“ฟ้ายิ่งมืด ดาวยิ่งกระจ่าง”

เราจะนึกถึงคำพูดนี้ทุกครั้ง เมื่อคิดอยากไปดูดาว

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูดาว แม้ว่าจะไม่ได้มีความรู้ ความเข้าใจอะไรมากมาย

ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือค้างแรมบนยอดดอย พอตกกลางคืนมักจะชอบออกมานอนดูดาว หาหมู่ดาวกลางท้องฟ้า

ดาวโปรดในซีกโลกเหนือของบ้านเรา เห็นจะไม่พ้นกลุ่มดาวนายพราน หรือ Orion มีดาวฤกษ์หลายดวง แต่มีดาวใหญ่ 4 ดวงวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนท้องฟ้า ตรงกลางมีดาว 3 ดวงเรียงกัน เรียกว่า เข็มขัดนายพราน และบริเวณนั้นมีเนบิวลาชื่อดังคือ เนบิวลานายพราน หรือเนบิวลาโอไรออน

ใกล้ๆ กันมีกลุ่มดาววัว กลุ่มดาวคนคู่ กลุ่มดาวลูกไก่ กลุ่มดาวสุนัขเล็ก สุนัขใหญ่ 

ผมชอบคืนเดือนมืดมาก โดยเฉพาะในคืนฟ้าใส ปราศจากเมฆหมอก ไม่มีแสงรบกวนจากจันทรา 

ยิ่งแสงพระจันทร์น้อยเท่าใด ฟ้ายิ่งมืด ยิ่งเห็นดาวพราวฟ้าระยิบระยับ

นอนดูดาวกลางป่า เห็นความเวิ้งว้างของผืนฟ้า สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล มนุษย์ช่างตัวกระจิริดเหลือเกิน แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถอยู่บ้าน นอนดูดาวได้ชัดเจนในเมือง เพราะแสงรบกวนจากแสงไฟยามค่ำคืนที่ฟุ้งขึ้นมาในอากาศ

แสงเหล่านี้เรียกว่า มลภาวะทางแสง คือแสงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ในยามค่ำคืน แสงที่สว่างจ้าเกินไป จนฟุ้งออกมาจากหลอดไฟตามท้องถนน ไฟจากป้ายโฆษณา และหลอดไฟตามอาคารบ้านเรือน แสงที่สว่างจ้าโดยไม่จำเป็นจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

อันที่จริง เราไม่เคยสังเกตว่าหลอดไฟที่เปิดยามค่ำคืนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้สิ้นเปลืองการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น อย่างเช่นเวลาเดินตามถนน เราอยากได้แค่ไฟที่ส่องลงมาบนถนนเพื่อให้เห็นทาง แต่หลอดไฟตามท้องถนนจำนวนมากถูกออกแบบให้สว่างทุกทิศ ฟุ้งขึ้นสู่อากาศโดยไม่จำเป็น

เราจะรู้สึกตื่นเต้น โรแมนติก และมีความสุขเพียงใด หากอยู่ในกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วเห็นทางช้างเผือกพาดเป็นหมอกจางๆ อยู่กลางท้องฟ้า

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น

คืนหนึ่งในปี 1994 เมืองลอสแอนเจลิส เวลาประมาณตี 4 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขนาด 6.7 แมกนิจูด ทำให้ไฟฟ้าดับทั้งเมือง ไม่มีไฟตามท้องถนนหรืออาคารบ้านเรือนเป็นเวลานาน พอหลายคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พวกเขาเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต คือดาวระยิบระยับและทางช้างเผือกพาดกลางท้องฟ้า มันงดงามมาก 

ทำให้บางคนตื่นตกใจ ถึงกับโทรไปแจ้งความที่สายด่วน 911 ของตำรวจ บอกว่า “มีเมฆสีเงินประหลาดขนาดยักษ์ลอยเหนือท้องฟ้า มันน่ากลัวมาก” ชาวเมืองลอสแอนเจลิสจำนวนมากไม่เคยเห็นทางช้างเผือกมาก่อน และพากันตื่นเต้นที่เห็นว่าท้องฟ้างดงามเพียงใดยามมืดมิด

ทุกวันนี้การดูดาวเป็นที่นิยมของคนทั่วโลก และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดแนวคิดในการรณรงค์ให้มีเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า (Dark Sky Reserves) ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก 

มีสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ในความฝันว่าจะเดินทางไปดูดาวให้ได้ บนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ ได้รับการประกาศจากสมาคมพิทักษ์ความมืดแห่งท้องฟ้าสากล (International Dark-Sky Association) ให้เป็น ‘เมืองดาว’ หรือ ‘เขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า’ และเป็นหนึ่งในสถานที่ดูดาวที่ดีที่สุดในโลก เพราะยามค่ำคืนมีท้องฟ้าที่มืดสนิท ไม่มี ‘มลภาวะทางแสง’ บริเวณแห่งนี้ใช้อุปกรณ์ควบคุมแสงนอกอาคารไม่ให้ฟุ้งกระจายมาร่วม 40 ปีแล้ว และผลของการควบคุมแสง นอกจากทำให้เป็นพื้นที่ปลอดมลภาวะทางแสงแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานด้วย

สมาคมแห่งนี้เชื่อว่า “ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดาวเป็นมรดกพื้นฐานของมนุษยชาติ และการปกป้องท้องฟ้าที่มืดมิดเป็นเรื่องจำเป็นในการสร้างความมั่นใจว่า คนในรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไปจะมีโอกาสได้มองเห็นดวงดาว”

เขตอนุรักษ์ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ Aoraki / Mount Cook รวมถึงลุ่มน้ำ Mackenzie มีชื่อว่า ‘เขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้าอาโอรากิแมคเกนซี’ (Aoraki Mackenzie International Dark Sky Reserve) พื้นที่ประมาณ 4,144 ตารางกิโลเมตร กลางเดือนเมษายน ผมมีโอกาสมาเยือนดินแดนแห่งนี้ จากเมือง Christchurch เราเช่ารถขับผ่านภูเขา Mount Cook มุ่งหน้ามาสู่ทะเลสาบ Tekapo หมุดหมายสำคัญของบรรดานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก บริเวณเชิงเทือกเขา Southern Alps ส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำ Mackenzie 

เบื้องหน้าที่เห็นคือทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ใสราวกระจก สะท้อนเงาของขุนเขาที่อยู่ไกลออกไป บนยอดเขาเห็นสีขาวของหิมะและธารน้ำแข็งที่ละลายออกมาเป็นน้ำเย็นหล่อเลี้ยงทะเลสาบด้านล่าง ขนาบด้วยสีเขียวสดของป่าสนขึ้นเรียงรายอยู่เต็มสองฟากฝั่งทะเลสาบ

เป็นภาพงดงามราวดินแดนแห่งความฝัน นิ่ง สงบ แสง สี ถูกจัดวางอย่างลงตัว จนแทบไม่อยากเดินจากไป 

ธรรมชาติสามารถสะกดเราให้ตรึงอยู่กับที่ได้จริงๆ

เราเดินไปเยี่ยมชมโบสถ์เล็กๆ ติดทะเลสาบ แต่เป็นเสมือนแลนด์มาร์กของที่นี่ เรียกกันว่า The Church of the Good Shepherd เป็นโบสถ์แห่งแรกในลุ่มน้ำ Mackenzie และกลายเป็นภาพโปสการ์ดมีชื่อเสียงที่สุดภาพหนึ่งที่เป็นตัวแทนความเป็นนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะภาพถ่ายโบสถ์ที่เห็นทางช้างเผือกขึ้นอยู่เบื้องหลัง

ทะเลสาบ Tekapo มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และเป็นส่วนหนึ่งของเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า จึงเป็นสวรรค์สำหรับนักดูดาวจากทั่วโลกและคนไทยกลุ่มนี้ ผู้ตั้งใจมาปักหลักไม่ไกลจากทะเลสาบ เพื่อมาดูดาวในพื้นที่ที่ฟ้ามืดสนิทมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เช่นเดียวกับชนเผ่าเมารี ชนเผ่าพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ ผู้เรียนรู้การดูดาวเพื่อการเดินเรือในท้องทะเล พวกเขายังมีนิทานและเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับดวงดาว จนกลายเป็นวัฒนธรรมขึ้นมา ไม่ต่างจากชนพื้นเมืองอื่นทั่วโลก

