ภาพถ่ายมนุษย์คนแรก ถ่ายในกรุงปารีสเมื่อ พ.ศ. 2382 (ค.ศ. 1839) หรือ 180 ปีที่แล้ว โดยจิตรกรฝรั่งเศสชื่อ นายหลุยส์ ฌาก มองด์ ดาแกร์ (Louis Jacques Mande Daguerre)

แม้ตัวตายแต่ชีพยัง ชื่อของเขากลายเป็นคำเรียกวิธีถ่ายภาพ ที่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายภาพ คือ ดาแกโรไทป์ (Daguerreotype) ที่มีเพียงก๊อปปี้เดียวในโลก ทำซ้ำไม่ได้ ก่อนจะพัฒนามาเป็นการถ่ายภาพหลากหลายวิธีต่อมา เช่น วิธีกระจกเปียก กระจกแห้ง ออโตโครม (Autochrome) ถ่ายโอนสีย้อม (Dye Transfer) และวิธีอื่นๆ ที่ค่อยๆ พัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

การถ่ายภาพยุคแรกไม่ใช่ของง่าย ทั้งขั้นตอนการเตรียมและการถ่าย ช่างภาพต้องมีความรู้ทั้งด้านเคมี ฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ ใช้การคิดคำนวณและประสบการณ์ และต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการถ่ายภาพระบบดาแกโรไทป์ต้องใช้เวลานานในการขัดแผ่นเงิน ใช้เวลาเปิดรับแสงนาน อีกทั้งยังมีการใช้ไอปรอทสร้างภาพ ไอปรอทเป็นพิษต่อร่างกาย คืออาจทำให้ตาบอดและเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โลกใช้เวลา 2 ศตวรรษพัฒนาวิทยาการถ่ายภาพ จนถึงปัจจุบันที่แตะเพียงปุ่มเดียวใครๆ ก็บันทึกภาพได้ แชร์ภาพให้เพื่อนได้ในเสี้ยววินาที

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ตั้งแต่วิทยาการถ่ายภาพแบบดาแกโรไทป์เข้ามาในสยามเมื่อ พ.ศ. 2388 บทบาทของภาพถ่ายไม่เพียงเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่ทำหน้าที่เป็นกุศโลบายทางการทูต เป็นข้อมูลทางการทหาร เป็นของขวัญแก่กันทั้งในระดับคนชั้นสูงและสามัญชน นอกจากเรื่องราวบนภาพถ่าย คำถามที่ว่า ใครเป็นคนถ่าย ถ่ายอย่างไร ถ่ายจากมุมไหนจึงได้ภาพเช่นนี้ ก็น่าสนใจไม่น้อย

อรรถดา คอมันตร์ นักสะสมภาพถ่ายและเอกสารโบราณยุครัชกาลที่ 4 และ 5 เป็นผู้หนึ่งที่ไม่เพียงเก็บสะสม แต่ศึกษาค้นคว้าจากทั้งหนังสือและผู้รู้ เพื่อเข้าใจอดีตของสยามและตอบคำถามต่างๆ ข้างต้นผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างภาพถ่าย อะไรคือปัจจัยที่ดันราคาภาพถ่ายเก่าให้แพงระยับ อะไรคือบทบาทของภาพถ่ายต่อสังคมไทยในยุคนั้น พร้อมเปิดคลังสะสมชมภาพถ่ายและเอกสารโบราณ 13 ชิ้นที่โดดเด่นเป็นพิเศษของเขาจากทั้งหมดหลายพันชิ้น

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

เส้นทางความหลงใหลของโบราณ

คุณอรรถดาเริ่มสะสมแสตมป์และเหรียญตั้งแต่วัยเรียน ด้วยเหตุที่โรงเรียนอยู่ใกล้ไปรษณีย์กลางที่บางรัก แหล่งขายแสตมป์ เด็กชายอรรถดาจึงใช้ชีวิตหลังเลิกเรียนเตะบอลกับเพื่อน สลับกับไปเดินดูร้านขายของเก่าในบางวัน เริ่มซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ด้วยเงินค่าขนม เพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนเน้นเก็บแสตมป์ในรัชกาลปัจจุบัน (ตอนนั้นคือรัชกาลที่ 9) แต่คุณอรรถดาเน้นเก็บแต่แสตมป์ยุคแรกเริ่ม คือยุครัชกาลที่ 5

เมื่อเห็นว่าลูกชายจริงจัง คุณแม่จึงยอมให้สมุดแสตมป์โบราณของครอบครัว คุณอรรถดาเกิดแรงบันดาลใจ เก็บสะสมต่อเนื่องจากจุดนั้น

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“บรรพบุรุษผมรับราชการ ในบ้านเลยมีซองจดหมายเก่า แสตมป์ โปสต์การ์ด แทนที่จะไปเสียเงินซื้อ เราก็ค่อยๆ ตะล่อม ขอหน่อย แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ครับ” คุณอรรถดาหัวเราะชอบใจ “อะไรก็ตามที่คุณแม่ยอมให้มา ผมเก็บไว้แบบนั้นเลย ความรู้สึกตั้งแต่เด็กคือ เราชอบของที่เป็นต้นฉบับ ไม่อยากทำลาย”

แม้ไม่ได้เรียนสาขาสถาปัตยกรรมหรือโบราณคดีอย่างที่ชอบ และเลือกศึกษาด้านธุรกิจเพื่อรับช่วงกิจการของครอบครัว แต่คุณอรรถดายังคงหลงใหลใน ‘ของเก่า’ เขาเริ่มเก็บเอกสารโบราณเมื่อไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา เริ่มจากโปสเตอร์หนัง จนเมื่อเห็นของจากเอเชียตามตลาดขายของเก่า (Flea Market) ทำให้เขาเริ่มตามเก็บทุกอย่างตั้งแต่หนังสือพิมพ์ โปสการ์ด ป้ายสังกะสี และภาพถ่าย แต่ของจากไทยค่อนข้างมีน้อย

