“ฟ้ายิ่งมืด ดาวยิ่งกระจ่าง”

เราจะนึกถึงคำพูดนี้ทุกครั้ง เมื่อคิดอยากไปดูดาว

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูดาว แม้ว่าจะไม่ได้มีความรู้ ความเข้าใจอะไรมากมาย

ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือค้างแรมบนยอดดอย พอตกกลางคืนมักจะชอบออกมานอนดูดาว หาหมู่ดาวกลางท้องฟ้า

ดาวโปรดในซีกโลกเหนือของบ้านเรา เห็นจะไม่พ้นกลุ่มดาวนายพราน หรือ Orion มีดาวฤกษ์หลายดวง แต่มีดาวใหญ่ 4 ดวงวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนท้องฟ้า ตรงกลางมีดาว 3 ดวงเรียงกัน เรียกว่า เข็มขัดนายพราน และบริเวณนั้นมีเนบิวลาชื่อดังคือ เนบิวลานายพราน หรือเนบิวลาโอไรออน

ใกล้ๆ กันมีกลุ่มดาววัว กลุ่มดาวคนคู่ กลุ่มดาวลูกไก่ กลุ่มดาวสุนัขเล็ก สุนัขใหญ่ 

ผมชอบคืนเดือนมืดมาก โดยเฉพาะในคืนฟ้าใส ปราศจากเมฆหมอก ไม่มีแสงรบกวนจากจันทรา 

ยิ่งแสงพระจันทร์น้อยเท่าใด ฟ้ายิ่งมืด ยิ่งเห็นดาวพราวฟ้าระยิบระยับ

นอนดูดาวกลางป่า เห็นความเวิ้งว้างของผืนฟ้า สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล มนุษย์ช่างตัวกระจิริดเหลือเกิน แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถอยู่บ้าน นอนดูดาวได้ชัดเจนในเมือง เพราะแสงรบกวนจากแสงไฟยามค่ำคืนที่ฟุ้งขึ้นมาในอากาศ

แสงเหล่านี้เรียกว่า มลภาวะทางแสง คือแสงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ในยามค่ำคืน แสงที่สว่างจ้าเกินไป จนฟุ้งออกมาจากหลอดไฟตามท้องถนน ไฟจากป้ายโฆษณา และหลอดไฟตามอาคารบ้านเรือน แสงที่สว่างจ้าโดยไม่จำเป็นจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

อันที่จริง เราไม่เคยสังเกตว่าหลอดไฟที่เปิดยามค่ำคืนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้สิ้นเปลืองการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น อย่างเช่นเวลาเดินตามถนน เราอยากได้แค่ไฟที่ส่องลงมาบนถนนเพื่อให้เห็นทาง แต่หลอดไฟตามท้องถนนจำนวนมากถูกออกแบบให้สว่างทุกทิศ ฟุ้งขึ้นสู่อากาศโดยไม่จำเป็น

เราจะรู้สึกตื่นเต้น โรแมนติก และมีความสุขเพียงใด หากอยู่ในกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วเห็นทางช้างเผือกพาดเป็นหมอกจางๆ อยู่กลางท้องฟ้า

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น

คืนหนึ่งในปี 1994 เมืองลอสแอนเจลิส เวลาประมาณตี 4 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขนาด 6.7 แมกนิจูด ทำให้ไฟฟ้าดับทั้งเมือง ไม่มีไฟตามท้องถนนหรืออาคารบ้านเรือนเป็นเวลานาน พอหลายคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พวกเขาเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต คือดาวระยิบระยับและทางช้างเผือกพาดกลางท้องฟ้า มันงดงามมาก 

ทำให้บางคนตื่นตกใจ ถึงกับโทรไปแจ้งความที่สายด่วน 911 ของตำรวจ บอกว่า “มีเมฆสีเงินประหลาดขนาดยักษ์ลอยเหนือท้องฟ้า มันน่ากลัวมาก” ชาวเมืองลอสแอนเจลิสจำนวนมากไม่เคยเห็นทางช้างเผือกมาก่อน และพากันตื่นเต้นที่เห็นว่าท้องฟ้างดงามเพียงใดยามมืดมิด

ทุกวันนี้การดูดาวเป็นที่นิยมของคนทั่วโลก และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดแนวคิดในการรณรงค์ให้มีเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า (Dark Sky Reserves) ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก 

มีสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ในความฝันว่าจะเดินทางไปดูดาวให้ได้ บนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ ได้รับการประกาศจากสมาคมพิทักษ์ความมืดแห่งท้องฟ้าสากล (International Dark-Sky Association) ให้เป็น ‘เมืองดาว’ หรือ ‘เขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า’ และเป็นหนึ่งในสถานที่ดูดาวที่ดีที่สุดในโลก เพราะยามค่ำคืนมีท้องฟ้าที่มืดสนิท ไม่มี ‘มลภาวะทางแสง’ บริเวณแห่งนี้ใช้อุปกรณ์ควบคุมแสงนอกอาคารไม่ให้ฟุ้งกระจายมาร่วม 40 ปีแล้ว และผลของการควบคุมแสง นอกจากทำให้เป็นพื้นที่ปลอดมลภาวะทางแสงแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานด้วย

สมาคมแห่งนี้เชื่อว่า “ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดาวเป็นมรดกพื้นฐานของมนุษยชาติ และการปกป้องท้องฟ้าที่มืดมิดเป็นเรื่องจำเป็นในการสร้างความมั่นใจว่า คนในรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไปจะมีโอกาสได้มองเห็นดวงดาว”

เขตอนุรักษ์ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ Aoraki / Mount Cook รวมถึงลุ่มน้ำ Mackenzie มีชื่อว่า ‘เขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้าอาโอรากิแมคเกนซี’ (Aoraki Mackenzie International Dark Sky Reserve) พื้นที่ประมาณ 4,144 ตารางกิโลเมตร กลางเดือนเมษายน ผมมีโอกาสมาเยือนดินแดนแห่งนี้ จากเมือง Christchurch เราเช่ารถขับผ่านภูเขา Mount Cook มุ่งหน้ามาสู่ทะเลสาบ Tekapo หมุดหมายสำคัญของบรรดานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก บริเวณเชิงเทือกเขา Southern Alps ส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำ Mackenzie 

เบื้องหน้าที่เห็นคือทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ใสราวกระจก สะท้อนเงาของขุนเขาที่อยู่ไกลออกไป บนยอดเขาเห็นสีขาวของหิมะและธารน้ำแข็งที่ละลายออกมาเป็นน้ำเย็นหล่อเลี้ยงทะเลสาบด้านล่าง ขนาบด้วยสีเขียวสดของป่าสนขึ้นเรียงรายอยู่เต็มสองฟากฝั่งทะเลสาบ

เป็นภาพงดงามราวดินแดนแห่งความฝัน นิ่ง สงบ แสง สี ถูกจัดวางอย่างลงตัว จนแทบไม่อยากเดินจากไป 

ธรรมชาติสามารถสะกดเราให้ตรึงอยู่กับที่ได้จริงๆ

เราเดินไปเยี่ยมชมโบสถ์เล็กๆ ติดทะเลสาบ แต่เป็นเสมือนแลนด์มาร์กของที่นี่ เรียกกันว่า The Church of the Good Shepherd เป็นโบสถ์แห่งแรกในลุ่มน้ำ Mackenzie และกลายเป็นภาพโปสการ์ดมีชื่อเสียงที่สุดภาพหนึ่งที่เป็นตัวแทนความเป็นนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะภาพถ่ายโบสถ์ที่เห็นทางช้างเผือกขึ้นอยู่เบื้องหลัง

ทะเลสาบ Tekapo มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และเป็นส่วนหนึ่งของเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า จึงเป็นสวรรค์สำหรับนักดูดาวจากทั่วโลกและคนไทยกลุ่มนี้ ผู้ตั้งใจมาปักหลักไม่ไกลจากทะเลสาบ เพื่อมาดูดาวในพื้นที่ที่ฟ้ามืดสนิทมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เช่นเดียวกับชนเผ่าเมารี ชนเผ่าพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ ผู้เรียนรู้การดูดาวเพื่อการเดินเรือในท้องทะเล พวกเขายังมีนิทานและเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับดวงดาว จนกลายเป็นวัฒนธรรมขึ้นมา ไม่ต่างจากชนพื้นเมืองอื่นทั่วโลก

