“นึกไม่ออกเลยว่าถ้าไม่มีดุสิตธานีอยู่ตรงนี้จะเป็นอย่างไร” เสียงรำพึงของแขกท่านหนึ่งกล่าวไว้กับพนักงานต้อนรับของโรงแรมดุสิตธานี หลังจากที่เริ่มมีข่าวออกมาว่าโรงแรมแห่งนี้จะปิดการให้บริการอีกไม่นานนัก

แน่นอนว่าใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ไม่เว้นแม้แต่สิ่งก่อสร้างที่ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ที่น่าจดจำของเมืองไปแล้ว เมื่อถึงเวลาก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย โรงแรมดุสิตธานีที่เคยยืนหยัดตระหง่านผ่านร้อนผ่านหนาวมา 50 ปีจนกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของสี่แยกศาลาแดงก็เช่นกัน ใกล้ถึงวันเวลาต้องร่ำลา จะเหลือไว้เพียงตำนานตั้งแต่เรื่องราวรุ่นคุณพ่อที่จูงลูกหลานมาปิกนิกกันที่ลานหน้าสวนลุมพินี

ใครๆ ก็คงต้องเคยถ่ายรูปคู่กับตึกสูงยอดแหลมสีทองแห่งนี้ไว้เป็นที่ระลึก จนถึงเรื่องราวสำคัญๆ ระดับประเทศ เพราะมีโอกาสได้ต้อนรับบุคคลสำคัญมากมาย พระบรมวงศานุวงศ์ พระราชอาคันตุกะ ผู้นำประเทศ ดารา นักร้องอีกมากมายทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จัดงานประชุมสำคัญ งานประกวดมิสยูนิเวอร์สก็จัดมาแล้ว นี่ยังไม่นับช่วงเวลาวิกฤตทางการเมืองที่บางครั้งก็เผลอโดนลูกหลงไปด้วย

ดุสิตธานี

หากเราลองหลับตาและนึกภาพที่จดจำได้ของดุสิตธานี บางคนอาจจะนึกถึงตึกสามเหลี่ยมมีแท่งเสาสีทองอยู่บนยอด บางคนอาจจะนึกถึงลานร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง บางคนอาจจะนึกถึงล็อบบี้ที่มีฝ้ารูปร่างแปลกๆ หรือสระน้ำหกเหลี่ยมที่ดูเหมือนจะเล็กไปสักหน่อยในยุคนี้

ไม่ว่าจะนึกถึงอะไร รูปธรรมทางสถาปัตยกรรมเหล่านี้ล้วนสร้าง ‘ภาพจำ’ ให้เกิดขึ้นในความคิดของเรา แต่ถ้าหากไม่ใช่ภาพลักษณ์ภายนอกเหล่านี้ล่ะ อะไรที่เราจะจดจำความเป็นดุสิตธานีได้

ดุสิตธานี

 

ฝากความทรงจำไว้กับสถาปัตยกรรม

รูปแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์แห่งนี้ ยากที่จะหาอาคารอื่นใดมาเปรียบเทียบได้ ไม่กล้าที่จะเอ่ยว่าเป็นอาคารที่ตอบสนองการใช้งานดีเลิศทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ หากแต่ปัจจัยต่างๆ เอื้อให้อาคารหลังนี้สวยงาม ทั้งสภาพแวดล้อมจากสวนสาธารณะโดยรอบ มีที่โล่งให้ทอดสายตาจากหัวมุมถนน ทั้งอาคารมีระเบียงโดยรอบ ทำให้ไม่อึดอัด แผงระเบียงสแตนเลสสีทองก็ยังดูใหม่อยู่เสมอ แถมมีห้องอาหารชั้นบนสุดที่มีกระจกเปิดโล่ง มองออกไปได้สุดลูกหูลูกตา หรือฐานโพเดียมของอาคารที่ประดับลายไทยในกรอบหกเหลี่ยมกลีบบัวเหล่านั้น

ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือการออกแบบของคณะสถาปนิกจากประเทศญี่ปุ่น ในนามบริษัท Kanko Kikaku Sekkeisha (KKS)

