เราเห็นเครื่องประดับสีสดแปลกตาทำจากกระดาษครั้งแรกจากงาน STYLE BANGKOK 2018 อดไม่ได้ต้องเข้าไปหยิบไปจับและทำความรู้จักกับ ตี๋-วรชัย ศิริวิภานันท์ เจ้าของแบรนด์เครื่องประดับแสนเก๋ BASIC TEEORY (ทฤษฎีพื้นฐานส่วนตัวของตี๋)

หลังจากเรียนจบด้านออกแบบสิ่งทอ เขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนวิชาศิลปะและสิ่งทอ เป็นนักออกแบบลายและโครงสร้างผ้า เขามีโอกาสทำงานกับนักออกแบบชาวฝรั่งเศส และเขาเคยทำงานบริษัทด้านการตลาดและแบรนดิ้ง รวมระยะเวลาทั้งหมดเกือบ 20 ปี ก่อนจะออกมาทำแบรนด์เครื่องประดับตามความฝันของตนเอง ด้วยความหลงใหลในวัสดุหลากหลายชนิดบวกกับแพสชันในใจอยากทำเครื่องประดับ แต่เครื่องประดับเงินเงินทองทองดูเหมือนจะไม่ตอบโจทย์

เขาเลยกำหนดทฤษฎีของตนเองขึ้นมา ว่าด้วย

‘วัสดุทุกชนิดมีคุณค่าในตัวมันเอง คุณค่าของจิวเวลรี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าทำมาจากเพชรมากกะรัต พลอยหายาก มุกจากทะเลน้ำลึก คุณค่าเหล่านั้นมนุษย์ล้วนเป็นคนกำหนดขึ้นทั้งสิ้น’

BASIC TEEORY BASIC TEEORY BASIC TEEORY

เจ้าของแบรนด์บอกกับเราว่า “ตายละ! ถ้าใช้แต่เงินหรือทองแล้ววัสดุอื่นไม่น้อยใจแย่หรอ เพราะมันไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาใช้เลย เรามองว่าน่าสนใจเลยเรียกจะหยิบของเหล่านั้นมาทำเป็นเครื่องประดับ เราพยายามจะแสดงให้เห็นว่าวัสดุทุกอย่างมีความสวยงามและมีคุณค่าในตัวมันเอง”

BASIC TEEORY

มากหน้าหลายงาน

ตี๋รู้ตัวและรู้ใจตัวเองดีว่าชอบวัสดุตั้งแต่ฝึกงานด้านตกแต่งและออกแบบภายใน เพราะเขารักการหาข้าวของ ผ้า และวัสดุ หลังจากทำงานเป็นนักออกแบบลายและโครงสร้างผ้า เขามีโอกาสทำงานกับนักออกแบบชาวฝรั่งเศส เป็นสตูดิโอทำของตกแต่งบ้านจากการใช้วัสดุหลากประเภท อาทิ เซรามิก โลหะ ก้อนหิน ขนแมวน้ำจากอาร์กติก ของราคาถูกจากสำเพ็ง รากไม้จากน้ำตกในจังหวัดกาญจนบุรี ฯลฯ

“ตลอดระยะเวลา 5 ปีของการทำงานกับนักออกแบบชาวฝรั่งเศส เราสนุกกับการเล่นกับวัสดุ สนุกมากกับแนวคิด มุมมองและประสบการณ์ มันประจวบกับเราอยากทำเครื่องประดับมานานมาก ตอนนั้นเราอยากทำแบรนด์แล้ว ด้านศิลปะและการออกแบบเรามีประมาณหนึ่ง ส่วนการเงิน การตลาด และการทำธุรกิจ เป็นสิ่งที่เราขาด จนเรามีโอกาสไปทำงานด้านการตลาดและแบรนดิ้งในบริษัทใหญ่เกือบ 10 ปี

“อาจจะสงสัยว่าทำไมเกือบ 10 ปี เพราะการทำแบรนดิ้งมันสนุก เรามีจุดประสงค์ของตัวเองเหมือนกันว่าทำเพื่ออะไร หนึ่ง เพื่อเรียนรู้เรื่องแบรนดิ้ง สอง เพื่อคุยกับคนในสายการตลาดและทำให้เราเข้าใจเขามากขึ้น สาม เพื่อเก็บเงิน เพราะเงินจะเป็นสายป่านให้เราทำในสิ่งที่เราตั้งใจเอาไว้ เราทำจนเรารู้สึกไม่มีความสุขกับงานด้านการตลาดแล้ว เรารู้แล้วว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เราจะอยู่จนกระทั่งเราแก่ งานนี้ไม่ใช่งานสุดท้ายที่เราจะทำ เพราะเราไม่ได้รักมัน จุดนั้นเป็นจุดที่เราตัดสินใจทุบหม้อข้าวตัวเอง” ตี๋เล่า

BASIC TEEORY

STEPPING STONE

หลังจากตัดสินใจทุบหม้อข้าวตัวเองออกมาทำตามความฝัน เขาไม่ได้ผลีผลามออกมาจากงานประจำเสียทีเดียว ทว่าเขาเตรียมการตลอดระยะเวลา 9 เดือน ทั้งทดลองวัสดุสำหรับทำเครื่องประดับ ลองเซ็ตคอลเลกชัน เตรียมสต็อกสินค้า และเตรียมพร้อมสำหรับการขายจริง จะว่าเป็นความโชคดีของเขาคงจะถูก เพราะเพื่อนสนิทมิตรสหายต่างอยู่ในแวดวงเอเจนซีคอยแนะจนทิศทางของแบรนด์ชัดเจนและลงตัว

“จำได้ว่าตอนเริ่มต้น เพื่อนถามเราว่าจะทำอะไร เราบอกว่าทำจิวเวลรี่”

“แบรนด์อะไร?” “BASIC TEEORY”

“ต่างจากแบรนด์อื่นยังไง?” “อ๋อ! ทำจากกระดาษกับวัสดุต่างๆ”

“Positioning คืออะไร?”

