The Cloud x Designer of the Year

หากไม่ลองสัมผัสด้วยมือคงไม่เชื่อว่าสร้อยเส้นใหญ่ ต่างหู่คู่จิ๋ว ทำจากกระดาษ ไม่เพียงเครื่องประดับจากกระดาษ วรชัย ศิริวิภานันท์ เจ้าของแบรนด์ BASIC TEEORY ควบเจ้าของรางวัล Designer of the Year Award 2019 สาขา Jewelry Design ยังทำสร้อยคอจากท่อยางและเศษผ้า กำไลข้อมือจากท่อแก้วบรรจุเศษกรวดจากหน้าบ้าน เก๋กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว! เพราะนักออกแบบมือรางวัลดันออกนอกกรอบของการทำเครื่องประดับที่มักใช้วัสดุเป็นเงินและทอง เขาตีความหมายใหม่และกำหนดทฤษฎี ‘BASIC TEEORY’ (ทฤษฎีพื้นฐานส่วนตัวของตี๋) ขึ้นมาเอง

ทฤษฎีออกแบบของ วรชัย ศิริวิภานันท์ ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว

“วัสดุทุกชนิดมีคุณค่าในตัวมันเอง คุณค่าของจิวเวลรี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าทำมาจากเพชรมากกะรัต พลอยหายาก มุกจากทะเลน้ำลึก คุณค่าเหล่านั้นมนุษย์ล้วนเป็นคนกำหนดขึ้นทั้งสิ้น” เป็นนิยามของทฤษฎีพื้นฐานส่วนตัวของตี๋

หนุ่มนักออกแบบรวบรวมความหลงใหลในเครื่องประดับหลอมรวมกับแพสชันในการอยากทำเครื่องประดับมานานกว่าค่อนชีวิต กว่าเขาจะกล้าออกมาทำตามความฝัน ทำเครื่องประดับมากคุณค่าจากเศษวัสดุที่คนไม่ค่อยเห็นค่า

ทฤษฎีออกแบบของ วรชัย ศิริวิภานันท์ ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว

1

วรชัยเรียบจบปริญญาตรีจากสาขาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรียนจบปริญญาโทจากสาขา Textile and Surface Design, Birmingham Institute of Art and Design หลังเรียนจบเขาเป็นอาจารย์สอนวิชาศิลปะและสิ่งทอก่อนจะผันตัวเป็นนักออกแบบลายและโครงสร้างผ้า

เมื่อความโชคดีเลือกวรชัย เขาได้ทำงานในสตูดิโอของตกแต่งบ้านกับนักออกแบบชาวฝรั่งเศส ที่เปลี่ยนมุมมองของเขาเพียงนั่งทานก๋วยเตี๋ยวด้วยกัน ท่ามกลางบรรยากาศสกปรกของร้าน มองไม่เห็นแม้กระทั่งความสวยงาม แต่นักออกแบบคนนั้นกลับนั่งมองเพดาน แล้วหันหน้ามาบอกวรชัยด้วยความปลามปลื้มว่า “Oh! This is beautiful, it’s perfect.”

ทฤษฎีออกแบบของ วรชัย ศิริวิภานันท์ ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว

วรชัยทราบดีว่าเขาหลงรักวัสดุมาตั้งแต่ตอนฝึกงานด้านตกแต่งและออกแบบภายใน เพราะเขาชอบการหาสารพัดข้าวของ ไม่ว่าจะผ้า วัสดุ เพียงสั่งมา วรชัยจัด (หา) ให้! ยิ่งมีโอกาสทำงานกับนักออกแบบชาวฝรั่งเศส ที่แปลงร่างวัสดุหลากชนิด เช่น เซรามิก โลหะ ก้อนหิน ขนแมวน้ำจากอาร์กติก ของราคาถูกจากสำเพ็ง รากไม้จากน้ำตกแถบจังหวัดกาญจนบุรี ฯลฯ เป็นของตกแต่งบ้าน ยิ่งทำให้โลกวัสดุของเขากว้างกว่าเดิม เหมือนเป็นการเติมไฟแพสชันในใจให้ลุกโชน 

“ตลอดระยะเวลาห้าปีของการทำงานกับนักออกแบบชาวฝรั่งเศส เราสนุกกับการเล่นกับวัสดุ สนุกมากกับแนวคิด มุมมอง และประสบการณ์ ประจวบกับเราอยากทำเครื่องประดับมานานมาก ตอนนั้นเราอยากทำแบรนด์แล้ว

ทฤษฎีออกแบบของ วรชัย ศิริวิภานันท์ ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว

“ด้านศิลปะและการออกแบบเรามีประมาณหนึ่ง ส่วนการเงิน การตลาด และการทำธุรกิจ เป็นสิ่งที่เราขาด เราเลยเปลี่ยนมาทำงานด้านการตลาดและแบรนดิ้งเกือบสิบปี เพื่อเรียนรู้การทำแบรนด์ คุยกับคนในสายการตลาด ทำให้เราเข้าใจเขามากขึ้น สำคัญเลยคือ เพื่อเก็บเงิน เพราะเงินจะเป็นสายป่านให้เราทำในสิ่งที่เราฝันเอาไว้” นักออกแบบเล่าการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อเดินทางสู่ความฝัน ฝันว่าสักวันหนึ่งเขาจะเป็นมีแบรนด์เครื่องประดับเป็นของตัวเอง 

2

เมื่อเครื่องประดับจากเงินและทองไม่ตอบโจทย์การออกแบบของวรชัย ระหว่างนั่งทำงานประจำ เขาคิดแล้วคิดอีกว่าจะเอาวัสดุไหนมาทดแทนดี แต่แล้วสายตาพลันเหลือบไปเห็นเครื่องถ่ายเอกสาร เต็มไปด้วยกระดาษรีไซเคิล พอดีกับครอบครัวของเขาทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ทำให้มีเศษวัสดุเยอะมาก ทั้งเศษดิน เศษปูน เศษไม้ นักออกแบบหัวใสแอบเก็บทุกอย่างมานั่งทดลองคนเดียวตอนกลางคืนหลังเลิกงาน ใช่! เขานั่งเล่นสนุกกับเศษขยะพวกนั้น แถมสนใจสกรูเป็นพิเศษ

เมื่อต้องเลือกเพียง 1 วัสดุ กระดาษจากเครื่องถ่ายเอกสารดันผ่านเข้ารอบ ชายหนุ่มทดลองม้วนกระดาษเป็นลูกปัดเม็ดยาว ดูเหมือนไม่เป็นดังหวัง เพราะกระดาษแกรมบางถลอกและเปื่อยยุ่ยจนเป็นขุย ถ้าเอามาม้วนเป็นลูกปัด ผิวจะไม่เรียบเนียน เนื้อกลวงไม่แน่น เคลือบด้วยสารเคมีก็ไม่ทนทาน คงไม่เหมาะกับการเอามาทำเป็นเครื่องประดับแน่นอน

ทฤษฎีออกแบบของ BASIC TEEORY ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว
ทฤษฎีออกแบบของ BASIC TEEORY ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว

แต่เขาไม่ยอมแพ้ ยังทดลองทำลูกปัดด้วยกระดาษกว่า 5 ชนิด เพื่อเฟ้นหาสุดยอดกระดาษ จนลงเอยเป็นกระดาษเจียรทิ้งจากโรงพิมพ์ของเพื่อนสนิท เพราะกระดาษเจียทิ้งเหล่านั้นเป็นกระดาษใหม่ เรียบ ไม่ยับเยิน ทำให้ได้ขนาดแกรมและความหนาตามวรชัยต้องการ เพราะขนาดแกรมของกระดาษมีผลกับการม้วนให้เป็นลูกปัด วรชัยเปรียบให้เราฟังว่า

“การม้วนลูกปัดหนึ่งเม็ดจะต้องรู้ว่าใช้กระดาษกี่เส้น แทบจะคล้ายการทำหนังสือหนึ่งเล่ม ถ้าแกรมผิดเพียงนิดเดียว แปลว่าลูกปัดเม็ดนั้นจะไม่เหมือนเดิม มีผลกับการทำงานและการสั่งผลิตเพื่อทำออร์เดอร์ส่งขายยังต่างประเทศ”

ส่วนกระบวนการทำสร้อย 1 เส้น ต่างหู 1 คู่ เขาทำด้วยมือทุกขั้นตอน เพราะนักออกแบบเคยลองใช้เครื่องจักรประกอบเองเพื่อทุ่นแรงสำหรับการม้วนกระดาษ แต่ตัวเครื่องควบคุมแรงดึงไม่ได้ สมมติม้วนกระดาษเปียกกาวด้วยมือ มือต้องผ่อนแรงไม่ให้กระดาษขาด ถ้าลูกปัดหลวม มือต้องออกแรงดึงกระดาษเพื่อม้วนให้ลูกปัดแน่น หรือการต่อกระดาษ เครื่องจักรช่วยต่อกระดาษไม่ได้ สุดท้ายสองมือของวรชัยสะดวกและตอบโจทย์การทำงานของเขามากที่สุด

ทฤษฎีออกแบบของ BASIC TEEORY ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว

3

“เราตั้งใจให้ Paper You Can Wear เป็นคอลเลกชันหลัก”

