“ดีคือเลว ทรามคืองาม
อวลไอหมอกและอากาศเลวทราม”

Macbeth Act 1, scene 1
William Shakespeare

 

ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคย ข่าวพายุปาบึกถล่มภาคใต้ยังไม่ทันสร่างซา กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรก็กำลังเผชิญหน้ากับการท้าทายครั้งสำคัญจากภัยฝุ่น PM 2.5 อีก ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีวี่แววจะทุเลาลงแม้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราจะสั่งการระดมฉีดน้ำขึ้นฟ้าอย่างเอาเป็นเอาตายเพียงใดก็ตาม ในยามยากเช่นนี้เราขออาสาพาท่านผู้อ่านทะลุกระจกกาลเวลาย้อนกลับไปสำรวจฝุ่น-ฝน-ลม-หมอก ที่เคยอุบัติขึ้นในความคิด ในความเชื่อ ในเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ของชนชาติเรากันสักเล็กน้อย

 

ฝน-ลม-ฝุ่นที่สร้างและล้างโลกในไตรภูมิพระร่วง

ฝุ่น

เขาพระสุเมรุรายล้อมด้วยมหาสมุทรทั้งสี่ทิศ   ภาพ : สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงธนบุรี

ไม่ต่างอะไรจากตำนานการกำเนิดโลกและการล้างโลกโดยพระเป็นเจ้าของชาวตะวันตก ใน ไตรภูมิพระร่วง วรรณกรรมที่เป็นรากฐานความคิดความเชื่อของไทยที่เขียนขึ้นเมื่อเกือบ 700 ปีที่แล้วโดยพญาลิไท กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ก็กล่าวถึงการเกิดและดับของโลกไว้เช่นกัน “สรรพสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจซึ่งมีอยู่ใน ๓๑ ภูมิ ไม่เที่ยงแท้…ก็ต้องพินาศวอดวายไปเพราะ ไฟ น้ำ และลม…สาเหตุที่โลกฉิบหายวอดวายด้วยอำนาจไฟประลัยกัลป์ น้ำประลัยกัลป์และลมประลัยกัลป์นั้น เป็นเพราะคนทั้งหลายประกอบกรรมทำชั่วต่าง ๆ นานา ทั้งทางกาย วาจาและใจ ไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักธรรม”*

*ยกข้อความมาจาก ไตรภูมิกถาฉบับถอดความ ของโครงการวรรณกรรมอาเซียน กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ครั้งที่ 2 พุทธศักราช 2555 สืบค้นจากห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ www.vajirayana.org โครงการดีๆ ที่รวบรวมวรรณกรรมสำคัญของชาติไว้ในรูปแบบดิจิทัล สะดวกต่อการสืบค้นอย่างยิ่ง นี่แหละคือการอนุรักษ์และเผยแผ่คุณค่าของวรรณกรรมไทยอย่างแท้จริง

ตามคติไตรภูมิแล้ว โลกจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามกฎไตรลักษณ์ เวียนวนไปเป็นวงจรไม่มีที่สิ้นสุด หนทางเดียวที่จะหลุดออกจากวงจร (อุบาทว์) นี้ได้คือการไปให้ถึงนิพพาน ดังที่กล่าวเปรียบเทียบในไตรภูมิพระร่วงไว้ว่า “นิพพานสมบัติเป็นสุขเกษมยิ่งนัก หาที่จะเปรียบปานมิได้ สมบัติพระอินทร์พระพรหม ถ้าจะเอามาเปรียบกับนิพพานสมบัติแล้ว ก็เป็นประดุจแสงหิ่งห้อยมาเปรียบกับแสงพระจันทร์ หรือมิฉะนั้นก็ดุจน้ำติดอยู่ปลายผม เปรียบกับน้ำในมหาสมุทรซึ่งลึกถึง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หรือมิฉะนั้น ก็ดุจเอาฝุ่นเปรียบกับเขาพระสุเมรุ”

เมื่อถึงคราวล้างโลก ไตรภูมิพระร่วงเล่าเรื่องน้ำประลัยกัลป์หรือน้ำล้างโลกไว้ว่า เริ่มต้นจากฝนเม็ดเท่าฝุ่นผงเม็ดเดียวเท่านั้น “มีฝนตกลงมาเม็ดหนึ่ง เมื่อเริ่มแรกฝนตกนั้น เม็ดฝนเท่าดินธุลี อยู่ต่อมาอีกนานจึงตกลงมาอีกเม็ดหนึ่ง เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด อีกนานจึงตกลงมาอีกเม็ดหนึ่งเท่าเมล็ดถั่ว ต่อจากนั้นเวลาอีกเล็กน้อยจึงตกลงมาเท่าลูกมะขามป้อม โตขึ้นตามลำดับเท่าลูกมะขวิด เท่าควาย ช้าง บ้านเรือน…ประเดี๋ยวก็ใหญ่ขึ้นได้ ๒,๐๐๐ วา อีกนานก็ตกเม็ดหนึ่งมีขนาดโตขึ้นจาก ๑ โยชน์ เป็น ๒ – ๑๐ โยชน์ตามลำดับ อยู่ต่อมาอีกนานจึงตกโตขึ้นเป็น ๑๐๐ โยชน์ ถึง ๑๐๐,๐๐๐ โยชน์ จนเท่าจักรวาล”

