The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

ในวันที่หญิงสาววัย 17 นัดเพื่อนๆ เล่นน้ำสงกรานต์ย่านข้าวสาร ทั้งที่แดดยังแรงและไม่ใช่ซอยลับตาคน แต่กลับมีกลุ่มชายราว 5 คน ตั้งใจเดินตรงมารุมจับเนื้อต้องตัวอย่างไร้เกียรติก่อนเดินจากไปราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ

แต่สำหรับหญิงสาว นั่นคือนาทีแห่งการสิ้นสุดของความสุขแบบที่ยังไม่ทันเริ่มต้น ในวันที่ควรสนุก เธอกลับต้องรีบหนีกลับบ้านด้วยความกลัวและหมองใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ไม่ต่างจากหญิงสาวอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องพบสถานการณ์เดียวกันนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนประเพณีที่ดีงามของไทยกลับกลายเป็นเทศกาลเปลืองตัวในความรู้สึกของสังคม

ผ่านไปนานกว่า 20 ปี ปลายมีนาคม 2561 หญิงสาวคนเดิมในวัย 39 อ่านสื่อภาษาอังกฤษพาดหัวข่าว “Don’t dress sexy” ระบุมาตรการป้องกันการคุกคามทางเพศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วยการรณรงค์ให้ผู้หญิง ‘อย่าแต่งตัวโป๊’

เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง เพราะเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในวันที่เธอสวมเสื้อยืดสีดำหลวมโคร่ง และกางเกงยีนส์สามส่วนเท่านั้น จึงถึงเวลาที่เธอต้องพูด

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปสนทนากับ ซินดี้-สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดล-ซูเปอร์มัมที่วันนี้พ่วงฐานะนักขับเคลื่อนสิทธิสตรีอีกหนึ่งตำแหน่ง เพื่อเปิดมุมมองและความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 5 Gender Equality ขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กทุกรูปแบบ ทั้งในพื้นที่สาธารณะและส่วนบุคคล รวมถึงการค้ามนุษย์ การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ ไปจนถึงเสริมสร้างนโยบายที่บังคับใช้ได้ เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเสริมพลังแก่สตรีและทุกคนในทุกระดับ

“ผู้หญิงมีสิทธิ์ที่จะแต่งตัวแบบไหนก็ได้ ตราบใดที่ไม่อนาจารและไม่ผิดกฎหมาย ผู้ชายต่างหากที่ควรจะคิดนะคะว่ากำลังทำอะไรอยู่ เข้าใจว่าเมาค่ะ เข้าใจว่ากำลังเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อน แต่คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมาจับต้องแตะต้องร่างกายของผู้หญิง แบบนี้แหละค่ะที่ทำให้สิทธิสตรีในบ้านเรายังล้าหลังทุกวันนี้”

คลิปสั้นไม่ถึงนาทีพร้อมแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress ของซินดี้กลายเป็นประเด็นร้อนในชั่วข้ามคืน หลังจากนั้น ซินดี้ก็เดินหน้าผลักดันเรื่องนี้ต่อไปโดยร่วมมือกับองค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงสาเหตุของการคุกคามทางเพศที่แท้จริง ผ่าน ‘นิทรรศการพลังสังคมหยุดคุกคามทางเพศ (Social Power Exhibition Against Sexual Assault)’ ซึ่งจัดแสดงเครื่องแต่งกายของเหยื่อในวันที่โดนข่มขืน โดยจัดในรูปแบบต่างๆ ต่อเนื่องมาตลอดเกือบ 2 ปี

ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

และล่าสุด เธอกำลังเตรียมจัดทำหนังสือภาพสอนเพศวิถีศึกษาในเด็กเล็ก ตามแนวปฏิบัติสากลทางวิชาการเรื่องเพศวิถีศึกษา ร่วมกับองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

ยอดวิวหลายแสนและการแชร์แฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress ในโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการตอบรับอย่างดีจากสังคมกับกิจกรรมที่สร้าง Awareness มากมายหลังจากนั้น เป็นสิ่งที่ประกาศให้โลกรู้ว่าวันนี้ผู้หญิงและคนเพศอื่นๆ มากมายไม่ยอมนิ่งนอนใจกับการถูกกล่าวโทษและการคุกคามทางเพศอีกต่อไป

01

การเดินทางของโอกาส

คนรุ่นใหม่อาจรู้จักซินดี้ในฐานะนางแบบ นักแสดง และพิธีกรรายการเรียลิตี้ Asia’s Next Top Model แต่หากย้อนกลับไปในปี 2539 เธอคือ สิรินยา วินศิริ มิสไทยแลนด์เวิลด์ปี 1996 เป็นนางงามที่เรียกคะแนนด้วยการตอบคำถามอย่างชาญฉลาด หลังได้รับตำแหน่งจึงก้าวสู่โอกาสในวงการบันเทิงเต็มตัวและโด่งดังอย่างมากในยุคนางแบบครองปกแมกกาซีน สูสีกับ พิม-ซอนย่า คูลลิ่ง และลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม ซูเปอร์โมเดลรุ่นพี่

ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ถ่ายทอดจากพันธุกรรมของคุณพ่อชาวอเมริกันกับคุณแม่เชื้อสายอังกฤษ-ไทย-อินเดีย ทำให้ซินดี้ถูกมองว่าเป็นฝรั่งตาน้ำข้าว แต่ตลอดชีวิตซินดี้ย้ำเสมอว่าเธอเป็นคนไทย เกิด เติบโต และสร้างครอบครัว ในประเทศไทย ใช้ภาษาไทยชัดเจนทุกถ้อยคำและรู้จักวัฒนธรรมไทยอย่างดี ทุกครั้งที่ร่วมงานระดับโลก เธอประกาศก้องว่า เป็นคนไทย  

ถึงอย่างนั้นหลายคนก็ยังโต้กลับคลิปของซินดี้ด้วยความเห็นว่าเธอเป็นต่างชาติ เป็นนางแบบที่ชินชากับการแต่งตัววาบหวิว และแย้งว่า #DontTellMeHowToDress เป็นการยุให้ผู้หญิงออกมาแต่งตัวโป๊ เซ็กซี่ แถมทิ้งท้ายว่า

“คอยดูนะ ถ้าคุณโดนคุกคามทางเพศ แล้วอย่ามาร้องเรียนอะไร” 

แต่เธอเลือกที่จะมองข้ามมุมลบเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง และให้ความสำคัญกับคอมเมนต์ส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยและร่วมแชร์ประสบการณ์ที่เคยเจอเช่นกัน

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

ซินดี้บอกเหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าว่า แม้จะเกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่เมื่อคนหันมาฟังสิ่งที่เธอพูดเป็นแสนและเกิดเป็นกระแสทั่วโลก คงน่าเสียดายถ้าปล่อยให้ความตระหนักรู้นี้ถูกกลืนหายไปในโลกโซเชียล เธอเชื่อในสิ่งที่พูดและมั่นใจว่าผู้หญิงทุกคนบนโลกเคยถูกล่วงละเมิด ไม่ว่าจะด้วยการกระทำ สายตา หรือวาจา ประเด็นเหล่านี้ควรเป็นที่พูดถึงต่อเนื่องจนเกิดการเปลี่ยนแปลง 

