“ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย” (อัลกุรอาน 21:35) เป็นข้อความที่มุสลิมจำไว้เตือนใจตนเองเพื่อให้พร้อมรับวินาทีที่ลมหายใจสุดท้ายของตนมาถึงในสักวัน ศาสนาอิสลามเชื่อว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นโดยกำหนดเวลาเกิดและเวลาสิ้นลมไว้ให้แล้ว มนุษย์มีเพียงชีวิตเดียว ตายแล้วไม่กลับมาเกิดอีก แต่ในศาสนาอิสลามความตายไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิต แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่งซึ่งมนุษย์จะได้พบเจอถึง 3 โลกคือ ดุนยา อาลัมบัรซัค และอาคิเราะฮ์

‘ดุนยา’ คือโลกที่เราใช้ชีวิตกันอยู่นี่เอง สิ่งที่เห็นที่เป็นในโลกนี้เป็นเพียงของชั่วคราว ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคือบททดสอบความเชื่อและความยำเกรงในพระเจ้า เมื่อตายลงจะย้ายไปยังโลกที่สองคือ ‘อาลัมบัรซัค’ ซึ่งเป็นโลกของชีวิตในหลุมฝังศพ มนุษย์จะถูกส่งมายังอาลัมบัรซัคโดยนำสิ่งใดจากดุนยาติดตัวมาไม่ได้เลย ยกเว้นความดีที่เคยทำไว้ และความดี 3 ประการที่จะมีผลต่อไปถึงชีวิตในโลกหน้า อันได้แก่การให้ทานที่เขายังมีคุณูปการอยู่ (เช่น เคยบริจาคเงินสร้างสิ่งสาธารณะประโยชน์ และยังมีคนใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นอยู่หลังจากที่ผู้บริจาคได้ตายไปแล้ว) ความรู้ที่เขาได้เผยแผ่ และลูกที่ดีคอยขอพรให้

พิธีศพ โลกหลังความตาย และสิ่งเร้นลับคล้ายผีใน ศาสนาอิสลาม
การละหมาดและขอพรอุทิศให้ผู้ตายในวัฒนธรรมมุสลิม
ภาพ : นเรนทร์ อหะหมัดจุฬา
พิธีศพ โลกหลังความตาย และสิ่งเร้นลับคล้ายผีในศาสนาอิสลาม
การฝังศพของมุสลิม
ภาพ : นเรนทร์ อหะหมัดจุฬา
พิธีศพ โลกหลังความตาย และสิ่งเร้นลับคล้ายผีในศาสนาอิสลาม
ภาพการฝังศพของมุสลิมในจิตรกรรมอาหรับ ค.ศ. 1237
ภาพ : Bibliothèque nationale de France

เล่ามาถึงตรงนี้แล้วก็ขอแทรกเรื่องเกี่ยวกับพิธีฝังศพของศาสนาอิสลามสักนิดก่อนจะพูดถึงชีวิตในโลกสุดท้าย การทำศพของศาสนาอิสลามคือการฝัง เป็นการกลับคืนสู่ดินที่เป็นต้นกำเนิดของตนเอง เพราะในคัมภีร์อัลกุรอานกล่าวว่า “จากแผ่นดินเราได้บังเกิดพวกเจ้า และ ณ แผ่นดินนั้นเราจะให้พวกเจ้ากลับคืนไป…” (อัลกุรอาน 20:55) 

เมื่อพี่น้องมุสลิมคนใดสิ้นชีพลง มุสลิมจะกล่าวเป็นภาษาอาหรับว่า “อินนาลิลลาฮี วาอินนาอีลัยฮีรอญีอูน” แปลว่า “แท้จริงเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และยังพระองค์ที่เราต้องกลับไป” ครอบครัวและญาติมิตรจะมาช่วยกันทำพิธีศพ ศาสนาอิสลามไม่เน้นสิ่งใดที่เกินความจำเป็น พิธีศพของมุสลิมจึงเรียบง่ายและรวดเร็ว ส่วนใหญ่ใช้เวลาแค่วันเดียว ในงานเต็มไปด้วยความสำรวม เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจและน้ำใจไมตรีของญาติมิตรที่มาร่วมกันส่งศพ 

