นักเดินทางทั้งหลาย คุณเคยตั้งคำถามกันไหมว่าในการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง นอกจากรอยเท้าที่ได้เหยียบย่ำไปบนดินแดนแสนสวยและความสุขสดชื่นในช่วงเวลาดีๆ ที่ได้ไปสัมผัสกันแล้ว เราทิ้งอะไรไว้เบื้องหลังบ้าง

จากคำถาม นำมาสู่การค้นหาคำตอบ ในทริป Earth Appreciation 04 : มาหาเสม็ด ที่ตั้งใจจัดขึ้นโดย The Cloud และ โคคา-โคล่า

เพื่อพา 12 เพื่อนใหม่นักเดินทาง และสองนักแสดงผู้ขับเคลื่อนเรื่อง Eco มานานนับสิบปีอย่าง ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ไปทำความเข้าใจเรื่องธรรมชาติและปัญหาขยะพลาสติก ผ่านประสบการณ์ตรงในพื้นที่จริง ณ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เมื่อวันที่ 24 – 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

นอกจากทุกคนจะได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ ทำกิจกรรมบนหาดทรายและในท้องทะเลอย่างรื่นรมย์แล้ว ตลอดเวลา 3 วัน 2 คืน เราพยายามสร้างขยะให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด และเรามั่นใจว่าขยะทุกชิ้นในทริปนี้มีเส้นทางไปต่ออย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุด

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

นอกจากนี้ เรายังได้ไปเยี่ยมชมพร้อมพูดคุยกับชาวเกาะท้องถิ่น ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงและแรงกระเพื่อมเรื่องขยะพลาสติกและสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ตั้งแต่องค์การบริหารส่วนตำบล กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไปจนถึงผู้ประกอบการและภาคประชาชน

เราหวังว่าบทเรียนบนหน้าจอต่อไปนี้ จะช่วยสร้าง ‘แรงบันดาลใจ’ ให้ทุกคนอย่างที่พวกเราได้สัมผัสมาแล้วบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ 

01 The Journey Begins

With No Single Use Plastic

ก่อนออกเดินทาง เราส่งข้อความแจ้งผู้ร่วมทริปให้พกถุงผ้าและกระติกพร้อมเติมน้ำให้เต็มมาจากบ้าน การพกกระติกแบบนี้ นอกจากจะลดการใช้ขวดน้ำที่เป็นพลาสติกแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินระหว่างการท่องเที่ยวด้วย ทุกวันนี้ตามสถานที่ท่องเที่ยว สนามบิน และโรงแรมทั่วโลก ล้วนมีจุดบริการน้ำดื่มฟรีให้คนมาสามารถมาเติมน้ำได้

ที่เกาะเสม็ด เราได้พบกับ พี่สมถวิล จันทร์พราหมณ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ผู้มารับหน้าที่วิทยากรบอกเล่าเรื่องราวของเกาะเสม็ดให้พวกเราฟัง

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

พี่สมถวิลอธิบายว่า อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลลำดับที่ 3 ของประเทศไทย และเป็นอุทยานแห่งชาติไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่เปิดทำการตลอดทั้งปีไม่มีวันหยุด มีธรรมชาติที่งดงาม อาหารอร่อย และมิตรภาพของชุมชน ผู้ประกอบการในพื้นที่

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน เสม็ดคือเกาะสวรรค์ที่เงียบสงบและอุดมสมบูรณ์ ขยะที่เกิดขึ้นจากชุมชมบนเกาะเป็นขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้และมีปริมาณน้อย เนื่องจากนักท่องเที่ยวยังไม่มาก จนเมื่อความเจริญค่อยๆ เข้ามาสู่เกาะ ร้านรวงและรีสอร์ตจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ในขณะเดียวกันพลาสติกก็เริ่มถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เดิมบนเกาะเสม็ดมีโรงเผาขยะ แต่จำเป็นต้องปิดทำการไป เนื่องจากกระบวนการเผาปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำลายชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน จากการเผาจึงเปลี่ยนมาเป็นฝังกลบขยะแทน แต่ก็ประสบปัญหาพื้นที่ไม่เพียงพอ ขยะจำนวนมากจึงตกค้างอยู่บนเกาะ 

หลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานส่วนท้องถิ่นหลายภาคส่วนพยายามเร่งหาหนทางแก้ไข จนในที่สุดโรงคัดแยกขยะบนเกาะเสม็ดก็ถูกก่อสร้างจนเสร็จและเปิดทำการมาแล้วระยะหนึ่ง ขยะตกค้างที่เคยมีตอนนี้ถูกจัดการไป

ทั้งนี้ ด้วยประสิทธิภาพของโรงคัดแยกขยะที่สร้างขึ้นใหม่ ทำให้สามารถดูแลขยะที่เกิดใหม่ในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี มีการคัดแยกขยะตามประเภท และขณะเดียวกันทางอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ก็เร่งดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อลด ละ เลิก การใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง

โดยพี่ประยูร พงศ์พันธุ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด อธิบายว่า พี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จะคอยไปตรวจเช็กสัมภาระของนักท่องเที่ยวบริเวณท่าเรือ เพื่อลดการนำโฟมและถุงพลาสติกขึ้นมาบนเกาะ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ผู้ร่วมทริปหันมาสบตากันและอมยิ้มดีใจ ที่เราสามารถช่วยลดภาระให้พี่ๆ เจ้าหน้าที่ได้ จากการนำกระติกน้ำและถุงผ้ามาจากที่บ้าน

02 Eat Responsibly

Finding Another Use For Food Waste

อาหารมื้อแรกที่เราได้ลิ้มรส เป็นอาหารเสม็ดสไตล์แท้ๆ อย่างข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำที่ทุกคนต้องเดินไปสั่งจากแม่ค้าหาบเร่ริมหาด เพราะเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยกันมาตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนจึงสั่งอาหารมากินดื่มกันไม่ยั้ง จนจบมื้ออาหาร มีเศษอาหารจำนวนมากวางเหลืออยู่บนโต๊ะ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เมื่อนำเศษอาหารที่ผู้ร่วมทริปกินเหลือมาชั่งน้ำหนักรวมกัน ปรากฏว่ามีน้ำหนักถึง 14 กิโลกรัม แค่อาหารเพียงมื้อเดียวจากคนไม่กี่สิบคนเท่านั้น สถิติน่าตกใจที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือขยะอาหารที่คนไทยทิ้งต่อวันมีปริมาณสูงถึง 300 – 500 ตัน และคนมักจะเข้าใจผิดว่าขยะอาหารย่อยสลายได้ แล้วจะไม่เป็นปัญหา

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

 การทับถมของขยะอาหาร หรือ Food Waste ทำให้เกิดแก๊สมีเทนที่ส่งผลเสียกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า นอกจากนี้กองขยะอาหารยังนำมาซึ่งพาหะนำโรค และการนำขยะเปียกหรือขยะอาหารเข้าเตาเผาร่วมกับขยะอื่นๆ จะทำให้เตาเผามีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิพื้นฐาน กระบวนการเผาไหม้เกิดได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดสารเคมีตกค้าง

ดังนั้นวิธีการที่ถูกต้องและง่ายที่สุดเมื่ออยู่ระหว่างการท่องเที่ยวแบบนี้ คือคิดก่อนกิน กินเท่าที่จำเป็น เพื่อให้มีเศษอาหารเหลือทิ้งน้อยที่สุด และถ้ายังมีเศษอาหารเหลืออยู่ก็แยกมันออกจากขยะประเภทอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อน

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ในทริปมาหาเสม็ด เราคัดแยกขยะออกเป็น 3 ประเภทคือ เศษอาหาร (ขยะอินทรีย์) ขยะรีไซเคิล (ขวดพลาสติก กระป๋อง กระดาษ แก้ว) และขยะทั่วไป โดยเศษอาหารของทุกมื้อและขยะรีไซเคิลที่ผู้ร่วมทริปคัดแยกตลอด 3 วัน 2 คืนนี้ จะถูกส่งต่อให้ White Sand Beach รีสอร์ตเล็กๆ บนเกาะเสม็ดที่ตั้งใจหมุนเวียนขยะทุกประเภทให้นำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง 

พี่หนู-จันทร์จิรา สังข์สุวรรณ ผู้จัดการ White Sand Resort พาพวกเราเยี่ยมชมพื้นที่ส่วนต่างๆ 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

อย่างแรกคือปุ๋ยอินทรีย์ วิธีทำแสนง่าย เทเศษอาหารเทลงไปในภาชนะ จากนั้นกลบด้วยดินหรือปุ๋ยคอก และใบไม้แห้ง สลับชั้นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มีข้อควรระวังอย่างเดียวคือต้องกลบดิน ปิดฝาให้มิดชิด เพื่อป้องกันแมลงวันและกลิ่นรบกวน เพียงไม่กี่เดือนเศษอาหารจะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยสีเข้ม ที่จะช่วยบำรุงให้พืชพรรณงอกงามสมบูรณ์