ดุสิตธานี

ย้อนกลับไป พ.ศ. 2509 ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมปริ๊นเซสที่ถนนเจริญกรุง ได้ร่วมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นกับคณะของกระทรวงอุตสาหกรรม และได้รู้จักกับ Yozo Shibata หัวหน้าสถาปนิกบริษัท KKS ซึ่งเคยออกแบบโรงแรมโอกุระที่โตเกียว และโรงแรมเพรสซิเดนท์ที่ไต้หวันมาแล้ว

ท่านผู้หญิงคงรู้สึกประทับใจผลงานการออกแบบ ประกอบกับช่วงระยะเวลานั้นกำลังมองหาสถาปนิกที่มีประสบการณ์การออกแบบอาคารสูง เพราะที่ประเทศไทยก็ยังขาดผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ แม้ว่านี้จะเป็นผลงานการออกแบบนอกประเทศครั้งแรกของบริษัท KKS ไม่มีพื้นฐานของสถาปัตยกรรมในประเทศไทย แต่ท่านผู้หญิงก็พาคณะผู้ออกแบบไปศึกษาดูงาน วัดที่สวยๆ ในกรุงเทพฯ จนน่าจะซึมซับเสน่ห์ของศิลปะไทยไปบ้าง

โจทย์สำคัญที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์เชื่ออยู่เสมอคือ ‘เสน่ห์ความเป็นไทย’ เป็นเรื่องที่หยิบมาอวดชาวต่างชาติได้ แม้ว่ายุคสมัยนั้นสงครามและกระแสนิยมตะวันตกจะสร้างค่านิยมให้ทุกอย่างต้องเป็นอินเตอร์เนชันแนล แต่ท่านผู้หญิงก็ไม่ฟังคำปรามาส ยกตัวอย่างเช่นชื่อ ‘ดุสิตธานี’ ที่เรียบง่าย จำง่าย เขียนง่ายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ มีความหมายเป็นมงคล เป็นชื่อที่ท่านผู้หญิงนึกขึ้นตอนสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นี้เอง และสอดคล้องกับชื่อเมืองประชาธิปไตยที่รัชกาลที่ 6 จำลองขึ้น หรือหมายถึงสวรรค์ชั้น 4 ตามคติความเชื่อ ไม่ว่าใครจะแนะนำให้เปลี่ยน ท่านผู้หญิงก็ยังยืนกรานที่จะใช้ชื่อนี้

หลังจากทดลองออกแบบอยู่หลายครั้ง ผสานความเป็นไทยเข้าไปหลายหน จนในที่สุดก็ได้รูปแบบประยุกต์ที่ดูทันสมัย เป็นอาคารสูงประกอบด้วยห้องพักกว่า 500 ห้อง บนฐานสามเหลี่ยมปลายตัดที่ค่อยๆ ลดหลั่นสอบเข้ามาทีละน้อยเหมือนสถาปัตยกรรมไทย กล่าวคือห้องพักชั้นล่างจะมีระเบียงที่กว้างกว่าเล็กน้อยเพื่อให้ชั้นบนค่อยๆ เรียวขึ้นไป ดูสง่างาม

แถมอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่คิดว่าท่านผู้หญิงชนัตถ์จะให้ความสำคัญขนาดนี้ก็คือ ตราสัญลักษณ์ของโรงแรม โดยตราสัญลักษณ์รุ่นแรกได้ให้บริษัทแลนดอร์จากซานฟราสซิสโก สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ออกแบบ เป็นตัวอักษร D ซ้อนกับตัว T ไว้ด้วยกัน ยังคงปรากฏอยู่ที่พื้นดาดฟ้าส่วนโพเดียมของโรงแรม ส่วนคำว่า Dusit Thani แบบเต็มๆ ก็ประดิษฐ์เส้นโค้งเข้าไปเพิ่มความอ่อนช้อย

ดุสิตธานี

แต่เดิมกลุ่มอาคารทั้งหมดประกอบด้วย 3 ส่วน หนึ่งคือ ส่วนฐานโพเดียม (Podium) สูง 3 ชั้น สองคือ อาคารสูง เป็นห้องพักของโรงแรมสูง 23 ชั้น สูงรวม 100 เมตรพอดี ชั้นบนสุดเป็นห้องอาหารเทียร่า ทำเป็นกระจกใสเอียงผายออก ว่ากันว่าถ้าอากาศดีๆ สามารถมองเห็นได้ไกลถึงแม่น้ำบางปะกงเลยทีเดียว ส่วนที่สามคือ อาคารสำนักงานสูง 11 ชั้น แยกตัวออกมาอีกฝั่งหนึ่ง

