“ฟ้ายิ่งมืด ดาวยิ่งกระจ่าง”

เราจะนึกถึงคำพูดนี้ทุกครั้ง เมื่อคิดอยากไปดูดาว

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูดาว แม้ว่าจะไม่ได้มีความรู้ ความเข้าใจอะไรมากมาย

ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือค้างแรมบนยอดดอย พอตกกลางคืนมักจะชอบออกมานอนดูดาว หาหมู่ดาวกลางท้องฟ้า

ดาวโปรดในซีกโลกเหนือของบ้านเรา เห็นจะไม่พ้นกลุ่มดาวนายพราน หรือ Orion มีดาวฤกษ์หลายดวง แต่มีดาวใหญ่ 4 ดวงวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนท้องฟ้า ตรงกลางมีดาว 3 ดวงเรียงกัน เรียกว่า เข็มขัดนายพราน และบริเวณนั้นมีเนบิวลาชื่อดังคือ เนบิวลานายพราน หรือเนบิวลาโอไรออน

ใกล้ๆ กันมีกลุ่มดาววัว กลุ่มดาวคนคู่ กลุ่มดาวลูกไก่ กลุ่มดาวสุนัขเล็ก สุนัขใหญ่ 

ผมชอบคืนเดือนมืดมาก โดยเฉพาะในคืนฟ้าใส ปราศจากเมฆหมอก ไม่มีแสงรบกวนจากจันทรา 

ยิ่งแสงพระจันทร์น้อยเท่าใด ฟ้ายิ่งมืด ยิ่งเห็นดาวพราวฟ้าระยิบระยับ

นอนดูดาวกลางป่า เห็นความเวิ้งว้างของผืนฟ้า สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล มนุษย์ช่างตัวกระจิริดเหลือเกิน แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถอยู่บ้าน นอนดูดาวได้ชัดเจนในเมือง เพราะแสงรบกวนจากแสงไฟยามค่ำคืนที่ฟุ้งขึ้นมาในอากาศ

แสงเหล่านี้เรียกว่า มลภาวะทางแสง คือแสงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ในยามค่ำคืน แสงที่สว่างจ้าเกินไป จนฟุ้งออกมาจากหลอดไฟตามท้องถนน ไฟจากป้ายโฆษณา และหลอดไฟตามอาคารบ้านเรือน แสงที่สว่างจ้าโดยไม่จำเป็นจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

อันที่จริง เราไม่เคยสังเกตว่าหลอดไฟที่เปิดยามค่ำคืนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้สิ้นเปลืองการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น อย่างเช่นเวลาเดินตามถนน เราอยากได้แค่ไฟที่ส่องลงมาบนถนนเพื่อให้เห็นทาง แต่หลอดไฟตามท้องถนนจำนวนมากถูกออกแบบให้สว่างทุกทิศ ฟุ้งขึ้นสู่อากาศโดยไม่จำเป็น

เราจะรู้สึกตื่นเต้น โรแมนติก และมีความสุขเพียงใด หากอยู่ในกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วเห็นทางช้างเผือกพาดเป็นหมอกจางๆ อยู่กลางท้องฟ้า

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น

คืนหนึ่งในปี 1994 เมืองลอสแอนเจลิส เวลาประมาณตี 4 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขนาด 6.7 แมกนิจูด ทำให้ไฟฟ้าดับทั้งเมือง ไม่มีไฟตามท้องถนนหรืออาคารบ้านเรือนเป็นเวลานาน พอหลายคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พวกเขาเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต คือดาวระยิบระยับและทางช้างเผือกพาดกลางท้องฟ้า มันงดงามมาก 

ทำให้บางคนตื่นตกใจ ถึงกับโทรไปแจ้งความที่สายด่วน 911 ของตำรวจ บอกว่า “มีเมฆสีเงินประหลาดขนาดยักษ์ลอยเหนือท้องฟ้า มันน่ากลัวมาก” ชาวเมืองลอสแอนเจลิสจำนวนมากไม่เคยเห็นทางช้างเผือกมาก่อน และพากันตื่นเต้นที่เห็นว่าท้องฟ้างดงามเพียงใดยามมืดมิด

ทุกวันนี้การดูดาวเป็นที่นิยมของคนทั่วโลก และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดแนวคิดในการรณรงค์ให้มีเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า (Dark Sky Reserves) ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก 

มีสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ในความฝันว่าจะเดินทางไปดูดาวให้ได้ บนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ ได้รับการประกาศจากสมาคมพิทักษ์ความมืดแห่งท้องฟ้าสากล (International Dark-Sky Association) ให้เป็น ‘เมืองดาว’ หรือ ‘เขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า’ และเป็นหนึ่งในสถานที่ดูดาวที่ดีที่สุดในโลก เพราะยามค่ำคืนมีท้องฟ้าที่มืดสนิท ไม่มี ‘มลภาวะทางแสง’ บริเวณแห่งนี้ใช้อุปกรณ์ควบคุมแสงนอกอาคารไม่ให้ฟุ้งกระจายมาร่วม 40 ปีแล้ว และผลของการควบคุมแสง นอกจากทำให้เป็นพื้นที่ปลอดมลภาวะทางแสงแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานด้วย

สมาคมแห่งนี้เชื่อว่า “ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดาวเป็นมรดกพื้นฐานของมนุษยชาติ และการปกป้องท้องฟ้าที่มืดมิดเป็นเรื่องจำเป็นในการสร้างความมั่นใจว่า คนในรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไปจะมีโอกาสได้มองเห็นดวงดาว”

เขตอนุรักษ์ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ Aoraki / Mount Cook รวมถึงลุ่มน้ำ Mackenzie มีชื่อว่า ‘เขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้าอาโอรากิแมคเกนซี’ (Aoraki Mackenzie International Dark Sky Reserve) พื้นที่ประมาณ 4,144 ตารางกิโลเมตร กลางเดือนเมษายน ผมมีโอกาสมาเยือนดินแดนแห่งนี้ จากเมือง Christchurch เราเช่ารถขับผ่านภูเขา Mount Cook มุ่งหน้ามาสู่ทะเลสาบ Tekapo หมุดหมายสำคัญของบรรดานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก บริเวณเชิงเทือกเขา Southern Alps ส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำ Mackenzie 

เบื้องหน้าที่เห็นคือทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ใสราวกระจก สะท้อนเงาของขุนเขาที่อยู่ไกลออกไป บนยอดเขาเห็นสีขาวของหิมะและธารน้ำแข็งที่ละลายออกมาเป็นน้ำเย็นหล่อเลี้ยงทะเลสาบด้านล่าง ขนาบด้วยสีเขียวสดของป่าสนขึ้นเรียงรายอยู่เต็มสองฟากฝั่งทะเลสาบ

เป็นภาพงดงามราวดินแดนแห่งความฝัน นิ่ง สงบ แสง สี ถูกจัดวางอย่างลงตัว จนแทบไม่อยากเดินจากไป 

ธรรมชาติสามารถสะกดเราให้ตรึงอยู่กับที่ได้จริงๆ

เราเดินไปเยี่ยมชมโบสถ์เล็กๆ ติดทะเลสาบ แต่เป็นเสมือนแลนด์มาร์กของที่นี่ เรียกกันว่า The Church of the Good Shepherd เป็นโบสถ์แห่งแรกในลุ่มน้ำ Mackenzie และกลายเป็นภาพโปสการ์ดมีชื่อเสียงที่สุดภาพหนึ่งที่เป็นตัวแทนความเป็นนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะภาพถ่ายโบสถ์ที่เห็นทางช้างเผือกขึ้นอยู่เบื้องหลัง

ทะเลสาบ Tekapo มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และเป็นส่วนหนึ่งของเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า จึงเป็นสวรรค์สำหรับนักดูดาวจากทั่วโลกและคนไทยกลุ่มนี้ ผู้ตั้งใจมาปักหลักไม่ไกลจากทะเลสาบ เพื่อมาดูดาวในพื้นที่ที่ฟ้ามืดสนิทมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เช่นเดียวกับชนเผ่าเมารี ชนเผ่าพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ ผู้เรียนรู้การดูดาวเพื่อการเดินเรือในท้องทะเล พวกเขายังมีนิทานและเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับดวงดาว จนกลายเป็นวัฒนธรรมขึ้นมา ไม่ต่างจากชนพื้นเมืองอื่นทั่วโลก

คืนนั้นเราค้างแรมในบ้านเจ้าของฟาร์มเลี้ยงแกะกลางทุ่งหญ้าขนาดหลายร้อยเอเคอร์ ล้อมรอบด้วยป่าสน หลังจากช่วยกันทำอาหารมื้อค่ำ เราออกมาตั้งกล้องถ่ายภาพ เล็งไปยังทิศที่ทางช้างเผือกจะขึ้นจากขอบฟ้า ต้องยอมรับว่าเราอาจจะชินกับการจำแนกดาวในเมืองไทยที่อยู่ทางซีกโลกเหนือ แต่พอมาดูดาวทางซีกโลกใต้แล้ว กลายเป็นมือใหม่หัดขับกันหมด จนต้องอาศัยแอปดูดาวช่วยนำทาง

