The Cloud x GC Circular Living

เราและช่างภาพนั่งลงที่โต๊ะเดียวกับ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา เราทั้งสี่คนต่างพกกระบอกน้ำสแตนเลสติดตัวมา และนี่ไม่ใช่ภาพที่จะหาดูได้ง่ายๆ เมื่อ 5 ปีก่อน

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

ในช่วงสองสามปีมานี้ กระแสสิ่งแวดล้อมมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างช่วยกันผลักดันนโยบาย กิจกรรม ตลอดจนมีการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

น่าชื่นใจขึ้นไปอีก เมื่อลองมองให้ละเอียดถึงระดับบุคคล เราพบว่ามีคนใกล้ตัวพกกระบอกน้ำเกินกว่าครึ่ง หลายคนมีถุงผ้าพับเก็บได้ซ้อนไว้ในกระเป๋าถือเสมอ และแม้แต่ตัวเราเองก็เลิกรับหลอดจากร้านสะดวกซื้อทุกครั้งที่ซื้อน้ำดื่ม

การสื่อสารดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งท็อปและนุ่นมองตัวเองเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ช่วยส่งต่อสารไปสู่คนอื่นๆ ผ่านการทำธุรกิจเพื่อสังคมหลายรูปแบบ และเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เพิ่งมีการเปิดตัว ECOLIFE แอปพลิเคชันที่เชิญชวนให้คนลดการใช้พลาสติก ผ่านช่องทางที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่มากที่สุด ที่ทั้งท็อปและนุ่นหวังว่าในอนาคตจะไม่มีผู้ใช้เลยสักคน

ทุกสิ่งที่ท็อปและนุ่นต้องการจะบอกเหมือนกับบทสนทนา ที่เราเคยคุยกับคนทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง เขาบอกว่า เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเรื่องเล็กๆ ที่เราทำในวันนี้ มันจะช่วยรักษาโลกไว้ได้หรือเปล่า แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง แปลว่าเราสูญเสียโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ECOLIFE แอปฯ

01

ฟางเส้นแรก

“ผมไม่มีฟางเส้นสุดท้าย แต่มีฟางเส้นแรก”

ฟางเส้นแรกที่ทำให้ท็อปตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังคือ An Inconvenience Truth (2006) ภาพยนตร์อเมริกันที่พูดถึงผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ ในฐานะนักศึกษาสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวโน้มพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงปัญหา และคำว่า Eco Product ยังทำให้นึกถึงสินค้าที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติอย่างงานแกะสลักหรืองานสานอยู่

จากคำถามในใจสู่งานวิจัยวิชาวิทยานิพนธ์ที่ทำให้รู้ว่าพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคมี 3 ขั้น ความรู้สึกดี ความรู้สึกชอบ และการซื้อ เปรียบง่ายๆ เหมือนเวลาเราเลือกคู่ บางคนที่เราชอบ อาจจะไม่เหมาะกับเรา หรือบางคนดีเหลือเกิน แต่เราก็ไม่ชอบเขา

“สินค้า Eco ใครๆ ก็รู้สึกดี รู้สึกชอบมันอยู่แล้ว มีทั้งดีไซน์ มีทั้งเรื่องเล่า แต่คนส่วนใหญ่ลังเลที่จะซื้อเพราะราคาสูง ซึ่งราคาที่สูงขึ้นหมายถึงจำนวนขั้นตอนการทำที่มากขึ้นด้วย สมมติว่าเราทำเสื้อยืดจากขวดพลาสติก กระบวนการที่เพิ่มขึ้นคือ  ต้องหาคนไปเก็บขยะพลาสติก พอเอาขยะมาแล้วก็ต้องทำความสะอาด จากนั้นต้องนำมาผ่านกระบวนการให้เป็นเส้นใย พอเพิ่มต้นทุนตรงนี้เข้ามามันเลยทำให้สินค้าราคาสูงขึ้น”

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ จะทำอย่างไรให้ต้นทุนในการทำตรงนี้ลดลงเพื่อที่ผู้คนจะได้เข้าถึงสินค้า Eco มากขึ้น หรือมีวิธีอื่นที่เราจะช่วยสิ่งแวดล้อมได้ง่ายกว่านี้หรือไม่

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ECOLIFE แอปฯ

02

จากวิทยานิพนธ์นิสิตปริญญาตรีสู่ธุรกิจเพื่อสังคม

ก่อนจะมาเป็น ECOLIFE หลายปีก่อน ท็อปและนุ่นเปิด ECOSHOP ร้านที่รวมสินค้าออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วยกัน ต่อมาทั้งคู่ได้จัดตั้ง ‘บริษัท คิดคิด จำกัด’ ให้บริการปรึกษาด้านพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับองค์กรต่างๆ เพราะไม่ใช่ทุกองค์กรที่เหมาะกับการปลูกต้นไม้ คิดคิดเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้องค์กรได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ การดำเนินงาน และนโยบายที่แตกต่างกันไป

