ผมโชคดีมากที่ได้มีโอกาสทำงานที่ Credit Karma ฟินเทคสตาร์ทอัพที่มีผู้ใช้กว่า 60 ล้านคนในอเมริกา และได้ทำงานในทีมที่เป็นหัวใจสำคัญของรายได้ของบริษัท ถึงช่วงเวลาแห่งความฝันนั้นจะต้องหมดลงภายใน 1 ปี เพราะผมไม่ได้วีซ่าทำงาน

ที่ประเทศอเมริกา ทุกคนจะมี Credit Score ซึ่งคือคะแนนที่บ่งบอกว่าเรามีวินัยมีความน่าเชื่อถือมีศักยภาพด้านการเงินขนาดไหน ซึ่งคำนวณจากประวัติการมีหนี้และชำระหนี้ของเราในอดีตว่าเราจ่ายตรงเวลาหรือไม่ และมีประวัติการใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อมานานขนาดไหน ดูจากอัตราการใช้บัตรเครดิตของเราเทียบกับวงเงินที่เราได้รับอนุมัติ และดูว่าเราสมัครบัตรเครดิตและสินเชื่อมากแค่ไหนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

ที่นั่น Credit Score สำคัญมาก เวลาเราจะสมัครงานเขาก็ดู Credit Score เวลาจะเช่าบ้านก็ถูกเรียกดู Credit Score คนที่นั่นรู้ว่าถ้าปีหน้าจะกู้เงินสร้างบ้านแล้วอยากได้ดอกเบี้ยต่ำ ก็ต้องทำให้ Credit Score ตัวเองดีขนาดไหน
ปัญหาคือ ข้อมูลที่สำคัญเช่นนี้คนทั่วไปเข้าถึงได้ยากมากและต้องเสียเงิน

Ken Lin เห็นโอกาสตรงนี้ จึงสร้าง Credit Karma ขึ้นเพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูล Credit Score ตัวเองได้ฟรี และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Credit Karma ในปี 2006 ที่ปัจจุบันนี้มีผู้ใช้กว่า 60 ล้านคนในอเมริกา มูลค่าบริษัทกว่า 1 แสนล้านบาท

Credit Karma ให้ผู้ใช้ใช้งานฟรี โดยจ่ายเงินให้กับเครดิตบูโรเพื่อดึงข้อมูล Credit Score และ Credit Report มาให้กับผู้ใช้ได้เข้าถึงฟรี และแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับ Credit Report ของผู้ใช้แต่ละคน

Credit Karma นั้นช่วยคนจริงๆ เพราะเราช่วยให้เขาเข้าใจถึงสถานการณ์ Credit Score ของเขา และแนะนำว่าเขาควรทำอย่างไรให้คะแนนขึ้น ถ้าเขาทำตามและคะแนนขึ้นจริง นั่นหมายถึงเขาสามารถสมัครบัตรเครดิตที่มีสิทธิประโยชน์มากขึ้น สามารถสมัครสินเชื่อและได้ดอกเบี้ยถูกลง ช่วยให้เขามีชีวิตการเงินที่ดีขึ้น

รูปแบบธุรกิจของ Credit Karma นั้นตอบโจทย์ทุกฝ่ายอย่างยิ่ง Credit Karma มีรายได้เมื่อผู้ใช้สมัครแล้วสถาบันการเงินอนุมัติ เราจึงเป็นเหมือนช่องทางในการหาลูกค้าของสถาบันการเงินและบริษัทฟินเทค ขณะที่เราก็ต้องแนะนำผลิตภัณฑ์การเงินที่น่าสนใจต่อผู้ใช้แต่ละคนและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถ้าพวกเขาสมัครแล้วมีโอกาสได้รับอนุมัติสูง

แนวคิดรูปแบบธุรกิจนี้ก็ไม่ต่างอะไรจาก Facebook ที่ให้ข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้และให้ใช้ฟรี แล้วเรียนรู้ข้อมูลบางอย่างของผู้ใช้ที่ช่วยให้เราแสดงผลิตภัณฑ์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและหารายได้จากทางนี้ ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่ทรงพลังมาก