เหตุการณ์ตอนนี้อาจทำให้นึกถึงเรื่องน้ำท่วมโลกและเรือโนอาห์ในคัมภีร์ไบเบิล แต่จริงๆ แล้วตำนานน้ำท่วมโลกเป็นที่แพร่หลายและปรากฏอยู่ทั่วไปในหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งชาวเมโสโปเตเมีย กรีก อาหรับ จีน อินเดีย ฯลฯ ต่างมีเรื่องราวน้ำท่วมโลกในเวอร์ชันของตัวเองโดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป

ฝุ่น

‘มัสยาวตาร’ เรื่องราวปางหนึ่งของพระนารายณ์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูก็ปรากฏเหตุการณ์น้ำท่วมโลกในเรื่องด้วย

ในไตรภูมิยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า “มีคำถามว่าน้ำเต็มจากเบื้องล่างขึ้นไปถึงพรหมโลกนั้นเป็นอย่างไร และไม่ล้นจักรวาลได้อย่างไร ตอบว่า มีลมชนิดหนึ่งเรียกว่าลมอุกเขปวาตะ ลมนี้พัดเวียนรอบสระไม่ให้น้ำล้นบ่าออกไปได้” เราจึงอาจอนุมานจากตอนนี้ได้ว่าโลกหรือจักรวาลอุดมคติในทรรศนะดั้งเดิมของไทยอาจเป็นพื้นระนาบเดียว แบบเดียวกับความเชื่อเรื่องโลกแบนของชาวตะวันตกในยุคก่อนที่วิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้

เรื่องราวดำเนินต่อไปเมื่อพรหมองค์หนึ่งเสด็จลงมาดูน้ำท่วม หากพรหมมองเห็นดอกบัวผุดขึ้นมาจากน้ำจำนวนเท่าใด ทำนายว่าในกัลป์นั้นจะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นจำนวนเท่านั้น หากพรหมไม่เห็นดอกบัวเลย ก็แสดงว่าในกัลป์นั้นจะไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น

 

กำเนิดมนุษย์จากฝุ่นและลม

ไตรภูมิพระร่วงเล่าต่อไปว่า เมื่อน้ำแห้งลง ฝุ่นดีในผืนแผ่นดินนี้ได้มีกลิ่นรสอันโอชาอร่อยยิ่งนัก เหล่าพรหมที่สถิตอยู่ในชั้นอาภัสสรพรหมสิ้นบุญแล้วก็จุติจากอาภัสสรพรหมลงมาเกิดเป็นมนุษย์…พรหมทั้งหลายเห็นเช่นนั้นต่างก็พากันชิมรสดินต่างข้าวและน้ำทุกวัน ด้วยเหตุที่พวกพรหมมีความคิดอันเป็นอกุศล ๓ อย่างเกิดขึ้น คือ คิดทางกาม คิดพยาบาท คิดเบียดเบียน จึงทำให้รัศมีในร่างกายหายไปหมดสิ้น” ไตรภูมิกล่าวว่า พรหมเหล่านี้แหละที่เป็นบรรบุรุษของมนุษย์ทั้งปวง ฝุ่นบนแผ่นดินที่มีกลิ่นรสอันโอชะที่พรหมกินก็เทียบได้กับผลไม้ต้องห้ามในสวนเอเดน ที่คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า จากการลิ้มชิมรสผลไม้นั้นได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตและจิตใจของมนุษย์คนแรกๆ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์โลกทั้งหลายในที่สุด

การเกิดขึ้นของมนุษย์ยังมีลมอีกอย่างหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โบราณเรียกลมนี้ว่า ‘กรรมชวาต’ อันมีความหมายตามรูปศัพท์ว่า ลมอันเกิดแต่กรรม โดยทั่วไปหมายถึงลมเบ่งเมื่อจวนคลอด ดังที่ปรากฏในเสภาเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม เมื่อคราวนางวันทองกำลังจะคลอดพลายงาม ความว่า

“นางวันทองร้องไห้ใจจะขาด

พอกรรมชวาตวาตะประทะถอน

อรุณฤกษ์เบิกสุรินทร์ทินกร

อุทรคลอนเคลื่อนคลอดไม่วอดวาย”

 

ฝุ่นลงทัณฑ์

ฝุ่น

พระรามและนางสีดาในป่าทัณฑก จิตกรรมอินเดียราวคริสต์ศตวรรษที่ 18

หลายครั้งในตำนานต่างๆ มักกล่าวถึงฝุ่นในฐานะเครื่องมือของเทพเจ้าในการลงโทษทัณฑ์มนุษย์ ใน บ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เล่าถึงตำนานท้าวทัณฑราชและป่าทัณฑกในเทวตำนานอินเดียไว้ดังนี้