ทั้ง ECOSHOP และคิดคิดพบปัญหาเดียวกันคือ ความเข้าใจของคนต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม นุ่นเคยใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่อขายสมุด Eco 1 เล่ม อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจถึงข้อดีของสมุดเล่มนั้นว่าทำมาจากอะไร จะช่วยใครได้บ้าง และหลายองค์กรมีความตั้งใจที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี

มันจึงไม่ใช่แค่การตลาดหรือการประชาสัมพันธ์ให้คนซื้อของหรือมารับคำปรึกษาแล้วก็จบ แต่เป็นการเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อจุดมุ่งหมายที่ยั่งยืนกว่านั้น

“เราไม่อยากแก่ตัวไปแล้วอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่บรรลัยไปแล้ว แต่พอมองไกลขนาดนั้น ทุกคนไม่ได้เห็นภาพเดียวกับเรา เราเลยเปลี่ยนจากคำว่า ฝันให้ไกลไปให้ถึง เป็นฝันให้ใกล้แล้วไปให้ถึงก่อน คือเอาตรงนี้ เอาใกล้ๆ ก่อน ถ้าจะทำอะไรให้มองถึงผลกระทบที่มีต่อตัวเอง สมมติอยากทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม ก็ย้อนมาดูตัวเองก่อนว่าข้อดีของคุณคืออะไร เอาที่แบบใกล้ตัวและไม่ได้ขัดกับตัวตนมาก

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

“ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างพลาสติก ที่ตอนนี้ใช้กันเยอะมากจนจะล้นโลก สิ่งที่เราสองคนทำวันนี้คือ พยายามลดปริมาณของ Single-used Plastic ทำสองอย่าง อย่างแรกคือ ทำในชีวิตประจำวัน อย่างที่สองคือ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของสังคม ในชีวิตประจำวันเราก็พกกระบอกน้ำ พกเป้ พกถุงผ้า เพื่อลดปริมาณพลาสติกจากขวดน้ำดื่มหรือถุงก็อบแก็บที่ได้รับเวลาไปซื้อของ ข้อดีเลยเวลาเราพกกระบอกน้ำไปกินข้าว เราไม่ต้องจ่ายค่าน้ำเปล่า ถ้าไปร้านถูกหน่อย ลดไปได้ 20 บาท ถ้าไปโรงแรมน้ำอาจประหยัดได้ถึง 60 บาท ค่าใช้จ่ายเราก็ลดลง ลดได้เลย เห็นผลเลย หรือการพกถุงผ้า พกเป้ มันก็ช่วยให้ของไม่หาย ช่วยถนอมของในนั้นด้วย”

อย่างที่สองที่ท็อปและนุ่นทำคือ การทำให้สังคมมีส่วนร่วมในการช่วยลดปริมาณการใช้ Single-used Plastic โดยนำเทคโนโลยีผนวกกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่มาพัฒนาเป็น ECOLIFE แอปพลิเคชันที่ชวนให้คนเลิกรับถุงหรือหลอดพลาสติก

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

03

เรา/เลิก/กัน/เถอะ

 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลายคนคงเคยผ่านตาวีดีโอโปรโมตแอปพลิเคชัน ECOLIFE ของท็อปและนุ่นมาบ้าง และคงคุ้นหูกับประโยค ‘เราเลิกกันเถอะ’ ที่พูดซ้ำไปมาในคลิปนั้น

ECOLIFE application #เราเลิกกันเถอะ

จริงๆ แล้วพลาสติกทั้งหลายไม่ใช่ตัวร้าย แต่น่าจะใช้ให้คุ้มค่ามากกว่านี้ ท็อป-นุ่นก็เลยอยากชวนทุกคนลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic) ผ่านโปรเจกต์ 'เราเลิกกันเถอะ!!' สนุก! เพราะงานนี้ทั้งคู่ชวนป๋อมแป๋ม โอปอล์ และกรรณ มาร่วมด้วย มาดูกันว่าพวกเขาจะช่วยกันลดใช้พลาสติกด้วยวิธีไหนใครที่ดูจบและตามไปโหลด ECOLIFE App มาแล้ว แสดงตัวหน่อย!#readthecloud #TheCloud #ECOLIFEapp #SingleUsePlastic #เราเลิกกันเถอะ

