ย้อนกลับไปหลายๆ ปีก่อน เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ คือหญิงสาวหน้าตาสดใสที่หลายคนน่าจะรู้จักกันในฐานะ ‘คุณหมอนักแต่งเพลง’ ผู้เป็นคนแต่งเพลงฮิตอย่าง เจ็บซ้ำซ้ำ ของ แอน ธิติมา, รักเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ ของ ลูกปัด, คำถามของ ท๊อฟฟี่, ทำไมต้องรักเธอ คริส หอวัง & อุ๋ย Buddha Bless และ เจ็บแต่จบ ของ อ๊อฟ ปองศักดิ์ 

โดยสรุปคือเธอเป็นนักแต่งเพลงป๊อปฝีมือดีของบ้านเราคนหนึ่ง ไว้ใจได้ในเรื่องมุมมองที่เฉียบคมของเนื้อเพลง เมโลดี้ที่ติดหู และโอกาสในการสร้างเพลงฮิต

แต่หากย้อนเวลากันอีกที ถอยกลับไปไม่ไกลนัก เอาแค่ช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าชื่อของเอิ้นจะห่างเหินไปจากวงการดนตรีไทยพอสมควร ไม่มีเพลงฮิตใหม่ๆ จากปลายปากกาของเธอมาพักใหญ่ หญิงสาวห่างหายจากสื่อบันเทิง คลื่นวิทยุ และเวทีคอนเสิร์ต เป็นการห่างหายไปของคนแต่งเพลงอนาคตไกลคนหนึ่ง

คนใกล้ตัวจะพอรู้กันว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเธอไม่น้อยในช่วงที่ผ่านมา เอิ้นแต่งงานกับคนรัก ย้ายจากกรุงเทพฯ กลับไปเป็นจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลที่จังหวัดเลย-บ้านเกิดของเธอ และหันไปช่วยดูแลธุรกิจโรงแรมของสามี สรุปคือ จากหญิงสาวหน้าตาสดใสในวงการบันเทิง เธอกลายเป็นนักธุรกิจ เป็นคุณหมอ เป็นผู้บริหารโรงพยาบาล… เป็นผู้ใหญ่ที่มีบทบาทและความรับผิดชอบเปลี่ยนไปมากมาย 

แต่ถอยมาอีกนิด ย้อนเวลากลับไปแค่ชั่วเวลาราวหนึ่งปีที่ผ่านมา บางคนอาจจะเริ่มเห็นหน้าค่าตา เอิ้น พิยะดา ในสื่อมากขึ้นอีกครั้ง บางคนอาจเริ่มทำความรู้จักกับเธอเพราะได้พบเจอในสื่อออนไลน์ที่เอิ้นเริ่มต้นใช้สื่อสารอย่างจริงจัง บางคนอาจลงเรียนคอร์สเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองที่เอิ้นเริ่มต้นเปิดอบรมบ้างแล้ว ในขณะที่หลายคนยังจดจำเพลงของเธอหลายๆ เพลงได้ขึ้นใจอยู่จนถึงวันนี้

ชีวิตมีจังหวะของมันเอง เหมือนบทเพลงแต่ละเพลงที่มีจังหวะเฉพาะตัว 

และเช่นเดียวกับที่ดนตรีทำงานกับจิตใจ หรือจิตแพทย์ที่ต้องทำงานกับจิตใจ เราเองก็อยากลองจับจังหวะชีวิตในวันนี้ของ เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ แล้วนั่งลงสำรวจเรื่องราว ชีวิต และจิตใจของเธอในปัจจุบันดูสักครั้ง

จิตใจในปัจจุบันของคุณหมอนักแต่งเพลงป๊อป เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ

เราเคยรู้จักคุณในฐานะ ‘คุณหมอนักแต่งเพลง’ แต่วันนี้ถ้าให้ลองจำกัดความสิ่งที่คุณทำอยู่ในปัจจุบัน คุณกำลังทำงานอะไรอยู่บ้าง

เอิ้นก็ยังเป็นจิตแพทย์ ยังตรวจคนไข้อยู่ แต่ว่ามาทำเรื่องการศึกษาภายในจิตใจ เริ่มศึกษาเรื่องจิตวิทยามากขึ้น หลักสูตร ‘มาหาสารความสุข’ เป็นหลักสูตรที่เอิ้นออกแบบจากกระบวนการที่เอิ้นต้องเรียนเพื่อรู้จักคนไข้ คือทำยังไงให้คนเข้าใจการทำงานของจิตใจเชิงลึก เพื่อเห็นว่าจริงๆ กลไกอัตโนมัติที่บล็อกศักยภาพของตัวเองอยู่คืออะไร

แล้วเอิ้นก็กำลังทำเรื่องการสื่อสาร เป็นหลักสูตรชื่อว่า Crucial Communication เพราะอาวุธสำคัญของจิตแพทย์คือการฟัง แต่ฟังอย่างเดียวไม่พอ แค่การสื่อสารธรรมดาๆ ที่เราใช้พูดคุยกันก็ไม่พอเหมือนกัน เพราะตอนนี้เราทุกคนมีความเครียด เรามีอารมณ์ เรามีความทุกข์กันทุกคน ดังนั้นทำอย่างไรให้การสื่อสารของเราแสดงสิ่งที่เราคิด สื่อสิ่งที่เป็นความเครียด ความท้อแท้ ความเหนื่อยของเรา โดยที่คนฟังก็รับฟังได้ รวมถึงสื่อสารเรื่องฟีดแบ็กด้วย 

เอิ้นว่าหัวใจของฟีดแบ็กคือการทำให้คนมีชีวิตดีขึ้น ทำให้เขารู้ว่าเขาจะดีขึ้นได้ยังไง มีจุดอ่อนอะไร แต่ว่าการฟีดแบ็กตอนนี้ พอบอกว่าคุณจะถูกฟีดแบ็กนะ กลับรู้สึกเหมือนเราต้องไปเข้าห้องเย็น คือใจมันสั่นแล้ว สิ่งนี้ทำให้คุณค่าจริงๆ ของฟีดแบ็กหายไป เอิ้นก็เลยมาทำเรื่องของ Value Feedback ว่าทำยังไงให้การให้ฟีดแบ็กกันเป็นเหมือนการให้ของขวัญ

อันนี้เป็นส่วนที่เอิ้นทำอยู่ในเรื่องของการศึกษา ทำให้เรื่องของจิตใจเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึง ไม่ใช่ว่ามีปัญหาแล้วทุกคนต้องนึกถึงเอิ้น บางทีเราแค่รู้สึกว่าเราอยากเก่งเรื่องนี้มากขึ้น เราอยากเข้าใจตัวเองเรื่องนี้มากขึ้น เราก็นึกถึงผู้เชี่ยวชาญได้

แล้วทำไมจากที่คุณเคยเป็นหมอที่ตรวจคนไข้ ถึงมาสนใจการให้ความรู้มากขึ้น

เอิ้นคิดว่ามันมีจุดอิ่มตัวบางอย่าง ด้วยความที่เราอยู่ในโรงพยาบาลรัฐมาตลอด ก่อนลาออกเอิ้นรับราชการมาสิบสามปี เวลาผ่านไปเร็วมาก พอเราอยู่ในโรงพยาบาลรัฐ ก็ได้ประสบการณ์ดีๆ มากมาย เพราะเราได้สัมผัสคนในทุกรูปแบบ ตั้งแต่คนที่อยู่ในคุก จนถึงคนที่ทำงานรับราชการหรือมีธุรกิจระดับสูง เราได้ดูแลเขาทั้งหมดเลย ที่สำคัญคือ เราดูแลเขาในปริมาณมากด้วย

ตอนอยู่โรงพยาบาล บางวันเอิ้นตรวจเป็นร้อยคน สิ่งหนึ่งที่เราได้เป็นทักษะจากตรงนั้นคือ การที่เราเห็นความหลากหลาย จนเกิดเป็นไหวพริบในการตรวจ การเห็นปัญหา การมองปัญหา แต่พอไปถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่าการทำงานกับปริมาณนี่แหละคือข้อจำกัดในชีวิตของเรา และเรายังรู้สึกอีกว่าอยากทำงานกับคนที่ยังไม่ป่วยด้วย

เนื้องานของจิตแพทย์เรามีสามส่วน ส่วนแรกคือการป้องกันคนไม่ให้ป่วย ด้วยการทำให้เขามีความรู้เกี่ยวกับจิตใจตนเอง เกี่ยวกับความเครียด เกี่ยวกับความขัดแย้ง ทำให้เขาดูแลความเครียดของเขาได้ แล้วเขาก็จะไม่ป่วย ซึ่งเอิ้นรู้สึกว่าคนเหล่านี้มีมากมาย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ถ้าดูแลแล้วเขากลับมามีความสุข กลับมาใช้ศักยภาพ พวกเขาคือกลุ่มที่ทำงานให้กับสังคม เป็นหัวหน้าครอบครัว ดูแลคนอื่น

คนที่ยิ่งเก่ง ยิ่งเป็นหัวหน้า ยิ่งถูกหลงลืมจิตใจ ในขณะที่เรารักษาคนที่เป็นโรคแล้วจนอิ่มตัว อิ่มตัวในแบบที่บางทีเรารู้เลยว่าเราจะต้องให้ยาอะไร จนเราล้อตัวเองนะบางที ว่าเราไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด สัญชาตญาณเราทำงานโดยปกติ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นภาวะที่ไม่ค่อยดีนักนะ มันทำให้เราไม่ได้ใช้ศักยภาพความรู้ใหม่ แล้วเราก็ไม่มีเวลาด้วยเพราะเราต้องตรวจคนจำนวนมาก

อีกเรื่องที่จิตแพทย์ทำก็คือ ในกลุ่มคนที่ป่วยแล้ว บางทีต้องใช้เวลาในการซ่อมบำรุงนานกว่าเขาจะกลับมาเป็นปกติ หรือพอเขากลับมาเป็นปกติ เขาก็อาจจะยังใช้ชีวิตไม่ได้ ฉะนั้น เป้าหมายของการดูแลคนที่ป่วยมากๆ บางทีสิ่งดีที่สุดเป็นแค่การทำให้คนรอบข้างเขาดูแลเขาได้ ง่ายเท่านั้นเอง

จิตแพทย์ทำงานสามส่วนคือ ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู พออยู่ในจุดที่เรารักษาคนอื่นจนอิ่มตัว ก็เลยคิดว่าเราอยากลดตรงนี้ จากเดิมทีมันร้อยเปอร์เซ็นต์จนเราทำอย่างอื่นไม่ได้เลย ให้เหลือแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะว่า หนึ่ง เราเป็นจิตแพทย์ เราต้องรักษาคนที่เป็นโรคให้ได้ และสอง เป็นพื้นที่ทำเรื่องจิตบำบัด จิตแพทย์ทุกคนต้องเรียนเรื่องการทำจิตบำบัด และต้องทำจิตบำบัดยาวนานต่อเนื่องกับคนไข้ เก็บเป็นกรณีศึกษาสามปี อะไรแบบนี้เลยนะ

มันคือประสบการณ์ที่มีคุณค่า ซึ่งเอิ้นก็ไม่อยากทิ้ง การทำจิตบำบัดทำให้หมอรู้จักคนในเชิงลึก นอกจากรู้ว่าเขาเป็นยังไงในภาพกว้าง ก็เลยขอลดให้เหลือสามสิบเปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้เวลาที่เหลือกับการป้องกันไม่ให้ป่วย และส่งเสริมให้เขาได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในชีวิต

พอคุณตั้งเป้าหันมาเรื่องการให้ความรู้คนอื่นมากขึ้น คุณต้องทำอะไรเพิ่มบ้าง ต้องปรับตัวหรือเรียนรู้ทักษะอะไรเพิ่มไหม

