ดร.แพรว-ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ คือทายาทรุ่นสามของมหาวิทยาลัยเอกชนอายุ 53 ปีอย่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งก่อตั้งใน พ.ศ. 2511 

เธอเรียนจบปริญญาตรีด้านเคมีและการจัดการ และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจาก Imperial College London ก่อนจะเดินทางข้ามครึ่งโลกไปเรียนปริญญาโทและเอก สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศที่ New South Wales University

การศึกษาเรียกได้ว่า ‘อยู่ในสายเลือด’ เธอไม่มีความคิดจะไปทำงานอื่น นอกจากกลับมาสอนที่มหาวิทยาลัยของครอบครัว เริ่มต้นด้วยการเป็นอาจารย์ประจำประมาณ ​4 – 5 ปี ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและรับตำแหน่งอธิการบดีในปัจจุบัน

ดร.แพรว คือคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ครั้งใหญ่เมื่อ 5 ปีก่อน เริ่มจากการปรับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย การปรับหลักสูตร โดยเพิ่มเรื่อง Soft Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ลดการบริหารที่อิงกับระบบราชการ นำหลักการ Lean Organization มาใช้ ลดขั้นตอนการทำงาน ปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสม ไปจนถึงการยกเลิกแนวคิดว่า ‘การได้ทำ = ความสำเร็จ’ เธอเชื่อว่าจะสำเร็จไม่สำเร็จต้องดูที่ผลลัพธ์

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ : แค่ได้ทำไม่ใช่ความสำเร็จ ต้องดูที่ผลลัพธ์

เธอทำงานกับคนหลากเจเนอเรชัน ตั้งแต่อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา รวมถึงบุคลากรและนักศึกษาหลายช่วงวัย ที่ต่างมีความเชื่อแตกต่างกัน มีความคิดแตกต่างกัน เธอพยายามบริหารองค์กรที่มีหลากหลายความคิดและหลากหลายความต่าง ให้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เคล็ดลับของนักบริหารคนนี้ คือการมองตัวเองเป็น ‘สมุดเปล่า’ และพยายามรับฟังให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้

อีกหนึ่งบทบาท เธอเป็นประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ เพราะอยากสร้างพื้นฐานให้กับเด็กโดยเชื่อเรื่อง Lifelong Learning ว่าเป็นเรื่องสำคัญของคนเราทุกคน

The Cloud มีนัดกับเธอเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางบริหารองค์กรที่ไม่ใช่ธุรกิจทั่วไป แต่เป็นสถาบันการศึกษาที่มีจิตวิญญาณในการเป็น ‘ผู้ให้’ การศึกษาไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มในอนาคตที่มีความหวัง ซึ่งเธอบอกว่า

“ถ้าไม่มีหวังคงปิดโรงเรียน ปิดมหาวิทยาลัย ไปทำอาชีพอื่นแล้ว”

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ : แค่ได้ทำไม่ใช่ความสำเร็จ ต้องดูที่ผลลัพธ์

ทำไมถึงสนใจทำงานในวงการการศึกษา

ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยาย เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว คุณพ่อเป็นนักการเมือง แต่เป็นนักการเมืองสายวิชาการ สอนหนังสือระดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา พร้อมกับเป็นนักการเมืองควบคู่ไปด้วย 

ฝั่งคุณตาก็สนใจเรื่องการศึกษามาก โดยท่านเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน ตอนนั้นรัฐบาลเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้คนไทย เราเป็นมหาวิทยาลัยแรกๆ พอมีเชื้ออยู่ในครอบครัว แล้วเราอยู่บ้านเดียวกับคุณตาและคุณพ่อ ก็ได้ซึมซับเรื่องนี้บนโต๊ะอาหาร

ถ้าไม่ได้เป็นอาจารย์ ดร.แพรว น่าจะเป็นอะไร

มันเหมือนเราถูกโปรแกรมไว้ในหัวว่า เรียนจบต้องเข้ามาช่วยที่บ้าน ตอนกลับมาเลยไม่ได้คาดหวังว่าจะทำงานที่ไหนระยะยาว สามสิบกว่าปีที่แล้วตอนเรียนปริญญาตรีจบ ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งไม่นาน เป็นยุคที่ไฟแนนซ์กำลังบูม GDP เมืองไทยโตสิบกว่าเปอร์เซ็นต์มาตลอด ฝากเงินที่ไหนดอกเบี้ยก็สูง เราเห็นคนอื่นเขาทำงานสถาบันการเงินเลยสนใจ ได้เข้าทำงานกับสถาบันการเงินประมาณสองปีก่อนไปเรียนต่อปริญญาโท