การจัดการศพของมุสลิมมี 4 ขั้นตอน เริ่มจากให้คนในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดมาอาบน้ำศพ ซึ่งอาจประพรมเครื่องหอมลงไปด้วย ถ้าผู้ตายเป็นชายผู้อาบก็ต้องเป็นผู้ชาย ถ้าผู้ตายเป็นหญิงผู้อาบก็ต้องเป็นผู้หญิง แล้วห่อศพด้วยผ้าขาวสะอาดเรียกว่า ‘ผ้ากะฝั่น’ บางแห่งอาจให้ผู้ตายสวมชุดละหมาดสีขาวแล้วห่อด้วยผ้ากะฝั่นทับอีกชั้น จากนั้นเคลื่อนศพไปที่มัสยิด ครอบครัวและญาติมิตรจะมาร่วมกันขอพรและละหมาดอุทิศให้ผู้ล่วงลับ ผู้ละหมาดจะต้องรู้ว่าผู้ตายเป็นชาย เป็นหญิง หรือเป็นเด็ก เพราะใช้บทขอพรต่างกัน 

การขอพรในที่นี้ คือการวอนขอพระเจ้าให้ทรงเมตตา และยกโทษให้ผู้ตายในความผิดที่เขาอาจเคยได้ทำไว้ ในบางชุมชนผู้ร่วมงานจะกล่าวยืนยันว่าผู้ตายเป็นคนดี เพื่อขอให้พระเจ้าทรงกรุณาพาเขาสู่สวรรค์ด้วย ขั้นตอนสุดท้ายคือเคลื่อนศพไปที่กุโบร์ (สุสาน) แล้วนำศพลงฝังในหลุมที่ขุดไว้ โดยให้ศพนอนตะแคงหันหน้าไปยังทิศของกะบะฮ์ที่กรุงเมกกะฮ์ในประเทศซาอุดิอาระเบีย (ในประเทศไทยคือทิศตะวันตก) แล้วปักเครื่องหมายไว้บนหลุมเพื่อไม่ให้ใครเผลอมาเหยียบ และเพื่อให้ญาติมิตรจำได้เวลามาเยี่ยมผู้ตาย ด้วยการพูนดิน ปลูกต้นไม้ หรือใช้หินหรือไม้ปักหลุมศพ แต่ต้องเรียบง่ายไม่ตกแต่งมากเกินไป

พิธีศพ โลกหลังความตาย และสิ่งเร้นลับคล้ายผีในศาสนาอิสลาม
ตัวอย่างกุโบร์หรือสุสานของมุสลิม
พิธีศพ โลกหลังความตาย และสิ่งเร้นลับคล้ายผีในศาสนาอิสลาม
ตัวอย่างกุโบร์หรือสุสานของมุสลิม ภาพกุโบร์หาดทรายข้างมัสยิดดารุลอามาน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี

กุโบร์ส่วนใหญ่จะอยู่ภายในเขตมัสยิดหรืออยู่ท่ามกลางย่านอยู่อาศัย ไม่ตั้งอยู่ในที่ที่ห่างไกลผู้คนเหมือนสุสานของศาสนาอื่นๆ เพราะศาสนาอิสลามสนับสนุนให้มุสลิมไปเยี่ยมสุสานเพื่อขอพรให้ผู้ล่วงลับ และเพื่อเตือนใจว่าความตายเป็นสิ่งใกล้ตัวที่จะมาถึงตนเองสักวัน