ก่อนหน้านี้เอิ้นวางแผนพอสมควรเลย ใช้เวลาวางแผนไปประมาณสองปี (หัวเราะ) เพื่อเปลี่ยนถ่ายชีวิตตัวเอง เพราะเราอยากเอาองค์ความรู้ที่เราเรียนจิตแพทย์ หรือกระบวนการรักษาคนไข้ออกมาให้คนที่ยังไม่ป่วยได้เรียนรู้ หรือคนที่อยากมีความสุขมากกว่านี้ ให้มีศักยภาพมากกว่านี้ เราต้องทำอะไรบ้างนะ

เอิ้นก็ไปเรียนเรื่องของการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ไปเข้าโปรแกรมยี่สิบเอ็ดวันเรื่อง Awakening Leadership ของ อาจารย์ประชา หุตานุวัตร ซึ่งอาจารย์เขาเปิดให้คนมาออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ปกติคลาสนี้จะเปิดเฉพาะชาวต่างชาติ ให้ฝรั่งบินมาเรียน แต่ตอนนั้นเป็นคลาสแรกที่พี่ประชาเปิดสำหรับให้คนไทยเรียน ซึ่งทั้งหมดต้องเรียนยี่สิบเอ็ดวันแบบอยู่ยาว เราก็ไปเรียน ใช้วันลาทั้งหมดรวมกันเลย (หัวเราะ)

หลังจากนั้นก็มาค่อยๆ ออกแบบแล้วก็สอน ช่วงนั้นใครอยากให้เราไปให้ความรู้อะไรเราก็ไป เริ่มจากในสถานศึกษาก่อน ใครติดต่อมาเราไปหมด เราเริ่มออกแบบการเรียนรู้จากแค่เป็นเลกเชอร์ กลายเป็นการจัดกิจกรรม เพื่อให้เขาได้สัมผัสความรู้สึก สัมผัสความคิด แล้วก็ถอดบทเรียน เราใช้เวลาว่างที่ไม่ได้อยู่ในราชการมาฝึกฝนเรื่องนี้ จนเรารู้สึกว่า ได้เห็นแก่นของสิ่งที่เราอยากสื่อสารแล้ว เราเห็นกิจกรรมที่น่าสนใจ เราก็เอามาออกแบบเป็นคลาสอย่าง ‘มาหาสารความสุข’

คุณพูดถึงเรื่องการรับฟีดแบ็กด้วย ทำไมถึงอยากสอนเรื่องนี้

ทุกการทำงานจะมีประสิทธิผลเมื่อหลังงานเราให้ฟีดแบ็กกัน ถูกไหม ถ้าอยากให้การเรียนรู้เรื่องซอฟต์สกิลล์ เรื่องจิตใจได้ผลจริงๆ มันไม่ได้เกิดจากเลกเชอร์อย่างเดียว แต่เป็นความรู้ในระดับความคิด ไม่ต่างอะไรจากการที่คนเราไปอ่านหนังสือฮาวทู แต่ชีวิตก็ไม่ดีขึ้นสักที แล้วกลายเป็นรู้สึกไม่ดีกับตัวเองด้วยนะว่า “เอ้อ ก็รู้นะ แต่ทำไมทำไม่ได้”

เอิ้นคิดว่าการปลดล็อกสำคัญก็คือ ทำยังไงให้ความรู้ไม่อยู่แค่ความคิด ความรู้เรื่องจิตใจก็ต้องเรียนรู้ระดับจิตใจ เรียนรู้ระดับสัญชาตญาณ การที่เราสร้างกิจกรรมบางอย่างขึ้นมาเลยเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ บางครั้งเราทำคนเดียวไม่ได้ ก่อนทำเราต้องมีทีม เราก็ต้องทำ Pre-group พอทำกิจกรรมในคลาสแล้ว เรียนรู้แล้ว จบคลาสไปครั้งหนึ่ง เราก็ต้อง Post-group ซึ่งก็คือการฟีดแบ็กนั่นแหละ สิ่งนี้มันมีประโยชน์

ทุกงานที่เราต้องทำมากกว่าหนึ่งคน หรือแม้แต่งานที่เราทำแค่คนเดียว เราก็ควรจะฟีดแบ็กตัวเองนะ การฟีดแบ็กเหมือนการทบทวนสิ่งที่เราทำ เพื่อทำสิ่งนี้ให้ดีขึ้นในครั้งหน้า

แต่มันก็เกิดเป็นข้อสงสัย ซึ่งเราสัมผัสกับตัวเองด้วย เวลาเราทำงานในระบบในองค์กร พอพูดถึงฟีดแบ็ก ทุกคนกลัวกันหมดเลย รู้สึกเหมือนว่าฉันต้องทำอะไรผิดแน่ๆ และหลายครั้งการฟีดแบ็กก็ทำให้คนเจ็บปวดจริงๆ กลายเป็นว่าเราขัดแย้งกัน แล้วเราก็มีปัญหาความสัมพันธ์กัน สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความสุขและการทำงานทั้งนั้น ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันหมด

จิตใจในปัจจุบันของคุณหมอนักแต่งเพลงป๊อป เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ

มันควรเป็นเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวันใช่ไหม

ใช่ การเป็นจิตแพทย์ เราถูกฝึกมาว่าคนที่พูดไม่รู้เรื่อง เราก็รู้เรื่องได้นะ (หัวเราะ) คนที่หลุดไปแล้ว ความคิดสับสนไปหมดแล้ว เรายังช่วยให้เขารู้เรื่องได้ เรายังเข้าใจเขาได้ หรือแม้กระทั่งคนที่สับสนจนพูดไม่ได้ เราก็ต้องฝึกที่จะเข้าใจหัวใจเขา เหมือนเป็นปากของเขาได้ คนทั่วไปก็อาจไม่ได้ต้องมากขนาดนี้ แต่ถ้าทุกคนมีเครื่องมือหรือวิธีการฟังกัน หรือพูดให้ตรงกับใจจริงๆ ให้มากขึ้น มันจะไม่เจ็บปวด มันจะไม่มีปัญหา 

เราเคยใช้สิ่งนี้ด้วยวิชาชีพ แต่พอเรามาใช้กับชีวิต เราพบว่า โหย ชีวิตเราโคตรดีเลย (หัวเราะ) พอเรามาใช้กับคนที่บ้าน ชีวิตยิ่งโคตรดีเลย ก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย มันน่าให้คนอื่นรู้เนอะ

พอเริ่มบทบาทใหม่ กลายมาเป็นผู้ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ ชีวิตคุณเปลี่ยนไปอย่างไร

มันทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของชีวิตมากขึ้นไปอีกนะ ด้วยการที่เราเข้าใจว่า เออ ชีวิตมันต้องเปลี่ยน แต่ก่อนเอิ้นอาจมีแพสชันเรื่องการเขียนเพลงมาก แล้วเอิ้นก็ทำจนประสบความสำเร็จ แต่ไปถึงจุดหนึ่งเอิ้นรู้สึกว่า ทำไมวันนี้เราตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้อยากเขียนเพลง ในขณะที่เราเองก็ทุกข์นะว่าเราเป็น ‘คุณหมอนักแต่งเพลง’ แต่ไม่แต่งเพลงแล้วจะเป็นยังไง คนจะยังรักฉันไหม (หัวเราะ) ฉันจะมีตัวตนไหม มันทุกข์มากเลยตอนนั้น เข้าใจว่าคงทุกข์จนต้องทิ้งน่ะ คือยิ่งคิดแบบนี้ ตัวเองก็ยิ่งรู้สึกแย่ ก็ไม่เป็นไร ต้องปล่อยมัน เราก็ทุ่มเทให้กับการเป็นจิตแพทย์อย่างเต็มที่เหมือนกันในช่วงสิบปีที่ผ่านมา สังเกตว่าเอิ้นหายไปเลย หายกริ๊บเลย (หัวเราะ) แล้วก็ไม่ใช่หายแค่ในวงการเพลงนะ หายในโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วย เอิ้นไปอยู่กับชาวบ้าน ไปออกหน่วย ชีวิตเราอยู่ที่ต่างจังหวัดเต็มที่

ตอนนั้นเราพบว่าเรามีคุณค่าใหม่เกิดขึ้น คุณค่าในการเป็นจิตแพทย์ของประชาชน คุณค่าของการได้กลับไปเป็นลูกที่ดูแลคุณแม่สูงอายุ คุณค่าของการได้กลับไปดูแลกิจการครอบครัว เราค้นพบว่า เฮ้ย เราก็อยู่ได้นี่หว่า เราอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมีเพลงไง เรามีแพสชันใหม่ พอถึงจุดหนึ่งก็พบว่าผ่านไปสิบปีแล้ว เหมือนชีวิตจะเปลี่ยนทุกสิบปีเลยนะ มันถึงจุดที่เราอยากสลัดคำว่างานประจำ ข้าราชการ สิ่งที่ถูกปลูกฝังมาว่าเราต้องเป็นออกไป

แม่เคยบอกว่า ‘ถ้าไม่ตาย ห้ามลาออก’ แต่มาถึงวันหนึ่ง เราไปเกาะแขนแม่แล้วบอกว่า ‘ถ้าไม่ลาออก สงสัยจะตาย’ (หัวเราะ) แล้วเอิ้นก็พบความจริงว่า กว่าจะถึงจุดจุดนั้นในชีวิตคือสิบปี วันที่ชีวิตจะเปลี่ยนไปคือ วันที่รู้สึกว่าเราใช้ศักยภาพตัวเองน้อยลง อย่างวันที่เลิกคิดจะแต่งเพลง เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ใช้ศักยภาพในการแต่งเพลง คือทำจนไม่ได้เกิดการเรียนรู้ใหม่ ทุกอย่างดูง่ายและเราไม่ได้ใช้ศักยภาพของเราอีกแล้ว อันนี้ก็เหมือนกัน คือการรักษาคนจำนวนมาก วันละเกือบร้อย เอิ้นก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราไม่ได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ เหมือนสัญชาตญาณเรียกเราว่าถึงเวลาใช้ศักยภาพใหม่

แล้วพอเปลี่ยนบทบาทแล้ว คุณคิดว่าชีวิตสบายขึ้นไหม

ถามว่าสบายขึ้นไหม ไม่มีอะไรสบาย แต่ว่ามีความสนุก ความมีชีวิตชีวามากขึ้น โมเมนต์นี้ก็เหมือนกับสิบปีที่แล้ว ตอนเอิ้นกลับไปเป็นหมอประจำที่จังหวัดเลย ช่วงนั้นเอิ้นมีชีวิตชีวามากๆ กับการเป็นหมอในโรงพยาบาล แล้วไม่ไปไหนเลย ตอนนี้ก็เป็นแบบนั้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือชีวิตไม่แน่นอนมากขึ้น การทำงานประจำคือไม่ว่าฉันจะเป็นยังไง จะป่วย จะลา จะขาด สิ่งที่เราได้แน่ๆ คือทุกเดือนมีเงินเข้ามาในบัญชี

ตำแหน่งสูงสุดตอนเอิ้นลาออกคือรองผู้อำนวยการ ซึ่งจริงๆ คนก็ยุว่าควรจะเป็น ผอ. นะ แต่เรารู้ว่าถ้าเราอยู่ที่นั่น เราจะไม่ไปไหนไง คือเราต้องดูแลแม่ การเป็น ผอ. คุณต้องย้ายทุกสี่ปี แต่เราอยากอยู่กับแม่ การเป็นรอง ผอ. ก็เลยเป็นจุดสูงสุดที่เอิ้นต้องเป็น มันมีจุดสูงสุดในแบบของมัน ในตำแหน่งที่เราควรต้องอยู่ รายได้ที่เราควรต้องได้ แต่ว่าพอมาตรงนี้ ไอ้ความสม่ำเสมอตรงนั้นหายไปหมดเลยนะ เอิ้นไม่รู้หรอกว่าวันนี้ที่เอิ้นเปิดคลาสคนจะมาไหม คนจะมาลงยังไง แล้วเอิ้นก็ตั้งใจลดสัดส่วนเวลาการตรวจลงเพื่อให้เหลือเท่านี้ เหมือนว่าเราเหลือความมั่นคงสักประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ อีกเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ขึ้นกับปัจจัยภายนอกสูงมาก 

70 เปอร์เซ็นต์นี้คือความกังวล หรือความท้าทาย หรือเป็นทั้งสองอย่าง?