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5 อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เขาเริ่มเล่นรถโบราณถึงขั้นสั่งซื้ออะไหล่ทางอินเทอร์เน็ตมาซ่อมรถเอง

“คุณพ่อซื้อรถใหม่ให้ ผมขาย เอาเงินไปซื้อรถคลาสสิกแทน ก็โดนว่าพอสมควร” คุณอรรถดายิ้ม เขาทำรถเสร็จคันหนึ่งๆ จะมีคนเรียงคิวขอซื้อต่อ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักพอสมควรในวงการนักเล่นรถคลาสสิก และเคยเป็นกรรมการสมาคมรถโบราณ นอกจากรถคลาสสิก คุณอรรถดายังเก็บสะสมเฟอร์นิเจอร์และภาพถ่ายโบราณไปพร้อมๆ กัน

“ผมชอบงานสถาปัตยกรรม ชอบงานไม้ ส่วนหนึ่งที่เริ่มสะสมเฟอร์นิเจอร์เพราะเห็นจากภาพถ่ายสมัยนั้น เขาแต่งบ้านกันอย่างไร พอเห็นแล้วชอบ ก็เก็บมาเรื่อยๆ”

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

สำหรับภาพถ่ายโบราณ เขาเก็บสะสมอย่างจริงจังมากว่า 20 ปีแล้ว

คุณอรรถดาเล่าว่า หมอสอนศาสนา นักสำรวจ นักธรรมชาติวิทยา แพทย์ และพ่อค้า เป็นผู้นำความรู้เรื่องการถ่ายภาพแบบดาแกโรไทป์แพร่กระจายไปประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ความรู้เรื่องการถ่ายภาพเข้ามาราว พ.ศ. 2388 โดยท่านสังฆราชปัลเลอกัวซ์และบาทหลวงลาร์โนดี แต่ชาวสยามยุคนั้นถือว่าการถ่ายรูปเท่ากับทอนอายุให้สั้นลง จึงไม่มีหลักฐานปรากฏว่ามีภาพถ่ายของสยามในสมัยนั้นเลย

ปัจจุบัน ภาพถ่ายสยามสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 กลายเป็นของสะสมที่มูลค่าเพิ่มตามเวลา ยุคราวร้อยกว่าปีถึงร้อยหกสิบปีมาแล้วสยามเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เพราะเป็นช่วงประเทศตะวันตกออกล่าอาณานิคม บางคนเรียกยุควิกตอเรียนหรือยุคโคโลเนียล คุณอรรถดากล่าวว่า เขาชอบของจากยุคนั้น (ศตวรรษที่ 19) เป็นพิเศษ เป็นยุคผสมผสานระหว่างตะวันตกกับตะวันออก

“ตั้งแต่ยุคที่เราทำสนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398 เป็นต้นมา ฝรั่งเริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับทั้งสถาปัตยกรรมและงานช่างแขนงต่างๆ พวกภาพถ่ายก็เริ่มช่วงนั้นพอดี จริงๆ การถ่ายภาพเข้ามาในยุครัชกาลที่ 3 แต่ยังไม่ถ่ายกันจริงจัง ตามหลักฐานที่พบก็คือ รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ฉายพระบรมรูป” คุณอรรถดากล่าว นั่นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้ขุนนางและไพร่ฟ้าประชาชนเห็นว่า ถ่ายรูปแล้วไม่เป็นอะไร

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“สมัยรัชกาลที่ 4 คนที่ถ่ายภาพเป็นจริงๆ ที่เป็นคนไทย อาจมีแค่ 2 – 3 คนทั่วประเทศ อาจมีฝรั่งอีกไม่เกิน 10 คน พอเข้าต้นรัชกาลที่ 5 อาจจะหลายสิบคน ช่วงกลางถึงปลายรัชกาล พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ก็ถ่ายภาพได้แล้ว พอเข้ารัชกาลที่ 6 และ 7 คนที่ถ่ายภาพเป็นคงมีหลายพันคน” คุณอรรถดาอธิบายเรื่องความนิยม

‘ยุคทอง’ ของการถ่ายภาพคือสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงศึกษาวิธีการถ่ายภาพอย่างละเอียด ทรงจัดให้มีการประกวดภาพถ่าย ต่อเนื่องไปถึงยุครัชกาลที่ 6 และ 7 ที่พระมหากษัตริย์ไทยทั้งสองพระองค์ทรง ‘เล่นกล้อง’ และทรงใช้ภาพถ่ายเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกสภาพความเป็นอยู่ของพสกนิกร จำนวนคนที่ถ่ายภาพเป็นและร้านถ่ายภาพ เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ และยังมีจำนวนมากที่ตกทอดมาให้ชาวไทยปัจจุบันได้ศึกษาอดีต

ภาพถ่ายโบราณของไทยส่วนหนึ่งในครอบครองของคุณอรรถดา เขาใช้เวลาและทรัพย์สินส่วนตัวไป ‘ตามกลับมา’ จากต่างประเทศ ผ่านช่องทางการประมูล ร้านขายของโบราณ และตลาดขายของมือสอง เรียกได้ว่าเขาเสาะหาของจากตลาดทุกระดับ

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ภาพถ่ายและของโบราณของไทยอื่นๆ ไปอยู่ต่างประเทศได้อย่างไร

คุณอรรถดาตอบว่า “ก็มีทั้งไปแบบถูกต้องและไม่ถูกต้อง แบบถูกต้องก็คือสมัยโบราณเราส่งราชทูตไป มีของไปเป็นเครื่องมงคลราชบรรณาการ หรือฝรั่งที่เข้ามารับราชการในสยาม พอถึงเวลากลับประเทศ เขาเอาของของไทยกลับไปด้วย ทั้งของที่เขาได้รับพระราชทานและของต่างๆ ที่เขาซื้อเอง