“บางทีชีวิตเราอาจไม่ได้อำนวยให้ได้ออกไปหาโอกาส แต่เมื่อโอกาสมาแล้ว เราต้องเลือกว่าจะทำอะไรกับมัน” เธอบอก

02

สิทธิที่คิดว่ามี

นิทรรศการถูกเคลื่อนย้ายจากสยามพารากอนไปยังสถานที่ต่างๆ

ล่าสุดร่วมกับแคมเปญ HeForShe University Tour นิทรรศการนี้ได้จัดแสดงในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มนักศึกษา ผู้เข้าชมงานอาจรู้สึกว่าการถูกลวนลามในวันสงกรานต์กลายเป็นเศษส่วนของปัญหาไปถนัดตา เมื่อเห็นเสื้อผ้าและเรื่องราวของเหยื่อที่นำมาจัดแสดงซึ่งระบุข้อความว่า นี่คือชุดที่ฉันใส่วันนั้น

“เด็กอายุสองขวบสวมชุดอยู่บ้าน เสื้อยืดกางเกงกีฬา ถูกชายแปลกหน้าข่มขืน แม่บ้านที่พิการสวมเสื้อยืดสีขาวกางเกงขาสามส่วนถูกหลานชายนายจ้างล่วงละเมิด บางคนสวมชุดนักศึกษา เสื้อคอเต่าแขนยาวกางเกงยีนส์กำลังไปสมัครงาน เราแสดงเสื้อผ้าของเหยื่อให้เห็นเลยว่าแบบนี้โป๊ไหม เซ็กซี่ตรงไหน 

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

“ฉะนั้น เราควรหยุดพูดเรื่องการแต่งตัวโป๊ได้แล้ว เพราะประเด็นอยู่ที่แม้ว่าผู้หญิงคนหนึ่งแก้ผ้าออกไปข้างนอก แบบนี้ผิดกฎหมาย ตำรวจมีสิทธิ์ที่จะจับในข้อหาอนาจาร แต่ผู้ชายก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปจับต้องร่างกายของเขา ไม่สามารถหาข้ออ้างว่าห้ามใจไม่ได้ เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องนี้เกิดมาจากความคิดที่ว่าผู้ชายเป็นใหญ่ คิดว่าตัวเองมีความสามารถหรือมีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิง” 

ซินดี้เล่าต่อว่า ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่นี่เป็นปัญหาระดับเอเชียและระดับโลก จากผลงานวิจัยของ UN Women พบว่าสาเหตุที่ผู้ชายเอเชียคุกคามผู้หญิงเป็นเพราะคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ ชายที่คิดแบบนี้มีมากถึง 71 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาตามลำดับคือเพราะเบื่อ สนุก โกรธ และเมา

“เพราะฉะนั้น ไม่เกี่ยวกับเสื้อผ้าเลยและไม่ได้เกี่ยวกับผู้ชายควบคุมอารมณ์ทางเพศไม่ได้ แต่มาจากทัศนคติที่เรามักพูดกันว่าผู้ชายก็เป็นผู้ชาย มีความรู้สึกทางเพศก็แสดงออกได้ ขณะที่ผู้หญิงก็มีความต้องการทางเพศเหมือนกัน แต่หากแสดงออกมักจะถูกมองว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี

“ส่วนผู้ชายกลับคิดกันว่า He’s a man.” 

03

มายาคติที่บิดเบี้ยว

วัฒนธรรมไทยและหลายประเทศในเอเชียสอนสั่งให้ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ เป็นแม่และเมีย ขณะที่ผู้ชายคือผู้นำ ผู้แข็งแกร่ง มีสิทธิ์ตัดสินใจ ซึ่งส่งผลชัดถึงเรื่องการให้เกียรติและเคารพสิทธิของผู้อื่น ซินดี้มองว่านี่เป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกมานานผ่านวัฒนธรรม ความเชื่อ การศึกษา และสื่อสารมวลชน 

การตีข่าวเหตุข่มขืนส่วนใหญ่จะมุ่งประเด็นไปที่ผู้หญิงเป็นใคร ไปทำอะไร เช่นกรณีพริตตี้ถูกนำเสนอว่าเป็นแม่ เป็นซิงเกิลมัม ก็จะถูกตั้งคำถามว่าทำงานนี้ทำไม หลายคนตัดสินไปแล้วว่าเธอผิดเองที่พาตัวเองไปเสี่ยง หลายๆ ครั้งที่สื่อเสนอข่าว Victim Blaming กล่าวโทษเหยื่อมากกว่าที่จะโฟกัสไปที่สาเหตุของผู้กระทำผิด”

เธอหมายรวมถึงสื่อบันเทิงเช่นละคร ที่มีบทพระเอกตบตีนางเอก ปล้ำ ข่มขืน แต่สุดท้ายก็รักกัน ซึ่งในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ ทำให้เยาวชนที่เป็นความหวังของสังคมในอนาคตซึมซับและเข้าใจไปเองว่าเรื่องที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

ในฐานะนักขับเคลื่อนสิทธิสตรี ซินดี้ประกาศจุดยืนว่าไม่รับงานที่มีเนื้อหาล่วงละเมิดหรือรุนแรงกับผู้หญิง ขณะที่ในฐานะคุณแม่ลูกสอง เธอขอดูแลเรื่องการรับสื่อของลูกๆ อย่างใกล้ชิด 

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

“ทุกวันนี้ซินดี้เปิดข่าวให้ลูกดูลำพังไม่ได้เลย ต้องมีการอธิบาย เลือกเพียงบางข่าวให้เขาดู แต่จะไม่เปิดทีวีโดยที่เราไม่ไปนั่งฟังด้วยว่าสิ่งที่เขาได้ยินคืออะไร”

หากใครได้ติดตาม Vlog ในยูทูบหรือเฟซบุ๊ก Cindy Sirinya Bishop จะเห็นวิธีการเลี้ยงดูแบบซูเปอร์มัมที่แม้จะมีหลากหลายภารกิจ แต่ก็จัดสรรตารางเวลาของเธอและลูกๆ เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันได้เสมอ และพัฒนาการทางความคิดของเด็กๆ ไม่ผิดแผกไปจากสิ่งที่เธอกำลังผลักดัน 

เช่นคลิปหนึ่งที่เอเดน ลูกชายวัย 6 ขวบ แสดงความเห็น

“Respect means being nice to people no matter who they are or whether they are a girl or a boy.”