แรกๆ เป็นความกังวล ก็เลยเข้าใจว่า ขนาดเราบอกว่าเราเตรียมตัวสองปีนะ เราไม่ได้วันหนึ่งอยากออก ฉันออก เอิ้นว่าเอิ้นเตรียมตัวโคตรๆ น่ะ (หัวเราะ) ทั้งเรื่องการเงิน เรื่องการวางแผน แต่ก็หวั่นไหวอยู่ดี คืองานมันขึ้นกับเรานี่แหละ ว่าเราจะหาหรือไม่หา เราจะทำหรือไม่ทำ แต่ยิ่งขึ้นกับเรา มันเลยดูเหมือนเป็นไปได้หมดเลย หรือไม่ก็เป็นไปไม่ได้ทั้งหมดด้วย (หัวเราะ)

สมมติว่าเดือนนี้จะเปิดคลาส จะมีคนมาเรียนสักกี่คน ผันผวนอยู่ตลอดเวลาแล้วเราไม่ชิน เราเข้าใจว่าแม้ว่าเราเป็นจิตแพทย์นะ เตรียมตัวมาสองปีนะ ในวันที่บอกแม่ว่าถ้าไม่ออกคงตายนะ (หัวเราะ) มันควรจะพีกแล้วใช่ไหม แต่พอออกมา เราก็ยังหวั่นไหวอยู่ดี เอิ้นบอกน้องๆ ที่อยากลาออกตามมาว่าใจเย็นๆ (หัวเราะ) ยังไงคุณก็ต้องหวั่นไหวอยู่ดี น่าจะสักประมาณสามเดือน ก่อนเราจะรู้ว่าควรวางแผนยังไง 

การเรียนรู้ที่เอิ้นรู้สึกว่า โอ้โห มีคุณค่ากับเอิ้นมากๆ คือ ไอ้ชีวิตงานประจำที่เราเคยคิดว่ามั่นคง คือช่วงที่เอิ้นประมาทที่สุดในชีวิตเลย เอาแต่ทำงาน ทั้งไปตรวจ ทั้งงานโรงแรม ทั้งงานโรงพยาบาล นอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง สุขภาพเราก็ไม่ดูแล เพราะเราเชื่อว่าเรามีสวัสดิการ เพราะเราเบิกตรงได้ ประกันเราก็ไม่ศึกษา นึกออกไหม ใครโทรฯ มาขายประกันก็ไม่ได้ใส่ใจ เงินเราก็ไม่วางแผน เพราะว่าเงินเดือนเข้าทุกเดือนอยู่แล้ว อยากซื้ออะไรก็ซื้อ เดี๋ยวมันก็มี เดี๋ยวปลายเดือนมันก็ทบมา แต่พอเรามามีชีวิตแบบนี้ ไม่มีเงินเดือนทุกเดือนแล้ว ทุกเดือนเราต้องวางแผนหมดเลย จะใช้อะไรเท่าไหร่ เป็นครั้งแรกที่เอิ้นจดรายรับ-รายจ่าย แล้วเอิ้นรู้ว่า อ้อ ใช้เงินไปกับอันนี้เยอะนะ เอิ้นไม่เคยรู้ว่ารายได้ต่อปีเอิ้นเท่าไหร่เลย ตอนนี้ โอเค รู้แล้ว (หัวเราะ)

เอิ้นมาศึกษาเรื่องประกัน เพราะชีวิตเราถ้าไม่มีสวัสดิการก็ต้องมีประกันบ้าง เอิ้นเรียกประกันมาเลือก พอเอิ้นดูแพ็กเกจทั้งหมด เอิ้นก็ถามรายละเอียด ประกันมีกี่ประเภท กี่ชนิด อะไรที่เหมาะกับเรา จนเขาบอกว่า “หมอ หมอขายประกันไหม หมอรู้ดีกว่าผมอีก” (หัวเราะ) สิ่งเหล่านี้เราภูมิใจกับตัวเองมาก

จิตใจในปัจจุบันของคุณหมอนักแต่งเพลงป๊อป เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ

ดูเหมือนคุณจะต้องเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีในการสื่อสาร การทำ Live อะไรพวกนี้ด้วยใช่ไหม

ใช่ เรียนรู้เอง ก็เป็นการเตรียมตัวอีกเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่ามันจะมาไกลขนาดนี้ ก่อนที่เราจะออก อยากทำเรื่องของการศึกษา พอออกมา เอิ้นก็ต้องมีคนไข้ของเอิ้นเอง ที่ไม่ใช่คนไข้ในโรงพยาบาล เพราะฉะนั้น คนข้างนอกต้องรู้ว่าเอิ้นทำอะไร เขาจะได้ใช้เอิ้นถูก

เอิ้นก็ทำยูทูบก่อน ชื่อ หมอเอิ้น พิยะดา Unlocking Happiness แล้วเอิ้นก็มีเพจอยู่แล้ว เปิดมาตั้งแต่ตอนทำเพลง แล้วเอิ้นมีฐานแฟนเพจเยอะมากพอสมควร ตอนนี้น่าจะประมาณแสนเจ็ด แสนแปด แต่ไม่ค่อยอัปเดต เราก็กลับมาอัปเดต (หัวเราะ) 

ส่วนช่องยูทูบ เราตั้งใจทำให้คนเห็นว่าเราเชี่ยวชาญเรื่องอะไร เราก็เลยทำมาก่อน ตอนนั้นเอิ้นมีน้องๆ ช่วยเหลือ ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา’ลัย เป็นคู่เด็กผู้หญิงผู้ชายแฟนกัน เป็นเด็กดีมาก มีความรับผิดชอบ เรามองว่าเราช่วยเหลือเขาเรื่องการเงินได้ ก็เลยมีเงินเดือนให้จนเขาเรียนจบ เขาเรียนครู พอเรียนจบปุ๊บ ไปสอบโควต้าต่างๆ ต้องรอ ก็เลยกลายเป็นว่ายาวเลย ดูแลกันตั้งแต่เรียนจนจบ แล้วตอนนี้ก็เลยช่วยงานอยู่ น้องดูเรื่องคลิป เรื่องสื่อให้ แต่เรื่อง Live เนี่ย ไม่เคยคิดทำเลย แต่ว่ามาเจอ COVID-19 นี่แหละเป็นจุดเปลี่ยน (หัวเราะ)

เอาจริงๆ ตอนนั้นทำเพราะบำบัดตัวเอง คือช่วง COVID-19 ปีที่แล้วถือว่าเป็นวิกฤตของชีวิตมากเลย เพราะเราทำโรงแรม เราโดนเต็มๆ มันควรเป็นขาขึ้นของโรงแรม คือเราลาออกมาเพื่อดูแลโรงแรมด้วย เราเปลี่ยนฐานรายได้จากโรงพยาบาลเหลือแค่โรงแรมกับร้านกาแฟ และเพิ่มเรื่องที่เราอยากทำคือเรื่องการศึกษา แต่พออยู่ๆ เอิ้นเริ่มเห็นสัญญาณว่ามันน่าจะมีปัญหา ด้วยความที่เราก็เป็นหมอและอยู่วงใน แต่ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ เชื่อไหมว่าเราประชุมแล้วก็สอนพนักงานเรื่อง COVID-19 ล่วงหน้า แล้วโรงแรมเอิ้นก็มีมาตรการตั้งแต่ก่อนที่รัฐเขาจะประกาศด้วยซ้ำ ทั้งเรื่องการตรวจไข้ เรื่องการถามนักท่องเที่ยว

ตอนนั้นลูกค้าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของโรงแรมเอิ้นเป็นคนยุโรป เริ่มเป็นคนที่อยู่ระยะยาวอย่างหนึ่งสัปดาห์ สองสัปดาห์ มากขึ้น เพราะพื้นที่ของเราเจ็ดไร่ ทุกคนใช้ชีวิตได้ ฝรั่งชอบมาก แต่เราไม่คิดว่าอาทิตย์ถัดมา หลังจากเราสอนพนักงานว่าต้องมีมาตรการยังไงบ้าง แม่บ้านต้องปิดชักโครกก่อนนะ

Booking จากเต็มเหลือห้าสิบ เหลือ สามสิบ จนเหลือแค่หนึ่งห้อง สองห้อง พอเราเห็นก็เลยชิงปิดก่อนรัฐประกาศประมาณหนึ่งสัปดาห์ ตอนนั้นให้พนักงานทุกคนใช้วันลาพัก แต่เราจ่ายให้เต็มนะ เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง แล้วถัดมาก็คือช่วงล็อกดาวน์

ช่วงนั้นเราต้องแบกเยอะมาก ตอนนั้นการเยียวยาก็ไม่ได้ช่วยเราเท่าไหร่ เพราะว่าการชดเชยของประกันสังคมต้องเป็นจังหวัดที่รัฐบาลสั่งปิด แต่จังหวัดเลยไม่ใช่ เพราะงั้นเราก็ต้องดำเนินการหลายๆ อย่างเพื่อให้ลูกน้องเราเขาได้รับการชดเชย ต้องบอกว่าตอนนั้นเป็นวิกฤตเลยล่ะ

เอิ้นก็ต้องวางแผนระยะสั้นว่าทำยังไง ระยะกลางทำยังไง แล้วแม่ของเอิ้นดันมาหกล้ม แขนหักอีก (หัวเราะเบาๆ) อุบัติเหตุก็ทำให้แม่สมองสับสนด้วย เราก็ต้องเฝ้าเอง เพราะว่าเราเป็นหมอที่มีความรู้ที่สุดในบ้าน ต่อให้เราให้รุ่นน้องเราดู เขาก็ต้องปรึกษาเราอยู่ดี เราก็เลยต้องเฝ้าเอง 

เรายอมรับกับทุกคนเลยว่าเครียด เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้ฝึกตัวเองมากๆ เลย เพราะเรามีประสบการณ์ตรง แล้วเลยเกิดเป็นความรู้สึกว่าเราต้องคุย ตอนนั้นเอิ้นทำ Live เรื่อง Good Mind Challenge สิบสี่วัน เป็นสิบสี่วันที่เราชาเลนจ์ตัวเองด้วยการบอกว่า ‘วันนี้ฉันเจอความเครียดเรื่องอะไร แล้วฉันผ่านมันยังไง’ เอิ้นก็มา Live ตอนสองทุ่มครึ่งทุกวัน เพื่อแชร์เรื่องนั้นให้คนฟัง ว่าวันนี้หมอน่ะเจอเรื่องนี้นะ แล้วก็จัดการมันแบบนี้ กลายเป็นว่าคนก็มาแชร์ กลายเป็นสิบสี่วันที่เราได้ Live อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นทักษะใหม่

จริงๆ เราตั้งใจจะบำบัดตัวเองแค่นั้นเลย แต่ผลตอบรับของคนเข้ามาบอกว่า “เฮ้ย เราก็โดนเหมือนกัน” มันเหมือนเรามีเพื่อนน่ะ คนส่งคอมเมนต์มา รู้สึกดี เรามีพลังงานในวันใหม่ที่จะไปเจอปัญหาอีกรอบ เราแชร์ แล้วคนก็แชร์พลังงานดีๆ กลับมา พอทำสิบสี่วันเสร็จ ปรากฏว่าคนดูติดแล้ว (หัวเราะ) โอเค งั้นก็ทำต่อ แต่ก็ลดเหลือแค่อาทิตย์ละหนึ่งวัน พอทำไปสองเดือน เราก็เริ่มหายไปสองอาทิตย์ คนก็เริ่มมาคอมเมนต์ถามถึง เราก็เลย โอเคๆ งั้นทำทุกอาทิตย์ก็ได้ กลายเป็นคนเลยได้เห็นเราจากตรงนี้ 