จากกระดาษเจียทิ้งจากโรงพิมพ์ กลายเป็นสร้อยคอลูกปัดสีสันจัดจ้าน ถูกใจคนรักงานคัลเลอร์ฟูล แต่ยังไม่ทิ้งสาวกมินิมอลด้วยลูกปัดกระดาษสุด Eco-friendly สีขาวสลับดำช่างคลาสสิก ร้อยต่อกันด้วยริบบิ้นเนื้อดีไม่ระคายเคืองผิว

ทฤษฎีออกแบบของ วรชัย ศิริวิภานันท์ ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว

“ปีแรกเราขายนับเส้นได้ เพราะเราพยายามเปลี่ยนหน้าตาของวัสดุ ต่างกับการเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาม้วนแล้วบอกว่าเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์ แบบนั้นคงง่ายกว่า และเราไม่อยากให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้า Ecodesign เขาต้องใส่กับเสื้อผ้าฝ้ายหรือเสื้อลินินเพียงอย่างเดียว แต่เขาใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมกับเครื่องประดับ Eco-friendly ของเราได้ด้วย 

“เราอยากให้สินค้าของเราใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เลยเปลี่ยนรูปร่างให้มันไม่ได้มองแล้วรู้ทันทีว่าทำมาจากกระดาษ พอเราเปลี่ยนหน้าตาปั๊บกลายเป็นว่าคนเข้าใจยากทันที แต่เรายังคงเล่าเรื่องตลอด เพราะผลิตภัณฑ์ของเราเป็นการขายเรื่องราวมากกว่า” นักออกแบบเครื่องประดับเจ้าของแบรนด์ BASIC TEEORY อธิบายด้วยรอยยิ้ม

ทฤษฎีออกแบบของ BASIC TEEORY ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว

4

เครื่องประดับสุดแหวกของวรชัยมองบางทีเป็นงานศิลปะ มองอีกทีเป็นงานออกแบบ เพราะเครื่องประดับของเขามักแอบซ่อนความพิเศษบางอย่างเอาไว้ เช่น สร้อยคอที่ใส่ได้แทบจะไม่ซ้ำแบบกันเลย บางเส้นยาวแบบไม่มีจุดบรรจบ ปราศจากตะขอเชื่อมหน้าเชื่อมหลัง เขาสาธิตการพัน การพาด ได้สารพัดสารพันแบบ แถมเมื่อปลดตัวล็อกแล้ว เครื่องประดับเส้นยาวยังเชื่อมกับเครื่องประดับอีกเส้นกลายเป็นเส้นยาวกว่าเดิม จะใส่ทบเดียวหรือ 2 ทบก็สวยสูสี เก๋อย่าบอกใคร

“เราชอบให้เครื่องประดับของเราต่อกันได้ มิกซ์แอนด์แมตช์กันได้ มันเลยค่อนข้างอเนกประสงค์

ทฤษฎีออกแบบของ BASIC TEEORY ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว

“อย่างต่างหูก็มีความไม่ปกติ ไม่เหมือนกันก็ใส่กันได้ เพราะอยากให้ลูกค้าสนุกกับเครื่องประดับ ไม่ใช่ซื้อไปแล้วก็จบ เราเลยนิยามเครื่องประดับว่าเป็นงานไลฟ์สไตล์ เน้นทำเครื่องประดับให้คงทนถาวร สวยงามตามแบบธรรมชาติ”

อย่างคอลเลกชัน The Beauty of Remains เขารวมทุกเศษซากจากหลายวัสดุ ไม่ว่าจะเป็นเศษผ้า ท่อยาง เศษแก้ว ก้อนกรวดหน้าบ้าน มาแปลงโฉมเป็นเครื่องประดับหลากหลายแบบ แถมยังถูกแบ่งย่อยเป็นซีรีส์ Glass Tube เครื่องประดับจากท่อแก้วใสบรรจุเศษแก้ว เศษกระจก และก้อนกรวด ซีรีส์ Rubber Tube สร้อยคอจากท่อยางและเศษผ้า เป็นการทำงานร่วมกับโรงแรมแห่งหนึ่ง เขานำเศษผ้าจากการตัดชุดยูนิฟอร์มของพนักงานมาถักเป็นเครื่องประดับยาวกว่า 2.4 เมตร สำหรับใส่เดินแฟชั่นโชว์ร่วมกับโรงแรมแห่งนั้น แม้ใครจะมองว่าเครื่องประดับชิ้นนั้นของเขาประหลาดตั้งแต่ต้น

ทฤษฎีออกแบบของ BASIC TEEORY ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว

