เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เดินทางมาหาช่องทางเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2008

เขาปลุกปั้นร้านอาหารไทยหลายร้านจนโด่งดัง แล้วก็ผละหนี ด้วยเหตุผลว่าไม่มีความสุข

นักธุรกิจหลายคนได้ยินแล้วคงส่ายหน้า

ชีวิตในฐานะเชฟและเจ้าของร้านอาหารของเขาขึ้นสุดลงสุด

ร้านหลังบ้าน (อาหารไทยแบบ Chef’s Table) ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Portland Monthly และหนังสือพิมพ์ The Oregonian ของเมืองพอร์ตแลนด์ ให้เป็น Restaurant of The Year ประจำปี 2014 และนิตยสาร GQ ก็จัดให้เป็นอันดับสองของประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2015 มียอดจองล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

ร้านอิ่ม (อาหารไทยใช้เทคนิคเนื้อรมควันของเท็กซัส) ติด Finalist หมวด Best New Restaurant ของเวที James Beard Award 2020 หรืองานออสการ์ของวงการร้านอาหารอเมริกา ซึ่งจะประกาศผลเร็วๆ นี้

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

เชฟไทยวัย 41 ปี มีร้านอาหารทั้งหมด 7 ร้าน ช่วง COVID-19 ทุกร้านต้องปิดทำการ คาดกันว่าร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา 85 เปอร์เซ็นต์น่าจะต้องโบกมือลา แต่เมื่อได้รับอนุญาตให้เปิดแบบสั่งกลับบ้านได้ ทุกร้านของเชฟเอิร์ลก็มียอดสั่งซื้อคึกคัก

วันแรกที่เปิดร้านหาดใหญ่ (ขายไก่ทอดหาดใหญ่และอาหารใต้) มีคนมาต่อคิวรอหน้าร้าน 60 คน

ส่วนร้านอิ่ม แค่นาทีแรกที่เปิดระบบจอง อาหารทั้งร้านของวันนั้นก็ Sold Out

ชีวิตนักเศรษฐศาสตร์

“ตอนแปดขวบ แม่ผมไม่สบาย ผมก็เปิดตู้เย็นดูว่ามีอะไร แล้วเอามาทำข้าวต้มให้แม่กิน” เชฟเอิร์ลเล่าถึงการเข้าครัวครั้งแรก “หลังจากนั้นแม่ก็ให้ช่วยทำกับข้าว ทำผิดทำถูกจนพอจะเข้าใจในระดับหนึ่ง ไปบ้านคุณย่าคุณยายก็ได้ไปช่วยทำอาหาร ทำเครื่องแกงได้ ทำน้ำพริกได้ มีพื้นฐานในระดับหนึ่งครับ”

แต่พอโตขึ้นเขาก็วางตะหลิว ไปเอาดีด้านอื่น

ครอบครัวของเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับรังวัดและงานก่อสร้าง เขาจึงมีความรู้เรื่องงานก่อสร้างบ้าง แต่งานที่เขาถนัดจริงๆ คือเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เขาเรียนจบปริญญาตรีการตลาดและโทเศรษฐศาสตร์ สมัยเรียนก็ช่วยอาจารย์ทำวิจัย เป็นผู้ช่วยสอน พอจบมาก็ทำงานบริษัทส่งออกเฟอร์นิเจอร์

ทำไปสักพักพอเริ่มเข้าใจ งานวนเป็นลูป ความท้าทายลดลง คนอื่นอาจเรียกภาวะนี้ว่า ‘อยู่มือ’ แต่เขากลับรู้สึกว่า ‘ไม่สนุก’ เลยเปลี่ยนงานไปทำกับบริษัทส่งออกผ้าแทน การเปลี่ยนสินค้าใหม่ ตลาดใหม่ ดีลกับประเทศใหม่ ธุรกิจขนาดใหม่ ทำให้เขากลับมาสนุกกับงานอีกครั้ง

แต่พอทุกอย่างเข้าที่ ความไม่สนุกก็กลับมาเยือนเขาอีกครั้ง หนุ่มไฟแรงคนนี้เลยเปลี่ยนงานสลับฝั่งจากผู้ส่งออกไปทำงานกับบริษัทที่ Sourcing ของจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปขายในฝรั่งเศส จากนั้นไม่นาน ชีวิตก้าวต่อไปของเขา ก็เป็นอย่างที่ทุกคนน่าจะเดาได้

“มันเป็นข้อด้อยของผมที่ไม่สามารถทนกับสิ่งใดนานๆ ได้ ในมุมเจ้าของกิจการมันก็ไม่ดี เราจะหาทางพัฒนาตัวเองไม่ได้ เป็นความคิดแบบเด็กๆ ด้วย เบื่อแล้วก็เปลี่ยนงาน เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร พอดีแฟนอยากเรียนต่อ เราก็เลยกลับมาที่พอร์ตแลนด์อีกครั้ง”