แล้วในสิบสี่วันนี้ นอกจากเอิ้นชาเลนจ์ตัวเองว่าต้องมีวินัยในการ Live เพื่อแชร์ Stress Management อีกสิ่งหนึ่งที่เอิ้นทำคือเราดูตัวเองทุกวัน คือพอ Live ไปแล้ว เอิ้นจะดูตัวเองย้อนหลังอีกเพื่อฟีดแบ็กตัวเองทุกวัน ว่าวันนี้ดูลอกแล่กนะ วันนี้เป็นแบบนี้นะ ดูตัวเองแล้วก็ปรับปรุง

จิตใจในปัจจุบันของคุณหมอนักแต่งเพลงป๊อป เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ
จิตใจในปัจจุบันของคุณหมอนักแต่งเพลงป๊อป เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ

ช่วงก่อนหน้านี้คุณเคยอยู่ที่กรุงเทพฯ หลายปี แล้วกลับไปอยู่ต่างจังหวัดมา 10 ปี จนมา จนตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นช่วงชีวิตที่คุณต้องไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดเลยตลอดเวลา มันส่งผลกับจังหวะชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง

ชีวิตดีมากนะ เรารู้สึกว่าออกแบบชีวิตเราได้ลงตัวมากขึ้น คนอาจเห็นว่าเอิ้นเดินทางไปมาบ่อย แต่จริงๆ เดือนหนึ่งเราไปกรุงเทพฯ แค่ครั้งเดียว ใช้เวลาบินสองชั่วโมง นั่งรถในกรุงเทพฯ​ ตอนรถติดยังใช้เวลาเยอะกว่า เอิ้นก็กำหนดไว้เลยว่า เราลงตรวจที่โรงพยาบาลพระรามเก้าทุกเดือนนะ สี่วันเอิ้นอยู่ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ดังนั้นอาทิตย์ที่สองกับอาทิตย์ที่สามของเดือนเอิ้นอยู่กรุงเทพฯ เดินทางครั้งเดียว เพราะงั้นช่วงระหว่างนี้มีงานอะไรก็จะรับ สอนในองค์กร สัมภาษณ์ คุยงาน ตรวจ เจอเพื่อน จัดอยู่ในสองอาทิตย์นี้ พอตรวจเสร็จก็กลับไปอยู่เลย

อยู่ที่เลยก็ได้ใช้ชีวิต ได้ทำกับข้าวให้แม่กิน รู้ว่าแม่ต้องไปหาหมอตอนไหน พาแม่ไปได้ ได้ดูได้ทำร้านกาแฟ ชีวิตลงตัว ตรงที่เรารู้ว่าเราจะทำงานตอนไหน ใช้ชีวิตตอนไหน ตอนกลับเลยมันชิลล์มาก วิ่งทุกวันตอนเช้า เล่นเซิร์ฟบอร์ดตอนเย็น มีเวลาไปเดินตลาด เป็นความสุขอย่างหนึ่ง แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ทำงานเต็มที่ เป็นชีวิตที่ Active กับ Passive วนไป

ช่วงชีวิตที่ผ่านมา มีองค์ความรู้อะไรอีกที่คุณเรียนรู้เพิ่มขึ้น แล้วเป็นเรื่องสมัยวัยรุ่นไม่เคยสนใจมาก่อน

มีๆ อันนี้สำคัญเลย ก็คือเรื่องธุรกิจ (หัวเราะ) คือพอแต่งงานปุ๊บ สามีมีธุรกิจครอบครัว เราก็ต้องไปช่วยดูแล อย่างโรงแรม เราก็ต้องเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจ การจัดการลูกน้อง การจัดการคน เงิน ของ การมองภาพรวม การทำ Business Model สิ่งที่ทำอยู่เป็นธุรกิจที่เราเลือกไม่ได้เพราะเป็นของเก่าของแก่ที่บ้านทำมา เราจะบริหารจัดการยังไง หรือธุรกิจใหม่ที่เราจะทำ อย่างตอนนี้เอิ้นทำโรงคั่วกาแฟ ทำคาเฟ่ เป็นธุรกิจใหม่ที่เราทำเอง เราจะมี Business Model ยังไง พอเราเข้าใจเรื่องของคน เข้าใจการสื่อสารอย่างลึกซึ้ง แล้วเราเข้าใจเรื่องของธุรกิจ กลายเป็นว่า เราเองก็ได้ช่วยเหลือลูกศิษย์เราที่เป็นเจ้าของธุรกิจ เป็นซีอีโอ ว่าเราจะบริหารจิตใจตัวเอง บริหารจิตใจลูกน้องเขายังไง เขาจะสื่อสารยังไง

อันนี้เป็นมิติใหม่ที่เปลี่ยน Mindset เราหลายอย่างเหมือนกันนะ เอิ้นเติบโตในครอบครัวราชการ แล้วเป็นข้าราชการแบบคลาสสิก (หัวเราะ) เป็นข้าราชการทั้งตระกูลเลย เราถูกสอนมาว่าเราจะมีเงินด้วยการประหยัด พ่อกับแม่มีทุกวันนี้เพราะเราประหยัด ฉะนั้น ใน Mindset ของเอิ้นมีความรู้สึกลบเรื่องเงิน พอพูดเรื่องธุรกิจ เรารู้สึกไม่ค่อยดีแล้ว แต่พอเรามาทำธุรกิจเอง เราเริ่มเข้าใจ ไปไหนก็ไม่ต่อราคา กินข้าวร้านเพื่อนก็อยากจ่าย เพราะเราเข้าใจว่าทุกคนมีต้นทุน ก่อนหน้านี้เราไม่สนใจ เราเป็นผู้บริโภคเต็มขั้น ไม่เข้าใจว่าในเชิงธุรกิจเขามีต้นทุนนะ แล้วการที่เขาไม่มีกำไรเนี่ย หมายถึงว่าลูกน้องเขาก็เดือดร้อน

คนที่ให้ความสำคัญเรื่องเงิน เราอาจเคยมองติดลบนิดหน่อย เช่น เขาเป็นคนดีไหม เห็นแก่ตัวหรือเปล่า เมื่อก่อนเราคิดแบบนี้อัตโนมัติ แต่พอเรามาทำธุรกิจเองนะ เราต้องรักเงินแล้วล่ะ เพราะต้นทุนอยู่ในหัวเต็มไปหมด แล้วเงินเดือนลูกน้อง คือเราไม่มีเงินเดือนให้ตัวเองไม่เป็นไรนะ แต่เงินเดือนลูกน้องต้องมี เชื่อไหมว่าเงินเดือนประจำในช่วง Low Season นี่ไม่เหลือหรอก คือช่วง High Season ห้องอาจจะเต็ม ลูกค้าเยอะ แต่พอมาช่วง Low Season ลูกค้าน้อย ค่าซ่อมบำรุงก็เยอะ เราแทบไม่มีเงินเก็บเลย แต่สิ่งที่เรารู้สึกคือ ลูกน้องเราต้องมีเงินเดือน ทุกคนมีครอบครัวที่ต้องดูแล ลูกค้าเราก็อยากให้เขามีความสุข เราเลยเข้าใจเลยว่า เออ มันต้องรักเงิน เงินก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตนะ การที่เรามีเงินที่ได้มาอย่างถูกต้อง มันไม่ได้เสียหาย และเงินนั้นมันช่วงต่อยอดชีวิตคนได้อีกเยอะเลย อันนี้เป็น Mindset ใหม่ที่พึ่งจะเกิดขึ้นเหมือนกัน

บางคนอายุมากขึ้นจะหันมาสนใจเรื่องธรรมะ คุณมีโหมดนี้ไหม หรือว่าสนใจอยู่แล้ว

เอิ้นกลับกันกับคนอื่น ก่อนหน้านี้เอิ้นใกล้วัด ช่วงที่เรียนอยู่กรุงเทพฯ เอิ้นไปวัดบ่อยมากนะ ไปหาอาจารย์ปราโมทย์ (หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช) พระอาจารย์ตั๋น​ (พระอาจารย์อัครเดช ถิรจิตฺโต) เรารู้สึกว่าเราใกล้ครูบาอาจารย์มาก แต่พอเรากลับไปที่เลย เราเรียนรู้กับชีวิตจริงมากขึ้น ตรวจคนไข้วันละเป็นร้อยเคส มีอะไรให้เราได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของชีวิตคนเยอะมากในแต่ละวัน ในจังหวะที่เราเจอครูบาอาจารย์เยอะๆ มันเป็นช่วงที่เราสะสมความรู้ แต่ช่วงสิบปีที่กลับไปอยู่เลย มันเป็นช่วงใช้ ช่วงผจญภัย เอิ้นเติบโตที่สุดคือตอนที่รู้สึกว่าเราต้องดูแลชีวิตคนอื่น ทั้งลูกน้องและคนไข้ โมเมนต์ที่เรานับถือตัวเองที่เราอยู่ตรงนี้ ซึ่งเราคิดว่าน่าจะได้จากการที่เราเรียนรู้ จากการที่เราใกล้ครูบาอาจารย์ แล้วเราก็ได้เอามาใช้ ได้เห็นความเหนื่อย ความทุกข์ เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่เราไม่คิดว่าจะเห็น

บางทีเราถามตัวเองนะ ว่าเพราะอะไรทำไมเลือกมาอยู่ตรงนี้นะ (หัวเราะ) แล้วก็ได้คำตอบว่า เพราะสิ่งที่เราทำมันดีน่ะ แต่ตอนนี้มันเหนื่อย รับผิดชอบเยอะ ในวันนี้ก็เข้าใจแล้วว่าเราต้องผ่านจุดนั้นถึงจะเข้าใจ วันนี้เป็นวันที่เอิ้นจะกลับไปหาครูบาอาจารย์อีกรอบแล้ว ช่วงเจ็ดถึงแปดปีตอนนั้นอยู่โรงพยาบาลเจอปัญหาทุกวัน กลางวันเจอคนไข้ใช่ไหม ถ้าอยู่เวร เดี๋ยวตำรวจจับส่ง เดี๋ยวมูลนิธิจับส่ง คิดว่าหมอจิตเวชได้นอนไหม คนนอนไม่หลับ คนเมายาบ้า คนจะคุ้มคลั่ง คนมีอาการเขาก็มีตอนกลางคืน คนไม่ค่อยรู้ว่าเราเจออะไรนะ เอิ้นไม่เคยมีเคานต์ดาวน์ปีใหม่เลย เราข้ามปีกับคนไข้ตลอด เพราะเอิ้นเป็นหมอคนเดียวในโรงพยาบาลที่เป็นหมอจังหวัดเลย หมอคนอื่นเขาจะกลับบ้านต่างจังหวัดกัน หรือสงกรานต์เอิ้นก็ไม่เคยมีสงกรานต์เลย (หัวเราะ)

ดูเหมือนคุณจะเคยมีความฝันมาหลายอย่าง และทำให้เป็นความจริงมาแล้วหลายอย่างด้วย มาถึงวันนี้ความฝันที่ยังเหลืออยู่ของคุณคืออะไร

เป็นแม่คนค่ะ (หัวเราะ) จริงๆ เอิ้นมีความฝันว่าได้เป็นแม่ของใครสักคนตั้งแต่เป็นเด็กแล้วนะ คนอื่นอาจมองเข้ามาเห็นว่าเราเป็นนู่นเป็นนี่เยอะแยะไปหมดเลย แต่สิ่งที่เราอยากเป็นที่สุด คือเป็นแม่ใครสักคนที่ดี แต่ตอนนี้ยังไม่มีไง เราก็เลยทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทำสิ่งที่มีโอกาสเข้ามาแล้วเรามีศักยภาพที่จะทำ เราก็ทำไปก่อน