พอฟ้ามืด ความหนาวเย็นระดับต่ำกว่า 3 – 4 องศาเซลเซียสมาเยือนทันที ค่ำนี้ท้องฟ้าไม่ได้มืดสนิท มีแสงสลัวจากดวงจันทร์ข้างขึ้น แต่ก็ยังนับว่าโชคดี ไม่มีก้อนเมฆมาบดบัง เมื่อหลายปีก่อนเพื่อนนักดูดาวคนหนึ่งตั้งใจมาดูดาวที่นี่ แต่เมฆเต็มท้องฟ้าจนมองไม่เห็นอะไร ประมาณ 4 ทุ่ม ทางช้างเผือกก็ปรากฏอยู่ขอบฟ้า ลักษณะเหมือนกลุ่มเมฆจางๆ และดาวระยิบระยับ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พอยิ่งดึก ทางช้างเผือกค่อยๆ เคลื่อนมากลางฟ้า ขณะที่พระจันทร์ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลง ทำให้ฟ้ายิ่งมืด ทางช้างเผือกยิ่งกระจ่าง

เป็นทางช้างเผือกอันงดงามที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมาในชีวิต

ทางช้างเผือกเป็นกาแลกซีหนึ่งประกอบด้วยดาวฤกษ์ประมาณแสนล้านดวง และจักรวาลนี้ประกอบด้วยกาแลกซีมากกว่าแสนล้านกาแลกซี 

เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของโลก และตัวเรา ดูช่างกระจิริดจนไม่รู้จะเปรียบกับอะไร

แต่ทำไมตัวตนของสิ่งมีชีวิตบางคนช่างใหญ่คับฟ้า

การออกมาดูดาวระยิบระยับกลางผืนฟ้าในยามมืดมิด สงบ เงียบ อาจจะทำให้หลายคนคิดได้ว่า 

ยิ่งดูดาว ตัวตนยิ่งเล็กลง

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“บัดนี้ ทั่วโลกต่างตระหนักว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นหายนะภัยที่คุกคามการดำรงอยู่ของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ถ้าหากไม่มีการแก้ไขให้เข้าสู่ภาวะสมดุล มนุษยชาติอาจถึงกาลอวสาน นั่นคือสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ได้สูญพันธุ์ไปก่อนหน้านี้ ดังนั้น โดยหน้าที่และจิตสำนึกของพวกเรา ผมจึงขอประกาศให้พวกเราทุกคนรับทราบว่า บริษัทจะทำโครงการ Zero Emission ยุติการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และโครงการ Net Zero ปลดปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไปจนถึงวันบรรลุเป้าหมาย ภายในปี 2050”

ชเล วุทธานันท์ ประธานกรรมการ บริษัท เท็กซ์ไทล์แกลเลอรี่ จำกัด ผู้ผลิตแบรนด์สิ่งทอ PASAYA กล่าวในงานเปิดตัวภารกิจขององค์กรครั้งสำคัญที่สุดต่อสาธารณชนในรอบหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจหลายแห่งได้เริ่มสนใจปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีไม่กี่บริษัทที่กล้าประกาศและตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนเหมือนกับองค์กรแห่งนี้

PASAYA เป็นแบรนด์ผ้าม่าน พรม เครื่องนอน และผ้าคลุมเตียงระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยการออกแบบ การใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้เป็นแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกมายาวนาน

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

“ภารกิจที่เราทำ ไม่มีใครบังคับ แต่เป็นดีเอ็นเอขององค์กรที่ทำมาตั้งแต่ก่อตั้งแล้ว ในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” รติยา จันทรเทียร หรือ พี่โต้ง กรรมการผู้จัดการ พาผู้เขียนเดินเข้าไปในบริเวณของโรงงานบนเนื้อที่ร่วมร้อยไร่ในจังหวัดราชบุรี แปลกใจตรงที่ไม่มีรั้วรอบขอบชิด กำแพงกั้นอาณาเขตเหมือนโรงงานทั่วไป

“เราอยากทำให้ที่นี่เป็นโรงงานของชุมชน พนักงาน 400 คนกว่าคนส่วนใหญ่คือคนแถวนี้ทั้งนั้น” พี่โต้งเอ่ยปากขึ้น

ในอดีตเวลาเรานึกถึงโรงงานทอผ้า โดยเฉพาะแหล่งผลิตสำคัญในจังหวัดสมุทรปราการ สิ่งที่เห็นคือ โรงงานเก่าแก่ เครื่องจักรคร่ำครึ ผู้คนแออัด อากาศอุดอู้ กลิ่นเหม็น น้ำเน่า ขยะสกปรกรอบโรงงาน