ทีมที่ผมทำงานอยู่คือทีม Revenue Analytics นั้นมีบทบาทอย่างมากกับรายได้ของบริษัท เพราะทีมเราคือผู้กำหนดว่าเราควรจะแสดงผลิตภัณฑ์ทางการเงินอะไรให้กับผู้ใช้แต่ละคนเมื่อเขาเข้ามาที่เว็บหรือแอพในวันนี้ เราทำงานกับทีม Data Scientist ที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโมเดล เอาข้อมูลผู้ใช้หลายพันอย่างที่เรารู้และเก็บจากพฤติกรรมผู้ใช้ มาใช้ทำนายว่าผลิตภัณฑ์การเงินอันไหนที่ผู้ใช้คนนี้น่าจะคลิกสมัครมากที่สุดในตอนนี้ และทีม Product ที่คอยพัฒนาเว็บและแอพให้น่าใช้และตอบโจทย์อยู่เสมอ

วัฒธรรมของ Credit Karma คือ No Jerk ที่นี่จะรับแต่คนที่พร้อมจะทำงานเป็นทีม ไม่มีการเมือง เราให้ความสำคัญกับการรับคนเข้าทำงานมาก อย่างที่สอง เราเป็น Mission Driven Company ซีอีโอจะย้ำกับพนักงานในการประชุมใหญ่ประจำเดือนเสมอเกี่ยวกับ Mission ที่ต้องการช่วยให้ผู้ใช้มีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น ผมรู้สึกว่าทุกๆ คนในองค์กรสามารถเข้าถึงในจุดนี้ได้ เพื่อนร่วมงานของผมทุกคนเชื่อใน Mission บริษัท อีกอย่างก็คือเราเชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาในองค์กรเป็นคนที่เก่ง เราอยากให้ทุกคนริเริ่มสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ไม่มีระบบ Hierarchy ทุกๆ คนสามารถใกล้ชิดกับซีอีโอ

ช่วงเวลาที่ Credit Karma เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตผม ผมได้มาทำงานในที่ที่ผมใฝ่ฝัน ผมได้ทำงานกับคนที่เก่งมากๆ ในองค์กรที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ดีมาก ผมได้สร้างสรรค์งานที่มีผลกระทบกับผู้ใช้ 60 ล้านคน และผมได้เรียนรู้เยอะมาก ผมจะจดจำเรื่องราวนี้ไว้ตลอดไป

Writer

มาโนช พฤฒิสถาพร

มาโนชสนใจด้านสตาร์ทอัพมาก เขามีประสบการณ์ทำสตาร์ทอัพทั้งที่ไทยและอเมริกา เขาจบ MBA จาก Kellogg School of Management ที่นั่นเขาสมัครงานบริษัทเทคโนโลยีในตำแหน่งด้านธุรกิจกว่า 3,000 งาน ศึกษาบริษัทเตรียมตัวสัมภาษณ์กว่า 200 บริษัท สุดท้ายได้งานที่ Credit Karma บริษัทสตาร์ทอัพมูลค่าแสนล้านที่ SF มาโนชกลับมาทำสตาร์ทอัพด้านแฟชั่นที่ไทย Fred & Francis มาโนชยังเป็นนักเขียนตัวยง เขาเป็นเจ้าของหนังสือ A DREAM TO DIE FOR ล้ม 3,000 ครั้ง เพื่อชนะฝันเดียว

ฝันให้ใหญ่ เริ่มให้เล็ก

เรื่องราวน่าจับตาในวงการสตาร์ทอัพทั่วโลก

ผมสงสัยมาสักพักแล้วว่า อเมริกามีเว็บไซต์ที่เป็นศูนย์รวมการพูดคุยอย่าง Pantip.com เหมือนบ้านเราหรือเปล่า

ก่อนจะพบว่ามีในชื่อ reddit.com ผมลองเข้าไปเล่นดู พบว่ารูปแบบเว็บค่อนข้างคล้ายกัน กระทู้จัดเป็นหมวดหมู่ตามความสนใจ มีคนเข้ามาตอบกระทู้จำนวนมากจากทั่วโลก