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม
เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

ครัวไทยในอเมริกา

ช่วงที่เชฟเอิร์ลเรียนจบปริญญาตรีหมาดๆ เขาเดินทางมาที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เพื่อเรียนภาษาและทำงานในร้านอาหารไทยของญาติ เป็นร้านอาหารไทยท่วงท่ามาตรฐานที่ตั้งใจขายชาวอเมริกัน ช่วงแรกภาษาอังกฤษของเขายังไม่ดีนัก เลยได้ทำงานในครัว หั่นผัก ช่วยผัดบ้าง ล้างจาน ถูพื้น และทำทุกอย่างที่เจ้าของร้านเรียกใช้

ผ่านไป 6 เดือน เขารู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวคล้ายกรุงเทพฯ ไม่เหมือนอยู่อเมริกา เขากับเพื่อนอีกคนเลยตัดสินใจขับรถมาใช้ชีวิตในเมืองพอร์ตแลนด์แทน

มาถึงก็สมัครงานร้านอาหารไทย รอบนี้เขาทำงานหน้าร้านเป็นหลัก ทำไปได้พักใหญ่ เขาก็เริ่มคิดถึงเมืองไทย อาการปวดฟันทำให้เขาตัดสินใจกลับไปหาหมอฟันที่เมืองไทย และกลับไปต่อยอดความรู้เศรษฐศาสตร์ด้วยการเรียนปริญญาโทต่อที่เมืองไทย

เริ่มต้นชีวิตและธุรกิจที่อเมริกา

เชฟเอิร์ลทำงานด้านส่งออกนำเข้าได้ประมาณ 3 ปีก็เบื่อ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่แฟนเขาอยากเรียนต่อปริญญาโท เขาก็อยากทำธุรกิจของตัวเอง แล้วช่วงนั้นมีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง เขาเป็นห่วงว่าคุณแม่จะโดนลูกหลง สามพี่น้องจึงชวนคุณแม่ย้ายมาทำร้านอาหารไทยด้วยกันที่เมืองพอร์ตแลนด์ ปี 2008

เขามั่นใจว่าจะทำธุรกิจร้านอาหารไทยให้อยู่รอดได้ เพราะเคยทำมาหลายร้าน เข้าใจธุรกิจร้านอาหารไทยดีพอสมควร และการช่วยกันทำในหมู่พี่น้อง เงินทองก็ไม่รั่วไหลไปไหน

“ถ้าจะทำร้านอาหารไทย ต้องเข้าใจผู้บริโภคก่อน แต่ละเมืองไม่เหมือนกัน แอลเอต้องเป็นอาหารไทยค่อนข้างแท้ เพราะคนไทยอยู่เยอะ ลูกค้ากลุ่มที่สองคืออาหารไทยแบบผสม ซึ่งมีลูกค้าเป็นทั้งคนไทยและคนชาติอื่นอย่างเม็กซิกัน และกลุ่มที่สามคืออาหารไทยที่ฝรั่งชอบกิน” เชฟเอิร์ลกางตำราที่ได้เรียนรู้มา

เมื่อก่อนร้านอาหารไทยในพอร์ตแลนด์มีลูกค้าหลักเป็นชาวอเมริกัน รสชาติเป็นแบบเดียวกันหมดคือ รสชาติไทยอเมริกัน ติดหวาน เขารู้ว่าถ้าทำสไตล์นี้จะมีลูกค้าเยอะแน่ๆ เพราะคนคุ้นเคยอยู่แล้ว แล้วก็เป็นดังคาด ร้าน Thai Cottage ของเชฟเอิร์ลและครอบครัวก็ไปได้สวย

“ทำมาปีนึงชีวิตก็เริ่มวนลูป” ความรู้สึกที่เปรียบเหมือนเพื่อนสนิทกลับเดินทางไกลมาเยี่ยมเชฟเอิร์ลอีกครั้ง “ผมเริ่มไม่มีความสุข ร้านนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ เราอยากทำสิ่งที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทำงานกับพี่น้องก็มีกระทบกระทั่งกันบ้าง เลยตัดสินใจแยกออกมาทำร้านของตัวเอง เป็นร้านที่เราอยากกินจริงๆ”

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

เปิดร้านใหม่

ที่บ้านไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเชฟเอิร์ล แต่เขาก็ไม่สนใจ เอาเงินเก็บที่มีและเงินอีกก้อนจากการขายสมบัติชิ้นเดียวที่มีคือ รถ Honda Accord คันเก่า ไปลงทุนเปิดร้านอาหารไทยแบบที่เขาอยากกิน แต่ยังไม่เคยมีใครทำในพอร์ตแลนด์