The Cloud 发布于 2019年6月21日周五

ECOLIFE เกิดขึ้นมาเพื่อจูงใจให้คน ‘เลิก’ รับหลอดและถุงพลาสติกจากร้านค้าที่เข้าร่วม โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบ Urban Lifestyle ในวันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิต การรณรงค์แบบเมื่อก่อนคงไม่ได้ผลอีกต่อไป ECOLIFE เลยออกมาในรูปแบบของแอปพลิเคชัน เทคโนโลยีเพื่อดึงการมีส่วนร่วมของคนจากความสนใจของเขา

โจทย์ข้อใหญ่ที่จะทำให้คนมาใช้แอปต้องง่ายและสนุก ง่ายในที่นี่คือต้องไม่ทำให้เขารู้สึกยุ่งยาก ไม่ต้องกรอกข้อมูลให้เสียเวลา และไม่ได้ห้ามรับพลาสติกอย่างเด็ดขาด แต่ให้ดูความจำเป็นแต่ละโอกาส

“เราไม่ได้มองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้าย แต่เราใช้มันไม่สมศักดิ์ศรี เราได้พลาสติกจากร้านขายของ เดินออกไปหน้าร้านก็ทิ้งแล้ว ร้านให้หลอดพลาสติกมา เราก็รับเพราะมันฟรี อย่างน้ำขวดนี่มาทั้งแก้ว ขวด ฝาปิด หลอด กระดาษหุ้ม แล้วยังถุงพลาสติกใส่มาอีก ดื่มห้านาทีทิ้งหมด เรารู้สึกว่าพลาสติกแบบ Single-used สามารถลดได้ตั้งแต่ต้นทางโดยการปฏิเสธที่จะรับบ้าง แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ไม่ฝืน เราเคยทดลองกันเองสองคน ลองกินชานมไข่มุกแบบไม่ใช้หลอด กินได้แต่น้ำ แล้วไข่มุกอยู่ใต้น้ำแข็งอีก ลิ้นลงไปไม่ถึง (หัวเราะ)”

ECOLIFE แอปฯ

ส่วนความสนุกอยู่ที่รูปแบบเกมภายในแอปทุกคนจะมีตัวการ์ตูนและพื้นที่ให้สะสม ยิ่งเราสแกน QR code ว่าไม่รับพลาสติกมากเท่าไหร่ พื้นที่หรือตัวการ์ตูนที่เรามีก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังได้รับ Eco Point เพื่อนำไปแลกสิทธิประโยชน์ต่างๆ ต่อไปได้อีก ที่สำคัญ ECOLIFE สามารถบอกผลลัพธ์เรียลไทม์ว่าร้านค้าแต่ละร้านลดการใช้พลาสติกไปได้เท่าไหร่ ถ้าเป็นในมหาวิทยาลัย ก็สามารถแยกได้เลยว่านิสิตนักศึกษาแต่ละคณะช่วยกันลดพลาสติกไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

“เราเริ่มต้นทดลองระบบปลายปีที่แล้วกับมหาวิทยาลัย 30 กว่าแห่ง สถานที่เป็นย่านสยามทั้งหมด ตั้งแต่สยามสแควร์ไปถึงสามย่าน ฟังดูเหมือนเยอะใช่ไหม แต่ถ้าลองเปิดแผนที่ตอนนี้มันก็ยังเป็นแค่จุดเดียว เราสองคนคาดหวังว่าเราทำแอปนี้เพื่อให้จุดนี้ขยายออกไป อยากให้มีร้านค้าเข้ามาร่วมกันเยอะๆ พอร้านเพิ่มมากขึ้น User ก็สามารถใช้แอปได้ในหลากหลายพื้นที่ จำนวนพลาสติกที่เราลดได้ก็จะเพิ่มมากขึ้น”

นอกจากจะทำให้แอปง่ายและสนุกสำหรับผู้ใช้แล้ว อีกโจทย์หนึ่งที่ทั้งสองให้ความสำคัญมากคือ จะทำยังไงให้ธุรกิจนี้ win-win กับทุกฝ่าย ทั้งผู้ใช้งาน บริษัทของเรา ร้านค้า ศูนย์การค้า รัฐบาล หนึ่งคือ บริษัทตัวเอง ในฐานะที่เป็นธุรกิจเพื่อสังคม จะต้องทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น สองคือ ร้านค้าที่เข้าร่วม เมื่อลูกค้ารับพลาสติกน้อยลง เขาก็สามารถลดต้นทุนในการซื้อพลาสติกได้ สาม ศูนย์การค้าหรือตลาดจะได้ลดต้นทุนในการจัดการขยะที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับภาครัฐที่สามารถลดงบประมาณในการจัดการขยะลง ทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นจนส่งผลต่อธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไปโดยอัตโนมัติ

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

04

จำนวนผู้ใช้งาน = 0

ณ วันที่เราคุยกับเขาทั้งสอง มีผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน ECOLIFE กว่า 30,000 คน และสามารถลดการใช้พลาสติกไปแล้ว 300,000 ชิ้น แต่เป้าหมายของทั้งคู่ทะเยอทะยานไปกว่าจำนวนผู้ใช้เลข 4 หรือ 5 หลัก พวกเขาต้องการให้เหลือเป็น 0

“เราออกแบบแอปวันนี้เพื่อให้คนเลิกใช้ในอนาคต ถ้าจำนวนของคนใช้และจำนวนพลาสติกที่ลดได้มีมากพอ ร้านค้าก็จะมั่นใจว่าเขาไม่ต้องแจกถุงพลาสติกแล้ว ภาครัฐก็จะมั่นใจว่าสามารถออกกฎหมายได้ เหมือนอย่างก่อนหน้านี้ที่คนฮิตปั่นจักรยานกัน จนภาครัฐต้องทำเลนจักรยานเพื่อรองรับปริมาณคนขี่ที่เราเห็นกันชัดๆ อยู่แล้วว่ามีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

เพราะสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำคนเดียวได้ เขาทั้งคู่ก็ไม่กล้ารับปากว่าโลกจะดีขึ้นในเร็ววัน แต่การปรับเปลี่ยนตัวเองในวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่อย่างน้อยก็น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในระยะยาวได้

“เรารู้แหละว่าเรื่องใหญ่ๆ อย่างสิ่งแวดล้อมนั้นเปลี่ยนแปลงยาก ไม่ใช่เรื่องที่พูดปุ๊ป คนจะปิ๊งเลย แต่เราทำมันไปเรื่อยๆ เถอะ สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง โดนด่าบ้าง โดนดูถูกบ้าง ก็ไม่เป็นไร ทำไปเรื่อยๆ อาจจะยังไม่ต้องเปลี่ยนทั้งหมดในวันนี้ แต่ค่อยๆ ปรับตัวเอง วันนี้เราทำแอป เดี๋ยวก็มีคนอื่นเข้ามาทำเรื่องอื่นๆ อีก เป็นตัวเลือกให้คุณได้เลือกทำในสิ่งที่ถูกจริตของตัวเอง แต่มันจะไม่เกิดประโยชน์และไม่ได้ผล ถ้าคุณนั่งอยู่เฉยๆ โดยที่ไม่เลือกทำอะไรเลย”

หลายคนอาจจะเคยได้ยินทฤษฎี 21 วันมาบ้าง งานวิจัยบอกว่าถ้าเราลองเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมสักอย่าง และลองทำต่อเนื่องไป 21 วัน พอขึ้นวันที่ 22 มันจะกลายมาเป็นนิสัย เป็นกิจวัตรประจำวันของเรา 

แอปพลิเคชัน ECOLIFE เปรียบเหมือนกับยาเคลือบน้ำหวาน ชักชวนคนให้มาใช้แอปลดการใช้พลาสติก เพื่อความสนุกและสิทธิพิเศษต่างๆ  แต่ทั้งท็อปและนุ่นเชื่อว่า ท้ายที่สุดแล้ว ทฤษฎี 21 วันนี้จะต้องเกิดขึ้นกับใครบ้าง เขาจะใช้พลาสติกน้อยลงจนเป็นนิสัย ต่อให้ในวันนั้นจะยังมี ECOLIFE หรือไม่มีก็ตาม

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Happy Business

เรื่องราวของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ต้องการแ...

‘หอมเหมือนไปนั่งอยู่ในสวนกุหลาบ’

เป็นความรู้สึกแรกหลังจากที่กลิ่น ‘ปิยรัญจวร’ อบอวลไปทั่วห้อง ชนิดที่ว่าถ้าหลับตาก็จินตนาการถึงทุ่งดอกกุหลาบได้ไม่ยาก ต้นตอมาจากขวดสีขาวเล็กๆ ที่มีปูนปั้นสลักเป็นหน้ายักษ์ประดับอยู่ด้านหน้า แม้จะแกะสลักเป็นลายไทย แต่สีขาวล้วนที่ตัดกับก้านไม้สีอ่อนนั้น ทำให้ตั้งบนโต๊ะไม้ในบ้านได้อย่างไม่ขัดเขิน

