที่สวยที่สุดของเกาะเสม็ด มีผืนทรายละเอียดเหมือนแป้ง แต่ก็มีขยะทะเลมากมายเกยตื้นอยู่บนฝั่ง เพื่อนๆ รวมทริปมาหาเสม็ดได้ช่วยกันเก็บขยะตรงหน้าจนช่วงแสงสุดท้ายของวัน จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปดูพระอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้าที่แหลมเตย ปลายสุดของเกาะเสม็ด

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

04 Sea The World

Ocean Tales

วันต่อมา เรามีนัดกับ พี่อู๊ดดี้-ธนเดช เสตะจันทน์ เจ้าของโรงเรียนสอนดำน้ำ UDI Scuba Driving ตั้งแต่เช้าเพื่อขึ้นเรือไปดำน้ำ Snorkeling

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

นอกจากจะได้เห็นความสวยงามของปะการังและสัตว์น้ำใต้ทะเลแล้ว เรายังได้เห็นขยะพลาสติกลอยผ่านเรือไป พี่ๆ สตาฟประจำเรือเล่าว่า ช่วงฤดูมรสุมที่คลื่นลมปั่นป่วน ขยะทะเลจะปรากฏขึ้นมากกว่าปกติ เพราะมีขยะรั่วไหลลงสู่ท้องทะเลมากในช่วงฝนตกนั่นเอง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

หลังดำน้ำ เราแล่นเรือมุ่งหน้าสู่ท้ายเกาะบริเวณร่องน้ำที่ทำให้เราได้เห็นว่า บางครั้งก็มีขยะลอยมากับกระแสน้ำ พี่อู๊ดดี้อธิบายว่าชาวเรือจะมีขอและตาข่ายเอาไว้เกี่ยวขยะลอยทะเลเหล่านั้น เพื่อนำไปทิ้งบนฝั่ง เราช่วยกันเกี่ยวขยะเปื่อยยุ่ยพวกนั้นขึ้นมาเท่าที่ทำได้ และพบว่าหลายชิ้นล่องลอยมาไกลแสนไกลจากประเทศอื่น

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา
ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

เรือเทียบฝั่งที่ชุมชนประมงพื้นบ้านแห่งสุดท้ายบนเกาะเสม็ด บริเวณท่าเสด็จ พี่ๆ ชุมชนทำอาหารพื้นบ้านชาวเลภาคตะวันออก ทั้งหมูต้มใบชะมวง ปลาหมึกน้ำดำ และอีกหลายเมนูอร่อย ปรุงด้วยวัตถุดิบที่จับแบบประมงพื้นบ้าน คือไม่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ขนาดยังไม่โตเต็มที่ ไม่ใช้อวนลากหรืออวนรุนที่ทำลายระบบนิเวศใต้ท้องทะเล เพราะสัตว์ทะเลทุกตัวถูกจับมาด้วยความใส่ใจรับผิดชอบ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

โดยประมงพื้นบ้านจะใช้เรือขนาดเล็กและอุปกรณ์หนึ่งชนิดต่อการจับสัตว์น้ำแต่ละประเภท เพื่อไม่ให้การจับสัตว์แต่ละครั้งกระทบปริมาณสัตว์น้ำมากจนเกินไป เช่น การใช้แหหว่านลงไปในทะเล หรือการใช้เบ็ดสำหรับตกสัตว์น้ำ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