“ของหลายชิ้นที่ผมได้มามีประวัติระบุไว้ เช่น ได้มาจากบ้านกงสุลอเมริกันที่เคยอยู่ในไทย พอเขาเสียชีวิต ลูกหลานบางคนเอาออกมาขาย แบบนี้ก็มี หรือเป็นของที่ติดตามไปกับนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อต่างประเทศในสมัยนั้น อาจจะไม่ได้นำกลับหรือมอบให้เพื่อนไว้ เพราะช่วงรัชกาลที่ 4 – 7 หนึ่งในของขวัญที่ให้กันง่ายคือภาพถ่าย เขามอบภาพถ่ายให้กันเป็นที่ระลึก ตั้งแต่ระดับพระมหากษัตริย์จนถึงสามัญชนที่มีโอกาสไปต่างประเทศ มีลายเซ็น อีกวิธีที่ของไทยจะไปอยู่ต่างประเทศคือ งานแสดงสินค้าจากต่างประเทศที่เรียกว่างานเอ็กซ์โป”

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ปัจจัยที่กำหนดราคาภาพถ่ายโบราณ

ภาพถ่ายโบราณแต่ละใบมีราคาต่างกัน บางชิ้นราคาหลักล้าน แล้วอะไรเป็นสิ่งกำหนดราคา

“ภาพถ่ายโบราณของไทยโดยเฉพาะของช่วงรัชกาลที่ 4 และ 5 เท่าที่ผมสัมผัสมา ผมคิดว่าราคาอยู่ในระดับสูงสุดทั่วโลก ทั้งในการประมูลและร้านค้าต่างประเทศ สาเหตุเพราะมีคนมาถ่ายภาพในเมืองไทยน้อย ตอนนั้นการถ่ายภาพยังเป็นของใหม่ คนที่มาถ่ายภาพส่วนใหญ่เป็นฝรั่งมีชื่อเสียง ภาพจึงมีมูลค่าในแง่ความเป็นศิลปินด้วย

“ผมเคยอ่านหนังสือเจอว่าภาพถ่ายโบราณสมัยศตวรรษที่ 19 ของทั่วโลก ทุกวันนี้อาจจะเหลืออยู่ไม่ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ แล้วของไทยล่ะ ยิ่งน้อยลงไปอีก ปัจจุบันจะเหลือสักเท่าไร เพราะภูมิอากาศบ้านเรา วัสดุทางเคมีที่นำมาใช้กับภาพถ่ายค่อนข้างบอบบาง บางอย่างเป็นของจากธรรมชาติเช่นไข่ขาวที่เรียกว่า กระดาษอัลบูมิน พอโดนความชื้น เกิดปฏิกิริยากับแสงแดดก็เปลี่ยนสภาพ ทำให้ภาพถ่ายยุคนั้นเหลือรอดมาถึงปัจจุบันค่อนข้างน้อยมากๆ”

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

คุณอรรถดาระบุปัจจัยที่ ‘ดันราคา’ ภาพถ่ายโบราณ ไว้ว่าคือ “ขนาด สภาพ ใครอยู่ในภาพ ใครเป็นคนถ่าย ถ้ามีชื่อห้องภาพด้วยยิ่งมีราคา หรือถ้ามีลายเซ็นบุคคลสำคัญก็ยิ่งแพง

“ถ้ามีชื่อห้องภาพ ยิ่งทำให้รู้ด้วยว่าเป็นก๊อปปี้แรกหรือเปล่า ถ้าคนไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ว่าใครเป็นคนถ่าย ว่าเขาเข้ามาเมืองไทยสมัยไหน อาจจะเล่นแบบไม่ถูกทาง บางภาพ ถ่ายสมัย ร.4 แต่มาอัดสมัย ร. 5 ซึ่งราคาต่ำกว่าแน่นอน นักสะสมตัวจริงอาจไม่นิยม เพราะเขาจะชอบของเก่าที่มันถึงยุค”

เราเดินเข้าร้านถ่ายรูปวันนี้ เลือกขนาดรูปได้เช่นนิ้วครึ่ง สองนิ้ว สองนิ้วครึ่ง แต่สมัยก่อน ขนาดมาตรฐาน’ ของรูปถ่ายมี 2 แบบ คุณอรรถดาอธิบายว่า

“ภาพถ่ายยุคแรกมีขนาดเล็กสุดที่เรียกว่า Carte de Visite (CdV) (6.5X11 ซม.) ภาษาไทยเรียกขนาดการ์ด หรือการ์ดไพ่ เป็นภาพถ่ายระบบฟิล์มกระจกที่เกิดต่อจากแบบดาแกโรไทป์ และเป็นขนาดที่นิยม อยู่ในช่วงรัชกาลที่ 4 และ 5 และมีขนาดที่เรียกว่า Cabinet (11X17 ซม.) ใหญ่กว่าโปสการ์ดนิดหนึ่ง

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ภาพขนาด Carte de Visite (ภาพขวา) และขนาด Cabinet (ภาพซ้าย)

“2 แบบนี้คือขนาดมาตรฐาน ซื้อหาได้ตามห้องภาพทั่วไป เหมือนยุคนี้เราเข้าไปถ่ายรูปที่ร้านก็เลือกได้ ช่วงรัชกาลที่ 4 มีแต่ CdV ต้นรัชกาลที่ 5 ก็ยังมี CdV และเริ่มมีขนาด Cabinet ด้วย

“แต่ถ้าภาพขนาดใหญ่กว่านี้ กรรมวิธีทำค่อนข้างลำบาก ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ก็มีการขยายภาพใหญ่ แต่ไม่มีขาย จะทำสำหรับบุคคลพิเศษจริงๆ เช่น มอบให้ผู้นำรัฐ ใหญ่นี่คือขนาดเป็นฟุตเลย สำหรับภาพถ่าย ยิ่งขนาดใหญ่ยิ่งแพงก็จริง แต่ต้องดูสภาพด้วย ถ้าใหญ่ แต่ต้องเข้าไปจ้องใกล้ๆ ถึงจะรู้ว่าเป็นใคร ก็จะอีกราคาหนึ่ง”