“กลุ่มเป้าหมายคือใคร?”

และอีกสารพัดคำถามจากเพื่อนช่วยเพื่อน

BASIC TEEORY BASIC TEEORY BASIC TEEORY

“เราเหมือนมีคำตอบกับทุกคำถามอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้ทำจิ๊กซอว์ปะติดปะต่อกัน สิ่งเหล่านั้นคือภาพ มันไม่ได้ใช้เวลานานเลย เพราะเราคิดว่ามันมีการก่อร่างของมันไปเรื่อยๆ โดยเราไม่รู้ตัวอยู่แล้ว

“เราเริ่มต้นจากศูนย์ เราไม่ได้อยู่ในธุรกิจของเครื่องประดับตั้งแต่ต้น ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะต้องทำยังไง ไม่เคยต้องติดต่อห้างสรรพสินค้า เราโชคดีมาตลอด เพราะเวลาเราทำงานมันจะมี Stepping Stone โผล่ขึ้นมาก้อนหนึ่ง เรามองไม่เห็นหรอกว่าจะต้องเดินไปทางไหน แต่เราเห็นหินก้อนที่อยู่ใกล้เรา พอเราเหยียบหินก้อนนั้น มันก็โชคดีว่ามีหินอีกก้อนหรือสองก้อนโผล่มาให้เราเห็นว่าจะต้องเดินต่อไปทิศทางไหน ไม่เคยเลยสักครั้งที่เราไม่เห็นหินโผล่ขึ้นมาจากน้ำ” ตี๋เล่าด้วยตาเป็นประกาย

เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าการมองหาก้อนหินหรือเรื่องยากๆ ในเส้นทางการทำธุรกิจเป็นเรื่องที่สนุกกว่าที่คิด

BASIC TEEORY BASIC TEEORY

PAPER YOU CAN WEAR

“ตอนยังทำงานประจำ เรานั่งคิดว่าจะเอาวัสดุอะไรมาทำดี ออฟฟิศไม่มีอะไรเลยนอกจากกระดาษรีไซเคิลจากเครื่องเอกสาร บ้านเราทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จะมีเศษวัสดุเยอะมาก เศษปูน เศษดิน เศษไม้ เราเก็บทุกอย่างมาทดลองตอนกลางคืน นั่งเล่นกับขยะพวกนั้น เราว่าตะปูกับสกรูน่าสนใจนะ แต่น่ากลัวไปหน่อย ถ้าจะกลายเป็นคอลเลกชันแรก มันไม่น่าจะประสบความสำเร็จ” ตี๋เล่าถึงช่วงเวลาก่อนที่เขาจะมาลงเอยกับกระดาษใช้แล้วจากเครื่องเอกสาร แต่เมื่อทดลองทำจริง ตี๋เล่าว่า กระดาษกลับถลอกและเปื่อยยุ่ย จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่เขาอยากจะเอาชนะ เปลี่ยนจาก Weakness Point เป็น Strong Point ในทันที

BASIC TEEORY

BASIC TEEORY

หลังจากม้วนกระดาษเป็นลูกปัดเม็ดแน่น เขาทดลองเคลือบกระดาษด้วยสารเคมีหลายตัว ทดลองสีหลายสี

“ช่วงทดลองเป็นช่วงที่เราไม่ต้องซื้อของขวัญ วันเกิดคนนั้นคนนี้ เดี๋ยวเราทำสร้อยให้ (หัวเราะ) ต้องใส่นะ แล้วทำการบ้านด้วย ตอบมาว่ามันเวิร์กหรือเปล่า คันมั้ย สีตกมั้ย ขอให้เธอใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวนะ ใส่ทั้งวันด้วยห้ามถอด หนักหรือเปล่า เป็นเพราะเราอยากทดสอบสินค้าของเรา ปรากฏว่ามันเวิร์ก” ตี๋เล่าวิธีการทดลองตลาดที่ง่ายและได้ใจเพื่อนพ้อง

และเป็นเวลาเกือบ 5 ปี ที่เขาทดลองกระดาษสำหรับทำลูกปัดกว่า 5 ชนิด สุดท้ายเจ้าของแบรนด์เลือกใช้กระดาษเจียรทิ้งจากโรงพิมพ์ของเพื่อน เพราะกระดาษเหล่านั้นเป็นกระดาษใหม่ เรียบ ไม่ยับเยิน ได้ขนาดแกรมตามต้องการ เพราะขนาดแกรมมีผลกับการทำงาน นอกจากจะกม้วนกระดาษเป็นลูกปัด เขายังพับกระดาษแผ่นหนาเป็นกำไลข้อมือด้วยวิธีการเย็บแบบสมุดอีกด้วย

“เราตั้งใจว่า Paper You Can Wear จะเป็นคอลเลกชันแรกอย่างเดียว แล้วจะเปลี่ยนวัสดุ แต่กลายเป็นว่าการสื่อสารมันยาก เราเลือกสิ่งที่เข้าใจยากอยู่แล้ว ขายความเข้าใจยากมันก็ยากมากกว่าคนจะเข้าใจ พอคนเริ่มเข้าใจ เราหยุดไม่ได้แล้ว พอลูกค้ากลับมาเขาจะถามว่ามีสีใหม่หรือเปล่า มีลายใหม่หรือเปล่า Paper You Can Wear จึงกลายเป็นคอลเลกชันหลักแต่สีสันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ” ตี๋เล่า