05 Talking Trash

Everyday Heroes

หลังอิ่มหนำกันแล้ว เรานั่งล้อมวงริมหาดพูดคุยกับแขกรับเชิญคนแรก Daniela Scandella-Chanchote เจ้าของ SoLUTion [email protected] ร้านขายน้ำยาที่ลดการใช้ Single Use Plastic ด้วยการนำบรรจุภัณฑ์จากบ้านมาเติมแห่งแรกและแห่งเดียวบนเกาะเสม็ด 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เธอฝากข้อคิดเรื่องขยะพลาสติกไว้ว่า เวลาซื้อสินค้าเข้าบ้าน พยายามลด ละ รับถุงพลาสติกจากข้างนอก หรือหลีกเลี่ยงการสั่งให้มาส่งที่บ้านโดยไม่จำเป็น เพราะนอกจากจะได้สินค้าที่สั่งแล้ว เรายังจะได้ขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งมาล้นมือ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ถึงจะเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า แต่ถ้ายังใช้แบบ Single Use ก็ไม่ต่างอะไรจากการใช้พลาสติก มิหนำซ้ำยังเป็นภัยร้ายยิ่งกว่า เพราะเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติ แถมย่อยสลายยาก การแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่แท้จริงไม่เกี่ยวกับวัสดุของบรรจุภัณฑ์ แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณความถี่และความคุ้มค่าในการใช้งานต่างหาก

แขกรับเชิญคนต่อมา พี่ไพบูลย์ คุ้มคำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยไพบูลย์ ระยอง จำกัด ผู้มารับช่วงดำเนินการระบบจัดการขยะและโรงคัดแยกขยะบนเกาะเสม็ดที่เพิ่งเปิดทำการไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

พี่ไพบูลย์อธิบายถึงเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราต้องแยกขยะ ขยะที่ถูกทิ้งรวมกันเป็นถุงๆ เมื่อถูกส่งไปที่บ่อขยะ (Landfill) ขยะแต่ละถูกจะถูกเปิดออก จากนั้นคัดแยกประเภทด้วยแรงงานคน เป็นขั้นตอนการทำงานที่เสียเวลามาก ขยะที่ใส่รวมกันมาทุกประเภทในถุงเดียว มีอัตราปนเปื้อนสูง แม้จะเป็นประเภทที่สามารถนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล หลอมออกมาใช้ใหม่ได้ แต่ถ้าปนเปื้อน ก็นับว่าสูญเปล่า 

พี่ไพบูลย์บอกว่า ทุกวันนี้ขยะบนเกาะเสม็ดที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณขยะทั้งหมดเท่านั้น แต่ถ้าทุกคนช่วยกันคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ขยะที่นำไปรีไซเคิลได้จะมีมากขึ้น ส่วนขยะที่ใช้ต่อไม่ได้ต้องเอาไปฝังกลบหรือเผาก็จะมีจำนวนลดลง ส่งผลให้มลพิษทางสิ่งแวดล้อมลดลง คุณภาพชีวิตของระบบนิเวศก็ดีขึ้นเป็นวัฏจักร

ขยะมูลฝอยจากทุกพื้นที่บนเกาะเสม็ด เมื่อนำมาเข้ากระบวนการที่โรงคัดแยกขยะเสร็จเรียบร้อย จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือขยะรีไซเคิล ส่งกลับขึ้นฝั่งเพื่อนำไปขายต่อให้โรงงานรีไซเคิลตามประเภทวัสดุ ขยะทั่วไป ส่งกลับขึ้นฝั่งเช่นกัน เพื่อนำไปขายต่อให้โรงงานผลิตไฟฟ้าสำหรับเผาเป็นเชื้อเพลิง 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

และสุดท้ายขยะอินทรีย์ ที่พี่ไพบูลย์และทีมงานจัดการเอง ทั้งหมักเป็นแก๊สชีวภาพ หมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และทำน้ำหมักชีวภาพ รอบๆ บ่อขยะที่แต่ก่อนแทบไม่มีพื้นที่เหลือจากของเน่าเสีย ทุกวันนี้มีพืชผักสวนครัวและพืชพรรณร่มเย็นสบายตา

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

06 Chef’s Table

Eating With Purpose

ค่ำคืนสุดท้ายบนเกาะเสม็ด เรานั่งริมหาดทรายดื่มด่ำรสชาติอาหาร 8 จานพิเศษโดยเชฟแบล็ก-ภานุภน บุลสุวรรณ แห่งร้าน Blackitch Artisan Kitchen ผู้เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาบอกเล่าเรื่องทะเลและทรัพยากรธรรมชาติผ่าน ‘ความรู้กินได้’ ในสไตล์ Chef’s Table ให้พวกเราได้ลิ้มลอง