ดุสิตธานี

ว่ากันตามหลักการออกแบบแล้ว อาคารขนาดใหญ่เช่นนี้สามารถแยกการตอกเข็มฐานรากทั้งสามส่วนนี้ออกจากกันได้ โดยก่อสร้างแยกส่วนกันเพื่อป้องกันการทรุดตัวตามธรรมชาติที่ไม่เท่ากัน และประหยัดค่าก่อสร้างมากกว่า แต่สุดท้ายแล้วที่นี่กลับเลือกอีกวิธีหนึ่งคือการรวมโครงสร้างทั้งสามส่วนนี้ให้เป็นอาคารเดียวกัน ทำให้แข็งแรงมากขึ้น แต่ก็มีค่าใช้จ่าย ต้นทุนการก่อสร้างสูงกว่า แลกกับความปลอดภัยที่มากขึ้น จนต้องใช้เวลาก่อสร้างถึง 3 ปีเศษจึงเสร็จสมบูรณ์

และโรงแรมดุสิตธานีก็เปิดตัวต้อนรับทุกคนเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513

ดุสิตธานี ดุสิตธานี

 

ระลึกถึงช่วงเวลาดีๆ

อาจกล่าวได้ว่าหากคุณเป็นแขกประจำของที่นี่ คุณจะไม่ได้ยินคำทักทายว่า “ยินดีต้อนรับที่กลับมาอีกครั้งนะคะ” แต่คุณจะได้ยินคำทักทายว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ”

เพราะที่นี่เปรียบเสมือนบ้าน ความผูกพันของพนักงานหลายๆ คนมีไม่ต่ำกว่าหลักสิบปี ตั้งแต่ยุคท่านผู้หญิงชนัตถ์ลงมาดูแลงานด้วยตัวเอง จนถึงอีกเจเนอเรชันลูกอย่าง คุณชนินทธ์ โทณวณิก (รองประธานกรรมการ / ประธานคณะกรรมการบริหาร) บุตรชายคนโตของท่านผู้หญิง ยังคงดำเนินรอยตามแบบแผนเช่นนี้

ทำให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่าดุสิตธานีดูแลพวกเขาดังเช่นคนในครอบครัว แม้จะเจอปัญหาต่างๆ แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งพนักงาน แม้ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีระหว่างสงครามอ่าวเปอร์เซีย ช่วงนั้นมีแขกมาพักน้อยมาก แต่ก็ไม่มีการพนักงานคนไหนต้องลาออก หรืออย่างตอนน้ำท่วมเมื่อปี 2554 คุณชนินทธ์ก็อนุญาตให้พนักงานพาครอบครัวหนีน้ำท่วมมาพักที่นี่ได้

ดุสิตธานี ดุสิตธานี

พี่บุ๋ม-บุษบา สัตตาบรรณ Guest Relation Manager ของโรงแรมดุสิตธานี ก็เป็นคนหนึ่งที่เดินเข้าออกประตูโรงแรมแห่งนี้เป็นเวลากว่า 27 ปี ด้วยประสบการณ์มากมายขนาดนี้ทำให้ใกล้ชิดบุคคลระดับเซเลบมาแล้วมากมาย

“ก่อนหน้าจะมาเป็น Guest Relation พี่เริ่มต้นมาจากตำแหน่ง Hostess ที่ห้องอาหาร Hamilton ซึ่งเป็นห้องอาหารสไตล์ยุโรป จากนั้นก็ย้ายมาห้องอาหาร Mayflower สไตล์จีน ทำอยู่สัก 2 – 3 ปีจึงย้ายมาเป็น Front Desk ฝ่ายต้อนรับ เพราะอยากฝึกพูดภาษาอังกฤษ จนกระทั่งเลื่อนมาเป็น Guest Relation ดูแลแขกระดับ VIP คิดดูสิจากเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการโรงแรม จนเราได้มีโอกาสยืนรับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์เคียงข้างกับท่านผู้หญิงชนัตถ์หลายต่อหลายครั้ง