อย่างต่อมาคือน้ำหมักชีวภาพ นำเศษผักผลไม้ตั้งแต่เปลือก ใบ ผล และเมล็ดที่ยังไม่ผ่านกระบวนการทำอาหาร หมักเข้ากับกากน้ำตาลทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน จะได้น้ำจุลินทรีย์ที่ใช้เป็นปุ๋ยน้ำ ส่วนตะกอน นำไปตากแดดทำเป็นปุ๋ยแห้ง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

พี่หนูอธิบายว่าปุ๋ยหมักชีวภาพนี้มีธาตุอาหารช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน และสามารถนำไปบำบัดน้ำเสีย กำจัดคราบไขมันอุดตันได้ เพียงแค่ผสมเข้ากับน้ำ เทใส่ในท่อน้ำทิ้งหรือบ่อบำบัดไขมัน ทิ้งไว้หนึ่งคืนแล้วราดน้ำ 

พื้นที่รีสอร์ตถูกแบ่งไว้อย่างเป็นสัดส่วน แทรกไปด้วยต้นไม้มากมาย กระถางต้นไม้หลายสีสันรีไซเคิลจากถังน้ำยาซักล้างวางอยู่หน้าบ้านพักแต่ละหลัง พี่หนูพาเราไปดูแปลงผักสวนครัวชอุ่มสมบูรณ์ด้านหลังรีสอร์ต พร้อมบอกอย่างภาคภูมิใจว่า หลายเมนูที่เสิร์ฟนักท่องเที่ยว ปรุงด้วยผักออร์แกนิกที่บำรุงด้วยปุ๋ยจากเศษอาหารอีกที นับเป็นวัฏจักรอาหารที่หมุนเวียนไม่รู้จบ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

03 Beach Hopping

Where Your Trash Ends Up

เราท่องเกาะจากเหนือจรดใต้ สัมผัสบรรยากาศดีต่อใจ ฟ้าใสและหาดทรายขาวสะอาด เริ่มจากอ่าวน้อยหน่า ทางทิศเหนือของเกาะเสม็ดที่เราได้พบกรรมวิธี ‘ร่อนทราย’ ด้วยแหตาถี่ เพื่อแยกขยะชิ้นเล็กอย่างเศษพลาสติกหรือเศษแก้วออกจากเม็ดทราย โดยพี่ๆ สตาฟของ Mooban Talay Resort ต้องทำเป็นประจำทุกวันช่วงน้ำลง 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ปัจจุบัน ‘ขยะ’ คือหนึ่งในปัญหาสำคัญของอุทยานแห่งชาติทั้งทางทะเลและบนบก อุทยานแห่งชาติคือพื้นที่ธรรมชาติผืนใหญ่ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติ

แล้วขยะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติมาจากไหน คำตอบคือมาจากนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรานี่เอง

เรากินดื่ม พักผ่อนอย่างรื่นรมย์และสร้างขยะจากการท่องเที่ยว ที่หากไม่ได้ถูกคัดแยกอย่างถูกประเภท จะทำให้ยากต่อการนำไปจัดการต่อ โดยเฉพาะในอุทยานที่เป็นที่นิยม ปริมาณของขยะก็มีมากตามไปด้วย จนบางครั้งเกินศักยภาพที่พื้นที่อุทยานจะรองรับได้ ทำให้ไม่สามารถจัดการได้หมด 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

สาเหตุทั้งหมดนี้ นำไปสู่ขยะที่ตกค้างในธรรมชาติและรั่วไหลลงสู่ทะเล เมื่อขยะพลาสติกแตกตัวเล็กลงเรื่อยๆ มันจะค่อยๆ สลายตัวเปลี่ยนเป็นไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรจนถึงขนาดที่สายตามองไม่เห็น และยังคงคุณสมบัติความเป็นพลาสติกอยู่ครบถ้วนทุกประการ

ขยะพลาสติกเหล่านั้น บ้างจมลงสู่ก้นทะเล บ้างถูกซัดกลับขึ้นมาบนฝั่งอย่างที่เห็นที่อ่าวน้อยหน่า และอีกไม่น้อยที่ล่องลอยอยู่ในท้องทะเล สิ่งที่น่ากังวลคือเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าปลาที่เรากินทุกวันนี้ พวกมันกลืนกินไมโครพลาสติกเข้าไปหรือเปล่า สุดท้ายผลกระทบเหล่านั้นก็จะวนกลับมาสู่มนุษย์ในวันหนึ่ง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

จากนั้นนั่งรถสองแถวไปตะลุยกันต่อที่อ่าวหวาย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นอ่าวที่สวยที่สุดของเกาะเสม็ด มีผืนทรายละเอียดเหมือนแป้ง แต่ก็มีขยะทะเลมากมายเกยตื้นอยู่บนฝั่ง เพื่อนๆ รวมทริปมาหาเสม็ดได้ช่วยกันเก็บขยะตรงหน้าจนช่วงแสงสุดท้ายของวัน จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปดูพระอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้าที่แหลมเตย ปลายสุดของเกาะเสม็ด

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

04 Sea The World

Ocean Tales

วันต่อมา เรามีนัดกับ พี่อู๊ดดี้-ธนเดช เสตะจันทน์ เจ้าของโรงเรียนสอนดำน้ำ UDI Scuba Driving ตั้งแต่เช้าเพื่อขึ้นเรือไปดำน้ำ Snorkeling

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

นอกจากจะได้เห็นความสวยงามของปะการังและสัตว์น้ำใต้ทะเลแล้ว เรายังได้เห็นขยะพลาสติกลอยผ่านเรือไป พี่ๆ สตาฟประจำเรือเล่าว่า ช่วงฤดูมรสุมที่คลื่นลมปั่นป่วน ขยะทะเลจะปรากฏขึ้นมากกว่าปกติ เพราะมีขยะรั่วไหลลงสู่ท้องทะเลมากในช่วงฝนตกนั่นเอง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

หลังดำน้ำ เราแล่นเรือมุ่งหน้าสู่ท้ายเกาะบริเวณร่องน้ำที่ทำให้เราได้เห็นว่า บางครั้งก็มีขยะลอยมากับกระแสน้ำ พี่อู๊ดดี้อธิบายว่าชาวเรือจะมีขอและตาข่ายเอาไว้เกี่ยวขยะลอยทะเลเหล่านั้น เพื่อนำไปทิ้งบนฝั่ง เราช่วยกันเกี่ยวขยะเปื่อยยุ่ยพวกนั้นขึ้นมาเท่าที่ทำได้ และพบว่าหลายชิ้นล่องลอยมาไกลแสนไกลจากประเทศอื่น

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา
ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

เรือเทียบฝั่งที่ชุมชนประมงพื้นบ้านแห่งสุดท้ายบนเกาะเสม็ด บริเวณท่าเสด็จ พี่ๆ ชุมชนทำอาหารพื้นบ้านชาวเลภาคตะวันออก ทั้งหมูต้มใบชะมวง ปลาหมึกน้ำดำ และอีกหลายเมนูอร่อย ปรุงด้วยวัตถุดิบที่จับแบบประมงพื้นบ้าน คือไม่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ขนาดยังไม่โตเต็มที่ ไม่ใช้อวนลากหรืออวนรุนที่ทำลายระบบนิเวศใต้ท้องทะเล เพราะสัตว์ทะเลทุกตัวถูกจับมาด้วยความใส่ใจรับผิดชอบ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

โดยประมงพื้นบ้านจะใช้เรือขนาดเล็กและอุปกรณ์หนึ่งชนิดต่อการจับสัตว์น้ำแต่ละประเภท เพื่อไม่ให้การจับสัตว์แต่ละครั้งกระทบปริมาณสัตว์น้ำมากจนเกินไป เช่น การใช้แหหว่านลงไปในทะเล หรือการใช้เบ็ดสำหรับตกสัตว์น้ำ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

05 Talking Trash

Everyday Heroes

หลังอิ่มหนำกันแล้ว เรานั่งล้อมวงริมหาดพูดคุยกับแขกรับเชิญคนแรก Daniela Scandella-Chanchote เจ้าของ SoLUTion [email protected] ร้านขายน้ำยาที่ลดการใช้ Single Use Plastic ด้วยการนำบรรจุภัณฑ์จากบ้านมาเติมแห่งแรกและแห่งเดียวบนเกาะเสม็ด 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เธอฝากข้อคิดเรื่องขยะพลาสติกไว้ว่า เวลาซื้อสินค้าเข้าบ้าน พยายามลด ละ รับถุงพลาสติกจากข้างนอก หรือหลีกเลี่ยงการสั่งให้มาส่งที่บ้านโดยไม่จำเป็น เพราะนอกจากจะได้สินค้าที่สั่งแล้ว เรายังจะได้ขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งมาล้นมือ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ถึงจะเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า แต่ถ้ายังใช้แบบ Single Use ก็ไม่ต่างอะไรจากการใช้พลาสติก มิหนำซ้ำยังเป็นภัยร้ายยิ่งกว่า เพราะเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติ แถมย่อยสลายยาก การแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่แท้จริงไม่เกี่ยวกับวัสดุของบรรจุภัณฑ์ แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณความถี่และความคุ้มค่าในการใช้งานต่างหาก