เชฟแบล็ก-ภานุภน บุลสุวรรณ แห่งร้าน Blackitch Artisan Kitchen

เชฟแบล็กเป็นคนจังหวัดระยองโดยกำเนิด เติบโตมากับวัตถุดิบพื้นบ้านจากท้องทะเล และรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น อาหารค่ำมื้อนี้ เชฟแบล็กตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตคนระยองและท้องทะเลที่เปลี่ยนไป

อย่างเมนูแมงกะพรุนดองไม้ฝาง น้ำจิ้มถั่วตัดกับสโคบี้ ที่หากินได้เฉพาะฤดูกาลนี้ เนื่องจากเป็นหน้าแมงกะพรุน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรพิเศษของคนระยองที่กินคู่ถั่วตัดกับสโคบี้

สัตว์ทะเลทุกชนิดในทุกเมนู ทั้งกุ้งลายเสือกับมันกุ้งผัดน้ำมันหอย ต้มโจน้ำข้นกับน้ำมันงาดำ ปลานึ่ง ผักกาดดอง และข้าวห่อปลาเสียบไม้ย่าง เพสโต้โหระพา เชฟแบล็กไปหาซื้อด้วยตัวเองกับกลุ่มประมงเรือเล็ก หรือกลุ่มประมงพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดระยอง

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เมนูที่เราประทับใจมากคือ หรุ่มทะเลที่ตั้งใจเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์ของการจับปลาเชิงพาณิชย์ ที่ใช้อวนตาถี่กวาดต้อนสัตว์ทะเลตัวเล็กขึ้นมาด้วย ทำให้พวกมันไม่มีโอกาสเติบโตขยายพันธุ์ ทำลายระบบนิเวศท้องทะเล และเมนูหมี่ยำปูพริกแกงป่า ที่เชฟแบล็กไปซื้อปูมาจากธนาคารปู เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งใจเพาะพันธุ์ปูทะเลไทยให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง 

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เชฟแบล็กอธิบายระหว่างเสิร์ฟอาหารอร่อยจานแล้วจานเล่า ว่าอาหารทะเลไม่ใช่ของดีภาคตะวันออกเพียงอย่างเดียว อาหารป่าก็ถือว่าขึ้นชื่อไม่แพ้กัน ถ้าใครไปเที่ยวทะเลแล้วเบื่อกินสัตว์มีกระดอง ลองเปลี่ยนมากินอาหารป่าดูบ้าง รสชาติเด็ดไม่แพ้กัน

หลังอาคารค่ำ เรานั่งล้อมวงใต้แสงดาวเล่นดนตรีอะคูสติกริมหาดทราย เสียงคลื่นกระทบฝั่งสลับไปกับเสียงดีดกีตาร์ร้องเพลงอย่างสนุกสนาน คลายความเหนื่อยล้าจากการตะลุยเกาะกันมาตลอด 2 วันที่ผ่านมา

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

07 Lessons From The Journey

Keep Thailand Beautiful

วันสุดท้าย พี่ประยูร หัวหน้าอุทยานฯ และพวกเราได้ล้อมวงแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้เรียนรู้ในทริป ‘มาหาเสม็ด’ ทุกคนมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่นักศึกษา นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม คุณครู จนถึงทีมงานร้านน้ำยาแบ่งขายแบบไม่ใช้ Single Use Plastic ทุกคนมีความเชี่ยวชาญและเรื่องราวเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อม ซึ่งน่าสนใจและช่วยมอบแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ จากสองมือตัวเองให้แก่กันตลอดบทสนทนา

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

หนึ่งในผู้ร่วมทริปอย่าง ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร เล่าว่า “ผมเริ่มสนใจสิ่งแวดล้อมจากความเห็นแก่ตัว เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งแวดล้อมคือเรื่องใหญ่ของพวกเรา คิดง่ายๆ ว่าถ้าเราทำอะไรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คนแรกที่ได้ผลประโยชน์คือคุณ