คืนนั้นเราค้างแรมในบ้านเจ้าของฟาร์มเลี้ยงแกะกลางทุ่งหญ้าขนาดหลายร้อยเอเคอร์ ล้อมรอบด้วยป่าสน หลังจากช่วยกันทำอาหารมื้อค่ำ เราออกมาตั้งกล้องถ่ายภาพ เล็งไปยังทิศที่ทางช้างเผือกจะขึ้นจากขอบฟ้า ต้องยอมรับว่าเราอาจจะชินกับการจำแนกดาวในเมืองไทยที่อยู่ทางซีกโลกเหนือ แต่พอมาดูดาวทางซีกโลกใต้แล้ว กลายเป็นมือใหม่หัดขับกันหมด จนต้องอาศัยแอปดูดาวช่วยนำทาง

พอฟ้ามืด ความหนาวเย็นระดับต่ำกว่า 3 – 4 องศาเซลเซียสมาเยือนทันที ค่ำนี้ท้องฟ้าไม่ได้มืดสนิท มีแสงสลัวจากดวงจันทร์ข้างขึ้น แต่ก็ยังนับว่าโชคดี ไม่มีก้อนเมฆมาบดบัง เมื่อหลายปีก่อนเพื่อนนักดูดาวคนหนึ่งตั้งใจมาดูดาวที่นี่ แต่เมฆเต็มท้องฟ้าจนมองไม่เห็นอะไร ประมาณ 4 ทุ่ม ทางช้างเผือกก็ปรากฏอยู่ขอบฟ้า ลักษณะเหมือนกลุ่มเมฆจางๆ และดาวระยิบระยับ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พอยิ่งดึก ทางช้างเผือกค่อยๆ เคลื่อนมากลางฟ้า ขณะที่พระจันทร์ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลง ทำให้ฟ้ายิ่งมืด ทางช้างเผือกยิ่งกระจ่าง

เป็นทางช้างเผือกอันงดงามที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมาในชีวิต

ทางช้างเผือกเป็นกาแลกซีหนึ่งประกอบด้วยดาวฤกษ์ประมาณแสนล้านดวง และจักรวาลนี้ประกอบด้วยกาแลกซีมากกว่าแสนล้านกาแลกซี 

เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของโลก และตัวเรา ดูช่างกระจิริดจนไม่รู้จะเปรียบกับอะไร

แต่ทำไมตัวตนของสิ่งมีชีวิตบางคนช่างใหญ่คับฟ้า

การออกมาดูดาวระยิบระยับกลางผืนฟ้าในยามมืดมิด สงบ เงียบ อาจจะทำให้หลายคนคิดได้ว่า 

ยิ่งดูดาว ตัวตนยิ่งเล็กลง

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

ไก่เป็นอาหารโปรตีนราคาถูก คนทั่วโลกนิยมกินมากที่สุด ประมาณว่าไก่ในโลกนี้มีประมาณ 26,000 ล้านตัว เรียกได้ว่า ไก่เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก 

ประเทศที่เลี้ยงไก่มากที่สุดคือ จีน 5,000 ล้านตัว ส่วนบ้านเราเลี้ยงไก่ปีละประมาณ 300 ล้านตัว เกือบทั้งหมดมีชีวิตสั้นประมาณ 1 เดือน ก่อนจะกลายเป็นอาหารของมนุษย์

ไม่น่าแปลกใจที่เวลาเราเดินทางไปที่ไหนทั่วโลก จะเห็นไก่อยู่แทบทุกหนแห่ง แต่เชื่อหรือไม่ ไก่ที่กระจายไปอยู่ทั่วโลกหลายหมื่นล้านตัว มีจุดกำเนิดมาจากไก่ป่าแถวเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง และเมื่อประมาณ 4,000 – 5,000 ปีก่อน มนุษย์ได้เริ่มเอาไก่ป่าไปเลี้ยงเป็นอาหาร เพาะพันธุ์จนได้ไก่หลายชนิดกระจายไปทั่วโลก 

หนึ่งในสายพันธุ์ไก่ที่เรารู้จักดีคือ ไก่แจ้

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

เมื่อปีก่อน ผู้เขียนมีโอกาสต้อนรับสมาชิกใหม่ในไร่ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ คือไก่บ้านวัยรุ่น 2 คู่ ชาวบ้านในหมู่บ้านนำมามอบให้