ชีวิตในโลกที่สองในหลุมฝังศพหรืออาลัมบัรซัคคือช่วงที่ดวงวิญญาณรอการมาถึงของวันพิพากษาที่เรียกว่า ‘วันกิยามะฮ์’ ในวันนั้นพระเจ้าจะบันดาลให้ผู้ตายทุกคนคืนชีพขึ้นมา เพื่อรับผลตอบแทนจากสิ่งที่เคยทำไว้ในโลกดุนยา เมื่อผ่านการตัดสินแล้ว มนุษย์จะถูกส่งไปยังโลกที่สามซึ่งเป็นโลกสุดท้ายที่มนุษย์จะได้พำนักอยู่ที่นั่นตลอดไปเรียกว่า ‘อาคิเราะฮ์’ โลกอาคิเราะฮ์มี 2 ส่วน สวรรค์กับนรก สวรรค์คืออาคิเราะฮ์ของคนดี นรกคืออาคิเราะฮ์ของคนชั่ว

พิธีศพ โลกหลังความตาย และสิ่งเร้นลับคล้ายผีในศาสนาอิสลาม
ภาพสวรรค์ในฉากการเดินทางของศาสดามุฮัมมัดในค่ำคืนอิสรออ์-เมี๊ยะรอจ จิตรกรรม ค.ศ. 1436
ภาพ : Bibliothèque nationale de France
พิธีศพ โลกหลังความตาย และสิ่งเร้นลับคล้ายผีในศาสนาอิสลาม
พรมจากอิหร่าน คริสต์ศตวรรษที่ 17 ทำเป็นลายสวนและแม่น้ำสี่สายในสวรรค์
ภาพ : Wikipedia
ภาพนรกในฉากการเดินทางของศาสดามุฮัมมัดในค่ำคืนอิสรออ์-เมี๊ยะรอจ จิตรกรรม ค.ศ. 1436
ภาพ : Bibliothèque nationale de France

สวรรค์ในศาสนาอิสลามเรียกว่า ‘ญันนะฮ์’ เป็นที่อยู่ของคนดีและผู้ที่เชื่อในพระเจ้า ในญันนะฮ์มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข อุดมด้วยพืชพรรณและผลไม้นานาชนิด ทั้งยังมีธารน้ำนม น้ำผึ้ง และน้ำจัณฑ์ให้ดื่มกิน ในสถาปัตยกรรมอิสลามจึงมักมีสวน ลำธาร และตกแต่งอาคารด้วยลายพรรณพฤกษา หรือลดทอนภาพของสวรรค์เป็นลวดลายบนผืนพรม เพื่อจำลองภาพของสวรรค์ที่ตนหวังจะได้เข้าไปพักพิงในโลกหน้า 

ส่วนนรกหรือ ‘ญะฮันนัม’ เป็นที่อยู่ของคนบาปและผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า เป็นสถานที่อันน่าสะพรึงกลัวที่เต็มไปด้วยไฟร้อนระอุ ในนรกไม่มีอะไรให้ทานนอกจากน้ำหนองเดือดจัด กับผลของต้นซักกูมที่มีพิษและมีหนามเต็ม แต่พระเจ้านั้นทรงเมตตา ใครที่ไม่ได้ทำบาปหนัก เมื่อถูกลงทัณฑ์จนสมกับบาปที่เคยทำไว้แล้ว พระเจ้าจะตัดสินให้เขาได้เข้าสวรรค์ (เป็นแนวคิดเดียวกับ ‘ไฟชำระ’ ของศาสนาคริสต์) แต่ใครที่ทำบาปใหญ่จนเกินให้อภัย จะต้องจมอยู่ในไฟนรกไปตลอดกาล

อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้คนมักจะสงสัยกัน ก็คือมุสลิมมีความเชื่อเรื่องผีหรือไม่ ถ้าเรานิยามผีว่าเป็นวิญญาณของผู้ตายที่มาหลอกหลอนผู้คนแบบในหนังสยองขวัญ ก็ตอบได้ทันทีว่าศาสนาอิสลามไม่มีความเชื่อเช่นนั้น วิญญาณของผู้ตายที่เรียกว่า ‘รูห์’ ก็ไม่ใช่ผี และไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ 