BASIC TEEORY

ไม่ยากเกินจะเข้าใจ

การขายสิ่งที่เข้าใจยาก มันยากขนาดไหน” เราถาม

“ปีแรกเราขายนับเส้นได้ เป็นเพราะเราพยายามเปลี่ยนหน้าตาของวัสดุด้วย ถ้าเราเอากระดาษนิตยสารหรือกระดาษหนังสือพิมพ์มาม้วน แล้วบอกว่าคือกระดาษหนังสือพิมพ์ คงง่ายกว่า เราไม่อยากให้คนรู้สึกว่าสินค้า Eco Design เขาจะต้องใส่เสื้อผ้าฝ้ายหรือลินินเพียงอย่างเดียว จะต้องกินเจ รักษ์โลก เราว่าไม่ใช่ เขาสามารถซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมแล้วใส่เครื่องประดับ Eco Friendly เราอยากให้สินค้าของเราใช้ได้ในชีวิตประจำวันก็เลยเปลี่ยนรูปร่างให้มันไม่ได้มองแล้วรู้ทันทีว่าทำมาจากกระดาษ

“พอเราเปลี่ยนหน้าตาปั๊บกลายเป็นความเข้าใจยากทันที ถามว่าสวยมั้ย สวย แต่คนจะนึกไม่ออกว่าเป็นกระดาษ คนจะคิดว่าเป็นเรซิ่น เป็นพลาสติก ตัวผลิตภัณฑ์ไม่สามารถจะเล่าเรื่องตัวมันเองได้ เราเลยเขียนความเป็นมาของสินค้า ผลคือไม่มีคนอ่าน แต่เราพยายามจะทำให้คนเห็น อย่างน้อยรู้สักนิดว่าเป็นกระดาษ ป้าย Paper You Can Wear เลยใหญ่ขึ้น เราว่าการสื่อสารสำคัญมาก 40 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าถามว่าไหนกระดาษ อ้อ กระดาษหรอ คนจากแค่มองผ่านไปผ่านมาก็เริ่มมีบทสนทนา ใน 40 เปอร์เซ็นต์นั้น มี 15 – 20 เปอร์เซ็นต์เป็นการขาย แต่เรายังคงเล่าเรื่องตลอด เพราะผลิตภัณฑ์ของเราเป็นการขายเรื่องราว” ตี๋อธิบาย

BASIC TEEORY BASIC TEEORY

จับตลาดสองมือ

จากที่เคยคิดว่าเครื่องประดับจากนักออกแบบชาวไทย วัสดุรอบตัวจากประเทศไทย จะขายก็ต้องขายคนไทย กลับผิดไปจากที่คาด!

หลังจากปล่อยคอลเลกชันแรกปรากฏว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติ

การวางกลยุทธ์ใน 2 ปีแรกของแบรนด์เครื่องประดับน้องใหม่จึงไม่เน้นการขาย แต่หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้มากกว่า เรียกว่าเดินสายโชว์งานจนได้รับการติดต่อจากโรงแรมบูทีกแห่งหนึ่ง นับว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติอย่างกับจับวาง

“แน่นอนว่าเกือบ 2 ปีหลังกลยุทธ์เราเปลี่ยนไป เราต้องกิน เราต้องใช้ เพราะฉะนั้น ต้องขาย เราอยู่เมืองไทย ก็ต้องขายคนไทย เริ่มออกงานในเมืองไทยเยอะขึ้น เพื่อให้เจอกลุ่มลูกค้าคนไทย และปรับเปลี่ยนให้เขาเข้าถึงแบรนด์ได้มากขึ้น เช่น ปรับสี เปลี่ยนลาย เพราะตอนกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นต่างชาติเราทำสร้อยเส้นใหญ่มาก ลูกค้ามาถามว่าสร้อยเส้นเท่าไหร่คะ 4,850 ครับ เขาอาจจะรู้สึกสร้อย 4,800 ไม่ซื้อหรอก แต่ชอบนะ เราเลยจะทำสินค้าที่เขาสามารถจ่ายเงินซื้อได้ อย่างต่างหู กลายเป็นใบเบิกทางให้กลุ่มลูกค้าคนไทยเลยนะ เขาเริ่มจากต่างหูแล้วกลับมาซื้อสร้อย เพราะเขามีประสบการณ์และพึงพอใจกับมัน” ตี๋เล่าถึงแผนการขายที่เปลี่ยนไป

BASIC TEEORY

BASIC TEEORY

สุดๆ ไปเลย!

ตี๋เล่าว่า เมื่อย่างเข้าปีที่ 3 ของการทำแบรนด์ เขาเริ่มมีความคิดว่ายังจะทำ BASIC TEEORY ต่อไปหรือไม่ทำแล้ว และถ้าหากจะทำ จะยังคงทำอย่างที่เขาตั้งใจ หรือจะทำตามแบบที่ขายได้เหมือนร้านทั่วไปทำกัน

“กลับมาที่ความรู้สึกในวันแรก ว่าทำไมเราถึงเริ่มทำ หนึ่ง เราทำแล้วเรามีความสุข สอง มันคูล เวลาเราบอกคนอื่นว่า สร้อยเราทำเอง เราบอกด้วยความภูมิใจ เราไม่สนใจถ้าใครจะบอกว่าประหลาด เรารักมัน เราทำต่อ แล้วพยายามทำให้สุดๆ ไปเลย” ตี๋เล่า