“หน้าที่ความรับผิดชอบของ Guest Relation ทำให้ต้องหัดสังเกต จดจำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แขกบางท่านไม่ได้มาแค่ 1 – 2 ครั้ง แต่มาเป็น 10 – 20 ครั้ง เพราะฉะนั้น ต้องจำรายละเอียดต่างๆ ของแขกแต่ละคนให้ได้ ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สมัยก่อนอาจจะมีแขก VIP ประมาณ 15 ห้องต่อวัน นั่นก็หมายถึงต้องมี Guest Relation มากเป็นสิบคนกระจายกันดูแลแขกเหล่านี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลดังๆ บางทีก็เป็นระดับผู้นำประเทศ การดูแลหรือการเตรียมห้องพักต้องเฟอร์เฟกละเอียดที่สุดทุกตารางนิ้ว เรียกว่าเช็กความเรียบร้อยกันใต้ที่นอนทุกอย่างเลย”

ดุสิตธานี ดุสิตธานี

“พี่รู้สึกเป็นเกียรติมาก จากคนธรรมดาคนหนึ่งได้มีโอกาสทำงานระดับนี้ ได้ดูแบบอย่างจากท่านผู้หญิงชนัตถ์ บางทีท่านก็พูดน้อย แต่สอนให้เราดูด้วยการกระทำ สมัยก่อนเวลาท่านผู้หญิงมาโรงแรมก็จะเดินไหว้สวัสดีแขกทุกคน เราก็ทำตาม พี่ว่าตัวเองโชคดีที่มีเจ้านายแบบนี้ ท่่านไม่สนใจว่าเธอจะเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แต่ถ้านี้คืองานของเธอ ตำแหน่งของเธอ ท่านมอบหมายงานให้เรา ก็แปลว่าท่านไว้วางใจเรา

“ตั้งแต่มีข่าวออกไปว่าโรงแรมดุสิตธานีจะปิดให้บริการก็มีคนมากมายเดินมาถามว่าทำไม เกิดอะไรขึ้น บางคนก็ช่วยออกความเห็นว่าคุณทำอย่างนี้สิ เก็บตึกเก่าไว้ก็ได้ ทำให้เรารู้เลยว่ามีคนมากมายรักที่นี่จริงๆ มีพนักงานบางคนที่ลาออกไปแล้วยังขอกลับเข้ามาทำงานในช่วง 3 – 4 เดือนสุดท้ายนี้ บางคนก็ปรึกษากันจะเอาอย่างไรดี มีเสียงหนึ่งที่พี่เดินผ่านไปแล้วได้ยิน เขาบอกว่า ‘จะอยู่ช่วยกันก่อนจนวันสุดท้าย’

“ต้องขออนุญาตขอบคุณแทนเจ้าของเลยว่าคนไทยรักดุสิตธานีมากแค่ไหน ถ้าท่านผู้หญิงชนัตถ์ทราบท่านคงจะมีความสุขมากๆ”

ดุสิตธานี

 

เก็บรักษาก่อนจากลา

ตลอดช่วงเวลาที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลง คุณชนินทธ์ โทณวณิก ก็ได้ฟังความห่วงใยจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้เก็บรักษาอาคารเดิมเอาไว้ ไม่ต่างกับความรู้สึกเบื้องลึกในใจคุณชนินทธ์ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณแม่ท่านสร้างมาเองกับมือ ท่านเองก็ต้องการเก็บไว้เช่นกัน

แต่ในเมื่อศึกษาหาความเป็นไปได้หลายๆ ทางออกแล้ว ข้อจำกัดทั้งทางด้านโครงสร้าง และแปลนอาคารเป็นสามเหลี่ยมที่สมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว จะปรับเปลี่ยนตรงไหนก็ยาก จึงต้องยอมรับในความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ถึงที่สุดก็ต้องเตรียมตัวเก็บรักษาทุกอย่างเท่าที่จะเก็บไว้ได้ ทำบันทึกเอาไว้ให้มากที่สุด