สำหรับภาพถ่ายและสิ่งพิมพ์ ปัจจัย ‘ใครอยู่ในภาพ’ อาจดันราคาปัจจุบันให้ต่างกันเป็นร้อยเท่า คุณอรรถดาเล่าว่า หนังสือพิมพ์ฝรั่งบางฉบับในสมัยนั้น หากภาพบุคคลที่ ‘ขึ้นปก’ คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราคาจะสูงกว่าสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียมาก เพราะยังมีสิ่งพิมพ์อื่นอีกมากมายที่มีพระบรมฉายาลักษณ์พระนางวิกตอเรียบนปก และเพราะคนขายที่เป็นฝรั่งรู้ว่านักสะสมชาวไทยรักและเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัว

อีกหนึ่งข้อเท็จจริงคือที่ทำให้ภาพถ่ายต้นฉบับแพงกว่าภาพถ่ายที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์คือ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ยุคนั้นมียอดพิมพ์ครั้งละหลักแสน ของที่ ‘เหลือรอด’ มาถึงปัจจุบันจึงมีมากกว่าภาพถ่ายเยอะ

สำหรับภาพถ่าย ถ้าเป็นระบบดาแกโรไทป์ จะมีเพียงชิ้นเดียวในโลก ทำซ้ำไม่ได้ ส่วนระบบฟิล์มกระจกอาจมีการก๊อปปี้ไว้ไม่เยอะ ไม่ใช่เป็นแสนๆ ฉบับเหมือนหนังสือพิมพ์ เวลาผ่านไปร้อยกว่าปี ภาพถ่าย 1 โหลเหล่านั้นสูญหายหรือเสียหายไปตามกาลเวลา ภาพถ่ายโบราณบางภาพที่คุณอรรถดามีจึงอาจเป็นชิ้นเดียวในโลก เพราะยังไม่มีนักสะสมคนใดหาภาพที่เหมือนกันเจอ

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ภาพหนึ่งภาพบอกคำเป็นพัน เหตุการณ์และบุคคลในภาพถ่ายโบราณ 1 ใบอาจนำมาเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆ คุณอรรถดาเล่าว่า เนื้อหาในภาพถ่ายตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีทั้งภาพในราชสำนักและภาพชีวิตสามัญชน รวมทั้งสภาพบ้านเรือนและภูมิประเทศ

นอกจากนั้น ภาพถ่าย 1 ใบ ยังมี ‘เนื้อหา’ อื่นอีก ได้แก่ แสดงวิวัฒนาการด้านเทคนิคและศิลปะการถ่ายภาพ และเป็นหลักฐานบันทึกประวัติของช่างภาพชาวต่างประเทศที่เข้ามาในสยาม รวมทั้งช่างภาพชาวไทยที่เรียนรู้วิชาถ่ายภาพจากบุคคลเหล่านี้

ภาพถ่ายกษัตริย์’ กับบทบาทที่มากกว่าการบันทึกภาพ

แม้คนที่ไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ คงเคยเห็นพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 5 ที่ฉายคู่กับซาร์นิโคลัสที่ 2 ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับในยุโรปใน พ.ศ. 2440 ภาพนั้นทำให้นานาประเทศในยุโรปต้อง ‘คิดทบทวน’ ก่อนจะกำหนดบทบาททางการเมืองกับประเทศสยาม

ก่อนหน้าภาพประวัติศาสตร์ดังกล่าว เคยมี ‘ภาพถ่ายกษัตริย์’ ที่ถูกใช้ในเชิงการทูตมาแล้ว และบังเอิญว่าคุณอรรถดามีภาพถ่ายโบราณที่เกี่ยวข้องอยู่ถึง 2 ภาพ ก่อนไปชมภาพเหล่านั้น เราควรรู้จักภาพถ่ายที่ใช้ในเชิงการทูตก่อนสักนิด

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ตอนต้นได้กล่าวไปแล้วว่า ภาพถ่ายระบบแรกของโลกคือระบบดาแกโรไทป์ ปัจจุบัน ในประเทศไทยยังไม่มีใครหาภาพถ่ายดาแกโรไทป์เจอ แต่มีหลักฐานปรากฏว่ามีพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายโดยระบบดาแกโรไทป์อยู่ 3 ชิ้น คือที่สถาบันสมิธโซเนียน สหรัฐอเมริกา (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียร์ซ พ.ศ. 2399) ที่พระราชวังวินด์เซอร์ สหราชอาณาจักร (พระราชทานแก่พระนางเจ้าวิกตอเรีย พ.ศ. 2400) และที่พิพิธภัณฑ์วาติกัน กรุงวาติกัน (พระราชทานแก่สันตะปาปาปิอัสที่ 9 พ.ศ. 2404)

ยังมีอีกชิ้นหนึ่ง เป็นพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉลองพระองค์ประดับด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Legion d’ Honneur ที่จักรพรรดินโปเลียนส่งมาทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อปี 2406 ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พระราชวังฟองแตนโบล

ศาสตราจารย์ศักดา ศิริพันธุ์ ระบุเกี่ยวกับภาพนี้ในหนังสือ กษัตริย์กับกล้อง วิวัฒนาการภาพถ่ายในประเทศไทย ว่า จากการสังเกตสำเนาภาพดังกล่าว ภาพต้นฉบับน่าจะเป็นแบบดาแกโรไทป์ ถ่ายประมาณ พ.ศ. 2406 และทำซ้ำเพื่อส่งไปยังฝรั่งเศส เพราะภาพดาแกโรไทป์สีซีดจางไว แต่ไม่มีหลักฐานปรากฏว่าพระราชทานแก่จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เมื่อไร

ส่วนพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ที่มีหลักฐานปรากฏว่ารัชกาลที่ 4 ทรงส่งไปพระราชทานแก่จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ในพ.ศ. 2404 และปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่หอจดหมายเหตุพระราชวังฟองแตนโบล ฝรั่งเศส ศาสตราจารย์ศักดา ศิริพันธุ์ ระบุไว้ว่า จากคำบอกเล่าและข้อมูลจากหนังสือต่างๆ ที่เขียนถึงภาพนี้ กล่าวกันว่าเป็นภาพถ่ายแบบดาแกโรไทป์