จากความพยายามในครั้งนั้น ก็เกิดเป็นคอลเลกชัน The Beauty of Remains รวมทุกเศษซากจากหลายวัสดุ อาทิ เศษผ้า ท่อยาง เศษแก้ว ก้อนกรวดหน้าบ้าน มาแปลงร่างเป็นเครื่องประดับสารพัดแบบ และยังบอกเป็นนัยกับลูกค้าว่า BASIC TEEORY ไม่ได้มีดีแค่กระดาษเพียงอย่างเดียว

ภายในคอลเลกชันยังถูกย่อยเป็นซีรีส์ เช่น ซีรีส์ Glass Tube เป็นเครื่องประดับจากท่อแก้วใสบรรจุเศษแก้ว เศษกระจก และก้อนกรวด ซีรีส์ Rubber Tube เป็นสร้อยคอจากท่อยางและเศษผ้า

ความพิเศษของเครื่องประดับทุกชิ้นใส่ได้แทบจะไม่ซ้ำแบบกันเลย บางเส้นยาวแบบไม่มีจุดบรรจบ ปราศจากตะข้อเชื่อมหน้าเชื่อมหลัง เจ้าของแบรนด์ใจดีสาธิตการพัน การพาด ได้สารพัดสารพันแบบ แถมสร้อยคอเส้นยาวเมื่อปลดตัวล็อกแล้วยังต่อเชื่อมกับสร้อยคออีกเส้นกลายเป็นเส้นยาวกว่าเดิม จะใส่ทบเดียวหรือสองทบ เส้นเดียวหรือสามเส้น ก็เก๋จนยกต้องยกมือถือขอ Snap ภาพลงอินสตาแกรม

“เราชอบให้เครื่องประดับของเราต่อกันได้ มิกซ์แอนด์แมตช์กันได้ มันค่อนข้างอเนกประสงค์ อย่างตุ้มหูมันจะมีความไม่ปกติ ไม่เหมือนกันก็ใส่กันได้ ดูสวยดี เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกสนุกกับเครื่องประดับของตัวเอง ไม่ใช่แค่ซื้อไปแล้วก็จบ เรานิยามเครื่องประดับของเราเป็นงานไลฟ์สไตล์ เพราะเราอยากทำเครื่องประดับให้คงทนถาวร สวยงามตามแบบธรรมชาติ 20 30 ปีข้างหน้า เจ้าของหยิบมันขึ้นมาก็ยังใส่ได้อยู่  

“แน่นอนว่าความสวยงามเป็นฟังก์ชันหลัก แต่ฟังก์ชันสำคัญกว่าความสวยงามคือความพึงพอใจของคนใส่ ลูกค้ายอมจ่ายเงินซื้อเครื่องประดับของเราเป็นเพราะว่าเขารู้สึกใส่แล้วเขาพอใจ เขามีความสุข เขาแตกต่างความพึงพอใจเป็นสิ่งที่ลูกค้าได้รับ ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามอย่างเดียว” ตี๋ยิ้ม

BASIC TEEORY

LESSON LEARNED

“เราไม่ใช่แบรนด์เครื่องประดับที่ดังมาก แต่เราจะเป็นแบรนด์เครื่องประดับที่คูล เวลาได้ยินใครพูดถึง BASIC TEEORY เราภูมิใจที่เป็นคนทำมันขึ้นมาและเราก็รู้สึกสนุกทุกครั้ง แม้จะไม่ได้นอนบ้าง เราไม่เคยถอนหายใจ โอ้ย! ของหนัก โอ้ย! ตี 5 ต้องตื่นมาเซ็ตของ แต่เรามีความสุขที่อยู่ท่ามกลางของของเรา เรายินดีแม้จะขายไม่ได้บ้าง แต่ของก็ยังอยู่กับเรา หลายครั้งแค่ได้รับคำชมจากลูกค้า 1 คำ เราก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว” ตี๋รีบเล่า ก่อนจะทิ้งท้ายกฎในการทำงานสั้นๆ 3 ข้อดังนี้ หนึ่ง ต้องมีแพสชันในการทำงานและแพสชันนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นกำลังใจ สอง อดทนและคิดเสมอว่าต้องมีวันของเรา และสาม จงเรียนรู้จากความผิดพลาด

Facebook : BASIC TEEORY

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

28 มิถุนายน 2565
2.07 K

15 ปีที่แล้ว ก่อนเป็น ‘Peaberry Thai’ ที่จำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ ในยุคสมัยที่กาแฟ Specialty ยังมีคนรู้จักไม่มากนัก Peaberry เป็นบริษัทแรก ๆ ในไทยที่มองเห็นความพิเศษของกาแฟ จึงเริ่มเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กที่คอกาแฟหลายคนรู้จักในชื่อ ‘Pacamara Coffee Roasters’ ก่อนจะเห็นโอกาสของตลาดกาแฟที่พร้อมโตได้อีกมาก

จากร้านกาแฟ 1 ร้าน เติบโตเป็นธุรกิจครบวงจรที่นำเข้าอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟสารพัดอย่างจากทั่วโลก ทั้งเยอรมนี อิตาลี ไอร์แลนด์ อเมริกา และญี่ปุ่น นำเสนอหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง Giesen, Slayer, Mahlkönig, Compak, Marco, Astoria, Kalita, Urnex และอีกมากมาย