แขกรับเชิญคนต่อมา พี่ไพบูลย์ คุ้มคำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยไพบูลย์ ระยอง จำกัด ผู้มารับช่วงดำเนินการระบบจัดการขยะและโรงคัดแยกขยะบนเกาะเสม็ดที่เพิ่งเปิดทำการไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

พี่ไพบูลย์อธิบายถึงเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราต้องแยกขยะ ขยะที่ถูกทิ้งรวมกันเป็นถุงๆ เมื่อถูกส่งไปที่บ่อขยะ (Landfill) ขยะแต่ละถูกจะถูกเปิดออก จากนั้นคัดแยกประเภทด้วยแรงงานคน เป็นขั้นตอนการทำงานที่เสียเวลามาก ขยะที่ใส่รวมกันมาทุกประเภทในถุงเดียว มีอัตราปนเปื้อนสูง แม้จะเป็นประเภทที่สามารถนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล หลอมออกมาใช้ใหม่ได้ แต่ถ้าปนเปื้อน ก็นับว่าสูญเปล่า 

พี่ไพบูลย์บอกว่า ทุกวันนี้ขยะบนเกาะเสม็ดที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณขยะทั้งหมดเท่านั้น แต่ถ้าทุกคนช่วยกันคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ขยะที่นำไปรีไซเคิลได้จะมีมากขึ้น ส่วนขยะที่ใช้ต่อไม่ได้ต้องเอาไปฝังกลบหรือเผาก็จะมีจำนวนลดลง ส่งผลให้มลพิษทางสิ่งแวดล้อมลดลง คุณภาพชีวิตของระบบนิเวศก็ดีขึ้นเป็นวัฏจักร

ขยะมูลฝอยจากทุกพื้นที่บนเกาะเสม็ด เมื่อนำมาเข้ากระบวนการที่โรงคัดแยกขยะเสร็จเรียบร้อย จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือขยะรีไซเคิล ส่งกลับขึ้นฝั่งเพื่อนำไปขายต่อให้โรงงานรีไซเคิลตามประเภทวัสดุ ขยะทั่วไป ส่งกลับขึ้นฝั่งเช่นกัน เพื่อนำไปขายต่อให้โรงงานผลิตไฟฟ้าสำหรับเผาเป็นเชื้อเพลิง 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

และสุดท้ายขยะอินทรีย์ ที่พี่ไพบูลย์และทีมงานจัดการเอง ทั้งหมักเป็นแก๊สชีวภาพ หมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และทำน้ำหมักชีวภาพ รอบๆ บ่อขยะที่แต่ก่อนแทบไม่มีพื้นที่เหลือจากของเน่าเสีย ทุกวันนี้มีพืชผักสวนครัวและพืชพรรณร่มเย็นสบายตา

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

06 Chef’s Table

Eating With Purpose

ค่ำคืนสุดท้ายบนเกาะเสม็ด เรานั่งริมหาดทรายดื่มด่ำรสชาติอาหาร 8 จานพิเศษโดยเชฟแบล็ก-ภานุภน บุลสุวรรณ แห่งร้าน Blackitch Artisan Kitchen ผู้เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาบอกเล่าเรื่องทะเลและทรัพยากรธรรมชาติผ่าน ‘ความรู้กินได้’ ในสไตล์ Chef’s Table ให้พวกเราได้ลิ้มลอง

เชฟแบล็ก-ภานุภน บุลสุวรรณ แห่งร้าน Blackitch Artisan Kitchen

เชฟแบล็กเป็นคนจังหวัดระยองโดยกำเนิด เติบโตมากับวัตถุดิบพื้นบ้านจากท้องทะเล และรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น อาหารค่ำมื้อนี้ เชฟแบล็กตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตคนระยองและท้องทะเลที่เปลี่ยนไป

อย่างเมนูแมงกะพรุนดองไม้ฝาง น้ำจิ้มถั่วตัดกับสโคบี้ ที่หากินได้เฉพาะฤดูกาลนี้ เนื่องจากเป็นหน้าแมงกะพรุน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรพิเศษของคนระยองที่กินคู่ถั่วตัดกับสโคบี้

สัตว์ทะเลทุกชนิดในทุกเมนู ทั้งกุ้งลายเสือกับมันกุ้งผัดน้ำมันหอย ต้มโจน้ำข้นกับน้ำมันงาดำ ปลานึ่ง ผักกาดดอง และข้าวห่อปลาเสียบไม้ย่าง เพสโต้โหระพา เชฟแบล็กไปหาซื้อด้วยตัวเองกับกลุ่มประมงเรือเล็ก หรือกลุ่มประมงพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดระยอง

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เมนูที่เราประทับใจมากคือ หรุ่มทะเลที่ตั้งใจเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์ของการจับปลาเชิงพาณิชย์ ที่ใช้อวนตาถี่กวาดต้อนสัตว์ทะเลตัวเล็กขึ้นมาด้วย ทำให้พวกมันไม่มีโอกาสเติบโตขยายพันธุ์ ทำลายระบบนิเวศท้องทะเล และเมนูหมี่ยำปูพริกแกงป่า ที่เชฟแบล็กไปซื้อปูมาจากธนาคารปู เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งใจเพาะพันธุ์ปูทะเลไทยให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง 

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เชฟแบล็กอธิบายระหว่างเสิร์ฟอาหารอร่อยจานแล้วจานเล่า ว่าอาหารทะเลไม่ใช่ของดีภาคตะวันออกเพียงอย่างเดียว อาหารป่าก็ถือว่าขึ้นชื่อไม่แพ้กัน ถ้าใครไปเที่ยวทะเลแล้วเบื่อกินสัตว์มีกระดอง ลองเปลี่ยนมากินอาหารป่าดูบ้าง รสชาติเด็ดไม่แพ้กัน

หลังอาคารค่ำ เรานั่งล้อมวงใต้แสงดาวเล่นดนตรีอะคูสติกริมหาดทราย เสียงคลื่นกระทบฝั่งสลับไปกับเสียงดีดกีตาร์ร้องเพลงอย่างสนุกสนาน คลายความเหนื่อยล้าจากการตะลุยเกาะกันมาตลอด 2 วันที่ผ่านมา

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

07 Lessons From The Journey

Keep Thailand Beautiful

วันสุดท้าย พี่ประยูร หัวหน้าอุทยานฯ และพวกเราได้ล้อมวงแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้เรียนรู้ในทริป ‘มาหาเสม็ด’ ทุกคนมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่นักศึกษา นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม คุณครู จนถึงทีมงานร้านน้ำยาแบ่งขายแบบไม่ใช้ Single Use Plastic ทุกคนมีความเชี่ยวชาญและเรื่องราวเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อม ซึ่งน่าสนใจและช่วยมอบแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ จากสองมือตัวเองให้แก่กันตลอดบทสนทนา

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

หนึ่งในผู้ร่วมทริปอย่าง ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร เล่าว่า “ผมเริ่มสนใจสิ่งแวดล้อมจากความเห็นแก่ตัว เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งแวดล้อมคือเรื่องใหญ่ของพวกเรา คิดง่ายๆ ว่าถ้าเราทำอะไรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คนแรกที่ได้ผลประโยชน์คือคุณ

“ผมอาจจะใช้ชีวิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าหลายคน แต่ผมทำเรื่อยๆ ผมไม่ได้ทำมากไปกว่าใคร แต่ผมไม่หยุด อะไรที่ผมทำได้ ผมก็ทำต่อไป ผมเป็นมนุษย์ Eco แบบมีกิเลส เพราะการเป็นคนดีตลอดร้อยเปอร์เซ็นต์คงยาก ตึง และอึดอัดเกินไป ผมรู้สึกว่าถ้างั้นผมทำอะไรที่ดีต่อตัวเรา อย่างการพกกระบอกน้ำไปทุกที่ เพราะช่วยเราประหยัดเงินด้วย

“หลายคนถามผมว่าจะสื่อสารให้คนทำตามได้อย่างไร วิธีการสื่อสารที่ดีที่สุดสำหรับผมคือการทำ ทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน ไม่ต้องไปบอกไปบังคับ เพราะถ้าเราทำ คนอื่นเห็น เขาก็จะทำตาม” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ท็อปพูด เราต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตัวเรา ด้วยสองมือเล็กๆ ของเราเอง