ช่วงเริ่มหางาน ผมต้องค้นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่ผมกำลังจะนัดคุยหรือไปสัมภาษณ์งานทั้งหมด ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ เพราะผมอยากได้ข้อมูลการวิเคราะห์บริษัท อยากรู้คำตอบว่าบริษัทหาลูกค้าได้อย่างไร หรือมีกลยุทธ์รูปแบบธุรกิจอย่างไร

ขณะเดียวกัน ผมก็ต้องเริ่มหาความรู้เกี่ยวกับการจัดการผลิตภัณฑ์ (Product Management) ซึ่งเป็นงานที่ผมสนใจมาก เนื่องจากผมไม่มีพื้นฐานด้านนี้มาก่อน

​เวลาผมเสิร์ชเรื่องพวกนี้บนกูเกิล (Google) ผมมักจะเจอลิงก์ของเว็บควอรา (Quora) อยู่หน้าแรกเสมอ

ครั้งหนึ่ง ผมเสิร์ชว่า “Books product managers should read” เพื่อหาหนังสือที่ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ควรอ่าน แล้วผมก็เจอลิงก์ของควอราที่มีกระทู้คำถามว่า “If you could only read one book about product management, which one would it be and why?”

ผมอ่านหัวข้อแล้วก็พบว่าตรงกับสิ่งที่อยากรู้ จึงคลิกเข้าไปดูและเจอกับคำตอบ 16 คำตอบ แต่ละคำตอบเขียนได้ดี มีชื่อและตำแหน่งงานของคนตอบ

ควอราคือเว็บรวมคำถามและคำตอบที่มีจุดเด่นเรื่องคุณภาพของคำถามและคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ มีคนดังอย่าง มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก และ บารัค โอบามา มาร่วมตอบ

ครั้งหนึ่ง มีสมาชิกคนหนึ่งตั้งคำถามว่า “What’s it like to play basketball with President Obama?” ถ้าได้เล่นบาสเกตบอลกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา จะเป็นอย่างไร ไม่น่าเชื่อว่าสุดท้ายบารัค โอบามา ตัวจริงจะมาตอบ

ในมุมของคนที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ พวกเขามองว่าควอราเป็นช่องทางในการตอบคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อคนอ่านอีกหลายล้านคนที่อาจจะสนใจอยากรู้เรื่องนี้เหมือนกัน ​โดยตัวเว็บไม่เหมือนเว็บกระทู้ทั่วไปที่เน้นแค่ให้สมาชิกมาลงทะเบียนแล้วโพสต์ถามหรือตอบได้ แต่สมาชิกจะใส่คำอธิบายหน้าที่การงานได้ด้วย เวลาเราไปตั้งคำถามหรือตอบคำถาม คนอื่นก็จะเห็นหน้าที่การงานที่เราระบุไว้ ซึ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ

ยิ่งไปกว่านั้น ควอรายังมีระบบโหวตขึ้นและโหวตลง คำตอบที่ได้รับการโหวตจากคนอ่านมากที่สุดจะแสดงผลอยู่ด้านบนสุด เป็นตัวช่วยจัดลำดับคุณภาพของคำตอบ เพื่อให้คนอ่านได้คำตอบที่ตรงกับสิ่งที่อยากรู้ที่สุด

บางคนก็เข้ามาตอบเพื่อโปรโมตหนังสือหรือสินค้าของตนเอง ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร และเป็นการช่วยเพิ่มจำนวนคำตอบ ถ้าดีจริง คำตอบก็จะถูกโหวตให้ติดอันดับ และถ้าเราสนใจผู้ตอบคนไหน เราก็กดติดตามเขาได้ ทั้งนี้ทางด้านขวาของเว็บก็จะโชว์คำถามอื่นที่ใกล้เคียงกันเผื่อเราสนใจอ่านเพิ่มเติม และที่น่าสนใจคือ บางคำถามก็ถูกตอบมานานมาก ตั้งแต่ปี 2012 หรือนานกว่านั้น บางคำถามก็เพิ่งถูกตอบปีนี้

ผมทดลองคลิกไปตั้งคำถามดูหลังจากลงทะเบียนสมัครสมาชิก โดยทดลองพิมพ์คำถามว่า “How should I manage my time?”