‘ยักษียักษา’ เป็นแบรนด์เครื่องหอมกลิ่นไทยๆ ที่ตั้งใจอยากให้ความสุขอบอวลตั้งแต่ก้านไม้ไปจนถึงคนปลูกกุหลาบ กลิ่นหอมหวานที่ว่านั้นมาจากกุหลาบพันธุ์จุฬาลงกรณ์และพันธุ์ไกลกังวล ซึ่งปลูกอยู่ในสวนหลังบ้านของผู้สูงอายุในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อใช้ดอกกุหลาบพันธุ์ไทยและหลงรักวรรณคดีไทยเป็นทุนเดิม ยักษียักษาจึงเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านยักษ์ ‘ทศกัณฐ์’ ตัวร้ายจากวรรณคดีไทยเรื่อง รามเกียรติ์ ที่นอกจากเป็นสัญลักษณ์แบบไทยๆ แล้ว เรื่องราวของยักษ์วายร้ายยังน่าสนใจจนต้องหยิบมาเป็นชื่อแบรนด์

หนึ่งเรื่องที่คนอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับทศกัณฐ์ คือยักษ์ตนนี้ไม่ได้มีแค่ร่างสีเขียวเกรี้ยวโกรธ แต่ยังมีโหมดอารมณ์ดีที่เรียกว่า ‘ทศกัณฐ์ลงสวน’ มักใช้เวลาว่างแอบไปเดินเล่นในดงดอกไม้และเกี้ยวพาราสีนางสีดา

เพราะประทับใจในทศกัณฐ์ร่างสีทองที่ว่า ยักษียักษาจึงบรรจงหล่อปูนปั้นหน้ายักษ์ประดับไว้ข้างขวดน้ำมันหอมระเหย และเป็นที่มาของชื่อ ‘ยักษียักษา’ แบรนด์เครื่องหอมจากดอกไม้ไทยที่หอมเหมือนได้ไปเดินอยู่ในสวนดอกไม้กับทศกัณฐ์

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

ยักษียักษา

“ในทางธรรมชาติ น้ำมันหอมระเหยช่วยรักษาและบำบัดเรา เหมือนยามเป็นหวัดที่เราใช้วิคส์ ใช้ยาดม ถ้าเราเรียนรู้และสนิทกับเขา เขาจะให้ประโยชน์กับเรา พอเรามาทำ เราก็ดูว่าคนต้องการอะไร คนเป็นภูมิแพ้เยอะ หายใจได้ไม่ค่อยดี ใช้น้ำหอมแล้วไม่อยากได้เคมีสังเคราะห์ เราก็ตอบทุกโจทย์ที่คนอยากได้ นั่นคือสิ่งที่เราทำ” 

แม็ก - พรหมพิริยะ หงษ์ยนต์, ยักษียักษา

แม็ก-พรหมพิริยะ หงษ์ยนต์ ผู้ปั้น ‘ยักษียักษา’ อย่างพิถีพิถันบอกกับเรา นี่เป็นก้านใหม่ที่แตกกิ่งออกมาจาก ‘ภูวารา’ แบรนด์เครื่องหอมที่เขารุดหน้ากรุยทางไปก่อนหน้านั้นแล้ว

9 ปีก่อน ขณะที่เพิ่งเรียนจบด้านธุรกิจการบินมาหมาดๆ แม็กใช้เวลาหมดไปกับการทบทวนว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาชอบคืออะไร โชคดีที่คำถามนี้ไม่ได้ยากสำหรับเขาสักเท่าไหร่ เพราะเขารู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ตัวเองโปรดปรานมาเสมอคือ ‘กลิ่นดอกไม้’ 

เขานี่แหละคือมนุษย์ประเภทที่ต้องเข้าไปดู เข้าไปดมทุกครั้งที่เจอไปเจอดอกไม้แปลกๆ 

แม็กหยิบเอาความรักมาทำเป็นเครื่องหอม เพราะเป็นทางเดียวที่ทำให้เขาได้ส่งต่อสิ่งกลิ่นที่ชอบไปยังคนอื่นๆ ได้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของภูวารา แบรนด์เครื่องหอมที่แม็กปลุกปั้นขึ้นมาด้วยสองมือ เขาเปรียบภูวาราเป็นลูกคนแรก ที่เฝ้าประคบประหงมจนปีกกล้าขาแข็ง ส่วนตอนนี้เขาทุ่มเทให้กับยักษียักษา ลูกคนเล็กในวัยกำลังตั้งไข่หัดเดิน

ระหว่างที่ภูวาราค่อยๆ เติบโต บ่อยครั้งที่แม็กได้ไปเยือนชุมชนต่างๆ เพื่อไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมในนามของบริษัท และนั่นทำให้เขามองเห็นช่องว่างที่การถือกำเนิดของยักษียักษาเข้าไปเติมเต็มได้

แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ
แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ

“ภูวาราเน้นเน้นการขาย ขายเพื่อสร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัว สร้างชีวิตเรามาตลอด พอทำ CSR มันก็ทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะโครงสร้างมันถูกขึงไว้แล้ว เราไปพัฒนานั่น ไปพัฒนานี่ เราก็เห็นนะว่ามันก็ช่วยได้แค่ระยะสั้น ไม่ได้ยั่งยืน เราเลยแยกแบรนด์ออกมา เริ่มต้นใหม่กับยักษียักษา ทำโครงสร้างแบบใหม่เพื่อให้สังคมตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลย” แม็กเล่าให้เราฟัง

“เราอยากทำธุรกิจที่อยู่ร่วมกับสังคมและผลักดันคนข้างหลังให้ไปพร้อมกับเราได้ เราตั้งใจออกแบบธุรกิจอย่างไรให้มีความสุข และเป้าหมายสุดท้ายคือรอยยิ้ม” 

นี่คือโจทย์ใหม่ที่ยักษียักษากำลังเข้ามาแก้ เขาตั้งใจทำให้เป็นแบรนด์ CSV (Creating Shared Value) ที่ในท้ายที่สุดแล้วจะกลับมาสร้างรายได้ให้กับชุมชน

‘แปลงสุข’

“น้ำหอมมาจากดอกไม้”

แม็กพาเราไปเยือน ‘แปลงสุข’ ที่ประจวบคีรีขันธ์ผ่านเรื่องที่เขากำลังเล่า เขาตั้งใจให้ที่นี่เป็นแหล่งปลูกกุหลาบโดยกลุ่มผู้สูงอายุ นี่ไม่ใช่ไร่หลายเอเคอร์ แต่เป็นสวนเล็กๆ ที่อยู่หน้าบ้านคุณลุง-คุณป้า ในชุมชนบ้านเกิดของเขา

“กลุ่มผู้สูงอายุต่างจังหวัดเขาไม่มีรายได้ มักจะรอลูกหลานส่งเงินมาให้ แต่เขารวยที่ดิน หน้าบ้านมีแปลงใหญ่ๆ เราเห็นว่าเขาชอบปลูกดอกไม้ ปลูกนู่น ปลูกนี่ เราเลยเอาดอกไม้ไปให้เขาปลูก แถวบ้านเขาเลี้ยงวัว ก็เอาปุ๋ยคอกมาใส่ เขาแค่ดูแลดอกไม้ไปเรื่อยๆ ถึงเวลาก็เก็บใส่กล่องแล้วเอามาให้เรา เราก็รับซื้อทั้งหมด เราไม่สนใจว่าดอกไม้จะหัก จะงอ จะสวยหรือไม่สวย เพราะคุณค่าของดอกไม้ไม่ได้อยู่ที่รูปร่าง แต่อยู่ที่กลิ่นหอม” 

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน
ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

แม็กให้ความสำคัญกับการสกัดกุหลาบมาเป็นอันดับหนึ่ง ยิ่งเป็นเรื่องความเข้มข้นของกลิ่นที่เปลี่ยนไปแม้ต่างฤดูกาล เขาจึงออกแบบกล่องดูดความชื้นให้ชาวบ้านเอาไว้เก็บดอกไม้ โดยดัดแปลงมาจากโถดูดความชื้นวิทยาศาสตร์ พอเอาดอกไม้วางลงไปก็จะแห้งไวขึ้น รักษาคุณภาพดอกไม้ไว้อย่างดี นอกจากรูปแบบธุรกิจแล้ว เขายังต้องออกแบบเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ อย่างประณีต 

“เราอยากได้ประติมากรรมเป็นงานปั้น เลยไปปรึกษาเพาะช่าง ให้เขาปั้นหน้ายักษ์ขึ้นมา พอได้แม่พิมพ์เราก็เอาไปให้กลุ่มผู้พิการทางขา หล่อเป็นหน้ายักษ์เพื่อมาทำเป็นบรรจุภัณฑ์”

เมื่อน้ำมันหอมระเหยพร้อม ขวดพร้อม ทุกอย่างจะถูกวางเอาไว้หน้าที่หน้าบ้าน ไม่นานนักก็จะมีคุณลุง-คุณป้า ปั่นจักรยานมาโฉบเอาไปประบรรจุกล่องที่บ้าน ใส่ก้านไม้ ปิดหีบห่อเรียบร้อยก็ปั่นจักรยานเอามาวางไว้ที่เดิม 

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

นี่เป็นการทำธุรกิจที่อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างที่เขาตั้งใจไว้ และยังเป็นตัวกลางที่เชื่อมบ้านนู้น บ้านนี้ ไว้ด้วยกัน แม้ว่าเบื้องหน้าดูเรียบง่าย แต่เบื้องหลังกลับท้าทาย เพราะแม็กต้องก้าวออกจากตัวเองคนก่อนหน้า ซึ่งมองต้นทุนและกำไรขององค์กรเป็นที่ตั้ง แล้วหันมาให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของทุกชีวิตที่อยู่เบื้องหลังขวดน้ำมันหอมระเหยทุกขวด เข้าเรียกมันว่า Journey บนถนนเส้นที่เขาจะไม่ปล่อยให้ใครต้องเดินไปคนเดียว 