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

ตอนนี้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมเองก็กำลังเร่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นเช่นกัน โครงการที่พาพวกเรามาหาเสม็ดในทริปนี้คือ Keep Thailand Beautiful หรือ “เก็บ” ไทยให้สวยงาม โดยมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย

ที่จับมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำการศึกษา วิเคราะห์ วางแผน กำหนด จัดทำแผนการดำเนินโครงการการจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนในเขตอุทยานแห่งชาติ จำนวนทั้งสิ้น 10 แห่ง

คืออุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อุทยานแห่งชาติตะรุเตา อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ และอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เพื่อให้อุทยานแห่งชาติทั้ง 10 แห่ง พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบที่ดีในการจัดการขยะมูลฝอย

โดยโครงการนี้เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งชุมชน ผู้ประกอบการบนเกาะ นักท่องเที่ยว ตลอดจนภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยกันสร้างการรับรู้และให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาขยะในเขตอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมีความตระหนักในผลกระทบ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่อไป

พี่เอ็ด-นันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายให้ฟังว่า “การเจริญเติบโตด้านการท่องเที่ยว นำมาซึ่งผลกระทบโดยเฉพาะเรื่องของขยะ ในแต่ละปีอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 1 ล้านคน

พี่เอ็ด-นันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด

“มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทยจึงทำงานร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างต้นแบบการจัดการการท่องเที่ยว ซึ่งมีกลไกในการจัดการขยะที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ “เก็บ” ไทยให้สวยงาม

“จากเดิมเกาะเสม็ดเคยมีปัญหาค่อนข้างเยอะ แต่ปัจจุบันหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างลุกขึ้นมาจับมือกันแก้ปัญหา และสร้างการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ จึงคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะพาผู้ร่วมทริปร่วมถึงผู้อ่านมาทำความเข้าใจความร่วมมือตรงนี้

“ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราหันมาเดินทางท่องเที่ยวด้วยวิถีใหม่ เพื่อทำให้เกิดขยะจากการท่องเที่ยวให้น้อยที่สุด”

สิ่งที่เราเห็นในทริปนี้ เป็นเพียงการขยับเดินก้าวแรกเท่านั้น ยังมีหนทางอีกยาวไกลที่พวกเราจะต้องร่วมกันเดินไปให้ถึง 

เกาะเสม็ดและประเทศไทยกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลง และเราในฐานะนักท่องเที่ยวก็คือส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันความเปลี่ยนแปลงนั้นเช่นกัน แล้วคุณพร้อมไหม ที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

Writers

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

ชนัญชิดา วัฒนศิลป์

นักศึกษานอกห้องเรียน ผู้ชอบฟัง กับนั่งปั่นความคิด ชอบแลกเปลี่ยนทัศนคติ สนใจใคร่รู้ความรู้สึกนึกคิด กำลังสะกิดโลกคับแคบของตัวเอง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Earth Appreciation

ชวนคนเมืองออกไปรู้จักและรื่นรมย์กับธรรมชาติรอบตัว ด้วยเนื้อหาย่อยง่ายแบบบทเรียน 101

23 พฤศจิกายน 2561
4 K

Earth Appreciation 03: มาหาสมุทร คือทริปที่ The Cloud, โคคา-โคลา ประเทศไทย และ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ International Union for Conservation of Nature: IUCN ตั้งใจจัดขึ้น เพื่อพาคนเมืองเดินทางไปทำความรู้จักและสร้างความเข้าใจเรื่องราวเรียบง่ายที่เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายชีวิตขนาดใหญ่ของธรรมชาติใกล้ตัวอย่าง ‘มหาสมุทร’

ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ใช้น้ำประปาที่ส่งตรงถึงก๊อก กินดื่มอาหารผลิตสำเร็จรูปในตู้แช่ ทิ้งขว้างข้าวของมากมายโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังเดินทางไปที่ไหนต่อ เป็นชีวิตแสนสะดวกสบายที่ตัดขาดกับธรรมชาติรอบตัว

เมื่อเราตัดขาดกับธรรมชาติ เราจึงไม่รู้ว่าธรรมชาตินั้นสำคัญยังไง และตอนนี้ธรรมชาติกำลังประสบกับภัยคุกคามอะไรบ้าง เราเชื่อว่าคุณเคยเห็นและรับรู้ว่าสิ่งแวดล้อมกำลังป่วยหนัก ขยะพลาสติกกำลังล้นโลกผ่านหน้านิวส์ฟีดในโซเชียลมีเดีย แต่เรื่องราวเหล่านั้นช่างไกลตัวพวกเราเหลือเกิน

เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้เราใกล้และเข้าใจกันมากขึ้น เราจึงชวนคนเมืองข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา พร้อม เร แมคโดนัลด์ นักแสดง นักเดินทาง ผู้หลงใหลในธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คน และ แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์ เมกอัพอาร์ทิสต์ผู้กำลังเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความงดงามจากธรรมชาติรอบตัว

เพื่อมาดูให้เห็นกับตาว่าธรรมชาติกำลังอยากบอกอะไรกับเรา

เกาะยาวใหญ่

01 จากต้นน้ำสู่มหาสมุทร

หลังขึ้นฝั่ง เราเริ่มต้นวิถีชาวเกาะด้วยการออกไปสำรวจระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ พี่เปิ้ล-สุปราณี กำปงซัน หัวหน้าแผนงานประเทศไทย IUCN หนึ่งในครูคนสำคัญของทริปเริ่มอธิบายว่า “ระบบนิเวศคือระบบความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ที่มีการพึ่งพากันผ่านการส่งผ่านพลังงานและห่วงโซ่อาหารในบริเวณนั้นๆ”

เกาะยาวใหญ่มีภูเขาสูงเป็นแหล่งต้นน้ำ กำเนิดเป็นลำธารไหลคดเคี้ยวหล่อเลี้ยงพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตไปทั่วเกาะ ก่อนจะทอดตัวลงสู่ทะเล

เกาะยาวใหญ่

แม้จะอยู่กลางทะเล แต่เกาะยาวใหญ่ไม่เคยขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ ไม่ต้องกระเสือกกระสนไปซื้อน้ำต่างถิ่น เพราะชาวเกาะยาวใหญ่ใช้น้ำจากการประปาภูเขา จากลำธารหลายสิบสายที่มีการทำฝายน้ำล้น การประปาภูเขานี้ มีค่าธรรมเนียมแค่เดือนละ 20 บาทเท่านั้น

“ชาวเกาะยาวใหญ่รักและหวงแหนผืนป่าชุมชน แหล่งต้นน้ำมาก แม้ไม่มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ชาวบ้านทุกคน ทุกเรือกสวน ที่มีอาณาบริเวณต่อเนื่องกับป่า จะมีความรู้สึกเหมือนตนเองเป็นผู้รับผิดชอบ ดูแลความเรียบร้อยของเขตแดนป่าบริเวณนั้น” บังยา-ดุสิทธิ์ ทองเกิด ชาวชุมชนท้องถิ่นผู้เป็นเหมือนครูอีกคนของทริปเอ่ยขึ้น เมื่อเราถามถึงความผูกพันที่ชาวทะเลมีต่อป่าเขาบนเกาะ

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

จากลำธารบนภูเขาสูงสู่มหาสมุทรกว้างใหญ่ บริเวณปากแม่น้ำซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างน้ำจืดจากภูเขาและน้ำเค็มจากทะเลแบบนี้ คือที่ๆ เราจะพบระบบนิเวศป่าชายเลน

ป่าชายเลนมีคุณค่าตามธรรมชาติทำหน้าที่ในการดักตะกอนและสะสมแร่ธาตุสารอาหารจากที่ราบบนแผ่นดิน ตะกอนเหล่านี้มีประโยชน์มหาศาลต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ในพื้นที่ป่าชายเลน ใบไม้ที่เน่าเปื่อยอยู่ใต้น้ำเป็นอาหารของแบคทีเรียและแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของสัตว์น้ำวัยอ่อน

เกาะยาวใหญ่

เราสามารถพบเห็นพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดได้ในป่าชายเลน โดยเฉพาะต้นโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่โดดเด่น พบเห็นได้ง่าย และคนส่วนใหญ่รู้จัก รากของต้นโกงกางและพันธุ์ไม้ป่าชายเลนชนิดอื่นๆเรียงตัวแน่นทึบกลายเป็นหลังคาธรรมชาติที่ช่วยบังแสงอาทิตย์ และเป็นแหล่งอนุบาลและคุ้มภัยให้เหล่าสัตว์น้ำวัยอ่อน

นอกจากนี้ รากพันธุ์ไม้ป่าชายเลนยังมีโครงสร้างซับซ้อน ทั้งทำหน้าที่พยุงลำต้นและเป็นรากอากาศที่ดูดซับออกซิเจนสู่รากที่อยู่ใต้ดิน แถมยังเป็นที่แหล่งที่อยู่อาศัยของเพรียงและหอยชนิดต่างๆ อีกทั้งเป็นแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำหลากหลายชนิดอีกด้วย

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

บังอิบ-อิบร่อฮิม หยั่งทะเล ครูท้องถิ่นอีกคนของทริปเล่าให้ฟังถึงการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปสัมผัสพื้นที่ป่าชายเลน โดยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บนเกาะยาวใหญ่ นั่นคือการพายเรือคายัคและนั่งเรือหางยาวเข้าไปเพื่อชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน โดยไม่มีการตัดกิ่งต้นโกงกางหรือพันธุ์ไม้ชนิดใดในผืนป่าโดยเด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องพายช้าๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนสัตว์ที่อาศัยอยู่

เกาะยาวใหญ่

เราได้พายเรือคายัคสำรวจป่าชายเลนเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง แดดข้างนอกร้อนเปรี้ยงแต่เมื่ออยู่ใต้ร่มเงาป่าชายเลน เราแทบไม่รู้สึกถึงไอแดดเลย มีแต่ความเย็นสบายสดชื่นจากน้ำและพืชพรรณโดยรอบ

เมื่อมองลอดแมกไม้ก็พบปลาตีน ปูก้ามดาบ ลิงแสม ตัวเงินตัวทอง และเมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้า ก็พบกับนกกระเต็น นกยางเขียว และเหยี่ยวแดง ที่บินมาทักทายเป็นระยะ

เกาะยาวใหญ่

จากป่าชายเลน เรามุ่งหน้าสู่ชายฝั่งทะเลเพื่อสำรวจระบบนิเวศป่าชายหาดและระบบนิเวศหญ้าทะเล ซึ่งถือเป็นปราการด่านแรกสู่มหาสมุทร

พี่เอ็ม-กิตติพันธุ์ ทรัพย์คูณ อีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก IUCN อธิบายว่า พื้นที่ป่าชายหาดเป็นรอยต่อระหว่างบนบกกับทะเล สิ่งแวดล้อมบริเวณนี้มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลเพราะได้รับอิทธิพลจากมรสุม คลื่นลม กระแสน้ำ และไอความเค็มของน้ำทะเลที่ถูกพัดเข้ามาในบริเวณป่าชายหาด

พันธุ์ไม้ป่าชายหาดทำหน้าที่ป้องกันคลื่นลมและการกัดเซาะชายฝั่ง สะสมเม็ดทรายที่ถูกคลื่นลมพัดเข้ามาบริเวณชายฝั่งทำให้เกิดเป็นสันทราย ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

ระหว่างเดินลัดเลาะบริเวณชายหาดลงไปในทะเล เราสังเกตเห็นสัตว์ทะเลที่แอบอยู่ตามหลืบมุมต่างๆ อย่างปูลม ปูเสฉวน และฝูงปูทหาร ที่อาศัยและหากินอยู่บนหาดทราย เคลื่อนตัวพร้อมกันนับหมื่นนับพันตัว ในช่วงที่น้ำลงเราได้เห็นสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่พบได้ในบริเวณที่เป็นดินเลนปนทรายตามแนวชายฝั่ง

เกาะยาวใหญ่

พี่เปิ้ลอธิบายต่อว่า หญ้าทะเลเป็นแหล่งสะสมและกักเก็บตะกอนที่ถูกพัดพามาจากแนวชายฝั่งและปากแม่น้ำ เต็มไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ เช่น หอยชักตีน ปลิงทะเล กั้ง และปู 

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

หญ้าทะเลมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศชายฝั่งเขตร้อนมาก เพราะมีบทบาทในการชะลอความรุนแรงของกระแสน้ำ ป้องกันการพังทลายและกัดเซาะของชายหาด เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน แหล่งอาหารที่สำคัญของเต่าทะเลและพะยูน ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายาก 1 ใน 15 ชนิดของสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าของไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตอาหารและหมุนเวียนธาตุอาหารไปยังในแหล่งนิเวศใกล้เคียง

หญ้าทะเลเจริญเติบโตได้ในบริเวณที่น้ำมีความขุ่น ปริมาณตะกอนสูง และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้ในขณะที่น้ำลงต่ำสุดในช่วงน้ำลงแนวน้ำลงต่ำสุดถึง 1 กิโลเมตร ชาวบ้านเกาะยาวใหญ่จึงมักมาคราดหอยแครงในหาดเลน และหาหอยชักตีนตามแนวหญ้าทะเล ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญที่เป็นรายได้เสริมให้กับชุมชน

การไปเกาะยาวใหญ่ครั้งนี้พวกเราได้ร่วมกันปล่อยลูกหอยชักตีนลงสู่ท้องทะเล ลูกหอยตัวเล็กจิ๋วใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะเติบโตจนได้ขนาดพอเหมาะที่ชาวบ้านสามารถจับไปเป็นอาหารได้ และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษไม่เก็บลูกหอยไปก่อนเวลาที่พวกมันเติบโตเต็มที่ เพื่อรักษาสมดุลประชากรของหอยชักตีนในธรรมชาติไว้

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

02 จับปลายังไงให้ยั่งยืน

“ทะเลเป็นเหมือนตู้เย็นของชาวบ้าน เราไม่มีอะไรกินเราก็มาหาในทะเล” จ๊ะดำ-กานดา โต๊ะไม สมาชิกสภาเทศบาล หมู่ 3 ตำบลเกาะยาวใหญ่ ผู้หวงแหนและตั้งใจอนุรักษ์ท้องถิ่นไว้เอ่ยขึ้น เราพยักหน้าเห็นด้วย เพราะท้องทะเลของเกาะยาวใหญ่นั้นยังอุดมสมบูรณ์ เดินลงทะเลไปแค่ไม่กี่สิบเมตรก็สามารถหาวัตถุดิบสดจากท้องทะเลมาปรุงอาหารใต้อร่อยๆ ได้แล้ว

เกาะยาวใหญ่

ช่วงบ่ายของวันนั้น เราได้ลองสวมวิญญาณเป็นชาวประมงพื้นบ้าน เยี่ยมชมกระชังเลี้ยงปลาบริเวณใกล้ชายฝั่ง ทดลองจับสัตว์ทะเลด้วยวิธีอย่างการยั่งยืน โดยลองตกเบ็ดปลาทรายด้วยไม้ระกำ ไม้ระกำมีข้อดีคือน้ำหนักเบา หาง่ายในชุมชน ด้วยความที่เนื้อไม้เบาทำให้เราสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนเวลาปลาตอดเหยื่อได้ง่าย เหยื่อที่ใช้ก็คือไส้เดือนทะเลที่ฝังตัวอยู่ในดินเลนบริเวณนั้น

เหมือนจะง่าย แต่พอทดลองจริงปรากฏว่ายากกว่าที่คิด หลังพวกเราชาวทริปพยายามอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเราก็ตกปลาทรายได้ เรียกเสียงเฮดังลั่นหาด ปลาทรายที่ตกได้ถูกนำไปทอดกระเทียมกลิ่มหอมฉุย แถมเป็นครั้งแรกของหลายคนในทริปที่ได้ชิมอาหารทะเลที่จับด้วยตัวเอง

เกาะยาวใหญ่เกาะยาวใหญ่

พื้นที่เกาะยาวใหญ่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีระบบนิเวศอีกหลายประเภทที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นโครงข่ายสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ 

เกาะยาวใหญ่

ค่ำวันนั้น หลังอิ่มหนำกันด้วยมื้ออาหารจากท้องทะเลฝีมือชาวบ้านแบบปักษ์ใต้แท้ๆ เราล้อมวงนั่งคุยกับ พี่ธนู แนบเนียน ผู้อำนวยการองค์การความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามชวนคิดว่า ‘มหาสมุทรเป็นของใคร’ และเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวการต่อสู้เพื่อปกปักทรัพยากรธรรมชาติและท้องทะเลเป็นที่รักของชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณอ่าวพังงา

เกาะยาวใหญ่

พี่ธนูบอกว่า เมื่อก่อนเกาะยาวใหญ่และท้องทะเลไทยมีการทำประมงอวนลากและอวนรุน การประมงประเภทนี้จะเน้นจับปลาครั้งละมากๆ โดยไถลากอวนขนาดมหึมาครูดไปกับพื้นมหาสมุทร โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับท้องทะเล ระบบนิเวศ และสัตว์น้ำหลากหลายประเภทที่อาจโดนต้อนกว้านจับไปพร้อมกันในคราวเดียว

เกาะยาวใหญ่

แต่หลังจาก พ.ศ. 2535 มีการรณรงค์เรื่องเครื่องมือประมงทำลายล้างจำพวกนั้น ด้วยการดูแลของหน่วยงานภาครัฐและการผลักดันของชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งมารวมตัวกันทั่วภาคใต้ ทั้งทะเลอันดามันและอ่าวไทยเพื่อผลักให้เครื่องมือทำลายทางการประมงเหล่านี้ออกไปจากเขตน้ำตื้นในระยะ 3,000 เมตร  