คืนนั้นเราค้างแรมในบ้านเจ้าของฟาร์มเลี้ยงแกะกลางทุ่งหญ้าขนาดหลายร้อยเอเคอร์ ล้อมรอบด้วยป่าสน หลังจากช่วยกันทำอาหารมื้อค่ำ เราออกมาตั้งกล้องถ่ายภาพ เล็งไปยังทิศที่ทางช้างเผือกจะขึ้นจากขอบฟ้า ต้องยอมรับว่าเราอาจจะชินกับการจำแนกดาวในเมืองไทยที่อยู่ทางซีกโลกเหนือ แต่พอมาดูดาวทางซีกโลกใต้แล้ว กลายเป็นมือใหม่หัดขับกันหมด จนต้องอาศัยแอปดูดาวช่วยนำทาง

พอฟ้ามืด ความหนาวเย็นระดับต่ำกว่า 3 – 4 องศาเซลเซียสมาเยือนทันที ค่ำนี้ท้องฟ้าไม่ได้มืดสนิท มีแสงสลัวจากดวงจันทร์ข้างขึ้น แต่ก็ยังนับว่าโชคดี ไม่มีก้อนเมฆมาบดบัง เมื่อหลายปีก่อนเพื่อนนักดูดาวคนหนึ่งตั้งใจมาดูดาวที่นี่ แต่เมฆเต็มท้องฟ้าจนมองไม่เห็นอะไร ประมาณ 4 ทุ่ม ทางช้างเผือกก็ปรากฏอยู่ขอบฟ้า ลักษณะเหมือนกลุ่มเมฆจางๆ และดาวระยิบระยับ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พอยิ่งดึก ทางช้างเผือกค่อยๆ เคลื่อนมากลางฟ้า ขณะที่พระจันทร์ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลง ทำให้ฟ้ายิ่งมืด ทางช้างเผือกยิ่งกระจ่าง

เป็นทางช้างเผือกอันงดงามที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมาในชีวิต

ทางช้างเผือกเป็นกาแลกซีหนึ่งประกอบด้วยดาวฤกษ์ประมาณแสนล้านดวง และจักรวาลนี้ประกอบด้วยกาแลกซีมากกว่าแสนล้านกาแลกซี 

เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของโลก และตัวเรา ดูช่างกระจิริดจนไม่รู้จะเปรียบกับอะไร

แต่ทำไมตัวตนของสิ่งมีชีวิตบางคนช่างใหญ่คับฟ้า

การออกมาดูดาวระยิบระยับกลางผืนฟ้าในยามมืดมิด สงบ เงียบ อาจจะทำให้หลายคนคิดได้ว่า 

ยิ่งดูดาว ตัวตนยิ่งเล็กลง

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

คุณเคยไปเที่ยวอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ไหมครับ

แก่งคอยในสายตาของคนส่วนใหญ่น่าจะเป็นแค่ทางผ่าน เพื่อท่องเที่ยวไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพราะเวลาพูดถึงแก่งคอย จะนึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ มีแต่เขม่าควันจากโรงปูนซีเมนต์ โรงงานอุตสาหกรรมหลายสิบแห่ง หากไม่มีธุระ ก็ไม่อยากเข้าไปแวะเวียน

แต่อันที่จริง แก่งคอยในอดีตคือสถานที่มีอากาศบริสุทธิ์สดชื่น ใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุด จนทำให้คนเมืองกรุงหลายคนนิยมมาสร้างบ้านพักตากอากาศไว้เป็นที่พักผ่อนของครอบครัว

บริเวณนี้มีแก่งมากมาย และชื่อ ‘แก่งคอย’ ก็มีที่มาจากการที่คนสมัยก่อนต้องมาคอยเรือ เพื่อเดินทางทวนน้ำขึ้นไปเมืองโคราชหรือเมืองเพชรบูรณ์ตามแก่งเหล่านี้ จึงเรียกว่า แก่งคอย มีธรรมชาติงดงามด้วยป่าใหญ่ ภูเขาหินปูน และแม่น้ำป่าสัก