ก่อนที่ผมจะกดโพสต์คำถามที่ว่า เว็บก็จะแสดงคำถามที่ใกล้เคียงกันขึ้นมาให้ผมกดเข้าไปอ่านกระทู้คำถามและคำตอบของผู้ใช้งานอื่นได้

​ผมพบว่าผมกดส่งคำถามนี้ไม่ได้ เพราะระบบแจ้งเตือนกลับมาว่าคำถามที่ผมจะถามมีอยู่ในระบบแล้ว นั่นคือคำถามที่ว่า “How should I manage time efficiently?” ซึ่งมีคนมาตอบแล้ว 17 คน

กลไกที่ให้ดูคำตอบจากคำถามที่มีอยู่แล้ว ทำให้คำถามของควอราแทบไม่ซ้ำกัน คำถามที่มีอยู่ก่อนก็จะมีคนตอบเพิ่มเรื่อยๆ ตามบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้หน้าคำถามนั้นยังคงมีคำตอบที่น่าสนใจอยู่เสมอ
​สิ่งเหล่านี้ทำให้ควอราสร้างและรักษาคุณภาพของคำถามและคำตอบที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสุดของเว็บ

​หนึ่งในคำถามที่มีคนเข้าไปอ่านมากสุดบนเว็บ คือคำถามที่ว่า ​“ฉันจะเรียนรู้อะไรได้บ้างใน 10 นาที ที่จะมีประโยชน์กับชีวิตฉันตลอดไป” คำถามแนวนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน และมีคำตอบต่างๆ มากมายหลากหลาย ทำให้หน้าคำถามนี้มีคนเข้าไปดูแล้วกว่า 5 ล้านคน มีคนร่วมตอบเกือบ 2,000 คน

ควอราเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2010 หนึ่งในผู้ก่อตั้งคือ อดัม ดี-แองเจลโล (Adam D’Angelo) ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer) อยู่ที่เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใหญ่รองลงมาจาก มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก

อดัมรู้สึกว่าเฟซบุ๊กในขณะนั้น ซึ่งคือปี 2009 กำลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีทีมวิศวกรที่แข็งแกร่ง ต่อให้เขาไม่อยู่ บริษัทก็น่าจะดำเนินต่อไปได้เป็นอย่างดี เขาจึงอยากออกมาสร้างอะไรใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น
ตอนที่เขาคุมทีมโปรแกรมเมอร์ เขาต้องเข้าไปตอบแชตเวลาทีมของเขาเจอปัญหา หลายครั้งเป็นเรื่องเดิมๆ เขาจึงมีความคิดที่จะสร้างระบบถาม-ตอบที่มีคุณภาพและค้นหาคำตอบได้ง่าย เว็บถาม-ตอบที่มีอยู่ในตลาดตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคุณภาพ กระทู้คำถามยังไม่เป็นระบบ ค้นหายาก อีกทั้งคำตอบที่มีก็มักไม่มีคุณภาพ ไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ เขาและผู้ก่อตั้งคนอื่นจึงมั่นใจมากว่าพวกเขาจะสร้างเว็บถาม-ตอบที่ดีกว่านี้ได้ และสร้างสังคมความรู้ออนไลน์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

หลังจากพัฒนาควอราเวอร์ชันแรก เขาเริ่มทดสอบด้วยการส่งให้เพื่อนของเขาไปลองเล่นดู คำถามในช่วงแรกส่วนใหญ่แล้วเป็นคำถามเกี่ยวกับเมืองที่เขาอยู่ เช่น ขอให้แนะนำร้านอาหาร คำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเขาอยู่ในวงการสตาร์ทอัพมานาน

​เขาพบว่าคำถามเรื่องเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการที่สุดในเวลานั้น เพราะยังเป็นเรื่องใหม่ บทความและความรู้เชิงลึกเรื่องนี้ยังมีน้อย ขณะที่เป็นเรื่องที่เขาและทีมรู้ลึก อดัมและทีมจึงแก้ปัญหาด้วยการเป็นคนถามและตอบคำถามส่วนใหญ่ในช่วงแรก เพื่อให้คนมาใหม่ได้ความรู้กลับไป และกลับมาใช้อีก 