“ซีรีส์ Rubber Tube เราควรวางขายตั้งนานแล้ว แต่มีบางอย่างที่ทำให้เราต้องเก็บไว้ก่อน เพราะมีบางคนเห็นงานแล้วบอกว่าอย่างเพิ่งขายเลย มันประหลาดไป” นักออกออกแบบหัวเราะก่อนจะเล่าว่า

“ตอนน้ันเราวางงานชิ้นนั้นบนโต๊ะทำงาน นั่งมองทุกวัน ให้เราเห็นจนรู้สึกไม่ประหลาด ถึงยอมขาย พอขายก็มีลูกค้าบอกว่าเหมือนงานทำไม่เสร็จ เราบอกว่าเสร็จแล้ว เขาบอกว่าเหมือนยังไม่จบงาน เรากลับมานอนคิด จนวันหนึ่งมันจบในตัวมันเองแล้ว เราไม่ต้องการเพิ่มอะไรลงไปมากกว่านั้น พอดีเราต้องทำแฟชั่นโชว์กับโรงแรมแล้วงานชิ้นนั้นป็นหนึ่งในงานโชว์ พอลงจากเวทีมีคนมาขอซื้อทันที เรารู้สึกว่าชิ้นนั้นมันจบแล้ว มันได้รับการยอมรับจากคนประมาณหนึ่ง ไม่ได้ประหลาดและอย่างน้อยมีคนเข้าใจมัน”

5

“แน่นอนว่าความสวยงามเป็นฟังก์ชันหลัก แต่ฟังก์ชันสำคัญกว่าความสวยงามคือความพึงพอใจของคนสวมใส่ ลูกค้ายอมจ่ายเงินซื้อเครื่องประดับของเราเป็นเพราะว่าเขาใส่แล้วเขาพอใจ เขามีความสุข เขาแตกต่าง ความพึงพอใจจึงเป็นสิ่งที่ลูกค้าได้รับ ไม่ใช่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว”

เจ้าของรางวัล Designer of the Year Award 2019 สาขา Jewelry Design ยิ้มส่งท้ายก่อนจะจบบทสนทนาว่า

ทฤษฎีออกแบบของ BASIC TEEORY ผู้เปลี่ยนกระดาษ ท่อยาง ไร้ค่าเป็นเครื่องประดับมากเรื่องราว

“วัสดุทุกอย่างมีคุณค่า ธรรมชาติทำให้ตัวมันเป็นแบบนั้น มีค่าหรือไม่มีค่าคนกำหนดขึ้นมาเอง แต่เรากลับรู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเรา เราจะเอาของที่คนบอกว่าไม่มีค่ามาทำให้มีคุณค่า

“ถ้าเมื่อไรเราเข้าใจความเปลี่ยนแปลง เราจะมองเห็นความสวยงาม เวลาเปลี่ยน ของเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน ของบางอย่างยังคงอยู่ ถ้าอยู่ในขณะเปลี่ยนสภาพ ก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงมัน ให้คงสภาพนั้นไว้ เพียงแต่ดึงคุณค่ามันออกมา

“BASIC TEEORY ทำให้เราเรียนรู้ว่าทุกอย่างมีค่าทั้งนั้น คนทุกคน ชีวิตทุกชีวิต และของทุกอย่าง”

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

เมื่อ 15 ปีก่อน การนำวัสดุเหลือใช้มาหมุนเวียนเป็นต้นทุนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ฟังดูเป็นประโยคที่ประหลาดไม่เข้าหู แต่ในวันนี้กลับกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังเต็มไปด้วยการพัฒนาในเชิงดีไซน์ เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย แวดล้อมไปด้วยเทรนด์ที่ทำให้คำว่าหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่นั้นมีความหมายและมีคุณค่ามากกว่าที่เคยเป็นมา

เส้นทางชีวิตในโลกแห่งการออกแบบของ ปิ่น-ศรุตา เกียรติภาคภูมิ เรียกได้ว่าเริ่มมาตั้งแต่ช่วงเวลานั้น การหยิบจับนำเศษเหล็กมาปรับ ดัด แปลง ให้เป็นผลงานศิลปะที่เคยมีคนไม่เข้าใจในคุณค่าและมาพร้อมถ้อยคำถากถาง แต่ในวันนี้ตัวผลงานเองได้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า นั่นคือเส้นทางการตัดสินใจที่ดีที่สุด

หากได้คุยกับศรุตาเมื่อสักสิบปีก่อนหน้านี้ เราจะสัมผัสได้ถึงความเป็นนักออกแบบที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง ช่วงวัยรุ่นที่ทำงานให้สวยที่สุดและดีที่สุด แต่ในวันนี้ เจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Product Design เธอก้าวไปไกลมากกว่าขอบเขตรอบตัวเอง ด้วยการเป็นนักออกแบบที่คิดถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งลูกค้า คนในโรงงาน ช่างเชื่อมทั้ง In house และ Outsource ผู้ผลิตทุกฝ่าย อย่างที่เธอมักจะย้ำอยู่เสมอว่า 