ในฐานะที่คุณเคยเป็นนักแต่งเพลงที่มีเพลงดังเยอะเลย พอวันนี้กลับไปมองเพลงต่างๆ ที่คุณเคยแต่งแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

รู้สึกว่า ใครแต่งวะ (หัวเราะ) ทุกวันนี้ยังแบบ…เราแต่งได้ไงนะ แต่คนที่ไม่เคยเจอเราคงคิดว่า “เหอะๆ เพ้อดีนะ” (หัวเราะ)

ถามแทนแฟนเพลงว่า คุณจะยังแต่งเพลงใหม่ๆ อีกไหม

คิดอยู่ (นิ่งคิด) มีคนถามเยอะมากเลย แต่ไม่ได้มีโมเมนต์แบบ ปิ๊ง! ว่าฉันต้องทำ ตอนนี้สิ่งที่อยากทำคือการเอาเพลงเก่าบางเพลงที่เราอยากให้คนได้ยิน แต่ไม่ค่อยได้ยินมาทำใหม่มากกว่า กับอันที่สองคืออยากสอนคนเรื่องการเขียนเพลง เอิ้นอยากเห็นคนเก็บตกความฝันในวัยเด็ก เด็กๆ รุ่นใหม่เขาก็เขียนในวิธีของเขา ซึ่งก็เขียนได้ดีแล้ว เขาก็ทำไปตามยุคสมัย หรือเด็กบางคนเขียนไม่ได้ แต่ฝันอยากจะเป็นนักแต่งเพลง แต่มันก็ไม่ใช่อาชีพที่จะเลี้ยงชีวิตเขา

สิ่งที่เอิ้นอยากทำตอนนี้คือ อยากจะสอนคนที่อายุสี่สิบถึงห้าสิบที่ตอนเด็กๆ เขาฝันอยากเป็นนักแต่งเพลง แต่ตอนเด็กเขาเชื่อว่าเขาเป็นนักแต่งเพลงไม่ได้หรอก ให้เขาได้เก็บตกความฝัน เพราะเอิ้นเชื่อว่า ถ้าเอิ้นแต่งเพลงได้ ทุกคนก็แต่งเพลงได้ แล้วจริงๆ ทำไปแล้วหนึ่งคลาสนะ นักเรียนเอิ้นเนี่ย ร้องเพลงยังเพี้ยนนะ เล่นดนตรีไม่ได้เลย แต่สองวันเขียนเพลงได้แล้ว

จิตใจในปัจจุบันของคุณหมอนักแต่งเพลงป๊อป เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ

เพลงที่คุณเคยแต่งแล้วชอบที่สุดคือเพลงอะไร

เพลงที่เอิ้นเขียนแล้วชอบที่สุดก็ยังเป็น ‘จดหมายจากความเหงา’ เพราะเป็นเพลงที่เราถ่ายทอดความรู้สึกของความเหงา เราไม่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกของผู้หญิงผู้ชายอย่างความรักอกหัก เสียใจ แต่เราเขียนเพลงแทนความรู้สึกที่มีอยู่ในทุกคน แล้วทุกคนก็ตีตราว่าความเหงาไม่ดี ฉันไม่ชอบความเหงา แต่ว่าเราไม่เคยมองความเหงาตามความเป็นจริง ว่าความเหงาก็มีความดี ก็เลยรู้สึกว่า เอ้อ ประหลาดดี (หัวเราะ)

ในฐานะจิตแพทย์คนหนึ่ง คิดว่าคนไทยวันนี้เป็นโรคอะไรที่น่าเป็นห่วงที่สุด

นอกเหนือจากโรคซึมเศร้าที่ทุกคนพูดถึงกัน เอิ้นเป็นห่วงโรคที่ชื่อว่า Imposter Syndrome คือการรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยเก่ง เก่งเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ เพราะมันทำให้เรามีชีวิตที่ไม่รู้จักพอ มีชีวิตที่เปรียบเทียบกับผู้คนโดยที่เราไม่ได้มองว่าสิ่งที่เป็นอยู่อาจจะเป็นความสุขของเรา หรือมันอาจจะดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ในวันนี้แล้วนะ ไอ้ความรู้สึกที่เราไม่พอกับมันสักที มันทำให้เราไม่เคยภูมิใจในตัวเอง ไม่เคยรู้สึกดีกับตัวเอง ซึ่งคนที่ไม่เคยรู้สึกดีกับตัวเอง เวลาทำอะไรมักจะมีปัญหาเสมอ ปลายทาง Burn Out ก็ตามมา ซึมเศร้าก็ตามมา

คนกำลังเป็นแบบนี้เยอะนะ ล่าสุดเอิ้นเคยจัด Clubhouse ครั้งหนึ่ง ตั้งหัวข้อว่า เก่งเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ คนเข้ามาฟังสองพันกว่าคน แล้วคนยกมืออยากระบายเป็นร้อยเลย

ถ้าประเมินชีวิตตัวเองตอนนี้ ถ้าคะแนนเต็ม 10 คุณให้ความพอใจชีวิตกี่คะแนน

ให้แปด

อีก 2 คะแนนที่หายไปคืออะไร?

อีกสองคะแนนคือสิ่งที่ไม่รู้

คิดว่าจะมีวันเต็ม 10 ไหม

ไม่มี

หรือว่า 8 ก็โอเคแล้ว?

เอิ้นคิดว่าแปดก็โอเคแล้ว คือคิดว่าไม่มีทางเต็มสิบ เพราะเชื่อว่าจริงๆ ชีวิตมันไม่มีอะไรที่เพอร์เฟกต์ แล้วเอิ้นก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกดีกับความไม่สมบูรณ์แบบ

จิตใจในปัจจุบันของคุณหมอนักแต่งเพลงป๊อป เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ

Writer

วิภว์ บูรพาเดชะ

บรรณาธิการ happening ที่เป็นสื่อด้านศิลปะ ซึ่งกำลังพยายามสื่อสารให้ผู้คนเห็นความสำคัญของศิลปะในหลายๆ มิติ FB: facebook.com/khunvip TWIT: @viphappening IG: @viphappening

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ศัลยแพทย์วัย 60 ควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เมื่อพ.ศ. 2537 เขาเป็นผู้บุกเบิกวิธีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยกล้องวีดิทัศน์สำหรับโรงพยาบาลชุมชน จนทำให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ขึ้นชื่อลือชาด้านการผ่าตัดนิ่ว ผู้ป่วยจากทั่วแดนไทยและต่างประเทศ ล้วนมารับบริการไม่ขาดสาย ส่งผลให้โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเมืองหนองคาย

ชายผู้มีภูมิลำเนาจากชนบทคนนี้ เห็นความยากลำบากในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนรากหญ้า เขามุ่งมั่นเรียนวิชา ‘หมอ’ หลังจบหลักสูตรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบึงกาฬ หลังปฏิบัติงานเพียง 2 ปี เขาขอย้ายไปเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลปากคาด ก่อนจะเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และกลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ในตำแหน่ง ‘ศัลยแพทย์’

ระยะเวลากว่า 2 ทษวรรษในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ เขาเทหมดหน้าตักเพื่อเปลี่ยนภาพจำของโรงพยาบาลรัฐให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน ถ้าถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ เสียงยืนยันจากชาวบ้านย่านท่าบ่อและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ฉบับปัจจุบัน คือคำตอบของคำถามที่คุณสงสัย

นายแพทย์วัฒนาใช้วิธีการสร้างแบรนดิ้งให้โรงพยาบาลรัฐ ปรับความคิดของเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันผู้บริหาร เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์การแพทย์ และรองรับทุกโรคภัยด้วยแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญในอาชีพบริการ และชายคนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรากหญ้าก็เข้าถึงระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลชุมชนที่ดีได้ ใกล้ๆ บ้านพวกเขา แถมพัฒนาเศรษฐกิจให้จังหวัดด้วย

หลังจากนี้คือบทสนทนาของนายแพทย์วัฒนา ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นหมอ เป็นผู้บริหาร และเป็นคนเกษียณ

เป็นเด็ก

เด็กชนบทจากอำเภอเซกา เติบโตมาแบบไหน

ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป เสาร์อาทิตย์ตกปลา เย็นมาก็เตะบอล พอหน้าฝนก็ออกไปวางเบ็ด พ่อผมเป็นชาวนา แม่ผมเป็นครูประชาบาล ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปช่วยพ่อแม่ทำนา สายหน่อยก็กลับบ้าน เปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ชีวิตผมอยู่บ้านนอกมาตลอด เลยเห็นว่าชีวิตของคนบ้านนอกเขาเป็นยังไง อย่างแถวบ้านผมแม้แต่รถประจำทางยังไม่มีเลย เวลาเกิดปัญหาสุขภาพ ชาวบ้านเขาจะพึ่งใคร หมอก็ไม่มี เขาก็ต้องพึ่งหมอเถื่อน ยุคนั้นฉีดยาเป็นก็เป็นหมอได้แล้ว 

พ่อผมก็เป็นหมอนะ ว่ากันตามตรงคือเป็นหมอเถื่อน ฉีดยาได้ ซึ่งเข็มฉีดยาก็เป็นเข็มเหล็กใช้แล้วใช้อีก ไซริงค์ก็ต้มเอา ไม่มีเครื่องสเตอริไลซ์หรือน้ำยาเคมีสำหรับฆ่าเชื้อเหมือนปัจจุบัน พอฉีดเสร็จบางคนเป็นฝีหัวเข็ม แต่ชาวบ้านเขาก็พึ่งพากันแบบนี้ ผมรู้ว่านี่คือความลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของคนในพื้นที่ชนบท 

นั่นเป็นเหตุผลให้คุณเรียนหมอหรือเปล่า

เด็กบ้านนอกรู้จักอยู่แค่สามอาชีพ ครู ตำรวจ ทหาร 

ผมเป็นเด็กยากจน รู้แค่ว่าหมอเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง แต่พื้นฐานผมชอบอาชีพทหาร สรีระไม่ให้ สายตาเริ่มสั้น ก็เลยมุ่งมาทางหมอดีกว่า แต่ถ้าเป็นทหารก็ไม่อยากเป็นทหารแบบปัจจุบันนี้นะ ต้องเป็นทหารมืออาชีพ

พอโตขึ้นผมมีโอกาสมารับทุนแพทย์ชนบทของมหาวิทยาลัยมหิดล หนองคายเขาก็รับหนึ่งคน ซึ่งโรงเรียนเล็กๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าไปเรียนแพทย์ แทบจะเป็นศูนย์ ต้องเป็นคนที่เจ๋งจริงถึงจะสอบเข้าได้ ซึ่งทุนแพทย์ชนบทเขาไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจะต้องกลับไปใช้ทุนที่บ้านเกิด แต่เป็นสัญญาสุภาพบุรุษ มาเรียนแล้วก็ต้องกลับไปทำงานที่จังหวัดตัวเอง เขามีแนวคิดว่า ถ้าเอาคนที่ชนบทมาเรียน เวลากลับไปทำงานที่บ้านเกิดจะอยู่ได้นานกว่า

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นหมอ

ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนศัลยแพทย์

นิสัยผมชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา ตัดสินใจรวดเร็ว ผมไม่ชอบงานละเอียดประดิดประดอย ผมชอบลุยงานหนัก หลังจากเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยแพทย์ (เน้นการผ่าตัดช่องท้อง) จบ ผมก็กลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ตั้งใจว่าจะอยู่ท่าบ่อตลอด แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้อำนวยการหรอก บังเอิญว่ารุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าเราเข้าก็ไปตาม Career Path ของเขา สุดท้ายเราก็หัวโด่ อาวุโสสุดก็เลยจำเป็นต้องขึ้น

ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อครั้งแรก คุณหมอได้เป็น ผอ. เลย

ผมทำงานศัลยแพทย์ก่อน ผมสารพัดผ่าตัดเลย ผ่าตัดนิ่วไต ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ผ่าตัดลำไส้ กระเพาะ มดลูก ผ่าคลอดก็ต้องทำ เพราะมีหมอผ่าตัดอยู่คนเดียว ผมผ่าตัดจน ผอ. ต้องเรียกไปพบ บอกว่าให้เพลาลงหน่อย ผมสตั๊นเลย หยุดผ่าตัดไปสองอาทิตย์เพื่อทำใจ ตอนหลังมาได้สติ ตายเป็นตาย ลุยผ่าตัดต่อ สุดท้ายพยาบาลก็เหนื่อยหน่อย เพราะเคสผ่าตัดทุกนาทีมีความหมาย พยาบาลต้องเฝ้าตลอด แต่มันก็ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้นนะ 

พอเราดูแลเขาดี เขาก็บอกกันปากต่อปาก เพราะคนป่วยมันมีอยู่แล้ว ยิ่งคนอีสานเป็นนิ่วกันเยอะ แล้วสมัยก่อน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขยากและลำบาก อย่างจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจังหวัด ต้องรอคิวอย่างน้อยปีครึ่ง ซึ่งโทษกันไม่ได้ เพราะสถานที่ผ่าตัดน้อย แต่เคสเยอะมาก 

ทำไมคนอีสานถึงเป็นนิ่วเยอะ

ยังไม่มีใครรู้สาเหตุนะ ยังไม่มีการศึกษาเชิงไมโครเกี่ยวกับยีน มีแต่โทษเรื่องน้ำ แล้วก็อาศัยทฤษฎีเกิดนิ่วของฝรั่ง ว่าเกิดจากการตกตะกอนของสารละลายเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งไม่จริง อันนั้นเป็นนิ่วถุงน้ำดีคอเลสเตอรอลของฝรั่ง ของไทยเป็นเรื่องนิ่วสี เป็นพิกเมนต์จากน้ำดีที่มีสีดำ 

ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเผ่าพันธุ์ของคนอีสานบวกกับน้ำ เพราะสิ่งที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นคือน้ำ แล้วคนอีสานไปอยู่ที่อื่นก็เป็นนิ่วเหมือนกัน ยุคนี้เป็นยุคของการศึกษายีน เราต้องศึกษายีนที่พร้อมจะเป็นนิ่ว ถึงจะตรวจหาสาเหตุของโรคได้

แล้วตอนเป็นหมอศัลย์ คุณหมอมีบุคลิกแบบไหน

โอ้ ขรึมอยู่ เวลาอยู่ในโรงพยาบาลลูกน้องโคตรกลัวผมเลย (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะบุคลิกเป็นแบบนี้ เนื่องจากเป็นบุคลิกของศัลยแพทย์ ผมพูดตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่เยิ่นเย้อ จะด่าก็ด่า ด่าแล้วก็แล้ว ไม่มีการพยาบาท

พอเป็นผู้บริหาร บุคลิกต่างกันหรือเปล่า

ต้องบุคลิกเหมือนกัน ลูกน้องจะได้เชื่อฟังเรา กลัวเราบ้าง แต่ไม่ใช่กลัวจนขี้หดตดหาย ผอ. เดินไปไหนลูกน้องหนีหมด คงไม่ใช่แบบนั้น เขาต้องเกรงใจเรา เพราะเราเป็นลีดเดอร์ เป็นผู้นำทางด้านความคิดและวิสัยทัศน์ แต่ไม่ใช่ว่าผมเป็นเผด็จการนะ เวลาตัดสินใจทำอะไรก็ต้องมีการประชุม ระดมสมอง ผู้บริหารมีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลแล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าคิดของเราคนเดียวแล้วไปสั่งการให้ทำเลย มันดีตรงที่มันเร็ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

ถ้าผมจะทำโปรเจกต์อะไรสักอย่าง แล้วมันไม่ได้ตกผลึกจากความคิดขององค์กร มันอาจจะหลุดบางประเด็นแล้วเกิดผลกระทบกับคนบางกลุ่ม ถ้าหลายฝ่ายมานั่งคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นผู้บริหาร

คุณหมอว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ปัญหาของโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ คืออะไร

สมัยก่อนยังเป็นแบบข้าราชการ เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมี Service Mind เวลาเจ้าหน้าที่ไปเดินตลาดก็พยายามหลบ กลัวชาวบ้านนินทา แล้วชุมชนที่อยู่รอบข้างโรงพยาบาล ตอนเขาเจ็บป่วยก็ไม่มีใครเข้าโรงพยาบาลท่าบ่อนะ แต่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลหนองคายแทน ซึ่งต้องขับรถไปอีกสี่สิบกิโล ภาพลักษณ์สมัยเก่าของเราเป็นแบบนั้น

แล้วเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เป็นโรงพยาบาลอำเภอที่ต้องแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด เรารู้แล้วว่าความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง การบริการเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง แต่ภาครัฐไม่ค่อยสนใจ มันไม่ใช่ โรงพยาบาลรัฐมีอาชีพบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน เราต้องบริการให้ลูกค้า (คนไข้) พึงพอใจ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ

มีเรื่องไหนอีกบ้างที่ภาครัฐไม่ให้ความสนใจ

ต้องใช้คำว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลเลย ปล่อยให้เราหากินด้วยลำแข้ง ทั้งทำผ้าป่า ทำหนังสือบริจาคถึงหน่วยงานเอกชน จริงๆ มันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องจัดสรรให้เพียงพอ ไม่ใช่กระมิดกระเมี้ยนในการทำงาน 

อุปกรณ์การรักษาที่ควรมีก็ไม่มี หยูกยาก็ไม่เพียงพอ ทั้งที่ควรจะมีทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานในสากลโลก ภาครัฐต้องซัพพอร์ต ไม่ใช่ให้เราขวนขวายหาเอง ฉะนั้น งบประมาณต้องเพียงพอในการพัฒนา ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลมีสีกระดำกระด่างก็ต้องปล่อย เพราะเขาไม่มีตังค์ทาสี ภาครัฐไม่ได้ดูแลตรงนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์นะ ต้องทำให้สะอาดสะอ้าน สง่างาม ถ้าปล่อยซอมซ่อแล้วชาวบ้านเขาจะเชื่อมั่นได้ยังไง 

ผมเลยต้องทำโรงพยาบาลให้เหมือนเอกชน มันผิดตรงไหนล่ะ 

แล้ว 20 ปีให้หลัง โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

คนในเขตอำเภอเมืองย้อนกลับมารักษาที่โรงพยาบาลท่าบ่อ คนจากเวียงจันทน์ก็มานะ ถ้าเขาข้ามสะพานมา เลี้ยวซ้ายไปหนองคาย แค่สองกิโลก็ถึงโรงพยาบาลหนองคาย แต่เลี้ยวขวามาท่าบ่อประมาณยี่สิบหกกิโล คนเวียงจันทน์ยังยินดีเลี้ยวขวามาโรงพยาบาลท่าบ่อ แบบนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มันก็ภาคภูมิใจนะ แต่ไม่รู้จะนับยังไง ความภาคภูมิใจวัดเป็นสเกลตัวเลขไม่ได้ แต่มันค่อยๆ สะสม จนทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงในการทำงาน

ส่วนชาวบ้านในตลาด ถ้ามีคนด่าเราหนึ่งคน จะมีอีกสามสี่คนคอยช่วยแก้ข่าวให้ เจ้าหน้าที่เดินตลาดอย่างเชิดหน้าชูตา ไปไหนก็อยากให้คนรู้ว่าทำงานที่โรงพยาบาลนี้ เวลาผมไปประชุม พรรคพวกเพื่อนฝูงก็กล่าวถึง ชื่นชมเรา หน้ามันบานอะ เจ้าหน้าที่มีความสุขและภูมิใจในองค์กร ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น 

และอีกประเด็นหนึ่ง จากการพัฒนาของโรงพยาบาลท่าบ่อทำให้ GDP (Gross Domestic Product) ของเมืองท่าบ่อเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มาใช้บริการจากนอกพื้นที่มีมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณคิดดูว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เขาต้องเอาเงินมาใช้จ่ายที่ท่าบ่ออีกเท่าไหร่ คนไข้หนึ่งคน ญาติอีกสองสามคน เขาต้องกิน ต้องอยู่ ชาวบ้าน ร้านค้าก็ทำมาหากินได้ มีรายได้ กระแสเงินก็หมุน 

คุณหมอทำสำเร็จได้ยังไง

ผมเริ่มเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) เจ้าหน้าที่ก่อน เราถือว่าทุกคนเป็นนักบริหาร ต้องมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารเท่าๆ กัน เพื่อที่เวลาผมพูดหรือสื่อสาร ผู้ปฏิบัติจะได้เข้าใจว่าผู้บริหารคิดยังไง แต่ถ้าเขามีความรู้ไม่เหมือนเรา เราคิดดีทำดี แต่ผู้ปฏิบัติตามไม่ทันก็เกิดการต่อต้าน ผมจ้างอาจารย์จาก NIDA มาเลย เพราะผมรู้ว่าอาจารย์คนนี้ความสามารถมาก ชั่วโมงละเจ็ดพัน ทุกคนร้องโอ้โห ทำไมแพงขนาดนั้น แต่สุดท้ายมันคุ้มค่า 

จากตอนแรกเขาจะทำงานไปเรื่อยๆ แบบข้าราชการ มันไม่ใช่แล้วนะ ต้องยึดลูกค้าเป็นหลัก เป้าหมายคือลูกค้าพึงพอใจ ทำยังไงถึงจะมีรายได้ ทำยังไงถึงจะบริหารจัดการเรื่องการเงินและการบัญชีให้คุ้มค่า ทำยังไงให้องค์กรอยู่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขในการทำงาน

ผมว่ามันคือการพัฒนาบนความยั่งยืน สมัยก่อนเคยคิดที่ไหนล่ะ เป็นข้าราชการก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ไม่ต้องมาพูดเรื่องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจเลย เพราะเราไม่ใช่เอกชน แล้วยุคนั้นห้องพิเศษไม่มีแอร์นะ ติดพัดลม ผมก็เสนอให้ติดแอร์ มีกรรมการคนหนึ่งคัดค้าน จะทำทำไมอีก เปลืองเงิน แสดงว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการ และความสุขในการเข้ามาใช้บริการ ซึ่งชาวบ้านคือลูกค้า เราต้องทำให้เขาพึงพอใจและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ 

ชอบที่คุณหมอเริ่มให้ความสำคัญจาก ‘คน’ ก่อน

คนต้องมาก่อน คนต้องมีความสุข คนต้องมีคุณภาพ ถ้าเขาทำงานแล้วมีแต่ความทุกข์ เขาก็ทำงานไม่ได้ ทีนี้จะไปบริการลูกค้าต่อได้ยังไง ให้เขาจ๋าจ๊ะ จ๊ะจ๋ากับชาวบ้านคงเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องดูแลสวัสดิการและที่ทำงานเขาด้วย 

สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ต้องให้มันสะดวกสบาย เราตกแต่งให้ห้องทำงานเขาสวยงาม เฮลท์ตี้ เวิร์กเพลส น่าอยู่ น่าทำงาน อย่างสมัยก่อนจะติดแอร์ก็ต้องมีระเบียบราชการนะ ถ้าสำนักงานไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ห้ามติดแอร์ คนมีค่าน้อยกว่าคอมพิวเตอร์อีก บ้าแล้วราชการไทย ผมบอกว่าผมไม่สนหรอก ตรงไหนมีคนติดให้หมด ประเทศเราเป็นประเทศร้อน เขาต้องทำงานอย่างสะดวกสบาย ที่ติดไม่ได้คือคนสวนเท่านั้นแหละ ต้องให้เขาอยู่สบายก่อน ถึงจะมีใจเอื้อเฟื้อไปเผื่อคนอื่น ผมว่าเจ้าหน้าที่สัมผัสได้ว่าเราดูแลเขา 