พิธีศพ โลกหลังความตาย และสิ่งเร้นลับคล้ายผีในศาสนาอิสลาม
ภาพญินในจินตนาการของศิลปิน จิตรกรรมคริสต์ศตวรรษที่ 15
ภาพ : Wikipedia

แต่ศาสนาอิสลามมีความเชื่อเรื่อง ‘ญิน’ ญินเป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่พระเจ้าสร้างขึ้นจากไฟ มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นญิน (ยกเว้นบางคนที่พระเจ้าทรงบันดาลให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของญินด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง) แต่ญินมองเห็นมนุษย์ อาศัยอยู่ท่ามกลางมนุษย์ แถมยังช่วยเหลือหรือก่อกวนมนุษย์ได้ด้วย แต่มักจะมาแบบข้อหลังมากกว่า ญินจะล่อลวงผู้คนไปในทางที่ผิด มุสลิมจะอ่านคัมภีร์อัลกุรอานบทที่ 114 (ซูเราะฮ์อันนาส) เพื่อขอความคุ้มครองจากพระเจ้าไม่ให้ญินมาป่วน ญินนิสัยไม่ดีเหล่านี้จะถูกโยนลงในนรก ส่วนญินที่ดีจะนับถือพระเจ้า ไม่ทำร้ายใคร และมีสิทธิ์ที่จะได้เข้าสู่สวรรค์ ตัวอย่างญินที่ทำประโยชน์เช่นญินที่เป็นแรงงานของศาสดาสุไลมาน (ศาสดาโซโลมอนตามการเรียกของชาวคริสต์) ซึ่ง ‘จินนี่’ ในนิทานเรื่อง อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ ก็คงมีต้นแบบมาจากญินนิสัยดีเหล่านี้นั่นเอง

เรื่องของญินยังคงเป็นปริศนาสำหรับใครหลายคน แต่ศาสนาอิสลามไม่ได้ให้มนุษย์ใส่ใจกับเรื่องนี้ แต่ให้มุ่งเชื่อฟังพระเจ้าด้วยการทำความดีและดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของท่านศาสดา เพราะทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย ดังนั้นอย่ารอช้า รีบทำความดีสะสมเป็นเสบียงไว้เลี้ยงตัวในโลกหน้าก่อนจะสิ้นลมกันเถอะ


ข้อมูลอ้างอิง

  • บรรจง บินกาซัน, สารานุกรมอิสลาม ฉบับเยาวชนและผู้เริ่มสนใจ, กรุงเทพฯ: อัลอะมีน, 2542.
  • สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย, ผู้แปล, พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน พร้อมความหมายภาษาไทย, มะดีนะฮ์: ศูนย์กษัตริย์ฟะฮัดเพื่อการพิมพ์อัลกุรอาน, 2553.
  • สุนิติ จุฑามาศ, การศึกษาหินปักหลุมศพแบบบาตูอาเจะห์ในบริเวณเมืองโบราณริมอ่าวปัตตานี, เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554.
  • สัมภาษณ์อาจารย์และมิตรสหายมุสลิม- Richard C. Martin; Ed., Encyclopedia of Islam and the Muslim World, USA: Macmillan Reference, 2003.

Writer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

คอสโรวกับชิรีน (Khosrow and Shirin) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของอิหร่าน ประพันธ์โดย นีซามี (Nizami) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1141 – 1209 ความรักที่มีอุปสรรค คำสัญญา การรอคอย การถูกหักหลัง และถูกกลั่นแกล้ง มีฉากให้ผู้อ่านลุ้นเป็นระยะ แล้วจบลงด้วยโศกนาฏกรรมดังที่ปรากฏในตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนนั้น จับหัวใจผู้อ่านจนวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเล่าขานไปทั่วอิหร่าน ตุรกี และอินเดีย และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่โรมิโอกับจูเลียตของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งแต่งขึ้นหลังจากวรรณกรรมเปอร์เซียเรื่องนี้ถึงเกือบ 400 ปี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเปอร์เซีย มีกษัตริย์ผู้หนึ่งพระนามว่าพระเจ้าฮอร์มุซ พระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่าคอสโรว เจ้าชายคอสโรวทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งด้านบุ๋นและบู๊ เสียแต่ชอบดื่มสุราจนขาดสติ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ จนพระราชบิดาขู่ว่าถ้ายังไม่เลิกประพฤติตัวเหลวไหล จะยกบัลลังก์ให้ผู้อื่น