ก่อนที่ผมจะกดโพสต์คำถามที่ว่า เว็บก็จะแสดงคำถามที่ใกล้เคียงกันขึ้นมาให้ผมกดเข้าไปอ่านกระทู้คำถามและคำตอบของผู้ใช้งานอื่นได้

ผมพบว่าผมกดส่งคำถามนี้ไม่ได้ เพราะระบบแจ้งเตือนกลับมาว่าคำถามที่ผมจะถามมีอยู่ในระบบแล้ว นั่นคือคำถามที่ว่า “How should I manage time efficiently?” ซึ่งมีคนมาตอบแล้ว 17 คน
​กลไกที่ให้ดูคำตอบจากคำถามที่มีอยู่แล้ว ทำให้คำถามของควอราแทบไม่ซ้ำกัน คำถามที่มีอยู่ก่อนก็จะมีคนตอบเพิ่มเรื่อยๆ ตามบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้หน้าคำถามนั้นยังคงมีคำตอบที่น่าสนใจอยู่เสมอ
​สิ่งเหล่านี้ทำให้ควอราสร้างและรักษาคุณภาพของคำถามและคำตอบที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสุดของเว็บ

​หนึ่งในคำถามที่มีคนเข้าไปอ่านมากสุดบนเว็บ คือคำถามที่ว่า ​“ฉันจะเรียนรู้อะไรได้บ้างใน 10 นาที ที่จะมีประโยชน์กับชีวิตฉันตลอดไป” คำถามแนวนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน และมีคำตอบต่างๆ มากมายหลากหลาย ทำให้หน้าคำถามนี้มีคนเข้าไปดูแล้วกว่า 5 ล้านคน มีคนร่วมตอบเกือบ 2,000 คน

​ควอราเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2010 หนึ่งในผู้ก่อตั้งคือ อดัม ดี-แองเจลโล (Adam D’Angelo) ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer) อยู่ที่เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใหญ่รองลงมาจาก มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก

อดัมรู้สึกว่าเฟซบุ๊กในขณะนั้น ซึ่งคือปี 2009 กำลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีทีมวิศวกรที่แข็งแกร่ง ต่อให้เขาไม่อยู่ บริษัทก็น่าจะดำเนินต่อไปได้เป็นอย่างดี เขาจึงอยากออกมาสร้างอะไรใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น
ตอนที่เขาคุมทีมโปรแกรมเมอร์ เขาต้องเข้าไปตอบแชตเวลาทีมของเขาเจอปัญหา หลายครั้งเป็นเรื่องเดิมๆ เขาจึงมีความคิดที่จะสร้างระบบถาม-ตอบที่มีคุณภาพและค้นหาคำตอบได้ง่าย เว็บถาม-ตอบที่มีอยู่ในตลาดตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคุณภาพ กระทู้คำถามยังไม่เป็นระบบ ค้นหายาก อีกทั้งคำตอบที่มีก็มักไม่มีคุณภาพ ไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ เขาและผู้ก่อตั้งคนอื่นจึงมั่นใจมากว่าพวกเขาจะสร้างเว็บถาม-ตอบที่ดีกว่านี้ได้ และสร้างสังคมความรู้ออนไลน์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

​หลังจากพัฒนาควอราเวอร์ชันแรก เขาเริ่มทดสอบด้วยการส่งให้เพื่อนของเขาไปลองเล่นดู คำถามในช่วงแรกส่วนใหญ่แล้วเป็นคำถามเกี่ยวกับเมืองที่เขาอยู่ เช่น ขอให้แนะนำร้านอาหาร คำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเขาอยู่ในวงการสตาร์ทอัพมานาน

เขาพบว่าคำถามเรื่องเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการที่สุดในเวลานั้น เพราะยังเป็นเรื่องใหม่ บทความและความรู้เชิงลึกเรื่องนี้ยังมีน้อย ขณะที่เป็นเรื่องที่เขาและทีมรู้ลึก อดัมและทีมจึงแก้ปัญหาด้วยการเป็นคนถามและตอบคำถามส่วนใหญ่ในช่วงแรก เพื่อให้คนมาใหม่ได้ความรู้กลับไป และกลับมาใช้อีก 