ดุสิตธานี ดุสิตธานี

ต้นไม้เกือบทุกต้นท่านผู้หญิงปลูกเองกับมือจะถูกนำไปอนุบาลและปลูกใหม่ ห้องพักแบบดั้งเดิมสำรวจรังวัดและเก็บรักษาแบบเอาไว้ ผลงานที่ท่านกูฏเขียนลงบนเสาและผนังจิตรกรรมในห้องอาหารเบญจรงค์กำลังขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยศิลปากรให้ทำการอนุรักษ์ ตัด และโยกย้าย รอวันกลับมาตั้งใหม่ ยอดสีทองก็คงจะมีที่ทางไปอยู่ตรงไหนสักแห่ง และที่แน่ๆ พนักงานของดุสิตธานีทุกคนล้วนต้องมีทางออก นี่เป็นความตั้งใจของคนในครอบครัวเดียวกัน

ดุสิตธานี ดุสิตธานี

 

เราจะจดจำดุสิตธานีแบบไหน

วันสุดท้ายคือวันที่ 5 มกราคม 2562 เวลาบ่าย 2 โมง เหลือเวลาอีกไม่กี่วันโรงแรมดุสิตธานีก็จะยุติการให้บริการ แขกคนสุดท้ายคงจะเช็กเอาต์ออกไป ไฟในห้องพักที่เคยสว่างไสวคงไม่มีแสงเลือนรางลอดผ่านผ้าม่านออกมาอีกแล้ว หลังจากนั้นอีก 4 ปีเราค่อยมาดูกันว่าโครงการใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเขียนประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งให้สี่แยกศาลาแดงนี้อย่างไรบ้าง

ผมนั่งคุยกับพี่บุ๋มถามคำถามสุดท้ายว่า “ท้ายที่สุดแล้วอะไรคือดุสิตธานี”

พี่บุ๋มตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ยอดตึกสีทองนั่นก็ใช่ สระน้ำก็ใช่ สวนน้ำตกก็ใช่ ต้นไม้นั่นก็ใช่ ห้องอาหาร ห้องพักนั่นก็ใช่ ประตูลายไทยนั่นก็ใช่ พี่ว่าถ้าพี่จะหยิบอะไรสักอย่างของดุสิตธานีไปตั้งเป็นที่ระลึกไว้ที่บ้าน สุดท้ายแล้วมันจะใช่ดุสิตธานีเหรอ พี่ว่าไม่”

ผมคิดว่าผมได้คำตอบที่พี่บุ๋มไม่ได้พูดออกมาแล้ว อะไรคือดุสิตธานีที่เราจะควรจดจำเอาไว้

ดุสิตธานี

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม 2562 เวลา 09.30 – 16.30 น. หลังวันปิดบริการ 1 วัน The Cloud และโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ขอชวนผู้อ่านมาเป็นแขกสุดพิเศษกลุ่มสุดท้าย เพื่อทำความรู้จักโรงแรมรูปโฉมเดิม เรียนรู้การทำงานของโรงแรมห้าดาวระดับสากลรุ่นแรกของไทย เรียนรู้การบูรณาการครั้งยิ่งใหญ่ของคณาจารย์หลากหลายคณะจากมหาวิทยาลัยศิลปากรอย่างใกล้ชิด และสร้างความทรงจำต่อตำนานแห่งนี้ร่วมกัน ในกิจกรรม Walk with The Cloud : ดุสิตธานี กรุงเทพฯ

ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่นี่

Writer & Photographer

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

ได้ยินมาหลายครั้งว่า ‘สกาลา’ คือโรงภาพยนตร์ stand alone ที่สวยที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ ผมยังไม่กล้าฟันธงว่าสวยที่สุดในเอเชียอาคเนย์หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ในสายตาของตัวเอง ที่นี่คือโรงภาพยนตร์ที่สวยที่สุดในประเทศและยังมีชีวิตอยู่

นอกจากนั้นผมเคยได้ยินชื่อของ ‘สกาลา’ ว่าไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทย โรงภาพยนตร์ชื่อซ้ำกันนี้มีมากกว่าหนึ่งแห่งในโลก

แล้วทำไมชื่อ ‘สกาลา’ ถึงได้รับความนิยม

พอไปค้นความหมายของคำว่า La scala ในภาษาอิตาเลียนนั้นแปลว่า บันได (staircase) ทำให้ยิ่งเกิดคำถามน่าคิดว่า บันไดเกี่ยวข้องกับโรงภาพยนตร์ได้อย่างไร