บรรยากาศงดงาม ถึงขนาด แอ๊ด คาราบาว ได้แต่งเพลง ‘แร้งคอย’ บรรยายสภาพของแก่งคอยว่า

“ณ ที่สายฝนกระทบหน้าผา

แว่วสกุณาบินมาร้องเพลง

ขับกล่อมกันเองชีวิตพงไพร

ใครเล่าเข้าใจชีวิตบรรเลง

ช่างเหมือนสายน้ำทอดยาวสุดตา

เหมือนทิวเทือกผาท้าทายแดดลม

นุ่งห่มผืนฟ้าทุ่งนาแก่งคอย

หัวใจพี่คอยน้องอยู่ที่แก่ง…”

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด
ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อหลายสิบปีก่อน รัฐบาลได้ประกาศให้แก่งคอยเป็นแหล่งผลิตปูนซีเมนต์ของประเทศ ด้วยเล็งเห็นแหล่งทรัพยากรสำคัญในพื้นที่คือภูเขาหินปูนที่มีอยู่มากมาย จากนั้นเป็นต้นมา แก่งคอยก็ได้กลายเป็นเมืองหลวงของปูนซีเมนต์ มีการผลิตปูนมากที่สุดในประเทศ ผลิตปูนไปได้อีกร่วมร้อยปีกว่าจะระเบิดภูเขาหมด

ภูเขาหินปูนที่บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งได้สัมปทานไปถูกระเบิดไปลูกแล้วลูกเล่า เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นปูนซีเมนต์ปีละมากกว่า 30 ล้านตัน ทำให้ประเทศไทยมีกำลังการผลิตสูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม จากความต้องการใช้ปูนซีเมนต์เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้าง จึงถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจในประเทศ

เท่านั้นยังไม่พอ แก่งคอยยังได้รับเกียรติจากรัฐบาลให้เป็นแหล่งรองรับการลงทุนจากต่างชาติ ส่งผลให้ทุกวันนี้แก่งคอยมีโรงงานอุตสาหกรรมเกือบ 200 แห่ง แห่ง อาทิ โรงงานปิโตรเคมี โรงงานฆ่าชำแหละสัตว์ปีก โรงงานผลิตน้ำเชื่อม โรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์ โรงงานผลิตเส้นด้ายไหม โรงงานผลิตสารเคมี โรงงานใยไม้อัด โรงงานผลิตแอลกอฮอล์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ฯลฯ

และของแถมจากการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่ว่า คือมลภาวะอากาศที่เลวร้ายสุดขีด แก่งคอยซึ่งเคยได้ชื่อว่ามีอากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ กลายเป็นดินแดนแห่งมลพิษสารพัด จากฝุ่นผงจากการระเบิดเขาหินปูน เขม่าควันพิษจากโรงงานและโรงไฟฟ้าถ่านหิน มลภาวะทางน้ำจากน้ำเสียที่โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ปล่อยออกมา ยังไม่รวมกลิ่นเหม็นจากบ่อฝังกลบขยะ ฯลฯ จนทำให้ชาวแก่งคอยมีคนเป็นโรคทางเดินหายใจสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

ทุกวันนี้ภูเขาหินปูนเกือบทั้งหมดในอำเภอแก่งคอย แทบจะเรียกว่าถูกจับจองหรือได้สัมปทานจากโรงงานปูนซีเมนต์ รอวันเวลาที่จะถูกระเบิดให้เป็นผงปูน แต่ไม่น่าเชื่อว่า มีภูเขาหินปูนกลุ่มหนึ่งรอดพ้นจากสัมปทานได้สำเร็จ ชื่อว่าเขาพระพุทธบาทน้อย-เขาขมิ้น

วันที่ฝนตกพรำ ๆ กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้เขียนเห็นภูเขาหินปูนลูกนี้แต่ไกล เป็นทิวเขายาวกลางหมอกราวกับภาพฝัน

เรามีนัดกับชาวบ้านชุมชนเขาพระพุทธบาทน้อย เพื่อปีนขึ้นยอดภูเขาหินปูนลูกนี้

ระบบนิเวศเขาหินปูนมีลักษณะเฉพาะตัวสูงมาก สิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่พบเจอบริเวณนั้น หลายชนิดอาจมีแห่งเดียวในโลก น่าเสียดายว่ามีการระเบิดเขาหินปูนไปมากมาย จนแทบจะไม่เคยมีการศึกษาอย่างจริงจังเลย