“ไม่มีเขา… ไม่มีเรา”

ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ PiN ผู้เชื่อว่าเมื่อมองเห็นคุณค่าชีวิตของคนอื่น จึงทำให้เห็นคุณค่าชีวิตตัวเอง

มองเห็นคน-มองเห็นคุณค่า

“เราอยากกระจายรายได้ และช่วยเพิ่มศักยภาพความสามารถของช่างเชื่อมเหล็กให้ไปไกลมากกว่าที่เขาจะเป็นช่างเชื่อมทั่วไป”

สิ่งที่เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนและเป็นจุดตัด ทำให้ศรุตาแตกต่างจากนักออกแบบทั่วไป คือการที่เธอเป็นทายาทรุ่นสองของห้างหุ้นส่วนจำกัด โชติอนันต์โลหะกิจ โรงงานเหล็กผู้รับผลิตลูกล้อ บานเลื่อน กุญแจ บานสวิง อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ การเติบโตพร้อมกับโลกธุรกิจจาก PiN Metal Art ทำให้ศรุตานึกถึงปัจจัยอื่นนอกเหนือไปจากแนวคิดในการออกแบบของตนเอง

“ต้องอย่าลืมว่าเราโตขึ้นมาได้ หรือเราประสบความสำเร็จ ในระดับที่เราพอใจตรงนี้ได้ ไม่ใช่เพราะเราคนเดียว มันมีส่วนเกี่ยวเนื่อง เกี่ยวพัน ทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้ต่างหาก”

ยิ่งเวลาผ่าน มุมมองในการดำเนินงานและการทำธุรกิจของศรุตาก็เติบโตขึ้นตามไปด้วย การทำงานต่อเนื่องและพัฒนาฝีมือของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เธอเริ่มขยับเป้าหมายจากการ ‘ขายได้’ และ ‘ประสบความสำเร็จ’ สู่การกลับมาทบทวนและพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ภายใต้โจทย์ที่ว่า ‘คนงานในโรงงานมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือยัง’

คำถามนี้นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนมุมมองการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง

“เรากลับมามองเห็นว่า แล้วคนงานของเรามีชีวิตที่ดีขึ้นไหม ชุบชีวิตเศษเหล็กแล้ว คนที่ร่วมอยู่กับเราตั้งแต่ต้นจนจบ เขามีอาชีพ มีการดำรงอยู่ มีครอบครัวที่ดีหรือเปล่า ปิ่นกลับมามองเห็นคนที่อยู่ในเครือข่ายในชีวิตของปิ่นมากขึ้น มองเห็นคุณค่าของความเป็นคนมากขึ้น”

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตนี้ ทำให้เข็มของความเป็นศิลปินสร้างผลงานศิลปะเริ่มเบนมาสู่โลกฝั่งการออกแบบมากขึ้น โดยเธอเชื่อว่า การส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของคนงานในรูปแบบของตัวเองนั้นเป็นไปได้

“เราลดดีกรีของความเป็นศิลปินลง แล้วก็มาเป็นศิลปะประยุกต์มากขึ้น แต่แก่นของปิ่นก็มาจากความรู้สึก การบ่มเพาะของความเป็นศิลปินนี่แหละที่เป็นจุดกำเนิดจริงๆ มาจากศิลปะซึ่งคลี่คลายให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น”

ตลอดการสัมภาษณ์ ศรุตามักจะพูดถึงพร้อมทั้งชื่นชมคนที่เป็นเบื้องหลังและเป็นแรงสนับสนุนเธออยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ‘ป๊า’ สมาชิกคนสำคัญในครอบครัวที่เป็นเหมือนหน้าด่านการผลิตในโรงงาน ผู้เป็นต้นทางของวัตถุดิบเศษเหล็กให้เธอรับไม้ต่อมาสร้างสรรค์ หรือวงของ ‘คนงาน’ ตลอดจนช่างผู้ผลิตภายนอก ศรุตาเลือกดูแลทุกคนอย่างดี ประเมินอย่างรอบด้านว่าค่าจ้างนั้นสอดรับกับค่าครองชีพหรือไม่ โดยสิ่งที่เป็นกำลังใจตอบแทนกลับมาก็เป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการได้เห็นเหล่าช่างยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูป และภูมิใจว่านี่คือผลงานของพวกเขา