เขาลงทุนร่วมกับคนไทยอีกคนซึ่งมีฝีไม้ลายมือในการทำอาหาร แล้วก็ช่วยกันลงแรงด้วย เขาบอกว่าในพอร์ตแลนด์เวลาบ้านไหนมีอะไรเหลือใช้ ไม่ว่าจะเป็น อิฐบล็อก วัสดุก่อสร้าง ข้าวของเครื่องใช้ จะประกาศบริจาค พวกเขาต้องตามข่าว เจออะไรฟรีก็ช่วยกันขนมาก่อน

เชฟเอิร์ลรู้เรื่องเฟอร์นิเจอร์ หุ้นส่วนรู้เรื่องก่อสร้าง ก็เลยช่วยกันฉาบปูน เอาอิฐมาก่อผนังกันเอง เอาล้อจักรยานมาทำเฟอร์นิเจอร์ แล้วก็กลับมาขนของแปลกๆ จากจตุจักรไปแต่งร้าน

ร้านอาหารที่พวกเขาอยากทำและยังไม่มีคนทำ ก็คือร้านก๋วยเตี๋ยวกับอาหารจานเดียวที่ทำจากเส้น พวกเขาคิดว่าน่าจะไปรอด เพราะร้านอาหารอิตาเลียนหรือร้านอาหารทั่วไปก็มีอาหารประเภทเส้นอยู่แล้ว

ร้าน Mee Sen (มีเส้น) เป็นร้านขนาด 50 ที่นั่ง เปิดตัวเมื่อปี 2009 มีก๋วยเตี๋ยวประเภทต่างๆ ทั้งก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ ก๋วยเตี๋ยวเรือชามเล็ก ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ น้ำตก เย็นตาโฟ แล้วก็มีการให้ข้อมูลกับลูกค้าว่า ก๋วยเตี๋ยวพวกนี้อยู่ในชีวิตคนไทยอย่างไร

ช่วงแรกลูกค้ายังไม่มากนัก หลักๆ คือคนไทย จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเขียนถึง สุดสัปดาห์นั้นลูกค้าก็ล้นร้าน แล้วก็ติดลมบนเรื่อยมา

“ร้านนี้สอนเราว่า เราต้องมีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจน ทำอะไรแตกต่าง ไม่ลอกเลียนแบบ มีที่ไปที่มาชัดเจน และสื่อสารให้คนเข้าใจได้ ก็มีโอกาสอยู่รอดได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลาสักพักกว่าคนจะเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเอาอันนี้ไปกิน อร่อยนะ แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงอร่อย ทำไมถึงทำแบบนั้น มันจะขาดความเชื่อมโยงระหว่างคนทำกับคนกิน”

เชฟเอิร์ลอธิบายต่อว่า ความสำเร็จมาจากการตั้งใจลงมือทำ ไม่ใช่ความบังเอิญ เพราะพวกเขาต้องลงมือศึกษา บินกลับมาเรียนทำอาหาร เดินทางดูงานในประเทศไทย เปิดตำราอาหาร และลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน

“เราต้องรู้ในสิ่งที่เราทำอย่างชัดเจน ลึกซึ้ง ต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ ต้องเอาชีวิตไปผูกกับมัน ถ้าเราทำอาหารให้มีรสชาติดีอย่างที่เราเข้าใจได้ เราก็มีโอกาสทำสิ่งที่รักให้ประสบความสำเร็จได้”

ร้านรวมเชฟ

ในสายตาคนไทย ร้านก๋วยเตี๋ยวดูจะไม่ได้มีชื่อชั้นในเชิงเชฟ แต่ร้านมีเส้นกลับดึงดูดเชฟชื่อดังจากทั่วเมืองให้แวะเวียนมาเป็นลูกค้า และกลายมาเป็นเพื่อนได้

“ผมเดาว่า ไปร้านอาหารไทยอื่นๆ ก็เจอแต่เมนูคล้ายๆ กัน ผัดไทย แกงแดง แกงเขียว พอเห็นก๋วยเตี๋ยว กุ้งอบวุ้นเส้น อาหารที่แตกต่าง หาไม่ได้ที่อื่น แล้วถูกปากเขา เขาก็บอกต่อ”

แกเบรียล รัคเกอร์ (Gabriel Rucker) เป็นเชฟอายุน้อยรุ่นแรกๆ ที่ได้ James Beard Award และเป็นเจ้าของร้าน Le Pigeon บอกเชฟเอิร์ลว่า เพื่อนของเขาชอบไปกินที่ร้านมีเส้น เช่นเดียวกับลูกค้าประจำอย่าง นาโอมิ โพเมอรอย (Naomi Pomeroy) เชฟระดับประเทศ เจ้าของร้าน Beast

ไม่ใช่แค่เชฟบอกเชฟแบบปากต่อปาก เชฟบางคนก็ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ร้านอาหารที่เขาชอบที่สุดในพอร์ตแลนด์คือร้านมีเส้น ลูกค้าก็ยิ่งแห่กันมากิน