“ท้าวทัณฑราชก็สร้างนครเปนที่สำนักชื่อนครมธุมนต์ และตั้งพระศุกรเทพมุนีเปนปุโรหิตเปนที่สำราญสืบมา จนอยู่มาวัน ๑ ในฤดูวสันต์เดือนเจตรมาศ ท้าวทัณฑราชไปยังอาศรมพระศุกร ได้พบนางอรชาผู้เปนธิดามีความรักใคร่ เข้าเกี้ยวพาลเท่าใดนางก็ไม่ปลงใจ ท้าวทัณฑราชก็ขืนใจนางจนสมปราถนา พระศุกรมีความโกรธยิ่งนัก จึ่งบันดาลให้เปนฝุ่นตกลงมาจากฟากฟ้าถมบรรดามนุษและสัตว์ในอาณาเขตรของท้าวทัณฑราชนั้นหมดภายใน ๗ วัน แต่นั้นมาก็กลายเปนป่า ได้นามปรากฎว่าป่าทัณฑก (จากนามท้าวทัณฑะ)…และป่านี้เองคือป่าที่พระรามได้เดินผ่านไปเมื่อถูกเนรเทศ เรื่องนี้คล้ายเรื่องราวที่มีอยู่ในหนังสือใบเบ็ล ซึ่งกล่าวว่าพระเปนเจ้ากริ้วชาวเมืองโสดมและเมืองโคโมราห์ ว่าประพฤติลามกต่างๆ ในทางกาม จึ่งบรรดาลให้ฝนตกเปนไฟและกัมถัน ทำลายเมืองทั้ง ๒ นั้นทั้งชาวเมืองหมด คิดๆ ไปก็น่าจะสันนิษฐานว่า เรื่องทั้ง ๒ นี้จะมาจากมูลอันเดียวกัน”

ฝุ่น

ภาพวาด The Destruction of Sodom And Gomorrah โดย John Martin ปี 1852

หากใครเคยดูแอนิเมชันเรื่อง The Prince of Egypt อาจจะจำตอนที่พระเจ้าดลบันดาลให้เกิดภัยพิบัติ 10 ประการในอียิปต์ได้ เนื่องจากฟาโรห์ไม่ยอมปล่อยชาวอิสราเอลให้เป็นอิสระ ในคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวว่า โมเสสกำเขม่าจากเตาไฟเต็มฝ่ามือเมื่อไปเข้าเฝ้าฟาโรห์ ตอนที่อยู่หน้าพระพักตร์ฟาโรห์โมเสสก็ซัดเขม่านั้นออกไป เขม่านั้นกลายเป็นฝุ่นกระจายไปทั่วอียิปต์ ทำให้ชาวอียิปต์เจ็บป่วยด้วยฝี

 

พระพายพาพัดน้องเที่ยวล่องลอย : ลมพิสูจน์รักใน อิเหนา

ฝุ่น

จิตรกรรมฝาผนังวัดโสมนัสวิหาร เป็นภาพวาดเรื่อง อิเหนา ภาพนี้คือตอนอิเหนาลักพาตัวบุษบา
ภาพ : หนังสือชุดจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทย-วัดโสมนัสวิหาร สำนักพิมพ์เมืองโบราณ

ในวรรณคดีเรื่อง อิเหนา พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ซึ่งมีที่มาจากตำนานอิงประวัติศาสตร์ของชวา กล่าวถึงองค์ปะตาระกาหลา เทพบรรพบุรุษของอิเหนาและบุษบา “แค้นด้วยอิเนหานัดดา อหังการ์ก่อเภทเหตุใหญ่” ด้วยอิเหนาเผาโรงมหรสพในงานแต่งงานของจรกากับบุษบา และลักพาบุษบาออกไปจากงาน องค์ปะตาระกาหลาไม่พอพระทัยจึงดลบันดาลให้เกิดลมพายุ หอบเอารถทรงของบุษบาพร้อมกับพระพี่เลี้ยงลอยละลิ่วไปยังเมืองอื่น อีกทั้งยังแปลงบุษบาให้กลายเป็นชาย เรื่องราวครึ่งหลังของวรรณคดีเรื่องนี้ดำเนินต่อไปด้วยการผจญภัยของอิเหนาเพื่อตามหาบุษบาที่หายไป

ใน นิราศอิเหนา งานเขียนที่สันนิษฐานกันว่าเป็นผลงานของสุนทรภู่ บรรยายความเศร้าเหงาหงอยของอิเหนาไว้อย่างเพราะพริ้งว่า

“นิราศร้างห่างเหเสน่หา

ปางอิเหนาเศร้าสุดถึงบุษบา

พระพายพาพัดน้องเที่ยวล่องลอย

ตลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าให้เหงาหงิม

สุชลปริ่มเปี่ยมเหยาะเผาะเผาะผอย

โอ้เย็นค่ำน้ำค้างลงพร่างพร้อย

น้องจะลอยลมบนไปหนใด”

แตกต่างจากปกรณัมกรีก เทพเจ้าแห่งสายลมมิได้พัดพรากพระเอกกับนางเอกให้แยกจากกัน แต่กลับหอบเอานางเอกให้ได้ไปพบกับพระเอกในที่สุด ในตำนานรักของคิวปิด (Cupid หรือ Eros) กับไซคี (Psyche)

เซเฟอรัส (Zephyrus) เทพเจ้าแห่งสายลมตะวันตกเป็นผู้โอบอุ้มพาไซคีไปยังวิมานแห่งกามเทพ ให้จิตวิญญาณ (Psyche) ได้ครองคู่กับความปรารถนา (Cupido ศัพท์ละตินที่หมายถึง ความปรารถนา ส่วน Eros หมายถึง ความรัก)