“ถ้าเราโฟกัสว่าทำอย่างไรให้ขายได้ สุดท้ายแล้วในหัวเราก็จะมีแต่เรื่องเงิน ในที่สุดเราก็ต้องไปกดราคาต้นทุน ทำให้ต้นทุนถูกที่สุด เพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด แต่ถ้าเราลืมเรื่องนั้นไปเลย คิดถึงชุมชนก่อนว่าจะทำอย่างไรให้เขามีรายได้ ทำอย่างไรให้เขามีความสุขและเลี้ยงครอบครัวได้ นี่คือสิ่งที่เราคาดหวังไว้ เพราะฉะนั้น มันเริ่มจากมายเซ็ตของเรา”

จากภูวาราสู่ยักษียักษา

“สำหรับภูวารา เรารู้ว่าทำอย่างไรให้ธุรกิจมันเติบโต ทำอย่างไรให้ธุรกิจยั่งยืน แล้วทำอย่างไรให้มันประสบความสำเร็จในตลาด ถ้ากล่องแพง เราก็แค่ต้องหาโรงงานใหม่”

นั่นเป็นบทเรียนที่แม็กได้จากการบริหารภูวารา แต่สำหรับยักษียักษานั้นตรงกันข้าม หากเปรียบเป็นคน ยักษียักษาคงเป็นทายาทรุ่นสองที่มีที่มาในการสานต่อธุรกิจ ได้เปรียบกว่าตรงที่มีภูวาราอยู่เบื้องหลัง ภูวารามีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมทุกอย่าง อีกทั้งยังพื้นที่ที่ทำให้แม็กได้ลองผิดลองถูกจนสะสมบทเรียนมาแล้วนับไม่ถ้วน 

แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ

“นี่เป็นความโชคดีของยักษียักษา” เขาเชื่ออย่างนั้น 

แม้จะดึงเอาความสำเร็จของแบรนด์พี่มาอุดรอยรั่วให้แบรนด์น้องได้ แต่แม็กเล่าว่าทั้งสองกำลังเดินไปบนถนนคนละเส้น 

“ยักษียักษาแตกต่างจากภูวารามาก คราวนี้โจทย์คือทำอย่างไรให้สังคมอยู่ได้ เราต้องทำกำไรแค่พอเหมาะ พอให้เราอยู่ได้ เขาอยู่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องคิดไปถึงว่าแต่ละบ้านต้องปลูกดอกกุหลาบกี่ต้น คุณลุงดูแลไหวไหม คุณลุงแฮปปี้ไหม บ้านนี้ทำหน้ายักษ์ได้วันละกี่หน้า แม่พิมพ์พอไหม ถ้าไม่พอเราต้องทำเพิ่มอีก มีการลงทุนในแบบที่ภูวาราไม่มี มันเลยมีการจัดการคนละแบบอย่างสิ้นเชิง”

แน่นอนว่าโจทย์ที่หินกว่าเป็นของยักษียักษา เพราะครั้งนี้เขาไม่สามารถจัดการทุกอย่างให้เป็นดั่งใจเหมือนครั้งก่อน

แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ

“พอเข้าหน้าฝน ดอกกุหลาบออกไม่ดี เราก็บอกลุงว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวพอต้นมันโตมันก็ดีขึ้น อย่างช่วง COVID-19 ส่งของลำบาก เราก็บอกลุงว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราพอมีค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ให้ เราต้องปรับตามชุมชนอยู่ตลอดเวลา”

อีกหนึ่งโจทย์ที่ทำเอาเขาเหงื่อตกคือการสื่อสารกับคนใน ส่วนที่ยากที่สุดของการทำเครื่องหอมคือขั้นตอนการสกัด แต่ความยากเบื้องหลังการปรุงน้ำหอมคุณภาพดีที่สุดอย่างที่เขาคิดไว้ คือการพูดคุยกับทุกคนในขั้นตอนการผลิตทั้งหมด