บันไดอันศักดิ์สิทธิ์

ย้อนกลับไปในประเทศอิตาลี ราวปี ค.ศ. 1778 ยุคสมัยที่สังคมชนชั้นสูงนิยมดูมหรสพ การแสดงโอเปร่าและบัลเล่ต์ ทำให้ก่อกำเนิดโรงอุปรากรขนาดใหญ่ขึ้นมาในเมืองมิลาน ชื่อว่า Teatro alla Scala เป็นโรงอุปรากรสถาปัตยกรรมรูปแบบ Neoclassic ที่มีชื่อเสียงและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ภายในประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจงตามสถานะกิจกรรมของชนชั้นสูง

และย้อนกลับไปไกลกว่านั้นอีกนิด ก่อนที่โรงอุปรากรแห่งนี้จะสร้างขึ้น เดิมที่ตรงนี้คือโบสถ์ Santa Maria della Scala อันหมายถึงบันไดสู่พระแม่มาเรีย เป็นหนทางศักดิ์สิทธิ์สู่สรวงสวรรค์นั่นเอง และจากนั้นความนิยมของคำว่า La Scala หรือชื่อแบบสั้นๆ ของ Teatro alla Scala ก็ติดปากผู้ชมมหรสพทั้งหลายทั่วโลก

La scala
en.wikipedia.org/wiki/La_Scala

จากมิลานสู่เกาะอังกฤษ

ในช่วงศตวรรษที่ 19 กระแสความนิยมดูมหรสพกระจายออกไปไกล ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมต่างๆ ขึ้นมารองรับกิจกรรมประเภทนี้ และที่เกาะอังกฤษก็เช่นกัน หัวมุมถนน Charlotte ในลอนดอน มีอาคารเก่าแก่ที่เปิดแสดงละครมาอย่างยาวนาน แต่ถูกไฟไหม้ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เสียหายอย่างมาก จนเมื่อปี ค.ศ. 1903 – 1905 หมอชาวอังกฤษ Edmund Distin Maddick ได้เข้ามาซื้อตึกหัวมุมถนนนี้ แล้วให้ Frank Verity สถาปนิกผู้คร่ำหวอดการออกแบบโรงมหรสพสมัยนั้น ดัดแปลงอาคารกลายมาเป็นโรงภาพยนตร์อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1911 และตั้งชื่อว่า ‘Scala Theatre’ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีโถงบันไดอันโอ่อ่าสมกับความหมายเดิมเลยก็ตาม

Scala Theatre
scala.co.uk

โปรตุเกส สกาลา และแอฟริกา

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ยุคสมัยอาณานิคมของโปรตุเกสมาถึงชายฝั่งแอฟริกาเช่นกัน มาพร้อมๆ กับความเจริญเติบโตของเมืองในอาณานิคมอย่างเมืองมาปูโต ประเทศโมซัมบิก เกิดสถาปัตยกรรมสไตล์ Art Deco ที่กำลังเป็นที่นิยมสมัยนั้นเต็มบ้านเต็มเมือง ทั้งอาคารบ้านเรือน และสถานที่ราชการต่างๆ ก็ออกแบบไปในทิศทางนี้ รวมไปถึงโรงภาพยนตร์ ‘Scala’ ที่สร้างในปี ค.ศ. 1931 โดยบริษัทภาพยนตร์ของแอฟริกาใต้ และยังคงเป็นโรงภาพยนตร์ stand alone ที่เปิดให้บริการอยู่

แม้ภายในโรงจะไม่มีบันไดที่โออ่านัก แต่ก็คงเสน่ห์ด้วยเก้าอี้ไม้หุ้มเบาะหนัง ยึดขาเก้าอี้ด้วยเหล็กหล่อแบบโบราณ และมีตัวอักษรโลหะ A, B, C, D, … ติดไว้กับพื้นไม้เพื่อบอกแถวที่นั่ง

Scala
Scala
Scala
Scala
Scala

สกาลาในสยาม

กลับมาที่เมืองไทย ถ้าจะนับตามลำดับโรงภาพยนตร์ในย่านสยามสแควร์นี้ ก็ต้องเรียงตามลำดับพี่น้อง คือ สยาม, ลิโด และสกาลา ทั้งสามแห่งเคยอยู่ภายใต้การดูแลของ คุณพิสิฐ ตันสัจจา ประธานโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ ผู้บุกเบิกพัฒนาพื้นที่อันห่างไกลความเจริญย่านปทุมวัน จนกลายเป็นแหล่งความเจริญหน้าหนึ่งของสังคมไทย จากโรงภาพยนตร์ทั้งสามโรง จะเห็นว่าสกาลานั้นเป็นผลงานออกแบบอย่างวิจิตรบรรจงที่สุด