เชพที่มาเยือนชวนเชฟเอิร์ลไปเยี่ยมร้านของพวกเขาบ้าง เลยทำให้เชฟชาวไทยตื่นเต้นกับการปรุงเนื้อสัตว์ ซึ่งยังไม่มีร้านอาหารไทยทำรสชาติได้ระดับนั้น เชฟเอิร์ลก็เลยขอไปฝึกงานเอาแรงไปแลกวิชา

“ที่นั่นไม่มีการหวงวิชา มันเป็นธรรมเนียมที่คนเรียนอาหารต้องไปฝึกงานกับร้านดังๆ เพื่อหาประสบการณ์ ทำงานให้ฟรี เราก็ได้เข้าใจเรื่องวัตถุดิบตามฤดูกาลมากขึ้น เข้าใจว่าฝรั่งเปลี่ยนเมนูบ่อยๆ เพราะวัตถุดิบ ผัก เนื้อสัตว์ แต่ละฤดูกาลไม่เหมือนกัน ก็ได้เรียนรู้จากการสังเกตมากขึ้น”

ออกตามหาความสุขที่หายไปอีกครั้ง

ร้านมีเส้นขายดี มีกำไร แต่ทำๆ ไปก็เริ่มคิดเห็นไม่ตรงกับหุ้นส่วนเรื่องรสชาติของอาหาร เขารู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน ที่ควรจะต้องปรับตัวและแก้ปัญหา แต่ในวัย 30 ปี เขาสนใจความสุขของตัวเองมากกว่าตัวเลข พอทำมาได้เกือบ 2 ปี เลยตัดสินใจขายร้านให้หุ้นส่วน โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ รู้แต่ขอพัก เพราะเขาทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำ 8 วันต่อสัปดาห์มาตั้งแต่เปิดร้าน

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เขาประสบอุบัติโดนรถชน เลยต้องนอนพักอยู่บ้าน พออยู่นิ่งๆ ได้สัก 3 – 4 เดือน เขาก็คิดว่าถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

ร้านอาหารไทยในเมืองฝรั่ง

เชฟเอิร์ลมองว่า เบื้องหลังความสำเร็จของร้านอาหารไทยในเมืองพอร์ตแลนด์ ต้องให้เครดิตกับร้าน Pok Pok ร้านอาหารไทยชื่อดังประจำเมือง ของ แอนดี้ ริกเกอร์ (Andy Ricker) เชฟคนดังของพอร์ตแลนด์ ร้านนี้ขายอาหารไทยรสจัดจ้านอย่างส้มตำ ลาบ น้ำตก เปิดเพลงหมอลำลั่นร้าน และมีคนยืนรอคิวยาวเหยียดทุกเย็น

“อาหารไทยกินง่าย ราคาไม่สูง ความเสี่ยงต่ำ คือมีน้อยร้านมากที่รสชาติแย่ แล้วก็ค่อนข้างสด ปรุงใหม่ทุกจาน ไม่ใช่กับข้าวตักราด” เชฟเอิร์ลพูดถึงสาเหตุที่ฝรั่งเปิดใจให้อาหารไทย

“ผมชอบศึกษาว่าคนประสบความสำเร็จได้ยังไง คิดยังไง เชฟฝรั่งมักให้สัมภาษณ์ว่า เขาทำอาหารไทยสู้คนไทยไม่ได้หรอก แต่เขาเข้าใจคนกินมากกว่าคนไทย ก็จริงนะ เราไม่มีทางเข้าใจคนอเมริกันเท่าคนอเมริกันเอง เขาเลยตอบโจทย์ได้ดีกว่าเรา”

เชฟเอิร์ลเล่าต่อว่า อาหารไทยที่เชฟฝรั่งทำขายในร้าน Pok Pok คืออาหารเหนือ อาหารอีสานแท้ๆ ชิมแล้วไม่รู้เลยว่าฝรั่งทำ เขาก็เลยพบว่า เราไม่จำเป็นต้องทำอาหารตามใจคนกิน แต่ทำอาหารไทยแท้ๆ ก็ได้ เพราะคนพอร์ตแลนด์ค่อนข้างเปิดใจ แต่ต้องทำให้เขาเข้าใจว่า กำลังกินอะไร

เปิดร้านใหม่

รอบนี้เชฟเอิร์ลหุ้นกับเพื่อนอีกคน เขาขอดูงานในครัว ให้เพื่อนดูหน้าร้านแทน

เชฟเอิร์ลถามตัวเองว่า เมืองนี้ยังไม่มีอาหารไทยแบบไหน พร้อมกับอีกคำถาม อาหารอะไรที่กินแล้วมีความสุขในวัยเด็ก คำตอบที่ได้เป็นสิ่งเดียวกัน คืออาหารในความทรงจำวัยเยาว์ที่ขายหน้าโรงเรียน อย่างลูกชิ้นปิ้ง กุยช่าย ปลาหมึกย่าง หรือแกงเทโพที่โรงอาหาร เขารวมรายชื่ออาหารที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนักเรียนตั้งแต่ประถมถึงมหาวิทยาลัย บวกด้วยอาหารแบบขนมจีนแกงเขียวหวาน ยำส้มโอ ยำผักบุ้งกรอบ