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรท่ามกลางข้าราชบริพาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

คืนหนึ่งคอสโรวฝันถึงพระอัยกาคือพระเจ้าอนุชิรวาน พะองค์ตรัสแก่คอสโรวว่าคอสโรวจะได้ครอบครองของล้ำค่า 4 อย่าง ได้แก่ อาณาจักรเปอร์เซีย ม้าเร็วชื่อชับดิส นักดนตรีฝีมือดีชื่อบัรบัด และสาวงามนามว่าชิรีน รุ่งขึ้นองค์ชายเล่าความฝันให้ชาปูร์ (Shapur) สหายคนสนิทฟัง 

ชาปูร์เป็นจิตรกรและนักผจญภัย เขาเคยเดินทางไปอาร์เมเนียและรู้เรื่องราวของที่นั่นดี ชาปูร์กล่าวว่าชิรีนคือเจ้าหญิงรัชทายาทของราชินีแห่งอาร์เมเนีย ทรงงดงามเหมือนกุหลาบป่า ริมผีปากอวบอิ่ม วาจาอ่อนหวานสมกับพระนาม (ชิรีน ในภาษาฟาร์ซีแปลว่าหวาน) ทั้งยังเชี่ยวชาญการยิงธนูไม่แพ้บุรุษ เป็นสตรีที่งดงามและน่ายำเกรงเหมือนสิงห์สาว

เพราะชาปูร์บรรยายเก่ง หรือเพราะคอสโรวใจง่ายก็ไม่ทราบ เพราะเพียงได้ฟังเท่านี้ พระเอกของเราก็ตกหลุมรักชิรีนทันที ใคร่จะได้นางมาเป็นชายา ชาปูร์จึงอาสาเดินทางไปอาร์เมเนียเพื่อสู่ขอเจ้าหญิง แต่เพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย เมื่อชาปูร์ไปถึงอาร์เมเนียจึงวาดภาพเหมือนของคอสโรว แล้วแอบนำไปแขวนที่กิ่งไม้ในสวนของพระราชวัง เมื่อเจ้าหญิงชิรีนออกมาชมดอกไม้แล้วเห็นภาพวาดขององค์ชายเข้า ศรรักก็ปักอกทันที (ชวนให้นึกถึงจรกาในเรื่อง อิเหนา ที่เห็นภาพวาดของนางบุษบาแล้วเกิดความดันขึ้น เอ๊ย! เกิดแรงพิศวาสขึ้นเฉียบพลันจนเป็นลม) 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนชมภาพวาดของคอสโรว 
ภาพ : The Stage Hermitage Museum

เมื่อทราบว่าชายในภาพคือเจ้าชายคอสโรวแห่งเปอร์เซีย ชิรีนจึงปลอมตัวเป็นชายแล้วควบม้าคู่ใจ ‘ชับดิส’ (ม้าตัวนี้ก็คือ 1 ใน 4 ของดีที่คอสโรวจะได้ครอบครอง) ออกจากวังไปตามหาคนรัก มั่นแท้! สมัยก่อนจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ออกจากบ้านไปตามหาเนื้อคู่ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรพบชิรีนระหว่างทางขณะที่ชิรินกำลังอาบน้ำในลำธาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