ฝุ่น

ภาพวาด The Abduction of Psyche by Zephyrus to the Palace of Eros โดย Pierre-Paul Prud’hon ปี 1808

เซเฟอรัสเป็นคู่ครองของไอริส (Iris) เทพีแห่งสายรุ้ง ชาวกรีกเชื่อว่าลมตะวันตกที่เซเฟอรัสพัดพามาเป็นสายลมอันอ่อนโยนที่นำพาฤดูใบไม้ผลิมาให้ นำมาซึ่งความรื่นเริงยินดีหลังฤดูหนาวอันเย็นชา เราจะเห็นเซเฟอรัสปรากฏทางด้านซ้ายของเทพีวีนัสในภาพเขียน The Birth of Venus อันโด่งดัง ของ ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli) ส่วนทางซ้ายมือของวีนัสคือโพโมนา (Pomona) เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ของผลหมากรากไม้

ฝุ่น

 

ลมลางร้ายและสถานการณ์ (ฝุ่น) สร้างวีรบุรุษในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา

วีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่มีชัยต่อพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดีในคราวศึกยุทธหัตถีปี 2135 บันทึกไว้ในพงศาวดารหลายเล่ม รวมถึงใน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ทางฝ่ายทัพพม่าไว้ว่า “พระมหาอุปราชาเสด็จกรีธาทัพหลวงมาโดยมารควิถี ถึงตำบลพนมทอนเพลาชายแล้ว ๓ นาฬิกา บังเกิดวายุเวรัมภวาต พัดหวนหอบธุลีฟุ้งผันเป็นกงจักร กระทบถูกมหาเศวตฉัตรซึ่งกั้นมาหลังพระคชาธารนั้นพับลง” เป็นลางร้ายบอกถึงความปราชัยที่กำลังจะเกิดขึ้น

ท่ามกลางสมรภูมิยุทธหัตถี พงศาวดารกล่าวถึงฝุ่นและพระเดชาภินิหารของสมเด็จพระนเรศวรไว้ว่า “พลพะม่ารามัญ ก็โซมยิงธนูหน้าไม้ปืนไฟ ระดมเอาพระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์* และธุมาการก็ตลบมืดเป็นหมอกมัวไปมิได้เห็นกันประจักษ์ พระบาทสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า จึงตรัสประกาศแก่เทพยดาทั้งปวงว่า ให้บังเกิดมาในประยูรมหาเศวตฉัตร จะให้บำรุงพระบวรพุทธศาสนา ไฉนจึงมิช่วยให้สว่างแลเห็นข้าศึกเล่า พอตกพระโอฐลงพระพายก็พัดควันอันเป็นหมอกมืดนั้นสว่างไป” ทำให้สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาและช้างทรง ก่อนที่จะทรงท้าทายให้พระมหาอุปราชาออกมากระทำยุทธหัตถีในที่สุด

*หมายถึง สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชา

จิตรกรชื่อดังอย่างขรัวอินโข่งได้เขียนรูปเหตุการณ์นี้ไว้ที่หอราชกรมานุสรณ์ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เราแลเห็นสมรภูมิที่เต็มไปด้วยหมอกควันและฝุ่นฟุ้งผ่านเทคนิคการวาดระบายอันแปลกใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากจิตรกรรมตะวันตก ขรัวอินโข่งเป็นผู้บุกเบิกเทคนิคนี้โดยการสนับสนุนของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

‘ธุมเกตุ’ หมอกวิปโยค

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกเหตุการณ์วันสวรรคตของรัชกาลที่ 5 ไว้ว่า “อากาศมืดครึ้มมีหมอกขาวลงจัดเกือบถึงหัวคนเดินทั่วไป ผู้ใหญ่เขาบอกว่านี่แหละคือหมอกธุมเกตุที่ในตำราเขากล่าวถึงว่ามักจะมีในเวลาที่มีเหตุใหญ่ๆ เกิดขึ้น” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตนสถานให้ความหมายคำว่า ธุมเกตุ ไว้ว่า ไฟ ดาวหาง ดาวตก สิ่งที่เป็นหมอกเป็นควันเกิดขึ้นในอากาศผิดธรรมดา มีรูปคล้ายธงเป็นต้น ตามตำราโบราณกล่าวว่า หมอกธุมเกตุเป็นหนึ่งใน “นิมิตที่เทวดาบันดาลให้เห็นต่างๆ ด้วยความกรุณาในสัตว์โลก อันจะถึงซึ่งความฉิบหายแลฯ”

ใน พระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พรรณนาไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าจวนจะดับขันธ์ปรินิพพานก็เกิด “ธุมเกตุอุกกาบาตก็บันดาลตกลงทั่วทิศาดล” หรือใน เพลงยาวเฉลิมพระเกียรติ ที่แต่งโดยคุณพุ่ม กวีหญิงที่มีผลงานในสมัยรัชกาลที่ 3 บันทึกเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ไว้ว่า