“ตอนแรกก็กลัวคนจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าเรารู้วิธีการทำอาหารพวกนี้ให้อร่อย ก็น่าจะอยู่รอดได้ ผมไม่ได้คิดว่าต้องรวย แค่ทำงานที่มีความสุข สัปดาห์ละสี่วัน พักผ่อนสามวัน สลับกับหุ้นส่วน ตอนแรกคิดแค่นี้เลย” เชฟเอิร์ลเล่าวิธีคิดของร้าน Paadee (พาดี) ที่ขายอาหารแนว Comfort / Street Food ซึ่งเปิดในปี 2011

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม
เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

ด้วยชื่อเสียงและเครือข่ายของเชฟเอิร์ลที่สะสมมา ทำให้ร้านพาดีแจ้งเกิดได้อย่างไม่ยากนัก

แต่เปิดร้านได้ไม่เท่าไหร่ เชฟเอิร์ลก็ประสบอุบัติเหตุโดนรถชน ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านนานหลายเดือน ต้องจ้างนักเรียนที่เพิ่งจบจากโรงเรียนทำอาหารมาเป็นเชฟแทน ถ้าดูจากรายชื่ออาหารก็ไม่น่าแปลกใจที่เชฟวัยรุ่นอเมริกันจะไม่เข้าใจ และทำออกมาไม่ถึง

ยอดขายของร้านเลยดำดิ่ง ต้องปิดบริการในช่วงกลางวันเพราะไม่มีลูกค้า เปิดแค่ตอนเย็น คนก็น้อยลงๆ จนถึงจุดที่เชฟเอิร์ลหายกลับมาคุมครัว ลูกค้าถึงเริ่มกลับมา 3 เดือนผ่านไป สถานการณ์ของร้านก็ดีขึ้นและพุ่งขึ้นเรื่อยๆ

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจัดอันดับให้ร้านพาดีเป็น 1 ใน 10 ร้านอาหารยอดเยี่ยมของเมืองพอร์ตแลนด์ประจำปีนั้น

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม
เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

อาหารไทยไปได้ไกลแค่ไหน

แม้ว่าร้านพาดีจะมีชื่อเสียง แต่ร้านอาหารไทยก็ยังเป็นร้านระดับกลางๆ ไม่ใช่ร้านพิเศษเลิศหรูที่คนจะเลือกกินในวาระพิเศษ ทั้งที่อาหารไทยก็มีความละเอียดอ่อนและลึกซึ้งไม่แพ้อาหารฝรั่งเศสและอิตาเลียน

ในพอร์ตแลนด์มีเทศกาลอาหารขนาดใหญ่ชื่อ Feast มีเชฟดังๆ มาจากทั่วโลก เชฟเอิร์ลได้ชิมอาหารไทยของ เดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) เชฟฝรั่งที่ได้รับการยกย่องว่าทำอาหารไทยได้ดีที่สุดในโลก เขาสงสัยว่า ทำไมอาหารเหล่านี้ถึงมีความหอม นวล แบบที่อาหารไทยส่วนใหญ่ไม่มี พอมีจังหวะเวลา เขาจึงขอเดินทางมาขอฝึกงานที่ร้าน Nahm ของเดวิด ทอมป์สัน ที่โรงแรม Metropolitan ในกรุงเทพฯ ต่อด้วยร้าน Bo.lan ของ เชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ และเชฟดีแลน โจนส์

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

“มันทำให้ผมเห็นว่าของไทยดีๆ ก็มี แต่ทำไม่ง่ายเลย ต้องใช้ทักษะ ใช้ความเข้าใจระดับสูง ถ้าเราทำได้ ก็มีโอกาสทำให้คนพอร์ตแลนด์มองอาหารไทยเปลี่ยนไปได้”

เชฟเอิร์ลเดินทางกลับไปพร้อมกับความหวัง และได้ชักชวน นิ่ม-รัศมี รวยสันเทียะ ซึ่งทำครัวอยู่ในร้าน Nahm และคนครัวอีกคนของโรงแรม Metropolitan ไปช่วยทำร้านพาดีด้วย

อาหารจานทดลอง

เขาอยากเปิดพื้นที่ด้านหลังร้านพาดีซึ่งใช้เป็นที่เก็บของ ให้เป็น Pop-up Restaurant สำหรับเชฟที่อยากลองทำโปรเจกต์สนุกๆ ระยะสั้น

ความสนุกก็คือ มันเป็นพื้นที่ต้องปรุงอาหารด้วยกระทะไฟฟ้า และรองรับลูกค้าได้ 24 คน

พอเชฟเอิร์ลได้เจอคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างนิ่ม ไอเดียจึงเริ่มบรรเจิด และยิ่งสนุกขึ้นไปอีกเมื่อเชฟคนดังซึ่งเป็นเพื่อนของเชฟเอิร์ลขอมาพาเพื่อน 10 คนมาจัดงานวันเกิดที่นี่ โจทย์คือ ช่วยทำอาหารไทยให้กินหน่อย