บังเอิญว่าขณะนั้นคอสโรวมีเรื่องหมางใจกับพระราชบิดา จึงออกมาใช้ชีวิตนอกวังและมุ่งหน้าไปยังอาร์เมเนียเพื่อตามหานางในฝัน จึงสวนทางกับชิรีนที่กำลังเดินทางมายังเปอร์เซีย และก็เหมือนสวรรค์แกล้ง (หรือกล่าวคือผู้เขียนแกล้งผู้อ่าน) ที่ลิขิตให้เมื่อคอสโรวควบม้ามาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ก็พบชิรีนกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธารท่ามกลางแสงจันทร์ ทั้งสองสบตากันชั่วระยะหนึ่ง โดยที่ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือคนที่ตัวเองกำลังตามหา เพราะความมืดในยามราตรีบดบังใบหน้า แถมชิรีนก็ปลอมตัวเป็นชาย คอสโรวก็คงไม่สนไม้ป่าเดียวกันจึงควบม้าจากไปอย่างน่าเสียดาย ฉากนี้เป็นตอนที่กินใจที่สุดของเรื่อง และเป็นฉากที่จิตรกรอิหร่านนำไปวาดมากที่สุด

เมื่อชิรีนมาถึงเมืองมะดาอิน เมืองหลวงของเปอร์เซีย ก็พบว่าคอสโรวไม่ได้อยู่ที่วัง ขณะที่คอสโรวเมื่อไปถึงอาร์เมเนีย ก็พบว่าชิรีนออกไปตามหาตนเองถึงมะดาอิน คอสโรวจึงพักอยู่ที่อาร์เมเนียแล้วส่งชาปูร์ไปรับชิรีนกลับมา แต่ชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เพราะก่อนที่ชิรีนจะมาถึงอาร์เมเนียได้ไม่นาน คอสโรวก็ต้องกลับเปอร์เซียด่วนเพราะพระเจ้าฮอร์มุซสวรรคต พระเอกกับนางเอกของเราจึงคลาดกันอีกครั้ง

คอสโรวขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียได้ไม่นาน ก็ถูกขุนพลที่หวังชิงบัลลังก์ใส่ร้ายว่าพระองค์เป็นผู้ปลงพระชนม์พระราชบิดา ไม่เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ เหล่าทหารจึงบุกเข้ายึดอำนาจ คอสโรวลี้ภัยไปยังอาร์เมเนียและได้พบกับชิรีนในที่สุด วินาทีแรกที่ทั้งสองพบกันหลังจากที่คลาดกันมานานแสนนาน เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ซึ่งนีซามีเขียนเล่าเอาไว้อย่างหวานซึ้ง

คอสโรวขอชิรีนแต่งงานทันที แต่ชิรีนขอให้คอสโรวนำบัลลังก์แห่งเปอร์เซียกลับคืนมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน คอสโรวจึงเดินทางไปคอนสแตนติโนเปิล เพื่อขอพึ่งกำลังพลของจักรพรรดิไบแซนไทน์ และจำใจต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรียม ธิดาของจักรพรรดิเพื่อกระชับสัมพันธ์ และด้วยความช่วยเหลือของไบแซนไทน์ คอสโรวจึงกู้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรวมาง้อชิรีนที่หน้าวัง ฉากนี้คล้ายในเรื่องโรมิโอกับจูเลียต 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ฝ่ายชิรีนเมื่อรู้ว่าคนรักที่ตนเฝ้ารอไปลงเอยกับหญิงอื่นเสียแล้ว ก็ชอกช้ำสุดแสน แม้คอสโรวจะมาตามง้อและอธิบายว่าเป็นการแต่งงานเพื่อการเมือง ในใจไม่เคยคิดถึงใครเลยนอกจากชิรีน แต่หญิงใดเล่าจะทำใจยอมรับได้ มาเรียมก็กีดกันทุกวิถีทางไม่ให้คอสโรวกลับไปหาถ่านไฟเก่า สัมพันธ์รักระหว่างคอสโรวกับชิรีนจึงดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ฟาฮัดแบกชิรีนข้ามภูเขาไปด้วยอานุภาพแห่งรัก 
ภาพ : Pinterest