ไก่รุ่นนี้มีบรรพบุรุษเป็นไก่ป่า (Red junglefowl) ที่อาศัยอยู่ในป่าเต็งรังละแวกนั้น แอบมาผสมพันธุ์กับไก่แจ้ของชาวบ้าน จนออกลูกออกหลานมาหลายรุ่น หน้าตาคล้ายไก่แจ้แต่รูปร่างสูงใหญ่ ไม่เตี้ยเหมือนไก่แจ้ และที่สำคัญคือ ตกเย็นจะบินขึ้นเกาะนอนบนต้นไม้สูง ตามสัญชาตญาณไก่ป่าที่ยังติดตัวมา

เป็นครั้งแรกที่ได้เลี้ยงไก่ในชีวิต โชคดีไก่พวกนี้เกิดมาค่อนข้างแข็งแรงกว่าไก่ที่เลี้ยงไว้เอาเนื้อ ไม่ต้องดูแลมาก ทุกเช้าเย็นแค่โปรยข้าวสารเป็นอาหารให้ไก่ ปล่อยให้เดินหากินเองตามท้องไร่ท้องนา ตกเย็นบินขึ้นเกาะกิ่งไม้นอน ไก่เหล่านี้บินสูง ไม่ได้นอนในสุ่มหรือคอกบนดิน ไม่ต้องสร้างกรงให้เหมือนไก่ทั่วไป ปลอดภัยจากหมาเจ้าถิ่นละแวกนั้น ที่ชอบออกมาหากินไก่ตอนกลางคืน พอเช้าก็บินลงมาคุ้ยหาอาหารกินตามพื้นดินตามธรรมชาติ 

ผู้เขียนไม่ได้เลี้ยงไก่เพื่อหวังกินเนื้อ แม้จะมีคนกล่าวว่า ไก่แจ้ผสมไก่ป่าจัดว่าเป็นไก่อร่อยที่สุด เลี้ยงเป็นเพื่อน ตอนแรกเวลาส่งเสียงเรียกให้กินข้าว ไก่ยังไม่ค่อยชิน วิ่งหนีตามสัญชาตญาณระวังภัย แต่อยู่ไปนานๆ เริ่มมีความผูกพัน จนจับมาลูบหัวได้ บางทีชอบเดินตามไก่ สังเกตชีวิตของพวกเขา นับเป็นความปีติอย่างหนึ่ง

เพิ่งสังเกตว่าไก่แถวนี้ไม่ได้ขันตอนใกล้รุ่ง แต่พร้อมจะขันได้ทุกเมื่อในยามค่ำคืน ดึกดื่นเพียงใดเสียงดังก้องไปทั่วท้องนา

หลายเดือนต่อมา ไก่โตวันโตคืน ไม่ทันไรอ้ายเหลืองตัวผู้ก็ขึ้นไปขี่ผสมพันธุ์ตัวเมีย สักพักตัวเมียก็แยกวงออกมาหาสถานที่ทำรังกกไข่ และออกไข่วันละฟอง ไข่มีขนาดเล็กกว่าไข่ไก่พันธุ์ไข่ที่คนทั่วไปกิน พอออกไข่ครบ 7 ฟอง ตัวเมียจะเริ่มมากกไข่ทั้งวันทั้งคืน แทบจะไม่ออกไปไหน เป็นเวลาร่วม 3 อาทิตย์ ก่อนที่ไข่จะฟักเป็นลูกเจี๊ยบ

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

ลูกเจี๊ยบออกจากเปลือกไข่ได้ไม่นาน ก็ค่อยๆ ทรงตัวยืนขึ้นเอง และเดินเตาะแตะตามแม่ไก่ออกไปหากิน เรียกว่าช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่แรกเกิดทันที พอตกเย็นลูกเจี๊ยบทั้ง 7 ตัวจะเข้าไปซุกนอนอยู่ใต้ปีกแม่ไก่เพื่อหาไออุ่นเป็นเวลาหลายวัน ก่อนที่จะปีกกล้าขาแข็งออกมาจากอ้อมอกแม่

พอฟ้าสาง แม่ไก่จะพาลูกเจี๊ยบเดินหากินตามพื้น ใช้ตีนคุ้ยดิน พอเห็นสิ่งมีชีวิต อาทิ ไส้เดือน ปลวก แมลง กิ้งกือ ตะขาบ แม่ไก่จะจิกก่อน หรือเอาตีนไก่เหยียบ รอให้ลูกเจี๊ยบเฮโลมาจิกกินตามแม่ โดยเฉพาะปลวก อาหารโปรด