พอเปลี่ยนความคิดคนแล้ว คุณหมอเดินหน้าพัฒนาด้านไหนต่อ

ขั้นต้นเราทำให้คนมาใช้บริการมีความสุขในการรับบริการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องพัฒนาบริการของโรงพยาบาล หมายถึง การบริการด้านการรักษาหรือการบริการอื่นๆ เช่น การผ่าตัด หาหมอเฉพาะทางให้ครบทุกแผนกที่ลูกค้าต้องการ 

เป้าหมายของผมคือ ผมไม่อยากให้คนชนบทต้องถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ให้เขารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านดีกว่า โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เข้าถึงการบริการง่าย ไม่ซับซ้อน มาถึงก็เจอหมอเลย พอมีแพทย์เฉพาะทางแล้ว ก็ต้องมีเครื่องมือแพทย์ให้เขาใช้ ต้องครบและทันสมัยด้วยนะ เราก็พยายามเสาะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ได้ เพราะพวกนี้คืออาวุธของเขา นักรบถ้าไม่มีอาวุธ เขาก็รบไม่ได้ ผู้บริหารมีหน้าที่จัดสรรและหาอุปกรณ์พวกนี้มา จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ 

บางทีผมต้องกู้ สมัยก่อนมีที่ไหนไปกู้มาลงทุน ต้องหากู้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ล้านสองล้านเพื่อมาลงทุนขยายห้องผ่าตัด เพราะเคสมันเยอะ แล้วก็ผ่อนโรงพยาบาลด้วยกัน ซึ่งการพัฒนามันต้องลงทุน อยู่ดีๆ จะทำอะไรแล้วไม่ลงทุนก็ไม่ได้ 

สุดท้ายเป็นเรื่องการบริการ อย่างความสะดวกสบายในห้องพิเศษ ต้องดูดีเหมือนโรงแรม บุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่ ผมไม่ให้ใส่ชุดสีกากีเลย เรามีหน้าที่และอาชีพบริการ ต้องสวยงาม ทันสมัย ถ้าเป็นชุดสีกากี มีบั้ง มียศ มันเป็นภาพของเจ้าคนนายคน บริการชาวบ้านไม่ค่อยดี ชาวบ้านเกรงใจ 

ส่วนอาคารสถานที่ก็พัฒนาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ให้โทรม ตอนนี้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลายเป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเขตนั้นเลย รับคนไข้จากโรงพยาบาลจังหวัดด้วย ตอนนี้ผมมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเรามาถูกทาง เรตติ้งดีขึ้น 

ทำไมอาคาร 10 ชั้น งบประมาณ 800 ล้านบาท ถึงเกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ 

ปกติโรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ แบบนี้ไม่มีทางได้ ในประวัติศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขไม่มีทางเลย ตอนนั้นผมก็ลองดูสักตั้ง ปรึกษาใครเขาก็บอกเป็นไปไม่ได้ อะไรที่คนบอกว่าไม่ได้ จะเกิดความท้าทายขึ้นในใจผมเสมอ ผมจะฮึดสู้ ทำไมมันจะไม่ได้ ถ้าผมมีเหตุมีผลที่ผมคิดว่าถูกต้อง ผมเสนอขึ้นไปปีแรกก็ไม่ได้ จริงตามเขาว่า โดนตีตกเลย หน้าตาทำไมเหมือนเอกชนจัง ผู้หลักผู้ใหญ่ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ 

ปีที่สองผมก็เสนออีก กะว่าจะเสนอจนกว่าผมจะเกษียณ ไม่ยอมเลิก สู้ตาย พอปีที่สอง ผมเรียนรู้ว่าต้องเข้าถึงศูนย์อำนาจ ผมก็เชิญผู้ใหญ่ระดับรองปลัดกระทรวงมาดู ภาพจำโรงพยาบาลอำเภอในสมองเขา คือโรงพยาบาลเล็กๆ หลังเขา ทำอะไรก็ไม่ได้ ผ่าตัดไม่ได้ รักษาโรคยากๆ ก็ไม่ได้ 

แต่กรณีของท่าบ่อไม่ใช่อย่างนั้น ผมพาเขามาดูว่าทำไมถึงกล้าขอตึกสิบชั้น ให้เขามาเห็นศักยภาพของโรงพยาบาล ว่าพวกผมกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าขอ สุดท้ายผมไม่โดนตัดงบสักบาท แปดร้อยแปดสิบเก้าล้าน ทุกคนงงเลยว่ามาได้ยังไง ผมก็งงเลย กูทำได้ได้ยังไง มันเป็นเหตุผลว่า ถ้าเราสู้ เราจะมองหาลู่ทาง มองหาสรรพกำลัง มองหาพรรคพวก อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเราได้ เราต้องทำ

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

แล้วทำไมโรงพยาบาลรัฐ ต้องลุกขึ้นมาทำแบรนดิ้ง

ผมอยากให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ กล่าวขวัญถึงเราในทางที่ดี มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเรานะ เมื่อมีคนชมเรา ชื่นชอบการบริการเรา ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น และเนื่องจากเราเป็นแบรนด์ไซส์เล็ก คุณตัน โออิชิ เคยพูดไว้ว่า คนรวยทำหนึ่งได้สี่ คนจนทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบ เราคือคนจน ถ้าอยากจะมีผลงานหรือความนิยมเทียบเท่ากับโรงพยาบาลจังหวัด เราก็ต้องทำสี่เท่าของโรงพยาบาลจังหวัด 

ไม่ต้องทำสี่หรอก ทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าจะเท่ากับเขาเราต้องทำสิบหกเท่า เรื่องแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ Servisce Mind ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพัฒนา ผมบอกเลยว่าผมทำแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด แข่งกันทำความดีไม่น่าเสียหายอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรที่สกัดแข้งสกัดขาเขา เอาชนะกันด้วยความดี 

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว คนละกลุ่มลูกค้าก็ว่าได้ ผมเพียงแต่เอาโมเดลเขามาใช้ ผมเชื่อว่าเอกชนทำการบริการดีมาก คนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ฉะนั้น เรื่องการบริการต้องเอาเขาเป็น Role Model ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในแถบนี้ถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์กัน

สิ่งที่คุณหมอเล่ามาทั้งหมด เป็นความท้าทายในชีวิตของศัลยแพทย์คนหนึ่งหรือเปล่า

มันก็มีอุปสรรคนะ เช่น การพัฒนาต้องใช้ทุน เราก็มีภาระหนี้สินพอควร อย่างเครื่องไม้เครื่องมือก็ขอสนับสนุน ซึ่งปีแรกเป็นปีที่มีปัญหามาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลงคน ยากมาก การต่อต้านก็มีอยู่ ผมยอมรับว่าตอนนั้นก็ถอดใจ กำลังจะเลิกแล้ว ต้องไปนั่งคุยกับที่ปรึกษาด้านบริหาร เขาบอกว่า ‘คุณหมอครับ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ได้เห็นผลลัพธ์วันนี้หรือพรุ่งนี้ มันเป็นปี สองปี สามปี’ เราก็ได้สติขึ้นมา เดินหน้าต่อ ทำต่อ

ถ้าถามว่าผมแก้ปัญหาความท้อพวกนั้นอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ ถ้าผมทำเต็มที่แล้ว สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ผมจะทำที่นั่นให้ดีที่สุด คติของผมคือต้องทำในสิ่งที่เรารักหรือปรารถนาจะทำ ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วสิ่งที่เราทำมันควรจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

ในความเห็นของคนเป็นหมอ ทำไมโรงพยาบาลรัฐถึงไม่ค่อยพัฒนา ยังมีภาพจำแบบเดิม

มันคงฝังรากลึกจากกรอบวิธีคิด หนึ่ง กรอบผู้บริหารกระทรวงและผู้บริหารสถานบริการ โรงพยาบาลรัฐเปิดตัวแบบภาคราชการแบบนี้มาเป็นร้อยปี โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมันยาก สอง ระเบียบกฎหมายเยอะเกินไป เยอะจนกระดุกกระดิกไม่ได้ ผู้บริหารหลายคนก็ไม่อยากเสี่ยง แต่ผมมีคอนเซปต์ในใจว่า ผมยอมเสี่ยง ถ้าผมไม่ได้ทำชั่วและไม่ได้โกงใคร

ถ้ามันผิดระเบียบ ผมยอมรับโทษ แต่สิ่งที่ผมทำไม่ได้ผิดระเบียบ เพราะระเบียบไม่ได้เอื้อเรา มันเป็นระเบียบสี่สิบ ห้าสิบปีที่แล้ว ประเทศนี้มันบ้ามากเลย กฎหมายไม่เคยอัปเดต เชื่อมั้ยว่าปัจจุบันนี้กฎหมายเวลาประกาศเสียงตามสาย ยังห้ามพูดภาษาอังกฤษกันอยู่นะ ไม่เคยสังคายนากฎหมาย กฎหมายสามหมื่นกว่าฉบับ ใครจะไปรู้ ผมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่สนใจกฎหมาย ถ้าจะทำอะไรทำเลย ผิดก็ผิด ช่างมัน ถ้าจะเอาติดคุก กูก็จะหนีข้ามประเทศ หนีไปเวียงจันทน์ เตรียมแพ็กกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) 

ฉะนั้น เราต้องดูที่เป้าหมายเป็นหลัก มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องหาทางไปให้ได้ ถ้าทางหนึ่งไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สอง ถ้าทางที่สองไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สาม หาทางที่สี่ คือทุกปัญหาต้องมีทางออก เวลามุ่งสู่เป้าหมายผมจะทำแบบนี้ 

หลายที่ไม่รู้จะเสี่ยงทำไม เดี๋ยวถูกสอบ ถูกทำโทษ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ขั้นก็ขึ้นทุกปี เงินเดือนก็ขึ้นทุกปี ทำงานไม่ทำงานก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ถ้าทำมากก็ปัญหามาก ปัญหามากก็เสี่ยงมาก หลายคนยังมีวิธีคิดแบบนั้น และหลายคนยังเข้าใจว่า ข้าราชการที่ดีคือข้าราชการที่ไม่ทำผิดระเบียบ บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ประชาชนพึงพอใจ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

แต่คุณหมอกล้าเผชิญความเสี่ยง

ใช่ (ตอบทันที) พอมีผลลัพธ์ในทางที่ดี ผู้ใหญ่เขาก็รู้สึกว่า อย่าไปยุ่งกับมันเลย เขาจะไม่เอาช่องว่างของระเบียบมาเล่นงาน ผมพยายามไม่มีศัตรู ไม่อย่างนั้นเขาจะหาช่องว่างบอกว่าเราผิดระเบียบนั้น ผิดระเบียบนี้ ซึ่งมันเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจทำให้เราสะดุด แทนที่เราจะเดินหน้าอย่างสะดวก แต่กลับเจอก้อนหินที่ทำให้เราถึงเป้าหมายช้า

แล้วเพื่อนวงการหมอ มีคนที่คิดอยากเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะดุดก้อนหินอยู่บ้างหรือเปล่า

มี ส่วนคนที่มาขอดูงานก็เยอะ เพราะเขาอยากกลับไปพัฒนาโรงพยาบาลเขา โรงพยาบาลใหญ่ๆ ระดับจังหวัดก็มี ผมดีใจมากทุกครั้งที่มีคนมาขอดูงาน ผมไม่มีแทงกั๊กอะไรสักอย่าง ผมบอกหมด ถ้าเขากลับไปทำได้นะ สุดยอด 