ด้วยความตั้งใจคัดสรรคุณภาพทุกขั้นตอนให้พิเศษที่สุดสมกับความเชื่อ ‘Selected Toward Specialty’ พระเอกในวันนี้จึงไม่ใช่แค่กาแฟในแก้ว แต่เป็นเรื่องราวความไม่ธรรมดาของกระบวนการและอุปกรณ์ที่อยู่เบื้องหลังกาแฟทุกแก้ว

The Cloud ชวนฟังเรื่องราวสุดพิเศษเหล่านี้กับ คุณเด็บ-วิภา บุญปาลิต Managing Director และ คุณป่าน-ธงธรรม เวชยชัย Deputy Managing Director, Commercial บริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จํากัด ที่นำประสบการณ์การทำธุรกิจมานาน ผสานกับความหลงใหลในกาแฟ สกัดออกมาเป็นความใส่ใจที่อยากเล่าให้ Coffee Lovers ฟัง

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Specialty in Coffee Consult

ก่อนฟังเรื่องราวการทำธุรกิจสุดสเปเชียล ขอเสิร์ฟกาแฟของ Peaberry Thai ให้ชิมก่อนอ่านสักแก้ว

คุณเด็บบอกว่า “กาแฟที่เราทำเป็นกาแฟหวาน เวลาชิมกาแฟ จะชิมว่ารสหวานไหม ไม่ใช่ขมไหม มีความหวานอยู่ในปาก” เป็นความหวานจากรสผลไม้ที่ไม่เหมือนหวานจากน้ำตาล มี After Taste แตะที่ลิ้น ซึ่งต้องใช้ความละเมียดละไมในการลิ้มรสชาติ

เมื่อเป็นกาแฟแก้วละเมียด อุปกรณ์ที่ใช้จึงต้องใส่ใจในรายละเอียด ทั้งการคั่ว บด ชง โดยหลักการคัดเลือกสินค้านั้นแสนง่าย คือ ทุกชิ้นและทุกกระบวนการต้องส่งเสริมให้ผลลัพธ์สุดท้าย ออกมาเป็นกาแฟ Specialty แก้วพิเศษสำหรับคนทานตามคอนเซ็ปต์ Selected Toward Specialty นั่นเอง

แบรนด์เครื่องคั่วกาแฟชื่อดังที่ Peaberry Thai เลือกใช้ และเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักเจ้าเดียวในไทย คือ Giesen เครื่องคั่วหน้าตาหล่อเหลาจากยุโรปที่ใช้ในการแข่งขันคั่วกาแฟระดับโลก World Coffee Roasting Championship

คุณป่านเล่าความเป็นมาว่า “เดิม Giesen ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก จึงใช้วัสดุจากเหล็กหล่ออย่างดี ที่ส่งเสริมให้เกิดปัจจัยการทำความร้อนได้ดี ทำให้การคั่วมีคุณภาพ

“จุดเด่นของเครื่อง คือ ปรับแต่งสูตรได้ ปรับความร้อนได้ และสามารถเล่นกับคาแรกเตอร์ของกาแฟได้หลากหลายโปรไฟล์ ทำซ้ำได้ ถ้าชอบโปรไฟล์สูตรนี้ ครั้งต่อไปบันทึกไว้แล้วกลับมาที่โปรไฟล์เดิมได้ แบรนด์พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้ควบคุมได้ตามที่ต้องการ”

การใช้เครื่องคั่วกาแฟที่ดี ช่วยดึงคาแรกเตอร์ของกาแฟให้เฉิดฉายออกมาได้เต็มที่ เหมือนมีเพื่อนดีที่สนับสนุนให้คาแรกเตอร์เราเด่นชัดขึ้นมา

สำหรับเครื่องบด Peaberry Thai มีทั้งเครื่องขนาดใหญ่อย่าง Mahlkönig ที่บดกาแฟได้ทั่วถึงและแม่นยำสม่ำเสมอ เน้นความละเอียดของกาแฟที่สเกลไมครอน ในขณะที่แบรนด์ Compak มีลักษณะของเฟืองแตกต่างออกไป ทำให้รสชาติกาแฟออกมาอีกแบบหนึ่ง เพียงทรงเฟืองของเครื่องบดที่ต่างกัน ก็ทำให้รสชาติกาแฟออกมาไม่เหมือนกันแล้ว การขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟจึงไม่ใช่แค่รู้สเปกเครื่อง แต่ต้องรู้ศาสตร์การทำกาแฟอย่างลึกซึ้งด้วย

คุณป่านบอกว่า “ทุกเครื่องมีความพิเศษในตัวเอง เรานำเข้าของมาหลายแบบ ทั้งรุ่นแพงและถูกต่างมีเอกลักษณ์”

เครื่องชงตัวท็อปของร้านคือ Slayer ที่มีเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ในการสกัดกาแฟด้วยการพรมน้ำ ค่อย ๆ ดึงความหวานและรสชาติที่ถูกบดออกมาอย่างครบถ้วนละมุนละไม ส่วนแบรนด์ Astoria มีจุดเด่นที่แตกต่างออกไปคือ ความทนทาน ความนิ่ง และความแม่นยำ เหมาะสำหรับร้านกาแฟอย่าง Café Amazon ที่แต่ละสาขาขาย 300 – 500 แก้วต่อวัน

นอกจากนี้ Peaberry Thai ยังมี Coffee Supply หลากหลาย ทั้งแก้วทรงกรวย ดริปเปอร์ แอโรเพรส และอุปกรณ์สกัดกาแฟหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำเชื่อมและส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมการทำกาแฟหลากหลายวิธีที่สุด

ด้วยเหตุนี้ คุณป่านจึงบอกว่า เราเป็นที่ปรึกษาธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่ขายเครื่อง”