“การให้เกียรติคือการที่เรามีน้ำใจให้คนอื่น ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร และไม่ว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย”

04

เดินหน้าไม่ได้ ถ้าไร้จุดเริ่มต้น

“เราเดินหน้าไม่ได้ หากเราไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นคืออะไร”

ซินดี้เริ่มให้คำแนะนำเมื่อถามถึงวิธีการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อลูกๆ 

“เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า เราดูแลลูกของเราดีแล้วหรือยัง ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารการกิน โรงเรียน แต่เป็นเรื่องของการปลูกฝังความคิด สร้าง Mindset ของการเป็นคนดีด้วย”

เธอยกตัวอย่างของการสอนลูกๆ เรื่องการยินยอม การให้เกียรติ และการเคารพผู้อื่น ด้วยวิธีง่ายๆ

“หากกำลังเล่นอะไรด้วยกัน ก็ต้องตัดสินใจร่วมกันว่าจะเล่นเกมนี้ ถ้าเล่นไปสักพักแล้วคนใดคนหนึ่งรู้สึกเบื่อ ไม่อยากเล่น เพราะเจ็บหรือไม่ชอบ แล้วพูดขึ้นมาว่าไม่อยากเล่นแล้ว อีกฝ่ายต้องหยุดทันที เพราะถือว่าคุณไม่ได้รับความยินยอมอีกต่อไป แม้จะอยากเล่นก็ต้องหยุด”

หรือแม้แต่การให้คุกกี้กับเพื่อน เขามีสิทธิ์ที่จะกินหรือไม่กินก็ได้

“เป็นการสอนให้เขารู้ว่าคุณไม่มีอำนาจเหนือกว่าคนอื่น บังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำโดยที่เขาไม่ยินยอมไม่ได้ เราสอนเด็กได้ แล้วเขาจะค่อยๆ พาความคิดแบบนี้ไปด้วยในอนาคต ถ้าลูกชายไปเล่นของเล่นของคนอื่น ซินดี้จะถามลูกชายตลอดว่า เอเดนขออนุญาตหรือยังครับ เพราะมันคือทรัพย์สินของคนอื่น คือเบสิกของการเป็นมนุษย์ที่ให้เกียรติคนอื่น”

05

เรื่องเพศ ต้องพูด-ไม่พูด

หนึ่งในความตั้งใจของซินดี้คือการปลุกพลังให้พ่อแม่หันมาตระหนักเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องเพศที่ต้องพูด จึงเตรียมจัดทำหนังสือภาพสอนเพศวิถีศึกษาในเด็กเล็ก ตามแนวปฏิบัติสากลทางวิชาการเรื่องเพศวิถีศึกษา ร่วมกับองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

“คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าอย่าเพิ่งพูดเรื่องเพศกับเด็ก แต่ถ้าวันนี้คุณไม่สอน ปล่อยให้เขาไปเรียนรู้จากเพื่อน จากความรู้ที่ไม่ถูกต้อง นั้นน่ากลัวกว่า พ่อแม่ต้องเป็นคนให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัยของเขา ซินดี้ไม่ได้บอกว่าเด็กสามสี่ขวบต้องรู้ว่าเซ็กซ์คืออะไร เพราะเรื่องเพศมีหลายเลเวลมาก เด็กสามสี่ขวบเขาก็รู้แล้วว่าสรีระของเขาไม่เหมือนแม่ เขาควรรู้จักร่างกายตัวเอง และรู้จักสิทธิในร่างกายของตัวเองด้วย

“ทุกวันนี้มีเด็กผู้หญิงโดนล่วงละเมิดเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่ถูกกระทำโดยคนที่รู้จัก เราควรสอนเด็กให้เข้าใจเรื่องสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของตัวเองและผู้อื่น ถ้าใครมาจับ มากอด หรือหอมแก้มแล้วรู้สึกไม่ชอบ หนูพูดได้ หนูมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ เพราะหนูเป็นหนู ไม่ใช่ทรัพย์สินของคนอื่น หลังจากเลยช่วงวัยที่ดูแลตัวเองได้ มีส่วนไหนของร่างกายที่ห้ามให้คนอื่นมาใกล้มาจับแม้แต่พ่อแม่ เด็กควรได้รู้ว่าฉันมีสิทธิ์มีเสียง”

บางคนอาจคิดว่าการสอนให้เด็กปฏิเสธอาจทำให้เด็กก้าวร้าว เธออธิบายว่าการสอนให้เด็กเชื่อฟังพ่อแม่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลด้วย ไม่ใช่สอนให้เด็กเซย์โนทุกอย่าง ลูกต้องทำเรื่องที่จำเป็นตามหน้าที่ เช่น การแปรงฟัน อาบน้ำ ทำการบ้าน แต่ถ้าเกี่ยวกับความรู้สึกในสถานการณ์ต่างๆ พ่อแม่ต้องฟังลูก

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

“ที่เราสอนลูกผู้หญิงกับลูกผู้ชายของเราในวันนี้ เรากำลังใส่ Gender Norm อะไรบางอย่างโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือเปล่า เช่นหนูเป็นเด็กผู้หญิงนะ ต้องรักนวลสงวนตัว ต้องเรียบร้อย มีบางอาชีพเท่านั้นที่หนูเหมาะ เสียงดังแบบนี้ไม่ได้นะ ก้าวร้าว 

“หรือแม้แต่เด็กผู้ชายที่หกล้มแล้วร้องไห้เพราะเจ็บ ผู้ใหญ่ก็มักจะสอนว่า ไม่ได้นะ เป็นเด็กผู้ชายห้ามร้องไห้ ต้องแมน กลายเป็นว่าเด็กผู้ชายคนนี้จะคิดว่าฉันไแสดงอารมณ์พวกนี้ไม่ได้ มันอ่อนแอ แล้วอีกหน่อยเขาก็จะไปปลดปล่อยในรูปแบบอื่นที่คิดว่าต้องเท่ ต้องแมน”

เธอบอกว่า จริงอยู่ที่พ่อแม่ต้องสอนเรื่องพฤติกรรมที่เหมาะสม แต่คงดีกว่าหากเหตุผลที่บอกกับลูกนั้นไม่ถูกครอบด้วยบรรทัดฐานหญิงชายที่สังคมส่วนใหญ่หยิบมาใช้โดยไม่รู้ตัว

“พอเป็นแม่ เรารู้เราเห็นเลยว่าสิ่งที่เราพูดออกไปสำคัญมาก เพราะเขาจะเชื่อทุกอย่างที่เราพูด แล้วทุกวันนี้คุณพ่อคุณแม่กำลังพูดอะไร กำลังใส่อะไรไปในตัวลูก เรากำลังปลูกฝังความคิดผู้ชายเป็นใหญ่แบบนี้หรือเปล่า มันละเอียดอ่อนแต่ส่งผลต่อพวกเขามาก”