“ประธุมเกตุเกิดครันควันตระหลบ

เมื่อจวนพลบโพล้เพล้คเนหวัง

ทรงประชวรจวนจะค่ำย่ำระฆัง

มีรับสั่งกระษัตราสมาพระ”

‘สมาพระ’ ในที่นี้หมายถึงการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงขอขมาและอำลาพระสงฆ์เมื่อใกล้สวรรคต ในรัชสมัยถัดมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระประชวรในที่สุดของพระชนม์ชีพ ทรงพระราชนิพนธ์คาถาขอขมาลาพระสงฆ์เป็นภาษามคธด้วยพระองค์เองก่อนเสด็จสวรรคตเพียง 1 วัน

 

ความหมายนัย ‘ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท’

ผู้คนมักสับสนกับคำราชาศัพท์อย่าง ‘ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท’ ว่าเป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 ที่เราใช้เรียกแทนตัวเองในเวลาเข้าเฝ้าพระราชวงศ์ หรือเป็นสรรพนามบุรุษที่ 2 ที่เราใช้เรียกแทนพระราชวงศ์กันแน่ เพราะหากแปลกันตรงตัวแล้ว ‘ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท’ อาจจะแปลได้ว่า ละอองฝุ่นใต้เท้า เราจึงมักคิดกันว่าคำนี้ไม่น่าจะเป็นคำที่เราใช้เรียกผู้สูงศักดิ์ ในประเด็นนี้ พระยาอนุมานราชธนผู้ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์คนสำคัญของไทยได้อธิบายไว้ว่า

“เวลาเราพูดกับผู้มีบรรดาศักดิ์สูงเราอ้างสิ่งสูงสุดในตัวเรามาใช้คือเกล้าผม…เวลานี้เราเติมกระลงไปในระหว่างเป็นเกล้ากระผม ก็จะต้องสันนิษฐานว่าที่เราเติม กระ ลงไป ในเมื่อยังหาเหตุอื่นไม่ได้ เป็นเพราะได้แนวเทียบมาจากคำอื่นในคำที่มีกระ เกล้ากระผมยาวนักเลยถูกตัดคำหน้าออก คงเหลือแต่กระผม โดยเหตุที่เราถือหัวเป็นของสูง ถือตีนเป็นของต่ำ เมื่อเรากราบทูลเจ้านาย ตามธรรมเนียมเราต้องเอาของสูงในตัวเรามาอ้างใช้ต่างตัวเรา และเมื่ออ้างถึงพระองค์ท่าน เราไม่อาจเอื้อมไปถึงที่สูง จึงใช้อ้างที่ต่ำแทนพระองค์ท่าน เลยทำให้ความหมายกลับกัน กลายเป็นว่าเจ้าคือตีน ไพร่คือหัว ดูมันกลับกันไปจึงทำให้ลางคนใช้แนวเทียบผิด เรียกกลับกัน เช่น ฝ่าบาทนำภรรยาเฝ้าเกล้ากระหม่อม”

สดับรับฟังพร้อมสูดดมฝนฝุ่นกันมามาก ได้แต่หวังใจให้เราสามารถหายใจได้เต็มปอดอีกครั้งในเร็ววันนี้

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

จด *หมายเหตุ

จด *หมายเหตุ ให้กับรูปเก่าๆ ที่เราพบที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เมื่อปลายปีที่แล้ว นิทรรศการหนึ่งที่หอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC) ทำให้เรา (และผู้พิสมัยในเรื่องเก่าๆ) ใจเต้นแรง นิทรรศการดังกล่าวจัดแสดงภาพถ่ายโบราณอายุร้อยปีบวกบวกกว่าร้อยภาพที่คุณ Joachim K Bautze (โจคิม เค บ้าวท์ซ) นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวเยอรมันใช้เวลาครึ่งค่อนชีวิตเพียรพยายามเสาะแสวงรวบรวมมาจากที่ต่างๆ รอบโลก ด้วยเหตุที่ภาพหลายภาพไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน นิทรรศการนี้จึงมีชื่อว่า Unseen Siam

ทว่าภาพทั้งหลายเหล่านั้นมิได้แขวนไว้อย่างแห้งแล้งชวนให้ผู้ชมจมจ่อมลงสู่อดีตอย่างเดียวเท่านั้น แต่พื้นที่ข้างๆ ของภาพฉายจากอดีตเหล่านั้นจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยไว้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นผลงานภาพถ่าย ภาพวาด ภาพพิมพ์ หรือ วิดีโออาร์ต ชิ้นงานเหล่านั้นต่างได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายเก่าชุด Unseen Siam

การจัดแสดงครั้งนั้นช่างน่าสนใจ เราตั้งข้อสังเกตว่า โดยปกติแล้วแนวทางการนำเสนออะไรแบบไทยๆ มักจะมีอาณาเขตบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าของเก่าคือของเก่า ของใหม่คือของใหม่ สองสิ่งนี้ไม่ค่อยจะได้มาปะปนบนพื้นที่เดียวกันนัก เราว่าอดีตก็เรื่องนึง ปัจจุบันก็เรื่องนึง อนาคตยิ่งแล้วใหญ่ มันเป็นคนละเรื่องกัน ทำให้เรามักมองไม่ค่อยเห็น (หรือไม่ค่อยสนใจ) สายสัมพันธ์ของอดีตที่ลิงก์มายังปัจจุบัน (และอาจจะทอดยาวไปถึงอนาคต) ด้วยวิธีคิดแบบนี้รึเปล่าก็ไม่รู้ทำให้เราไม่ค่อยมีการแชร์พื้นที่กันระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ในประเทศไทย โบราณสถานถือเป็นโบราณสถาน แสนจะแปลกพิกลถ้าจะมีอะไรร่วมสมัยล้ำๆ มาร่วมแจมด้วยในพื้นที่เดียวกัน