จากการศึกษาพบว่าภูเขาหินปูนมีเพียงร้อยละ 5 ของพื้นที่ภูเขาในประเทศ แต่พบสัตว์และพืชถิ่นเดียว (Endemic Species) ต่อพื้นที่สูงมาก และร้อยละ 25 ของระบบนิเวศเขาหินปูนอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ป่า ที่เหลือร้อยละ 75 อยู่นอกเขตอนุรักษ์ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกทำลายเป็นอย่างมาก

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

ที่เขาพระพุทธบาทน้อย เดินขึ้นไปไม่นาน เราได้ยินเสียงและเห็นนกจู๋เต้นเขาหินปูนสระบุรี นกประจำถิ่นที่ทั่วโลกพบเฉพาะในจังหวัดสระบุรีเท่านั้น เป็นนกที่หากินตามพุ่มไม้ ก้อนหิน บินไม่สูง กำลังบินหากินหนอนและแมลง สำหรับหลายคน นกจู๋เต้นฯ อาจมีรูปร่างสีสันไม่สวยงาม สำหรับเราแล้ว ตื่นเต้นมาก เพราะมันเป็นนกที่พบที่เดียวในโลกบริเวณเขาหินปูนแถบนี้เท่านั้น แต่ประชากรลดลงจากการที่ถิ่นอาศัยถูกทำลาย เนื่องจากยังคงมีการสัมปทานระเบิดเขาหินปูนเพื่อผลิตปูนซีเมนต์ เป็นเหตุให้นกที่มีการกระจายพันธุ์แคบ จัดเป็นชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ยิ่งเดินสูงขึ้นไป ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น นอกจากความลื่น ความชันแล้ว ความคมของหินปูนทำให้ต้องมีสติในการปีนป่ายไปทุกฝีก้าว แต่ก็คุ้มค่ากับสิ่งที่รอคอย เมื่อเดินถึงยอดเขาหินปูน ต้นปรงยักษ์ Cycad พืชดึกดำบรรพ์อายุรุ่นเดียวกับไดโนเสาร์เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

เราอาจจะเคยเห็นต้นปรงมาหลายครั้ง มีลำต้นคล้ายมะพร้าวแคระ แต่ใบคล้ายปาล์ม เป็นพืชที่เจริญเติบโตช้ามาก แต่ไม่เคยเห็นต้นปรงขนาดใหญ่ 2 คนโอบมาก่อน ความสูงเกิน 5 เมตร คงมีอายุยาวนานกว่า 300 ปี น่าจะเป็นปรงที่เก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งในประเทศ

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

บริเวณนี้มีต้นปรงมากมาย และยังมีต้นจันผา จันแดง ต้นชาฤาษี พืชเฉพาะถิ่นออกดอกบานสะพรั่งที่หายากมาก ๆ แต่ปรงยักษ์ต้นนี้หลุดพ้นจากการถูกทำลาย ไม่ว่าจากการสัมปทานเขาหินปูน หรือพวกลักลอบตัดต้นปรงไปขาย ขณะที่ทุกวันนี้ปรงในป่าธรรมชาติของไทยกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก จากขบวนการลักลอบขุดต้นปรงป่าออกมาจำหน่ายเป็นไม้ประดับ โดยพ่อค้าและนายทุนให้ราคาแพง เป็นแรงดึงดูดใจชาวบ้านให้เข้าไปลักลอบขุดออกมาขายมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนประชากรปรงในพื้นที่ป่าธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ภายหลังจึงถูกจัดให้เป็นพืชอนุรักษ์ในบัญชีไซเตส (CITES)

ต้นปรงยักษ์ ต้นไม้หายากบนภูเขานี้ยังอยู่รอดปลอดภัย ไม่ใช่จากโชคช่วยใด ๆ แต่มาจากความต้องการของชาวบ้านเขาพระพุทธบาทน้อยที่รวมตัวป้องกันภูเขาหินปูนและป่าบริเวณนั้นร่วม 6,000 ไร่ มาเป็นเวลา 30 กว่าปี

บนยอดเขาหินปูนนี้ มองออกไปรอบ ๆ ดูคล้ายเกาะขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยชุมชนเขาพระพุทธบาท พวกชาวบ้านคอยปกป้องภูเขาแห่งนี้ ต่างไปจากเขาหินปูนลูกอื่น ๆ ในแก่งคอยที่ถูกระเบิดหายไปทีละลูก ๆ ทั้งหมด