เชฟเอิร์ลกับทีมก็เลยทำ หลน ปลาส้ม เป็ดพะโล้ ปลานึ่งซีอิ๊ว และอาหารไทยทั่วไปอีก 3 – 4 อย่าง ซึ่งไม่มีใครทำขายในพอร์ตแลนด์ ปรากฏว่าแขกกลุ่มนี้ชอบมาก จึงแนะนำให้เชฟกลุ่มอื่นๆ ตามมาลอง เพราะเชฟเหล่านี้ชอบอาหารแปลกที่มีรากเหง้า

เชฟเอิร์ลก็เลยได้ไอเดียลุกขึ้นมาเปิดร้านอาหารร้านใหม่

ร้านหลังบ้าน

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

Langbaan (หลังบ้าน) เป็นร้านอาหารไทยแบบ Chef’s Table มีเซ็ตเมนู 12 จาน เสิร์ฟอาหารเหนือจรดใต้ และตั้งแต่อาหารข้างทางจนถึงอาหารในวัง เปิดขายวันละมื้อ รับลูกค้าได้วันละ 24 คน และมีทีมงานทั้งหมด 4 คน เริ่มเปิดให้บริการในวันวาเลนไทน์ปี 2014

หลังบ้านเป็นร้านที่ต้องเดินผ่านประตูลับด้านในของร้านพาดี เป็นร้านแบบ Open Kitchen คนทั้งร้านมองเห็นทีมเชฟทำอาหารได้อย่างชัดเจน มีที่นั่ง 2 โซน คือที่โต๊ะปกติ 16 ที่ และบนเชฟเคาน์เตอร์ 4 ที่

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม
เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม
เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

ลูกค้าที่มาจึงได้ประสบการณ์ทั้งการดูวิธีปรุงอาหารไทยทุกขั้นตอน (ยกเว้นการเตรียมวัตถุดิบที่ทำล่วงหน้า) และได้ชิมอาหารไทยหายากมากมาย

อาหารแต่ละเดือนจะต่างกันไป บางเดือนเป็นธีมเยาวราช อาหารมุสลิม หรือ Tour de Thailand ที่เอาอาหารโบราณหลายภาคมารวมกัน ถ้าอธิบายเป็นจานก็เช่น คอหมูย่างจิ้มแจ่ว ไส้ย่าง ลิ้นย่าง หมูฮ้อง น้ำพริกไข่เค็ม น้ำพริกอ่อง ยำเอ็นแก้ว เนื้อเค็มต้มกะทิ แกงปูใบชะพลู แกงฮังเล ฉู่ฉี่กุ้ง ปลากะพงย่างใบตอง ปลาราดพริก ไก่ทอดหาดใหญ่ ข้าวยำ ข้าวห่อใบบัว ครองแครงน้ำกะทิ ขนมครก ขนมหม้อแกง

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

“มันเป็นประสบการณ์ในการกินอาหารไทยที่หากินที่ไหนไม่ได้ ซึ่งเราต้องบาลานซ์ให้ดี เช่น มีน้ำพริกปลาร้าสดรสเผ็ดเค็มเปรี้ยว เนื้อเค็มต้มกะทิรสเค็มๆ มันๆ หอมๆ ปลาย่างใบตองที่เราส่งใบตองแช่แข็งมาจากไทย รสชาติของเนื้อหามีความหวาน ความเค็มนิดๆ รสของสมุนไพร สามอย่างนี้ก็กินด้วยกันได้ เสิร์ฟกับข้าวสวย”

เชฟเอิร์ลเล่าว่าอาหารที่ลูกค้าขอแคนเซิลเยอะที่สุดคืออาหารใต้ ที่รสชาติค่อนข้างเผ็ด ซึ่งเขาไม่ปรับรสเผ็ดลง แต่ใช้วิธีหาอาหารรสอื่นๆ มาบาลานซ์

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

“ลึกๆ ผมว่าไปรอด เพราะอาหารอร่อยมาก เรายังอยากมากินเลย กินได้ทุกวัน ใครได้กินก็อยากกลับมากินอีก”

แล้วก็เป็นอย่างที่เขาคาด ลูกค้าเข้าใจสิ่งที่เชฟเอิร์ลทำ และอาหารไทยที่เขาพยายามนำเสนอ ลูกค้าค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น สื่อก็เขียนถึงมากขึ้น จนนิตยสาร Portland Monthly และหนังสือพิมพ์ The Oregonian มอบตำแหน่ง Restaurant of The Year 2014 ให้ร้านหลังบ้าน