แนวคิดของการจัดแสดงภาพถ่ายชุด Unseen Siam กลับต่างออกไป เพราะนี่คือภาพของ “ทวิภพ” เป็นการสะท้อนกลับไปกลับมาไม่รู้จบสิ้นของอดีตและปัจจุบัน วันคืนที่ล่วงไปแล้วส่องฉายและเป็นแรงบันดาลใจให้วันนี้ เป็นสายใยที่ไม่ร่วงโรยแยกขาดออกจากกัน สมกับแนวคิดของนิทรรศการนี้ที่ว่า “ระลึกอดีต มองปัจจุบัน”

และเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เราได้ไปใช้บริการหอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นครั้งแรก หน่วยงานนี้ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี ที่นี่เป็นคลัง (Archives) เก็บรวบรวมเอกสารสำคัญในช่วงเวลาต่างๆ ที่จะช่วยปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตจนถึงปัจจุบันให้เป็นภาพที่สมบูรณ์ สิ่งที่เก็บรวบรวมอยู่ที่นี่มีทั้งเอกสารลายลักษณ์อักษร (บันทึก จดหมาย หนังสือพิมพ์ ฯลฯ) ภาพถ่าย แผนที่ และภาพเคลื่อนไหว เอกสารบางส่วนตกทอดมาจากหอหลวงในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาหนังสือสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ด้วยความเป็นสถานที่ราชการจึงมีขั้นตอนเล็กน้อยในการเข้าขอใช้บริการ เมื่อผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนผู้ค้นคว้าแล้ว เราจึงสามารถเข้าถึงเอกสารต่างๆ ได้ เอกสารที่เราสนใจใคร่รู้ใคร่ดูมากที่สุดก็คือภาพถ่ายต่างๆ ที่เก็บรวบรวมไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งมีให้บริการในห้องภาพ

รูปภาพในห้องภาพของหอจดหมายเหตุแห่งชาติมีให้บริการในหลายรูปแบบ ภาพถ่ายจำนวนกว่า 20,000 ภาพได้รับการสแกนลงฐานข้อมูลดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว พี่เจ้าหน้าที่กระซิบมาว่ายังมีภาพถ่ายอีกเยอะมากๆ ที่รอการค้นคว้าและสแกนลงฐานข้อมูล รูปถ่ายอีกจำนวนหนึ่งอัดสำเนาเป็นแผ่นผนึกบนแผ่นกระดาษ แล้วจัดเก็บไว้ในชั้นเหล็กแบ่งตามหัวข้อให้เราได้หยิบเลือกดูได้อย่างสะดวก

ในชั้นเหล็กเหล่านั้น เราพบเห็นภาพจากอดีตที่มีเรื่องราวแจ่มชัดอยู่ในนั้นแม้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน บางภาพแสนจะ unseen ยิ่งกว่าภาพในนิทรรศการ Unseen Siam ซะอีก น่าเสียดายถ้ารูปเหล่านั้นจะนอนรอซังกะตายในลิ้นชักเหล็กเพียงเพื่อให้ใครสักคนสองคนผ่านมาพบเห็นเท่านั้น จะดีกว่าไหมถ้าเราจะแง้มภาพเหล่านั้นออกมาจากกรุและแบ่งปันร่วมกันชื่นชมทั้งความงามทั้งเรื่องราวที่อยู่ทั้งภายในและซุกซ่อนอยู่ข้างหลังภาพ

คอลัมม์นี้จึงมีชื่อว่า จดหมายเหตุ เสมือนเป็นการหยิบภาพภาพหนึ่งขึ้นมาพินิจ แล้วจดคำบรรยาย พร้อม “หมายเหตุ” เป็นข้อๆ ไว้หลังภาพนั้น ซึ่งหมายเหตุแต่ละข้ออาจจะเป็นเกร็ดที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ หรือเป็นสิ่งละอันพันละน้อยที่อาจจะดูไม่เป็นแก่นสารอะไรแต่สร้างความแปลกใจหรือความประทับใจให้กับเราได้

ด้วยความที่ผู้เขียนมิได้เป็นนักประวัติศาสตร์หรือนักวิชาการ ข้อเขียนของเราจึงไม่ได้เน้นการเล่าประวัติศาสตร์ผ่านภาพ แต่เป็นการชวนพินิจภาพเก่าเคล้าคลอเรื่องสัพเพเหระ ที่คาบเกี่ยวกับแง่งามของภาพและเรื่องราวในภาพนั้นๆ จะยินดียิ่งหากมีผู้รู้หรือผู้สนใจมาร่วมแชร์เรื่องราวหรือแง่คิดในมิติต่างๆ เพื่อปะติดปะต่อเหล่าภาพนั้นให้งดงามแจ่มชัดยิ่งขึ้น  