“การยกระดับจิตใจของคนที่ทำงานร่วมกัน ก็เป็นสิ่งที่ควรที่จะต้องทำ” เธอเน้นเสียง

“เราต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างให้มันดีขึ้น ปิ่นอยากส่งสารไปให้คนได้รู้ว่า ชีวิตคนทุกคนมีคุณค่า แม้เศษเหล็กมันยังมีความงาม มีคุณค่าได้ ชีวิตคนทุกคนก็ต้องทำให้มันมีคุณค่าได้” 

ศรุตาย้ำอย่างมากถึงการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต นอกเหนือจากเรื่องของคนในโรงงานแล้ว ยังมีเรื่องของผู้คน (People) และโลก (Planet) การเลือกใช้ของเสียนำกลับมาเป็นต้นทุนการผลิตใหม่ ในทางหนึ่งคือช่วยลดการสร้างผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อมกับโลกใบนี้อีกด้วย 

ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ PiN ผู้เชื่อว่าเมื่อมองเห็นคุณค่าชีวิตของคนอื่น จึงทำให้เห็นคุณค่าชีวิตตัวเอง

สมดุลตัวตน-ส่งเสริมพื้นที่

“งานของเราจะต้องไปส่งเสริมพื้นที่นั้น ไม่ใช่ว่างานจะต้องเด่นกว่าพื้นที่นั้น งานเราต้องเป็นแค่ส่วนที่ส่งเสริมพื้นที่ให้มันเกิดความงาม ให้สเปซนั้นมีความรู้สึกเพิ่มเติมมากขึ้น ต้องให้คุณค่าทั้งกับตัวตนและให้คุณค่ากับพื้นที่ด้วยเช่นกัน”

หนึ่งในข้อสงสัยที่เราอยากรู้ ว่าในฐานะคนที่เป็นนักออกแบบก็ได้ เป็นศิลปินก็ได้ จะมีมุมมองที่สมดุลในลายเซ็นของตัวเอง ไปพร้อมกับรับมือกับโจทย์ที่เป็นไปตามความต้องการจากลูกค้าอย่างไร

ศรุตาเล่าว่า กระบวนการออกแบบนั้นมี 2 แนวทาง

แนวทางแรกคือ การเริ่มงานจากวัสดุเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งเป็นแนวทางในช่วงเริ่ม 1 – 3 ปีแรกของการทำแบรนด์ PiN (พิน) ตลอดกระบวนการจึงว่าด้วยเรื่องการค้นหาศักยภาพของวัสดุที่มี ว่าขยายหรือต่อยอดเป็นผลงานลักษณะไหนได้บ้าง จะพับ จะต่อ จะเชื่อม ให้เป็นรูปร่าง-รูปทรงอย่างไร เมื่อได้คำตอบ วัสดุจะถูกนำมาผสมกับไอเดียที่ได้มาจากวิถีชีวิตของผู้สร้างสรรค์ องค์ประกอบของความเป็นไทย ทั้งสถาปัตยกรรม ลายผ้า รายละเอียดต่างๆ จะเชื่อมโยง ผสมให้กลมกล่อม และสื่อสารออกมาผ่านลวดลายบนวัสดุเศษเหล็ก

แนวทางที่สองคือ การได้รับโจทย์มาจากเจ้าของโปรเจกต์ต่างๆ กระบวนการทำงานจึงต้องนำความรู้สึกของลูกค้าเป็นตัวตั้ง และปรับจูนเอกลักษณ์ของตัวเองเข้าหากันคนละครึ่งทาง นำสัดส่วนสองฝั่งมารวมกันให้เป็นหนึ่ง

“แนวทางนี้เหมือนว่าเราต้องค้นพบตัวตนก่อน แต่ตัวตนนั้นมันต้องถูกมลายหายไปด้วย เพื่อให้ผลงานที่เกิดขึ้นเข้ากับคนอื่นได้” นักออกแบบเจ้าของแบรนด์อธิบาย

หนึ่งในโปรเจกต์ที่ศรุตาจดจำเป็นความภูมิใจคือ ผลงานโคมไฟแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่จำนวนหลายชุด ที่โซน The Veranda ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม

ความท้าทายมาพร้อมกับเงื่อนไข 1 เดือนในการผลิต ช่วงเวลาบีบคั้นแต่ต้องถ่ายทอดภาพไอเดียในหัวในออกมาเป็นผลงานศิลปะติดตั้งขนาดใหญ่ เธอจำเป็นต้องดึงศักยภาพของโรงงานออกมาใช้อย่างเต็มที่ รวมกำลังพลคนงานให้มาช่วยสร้างแต่ละชิ้นส่วนให้สำเร็จด้วยความรวดเร็ว 

ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ PiN ผู้เชื่อว่าเมื่อมองเห็นคุณค่าชีวิตของคนอื่น จึงทำให้เห็นคุณค่าชีวิตตัวเอง