แต่ภาพที่ผู้เขียน (ศาสตราจารย์ศักดา) เห็นที่หอจดหมายเหตุพระราชวังฟองแตนโบล วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 เป็นภาพถ่ายระบบฟิล์มกระจกเปียก (Wet Plate) ลงบนกระดาษอัลบูมินและระบายสี แต่ก็นับได้ว่าเป็นภาพอัลบูมินระบายสีที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบเป็นครั้งแรกจนกระทั่งทุกวันนี้

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ภาพอัลบูมินระบายสีนี้ต่างจากภาพระบบดาแกโรไทป์ คือทำซ้ำได้ โดยวิธีอัดขยายภาพเนกาตีฟ ที่ถ่ายด้วยวิธีการกระจกเปียกบนกระดาษอัลบูมินได้ครั้งละหลายๆ ภาพ แล้วระบายสีให้เหมือนจริง ภาพถ่ายดังกล่าวเป็นตัว ‘เล่า’ ว่า วิธีถ่ายภาพแบบกระจกเปียกได้เผยแพร่เข้ามาในสยามแล้วประมาณ พ.ศ. 2403

คุณอรรถดากล่าวว่า ในครั้งนั้นช่างภาพหลวงอาจจะอัดซ้ำไว้ไม่มาก ภาพ 1 ใบถูกส่งไปฝรั่งเศสในฐานะของขวัญจากกษัตริย์ถึงกษัตริย์ ที่เหลือคงถูกเก็บรักษาไว้ในที่อันควร มาถึงปัจจุบัน ตัวเขาเองมีอยู่ในครอบครองใบหนึ่ง (คือภาพหมายเลข 3 ใน 13 ภาพด้านล่าง) เป็นหนึ่งในภาพต้นฉบับเก่าแก่ที่สุดที่มี

สำหรับคนทั่วไป ภาพต่างๆ เหล่านั้นก็คือภาพของพระมหากษัตริย์และบุคคลระดับราชทูต แต่ถ้ามองในแง่ชั้นเชิงทางการทูต การที่รัชกาลที่ 4 ทรงส่งพระบรมสาทิสฉายาลักษณ์ของพระองค์เองไปยังประเทศในยุโรป เป็นดังหนึ่งสื่อเจริญพระราชไมตรี และแสดงให้เห็นว่าแม้สยามจะอยู่ในดินแดนห่างไกลจากอารยประเทศในยุโรป แต่ได้เริ่มมีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว (เพราะการถ่ายภาพทั้งระบบดาแกโรไทป์และกระจกเปียก ช่างภาพต้องมีความรู้ด้านเคมีและฟิสิกส์เป็นอย่างดี)

ดังนั้น เหตุผลที่หลายๆ ประเทศใช้ในการล่าอาณานิคม คืออ้างว่าเพื่อยึดครองประเทศที่ยังล้าหลังและป่าเถื่อน จึงจะทำกับสยามไม่ได้

หนังสือประวัติศาสตร์การถ่ายภาพที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 เล่ม เห็นตรงกันว่า ‘ภาพถ่ายกษัตริย์’ ที่ส่งไปพระราชทานมิตรประเทศมีบทบาทสำคัญในแง่การธำรงความมั่นคงของชาติด้วย อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างให้ชาวสยามเลิกเชื่อในเรื่องงมงายและหันมาสนใจวิทยาการสมัยใหม่บ้าง

แล้วใครเป็นผู้อัญเชิญพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ดังกล่าวไปส่งถึงพระหัตถ์จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ที่ฝรั่งเศส

ปรากฏหลักฐานว่ามีการบันทึกภาพราชทูตท่านนั้นไว้ ท่านอัญเชิญพระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการจากรัชกาลที่ 4 ไปถวายแด่จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2404 เวลา 17.00 น. คุณอรรถดาเสาะหาภาพนี้มาจากต่างประเทศ

ราชทูตท่านนั้นคือ เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) คุณตาของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งคุณอรรถดากล่าวว่า ทางไทยเราไม่ได้มีการบันทึกภาพไว้เลยว่าส่งใครไป ของขวัญคืออะไร แต่ทางฝรั่งเศสบันทึกภาพไว้หมด

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“ภาพนี้ ตัว N คือ Nadar (ชื่อจริงคือ Gaspard-Félix Tournachon) ช่างภาพในราชสำนักของฝรั่งเศสสมัยพระเจ้านโปเลียนที่ 3” คุณอรรถดาอธิบาย

โจคิม เค.เบ้าวซ์ (Joachim K. Bautze) ระบุในหนังสือ สยามผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน 2408-9 รวมทั้งนครวัดและเมืองชายฝั่งประเทศจีน เรียบเรียงโดย ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ ไว้ว่า นาดาร์เป็นช่างภาพชื่อดัง ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นช่างภาพประจำคณะราชทูตจากสยามชุดนี้ เขาถ่ายภาพคณะราชทูตทั้งด้านหน้า ด้านข้าง รูปหมู่ รูปเดี่ยว เพื่อใช้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของฝรั่งเศส ภาพถ่ายของนาดาร์ทำให้ชาวโลกเกิดความสนใจคณะราชทูตจากสยามเป็นอย่างยิ่ง

ร้อยกว่าปีให้หลัง ชาวไทยเพิ่งได้เห็นหน้าค่าตาของเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์แบบชัดเจนจากภาพถ่ายโบราณในครอบครองของคุณอรรถดานี่เอง คุณอรรถดากล่าวว่า

“…ภาพนี้ได้มาจากเมืองนอก คนในรูปคือเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) เป็นการเปิดเผยครั้งแรกในเมืองไทยว่าเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ หน้าตาท่านชัดๆ เป็นอย่างไร คุณแม่ผมเป็นประธานคณะกรรมการจัดทำหนังสือสายสกุลบุนนาค ตอนทำหนังสือยังหารูปท่านชัดๆ ไม่ได้เลย มีแต่รูปรางๆ ได้จากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ก็เสียดายที่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ภาพนี้มา…” คุณอรรถดากล่าว