ภาพแรกที่หยิบมานำเสนอเตะตาเรา เพราะแตกต่างไปจากภาพพอร์เทรตอื่นๆ ในคลังที่มักจะเป็นภาพ “เบื้องหน้า” ที่ให้เราเห็นบุคคลในภาพอย่างชัดเจน แต่ภาพนี้เป็น “ภาพเบื้องหลัง” เพราะบุคคลในภาพหันหลังให้กล้อง

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

ในแวบแรกเรานึกไปถึงประเพณีการถ่ายภาพตามวิถีฮิปสเตอร์ ที่ผู้เป็นแบบจะโพสท่าแบบตั้งใจเพื่อปกปิดอัตลักษณ์บางส่วนของตน เช่น การหันหลังบ้าง เอานู่นนี่มาปิดหน้าบ้าง หรือโผล่มาในรูปแค่เสี้ยวเดียวบ้าง ทำให้ได้ภาพที่มีเสน่ห์แปลกตาออกไปจากภาพถ่ายบุคคลกระแสหลัก (เช่นการเซลฟี) ที่จะเน้นการเปิดเผยอัตลักษณ์ของคนที่เป็นแบบอย่างตรงไปตรงมา (ถ้าไม่ใช้แอพ)

แวบที่สอง เรานึกถึงภาพเขียนแนวเซอร์เรียลิสม์ของศิลปินชื่อดังอย่าง René Magritte (เรเน่ มากริตต์) หลายรูปดังของเขาเป็นรูปบุคคลหันหลังนิ่งๆ (สันนิษฐานว่าถ้าหันหน้ามา แบบต้องทำหน้าเดธอยู่แน่ๆ) สร้างความฉงนฉงายให้กับคนดู ชวนตั้งคำถามเรื่องที่เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของบุคคล เส้นแบ่งระหว่างโลกจริงกับโลกแห่งจินตนาการ หรือความสลับซับซ้อนของกระบวนการสัมผัสรับรู้ของคนเรา ฯลฯ และในแวบที่สาม เราสงสัยและพยายามนึกหาคำตอบว่าทำไมบุคคลในภาพถึงโพสท่าเช่นนี้

คำบรรยายหลังภาพบอกไว้ว่า ภาพดังกล่าวคือพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงเป็นสตรีแถวหน้าโดยแท้จริง ด้วยทรงเป็นลูกของพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 4) เมียของพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 5) และแม่ของพระมหากษัตริย์ (รัชกาล 6 และรัชกาลที่ 7) ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปเมื่อ พ.ศ. 2440 เป็นเวลานานถึง 9 เดือน ทรงสถาปนาพระมเหสีให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเท่าองค์พระมหาษัตริย์ พระองค์จึงได้รับตำแหน่ง สมเด็จพระบรมราชินี “นาถ” อันหมายถึงพระราชินี “ผู้เป็นที่พึ่ง” เป็นครั้งแรก

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรยายถึงเหตุการณ์นั้นผ่านความรู้สึกของแม่พลอย นางเอกวรรณกรรมอมตะเรื่อง สี่แผ่นดิน ว่าการสถาปนาครั้งนั้น “เป็นการกระเทือนความรู้สึกในสิทธิของเพศตนที่สงบนิ่งอยู่ในตัวผู้หญิงมาหลายศตวรรษได้กลับฟื้นคืนชีพ เพราะได้ปรากฏแน่ชัดแล้วว่าขณะที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไม่อยู่นี้ ผู้หญิงครองแผ่นดิน” ชาววังในสมัยนั้นเรียกพระองค์ว่า “สมเด็จรีเยนต์” มาจากคำว่า “regency” อันหมายถึงผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

René Magritte

ทุกครั้งเมื่อมองภาพพอร์เทรตของพระราชินีพระองค์นี้ เรามักรู้สึกถึงความเป็นผู้หญิงผู้ทรงพลังอำนาจ แม้แต่ในภาพเบื้องหลังนี้ พลังของพระองค์ก็ยังปรากฏให้เห็นผ่านความสง่างามของเสื้อผ้าอาภรณ์ ฉลองพระองค์ (เสื้อ) ตัดเย็บด้วยผ้าโบราณตามแบบแผนเรื่องทรงของเจ้านายไทยชั้นสูง แต่แขนของฉลองพระองค์กลับพองเป็นทรง Leg O’Mutton ซึ่งแปลตามศัพท์แล้วหมายถึงขาแกะ แต่ในไทยนิยมเรียกว่าขาหมูแฮม หรือแขน (เสื้อแบบ) หมูแฮม อย่างฝรั่ง ในช่วงทศวรรษ 1890 เสื้อที่มีแขนทรงนี้ ถือเป็น must-have item ของเชื้อพระวงศ์และสาวสังคมแถวหน้าของยุโรป และ trend ดังกล่าวก็เข้ามาถึงกรุงสยาม โดยพระราชินีของเรา mix and match เสื้อทรงนี้เข้ากับผ้าทรงสะพัก (ผ้าสไบทองปักดิ้นทองห่มทับกับเสื้อ เป็นเครื่องยศอย่างหนึ่ง) จนออกมาเป็น look ลูกครึ่งที่แสนสวยเก๋ทันสมัย ขณะเดียวกันก็ถูกต้องตามแบบโบราณราชประเพณี