“เราเคยมีโรงงานอยู่แถวพระประแดง แต่ได้ตัดสินใจย้ายโรงงานมาอยู่ที่นี่ในปี 1995 สิ่งที่เราทำก่อนคือปลูกต้นไม้และสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย เพื่อวางรากฐานของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีก่อนไม่ให้กระทบคนในชุมชนรอบ ๆ ไม่มีการใช้สารเคมีที่เป็นพิษและกำจัดไม่ได้ มีการบำบัดน้ำเสียครบวงจรเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมสารเคมีในชั้นใต้ดิน รีไซเคิลน้ำได้ทั้งหมด และนำน้ำกลับใช้ได้ในขบวนการผลิตถึง 30 เปอร์เซ็นต์”

คุณรติยา จันทรเทียร เป็นลูกสาวของ อาจารย์รตยา จันทรเทียร อดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงได้ซึมซับสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เด็ก ๆ

อาคารแต่ละหลังล้อมรอบไปด้วยน้ำ จนดูเหมือนอาคารกลางพื้นที่ชุ่มน้ำหรือ Wetland น้ำเหล่านี้เป็นน้ำที่ได้รับการบำบัดมาก่อน และหมุนเวียนไปตามท่อระบายน้ำที่เชื่อมต่อกัน ก่อนจะนำกลับมาใช้ใหม่ สถาปัตยกรรมอาคารโดดเด่นในความเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ จนดูไม่ออกว่าภายในคือโรงงานอุตสาหกรรม แต่สะอาด เย็นสบายจากน้ำที่ล้อมรอบและระบบระบายอากาศที่ไหลเวียนตลอด

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

อาคารย้อมผ้า ซึ่งมีอุณหภูมิร้อนกว่าปกติ จึงได้รับการออกแบบให้ทั้งอาคารเปิดโล่ง ไม่มีกำแพงหรือผนังจริง ช่วยทำให้พนักงานรู้สึกได้ว่า อากาศถ่ายเทเย็นสบาย ขณะที่อาคารทอผ้า มีระบบดักจับฝุ่นในอากาศ เพื่อป้องกันการสูดดมเศษเส้นด้าย เพื่อสุขภาพปอดของพนักงาน

“ผลิตภัณฑ์สิ่งทอของเราปราศจากสารพิษฟอร์มาลดีไฮด์ อันเป็นสารก่อมะเร็งที่พบในในกระบวนการผลิตสิ่งทอ ซึ่งเราใส่ใจเป็นพิเศษ จนได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ฉลากสีเขียวมาสิบกว่าปีแล้ว”

โรงเย็บผ้าหรืออาคาร ZigZag เป็นอาคารโดดเด่นด้วยรูปทรงที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยม แต่พื้นที่ตรงกลางปลูกเป็นต้นไม้ราวป่าเขียวขจี ตัดกับกองผ้าที่รายล้อมอยู่โดยรอบอย่างน่าสนใจ

“ช่างตัดเย็บผ้าเป็นพนักงานที่ต้องใช้สายตา ใช้สมาธิเยอะ เพราะเป็นงานละเอียด การที่พวกเขาได้เงยหน้า พักสายตาขึ้นมาเห็นต้นไม้สีเขียว จะช่วยลดความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี”

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

เหตุผลง่าย ๆ เพื่อให้พนักงานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้อาคารแห่งนี้มีชีวิตชีวาและสดใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

เราสังเกตเห็นสถาปัตยกรรมรูปทรงคล้ายปลาหมึกหรือแมงมุม หรือ Octospider ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางบึงบัว จนน่าจะเป็นแลนด์มาร์กสำหรับโรงงานแห่งนี้ที่มีความสำคัญยิ่ง แต่พอสอบถามแล้วเป็นโรงอาหาร

“เราตั้งใจจะสร้างห้องอาหารกลางน้ำเป็นสวัสดิการให้กับพนักงาน จึงให้เพื่อนสถาปนิกชาวอิตาลีออกแบบให้พนักงานได้รับประทานอาหารอย่างสบายตา มีความสุขกลางน้ำที่ผ่านการบำบัด เห็นบึงบัว ปลาและนกหลายชนิดที่มาหากินในบึงน้ำ” พี่โต้งเล่าสาเหตุเล็ก ๆ มาจากสวัสดิการของพนักงาน และการใช้พื้นที่กลางน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เราตั้งเป้าหมายว่า จะทำพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นโรงงานในป่าสีเขียว เราปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เริ่มตั้งโรงงาน ทุกวันนี้ก็ปลูกต้นไม้ทุกวัน แต่จะจริงจังมากขึ้นร่วมกับชุมชน โดยตั้งเป้าหมาย ปลูกต้นไม้พื้นถิ่น อาทิไม้ยางนา ตะเคียนทอง มะค่าโมง สัก จามจุรี ให้ครบร้อยไร่ ภายใน 3 ปี เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 300 ตันต่อปี” พี่ชเล ประธานบริษัทเข้ามาร่วมวงสนทนา