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาในอดีต โรงงานหลายแห่งพยายามที่จะเข้ามาทำสัมปทานเหมืองหินปูนในบริเวณนี้ ด้วยการให้ค่าตอบแทนหลายสิบล้านบาทกับผู้นำชุมชน แต่กำนันและผู้นำชุมชนหลายรุ่นไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ ไม่อยากให้สภาพชุมชนต้องประสบเคราะห์กรรมเหมือนชุมชนอื่นในแก่งคอย จากมลภาวะต่าง ๆ และพวกเขายังร่วมแรงร่วมใจกันจัดตั้งป่าชุมชนเขาพระพุทธบาทน้อย-เขาขมิ้น ขึ้นมา จัดเวรยามดูแลภูเขา เพื่อตั้งรับกับนายทุนที่ทำท่าว่าจะไม่เลิกราจนถึงปัจจุบัน และรวมถึงบรรดาคนที่จะขึ้นมาลักลอบตัดต้นปรง ต้นจันแดง จันผา และพืชหายากชนิดอื่น ๆ ด้วย

คืนนั้น ชาวบ้านพาเราไปส่องไฟตามผนังถ้ำหินปูน ตามหาสัตว์ชนิดเดียวที่มีในโลกบริเวณสระบุรี หลังจากส่องไฟอยู่นาน ก็พบแล้ว คือ ตุ๊กกายถ้ำหางขาว (Saraburi Cave Gecko) สัตว์ถิ่นเดียวที่อาศัยอยู่ตามผนังถ้ำในเขาหินปูนบริเวณนี้ ตุ๊กกาย คนมักเข้าใจผิดว่าคือชนิดเดียวกับตุ๊กแก แต่ไม่ใช่

ตุ๊กกาย มีลักษณะสำคัญคือ มีนิ้วเท้าและเล็บแหลมยาว ไม่มีปุ่มดูด จึงยึดติดเกาะผนังไม่ได้เหมือนจิ้งจกและตุ๊กแก ใช้ได้เพียงแค่ปีนป่ายเหมือนกิ้งก่าเท่านั้น

ตุ๊กกายถ้ำหางขาว มีสีสันสวยงามและหางขาวสนิท ตัวเล็กกว่าตุ๊กแก แต่ดูเหมือนอนาคตค่อนข้างมืดมน เพราะบ้านของพวกเขากำลังถูกระเบิดเพื่อมาทำบ้านของมนุษย์

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

วันรุ่งขึ้น เราปีนขึ้นมาบนเขาขมิ้น ภูเขาหินปูนอีกลูกบริเวณนั้นเพื่อตามหาเลียงผา และได้พบร่องรอยขี้จำนวนมากของเลียงผา เป็นเครื่องยืนยันว่าบริเวณนี้มีสัตว์ป่าสงวนของไทยอาศัยอยู่หลายสิบตัว ขัดแย้งกับข้อมูลของทางการที่บอกว่า สระบุรีไม่มีเลียงผา สัตว์ป่าสงวนของไทย หรือแม้แต่รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA ของบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ระบุว่า จังหวัดสระบุรีสำรวจไม่พบเลียงผา ไม่พบพืชหายาก ไม่พบตุ๊กกายถ้ำหางขาว ไม่พบนกจู๋เต้นสระบุรี สิ่งมีชีวิตทั้งหมดนี้ มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

บนยอดเขาขมิ้นแห่งนี้ เห็นความงดงามของภูเขาหินปูนสีขาวขึ้นสลับกับสีเขียวของต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นภาพประทับใจ แต่อีกด้านหนึ่ง เราเห็นโรงงานโม่หินประชิดเข้ามา เสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นตลอด ไกลออกไป เห็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่เด่นชัดเจน เดินเครื่องพร้อมปลดปล่อยควันเขม่าออกมาเป็นระยะ

เครื่องจักรทำลายภูเขาหินปูนกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ยังมีความพยายามจากกลุ่มนายทุนหลายกลุ่มที่ปรารถนาจะครอบครองเป็นเจ้าของสัมปทานภูเขาหินปูนเหล่านี้ เพียงแต่รอคอยเวลา และโอกาสเท่านั้น

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load