25 ปีหลังจากมีการรณรงค์ ตอนนี้เกาะยาวใหญ่ไม่มีการประมงประเภทนั้นอีก เพราะชาวบ้านรู้ดีว่าเป็นการประมงที่ทำลายสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลอย่างร้ายแรง หากเราคิดว่ามหาสมุทรนี้เป็นของเรา ก็เป็นหน้าที่ของเรา ไม่ใช่ของใคร ซึ่งเราทุกคนจะต้องปกป้องผืนมหาสมุทรแห่งนี้

เกาะยาวใหญ่

บังสอม-ถาวร คงบำรุง และ ผู้ใหญ่ดำ-ประวิทย์ งานแข็ง ช่วยอธิบายเพิ่มว่า การประมงหลักของชาวบ้านทุกวันนี้จะเป็นการวางอวนกุ้งแชบ๊วย อวนปลา และเบ็ดราว ซึ่งมีวิธีการแตกต่างจากอวนลากหรืออวนรุนโดยสิ้นเชิง การประมงที่ชาวบ้านเลือกใช้ไม่ทำลายทรัพยากรทางทะเล แต่เน้นอยู่อย่างพึ่งพิงอิงอาศัยกับธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยังมีกระชังเลี้ยงปลาที่ลอยอยู่นอกชายฝั่ง ถือเป็นอาชีพเสริมรายได้ของพี่น้องชาวประมงจากการเลี้ยงปลาเก๋า ปลากะพง ในสภาวะแวดล้อมแบบธรรมชาติ โดยสัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชังจะจับสัตว์น้ำและแพลงก์ตอนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นๆ เป็นอาหาร

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

การจับปลาของชาวบ้านมีกฎระเบียบเคร่งครัดชัดเจนที่รู้กันดีทั่วทั้งเกาะ คือทำการประมงพื้นบ้านแบบไม่ทำลายล้าง ไม่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ขนาดยังไม่โตเต็มที่ เป็นการประมงพื้นบ้านบริเวณชายฝั่งที่ช่วยดูแลรักษาทรัพยากรให้ยังคงอุดมสมบูรณ์ต่อไปให้ลูกหลาน เรียกว่าเป็นอาหารทะเลออร์แกนิกหรืออาหารทะเลยั่งยืน เพราะสัตว์ทะเลถูกจับมาด้วยความใส่ใจรับผิดชอบ และเป็นมาตรฐานในการประมงที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

ทุกวันนี้ชาวบ้านในแต่ละครัวเรือนจะมีอย่างน้อย 3 อาชีพ คือทำประมง ทำสวนยางพารา ทำสวนผลไม้จำพวกมะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ และทำนาข้าว เป็นวิถีของคนเกาะยาวที่ประกอบอาชีพหมุนเวียนตามฤดูกลาง ช่วงมรสุม ชาวบ้านออกทะเลไปหาปลาไม่ได้ก็มากรีดยางพารา พอช่วงยางพาราผลัดใบก็ออกไปจับปลา

เกาะยาวใหญ่

03 ข้ามทะเลมาทำความเข้าใจพลาสติก

บนเกาะยาวใหญ่ นอกจากทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ อีกสิ่งหนึ่งที่เราค้นพบและมีจำนวนมหาศาลคือ ‘ขยะ’

บ่ายวันต่อมาทุกคนในทริป มาหาสมุทรช่วยกันเก็บขยะบนชายหาดโละวัก บนเกาะยาวใหญ่ ใช้เวลาเพียง 30 นาที เราเก็บขยะพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม เศษผ้า อุปกรณ์ประมง และรองเท้าแตะได้ถึง 161.6 กิโลกรัม

คุณคิดว่าขยะในทะเลที่ลอยอยู่ในผืนน้ำและถูกคลื่นพัดเข้ามาบริเวณชายฝั่ง กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ธรรมชาติ มันส่งผลเสียอะไรอีกบ้าง นอกเหนือจากสร้างความรกหูรกตาให้กับทัศนียภาพที่งดงาม ทำให้สัตว์ทะเลและนกที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งตายเป็นจำนวนมากเนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหาร

เกาะยาวใหญ่

คำตอบหลากหลายจากเพื่อนร่วมทริปที่เราได้ฟังน่าวิตกกังวลกว่าที่คิด อย่างแรกคือการเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค เพราะขยะก็ไม่ใช่ขยะประเภทเดียว มันมีเศษอาหารหมักหมมรวมกันกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค 

และเมื่อขยะพลาสติกแตกตัวเล็กลงเรื่อยๆ หลังถูกปล่อยออกสู่ธรรมชาติ มันจะค่อยๆสลายตัวเปลี่ยนเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งหมายถึงพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรจนถึงขนาดที่สายตามองไม่เห็น และยังคงคุณสมบัติความเป็นพลาสติกอยู่ครบถ้วนทุกประการแม้ขนาดจะเล็กลงก็ตาม 

เกาะยาวใหญ่

โลกหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้คนใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งเพื่อก้าวให้ทันเทคโนโลยี ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย และพลาสติกคือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ชีวิตมนุษย์สะดวกสบายขึ้น พลาสติกจึงไม่ใช่ตัวร้ายที่ทำลายโลกใบนี้ แต่เราต้องมีระบบการจัดการกับขยะพลาสติกอย่างถูกวิธี จะช่วยยืดอายุการใช้งานและลดปริมาณขยะที่จะปนเปื้อนสู่ธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

เกาะยาวใหญ่

ทุกวันนี้พบขยะในทะเลจำนวนมหาศาล 80เป็นขยะที่เกิดจากกิจกรรมบนบก และ 20มาจากกิจกรรมทางทะเล ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในปี 2560 พบว่าเฉพาะขยะจากจังหวัดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัดมีปริมาณถึง 11 ล้านตัน

โดย 14% หรือ 1.5 ล้านตันต่อปีถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง 12% ของขยะที่ไม่ถูกจัดการอย่างถูกต้องเป็นขยะพลาสติก ซึ่งมีปริมาณสูงถึง 185,000 ตันต่อปี และมีสถิติที่น่าตกใจคือ 10 – 15% เป็นขยะพลาสติกที่เล็ดลอดลงสู่ทะเล หรือประมาณ 18,000 – 27,000 ตันต่อปี

และหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ปริมาณขยะในประเทศไทยในปี 2560 มีปริมาณมากถึง 27 ล้านตัน หากเทียบจำนวนประชากรกับประเทศขนาดใหญ่อื่นๆ นับว่าเราสร้างรอยเท้าขนาดใหญ่มหึมาให้กับระบบนิเวศ 

ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง?

เหตุผลที่เราข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเกาะยาวใหญ่ ไม่ใช่เพียงเพื่อมาเก็บขยะ แต่เราอยากสร้าง ‘ความเข้าใจ’ เพื่อนำไปสู่ ‘แรงบันดาลใจ’ ในการช่วยกันแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมนี้อย่างถูกจุด

เกาะยาวใหญ่

กระป๋องโลหะที่ดูเหมือนเป็นวัสดุชิ้นเดียว จริงๆ แล้วประกอบไปด้วยชิ้นส่วนหลากหลายประเภท ห่วงเปิดกระป๋องคือโลหะชนิดหนึ่ง ตัวกระป๋องก็อีกชนิดหนึ่ง แม้แต่ขวดน้ำที่เราดื่มกันทุกวันนี้ ฝาขวด ตัวขวด พลาสติกหุ้มฝาขวด หรือฉลาก ล้วนเป็นพลาสติกคนละชนิดกัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถนำไปเข้าสู่กระบวนรีไซเคิลรวมกันได้

ดังนั้น การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีตามประเภทที่แท้จริง จึงเป็นวิธีแก้ปัญหาจากต้นทางที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุดแล้วในวันนี้ ขยะจะไม่ลอยข้ามมหาสมุทรมาไกลแสนไกลจนถึงหาดที่เรายืนอยู่นี้ เราทุกคนจะมีส่วนช่วยลดปริมาณขยะบนโลกใบนี้จากที่ใดก็ได้แม้แต่บ้านของเราเอง

ชาวบ้านหอบหิ้วปลาที่เพิ่งตกได้สดๆ ใหม่ๆ จากท้องทะเลมาปิ้งกินกันบริเวณชายหาดที่เรากำลังเก็บขยะกันอยู่ สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของเกาะแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าปลาจากท้องทะเลที่เรากินทุกวันนี้ พวกมันกลืนกินไมโครพลาสติกเข้าไปหรือเปล่า