หากอยากทำร้านกาแฟ นอกจากอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว ยังให้คำปรึกษาได้ทั้งด้านคุณภาพเครื่องดื่มและการทำร้านกาแฟให้ได้กำไร เพียงรู้ราคาที่อยากขายต่อแก้ว ก็คำนวณได้ว่าผู้ประกอบการเหมาะกับอุปกรณ์รุ่นไหน

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

เลือกแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

กาแฟเป็นศิลปะที่พิเศษ ผสมผสานระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ แถมยังต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างมาก การใช้เครื่องชง Slayer ที่มีแรงดันต่างกันแค่บาร์เดียว หรืออุณหภูมิน้ำต่างกันแค่ 1 – 2 องศาเซลเซียส ก็ทำให้ได้กาแฟรสชาติไม่เหมือนกันแล้ว

หากไม่รู้จริงเรื่องกาแฟ อาจมองว่าเครื่องกรองน้ำ หม้อต้มน้ำ ตาชั่ง และถุง เป็นอุปกรณ์ธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ Peaberry Thai ตั้งใจเลือกแบรนด์เหล่านี้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางทั้งหมด เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อรสชาติกาแฟ

เครื่องกรองน้ำสำหรับกาแฟแบรนด์ BWT มีเทคโนโลยีพิเศษ นอกจากกรองความสกปรกในน้ำออกแล้ว ยังใส่แมกนีเซียมลงไปในน้ำ ทำให้แร่ธาตุจับกับอโรม่าของกาแฟ จนออกมาเป็นกาแฟรสชาติดี

นอกจากนี้ คอกาแฟจะรู้ว่าอุณหภูมิและสเกลต่าง ๆ เป็นปัจจัยที่ต้องเป๊ะ หม้อต้มน้ำ Marco สำหรับกาแฟ Specialty มีหัวก๊อกที่ตั้งอุณหภูมิน้ำได้เสถียร ไม่คลาดเคลื่อน ได้น้ำร้อนไวตามที่ต้องการ มีทั้งหัวก๊อกน้ำร้อน น้ำเย็น โซดา สะดวกต่อคนใช้งาน ทำให้ขายได้เร็วขึ้นและมีรูปลักษณ์สวยงาม เหมาะกับตั้งประดับที่บาร์กาแฟ

ส่วนตาชั่งสำหรับกาแฟโดยเฉพาะ จะมีสเกลไวและนิ่ง ต่างจากตาชั่งทั่วไปที่คลาดเคลื่อนในหน่วยทศนิยม เหมาะกับการชั่งกาแฟที่ต้องละเอียดในหน่วยกรัม ใส่สูตรการชงเข้าไป แล้วแชร์สูตรกับกลุ่มคนรักกาแฟผ่านแอปพลิเคชัน หรือเข้าไปดูสูตรของแชมป์บาริสต้าได้

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีน้ำยาทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟโดยเฉพาะ เพราะกาแฟเก่ามักมีกลิ่นคล้ายกระดาษโรเนียวเก่า หากไม่ใช้น้ำยาพิเศษจะทำให้รสชาติในแก้วเปลี่ยน ส่วนถุงที่เก็บเมล็ดกาแฟก็ต้องสั่งทำพิเศษหนา 4 ชั้น ใช้เวลาทดสอบถุงเป็นปีด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่ารักษาคุณภาพกาแฟให้อยู่ได้นาน

ด้วยศาสตร์ของกาแฟที่ละเมียด ทำให้คนทำธุรกิจต้องละเอียดตามไปด้วย ใส่ใจในสิ่งธรรมดาที่ทำให้ผลลัพธ์ของสินค้าออกมาไม่ธรรมดา

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Coffee Wisdom จากการลงลึกหน้างาน

เมื่อถามว่าทำอย่างไร ถึงสะสมความรู้ด้านกาแฟจนรู้จริงและเชี่ยวชาญในการเลือกอุปกรณ์กาแฟต่าง ๆ ได้ดีขนาดนี้

คำตอบของคุณป่านคือ “ต้องลงลึก ลงพื้นที่จริง ไปขึ้นดอย คุยกับคนที่ทำจริง ทำงานกับเกษตรกร ไปดูสายพันธุ์ เก็บหน้าดินมาทดสอบ” ผนวกด้วยหลงใหลในศาสตร์กาแฟ ทำให้พัฒนาร่วมกับเกษตรกรต่อไปได้เรื่อย ๆ จากกาแฟเชอร์รี่เม็ดแดงสุกก่ำ คัดด้วยมือทีละเม็ดผ่านโรงสีและโรงคั่วของแบรนด์ ออกมาเป็นสารกาแฟตั้งต้นที่คุมคุณภาพในทุกกระบวนการ

Peaberry Thai Estate ยังคิดค้นกาแฟ Thai Single Origin ที่บ่มและหมักด้วยเมล็ดกาแฟไทย มีทั้งไอยรารัญจวนจากดอยช้าง เสน่ห์นางนอนจากดอยผาฮี้ และผกาชมพูจากแม่จันหลวงที่มีต้นผกาชมพูปลูกอยู่ มีกาแฟเบลนด์จากทั้งไทยและต่างประเทศ

คุณเด็บบอกว่า “การที่เรามีอุปกรณ์และเครื่องของตัวเอง มีผู้เชี่ยวชาญดูในแต่ละขั้นตอนทั้งหมด ทำให้คุมคุณภาพได้ครบวงจร มั่นใจคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่ามีของดีทุกขั้นตอน”