“เป็นงานที่ต้องยืดหยุ่นมาก ที่สำคัญคือ อย่ามีตัวตนเยอะเกินไป จนลืมว่าผลงานของเราอยู่กับใคร บริบทไหน ต้องเรียนรู้จะปรับเปลี่ยนโดยไว เพื่อให้ทุกอย่างไหลลื่นได้มากที่สุด”

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับระบบการคิดของศรุตาคือ เรื่องของแรงบันดาลใจ หลายครั้งหลายคราวที่เธอเคยออกสื่อสัมภาษณ์หรือไปบรรยายให้กับองค์กรต่างๆ เชื่อหรือไม่ว่าศรุตาไม่เคยพูดถึงที่มาของแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน แต่ถ้อยคำที่เธอพูดเสมอเหมือนกับเป็นปรัชญาในการออกแบบ คือเรื่องของวิถีชีวิตมากกว่า

“งานที่ปิ่นทำหรือสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นวิถีชีวิต การเกิดและโต แล้วมันบ่มเพาะให้ออกมาเป็นการสร้างงาน วิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงชีวิตของคน นำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ได้

“มันคือวิถีชีวิตของปิ่น สิ่งที่ปิ่นเห็น ทั้งรูปทรง ฟอร์ม และความรู้สึกที่ปิ่นไปจับ ต้องตาแล้วก็มาประทับในใจ ปิ่นก็นำความประทับในใจนั้นออกมาเป็นผลงาน”

ธรรมดา-ธรรมะ 

“ปิ่นนำสิ่งที่ไม่มีชีวิตแล้วกลับมาทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาใหม่ เป็นการกลับชาติมาเกิดของเหล็ก ของวัตถุดิบ ทำให้มีคุณค่า มีความงาม มีชีวิตใหม่” 

ประโยคนี้อ่านแล้วดูเหมือนซ่อนเรื่องการกลับมาเกิดใหม่ ความเชื่อในเชิงศาสนาเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนระบบการคิดและแก่นของชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องของธรรมะ ที่เป็นความสนใจส่วนตัวของศรุตามาอย่างยาวนาน

“เวลาเจอวิกฤตในชีวิต คนส่วนใหญ่จะชอบเข้าหาธรรมะ แล้วไปมองเห็นอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่าช่วยเยียวยาให้ชีวิตดีขึ้น งานของปิ่นเป็นเศษเหล็ก แต่ทำให้เกิดความงามเป็นผลงานใหม่ คิดว่าคนที่มามองเห็นน่าจะมีกำลังใจ ฉุกคิดให้เห็นคุณค่า และสร้างพลังใจในชีวิตของเขาได้ด้วย”

ไม่ใช่แค่เพียงงานเชิงพาณิชย์เท่านั้น โปรเจกต์ส่วนตัวที่ศรุตาทุ่มเทและเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจก็คือ งานออกแบบโคมไฟแชนเดอร์เลียสำหรับวัดป่าวิเวกธรรมชาน์ อุบลราชธานี ติดตั้งภายในเจดีย์ที่มีผู้ออกแบบคือ อาจารย์สมชาย จงแสง มาพร้อมกับข้อจำกัดอันแสนท้าทายคือเรื่องงบประมาณ ทำให้ศรุตาต้องลองทำผ้าป่าสามัคคีเป็นครั้งแรกในชีวิต

ศรุตา เกียรติภาคภูมิ แห่ง PiN ผู้ชุบคุณค่าเศษเหล็กไปพร้อมกับชีวิตผู้คนรอบข้าง
ศรุตา เกียรติภาคภูมิ แห่ง PiN ผู้ชุบคุณค่าเศษเหล็กไปพร้อมกับชีวิตผู้คนรอบข้าง

“อันนี้คือความประทับใจที่ทำโคมไฟชิ้นใหญ่ แล้วก็ทุกคนร่วมบุญกันมา เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ณ วันนั้น” เธอเล่าแววตาเปล่งประกาย

นอกเหนือจากเรื่องธรรมะ ยังมีเรื่องสำคัญที่สุดอย่างการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางหลักทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต ตั้งแต่เรื่องการรู้ตัวประมาณตน มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน รวมถึงเงื่อนไขความรู้และคุณธรรม ที่เธอเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ใช้ได้จริงกับทุกอย่างในชีวิต 

“การกลับไปรู้แหล่งกำเนิด สิ่งที่ทำให้คุณเกิดมาเป็นคุณคืออะไร กลับไปค้นหาให้เจอ กลับไปดูรากกำเนิดสิ่งที่ทำให้เกิดมา อะไรคือจุดเชื่อมโยงทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้