ผู้เขียนสังเกตว่า บ้านไม่มีปลวก เพราะไก่จัดการกินปลวกตามพื้นดินได้รวดเร็วก่อนที่จะขึ้นบ้าน

เย็นวันหนึ่งผู้เขียนได้ยินเสียงไก่ร้องดังมากไม่ขาดสาย พอโผล่ไปหน้าบ้าน เห็นอ้ายเหลืองกับอ้ายเป๋ ไก่ตัวผู้รุ่นน้อง ไล่ตีกันอย่างดุเดือด ทั้งคู่พองขน กระโดดตีกัน ใช้ทั้งกรงเล็บและปากจิกคู่ต่อสู่อย่างเอาเป็นเอาตาย บางครั้งอ้ายเป๋ตัวเล็กกว่าวิ่งไล่อ้ายเหลืองไปทั่วสนามหน้าบ้าน พออ้ายเหลืองหนีไปหลบในพุ่มไม้ อ้ายเป๋ก็ยืนคุมเชิง พออ้ายเหลืองโผล่ออกมา ก็จะไล่ตีกันอย่างดุเดือดไปรอบสนาม ทำท่าว่าทั้งคู่จะตีกันให้ตายไปข้างหนึ่ง เพื่อเป็นจ่าฝูงแย่งตัวเมีย

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต
การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

การต่อสู้ผ่านไปร่วม 10 นาที สุดท้ายอ้ายเหลืองถูกอ้ายเป๋ไล่ตีฝ่ายเดียว ขนไก่กระจุยกระจาย สุดท้ายอ้ายเหลืองหมอบ ไม่ยอมเคลื่อนไหว ไม่ส่งเสียงร้อง จากอาการบาดเจ็บหนัก เป็นสัญญาณว่ายอมแพ้แล้ว

รุ่งเช้าผู้เขียนเดินตามหาอ้ายเหลืองไปทั่ว นึกว่าหนีไปตายที่ไหน จนพบว่าหนีไปเลียแผลรักษาตัวอยู่ในพุ่มไม้ ไม่ยอมกินอาหารหรือน้ำเป็นวัน รู้ตัวว่าโดนอ้ายเป๋ยึดตัวเมียไปแล้ว 2 ตัว

ตั้งแต่นั้น อ้ายเป๋เดินคุมตัวเมีย 2 ตัวหากินพร้อมลูกเจี๊ยบ ขณะที่อ้ายเหลืองปลีกวิเวกออกมาหากินตัวเดียว อ่อนแอก็พ่ายแพ้ไป

เวลาผ่านไปไม่นาน ไก่ตัวเมียอีกตัวก็เริ่มแยกตัวออกไปหาที่ฟักไข่ กกไข่ได้ 6 ฟองและรอคอยชีวิตใหม่

ผู้เขียนเดินไปเยี่ยมเกือบทุกวัน เห็นแม่ไก่กกไข่นิ่งๆ แทบไม่ไหวติง แต่รอง แม่บ้านผู้รักไก่เล่าว่า แม่ไก่จะค่อยๆ กลิ้งไข่ให้พลิกเอาอีกด้านหนึ่งขึ้นมา เพื่อกกไข่ให้ความอบอุ่นทั่วถึง เห็นความพยายามของแม่ไก่ที่อดทนเพื่อลูกน้อยอย่างจริงจังเป็นเวลาร่วม 3 อาทิตย์

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

วันรุ่งขึ้น ผู้เขียนตื่นลงมาดูรัง และเห็นลูกเจี๊ยบ 2 ตัวเพิ่งฟักเป็นตัวหล่นลงมาจากรัง แต่บนรังว่างเปล่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เดินตามหาไปทั่ว จนพบลูกเจี๊ยบครบ 6 ตัวเดินเตาะแตะอยู่แถวนั้น แต่แม่ไก่ไม่อยู่ เดินตามหาตั้งนานก็ไม่พบ เพราะปกติแม่ไก่จะหวงลูกมาก อุตส่าห์กกไข่มานานกว่าจะฟักเป็นตัว

แม่ไก่หายไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย รองสงสัยว่า คงโดนงูเหลือมในท้องนาแถวนั้นคาบไปกินแล้ว เพราะหากเป็นหมา จะเห็นร่องรอยของขนจากการต่อสู้

“ปกติไก่จะหนีงูเหลือมทัน แต่แม่กำลังกกไข่เลยไม่กล้าทิ้งรัง ยอมเสียสละเอาชีวิตปกป้องลูก” รองแม่บ้านเล่าให้ฟัง