สิ่งสำคัญคือ Peaberry Thaiไม่ได้ขายแค่กาแฟแล้วบอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่บอกได้ว่าทำไมและทำอย่างไรกาแฟถึงมีคุณภาพดี ลงมือทำเองหน้างานจริงแล้ว จึงแนะนำลูกค้าต่อได้ว่าควรใช้อุปกรณ์แบบใด ใช้ดริปเปอร์แบบไหน แล้วส่งผลให้กาแฟเป็นอย่างไร แนะนำสูตรเครื่องดื่มให้ผู้ประกอบการได้ เซลล์ขายเครื่องมีประสบการณ์และความรู้ด้านกาแฟ ก็แนะนำการใช้เครื่องได้ ส่วนบริการหลังการขายนั้นยังรับซ่อมและแนะนำลูกค้าถึงที่ได้อีกด้วย โดยมีศูนย์บริการถึง 16 สาขาทั่วประเทศ

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

รู้ใจลูกค้า ไม่แพ้เข้าใจกาแฟ

ทุกวันนี้ Peaberry Thai มีโชว์รูม 2 สาขา คือ กรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟครบวงจร เน้นกลุ่มผู้ประกอบการร้านกาแฟ ส่วน Pacamara Coffee Roaster คือ ร้านกาแฟที่เป็นธุรกิจค้าปลีกของบริษัทภายใต้สโลแกน Everyday Specialty กาแฟคุณภาพดีที่ราคาไม่แพง อยากเข้าถึงคนดื่มกาแฟอย่างแพร่หลายและหลากหลายกลุ่มมากขึ้น

ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจครบวงจรของ Peaberry Thai ทำให้ส่งผลดีต่อร้านกาแฟอีกทอด บาริสต้ารู้เรื่องราวกาแฟตั้งแต่ปลูก สามารถถ่ายทอดเรื่องราวก่อนมาเป็นเครื่องดื่มในแก้วให้ลูกค้าฟังได้ เติมเสน่ห์ที่คุณเด็บบอกว่าเป็นหัวใจของธุรกิจคือการเข้าใจลูกค้า “เรารู้ใจลูกค้า เข้าใจว่าคนดื่มกาแฟกำลังมองหาอะไร เข้าร้านมาแล้วถูกใจไหม เราอธิบายข้อมูล เล่าเรื่อง Behind the Cup ให้คนเข้าใจเรื่องราว ใส่ใจในทุกขั้นตอนที่เสิร์ฟให้ลูกค้า นี่คือสิ่งที่เราทำ”

สำหรับคอกาแฟพิเศษ Pacamara เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ชอบลองกาแฟรสชาติหลากหลาย จึงเสาะหา Cup of Excellence (กาแฟดีจากทั่วโลก ที่ผ่านการให้คะแนนโดยนักชิมรสชาติกาแฟมืออาชีพ) ใน Rank 1 – 22 มากระจายขายใน 20 กว่าสาขาของ Pacamara ทำเป็น Coffee Hunt ให้คอกาแฟไปเสาะหาลองชิม

คุณป่านอธิบายว่า “Coffee Lovers ในไทยแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งคนดื่มกาแฟวันละหลายแก้วทุกวันที่ต้องการความเข้มและสตรอง หรือคนดื่มกาแฟคั่วอ่อนที่ชอบลิ้มรสชาติกาแฟ” ดังนั้น แม้สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ Specialty เป็นประจำ ก็ต้องการดื่มกาแฟที่ปรับรสชาติได้ในแบบที่แต่ละคนชอบ กาแฟพิเศษจึงตอบโจทย์คนกลุ่มนี้เช่นกัน เพราะสามารถปรับรสชาติได้อย่างละเอียด เช่น ผสมรส Nutty ของกาแฟบราซิลกับรส Floral จากเอธิโอเปียด้วยกันได้

ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์กาแฟของ Peaberry Thai และร้านกาแฟ Pacamara นั้นส่งผลดีต่อกัน เมื่อเกิดเทรนด์ Coffee Culture ที่คนนิยมตามหาคาแรกเตอร์ของกาแฟมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์กาแฟโตตามไปด้วย ช่วงที่ผ่านมาตลาดกาแฟยังโตขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้หลายคนลงทุนซื้อแอโรเพรส Espresso Machine เครื่องชงกาแฟแบบออโต้ หรืออุปกรณ์ดริปต่าง ๆ ตามความถนัดของแต่ละคนมาไว้ที่บ้าน

ทั้งคู่บอกว่า นี่คือโอกาสทางธุรกิจในการส่งต่อความรู้เกี่ยวกับกาแฟแก่ลูกค้า และตอบโจทย์ให้คนรู้จักกาแฟ Specialty มากขึ้น หากคนเข้าใจสุนทรีย์ของกาแฟ ว่าคือการดื่มด่ำความสุขกับกาแฟไม่ใช่คาเฟอีน ก็จะเข้าใจว่าทำไมต้องเลือกอุปกรณ์ทำกาแฟอย่างละเมียดละไม

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Seasonal Problems

“Pacamara ทำให้เข้าใจว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟกำลังเผชิญกับอะไร พอมีร้านกาแฟของเราเอง เรายิ่งเข้าใจปัญหาหน้าบ้านและความซับซ้อนของร้านกาแฟ เพราะเจอสถานการณ์เดียวกัน” คุณป่านเล่า