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ภาพถ่ายชาวบ้าน’ บันทึกสภาพชีวิตเพื่อสารพัดจุดประสงค์

“…ช่างภาพยุคแรกๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นฝรั่งมาจากต่างประเทศ นอกจากถ่ายภาพพระมหากษัตริย์แล้ว ยังถ่ายภาพชาวบ้านและสภาพบ้านเรือนด้วย มีทั้งสองอย่างนี้คู่กันมาตั้งแต่ยุคแรกแล้ว…” คุณอรรถดาอธิบาย

“…ที่เขาไปถ่ายภาพชาวบ้าน ผมคิดว่าเป็นเพราะทั้งได้รับคำสั่งและเป็นความสนใจของเขาเอง คำสั่งอาจแฝงมากับการล่าอาณานิคม และตัวช่างภาพเองคงสนใจด้วย ชาวตะวันตกที่ไม่เคยมาตะวันออก เขาคงอยากบันทึกภาพไว้ วัดวาอารามเป็นยังไง หน้าตาคนเป็นยังไง แต่งชุดยังไง รูปเหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูงทีเดียวในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการประมูลของ Christy’s Sotheby’s หรือของดีลเลอร์รายย่อย ขายรูปของคนไทยค่อนข้างราคาสูง คนซื้อส่วนใหญ่เป็นนักสะสมชาวยุโรป ทั้งชาวเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ภาพชีวิตของสามัญชน ช่างภาพฝรั่งเขาไม่ได้ถ่ายเฉพาะในเมืองหลวง แต่ไปถึงรอบๆ หัวเมืองต่างๆ ด้วย ทั้งลาว เขมร เพราะตอนนั้นยังเป็นประเทศราชของไทยอยู่

ภายหลังที่ปริมาณภาพถ่ายเพิ่มขึ้นก็เป็นเพราะคนสามัญเริ่มถ่ายภาพเป็น เริ่มมีห้องภาพ สตูดิโอ คนชั้นขุนนางและคนสามัญก็เริ่มเข้าร้านไปถ่ายรูปตัวเอง ยุคก่อนหน้านี้คือช่างภาพเป็นฝรั่ง มีแต่เฉพาะพระมหากษัตริย์และชนชั้นนำที่จ้างได้ คนทั่วไปจ้างไม่ไหว…” คุณอรรถดากล่าว

ช่างภาพตะวันตกคนสำคัญที่ทำหน้าที่บันทึกภาพชีวิตสามัญชนมีหลายท่าน เช่น จอห์น ทอมสัน (John Thomson) โรเบิร์ต เลนซ์ (Robert Lenz) คุณอรรถดามีผลงานภาพถ่ายของช่างภาพทั้งสองคนอยู่หลายชิ้น

พ.ศ. 2408 – 2409 จอห์น ทอมสัน ช่างภาพชาวสกอต เดินทางมาถ่ายรูปพระราชวัง พระราชพิธี รวมทั้งทิวทัศน์ในกรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา และเพชรบุรี และเดินทางไปถ่ายภาพหลายประเทศในเอเชีย ช่างภาพผู้นี้เองที่มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงกระบวนการถ่ายภาพแบบกระจกเปียกให้เหมาะกับภูมิอากาศในประเทศร้อนชื้น (เช่น วิธีจัดแสง การเลือกเวลาที่เหมาะสม การใช้สามขาตั้งกล้อง การบรรจุเพลตก่อนขนส่งมาเอเชียเพื่อไม่ให้ขึ้นสนิม การปรับปรุงและใช้สารเคมีต่างๆ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่มีรายละเอียดมากขึ้น ฯลฯ) ภาพถ่ายของเขาที่ยังหลงเหลือในปัจจุบันยังคมชัด บ่งบอกเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดี

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ทอมสันได้รับยกย่องจากนักนิเทศศาสตร์และนักวารสารศาสตร์ทั่วโลกว่าเป็น Photojournalist คนแรกของโลก เพราะทั้งเขียนหนังสือเชิงท่องเที่ยวและถ่ายภาพประกอบด้วยเสร็จสรรพ

อย่างไรก็ตาม หนังสือประวัติศาสตร์บางเล่มตั้งข้อสังเกตว่า ผลงานภาพถ่ายของทอมสัน ไม่ได้ถ่ายเพราะความอยากรู้อยากเห็นและบันทึกความทรงจำเพียงอย่างเดียว แต่ภาพถ่ายภูมิทัศน์ดังกล่าวยังมีประโยชน์โดยตรงต่อการทหารของประเทศสหราชอาณาจักรในยุคล่าอาณานิคมอีกด้วย ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าการเดินทางของเขาและการขนส่งเพลตและสารเคมีสำหรับถ่ายภาพมายังเอเชียต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ทอมสันเขียนบทความและสอนวิชาถ่ายภาพให้ราชสมาคมภูมิศาสตร์ของสหราชอาณาจักร และปัจจุบันผลงานภาพถ่ายของเขาก็ถูกอนุรักษ์ไว้ที่นี่ จึงเป็นไปได้ว่าสถาบันแห่งนี้นี่เองที่เป็น ‘นายทุน’ สนับสนุนให้ทอมสันถ่ายภาพเพื่อประโยชน์ทางทหาร

ไม่เพียงในกรณีของทอมสัน จำนวนร้านถ่ายรูปของชาวญี่ปุ่นและช่างถ่ายรูปเร่ชาวญี่ปุ่นเพิ่มจำนวนมากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายสภาพบ้านเมืองสยามส่วนหนึ่งถูกใช้โดยกองทัพญี่ปุ่นเพื่อประโยชน์ทางการทหาร

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ช่างภาพชาวต่างชาติอีกคนที่คุณอรรถดาเอ่ยถึงเพราะมีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ภาพถ่ายของสยาม คือ โรเบิร์ต เลนซ์ เช่นเดียวกับทอมสัน ที่เขาทั้งถ่ายภาพบุคคลและเหตุการณ์ในราชสำนักสยาม และสถาปัตยกรรม ทิวทัศน์ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย

โจคิม เค.เบ้าวซ์ กล่าวถึงเลนซ์ในหนังสือ Unseen Siam: Early Photography 1860-1910 ว่า ในบรรดาช่างภาพที่ทำงานช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ผลงานถ่ายภาพของโรเบิร์ต เลนซ์ ถือเป็นภาพสะท้อนความเป็นสยามช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้เป็นอย่างดี ‘ลายเซ็น’ ของเลนซ์คือภาพสีออกแดงหรือม่วง อันเป็นผลจากการผสมน้ำยาเคมีแบบของเขา

บนเส้นทางนักสะสมของคุณอรรถดา ได้สืบเสาะหาภาพต้นฉบับทั้งจากในและต่างประเทศไว้เป็นจำนวนมาก จนเปิดเป็นนิทรรศการพิเศษ ‘120 ปี โรเบิร์ต เลนซ์ และห้องภาพในสยาม’ ไปเมื่อ พ.ศ. 2560

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ก่อนพาไปชมภาพถ่ายชิ้นเด่นที่เขาเตรียมไว้แล้ว คุณอรรถดากล่าวว่า เป็นคนชอบหนังสือสวยงาม หนังสือสะสม และคิดว่าภาพในหนังสือนั้นเป็นข้อมูลที่มีคุณค่า บางเล่มเป็นภาษาที่เขาอ่านไม่ออกแต่ก็ซื้อเก็บไว้เพื่อดูภาพ บางภาพหาไม่ได้จากอินเทอร์เน็ต ด้วยความชอบหนังสือนี้เอง ภาพถ่ายในครอบครองของเขาส่วนหนึ่งจึงถูกนำมาจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์ในนามสำนักพิมพ์สยาม เรเนสซองส์ เพื่อเผยแพร่ให้คนทั่วไปมีโอกาสเห็น

“…ภาพที่ผมมี วันนี้สภาพยังดีอยู่ แต่อีก 10 – 20 ปีอาจจะเสื่อมสลาย น้ำท่วม หรือเกิดเหตุอะไรขึ้น กลายเป็นว่าคนรุ่นหลังไม่มีโอกาสได้เห็นอีก เลยทำเป็นหนังสือดีกว่า พิมพ์ครั้งหนึ่งหลายพันเล่ม ภาพเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไปอีกเป็นร้อยๆ ปี มันจะมีประโยชน์มากกว่าอยู่กับผม…” คุณอรรถดาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

13 ภาพถ่ายและเอกสารโบราณชิ้นเด่น ทุกชิ้นเป็นเอกสารต้นฉบับ

1

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“ทราบจากดีลเลอร์ว่า ชิ้นนี้เขาแกะมาจากปกหน้าของอัลบั้ม ตัวอัลบั้มอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ได้มาแค่นี้ เป็นแผ่นเงินแท้ เป็นภาพของรัชกาลที่ 5 น่าจะเป็นอัลบั้มสำคัญมากพอสมควรถึงกับทำรูปท่านไว้ งานค่อนข้างละเอียดมาก ไม่แน่ใจว่าเป็นช่างไทยหรือจีน แต่คิดว่าไม่ใช่ช่างยุโรป เพราะเขาจะใช้ Silver Plate (เงินชุบ) มากกว่า แต่นี่เป็นแผ่นเงินแท้”

2

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“ภาพนี้ไม่ใช่ระบบดาแกโรไทป์ เพราะสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่มีระบบนี้แล้ว ภาพนี้น่าจะทำที่ยุโรป เพราะเป็นงาช้างทั้งแผ่นลงสี แต่ใส่กรอบแบบดาแกโรไทป์ คือกรอบหนังแบบนี้ไม่น่าจะทำที่เมืองไทย เพราะสมัยนั้นเมืองไทยหากรอบแบบดาแกโรไทป์ยังไม่ได้ อาจทำช่วงเสด็จประพาสยุโรป”

3

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“ภาพนี้ รัชกาลที่ 4 ทรงฉายกับเครื่องมงคลราชบรรณาการที่พระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ทรงส่งมาถวาย สภาพคมชัดมาก สมัยนั้นเขาอาจจะถ่ายไว้หลายใบ เป็นภาพเดียวกันกับภาพที่ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พระราชวังฟองแตนโบล สันนิษฐานว่า รอสสิเยร์ (Pierre Rossier) เป็นคนถ่าย เป็นช่างภาพชาวสวิสที่เข้ามาเมืองไทยในช่วงนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงได้เครื่องมงคลราชบรรณาการจากพระเจ้านโปเลียน 3 ราว พ.ศ. 2399 หลังจากนั้นท่านก็ถ่ายรูปส่งไปพร้อมเครื่องมงคลราชบรรณาการให้พระเจ้านโปเลียนที่ 3 บ้าง”

4

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“พระราชหัตถเลขาจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวถึง นายแพทย์ซามูเอล สมิธ เป็นจดหมายสั้นๆ แต่จดหมายของพระองค์หายากมาก มีตราพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว”

5

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“ภาพนี้เป็นขนาดภาพใหญ่พิเศษ ได้มาจากต่างประเทศ ช่างภาพคือ จอห์น ทอมสัน ภาพนี้ถือว่าสวยและหายาก”

6

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

ภาพนี้เป็นภาพรัชกาลที่ 5 ฉายในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ซึ่งได้มาจากการประมูล ภาพจากงานประมูลมีข้อดีคือ เขาจะระบุประวัติไว้หมดเลยว่าได้มาจากบ้านใคร เพราะเขาทำแบบโปร่งใส ของชิ้นนี้เขาสืบทราบว่าได้มาจากบ้านของ โทมัส น็อกซ์ (Thomas Knox) กงสุลอังกฤษที่ภายหลังมีเรื่องกับราชสำนักสยาม”