รูปแบบสถาปัตยกรรมของสกาลานับเป็นเพชรน้ำงามของสถาปัตยกรรม Art Deco ในประเทศไทยจริงๆ ฝีมือของสถาปนิกอย่างคุณจิระ ศิลป์กนก นั้นการันตีความทันสมัยไว้กับอาคารหลายแห่งในกรุงเทพฯ เช่น โรงแรมอินทราที่ประตูน้ำ ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ถนนสุรวงศ์ โรงภาพยนตร์เอเธนส์ โรงภาพยนตร์วงเวียนใหญ่รามา รวมไปถึงรูปแบบของธนาคารกสิกรอีกหลายๆ สาขา

แม้จะเป็นช่วงปลายของความนิยมกระแสโมเดิร์น แต่สถาปนิกกลับเลือกใช้ศิลปะแบบ Art Deco คือการใช้เส้นโค้งและเส้นตรงเรียบง่ายแต่แข็งแรง มีการใช้เส้นที่คมชัด เหลี่ยมมุมชัดเจน มักได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ รวมไปถึงรูปทรงเรขาคณิต ในยุคนั้นคนทั่วไปจะมีทัศนคติต่อศิลปะ Art Deco ว่าเป็นศิลปะแห่งความหรูหรา

ฉะนั้น สิ่งที่โรงภาพยนตร์สกาลาแห่งนี้แสดงความหรูหราให้เราเห็นได้ชัดเจน คือ บริเวณโถงบันไดทั้งหมดนั้น ถูกออกแบบอย่างประณีต ทั้งฝ้าเพดานและเสาคอนกรีตโค้ง ลวดลายประดับอื่นๆ ล้วนมีความหมาย เช่น ฝ้าลวดลายม้วนฟิล์ม ลายด้านหลังเคาน์เตอร์ขายตั๋ว รวมไปถึงโคมไฟระย้าจากอิตาลี ทั้งหมดนี้ส่งเสริมให้คำว่า Scala มีโถงบันไดที่อลังการสมความหมาย

สกาลา
Scala
Scala
สกาลา

บันไดที่ถูกทิ้งร้าง

แต่ถ้ายังรู้สึกเฉยๆ กับ ‘บันได’ ของสกาลาในเมืองหลวง ยังมีพี่น้องของสกาลาอีกแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในต่างจังหวัด ผมว่าบันไดของที่นี่ดูอลังการกว่าสกาลากรุงเทพฯ จุดหมายสุดท้ายของเราคือ โรงภาพยนตร์เมืองทองรามา เป็นโรงภาพยนตร์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสิงห์บุรี

จะว่าไปรูปร่างหน้าตาของโรงหนังแห่งนี้แทบจะถอดแบบกันมา เพียงแต่โถงตรงกลางนั้นไม่ได้วิจิตรอะไรมากมายนัก ฝ้าเพดานและเสาคอนกรีตก็เรียบๆ แต่สิ่งที่ทำให้โรงหนังแห่งนี้มีเสน่ห์ก็คือ บันไดทางขึ้นชั้นสองที่ออกแบบไว้งดงาม แม้จะไม่ได้แบ่งเป็น 2 ฝั่งเหมือนในกรุงเทพฯ แถมยังมีป้ายตัวอักษรอันเก่าของสกาลามาติดไว้ที่ชั้นสองเนื่องจากอยู่ในเครือเดียวกัน

ปัจจุบันแม้ถูกปล่อยรกร้างไม่ได้ใช้งาน แต่หากลองจินตนาการย้อนอดีตในสมัยรุ่งเรืองก็พอจะนึกออกว่าบรรยากาศของการชมภาพยนตร์ ณ โรงหนังริมน้ำแห่งนี้ก็คงตระการตาไม่แพ้ในเมืองเช่นกัน

โรงหนัง
เมืองทองรามา
สกาลา
โรงหนัง

Writer & Photographer

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load