เราได้เห็นประเทศจากยุคที่บูมที่สุด คนเรียกว่าเป็นเสือตัวที่ห้าของอาเซียน แล้วก็ล้มไปต่อหน้าต่อตาเลย นั่นเป็นประสบการณ์เดียวที่ได้ออกมาทำงานข้างนอก หลังจากนั้นก็กลับเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยของที่บ้าน

การทำงานจริงต่างจากที่เคยได้ยินบนโต๊ะอาหารมากแค่ไหน

เราอยู่ในครอบครัวที่เป็นนักการเมือง ช่วงสุดท้าย คุณพ่ออยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และพลังงาน ซึ่งปัจจุบันคือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เราจะได้ยินเสมอว่า สถาบันการศึกษามีความสำคัญยังไงกับการพัฒนาประเทศ เลยพอเห็นภาพว่า การบริหารสถาบันการศึกษาควรมีมุมมองอย่างไร บทบาทของสถาบันการศึกษาเป็นกลไกไหนในการพัฒนาประเทศ นี่เป็นภาพที่เราเข้าใจมาตั้งแต่เล็กๆ

เราเริ่มจากเข้ามาเป็นอาจารย์อยู่พักใหญ่ ไม่ได้ทำงานบริหารเลย อาจมีตามผู้บริหารเข้าประชุมสำคัญๆ หน้าที่หลักอยู่ในห้องเรียน สอนคณะบริหารธุรกิจอยู่สี่ถึงห้าปีเลย ก่อนจะหันมาจับงานด้านบริหารมากขึ้น

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ตอนเริ่มเข้ามาทำงานเป็นยังไง แล้วภาพในหัวที่อยากให้เห็นเป็นแบบไหน

ตอนกลับมาจากต่างประเทศ ความคิดความอ่านก็ยังห่างไกลจากระบบแบบไทยๆ มหาวิทยาลัยตอนนั้นมีความเป็นราชการ (Bureaucratic) สูงมาก ซึ่งเข้าใจได้ เพราะสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยเกิดจากภาครัฐ มหาวิทยาลัยยุคแรกๆ มีแต่มหาวิทยาลัยรัฐ พอให้เอกชนเข้ามาช่วยผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานช่วงที่เศรษฐกิจโตมาก ก็ใช้โมเดลการบริหารจัดการแบบเดียวกัน

มหาวิทยาลัยรัฐบาลเมื่อก่อนได้รับการสนับสนุนร้อยเปอร์เซ็นต์จากงบประมาณชาติ และใช้กลไกหลายๆ อย่างแบบภาครัฐ เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่มีการบริหารงานอิงแบบราชการ

ตอนเราเข้ามาทำงานที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็เห็นว่าขั้นตอนเยอะ ระบบบริหารงาน บริหารเงิน และบริหารคนอิงกับระบบราชการมาก ยังคิดในใจว่าถ้ามีโอกาสจัดการหรือทำให้ดีขึ้น มหาวิทยาลัยเราคงโตได้เร็วกว่านี้ ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา สถานการณ์และการดำเนินงานของสถาบันระดับอุดมศึกษาเปลี่ยนไปเยอะ จากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ว่าจะระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มขึ้นมาก การแข่งขันของสถาบันอุดมศึกษาในภาวะที่เด็กน้อยลง ความต้องการที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการคนที่เหมาะสมก็เปลี่ยนไป ถ้าเราบริหารจัดการในรูปแบบองค์กรเอกชนมากขึ้น ปรับตัวได้เร็วยิ่งขึ้น น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ : แค่ได้ทำไม่ใช่ความสำเร็จ ต้องดูที่ผลลัพธ์