ความท้าทายของธุรกิจกาแฟ คือ ปัจจัยที่ไม่แน่นอนและควบคุมยากอย่างดินฟ้าอากาศที่ล้วนส่งผลต่อการปลูกกาแฟ เช่น ปีที่ผ่านมาบราซิลหิมะตกหนักมากจึงขาดแคลนกาแฟทั่วโลก เมื่อสภาพแวดล้อมของแต่ละปีไม่เหมือนกัน กาแฟที่ปลูกแต่ละปีจึงไม่เหมือนกันตามไปด้วย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการบริหารจัดการกาแฟทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อทำธุรกิจกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ความท้าทายจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนจึงยิ่งทวีคูณมากขึ้นจากหลายทิศทางรอบตัว

2 ปีที่ผ่านมาในช่วงโรคระบาดโควิด-19 มีบริษัทล้มไปเยอะมาก หน้าร้านหลายสาขาของ Pacamara ต้องปิดตัวลงเช่นกัน

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

เมล็ดกาแฟแพงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวในการบริหารจัดการหาวิธีคั่วกาแฟอย่างไร ไม่ให้สูญเสียต้นทุนกาแฟที่มีค่าดั่งเพชร ปรับสัดส่วนการขายสินค้า ออกสินค้าใหม่ในช่วงโควิดอย่างกาแฟกระป๋อง Unicorn ภายใน 1 สัปดาห์ 

ในการทำธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่เบลนด์กาแฟให้อร่อย แต่ต้องรู้จักเบลนด์ไอเดียของหลายคนเข้าด้วยกันให้เกิดทีมเวิร์ก ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาที่เปลี่ยนไปทุกวัน เหมือนรสชาติกาแฟที่ผันเปลี่ยนตามฤดูกาล

เข้าใจฤดูกาลก่อน แล้วจึงหาวิธีรับมือ เข้าใจปัญหาให้ได้ก่อน แล้วจึงหาวิธีแก้ พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

ทั้งคู่สรุปว่า ทุกธุรกิจมีความท้าทาย ขึ้นอยู่กับว่ามีวิธีรับมืออย่างไร เคล็ดลับของคุณเด็บที่คร่ำหวอดในธุรกิจอาหารมา 30 ปี คือ “ความรู้ในสินค้าของแต่ละธุรกิจเป็นคนละแบบ แต่หลักการการดูแลธุรกิจใกล้เคียงกัน”

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า “หลักการยังไม่เท่ากับความตั้งใจ หลักการเกิดขึ้นในถุงกาแฟใบนี้ที่ตั้งใจให้ลูกค้าได้รับกาแฟที่ดี อยู่ในช่วงเหมาะสมในการทานมากที่สุด ดังนั้น ทุกครั้งที่เดินเข้าคลัง จะนับวันว่าสต็อกมีกาแฟคั่ววันที่เท่าไหร่บ้าง”

ในขณะที่คุณป่านผู้ทำธุรกิจควบรวมกิจการมาก่อน ได้ประยุกต์ใช้หลักการวางแผนหาช่องทางการทำรายได้ใหม่ และวางโครงสร้างธุรกิจมาใช้กับธุรกิจกาแฟ

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

คอเดียวกัน

คุณเด็บและคุณป่านบอกว่า อยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ด้วยกัน อยากเป็นบริษัทที่จริงจังกับการเป็นคนรักกาแฟ และคนรักกาแฟอยากทำงานด้วย โดยตั้งใจเชื่อมต่อองค์ความรู้ของคนรักกาแฟ จากทั้งเจ้าของแบรนด์ต่างประเทศ เกษตรกร จนถึงลูกค้า สร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนทำกาแฟด้วยกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน

คุณเด็บบอกว่า “เราคือคนรักกาแฟ ลูกค้าก็เป็นคนรักกาแฟ เราคือผู้ขาย เขาคือผู้ซื้อ แค่มีสถานะที่ต่างกันแต่จริง ๆ เรามีรสนิยมที่เหมือนกัน ทั้งเราและลูกค้าต่างชอบดื่มกาแฟ อยากได้กาแฟที่แปลกใหม่”

เพราะเป็นแบรนด์ไทยที่เปิดร้านกาแฟ ทำให้มีเป้าหมายเหมือนกันกับผู้ประกอบการกาแฟ คือทำอย่างไรให้ส่งต่อคุณค่าของกาแฟได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น และขยายธุรกิจให้เติบโตได้มากขึ้น

ในต่างประเทศตลาดกาแฟ Specialty เริ่มต้นมาก่อนไทย วันนี้ Peaberry Thai อยากทำกาแฟไทยเทียบเท่าต่างประเทศให้ได้ อยากสร้าง Coffee Culture ในไทยที่คนดื่มกาแฟบนรสชาติกาแฟ โดยเชื่อว่าเมื่อกาแฟดี อุปกรณ์ดี มีบุคลากรที่เข้าใจกาแฟอย่างถ่องแท้ ทั้งหมดนี้จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ และเมื่อตลาดกาแฟ Specialty เติบโตขึ้น แปลว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟทุกคน รวมทั้ง Peaberry Thai ก็ยิ่งโตไปได้อีกแน่นอน

เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Lessons Learned

  1. หลงใหลและลงลึกจนเชี่ยวชาญ รู้ดีที่สุดในสิ่งที่ทำจากความชอบและลงมือทำจริงหน้างาน ทำให้คัดเลือกสินค้าและแนะนำลูกค้าได้อย่างช่ำชอง
  2. ไม่ปล่อยผ่านในทุกรายละเอียด ใส่ใจทุกปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่ได้ของธุรกิจ ทำให้สินค้าและบริการมีคุณภาพอย่างมั่นคง
  3. นำเสนอความพิเศษให้ลูกค้า สินค้าที่พิเศษมาจากทุกกระบวนการที่พิเศษ  พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังให้ลูกค้ารับรู้ถึงความไม่ธรรมดานั้น

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load