06

ตัวตนที่แท้จริง

#DontTellMeHowToDress ยังคงทำหน้าที่เพื่อสังคมต่อไปและถูกนำไปใช้ในหลายมิติ ทั้งเพื่อรณรงค์เรื่องต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง แต่ส่วนหนึ่งก็ใช้ในวันที่ต้องการแสดงความมั่นใจในสิทธิและการแต่งตัว ไม่ว่าจะในกลุ่มสตรี หรือ LGBT+ เป็นวลีที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตน ขณะที่ซินดี้ได้รับเชิญเป็นวิทยากรนับครั้งไม่ถ้วน และก้าวสู่การปลุกพลังในระดับเอเชียซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

เกือบ 2 ปีแล้วที่ตารางเวลาของซินดี้คละเคล้าไปด้วยภารกิจนี้ แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จสิ้นลงง่ายๆ และไปไกลถึงขั้นการศึกษาเรื่องหลักนิติธรรมที่เกี่ยวข้อง

“ยอมรับว่าเหนื่อย เพราะเรากำลังสู้อยู่กับ Mindset ที่ไม่ใช่แค่ของคนคนหนึ่ง แต่มันคือประเทศที่มีวัฒนธรรมอันยาวนาน และไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่รวมถึงเอเชียและโลกด้วย

“มีเพียงบางประเทศในแถบตะวันตกหรือสแกนดิเนเวียที่ประกาศเรื่องนี้เป็นนโยบายของประเทศ เขาก้าวล้ำไปถึงเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งเราต้องใช้เวลากว่าจะถึงวันนั้น เพราะปัญหานี้ใหญ่มาก เราจะไปแก้ปัญหาทุกอย่างไม่ได้ ต้องเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่ง ซินดี้ก็ขอเริ่มจากจุดที่เล็กที่สุด ใกล้ตัวเราที่สุด ก็คือครอบครัว”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

ขณะที่ผู้คนค่อนโลกยังเพิกเฉยกับปัญหาสังคม ทำไมวันนี้ซูเปอร์โมเดลคุณแม่ลูกสองยังมีพลังขับเคลื่อนต่อไป นี่คือคำตอบ

ทุกอย่างในชีวิตเหมือนมีแผนการของมันอยู่แล้ว หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับซินดี้เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว อาจจะไม่ได้กลายมาเป็นแคมเปญแบบนี้ก็ได้ ด้วยวุฒิภาวะที่ตัวเองอาจจะยังไม่โตพอ หรืออาจจะยังไม่มั่นใจพอที่จะออกมาพูด หรือออกมาพูดแล้วคนก็จะมองว่าเด็กผู้หญิงคนนี้คือใคร

“แต่วันนี้ซินดี้เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด เป็นความลงตัว เป็นโอกาส และคิดว่าการที่เราได้ทำอะไรไปสักพักก็สร้างแพสชัน เรื่องนั้นขึ้นมาได้ด้วย พอเราเก่งขึ้นเข้าใจปัญหามากขึ้น เราจะเห็นทางที่จะช่วยผู้อื่นได้ หรืออย่างน้อยๆ ก็มีประโยชน์มากขึ้น”

วิธีคิดนี้มีจุดเริ่มตั้งแต่ซินดี้ยังเด็ก วันเกิดครั้งแรกของเธอจัดขึ้นที่บ้านเด็กกำพร้าพัทยา และจัดเรื่อยมาทุกปี ต่างเรื่องต่างสถานที่ไป การปลูกฝังจิตอาสาของครอบครัวทำให้เธอรู้สึกว่า เราไม่ได้เป็นชีวิตเดียวบนโลกใบนี้

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

“นอกจากเรื่องของจิตอาสา พ่อแม่ปลูกฝังซินดี้เรื่อง Gender Equality ตั้งแต่เด็ก พ่อกับแม่ไม่เคยพูดว่าอย่าไปทำอาชีพนี้เพราะหนูเป็นผู้หญิง ไม่เคยพูดเลยว่าหนูทำไม่ได้ ท่านพูดเสมอว่า ไม่ว่าจะฝันถึงอะไร หนูทำได้ แต่ต้องตั้งใจ จริงจัง เปิดใจและให้เกียรติทุกคนอย่างเท่าเทียม” ซินดี้ทิ้งท้ายด้วยคำสอนที่หล่อหลอมให้เธอเป็นเธอเช่นวันนี้

สังคมทุกวันนี้เปิดกว้างมากขึ้นเรื่องเพศ เรามีเพศทางเลือกหลากหลาย ความเท่าเทียมทางเพศจึงควรเกิดขึ้นกับคนทุกเพศอย่างไม่มีข้อยกเว้น สิ่งที่เราทำได้ในฐานะคนคนหนึ่งในสังคม เพื่อผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 5 Gender Equality คือการเปิดใจ เข้าใจ ให้เกียรติ และยอมรับ โดยไม่ตัดสินและคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นทางความคิด คำพูด หรือการกระทำ

Writers

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

อุราณี ทับทอง

สาวพิจิตรอดีตเด็กเรียน โตมากับงานเขียนและเสียงเพลงยุคโลกดนตรี ชอบกิน ชอบคิด สนิทกับแมวที่เก็บมาเลี้ยงแต่บ่อยครั้งก็เหมือนไม่รู้จักกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

ตอนเด็กๆ เราเชื่อว่าทุกคนมีอาชีพในฝันเป็น หมอ ตำรวจ พยาบาล ครู นักบิน นักแสดง มากมายหลายอาชีพที่แต่งแต้มจินตนาการวัยเยาว์ให้เรามีพลัง ระหว่างการเติบโตอาจล้มบ้างลุกบ้าง แต่เราก็รู้ว่ามีหนทางให้ก้าวเดินอยู่เบื้องหน้า

เด็กบางคนเกิดมาพร้อมความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นความพิการทางกายภาพหรือมีความต้องการพิเศษ เช่น เด็กๆ ที่มีภาวะออทิซึม เด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม หรือเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น ความต่างเหล่านั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความตั้งใจพยายาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา เส้นทางในการเติบโตสู่สังคมของพวกเขานั้นยากลำบากกว่าคนอื่นๆ

คุณคิดว่าพวกเขามีอาชีพในฝันหรือเปล่า หรือเคยสงสัยไหมว่าเมื่อเติบโตไป พวกเขาประกอบอาชีพอะไรหล่อเลี้ยงชีวิต

สถานที่ที่เราอยากพาคุณไปรู้จักนี้ ตั้งอยู่ในกลางเมืองในซอยเอกมัย 10 ภายนอกอาจดูเหมือนโคซี่คาเฟ่ที่เห็นได้ทั่วไป แต่ทว่าที่นี่ซ่อนความพิเศษอย่างหนึ่งไว้ และคุณจะได้สัมผัสหลังจากผลักประตูเข้าไปแล้วเท่านั้น

Steps With Theera

Steps With Theera คือคาเฟ่ที่นอกจากจะเปิดให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแสนอร่อยแล้ว ที่นี่ยังเป็นโรงเรียนฝึกสอนผู้ที่มีภาวะออทิซึม ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับทำงานดูแลตัวเอง และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