“กลับไปรู้ตัวประมาณตน รู้ว่าอะไรเราทำได้ อะไรเราทำไม่ได้ แล้วเราทำอะไรได้ดีหรือเราทำอะไรไม่ได้เลย เราใช้เวลาที่มีไปกับสิ่งที่เราทำได้ดีกว่า เราอย่าไปเสียเวลากับสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้เลย” 

ในวันนี้เศษเหล็กของศรุตาไม่ได้เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบเท่านั้น แต่มีฐานะเป็นตัวแทนของการมองเห็นคุณค่าและสิ่งที่ช่วยยกระดับจิตใจให้กับคนทำงานที่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ท่ามกลางกระแสในช่วงเวลาที่เป็นยุคแห่งการบริโภคอย่างมีสติ และการรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ มากกว่าที่เคย

อย่างที่เธอทิ้งท้ายไว้ว่า ในท้ายที่สุดแล้วนั้น 

“ปิ่นมองเห็นคุณค่าชีวิตของคนอื่นก่อน มันจึงทำให้ปิ่นเห็นคุณค่าชีวิตตัวเอง”

ศรุตา เกียรติภาคภูมิ แห่ง PiN ผู้ชุบคุณค่าเศษเหล็กไปพร้อมกับชีวิตผู้คนรอบข้าง

5 คำแนะนำจากนักออกแบบผลิตภัณฑ์สู่ดีไซเนอร์รุ่นใหม่

01 อย่าหยุดทำ 

อย่าเก็บเสียงวิพากษ์เชิงลบมากระทบใจเรา เพราะจะบั่นทอนกำลังใจที่จะทำงานต่อ ปิ่นคิดว่าหากเรารู้สึกโกรธ ก็ควรเปลี่ยนความโกรธหรือความคิดด้านลบของคนอื่นที่มันกระทบใจเราให้เป็นความเมตตา เพราะความโกรธ ความโมโหจะทำให้เราไม่มีสมองโปร่งใส ไม่มีปัญญา 

02 อย่าคิดว่าใครเป็นศัตรูกัน

ยุคนี้เป็นยุคแห่งการเกื้อกูล อย่าคิดว่าฉันเก่งกว่าเธอ เธอเก่งกว่าฉัน ทุกคนมีแนวทางในชีวิตของตนเอง แล้วทุกคนก็มีเงื่อนไขในชีวิตของตนเองเช่นกัน ปิ่นเชื่อว่าทุกคนมีความดีในตนเอง แล้วก็เชื่อว่าการเกื้อกูลกันเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะจรรโลงวิกฤตที่มันเกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน

03 อดทน

ความอดทนคือสิ่งสำคัญในชีวิตการเป็นดีไซเนอร์ เพราะเห็นดีไซเนอร์หลายคนที่เก่งมาก อยากให้ไปต่อ ทำต่อ แต่บางทีเขาหายไปเลย เขาอาจจะมีเงื่อนไขในชีวิตอย่างอื่น แต่บางทีปิ่นเชื่อว่า ถ้าเขาไปต่อได้ ปิ่นอยากให้เขาทำให้ได้ เพราะว่าบางทีไฟมันจุดแล้วมันต้องไปต่อ ไม่อยากให้เขาทิ้งสิ่งที่มีอยู่

04 อย่าลืมรากเหง้าที่เราเป็น

อันนี้คือสิ่งสำคัญ บางทีเราหลงไปกับความสำเร็จของคนอื่น มองเห็นว่าคนนี้เก่งจัง คนนี้ทำได้ยังไง เราเห็นแต่ปลายทาง เราไม่รู้เลยว่าระหว่างทางกว่าที่คนจะไปถึงจุดนั้นได้ บาดเจ็บล้มตายมาเท่าไร การที่มีรากแล้วเราไม่ลืมราก จะทำให้เรายืนได้อย่างแข็งแรง

05 รู้ตัวตนเพื่อลดตัวตน

เป็นสิ่งสำคัญ แต่มีตัวตนไม่ใช่ว่ามีอัตตาสูง โดยที่เราไม่รู้ว่าต้องไปอยู่กับใคร เหมือนงานของปิ่นเอง ก่อนหน้านี้มันมีอัตตาสูง แต่สุดท้ายแล้วเราต้องอยู่กับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นตัวนักออกแบบเองหรือผลงานก็ตาม

Writer

Avatar

กมลกานต์ โกศลกาญจน์

นักเขียนอิสระที่สนใจเรื่องงานออกแบบ สังคม และวัฒนธรรม ชื่นชอบการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะอยากเรียนรู้ในความแตกต่างที่หลากหลายของโลกใบนี้

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load