“ผมอาจจะใช้ชีวิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าหลายคน แต่ผมทำเรื่อยๆ ผมไม่ได้ทำมากไปกว่าใคร แต่ผมไม่หยุด อะไรที่ผมทำได้ ผมก็ทำต่อไป ผมเป็นมนุษย์ Eco แบบมีกิเลส เพราะการเป็นคนดีตลอดร้อยเปอร์เซ็นต์คงยาก ตึง และอึดอัดเกินไป ผมรู้สึกว่าถ้างั้นผมทำอะไรที่ดีต่อตัวเรา อย่างการพกกระบอกน้ำไปทุกที่ เพราะช่วยเราประหยัดเงินด้วย

“หลายคนถามผมว่าจะสื่อสารให้คนทำตามได้อย่างไร วิธีการสื่อสารที่ดีที่สุดสำหรับผมคือการทำ ทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน ไม่ต้องไปบอกไปบังคับ เพราะถ้าเราทำ คนอื่นเห็น เขาก็จะทำตาม” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ท็อปพูด เราต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตัวเรา ด้วยสองมือเล็กๆ ของเราเอง

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

ตอนนี้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมเองก็กำลังเร่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นเช่นกัน โครงการที่พาพวกเรามาหาเสม็ดในทริปนี้คือ Keep Thailand Beautiful หรือ “เก็บ” ไทยให้สวยงาม โดยมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย

ที่จับมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำการศึกษา วิเคราะห์ วางแผน กำหนด จัดทำแผนการดำเนินโครงการการจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนในเขตอุทยานแห่งชาติ จำนวนทั้งสิ้น 10 แห่ง

คืออุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อุทยานแห่งชาติตะรุเตา อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ และอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เพื่อให้อุทยานแห่งชาติทั้ง 10 แห่ง พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบที่ดีในการจัดการขยะมูลฝอย

โดยโครงการนี้เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งชุมชน ผู้ประกอบการบนเกาะ นักท่องเที่ยว ตลอดจนภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยกันสร้างการรับรู้และให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาขยะในเขตอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมีความตระหนักในผลกระทบ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่อไป

พี่เอ็ด-นันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายให้ฟังว่า “การเจริญเติบโตด้านการท่องเที่ยว นำมาซึ่งผลกระทบโดยเฉพาะเรื่องของขยะ ในแต่ละปีอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 1 ล้านคน

พี่เอ็ด-นันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด

“มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทยจึงทำงานร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างต้นแบบการจัดการการท่องเที่ยว ซึ่งมีกลไกในการจัดการขยะที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ “เก็บ” ไทยให้สวยงาม

“จากเดิมเกาะเสม็ดเคยมีปัญหาค่อนข้างเยอะ แต่ปัจจุบันหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างลุกขึ้นมาจับมือกันแก้ปัญหา และสร้างการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ จึงคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะพาผู้ร่วมทริปร่วมถึงผู้อ่านมาทำความเข้าใจความร่วมมือตรงนี้

“ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราหันมาเดินทางท่องเที่ยวด้วยวิถีใหม่ เพื่อทำให้เกิดขยะจากการท่องเที่ยวให้น้อยที่สุด”

สิ่งที่เราเห็นในทริปนี้ เป็นเพียงการขยับเดินก้าวแรกเท่านั้น ยังมีหนทางอีกยาวไกลที่พวกเราจะต้องร่วมกันเดินไปให้ถึง 

เกาะเสม็ดและประเทศไทยกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลง และเราในฐานะนักท่องเที่ยวก็คือส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันความเปลี่ยนแปลงนั้นเช่นกัน แล้วคุณพร้อมไหม ที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

Writers

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

ชนัญชิดา วัฒนศิลป์

นักศึกษานอกห้องเรียน ผู้ชอบฟัง กับนั่งปั่นความคิด ชอบแลกเปลี่ยนทัศนคติ สนใจใคร่รู้ความรู้สึกนึกคิด กำลังสะกิดโลกคับแคบของตัวเอง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load