เคยมีโรงพยาบาลหนึ่งมา ผอ. สั่งลูกน้องเลยว่า ต้องทำให้ดีกว่าที่นี่ให้ได้ ผมดีใจเลยนะ ด้วยเขาเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ถ้าขยับจะขยับได้เร็วมาก แต่ถ้าไม่ขยับก็จะอุ้ยอ้ายมาก กับอีกประเภทหนึ่ง ผอ. ไม่ยอมมา ส่งทีมงานมาดูงานแทน พอผมบรรยายให้ฟัง เขาก็กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพัฒนาให้ได้แบบนี้ พอกลับไปเสนอผู้บริหาร ผู้บริหารไม่อิน ไปไม่เป็น มันน่าเสียดาย ถ้ามาดูงานแล้วเบอร์หนึ่งไม่มา ไม่มีประโยชน์ ผมเห็นหลายรายแล้ว 

ผมยกตัวอย่างโรงพยาบาลปากช่องนานา ถ้าคุณดูเว็บไซต์ ดูเฟซบุ๊ก ผอ. นะ เขาพัฒนาไม่หยุดหย่อนเลย เขาเคยเชิญผมไปบรรยายแล้วประทับใจมาก พอเป็น ผอ. โรงพยาบาลปากช่องนานา เขาพัฒนาเลย ตอนนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งหลายโรงพยาบาลก็เริ่มเอากรอบวิธีคิดของผมไปทำแล้ว โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ 

ในอนาคต คุณหมออยากเห็นภาพโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบไหน

ผมอยากให้เป็นองค์การมหาชนทุกโรงพยาบาลเลย ซึ่งองค์การมหาชนก็ยังเป็นราชการอยู่นะ เป็น Autonomous Hospital การบริหารงานมีความคล่องตัวกว่า ออกระเบียบได้เอง เป็นราชการรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ Authorization ทุกอย่างมุ่งมาจากกระทรวง แบบนั้นไม่ได้ มันต้องมีบอร์ดบริหารมาจากท้องถิ่น มาจากชุมชนที่เราอยู่ นั่นถึงจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่มาใช้บริการจะมีความพึงพอใจมากขึ้น 

คุณหมอว่าเราจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในอีกกี่ปีข้างหน้า

โฮ้ย (ไม่เชิงถอนหายใจ แต่ฟังดูหมดหวัง) รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่มีทางเห็นหรอก เขาคิดไม่เป็น เอาใจแต่อำมาตย์ เขายังจะย้อนกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นหัวเลย เป็นไปไม่ได้ ถ้าในยุคของรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบมีสิทธิ์เป็นไปได้ สมัยหนึ่งรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร, หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เขาเคยคิดจะปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐอย่างที่ผมว่าให้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเขาทำแล้วที่บ้านแพ้ว ทำได้ทีเดียว แล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จบเลย

แสดงว่าเราจะได้เห็นโรงพยาบาลรัฐรูปแบบองค์การมหาชนในวันที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ต้องประชาธิปไตยเต็มใบ 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นคนเกษียณ

คุณหมอตั้งเป้าว่าจะทำสิ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน 

ผมเหลืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็เกษียณแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อก็มี ผอ. คนใหม่แล้ว ผมพยายามใส่ไอเดียแบบนี้เข้าไป ตอนนี้องค์กรใหญ่ขึ้น แปดร้อยคน ระบบก็รันได้แล้ว ทีนี้บังเอิญว่ามีโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ ที่เวียงจันทน์เขาจีบผมไปเป็นหมอศัลย์ที่นั่น ผมก็รับเลย ผมคงเป็นหมอศัลย์จนกว่าจะไม่มีแรง ตอนนี้หกสิบยังมีแรงอยู่ และคิดว่ายังทำได้ อยู่เวรได้ เพราะผมจบศิริราชมา ก็ควายดีๆ นี่แหละ ถ้าผ่านศิริราชมาได้ ก็อยู่โรงพยาบาลไหนในสากลโลกก็ได้

อีกไม่กี่เดือนเอง ใจหายมั้ย

ผมเป็นประเภทไม่ค่อยยึดติด ไม่ได้คิดว่านี่เป็นมรดกเรา เป็นทรัพย์สินเรา เราจะจากไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไปก็คือไป อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเรายึดตัวบุคคลนะ ประเทศไทยจะพัฒนาแบบนี้หรอ ต้องเปลี่ยนนายกทุกสี่ปี อเมริกาก็เปลี่ยนทุกสี่ปี แปดปี ใช่มั้ย มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ สไตล์การบริหารอาจจะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ยอมรับว่าผมเริ่มหมดมุกแล้ว ถ้าให้อยู่ต่อก็ไม่รู้จะคิดมุกไหนแล้ว การเปลี่ยนเนี่ยถูกต้องแล้ว

พอเข้าสู่วัยเกษียณ มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

อย่ายึดติดกับชีวิต คุณต้องแก่ เจ็บ ตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่คุณรักแน่ๆ ทุกช่วงเวลาจะต้องมีการเสียดาย เสียใจ เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิต ถ้าเราใช้หลักพวกนี้ในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจชีวิต

แล้วก็สามหลักที่ผมเคยพูด คุณจะมีความสุขถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบ ไม่เดือดร้อนใคร และมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมว่าคุณค่าของคนต้องเป็นคนดี คนดีต้องไม่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่โกง ไม่ทำชั่ว ศีลต้องมี ยกเว้นข้อ 5 สุราดื่มบ้างไม่เป็นอะไร (หัวเราะ) และคนเราต้องรู้จักกลัวกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันมีจริง

ในชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่คุณหมอกลัวบ้างมั้ย

กลัวหรอ นึกไม่ออกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผมมีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมเกิดมาจากรากหญ้า ไม่ได้เป็นครอบครัวคนรวย พ่อเป็นชาวนา แม่เป็นครู ต้องปากกัดตีนถีบ ผมก็ต้องทำมาหากิน เปิดคลินิกหารายได้พิเศษ แล้วผมเป็นพวกเก็บเงินไม่เป็น ไม่อยากเก็บเงินไว้แล้วตอนแก่ไม่มีแรงใช้ พอมีเงินก็ใช้เกินตัวบ้าง มีหนี้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตในชีวิต ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า ถ้าเกิดเป็นลูกคนรวย ผมจะทำงานเสียสละให้สังคมได้มากกว่านี้ 

ถ้าผมมีตังค์ ผมจะทำงานแม่งทุ่ม สองทุ่มไปเลย ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องเปิดคลินิก แต่ผมจะไปทำงานเพื่อสังคมแทน ผมคิดอีกนะ ถ้าผมเกิดเป็นลูกคนรวย จะยังนิสัยดีขนาดนี้อยู่มั้ย เพราะตอนนี้ผมเป็นลูกคนจน ก็เลยเข้าใจชีวิต

คนวัยนี้จะรู้สึกหมดคุณค่า คุณหมอมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ วัยเดียวกันมั้ย

เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เรายังมีคุณค่าในสังคม อย่างการทำงานของผมที่จะต้องไปโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ เวียงจันทน์ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่านะ คุณจะหางานทำ จิตอาสา อาสาสมัคร หรืออะไรก็ได้ที่คุณชอบ และอย่ายึดติดกับชีวิต วัยหกสิบมันคือวัยใกล้ตาย ยังมีชีวิตก็ใช้สิ อยากกิน อยากเที่ยว อยากทำ ทำสิ คุณจะมีชีวิตเหลืออีกกี่ปีล่ะ

เราต้องทำชีวิตให้มันรีแลกซ์ อย่างผมนะ ทุกเช้าจะด่าประยุทธ์ ด่ารัฐบาลเผด็จการผ่านเฟซบุ๊ก ถ้าไม่ทำ มันจะอึดอัด แต่ผมไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะนะ ไม่งั้นทหารเต็มบ้านผมแล้ว (หัวเราะ) 

แล้วความสุขของคุณหมอวัยเกษียณคืออะไร

ตอนนี้เรื่องที่ผมแฮปปี้มากที่สุด คือต้มคราฟต์เบียร์กินเอง ผมทำมาสามสี่ปีแล้ว สาเหตุที่ผมต้มคราฟต์เบียร์กินเอง เพราะผมหมั่นไส้การผูกขาดเบียร์ ฝีมือทำคราฟต์เบียร์คนไทยไม่แพ้ต่างชาติเลยนะ แต่ต้มเองไม่ได้ ผิดกฎหมาย กฎหมายเจ้าสัวนี่แหละ ผมรำคาญเลยเสิร์ชหาวิธีจากกูเกิล ลองผิดลองถูกจนตอนนี้เริ่มคล่องแล้ว ตอนแรกกินไม่ได้เลย

นอกจากต้มคราฟต์เบียร์ คนวัยนี้เขาทำอะไรกัน

ผมเล่นกอล์ฟ แล้วก็ชอบฟังเพลง ผมฟังทุกแนว โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง ล่าสุดก็ฟังของ มนต์แคน แก่นคูน เรื่องศิลปินไม่มีใครสู้อีสาน มันไม่มีวันตายและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมขนาดถึงขั้นซื้อชุดคาราโอเกะไว้ที่โรงพยาบาลเลย 

มันจะมีอะไรสนุกไปว่าการสังสรรค์ กินเหล้า ร้องเพลง ยิ่งผมได้กินเหล้านะมีแต่ความสุข เพราะมันเป็นธรรมนูญของวงเหล้าที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น ไม่มีการเสนอ ไม่มีคำอภิปราย ไม่มีตัวบทเป็นตัวอักษร เวลาพูดอะไรในวงเหล้าไม่มีใครขัด รู้มั้ยทำไมผู้ชายถึงหนีเมียไปกินเหล้า เพราะว่าอยู่บ้านมันพูดไม่ได้ พูดมาหนึ่งคำก็โดนย้อนเลย พอไปพูดในวงเหล้ามีแต่คนฟัง ผู้ชายไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดเพื่อน ซึ่งธรรมนูญนี้เมียไม่รู้หรอกนะ (หัวเราะ)

ขอเมนูวงเหล้าที่อร่อยที่สุด 1 เมนู

เนื้อย่าง จิ้มแจ่ว ต้องเนื้อติดมันนะ เป็นวากิวได้ยิ่งดี ถ้าไม่ได้ ก็ขอเสือร้องไห้

หลังคุยกันจบ คุณหมอจะไปทำอะไรต่อ

ก็กลับบ้านไปกินเบียร์ แล้วก็เรียกเพื่อนๆ มากินด้วยกัน ผมใฝ่ฝันว่าถ้าผมอยู่เวียงจันทน์ จะมีร้านเบียร์คราฟต์เล็กๆ ต้มเบียร์ขาย มีคอคราฟต์เบียร์มานั่งคุยกัน มีเบอร์เกอร์ สเต๊ก ไว้เป็นกับแกล้ม

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน
นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

ตอนนี้มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาท่าบ่อ กำลังจัดทำโครงการบุหรงเทวี สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และสนับสนุนหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้บริจาคจะได้รับผ้าฝ้ายคลุมไหล่ทอมือย้อมสีครามธรรมชาติ และผ้าฝ้ายคลุมไหล่ขาวม้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ จากแม่ช่างทอมากประสบการณ์ บรรจุลงกล่องกระดาษสาจากวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นและกล่องไม้สักหอมโบราณบุหรงเทวี ซึ่งเป็นหัตถกรรมจากแดนล้านนา จังหวัดเชียงใหม่

ไม่เพียงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่บุหรงเทวียังชักชวนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการสร้างงาน เสริมรายได้ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทยด้วย 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.burongdhevi.com และ บุหรงเทวี

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load