ปีถัดมานิตยสาร GQ ก็จัดอันดับให้เป็นร้านอันดับสองของประเทศสหรัฐอเมริกา

ยอดจองล่วงหน้าจึงยาวเหยียดถึง 6 เดือน

ฝรั่งทำอาหารไทย

นอกจากลูกค้าจะหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย เหล่าเชฟมากมายก็อยากร่วมงานด้วย ทั้งการฝึกงานและทำงาน

“ตอนนี้เราทำงานกับฝรั่งมากขึ้นทั้งทำงานและฝึกงาน แต่ต้องมีประสบการณ์มาระดับหนึ่ง มีเชฟเก่งๆ มาทำงานกับเราเยอะ เขาเคยทำร้านอาหารใหญ่ๆ ดังๆ มาก่อน อยากมาเรียนรู้อาหารไทยที่เราทำ เราก็ไม่ได้หวงวิชา แต่เขาต้องก้มหน้าก้มตาทำงาน เพราะเราไม่ได้จ้างคนเยอะ ที่นี่ค่าแรงแพง ครัวในเมืองไทยมีคนทำงานเกือบสามสิบคน ที่นี่มีสี่คน แต่ประสิทธิภาพพอๆ กัน

“เราโชคดีที่ได้ทำงานกับฝรั่งหัวใจเอเชีย ทักษะสูง มีประสบการณ์ในครัวยี่สิบปี ทำงานในครัวญี่ปุ่นมาก่อน มีลิ้นเอเชีย หรือฝรั่งที่เคยทำร้านมิชลินสามดาว เขาก็สอนเราเรื่องเทคนิคเกี่ยวกับการทำเนื้อ มีเทคโนโลยีช่วยทำให้รสชาติดีขึ้น”

ความแตกต่างของเชฟไทยกับฝรั่งก็คือ คนไทยเน้นชิม แต่ฝรั่งเน้นทำตามสูตร ในช่วง 3 สัปดาห์แรก เมื่อเชฟฝรั่งทำอาหารเสร็จ เชฟเอิร์ลจะชิมก่อนจนรสได้ที่ ฝรั่งก็จะจดสูตรเครื่องปรุงของตัวเองไว้ พอสัปดาห์ที่ 4 เชฟฝรั่งก็เปิดตำราทำตามสูตรตัวเอง รสชาติก็ออกมาเป๊ะ

เชฟเอิร์ลไม่ได้หวงวิชา เขาว่ามันคือการแลกเปลี่ยนความรู้กัน

ร้านไก่ทอดหาดใหญ่

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม
เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

หลังบ้านไม่ใช่ร้านสุดท้ายของเชฟเอิร์ล ปี 2016 เขาก็เปิดร้านใหม่ ด้วยเหตุผลใหม่ที่ไม่ใช่ความเบื่อ

“เพื่อนที่มาช่วยเป็นบาร์เทนเดอร์ เขาอยากทำร้านของตัวเอง แล้วตอนที่เขาได้กินไก่ทอดหาดใหญ่ที่ร้านหลังบ้าน เขาชอบมาก บอกว่าไม่เคยกินไก่อะไรอร่อยแบบนี้มาก่อน มันมีเครื่องเทศผสม มีหอมเจียวให้ความหอม เขาช่วยเรามาเกือบปี ก็เลยอยากช่วยเขาบ้าง ก็เลยหุ้นกันเปิดร้านชื่อ Hat Yai (หาดใหญ่)

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม
เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

ร้านนี้มีไก่ทอดหาดใหญ่เป็นอาหารหลัก ผสมด้วยอาหารใต้ทั้งหลาย เช่น โรตีแกง ซุปหางวัว คั่วกลิ้ง ซึ่งทีมงานเดินทางมาตระเวนชิมอาหารในภาคใต้เพื่อเลือกหาเมนูและรสชาติที่ถูกใจ

ร้านหาดใหญ่ประสบความสำเร็จมาก อาจจะด้วยความง่ายของอาหาร และชื่อของเชฟเอิร์ลที่กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ จนเปิดสาขาสองเมื่อกลางปีที่แล้ว

ทำร้านกับเพื่อน

เชฟเอิร์ลเปิดร้านหาดใหญ่เพราะอยากจะช่วยเพื่อน ร้านอาหารต่อๆ มาที่เขาก็เปิดด้วยเหตุผลเดียวกัน

เขาเปิดร้าน Eem (อิ่ม) ซึ่งมาจากตัวย่อชื่อ Eric Earl Matt สามหุ้นส่วนของร้าน เพื่อนชาวอเมริกันสองคนนี้มาช่วยเชฟเอิร์ลทำค็อกเทลบ่อยมาก และมีความฝันว่าอยากมีร้านอาหารของตัวเอง เชฟเอิร์ลผู้ที่มีทั้งประสบการณ์และทุนเลยร่วมหุ้นด้วย จึงเกิดร้านอาหารไทยที่ใช้เทคนิคเนื้อรมควันแบบเท็กซัส