เพื่อผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 8 Decent Work and Economic Growth ภายในปี 2573 บรรลุการจ้างงานเต็มอัตราอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน รวมถึงเยาวชนและผู้พิการให้มีค่าตอบแทนที่เท่าเทียมสำหรับงานที่มีมูลค่าเท่ากัน และภายในปี 2563 ลดสัดส่วนของเยาวชนที่ตกงานหรือมิได้รับการศึกษาและการฝึกอบรมลงจำนวนมาก

กว่า 3 ปีที่ห้อง 2 คูหาแห่งนี้ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการฝึกสอนทักษะงานหลากหลายประเภทให้นักเรียนที่มีภาวะออทิซึมจำนวนหลายสิบคน เอื้อง-ธีตา โหตระกิตย์ ผู้ก่อตั้ง Training Center ในคาเฟ่เล็กๆ แห่งนี้เล่าว่า มีศิษย์เก่าของที่นี่จำนวนไม่น้อยที่ได้เข้าทำงานตามร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำหลังจากจบหลักสูตรไปแล้ว แถมยังทำได้อย่างดีด้วย

เอื้อง-ธีตา โหตระกิตย์ ผู้ก่อตั้ง Training Center Steps With Theera

นอกจากเรื่องการฝึกสอนทักษะงานแล้ว ที่นี่ยังเป็นเหมือนประตูเชื่อมผู้มีความต้องการพิเศษและสังคมเข้าหากัน เพราะถ้าถามว่าในฐานะคนๆ หนึ่งของสังคม เราเคยมีโอกาสได้พูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับพวกเขาหรือเปล่า เชื่อว่ามีคนส่วนน้อยมากที่เคยมีประสบการณ์ ความห่างเหินระหว่างกันทำให้คนส่วนใหญ่ยิ่งรู้สึกว่า การสร้างปฏิสัมพันธ์กับพวกเขานั้นยากเหลือเกิน 

ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผู้ที่มีความต้องการพิเศษก็เหมือนกับเรา มีสุข เศร้า เหงา เสียใจ และที่สำคัญคือมีความฝัน เป็นความฝันแสนเรียบง่าย ว่าจะสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเท่าเทียมและภาคภูมิด้วยความสามารถของตัวเอง

ร้านในช่วงบ่ายวันนี้ค่อนข้างสงบจากผู้คน เมื่อก้าวเข้ามาในร้าน สิ่งแรกที่เห็นคือฝาผนังฝั่งประตูเรียงรายไปด้วยบอร์ดไม้ยาว โน้ตข้อความนับร้อย และรายชื่อนักเรียนของที่นี่แปะอยู่เพื่อเล่าเรื่องราวบางอย่างกับผู้มาเยือน นาทีต่อมานั้นเอง เราก็ได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากชั้นบน เดาว่าน่าจะเป็นเสียงของน้องๆ ที่กำลังเรียนหรือทำกิจกรรมอะไรสักอย่างอยู่แน่ๆ

Steps With Theera

หลังจากนั่งจับจองโต๊ะเป็นที่เรียบร้อย เราสังเกตเห็นพนักงาน 2 – 3 คนกำลังยืนทำงานอยู่หลังเคาน์เตอร์กาแฟด้วยท่าทีคล่องแคล่ว พวกเขาคือน้องๆ ที่มีภาวะออทิซึมชายหญิงกำลังฝึกงานทำอาหาร โดยมีผู้จัดการร้านประกบสอนงานอยู่ข้างๆ

คนสอนตั้งใจ คนเรียนก็ตั้งใจ ถ้าเช่นนั้นในฐานะผู้มาเยี่ยมเยียน ขอให้พวกเราตั้งใจฟังเรื่องราวที่เอื้องกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ว่าเธอทำให้ความฝันของน้องๆ ที่มีภาวะออทิซึมให้เป็นจริงได้อย่างไร

01

Growing From Being Met

เอื้อง-ธีตา โหตระกิตย์ และ แม็กซ์ ซิมป์สัน พวกเขาคือสองผู้ก่อตั้งที่ชีวิตต่างมีความผูกพันกับเด็กที่อยู่ในภาวะออทิซึม เอื้องมีลูกชายวัย 11 ขวบที่อยู่ในภาวะออทิซึม และเป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ชื่อว่า Theera ส่วนผู้ก่อตั้งคนที่สอง ปัจจุบันเขาเป็นคุณครูผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเด็กพิเศษ และตัวเขาเองก็มีน้องชายที่อยู่ในภาวะออทิซึมด้วย เมื่อทั้งคู่โคจรมาเจอกัน Steps With Theera จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2559

เอื้องคือหญิงสาวคนหนึ่งที่สนใจด้านวัฒนธรรมและได้ใช้ชีวิตตามความฝันของตัวเอง เธอเรียนจบด้านรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วเข้าทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศในเวลาต่อมา ระหว่างที่เธอกำลังใช้ชีวิตในต่างประเทศนั้น เอื้องก็พบว่าลูกชายอยู่ในภาวะออทิซึม

“เอื้องเริ่มรู้ว่าเขามีภาวะออทิซึมตอนสองขวบครึ่ง ก็คิดแล้วว่าต้องดูแลลูกเป็นพิเศษ ต้องมีเวลาให้ลูกให้เต็มที่ เราเลยลาออกจากงานเพื่อดูแลและฝึกลูกเองตลอด ตอนนั้นมันมืดมากเพราะเราไม่ได้มีพื้นฐานด้านนี้ แล้วด้วยความเป็นแม่เลยยิ่งมีความกดดันสูง ว่าทำไมสอนแล้วลูกไม่ยอมพูดสักที ยอมรับว่าตอนนั้นค่อนข้างเครียด

“ตอนนั้นเราก็พอมีเวลาว่าง เลยหันไปคลายเครียดด้วยการฝึกทำเค้ก ทำขนมตอนเช้า ฝากขายตามร้านแล้วผลตอบรับค่อนข้างดี ทำไปทำมารู้สึกชอบ พอเราย้ายกลับมาไทย ลูกไปโรงเรียน เราเลยมีเวลาให้กับการทำขนมนานขึ้น ก็เลยตัดสินใจไปเรียนเพิ่มเติมที่เลอ กอร์ดอง เบลอ แล้วก็พยายามศึกษาข้อมูลในการดูแลเด็กเหล่านี้

“เด็กที่มีภาวะออทิซึมควรจะทาน Gluten-Free กับ Vegan เพราะว่า Gluten เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร ซึ่งทำให้การเรียนรู้ของเขายิ่งมีปัญหา มันเป็นอาการที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ แต่ก็ยังไม่ได้มี Study ที่มายืนยันชัดเจน แต่ด้วยความเป็นแม่ อะไรที่พอทำได้เราก็อยากทำก่อน และมันก็เป็นสิ่งที่เราสนใจอยู่แล้ว”