  เมื่อค้นหาที่มาของการถ่ายภาพเบื้องหลังดังกล่าว พบข้อมูลว่าเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสกรุงโรมเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2440 พระองค์เสด็จฯ ไปยังสตูดิโอของประติมากรชื่อ Charles F. Summers (ชาร์ลส เอฟ. ซัมเมอร์ส) เพื่อทอดพระเนตรการปั้นพระรูปปั้นครึ่งองค์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และพระองค์ได้ประทับเป็นแบบให้ประติมากรปั้นพระบรมรูปปั้นของพระองค์เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการแกะสลักรูปหินอ่อน เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วรูปสลักหินอ่อนทั้งสองได้ส่งมายังพระนครและตั้งอยู่ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจวบจนปัจจุบัน ด้วยรูปแบบฉลองพระองค์และการประดับเครื่องประดับที่เป็นชุดเดียวกันเป๊ะ จึงสันนิษฐานได้ว่าพระฉายาลักษณ์เบื้องหลังนี้มิได้ฉายขึ้นด้วยความโก้เก๋ประการใดแต่เป็นการถ่ายเพื่อส่งไปให้ช่างปั้นรูปทำตามแบบต่างหาก

René Magritte

หลายคนคงพอเคยได้ยินได้อ่านเรื่องราวของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ เมื่อเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีสิ้นพระชนม์ ควีนทรงโศกเศร้าไม่เสด็จออกว่าราชการและเก็บพระองค์ ไม่ปรากฏพระองค์ในที่สาธารณะนานหลายปี นักวิชาการรุ่นหลังอธิบายว่า นอกจากความโศกาดูรที่ทรงขาดทั้งที่รักและที่พึ่งอย่างเจ้าชายอัลเบิร์ตแล้ว พระองค์ยังทรงประสบกับภาวะซึมเศร้าทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด (Prenatal and Postnatal Depression) ที่สะสมเรื้อรังมาเนิ่นนานจากการมีประสูติกาลพระราชโอรสธิดารวม 9 พระองค์ (ส่วนสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถมีพระราชโอรสธิดารวมถึง 14 พระองค์ ในจำนวนนี้รวมถึงพระราชบุตรที่ตกเสียก่อน-หมายถึงแท้งนั่นเอง-ที่จะมีพระประสูติกาลถึง 5 พระองค์) ควีนทรงฉลองพระองค์สีดำไว้ทุกข์ตลอดพระชนม์ชีพที่เหลือ เช่นเดียวกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เมื่อสมเด็จพระราชสวามีเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2453 พระองค์ทรงมีพระชนมายุ 46 พรรษา (ใกล้เคียงกับควีนวิกตอเรียที่สูญเสียพระสวามีเมื่อพระชนมายุ 42 พรรษา) ทรงทุกข์ระทมและงดการประกอบพระราชกรณียกิจ และทรงย้ายไปประทับอย่างโดดเดี่ยวที่พระราชวังพญาไท

หมอสมิธ (คนละคนกับหมอโอ๊ค สมิทธิ์) แพทย์ประจำพระองค์ชาวอังกฤษ บันทึกไว้ในหนังสือ A Physician at the Court of Siam ไว้ว่า ในบั้นปลายของพระชนม์ชีพพระองค์ประทับอยู่แต่บนพระแท่นบรรทมตลอดทั้งวัน บรรทมในเวลากลางวัน ตื่นพระบรรทมราวหกโมงเย็นถึงสองทุ่ม และจะบรรทมอีกครั้งในเวลาราวรุ่งสาง ทำให้ในเวลากลางวัน “บรรยากาศภายในราชสำนักดูเงียบสงบวังเวง ราวกับพระราชวังของเจ้าหญิงนิทราในนิทาน”

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

บรรณานุกรม

ดวงใจ. เบื้องหน้าเบื้องหลังบัลลังก์อังกฤษ. กรุงเทพฯ : เพื่อนดี, 2550.
ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. สี่แผ่นดิน กับเรื่องจริงในราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน, 2551.
ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. หอมติดกระดาน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2549.
ศุกลรัตน์  ธาราศักดิ์. สมเด็จฯ พระพันปีหลวง ในทรรศนะของหมอสมิธ : เรื่องเล่าของชาวต่างชาติ. เข้าถึงได้
      จาก http://www.sookjai.com/index.php?topic=85167.0;wap2
อภินันท์ โปษยานนท์, จิตรกรรม และประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง,
      2537.
David Millward. (2012, December 15). Queen Victoria was a domestic tyrant of a mother who  
      hated her nine children, a BBC documentary claims. Retrieved from
      http://www.telegraph.co.uk/news/9748492/Queen-Victoria-hated-her-children-say-
      academics.html
Julia Baird. (2010, January 13). Baird: Victoria, Queen and angry working mother. Retrieved from
      http://www.newsweek.com/baird-victoria-queen-and-angry-working-mother-71181

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load