“แม้แต่การผลิตเรายังต้องการการสื่อสารที่ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานกับคน ไม่ใช่ไปสั่งเขาว่าให้ทำแบบนั้น แบบนี้ แต่เราต้องเข้าไปสร้างแรงบันดาลใจ บอกคุณลุงว่าต้องปลูกแบบไหน เดี๋ยวพอกุหลาบออกดอก เรามารับซื้อ มันก็จะสร้างรายได้ให้คุณลุงได้นะ ถ้าบอกแบบนี้คุณลุงก็จะตั้งใจปลูก อาจมีบ้างที่เรากำชับไม่ให้คุณลุงใช้ปุ๋ยเคมี เพราะมีสถาบันมาคอยรองรับคุณภาพเราตลอด แต่ถ้าใช้วิธีการสั่ง เขาจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ แต่ถ้าโน้มน้าวให้เขาทำอย่างมีความสุข เขาก็จะใส่ใจและใส่ความรักให้กับเราด้วย”

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

พูดอย่างไรให้เข้าใจกันที่สุด

“ตั้งใจให้มีแปดกลิ่นที่ชื่อคล้องจองกัน”

ไทยดำริ ปิยรัญจวน อวลคนสุธา คือ 3 กลิ่นแรกของยักษียักษาที่คล้องจองกัน แต่ละกลิ่นมีเรื่องราวเบื้องหลังเป็นนิยายเรื่องสั้นที่บอกเล่าที่มาที่ไป ไม่เพียงแต่อบอวลอยู่ในโสตประสาท แต่แม็กยังอยากให้เรื่องราวของดอกไม้และความเป็นไทยที่เขาเล่าผ่านยักษ์ทศกัณฐ์อบอวลอยู่ในใจของคนใช้อีกด้วย 

คาเฟ่ที่ประจวบฯ เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เขาตั้งใจให้ที่นั่นเป็นศูนย์การเรียนรู้ และเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้คนเข้ามาทำความรู้จักกับยักษียักษา ชวนมาจิบชากุหลาบที่รู้ว่ามาจากสวนของบ้านไหน กินขนมไทยที่ทำจากฝีมือคนในชุมชน นี่เป็นอีกช่องทางที่เขาใช้เล่าเรื่อง

“แบรนด์เครื่องหอมของไทยมีเยอะมาก บางทีเราอินของเราคนเดียว แต่คนอื่นเขาไม่ได้อินกับเราด้วย นี่คืออุปสรรคที่ว่าเราจะสื่อสารอย่างไรให้คนรับรู้เรื่องของเราได้ และอยากมาสัมผัสสิ่งนี้ให้มากขึ้น เราอยากให้มันเป็นของที่ระลึกประจำประเทศไทย อยากให้สื่อสารถึงคนทั่วโลกได้ เราอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยและสังคมโลก นั่นแหละคือเป้าหมายของยักษียักษา ถ้ามันไปถึงตรงนั้นได้ เราเชื่อว่าเดี๋ยวธุรกิจมันจะเติบโตไปได้เอง” 

สำหรับแม็กแล้ว ยักษียักษาคืองานชิ้นเอกที่เขาบรรจงสร้างทุกขั้นตอนอย่างละเอียดลออ โดยหวังว่าจะกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่เฉียดเข้าใกล้คำว่าสมบูรณ์แบบที่สุด และเป็นแรงบันดาลใจให้กับธุรกิจอื่นๆ ที่อยากอยู่ร่วมกับชุมชนให้ยั่งยืนได้แบบเขา และที่สำคัญคือ ไม่ลืม ‘ความสุข’ ของผู้คนบนนถนนทั้งสายที่ยึดเอาไว้เป็นที่ตั้ง

“เราอยากออกแบบธุรกิจให้มีความสุข เชื่อว่านี่เป็นโจทย์ในดวงใจของใครหลายๆ คนเหมือนกัน แต่เขาอาจไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เราจึงทำยักษียักษาอย่างพิถีพิถัน เราคิดว่าถ้าคนอื่นอยากมาทำแบบเรา เขาสามารถถอดบางช่วง บางตอนของยักษียักษาไปใช้ได้ ตอนนี้ยักษียักษาอาจจะโตช้าเดินไปช้าๆ แต่เราเชื่อว่าการเดินช้าๆ ของเราจะมั่นคงและมีความสุข”

“เราอยากเห็นชาวบ้านได้ปลูกดอกไม้ เก็บดอกไม้ แล้วมีรายได้ ตอนเช้าผู้สูงอายุลุกขึ้นมานั่งทำงานแล้วเขามีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ ยังมีความสามารถ เขาเกิดความภาคภูมิใจและเกิดรอยยิ้ม ทุกคนมีรอยยิ้มในการทำงาน เท่านั้นแหละสิ่งที่เราอยากเห็นมันคือสิ่งเล็กๆ ที่มีพลัง”

แม็ก - พรหมพิริยะ หงษ์ยนต์, ยักษียักษา

ยักษียักษา 

Facebook : ยักษียักษา YaksriYaksaa

Instagram : yaksriyaksaa

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load