เอื้องเริ่มนำวิชาความรู้ที่เรียนมาปรับสูตรขนมให้เป็น Gluten-free และ Vegan พร้อมกับเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว เริ่มจากเป็นร้านเบเกอรี่ขายทางเฟซบุ๊กหลังจากนั้นก็เปิดร้านตรงที่ว่างใกล้บ้านชื่อว่า Theera เป็นร้านขนมเพื่อสุขภาพ จนประมาณ 2 ปีให้หลัง เอื้องได้รู้จักกับแม็กซ์ ซึ่งกำลังทำงานเป็นครูสอนการศึกษาพิเศษของโรงเรียนที่เปิดอยู่ในซอยเดียวกัน

Steps With Theera

“เขาเห็นร้านเบเกอรี่ เอื้องก็เลยอยากพาเด็กของเขามาฝึกงานที่ร้าน เขารู้สึกว่าเด็กที่โตแล้วควรออกไปสู่การทำงานได้แล้ว ไม่ควรจะอยู่ในรูปแบบของโรงเรียนอีกต่อไป เขาเองก็มีน้องชายที่อยู่ในภาวะออทิซึมอยู่ที่อังกฤษ ซึ่งระบบที่อังกฤษดีกว่าบ้านเรามาก แต่ขณะเดียวกันน้องเขาที่จบมหาลัยกลับไม่มีงานทำอยู่นานมาก จึงเห็นปัญหาว่ามันไม่มีระบบอะไรที่ช่วยฝึกฝนและพัฒนาคนเหล่านี้ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราเริ่มสนใจ

“เด็กที่เข้ามา ไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานในส่วนของเบเกอรี่ แต่เราจะให้ทำงานต้อนรับและบริการลูกค้า ซึ่งจะทำให้น้องๆ เหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ได้เจอคนอื่น รู้จักการพูดจากับคนอื่น และรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากพาน้องๆ มาฝึกได้เกือบปี ก็เห็นได้ว่าน้องๆ มีความสุข มีพัฒนาการ แต่เดิมมันเป็นแค่ร้านเบเกอรี่เล็กๆ ก็เลยคิดว่าจะมาเปิดอะไรที่มันจริงจัง จึงกลายมาเป็น Steps With Theera” เอื้องเล่าถึงการเดินทางอันยาวนานของเธอ นี่คงไม่ใช่แค่การพัฒนาน้องๆ อีกหลายสิบชีวิต แต่เป็นการเติบโตอย่างเข้มแข็งของผู้หญิงคนหนึ่งด้วยเช่นกัน

จนถึงวันนี้ Steps With Theera เปิดสอนเป็นศูนย์ฝึกทักษะอาชีพอย่างเต็มรูปแบบ มีการเรียนการสอนจากผู้เชี่ยวชาญโดยใช้ภาษาอังกฤษและภาษาไทยในการสื่อสาร ผู้ฝึกก็ได้ฝึกงานเรียนรู้การทำอาหารไปจนถึงระบบต่างๆ ในครัวด้วย

02

Learning Differences

ก่อนที่เอื้องและแม็กซ์จะรับน้องสักคนเข้ามา พวกเขาต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ปกครองอย่างถ่องแท้จนรู้ว่าน้องแต่ละคนเป็นอย่างไร เคยเรียนหรือศึกษาอะไรมาบ้าง ความคาดหวังของเขาและพ่อแม่คืออะไร ซึ่งที่ร้าน Steps With Theera เปิดโอกาสให้น้องๆ มาทดลองเรียนก่อน 1 – 2 วัน เพื่อประเมินดูว่าน้องแต่ละคนนั้นเหมาะกับการเรียนรู้ของที่นี่หรือไม่ น้องๆ แต่ละคนมีความสนใจด้านไหน และมีโปรแกรมที่สอดคล้องกับเขาหรือเปล่า

“ผู้ที่อยู่ในภาวะออทิซึมก็เหมือนคนทั่วๆ ไปที่ทุกคนจะมีความแตกต่าง มีระดับของทักษะ และความสามารถที่หลากหลาย อย่างลูกชายเอื้องมีความจำดีมาก จำสีหนึ่งร้อยสีได้ว่าชื่ออะไร เรียงยังไง จำเส้นทางได้แม่นยำ และชอบเล่น Google Map มาก สำหรับเราที่เป็นแม่ก็เริ่มคิดว่าจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรในชีวิตประจำวันได้บ้าง มันขึ้นอยู่กับคนเลี้ยงดูว่าจะสามารถนำความพิเศษเหล่านั้นมาปรับให้มีประโยชน์หรือทำให้เขานำทักษะต่างๆ เหล่านั้นมาเรียนรู้สิ่งอื่นที่มีประโยชน์ในชีวิตเขาได้ยังไง” เอื้องว่า

ปัจจุบันที่แห่งนี้มีผู้ฝึกทั้งหมด 25 คน อายุตั้งแต่ 14 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เหมาะสมต่อการเริ่มฝึกฝนทำงาน ไปจนถึง 44 ปีเลยด้วย

Steps With Theera มีระบบการฝึกงานที่เป็นขั้นเป็นตอนที่เหมาะสมมาก มีการฝึกที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มตามความสามารถของแต่ละคน เบื้องหน้าการทำงานอย่างจริงจังและคล่องแคล่ว ล้วนเป็นผลมาจากความเข้าใจอย่างแท้จริงของตัวผู้ฝึกสอน คือกลุ่ม Job Coach ที่เรียนจบด้านจิตวิทยามา มีแบ็กกราวนด์ด้านนี้โดยเฉพาะ และกลุ่มพนักงานที่เป็นเชฟและบาริสต้า ซึ่งผู้ฝึกสอนทั้ง 2 กลุ่มนี้จะทำงานอย่างสอดคล้องกัน

ค่อยๆ ฝึกด้วยความใจเย็น จากงานง่ายไปงานที่ยากขึ้น น่าจะเป็นคำอธิบายวิธีการของพวกเขาได้ดีที่สุด

เมื่อเราลองสังเกตตามจุดต่างๆ ในเคาน์เตอร์บาร์และในครัว จะเห็นการแปะป้ายรูปภาพและสัญลักษณ์ไว้ตามจุดต่างๆ เอื้องบอกกับเราว่า สิ่งเหล่านี้ช่วยเอื้อให้พวกเขาเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ไวขึ้น และเป็นระบบมากขึ้นด้วย

Steps With Theera

“เราเน้นการสอนด้วยการให้ทำซ้ำๆ เพระว่าพวกเขาเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นหลัก การใช้รูปภาพจะช่วยได้มากกว่าเพราะการอธิบายที่เป็นคำบรรยายยาวๆ มันอาจจะทำให้เขาโฟกัสยาก ซึ่งจริงๆ แล้วรูปภาพมันไม่ได้ช่วยแค่น้อง Trainee แต่ยังช่วยพนักงานทั่วไปด้วยเหมือนกัน ถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์