อิ่มกลายเป็นร้านอาหารที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเชฟเอิร์ลทั้งในแง่ของยอดขายและชื่อเสียง ร้านนี้ติด Finalist หมวด Best New Restaurant ของเวที James Bead Award 2020 หรืองานออสการ์ของวงการร้านอาหารสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะประกาศชื่อผู้ชนะเลิศเร็วๆ นี้

แล้วเขาก็หุ้นกับเพื่อนชาวเกาหลีอีก 2 คน ที่ช่วยเหลือกันมา เปิดร้าน Kim Jong Smokehouse เป็นร้านขายบิบิมบับและอาหารข้างทางของเกาหลีที่ใช้เทคนิครมควันเนื้อแบบเท็กซัส

ล่าสุด เมื่อเขารู้ว่า Kitchen Manager ของร้านหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเชฟที่เก่ง อยากมีร้านอาหารของตัวเอง เขาก็สนับสนุน ร่วมลงทุนกับสามีภรรยาคู่นี้ ด้วยการเปิดร้าน Lazy Susan ปรุงอาหารด้วยเตาถ่าน ซึ่งเน้นที่ตัววัตถุดิบ ปรุงแบบเรียบง่าย และขายไม่แพง

ความสุขที่ตามหา

เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท ผู้แนะนำเชฟเอิร์ลให้ผมรู้จัก และช่วยนัดแนะให้เราได้พบกัน เขียนถึงเชฟเอิร์ลในหนังสือเรื่อง คน.เมือง.พอร์ตแลนด์ ว่า

ถ้าคุณรู้จักเอิร์ลก็จะรู้ว่าเขาไม่เคยหยุดนิ่ง นอกจากจะวุ่นอยู่ในครัวหรือคิดโน่นคิดนี่เกี่ยวกับร้าน วันเสาร์เอิร์ลยังไปเดิน Farmer’s Market ใหญ่ของพอร์ตแลนด์เป็นประจำ จนรู้ดีว่าเฟาร์มไหนมีผักอะไรพิเศษๆ บ้าง ใครมีรากผักชี ใครมีพริกเผ็ดมากเผ้ดน้อย รู้จนกระทั่งถ้าฟาร์มไหนอยู่ใกล้ทะเลผักจะมีรสชาติแปลกกว่าฟาร์มอื่นๆ เราเดินเล่นกับเอิร์ลไม่นานก็ได้ความรู้ใหม่มากมาย เช่น ใช้ Pea Shoots แทนใบตำลึง Anaheim Peppers ทำน้ำพริกหนุ่ม หรือ sorrel แทนใบชะมวง เพราะมีรสเปรี้ยวๆ เหมือนกัน ความชอบแบ่งปันสิ่งที่ได้รู้มาของเอิร์ลดูจะเป็นธรรมชาติของเขา ไม่เว้นแม้แต่ในครัว”

เชฟเอิร์ลบอกว่า ถ้าเปรียบตัวเองเป็นอาหารก็คงเป็นอาหารกึ่งคลาสสิกกึ่งสนุก เรียบง่ายแต่รสชาติจัดจ้าน อย่างการเอาแกงสายบัวมาผสมเนื้อรมควัน

“ทุกครั้งที่ผมเปลี่ยนงาน เงินไม่เคยเป็นปัจจัยเลย อยู่ที่ความสุขมากกว่า ถ้าไม่มีความสุข ไม่อยากลุกขึ้นมาทำงาน ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม” นั่นคือเหตุผลที่เขาลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ ในอดีต

ส่วนเป้าหมายทางธุรกิจในอนาคต ซึ่งเขาเริ่มวางเส้นทางนั้นไว้แล้วก็คือ การขายธุรกิจ

แต่ไม่ใช่การขายเพราะอยากเดินหอบเงินออกจากวงการกลับบ้าน

“ในอนาคตถ้าทุกอย่างเริ่มลงตัว ผมก็อยากถือหุ้นร้านแค่สิบเปอร์เซ็นต์ ผมตั้งใจจะขายหุ้นให้ Manager Kitchen หรือพนักงานในราคาถูกๆ ไม่ต้องจ่ายเป็นก้อน ค่อยๆ แบ่งจ่ายมาแบบ profit share ก็ได้ ผมอยากสนับสนุนคนดีๆ ที่ช่วยเรามา ถ้าเขามีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ เราก็ควรส่งเสริม” นั่นคือเหตุผลเดียวกับที่เขาลงทุนเปิดหลายๆ ร้านในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

เขาเป็นคนที่ตามหาความสุขตลอดเวลา นี่คือความสุขในวัยนี้ของเขาหรือ

“ตอนนี้ถ้ามีเวลาว่างผมก็น่าจะใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องคิดถึงเรื่องธุรกิจมาก ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ให้เวลากับลูกๆ อย่างที่ควรจะให้ เพราะตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ นั่นคือความสุขที่ผมค้นพบครับ” นักเดินทางตามหาความสุขสรุปปิดท้าย

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load