​หนึ่งในคำถามที่มีคนเข้าไปอ่านมากสุดบนเว็บ คือคำถามที่ว่า ​“ฉันจะเรียนรู้อะไรได้บ้างใน 10 นาที ที่จะมีประโยชน์กับชีวิตฉันตลอดไป” คำถามแนวนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน และมีคำตอบต่างๆ มากมายหลากหลาย ทำให้หน้าคำถามนี้มีคนเข้าไปดูแล้วกว่า 5 ล้านคน มีคนร่วมตอบเกือบ 2,000 คน

ควอราเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2010 หนึ่งในผู้ก่อตั้งคือ อดัม ดี-แองเจลโล (Adam D’Angelo) ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer) อยู่ที่เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใหญ่รองลงมาจาก มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก

​อดัมรู้สึกว่าเฟซบุ๊กในขณะนั้น ซึ่งคือปี 2009 กำลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีทีมวิศวกรที่แข็งแกร่ง ต่อให้เขาไม่อยู่ บริษัทก็น่าจะดำเนินต่อไปได้เป็นอย่างดี เขาจึงอยากออกมาสร้างอะไรใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น
ตอนที่เขาคุมทีมโปรแกรมเมอร์ เขาต้องเข้าไปตอบแชตเวลาทีมของเขาเจอปัญหา หลายครั้งเป็นเรื่องเดิมๆ เขาจึงมีความคิดที่จะสร้างระบบถาม-ตอบที่มีคุณภาพและค้นหาคำตอบได้ง่าย เว็บถาม-ตอบที่มีอยู่ในตลาดตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคุณภาพ กระทู้คำถามยังไม่เป็นระบบ ค้นหายาก อีกทั้งคำตอบที่มีก็มักไม่มีคุณภาพ ไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ เขาและผู้ก่อตั้งคนอื่นจึงมั่นใจมากว่าพวกเขาจะสร้างเว็บถาม-ตอบที่ดีกว่านี้ได้ และสร้างสังคมความรู้ออนไลน์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

หลังจากพัฒนาควอราเวอร์ชันแรก เขาเริ่มทดสอบด้วยการส่งให้เพื่อนของเขาไปลองเล่นดู คำถามในช่วงแรกส่วนใหญ่แล้วเป็นคำถามเกี่ยวกับเมืองที่เขาอยู่ เช่น ขอให้แนะนำร้านอาหาร คำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเขาอยู่ในวงการสตาร์ทอัพมานาน
​เขาพบว่าคำถามเรื่องเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการที่สุดในเวลานั้น เพราะยังเป็นเรื่องใหม่ บทความและความรู้เชิงลึกเรื่องนี้ยังมีน้อย ขณะที่เป็นเรื่องที่เขาและทีมรู้ลึก อดัมและทีมจึงแก้ปัญหาด้วยการเป็นคนถามและตอบคำถามส่วนใหญ่ในช่วงแรก เพื่อให้คนมาใหม่ได้ความรู้กลับไป และกลับมาใช้อีก 

เป็นการแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดของแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้สองฝั่ง คล้ายๆ ผู้ซื้อและผู้ขาย แพลตฟอร์มแนวนี้ส่วนใหญ่มักจะเจอปัญหาในระยะเริ่มต้นว่า ถ้าไม่มีผู้ซื้อ ก็ไม่มีผู้ขาย ถ้าผู้ขายไม่มากพอ ผู้ซื้อก็ไม่สนใจแพลตฟอร์มนี้​ด้วยคอนเนกชันที่พวกเขามี เว็บควอราจึงเริ่มมีคนดังในวงการเทคโนโลยีเข้ามาตั้งคำถามหรือตอบคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก มาตั้งคำถามว่า มีสตาร์ทอัพไหนที่เฟซบุ๊กควรไปซื้อกิจการบ้าง
สิ่งสำคัญสุดของควอราคือ คุณภาพข้อมูลและจำนวนผู้ใช้งาน
​งานหลักของควอราคือ พวกเขาต้องทำให้ผู้ใช้เจอเว็บนี้ในหน้าแรกของกูเกิลเวลาผู้ใช้ต้องการถามคำถามใดๆ ก็ตาม ซึ่งควอราทำได้ด้วยการเน้นคุณภาพของคำถามและคำตอบ ช่วยให้ผู้ใช้เข้ามาแล้วเจอสิ่งที่เขาอยากรู้ด้วยคำตอบที่มีคุณภาพ