“น้องๆ อาจจะต้องเน้นการฝึกฝนเยอะๆ ไม่ใช่เน้นการเข้าไปนั่งในห้องเรียนดูกระดาน ครูสอนอ่านหนังสือ ทำการบ้าน แต่เราต้องฝึกให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ที่นี่เราเลยสอนหมดทุกอย่าง ตั้งแต่การใช้เงิน ซักผ้า รีดผ้า ขึ้นรถเมล์ ขึ้นตุ๊กตุ๊ก ขึ้นบีทีเอส นั่งวินฯ หรือเรื่องการใช้เงิน เราสอนทุกสิ่งอย่างที่เป็นทักษะในการใช้ชีวิต แม้ว่าจะทำงานหรือไม่ได้ทำงานก็ตาม แต่อย่างน้อยน้องๆ เขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ส่วนทักษะการทำงานก็มีด้วย ขึ้นอยู่กับว่าน้องมีความสนใจด้านไหน แล้วก็ความคาดหวังของทางบ้านเป็นอย่างไร” เอื้องอธิบาย

Steps With Theera

ผู้ฝึกทุกคนจะมีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวัน เอื้องทำกระดานเช็กลิสต์ไว้เป็นไกด์ที่ช่วยบอกให้เขารู้ว่าแต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้างตามลำดับ เช่น เช้านี้ใครทำหน้าที่เปิดร้าน กวาดพื้น รดน้ำต้นไม้ เช็ดโต๊ะ แล้วก็จัดโต๊ะในร้าน ซึ่งการทำงานตรงนี้ผู้ฝึกจะได้ทำงานร่วมกับทีม Job Coach และพนักงานในร้านคนอื่นๆ ด้วย

“เราจะมอบหมายงานตามความสามารถของน้องๆ สำหรับน้องบางคนที่มีความสนใจด้านการทำอาหาร เขาก็จะเข้าไปฝึกงานในครัวเยอะกว่า ช่วยในการเตรียมของ เช่น ล้างผัก หั่นผัก ช่วยเตรียมขนมก็แล้วแต่ความสามารถของน้อง แต่ว่าอาจจะไม่ได้ทำตั้งแต่ต้นจนจบทุกอย่าง

“มีพนักงานคนหนึ่งทำหน้าที่หลักในการดูแลตึกของเรา เขามาทำโดยที่เขาสมัครเข้ามาเองเลย ไม่ได้ผ่านมาจากการเป็น Trainee ของเรา เขาเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยหลักสูตรเกี่ยวกับอาหารมาเลย ตอนแรกเขาเริ่มทำงานในครัวก่อน แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นผู้ดูแลตึก ทำหน้าที่ดูแลความสะอาด สั่งของอะไรแบบนี้ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีมาก

“น้องๆ ส่วนมากจะสนใจด้านเบเกอรี่ มีความสามารถในการทำขนมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกส่งไปฝึกงานที่ร้าน Theera เพราะได้ทำงานในที่ที่มีคนเข้ามาเยอะ ฝึกให้เขาสามารถรับความกดดันได้ ช่วงแรกก็จะให้ทำบราวนี่อย่างเดียวเพื่อเป็นการฝึกฝนทีละนิดไปก่อน ทำซ้ำๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนระดับขึ้นไป”

หนึ่งในวิสัยทัศน์ของ Steps With Theera คือการพยายามที่จะสร้างโอกาสในการทำงานของผู้ที่มีความต้องการพิเศษเหล่านี้ และในขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคม ที่มักเข้าใจว่าคนที่มีความต้องการพิเศษนั้นไม่มีความสามารถและทำงานไม่ได้

Steps With Theera

“ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ได้อยากถูกมองให้เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษก็ได้ พวกเขาอาจจะอยากถูกมองว่าเขาไม่ได้ต่างจากเด็กคนอื่น เขาก็มีความเป็นตัวเขา ถึงแม้ว่าคำเรียกเด็กที่มีความต้องการพิเศษจะเป็นคำที่ยอมรับได้ทั่วไป แต่สำหรับเรา เราคิดว่าพวกเขาเป็นเพียงเด็กที่มีการเรียนรู้ต่างจากคนอื่นเท่านั้นเอง”

‘เด็กที่มีการเรียนรู้ต่างจากคนอื่นเท่านั้น’ น่าจะเป็นคำอธิบายของภาวะออทิซึมที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพที่สุด เพราะนอกเหนือจากนั้น เราก็เห็นกับตาตัวเองแล้วว่าพวกเขาคือคนๆ หนึ่งที่มีความสามารถในการทำงานและเข้าสังคมได้เป็นอย่างดี เด็กชายวัย 14 ปีเดินเข้ามาพร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มให้เราตรงหน้า ก่อนจะมีบทสนทนาเล็กๆ ถามไถ่ถึงการทำงานในวันนี้ และเอื้องเองก็ดูภูมิใจในตัวน้องๆ อยู่ไม่น้อย

ว่าแล้วก็ขอจิบลาเต้ร้อนตรงหน้าสักนิด ก่อนจะดำเนินบทสนทนาอุ่นๆ ต่อไป

03

Happy Employees

อย่างที่เราเล่าไปข้างต้น ที่นี่เป็นศูนย์เทรนนิ่งที่สอนหลายทักษะแก่เด็กที่อยู่ในภาวะออทิซึม มี Coffee Shop อยู่ชั้นล่างสุด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนที่มาจะต้องไปทำงานด้านนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ร้านคาเฟ่มีไว้เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสลงมาทำงาน ฝึกงาน และปฏิบัติงานจริง ขณะเดียวกันก็ยังได้เรียนรู้ Transferable Skill เช่น การมาทำงานตรงต่อเวลา การแต่งกายสุภาพเรียบร้อย การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือว่าการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะที่นำไปใช้ได้ไม่ว่าเขาจะทำงานอยู่ในอาชีพใดก็ตาม

หลังจากได้ลองดื่มกาแฟอุ่นๆ ขนมหวาน และอาหารคาวบางส่วน เราพบว่าที่นี่คือคาเฟ่ที่มีอาหารอร่อยมากแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เราเองรู้สึกชอบทั้งอาหารที่รสชาติอร่อยและบรรยากาศอันอบอุ่นในร้าน ส่วนน้องๆ ฝึกงานก็น่ารักและเป็นกันเองมากๆ ยิ่งมีโอกาสได้ลองชวนคุยก็ยิ่งสัมผัสถึงความเป็นมิตรที่พวกเขามอบให้

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความสุขและร้อยยิ้มของน้องๆ ที่มอบให้เราอย่างจริงใจ