สงสารแม่ไก่ ไม่ทันเห็นหน้าลูกเจี๊ยบก็ตกเป็นเหยื่อแล้ว ฝ่ายลูกเจี๊ยบก็หนาวเย็นไม่มีแม่คอยกกให้ไออุ่นอีกต่อไป คงอยู่รอดยาก รองแม่บ้านจึงบอกว่า ทุกเย็นจะเอาลูกเจี๊ยบใส่กล่องกลับบ้าน ไปห่มผ้าห่มนอนข้างๆ เตียงด้วยกัน ลูกเจี๊ยบทั้ง 6 ตัวเลยมีแม่คนใหม่แล้ว

2 เดือนต่อมา ลูกไก่ทั้งหมดเติบโตขึ้นเป็นไก่วัยรุ่น ตอนนี้ที่บ้านมีไก่ร่วม 20 ตัวแล้ว เดินกันเต็มลานบ้าน แต่ไม่นานนัก ไก่ค่อยๆ หายไปทีละตัวสองตัว จากฝีมือของหมาแถวนั้น ที่แอบเข้ามาล่าตอนกลางคืน

ไก่เหล่านี้แม้จะบินหนีหมาขึ้นที่สูงเกาะต้นไม้นอน แต่หมาก็ฉลาดพอจะมาดักซุ่มก่อนฟ้าสาง รอให้ไก่บินลงมา และโดนไล่ล่าบนพื้นดิน จนบินหนีไม่ทัน

หลายครั้งที่เราเห็นขนไก่ ปีกไก่ กระจุยกระจายหรือรอยเลือดบนพื้น เป็นหลักฐานสำคัญ และเมื่อตามรอยไป ก็เห็นซากไก่ถูกทิ้งไว้ มีรอยกัดอวัยวะบางส่วนหายไป หมาแถวนี้คาบไก่ บางทีก็ไม่ได้กินจริงจัง แต่กัดเล่นจนตาย 

ไม่กี่อาทิตย์ไก่ลดหายไปเกินครึ่ง แม้แต่อ้ายเหลืองกับอ้ายเป๋ ไก่ตัวผู้รุ่นแรกที่มีประสบการณ์ยังเกือบหนีไม่รอด หางไก่ยาวโดนฉีกกัดเห็นร่องรอยชัดเจน

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

ความคิดเดิมที่บอกว่า ไก่แจ้ผสมไก่ป่า ตกกลางคืนจะบินขึ้นนอนบนต้นไม้สูง คิดว่ามันจะปลอดภัย ไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป เพราะนอกจากหมาแล้ว งูเหลือมก็มาหาอาหารโอชะแถวนี้ด้วย

แม่ไก่ฟักไข่ออกลูกมาอีกครอก ก็โดนหมาเข้ามากัดคาบแม่ไก่ ที่ไม่ยอมหนีเพื่อปกป้องลูกไก่ 

ชีวิตในธรรมชาติ ผู้อ่อนแอย่อมพ่ายแพ้ผู้แข็งแรงเสมอ 

บางครั้งมนุษย์อย่างเราก็ทนดูไม่ได้ ต้องกลายเป็นตัวช่วยให้ผู้อ่อนแอ ในที่สุดเลยตัดสินใจสร้างบ้านไก่ หลังจากไปดูแบบบ้านไก่จากเพื่อนบ้านเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์

บ้านไก่มีรั้วแข็งแรง หมาขุดดินมุดไม่ได้ ตาข่ายรั้วเล็กเกินกว่าที่งูจะรอดเข้ามา และพื้นขนาดพอเหมาะให้ไก่อยู่อย่างปลอดภัยและไม่แออัด

หวังว่าไก่แจ้ผสมไก่ป่าเหล่านี้จะมีอายุยืนไปตามธรรมชาติเกือบ 10 ปี ขณะที่ไก่พันธุ์เนื้อทั่วไปมีอายุสั้นไม่ถึงเดือน

แต่หากพวกเขาปีกกล้าขาแข็ง ชอบบินข้ามรั้วไปหากินนอกรั้ว เคราะห์ร้ายอาจไปเผชิญผู้ล่าอีกครั้ง

 ก็แล้วแต่ยถากรรมนะ มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราคงช่วยได้แค่นี้

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load