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

บนอาคารกลางริมน้ำแห่งนี้ เขาได้เล่าถึงภารกิจในอนาคตอันท้าทายว่า

“จากการทำคาร์บอนฟุตพรินต์เมื่อปีที่แล้ว โรงงานของเราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละประมาณ 13,000 ตัน ปล่อยเองจากการผลิตประมาณ 6,500 ตัน จากการใช้ไฟฟ้า 3,500 ตัน ที่เหลือ 3,000 ตัน มาจากการผลิตวัตถุดิบที่เราซื้อมา ดังนั้น เราได้วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการติดตั้งพลังงานโซลาร์เซลล์ขนาด 2 เมกะวัตต์ ซึ่งติดตั้งเสร็จเมื่อต้นปีนี้ และเปลี่ยนระบบเตาไอน้ำจากเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นก๊าซแอลพีจีที่ให้ความร้อนสูงกว่าสำหรับงานฟอกย้อม สองส่วนนี้เราจะลดการปล่อยก๊าซไปได้ประมาณ 3,000 ตันในสิ้นปีนี้

“เช่นเดียวกันในอนาคต ก๊าซเรือนกระจกจากผู้ผลิตวัตถุดิบภายนอกที่เราสั่งเข้ามา ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตด้วย หรือไม่เราจะเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่นที่ค่อย ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” พี่โต้งเสริมต่อว่า

“เราจะทำระบบแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำทิ้งหลังฟอกย้อมผ้า เพื่อนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดการใช้ก๊าซลงอีกราว 25-30 เปอร์เซ็นต์ และสร้างระบบประหยัดพลังงานให้แก่สายการผลิต เช่น อาคารสามารถจำกัดบริเวณการทำความเย็น เฉพาะบริเวณที่ต้องมีคนดูแล หรือสร้างผนังกันความร้อน เพื่อลดพลังงานในการทำความเย็น และปรับปรุงระบบรีไซเคิลต่าง ๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น”

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

ภายในปี 2050 หรืออีก 28 ปีข้างหน้า พวกเขามั่นใจว่า โรงงานจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมดหรือเป็นศูนย์ Net Zero ตามที่ได้ประกาศไว้

“ผมเป็นคนคิดนอกกรอบเสมอ ตอนตั้งชื่อ PASAYA ก็สร้างความแปลกใจให้กับคนทั่วไป เพราะผมคิดมาจากคำว่า แพศยา ซึ่งเป็นคำที่แรงมาก แต่เชื่อไหม คนที่จะถูกเรียกว่าเป็นหญิงแพศยาได้มีไม่กี่คนหรอก เพราะต้องเป็นคนที่โดดเด่นมาก คือทั้งสวย มีเสน่ห์ ฉลาด และวางแผนเป็น พอตั้งชื่อนี้ได้ไม่นาน คนก็จดจำแบรนด์นี้ได้อย่างรวดเร็ว… เช่นเดียวกันการประกาศเรื่องนี้ก็เป็นการคิดนอกกรอบล่าสุดของเรา”

ก่อนกลับ เราแวะไปดูนิทรรศการ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ หรือ The Six Extinction ภายในโรงงาน เพื่อให้การศึกษาแก่พนักงานว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมา เคยสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ไป 5 ครั้งแล้วจากภัยธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหว ดาวหางชนโลก แต่ครั้งที่ 6 จะเกิดขึ้นอีกไม่นาน หากเราไม่ทำอะไร ด้วยน้ำมือของมนุษย์ จากปัญหาโลกร้อนที่มนุษย์เป็นคนก่อขึ้น

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

“คนรุ่นผมเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อปัญหานี้ หากเราไม่ทำอย่างจริงจัง คนรุ่นต่อไปก็หมดหวังกับโลกใบนี้แน่ มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นสูญพันธุ์แน่ จะไม่มีอะไรเหลืออยู่ เมื่อเราตั้งความฝันไว้ เราจะต้องมุ่งมั่นไปให้สำเร็จ”

พี่ชเล หัวเรือใหญ่แห่ง PASAYA กับภารกิจครั้งสำคัญในชีวิตกล่าวทิ้งท้าย

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load