ระหว่างนั้นเจ้าหญิงผู้ช้ำรักก็มีหนุ่มคนหนึ่งมาดามหัวใจ เป็นประติมากรและวิศวกรนามว่าฟาฮัด (Farhad) นายช่างหนุ่มรักและเทิดทูนชิรีนอย่างสุดซึ้งจนฝ่ายหญิงเริ่มหวั่นไหว คอสโรวเมื่อเห็นดังนั้นจึงวางแผนกำจัดศัตรูหัวใจ โดยสั่งให้ฟาฮัดสร้างถนนขนาดใหญ่ตัดผ่านช่องภูเขา หากทำสำเร็จจะยกชิรีนให้ คอสโรวคิดว่าฟาฮัดไม่มีทางทำงานช้างนี้ได้สำเร็จ แต่เมื่อมีเจ้าหญิงชิรีนเป็นรางวัล ทำให้เขามีแรงตัดถนนทั้งวันทั้งคืนจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ คอสโรวกลัวจะต้องเสียชิรีนให้ฟาฮัด จึงใช้ไม้ตายสุดท้าย โดยโกหกฟาฮัดว่าชิรีนป่วยกะทันหันและเสียชีวิตลงแล้ว นายช่างหนุ่มจึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย คอสโรวส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปถึงชิรีนเรื่องการตายของฟาฮัด หลังจากนั้นไม่นานมาเรียมก็สิ้นพระชนม์ บางสำนวนเล่าว่าเพราะถูกชิรีนวางยาพิษ

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คืนวันแต่งงานของคอสโรวและชีรีน 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

หลังจากผ่านอุปสรรคนานับปการและมือที่สามหมดไป คอสโรวกับชิรีนก็กลับมาปลูกต้นรักกันใหม่และแต่งงานกันในที่สุด แต่ผู้เขียนก็ยังไม่หยุดบีบหัวใจคนอ่าน โดยกำหนดให้ซีรูเย โอรสของมาเรียม เกิดหลงรักพระมารดาเลี้ยงเข้า คืนหนึ่งซีรูเยลอบเข้าไปในห้องบรรทมของทั้งสอง แล้วปักมีดลงกลางอกของพระบิดาจนสิ้นพระชนม์ 

ซีรูเยบังคับให้ชิรีนอภิเษกกับตน ชิรีนยอมรับโดยมีข้อแม้ว่าขอให้เธอได้ไว้ทุกข์ให้อดีตสวามี ซีรูเยอนุญาตโดยหารู้ไม่ว่าชิรีนมีแผนในใจ เธอบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้ยากไร้แล้วไปที่หลุมศพของคอสโรว ดื่มยาพิษแล้วทอดร่างอันไร้ลมหายใจลงบนหลุมศพของคนรัก ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ซีรูเยสังหารคอสโรว 
ภาพ : goodtimes
โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนฆ่าตัวตายเหนือหลุมศพของคอสโรว 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ดูจากเนื้อเรื่องแล้วอาจดูเหมือนนิยายน้ำเน่าเงาจันทร์ทั่วไป แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าผู้เขียนสอดแทรกข้อคิดไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลานุภาพของความรัก ความไม่แน่นอนของชีวิตคู่ ความหายนะจากการขาดสติ ความน่ากลัวของความอิจฉาริษยา การฆ่าตัวตายด้วยความเขลา และท้ายที่สุด คือความรักคือสิ่งสวยงามแต่จงรักอย่างมีสติ ไม่อย่างนั้น… ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

สุขสันต์วันแห่งความรัก

*หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นภาพที่วาดขึ้นต่างยุคสมัยและต่างพื้นที่ จึงมีสไตล์การเขียนต่างกัน เพราะวรรณกรรมเรื่อง คอสโรวกับชิรีน แพร่หลายในหลายดินแดนนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

ข้อมูลอ้างอิง

  • Peter J. Chelkowski, Mirror of The Invisible World: Tales from Kamseh of Nizami, New York: The Metropolitan Museum of Art, 1975.
  • Sheila R. Canby, Persian Painting, London: Trustees of the British Museum, 1993.

Writer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load