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

ทั้งมนุษย์และสัตว์ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในธรรมชาติจากขยะพลาสติกที่เราทิ้ง สุดท้ายผลกระทบเหล่านั้นก็จะวนกลับมาสู่มนุษย์ เพราะทุกชีวิตในห่วงโซ่อาหารตั้งแต่จุลินทรีย์ แพลงก์ตอน ไปจนถึง กุ้ง หอย ปู ปลา และมนุษย์ ล้วนเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายชีวิตขนาดใหญ่

เกาะยาวใหญ่

04 แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

หลักคิดสากลการจัดการขยะที่ถูกต้องเริ่มจากการใช้น้อย ใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Reduce Reuse Recycle ซึ่งการจะทำให้เกิดการจัดการเหล่านั้นได้ ต้องเริ่มมาจากการคัดแยกขยะก่อนอย่างที่เราบอกไปข้างต้น

ทันทีที่คุณอ่านบทความนี้จบ และมีแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาแยกขยะแบบเดียวกับพวกเราชาวทริป ‘มาหาสมุทร’ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือเริ่มต้นแยกวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ออกจากขยะเศษอาหารอย่างเด็ดขาด

เช่น ขวดพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม และกระดาษ ซึ่งถ้าเปียกน้ำหรือปนกับเศษอาหารก็จะไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้เลย หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไป ลองมองหาร้านรับซื้อวัสดุรีไซเคิลใกล้บ้านที่คุณจะสามารถนำวัสดุเหล่านั้นไปส่งต่อเพื่อจัดการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีต่อไป 

เกาะยาวใหญ่

บนหาดที่พวกเรายืนอยู่นี้เต็มไปด้วยขยะมากมายหลายประเภท พี่เปิ้ลค่อยๆ อธิบายวิธีการจำแนกขยะอย่างง่าย จำกลับไปจำแนกที่บ้านได้อย่างแน่นอนว่า

‘พลาสติก’ มี 2 ประเภท คือพลาสติกแบบใสและพลาสติกแบบขุ่น ขวดพลาสติกทึบมีสีอย่างขวดน้ำยาปรับผ้านุ่ม ขวดน้ำมันเครื่อง ล้วนอยู่ในจำพวกพลาสติกแบบขุ่น เสื้อ ‘มาหาสมุทร’ ที่ทุกคนใส่อยู่วันนั้นก็มาจากการรีไซเคิลขวดพลาสติกแบบใสหรือ PET ออกมาเป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกฉีดสีทุกชนิดที่เราใช้งานอยู่ทุกวันนี้ อย่างกะละมัง เก้าอี้ ต่างมีวัสดุตั้งต้นเป็นพลาสติกที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลมาแล้วทั้งสิ้น

เกาะยาวใหญ่

ฝาขวดน้ำ ฝาขวดนม ไปจนถึงหลอดพลาสติก หลอดชานมไข่มุก คือพลาสติกประเภทเดียวกับขวดขุ่น ซึ่งยากต่อการจัดเก็บ จึงเล็ดรอดไปสู่ทะเล มหาสมุทร ได้ง่าย

บนหาดเรายังเจอโฟมจำนวนมาก ตั้งแต่ชิ้นใหญ่ไปจนถึงเล็ก โฟมบอร์ดที่ยังคงสภาพดี สามารถนำมารีไซเคิลกลับเป็นโฟมแผ่นใหม่ได้ไม่ยากเย็นนัก แต่โฟมที่แช่น้ำทะเลจนเปื่อยยุ่ยกลายเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำกลับมารีไซเคิล

หนังยางที่ใช้รัดถุงแกงเราสามารถนำกลับมาใช้ได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกครั้งที่ได้รับมาใหม่ ล้างทำความสะอาดแล้วเก็บไว้ใช้ หรือถ้ามีจำนวนมากเก็บสะสมไว้ที่บ้านอยู่แล้ว ลองนำไปให้แม่ค้าร้านข้าวแกงแถวบ้านใช้ต่อ เราเชื่อว่าแหล่าแม่ค้ายินดีรับน้ำใจที่จะช่วยโลกใบนี้อย่างแน่นอน

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

บรรจุภัณฑ์ประเภท ‘แก้ว’ มี 2 ประเภท คือแก้วสีและแก้วใส

‘กระป๋อง’ เครื่องดื่มและอาหารก็มี 2 ประเภท คือกระป๋องสังกะสีและกระป๋องอะลูมิเนียม พี่เปิ้ลแอบบอกเคล็ดลับจากจำแนกอย่างง่ายว่าให้มองที่ก้นกระป๋อง กระป๋องเครื่องดื่มบางชนิดถ้าเป็นสีขาวคือกระป๋องสังกะสี แยกให้ดี เพราะมีกระบวนการรีไซเคิลแตกต่างกัน

และสุดท้ายคือ ‘กระดาษ’ 

คนบนเกาะยาวใหญ่เองก็กำลังหาทางออกที่ดีที่สุด ในการจัดการขยะแต่ละประเภทอยู่เช่นกัน ขยะอินทรีย์ไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะนำไปเป็นอาหารสัตว์ ฝังกลบและนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์ ขยะอันตรายก็มีการรวบรวมจัดเก็บโดยมีเทศบาลตำบลเกาะยาวใหญ่เป็นจุดรับ

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

ตอนนี้ชุมชนมีการคัดแยกขยะ เราเห็นถุงอวนตาข่ายใส่ขวดพลาสติกวางคู่กับถังขยะเป็นระยะ พี่เปิ้ลบอกว่า ขวดพลาสติกเหล่านี้ต้องขนออกจากเกาะไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลเท่านั้น ซึ่งต้องเป็นขวดพลาสติกที่สะอาด เพราะถ้ามีน้ำ เศษขยะ หรือเศษทราย อยู่ข้างใน การขนขวดเหล่านี้ออกจากเกาะไปแสนไกลสู่โรงงานรีไซเคิลจะไม่มีผลอะไรเลย เนื่องจากไม่ถูกรับซื้อ

เมื่อเราและคนรอบตัวเริ่มแยกขยะ คนในครอบครัวร่วมมือกันทำ ทุกชุมชนมีระบบการจัดการขยะที่ถูกต้องเหมาะสม มันจะทำให้ปริมาณขยะจากต้นทางไปปลายทางน้อยลง ป้องกันการเล็ดรอดของขยะเหล่านั้นลงสู่ท้องทะเล และสารพิษปนเปื้อนเหล่านั้นก็จะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์

เกาะยาวใหญ่

05 ในน้ำมีปลา ในอาหารมีชีวิต

ค่ำคืนสุดท้ายบนเกาะยาวใหญ่ เรานั่งลงเรียนรู้เรื่องทะเลผ่าน ‘ความรู้กินได้’ ในสไตล์ Chef’s Table

เกาะยาวใหญ่

หัวหน้าทีมมื้อนี้คือ อุ้ม-คณพร จันทร์เจิดศักดิ์ แห่งร้านตรัง โคอิ เชฟอุ้มไปเลือกสรรวัตถุดิบจากท้องทะเลด้วยตัวเอง เป็นวัตถุดิบท้องถิ่นที่หยิบมาพลิกแพลงด้วยวิธีการปรุงที่หลากหลาย จนกลายเป็นเซ็ตอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษที่น่าสนใจทั้งรสชาติและเรื่องราว

เกาะยาวใหญ่

เริ่มจาก Welcome Drink เครื่องดื่มล้างรสชาติที่ติดค้างอยู่ในปากเรามาตลอดทั้งวัน ก่อนจะเข้าสู่เมนูอาหาร อย่าง Mojito มะพร้าวอ่อน รสชาติกลมกล่อมที่ให้ความสดชื่นตั้งแต่จิบแรกมาจากการผสมกันของน้ำมะพร้าวอ่อน, น้ำตะไคร้ และน้ำดอกดาหลา ซึ่งเป็นไม้ดอกท้องถิ่นทางภาคใต้ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านนิยมปลูก เพราะดอกจากความสวยงามแล้ว สามารถนำหน่ออ่อนและดอกมาใช้ประกอบอาหารได้

เกาะยาวใหญ่

ตามมาด้วยหอยนางรม ท็อปด้วยซอร์เบต์ดอกดาหลาและผิวมะนาว เชฟอุ้มอธิบายว่า เสน่ห์ของหอยนางรมคือความหวาน ดังนั้น ควรรับประทานสดเพื่อคงรสชาติวัตถุดิบเอาไว้ให้มากที่สุด ความเปรี้ยวของดอกดาหลาและความฝาดเล็กๆ ของผิวมะนาว เข้ากันได้ดีมากกับผิวสัมผัสหนึบหนับของหอยนางรมสด

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

อีกจานที่พิเศษมากคือ เมนูหอยชักตีนซอสตะไคร้ ลูกหอยชักตีนที่พวกเรามีโอกาสปล่อยลงสู่ท้องทะเลเมื่อวันก่อน หลายเดือนต่อมาจะเติบโตเต็มวัยและสามารถจับมาปรุงอาหารได้ โดยไม่เสียสมดุลประชากรของหอยชักตีนตามธรรมชาติ ซอสตะไคร้รสชาติหวานมันเพราะมีส่วนผสมของมะม่วงหิมพานต์ พืชยืนต้นที่ชาวบ้านบนเกาะยาวใหญ่นิยมปลูกเป็นอาชีพเสริม