“ตอนแรกก็กังวล ไม่รู้ว่าจะปฏิสัมพันธ์กับเขาอย่างไร” เราพูดขึ้น

“เอื้องก็เคยเป็น (ยิ้ม) ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าเราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน พอมาทำ Steps With Theera มีเด็กเข้ามาเยอะ ก็รู้สึกว่าเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น เราเองไม่ได้คิดว่าจะต้องพูดหรือไม่พูดยังไง แต่อาจจะมีพูดช้าหน่อยหรือเลี่ยงการพูดประโยคยาวๆ แค่นั้นเอง แต่เอื้องก็จะดูด้วยว่าน้องมีทักษะแบบไหน แต่ส่วนใหญ่คุยแบบปกติ มันก็จะทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นในการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเขา

“Coffee Shop เป็นสถานที่ที่ทำให้คนสองกลุ่มมาเจอกัน เราอยากให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพราะเราเป็น Coffee Shop ที่ให้บริการและอาหารที่ดี ไม่ใช่เข้ามาสนับสนุนเพราะความสงสาร การจ้างงานหรือการฝึกงานผู้ที่มีความต้องการพิเศษเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร้านเท่านั้น เราต้องการสร้างความเข้าใจว่าการทำงานของบุคคลเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะจริงๆ พวกเขามีศักยภาพในการทำงาน แค่นี้เองที่ Steps With Theera ต้องการ” เอื้องพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เรารู้สึกได้ทันทีถึงความรู้สึกปลื้มใจของเธอในการทำงานตรงนี้

Steps With Theera

เราเชื่อว่าการได้มีโอกาสเพิ่มพูนทักษะการทำงานและการมีสภาวะจิตใจที่ดี ช่วยให้คนที่อยู่ในภาวะออทิซึมสามารถพัฒนาขึ้นได้ พวกเขาอาจทำงานอย่างดีเลิศและมีความเชี่ยวชาญ หากได้อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง

“น้องๆ ทุกคนบอกเราว่าเขามีความสุข เพราะพวกเขาทุกคนเคยเจอสถานการณ์ที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่น  คนไม่ยอมรับเขาเพราะบางทีเขามีพฤติกรรมอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น พวกเขาจึงคิดว่าอยู่ที่นี่แล้วมีความสุข เพราะมันเป็นสังคมที่เข้าใจเขา และเขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เขามีกลุ่มเพื่อนของเขา มีการสร้างกลุ่มไลน์ ไปเที่ยว กินข้าว ดูหนัง โยนโบว์ลิ่ง เหมือนกับวัยรุ่นปกติทั่วไป เพียงแต่ผู้คนมองไม่เห็นและคิดว่าพวกเขาไม่สนใจกิจกรรมอะไรแบบนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาก็อยากทำเหมือนเรา เพียงแต่ว่าเขาอาจมีการแสดงออกที่ต่างออกไปหรือเป็นเราที่เลือกจะมองไม่เห็นมากกว่า” หลังเอื้องพูดประโยคนี้จบลง เราเชื่อว่ามีใครหลายคนในที่นี้กำลังเข้าใจพวกเขามากขึ้นเช่นกัน

04

Further Steps

ปัจจุบัน Steps With Theera มีสาขาที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต

เอื้องเล่าว่าจากการทำงานของตัวเองกับโรงเรียนนานาชาติในภูเก็ต พบว่าภูเก็ตเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีความต้องการอยู่มาก และผู้ปกครองหลายคนก็พร้อมสนับสนุนลูกๆ ให้มีโอกาสพัฒนาตัวเองด้วย เอื้องและแม็กซ์จึงตัดสินใจเปิด Steps With Theera และเป็น Zero Waste Shop ที่ภูเก็ตในปีนี้เอง

“แพลนในอนาคตจะไปในทิศทางยังไงบ้าง” เราถามหญิงสาวเจ้าของร้านที่นั่งอยู่ตรงหน้า

“เราอยากจะให้มี Trainee เข้าไปอยู่ในการทำงานที่อื่นได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็อยากจะเป็นคนสร้างงานให้น้องๆ ของเราเอง คือทางเราก็อยากจ้าง เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่ได้มี Capacity ที่จะจ้างงานน้องที่มีความพิเศษได้ทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ คือให้บริษัทอื่นๆ สามารถรับน้องๆ เหล่านี้เข้าไปทำงาน ไม่ได้ทำเพียงเพราะกฎหมายหรือแค่ความสงสาร เพราะน้องๆ เหล่านี้สามารถเข้าไปแล้วสร้างประโยชน์ให้องค์กรเขาได้จริงๆ

Steps With Theera

“บางคนก็เรียนจบออกไปแล้วทำงานที่อื่นเป็นพนักงานประจำและพาร์ตไทม์ เป็นผู้ช่วยเชฟ ผู้ดูแลร้าน Grocery ทำงานในออฟฟิศ บางคนย้ายกลับไปทำงานที่ประเทศของตัวเอง เราเองก็ยังมีการคุยอยู่กับบริษัทเพื่อคอยเช็กว่าน้องเป็นยังไงบ้าง สิ่งที่น้องทำคืออะไร เราจะสามารถช่วยเตรียมน้องได้ด้วยค่ะ เพราะเราไม่อยากให้น้องไปทำงานแล้วไม่ราบรื่น เดี๋ยวเขาจะหมดความมั่นใจในตัวเอง

“เราเองก็อยากจะเตรียมความพร้อมน้องให้มากที่สุดก่อนนะ เราต้องดูประเภทของงานด้วยว่าน้องคนนี้เหมาะจะเข้าไปอยู่ในงานที่มีความกดดันได้ไหม น้องสามารถรับตรงนั้นได้ไหม อย่างเราเองถ้าเจอกับความกดดันก็กลับมาดีลกับตัวเอง กลับไปสู้ใหม่ได้ แต่น้องบางคนอาจจะไม่ได้มีความความมั่นใจ ซึ่งมันจะส่งผลเสียกับการกลับไปทำงาน จริงๆ เจอความกดดันได้ก็ดี เพราะมันก็คือโลกของความเป็นจริง วันหนึ่งเขาไปทำงานที่ไหนมันก็ต้องเจออะไรแบบนี้ เพียงแต่ว่าเราจะต้องสอนเขาจากที่นี่แหละ ว่าเวลาคุณไปเจอความกดดัน คุณควรจะรับมือกับมันยังไง”

เราเข้าใจได้ทันทีว่านี่คืออีกงานหนึ่งที่มีความละเอียดอ่อนมาก Steps with Theera คือจุดเริ่มต้นการสร้างเส้นทางสู่ความฝัน ในการยืนหยัดในสังคมอย่างภาคภูมิด้วยตัวเองของผู้ที่มีภาวะออทิซึม แต่ความฝันเหล่านั้นจะถูกต่อเติมไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนในสังคม

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 8 Decent Work and Economic Growth มุ่งผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการจ้างงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ไม่มีคำว่าเธอ ไม่มีคำว่าฉัน เพราะทุกคนบนโลกนี้ล้วนแตกต่างเหมือนกัน เมื่อทุกคนพร้อมเปิดรับและให้โอกาส เมื่อนั้นเศรษฐกิจและสังคมก็จะเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load