เพราะเหตุนี้ เวลาเราถามคำถามเกี่ยวกับความรู้ใดๆ ในกูเกิลเป็นภาษาอังกฤษ เรามักจะเจอคำถามบนควอราที่เกี่ยวข้องแสดงผลอยู่หน้าแรกเสมอ
​ควอราทำเงินจากการโฆษณา โดยให้บริษัทเลือกลงโฆษณาตามหัวข้อคำถาม ทำให้แพลตฟอร์มเป็นที่นิยมมากสำหรับสินค้าที่ต้องการให้ความรู้ลูกค้า โดยเฉพาะพวกซอฟต์แวร์ของแต่ละสายอาชีพ
​ปัจจุบันควอรามีคนเข้าใช้งานเดือนละกว่า 200 ล้านคน ด้วยตัวเลขผู้ใช้ โมเดลการทำเงินที่พิสูจน์แล้ว และจุดแข็งด้านข้อมูลที่สะสมมา จึงยากมากที่จะมีคู่แข่งมาเอาชนะได้ ทำให้บริษัทระดมทุนได้เงินไปกว่า 250 ล้านบาท ด้วยมูลค่าบริษัท 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2017 ถือเป็นอีกหนึ่งสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น
​ความท้าทายขั้นถัดไปของควอราคือการทำให้จำนวนผู้ใช้เติบโตเรื่อยๆ โดยสิ่งที่ควอราทำคือการสร้างเว็บเป็นภาษาสเปน ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมัน ตั้งแต่ปี 2017 เพื่อขยายไปยังตลาดกลุ่มคนที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนที่ใช้ภาษาอังกฤษมาก

ที่สตาร์ทอัพต้องระดมทุน ก็เพราะคำว่า ‘สตาร์ทอัพ’ คือ ธุรกิจที่เกิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว
​สตาร์ทอัพจึงต้องมีแผนการว่าพวกเขาจะทำอะไรเพื่อให้บริษัทโตอย่างก้าวกระโดด และระดมทุนมาเพื่อทำสิ่งนั้น ถ้าทำได้ มูลค่าบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นตาม และมีนักลงทุนพร้อมจะให้เงินลงทุนก้อนใหม่ที่มากกว่าเดิม เพื่อให้บริษัทโตไปอีกขั้นและโตไปเรื่อยๆ จนมีบริษัทที่ใหญ่กว่ามาซื้อหรือพาบริษัทเข้าตลาดหุ้นได้ ซึ่งภาษาสตาร์ทอัพเรียกว่า การหาทางออกให้กับนักลงทุนที่ลงเงินมาเพื่อซื้อหุ้นของสตาร์ทอัพ ให้ขายหุ้นออกไปได้ในที่สุด
​นี่แหละคือเกมของสตาร์ทอัพและนักลงทุน

Writer

มาโนช พฤฒิสถาพร

มาโนชสนใจด้านสตาร์ทอัพมาก เขามีประสบการณ์ทำสตาร์ทอัพทั้งที่ไทยและอเมริกา เขาจบ MBA จาก Kellogg School of Management ที่นั่นเขาสมัครงานบริษัทเทคโนโลยีในตำแหน่งด้านธุรกิจกว่า 3,000 งาน ศึกษาบริษัทเตรียมตัวสัมภาษณ์กว่า 200 บริษัท สุดท้ายได้งานที่ Credit Karma บริษัทสตาร์ทอัพมูลค่าแสนล้านที่ SF มาโนชกลับมาทำสตาร์ทอัพด้านแฟชั่นที่ไทย Fred & Francis มาโนชยังเป็นนักเขียนตัวยง เขาเป็นเจ้าของหนังสือ A DREAM TO DIE FOR ล้ม 3,000 ครั้ง เพื่อชนะฝันเดียว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load