เกาะยาวใหญ่

เนื้อปลาเก๋าชิ้นโตเสิร์ฟพร้อมอาจาดแตงกวาที่ดองในน้ำส้มสายชูจากสับปะรด ผลไม้พื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ต

เชฟอุ้มเล่าว่า ทุกเมนูที่ตั้งใจปรุงในคืนนี้จะมีรสชาติอมเปรี้ยว เพราะวัตถุดิบหลักคือสัตว์ทะเลซึ่งมีความหวานและกลิ่นเฉพาะตัว รสเปรี้ยวจะช่วยกลบกลิ่นคาวและลดความเลี่ยน รวมถึงช่วยลดอุณหภูมิและความชื้นในร่างกาย เพราะภาคใต้มีสภาพอากาศร้อนชื้น

เกาะยาวใหญ่

ไอศครีมกะทิสดเสิร์ฟพร้อมขนมบ้าบิ่น ขนมพื้นถิ่นขึ้นชื่อของเกาะยาวใหญ่ เชฟอุ้มตั้งใจโรยหน้าด้วยเนื้อมะพร้าวและลูกหยี ผลไม้พื้นเมืองอีกชนิดของภาคใต้ เพื่อบาลานซ์ให้ขนมหวานจานนี้มีรสชาติอมเปรี้ยว

เนื้อมะพร้าวที่ใช้ในเมนูนี้เป็นลูกเดียวกับน้ำมะพร้าวที่ใช้ทำ Welcome Drink ด้วย ถือเป็นการทำอาหารแบบ Zero-waste ไม่มีวัตถุดิบเหลือใช้ และขอบอกเลยว่าอร่อยมาก

เชฟอุ้มกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะปล่อยให้เราเพลิดเพลินกับอาหารและบรรยากาศดีต่อใจว่า “ชีวภาพทางทะเล ถ้ามันมีความสมบูรณ์ สุดท้ายมันก็มีความสมบูรณ์ คืนชีวิตชีวาให้เรา ถ้าเขามีชีวิตที่ดี เราก็จะมีชีวิตที่ดี มาเที่ยวทะเลก็อย่าทำลายเขา แล้วเขาก็จะไม่ทำร้ายเราเหมือนกัน”

06 สองมือเล็กๆ ของเรา

ตลอดทั้งทริป ‘มาหาสมุทร’ เราได้พบเรื่องราวน่าทึ่งมากมายของธรรมชาติยิ่งใหญ่ที่โอบกอดมนุษย์ตัวเล็กๆ เอาไว้ และในขณะเดียวกัน เราก็ได้สัมผัสกับปัญหา ‘ขยะพลาสติก’ ปัญหาระดับโลกที่เกิดขึ้นจากสองมือเล็กๆ ของมนุษย์

ดังนั้น หนทางแก้ไขจึงต้องมาจากสองมือของทุกคน ไม่ใช่แค่ใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง 

พี่ธนูบอกว่า การดูแลมหาสมุทรก็เหมือนการดูแลรักษาบ้านของพวกเรา ท้องทะเลไม่มีเขตกั้น ไม่ว่าจะเป็นคนเกาะยาว คนภูเก็ต คนพังงา คนกรุงเทพฯ คนเชียงใหม่ คนขอนแก่น ถ้าเราคิดว่าทะเลเป็นของเรา เราจะช่วยกันทะนุถนอม ดูแลรักษา และปกป้อง บ้านของเรา

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

ทุกครั้งที่เราปฏิเสธการรับหลอดหรือถุงพลาสติก แยกขยะเพื่อนำขวดพลาสติกไปรีไซเคิล หรือพยายามใช้ถุงพลาสติกซ้ำแทนการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ก็ถือเป็นการร่วมแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มต้นที่ตัวเองแล้ว

พี่เปิ้ลเล่าว่า ที่เกาะยาวใหญ่ทุกคนได้รับผลกระทบจากปัญหาขยะ จากที่ไม่เคยพูดคุยกัน ตอนนี้ชุมชนหันมาร่วมมือกัน เทศบาลลุกขึ้นมาจริงจังกับเรื่องนี้ ตอนนี้ IUCN ร่วมมือกับภาคเอกชนในการเข้ามาสนับสนุนการทำงานของภาคประชาชน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการบริหารจัดการขยะ

เกาะยาวใหญ่

ภาคเอกชนที่ว่าคือ โคคา-โคลาประเทศไทย ได้ประกาศวิสัยทัศน์ระดับโลก World without Waste เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าตามเก็บบรรจุภัณฑ์ของโคคา-โคลา และใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2573 พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2568 และประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สะอาดปราศจากขยะมูลฝอยทั้งบนพื้นดินและในทะเล

โคคาโคลา ตั้งใจแก้ไขปัญหา ‘ขยะพลาสติก’ โดยเริ่มจากการทำงานวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องของ ‘ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน’ ในการทำความเข้าใจกับปัญหาขยะในประเทศ และระบบจัดการบริหารขยะปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง

เป็นงานวิจัยที่ว่าด้วยเรื่องการศึกษาวิเคราะห์เส้นทางของบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกและกระป๋องอะลูมิเนียมในประเทศไทย (Material Flow Analysis) เริ่มตั้งแต่การผลิต และเมื่อถูกส่งต่อไปถึงมือผู้บริโภคแล้วมันเดินทางไปที่ไหนต่อ ทำการศึกษาเพื่อจะได้รู้ที่อยู่ของปัญหา และตามไปแก้ไขจัดการให้ถูกจุด

เกาะยาวใหญ่

ตอนนี้โคคา-โคลา IUCN และชุมชนบนเกาะยาวใหญ่ กำลังร่วมมือกันเสริมสร้างความตระหนัก และพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการขยะในชุมชนบนพื้นที่เกาะยาวใหญ่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รวมถึงสนับสนุนการจัดการกิจกรรมการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้บุคคลภายนอกได้รับทราบถึงความพยายามของคนในชุมชน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะในระดับชุมชน

เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมระดับบุคคล และการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านการจัดการขยะพลาสติกทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศต่อไป

เกาะยาวใหญ่

พี่เอ็ด-นันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร โคคา-โคลา ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า ในการผลิตเครื่องดื่มให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างปลอดภัย และถูกสุขอนามัย โค้กจำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกด้วยนอกเหนือจากขวดแก้วและกระป๋องอะลูมิเนียม

โค้กตระหนักดีว่าบรรจุภัณฑ์พวกนี้ ถ้าไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม คนทิ้งไปแล้วไม่ได้มีการจัดการแยกขยะเพื่อนำไปสู่กระบวนการรีไซเคิล มันก็จะกลายเป็นขยะที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะอยู่ในหลุมฝังกลบ หรือแม้แต่การเล็ดลอดไปสู่ลำคลอง แม่น้ำ และในที่สุดในท้องทะเลที่เห็นกับตาในทริปครั้งนี้

จึงเป็นที่มาของโครงการสร้างความตระหนักด้านการจัดการขยะในชุมชมบนเกาะยาวใหญ่ และทริป มาหาสมุทรในครั้งนี้ เพราะโค้กรู้ดีว่าไม่เฉพาะชุมชนริมทะเลเท่านั้นที่ต้องจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร แต่คนต้นทางผู้ผลิตขยะจำนวนมหาศาลจากในเมืองอย่างพวกเราด้วย ที่จะต้องร่วมไม้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ไปได้อย่างยั่งยืน

ทริป ‘มาหาสมุทร’ ประกอบด้วยคนหลากหลาย ตั้งแต่นักศึกษา นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม ผู้ดูแลโรงงานแหอวน จนถึงเจ้าของร้านน้ำยาแบ่งขาย ทุกคนมีพื้นเพที่ต่างกัน และก็มีความคาดหวังที่หอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาต่างกันด้วย 

แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันหลังจากที่เราร่วมทำความรู้จักทะเลอย่างใกล้ชิดมาตลอดทั้งทริป นั่นคือ ‘ความเข้าใจ’ ที่นำไปสู่ ‘แรงบันดาลใจ’ ในการเห็นปัญหาขยะพลาสติกในท้องทะเลได้รับการแก้ไข

ประสบการณ์และการเรียนรู้ที่เราได้รับบนเกาะยาวใหญ่ อาจเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ของคนไม่กี่สิบคน แต่เราเชื่อมั่นว่าจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้จะค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปยังคนอีกมากมายในสังคมและกลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้โลกใบนี้ดีขึ้นกว่าเดิม

เกาะยาวใหญ่

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load