7

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“ภาพนี้ ตามที่ผู้รู้บอก คิดว่าเป็นภาพพิมพ์เพื่อจะเอาไปพิมพ์อะไรบางอย่าง เช่น แสตมป์ ชิ้นนี้ผมประมูลได้มา เขามีประวัติว่าได้มาจากลูกหลานของกงสุลอเมริกันที่เคยอยู่ในเมืองไทย คือ โคโลเนล เดวิด บี.ซิกเคลส์ (Colonel David B.Sickels) เขาได้มาใน ค.ศ. 1883 ถ้าพระองค์ท่านหันด้านข้างแบบนี้ก็ค่อนข้างแน่นอนว่าถ่ายเพื่อเป็นแบบสำหรับไปทำอย่างอื่น”

8

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“ภาพทิวทัศน์แม่น้ำสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นหนึ่งในภาพเก่าสุดที่มี ได้จากการประมูลเลยรู้ประวัติ ภาพนี้ทางต่างประเทศเขาบอกว่า ช่างภาพคือ วิลเฮล์ม เบอร์เกอร์ (Wilhelm  Burger) ก็ประมาณปลายรัชกาลที่ 4 แต่ยังไม่ฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะช่วงนั้นช่างภาพไทยชื่อ ฟรานซิส จิตร ก็ถ่ายภาพแล้ว บางท่านจะแย้งว่า วิลเฮล์ม เบอร์เกอร์ อาจจะไม่เคยมาสยาม เพราะว่าหลักฐานน้อยมาก แต่โดยเนื้อกระดาษและสีฟิล์มแบบนี้ เขาก็ระบุว่าเป็นสมัยรัชกาลที่ 4”

9

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“นี่คือภาพวัดพระแก้วในสมัยรัชกาลที่ 5 บางครั้งสีของวัสดุที่ใช้กับภาพถ่ายจะบอกได้ว่าช่างภาพคือใคร อย่างภาพนี้ ถ่ายโดยโรเบิร์ต เลนซ์ เพราะภาพออกสีม่วงหรือสีม่วงอมเหลือง ช่างภาพแต่ละคนจะมีเทคนิคผสมน้ำยาไม่เหมือนกัน ประมาณกลางรัชกาลที่ 5 เทคโนโลยีฟิล์มกระจกดีขึ้นมาก คุณภาพน้ำยาก็ดีขึ้นมาก ภาพถ่ายค่อนข้างคมชัดและคงทน ที่ยิ่งทำให้มั่นใจแน่นอนเพราะภาพนี้ถูกฉีกออกจากอัลบัมรวมภาพถ่ายของโรเบิร์ต เลนซ์ เพื่อขายแยก เพราะได้ราคาดีกว่าขายทั้งอัลบั้ม”

10

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“ภาพคล้องช้างที่อยุธยาสมัยรัชกาลที่ 5 ถ่ายโดยโรเบิร์ต เลนซ์ เช่นกัน เพราะมาจากอัลบั้มเดียวกัน ถ้าจะหาภาพคมชัดขนาดนี้ในเมืองไทย หาไม่ได้ครับ ไม่มีทาง ภาพที่เป็นต้นฉบับจริงๆ มาจากต่างประเทศอย่างเดียวเท่านั้น”

11

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“ภาพถ่ายเรือนแพสมัยรัชกาลที่ 5 ภาพนี้บ่งบอกได้ดีอย่างที่กล่าวกันว่า ภาพหนึ่งภาพทำให้เรามีจินตนาการว่าคนถ่ายเขายืนถ่ายอยู่ตรงไหน ถ่ายอย่างไร หรือถ้าคนชอบเครื่องแต่งกายโบราณ พอเขาดูรูปที่ชัดขนาดนี้จะเห็นเลยว่าสมัยนั้นชาวบ้านแต่งตัวอย่างไรหรือคนชอบเรือนไทย ภาพนี้ก็จะบอกได้ว่าเรือนแฝดในน้ำและหลังคาจากมีหน้าตาเป็นอย่างไร บางภาพเป็นร้านค้าบนเรือนแพ มีถังปี๊บวางอยู่ เขาอ่านได้เลยว่าบนปี๊บเขียนยี่ห้ออะไร เป็นภาษาจีนหรือไทย เพราะภาพยังชัดมาก แล้วนำไปค้นคว้าต่อ”

12

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“ภาพรัชกาลที่ 5 ทรงระแทะ เมื่อเสด็จประพาสหัวเมืองทางใต้ เข้าใจว่าถ่ายภาพเพื่อนำไปมอบให้ผู้นำประเทศในยุโรปแต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร สมัยก่อนเหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศด้วย คือรวมเล่มภาพถ่าย มีหลายหมวด ทั้งภาพพระบรมวงศานุวงศ์ ภาพพระราชพิธี ภาพชาวบ้าน วัดวัง แม่น้ำ คือพอฝรั่งได้เล่มนี้ไปปุ๊บรู้เลยว่าเมืองไทยเป็นอย่างไร”

13

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

“ภาพงานพระเมรุเจ้านาย 4 พระองค์ คือ พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพชรุตม์ธำรง ทั้งสี่พระองค์สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2430 ในภาพเป็นงานพระเมรุซึ่งจัดที่ท้องสนามหลวง เมื่อเห็นภาพแล้วน่าคิดต่อว่าช่างภาพถ่ายจากมุมไหน”

อรรถดา คอมันตร์, ภาพถ่ายโบราณ, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5

หนังสือประกอบการเขียน

ไกรฤกษ์ นานา. “สมุดภาพรัชกาลที่ 4 วิกฤตและโอกาสของรัตนโกสินทร์ในรอบ 150 ปี”. กรุงเทพฯ:ศิลปวัฒนธรรม. 2550

ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์. “สยาม ผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน 2408-9”.กรุงเทพฯ:ริเวอร์บุ๊คส์. 2558

ศักดา ศิริพันธุ์. “กษัตริย์กับกล้อง วิวัฒนาการภาพถ่ายในประเทศไทย”.กรุงเทพฯ:ด่านสุทธาการพิมพ์. 2535

Joachim K. Bautze. “Unseen Siam: Early Photography 1860-1910”.Bangkok:River Books. 2016

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load