สิ่งที่ ดร.แพรว เข้ามาเปลี่ยนคืออะไรบ้าง

เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการรื้อและปรับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย และการปรับหลักสูตรให้เป็น Outcome-based และเน้นหนักไปที่การพัฒนา Soft Skills ที่สำคัญสำหรับโลกอนาคต ตรงนี้ต้องปรับกระบวนการเรียนการสอน

นอกจากนี้ มีอีกสามเรื่องที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กัน อย่างแรก เปลี่ยนระบบข้างในให้ Lean มากขึ้น ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ การจัดการบุคลากร ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน สอง ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดให้โฟกัสกับผลลัพธ์ ไม่เน้นการ ‘ได้ทำ’ ความสำเร็จของงานคือผลงาน การประเมินผลงานก็ต้องมองที่ผลลัพธ์จริงๆ

ข้อสุดท้าย คือการปรับขนาดองค์กรให้มีขนาดที่เหมาะสม ในยุคที่การแข่งขันรุนแรงและความต้องการของผู้เรียนเปลี่ยนไป บางคณะหรือหน่วยงานต้องเพิ่มคน และบางหน่วยงานต้องปรับลดบุคลากร 

ทำยังไงให้ทุกคนในองค์กรเห็นภาพเดียวกัน

ตอนเข้าไปบริหาร เราประกาศเลยว่า “เรามีเป้าหมายอะไร เราจะทำอะไร และเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง” จำได้ว่าพูดเรื่องเป้าหมายและการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเราจะไปทางไหน โดยมองผลลัพธ์ของนักศึกษาเป็นหลัก 

ความยากอย่างหนึ่งคือ เราปรับหลักสูตรและกำหนดคุณลักษณะของนักศึกษาที่อาจารย์ผู้สอนทุกท่านต้องเข้าใจร่วมกัน และร่วมกันปั้นให้เด็กมีคุณลักษณะแบบที่เรากำหนด การร่วมกันสอนเพื่อให้ได้ Outcome ตามที่ต้องการ 

สมมติ เรามองปากกาแท่งนี้เป็นปากกาสีแดง เส้นคม หมึกลื่น อาจารย์ทุกคนไม่ว่าจะสอนวิชาอะไร บัญชี นิติศาสตร์ คุณก็ต้องมองตรงนี้ให้ออก ให้คล้ายกัน หมายความว่าเวลาคุณประเมินเขา คุณจะใช้ไม้บรรทัดเดียวกัน

เราจะไม่สอนเด็กตามรายวิชาที่อาจารย์สอน เราจะไม่เรียงวิชาเป็นขนมชั้นแบบเดิม แต่เราจะร่วมกันสอนในหลากหลายวิชา แต่จะประเมินผลลัพธ์เดียวกัน ดังนั้นอาจารย์ต้องมีไม้บรรทัดอันเดียวกันในการประเมินเด็กหนึ่งคน

ส่วนที่ถามว่าบุคลากรเข้าใจมากแค่ไหน ส่วนมากเข้าใจว่าทำไมเราต้องเดินทางนี้ สิบปีที่ผ่านมาการแข่งขันสูงมาก ถ้าไม่ทำอะไรเลย เราจะเป็นมหาวิทยาลัยแถวหน้าไม่ได้ เรื่องนี้ทุกคนเข้าใจและเห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง แต่พอถึงเวลาที่ต้องเข้าไปทำจริงๆ ก็พบความแตกต่างทางความคิด ถ้ามีคนไม่เห็นด้วย มักจะไม่เห็นด้วยในเรื่องของการ Implement จังหวะในการ Implement ถ้ามีคนเสียประโยชน์ก็มีการเรียกร้องเกิดขึ้น

เวลาเราทำงานกับอาจารย์ต้องระมัดระวังมาก เขาเป็นคนมีวิชาความรู้ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จะทำอะไรต้องค่อยๆ พูดคุยและสื่อสารให้มาก และจำไว้เสมอว่า เขาคือคนที่อยู่กับนักศึกษา ซึ่งเป็นลูกค้าของเรา 

การเปลี่ยนแปลงหนึ่งครั้งกระทบกับทุกคน เตรียมตัวหรือคำนึงถึงอะไรบ้างเพื่อให้แฟร์กับทุกฝ่าย หรือจริงๆ มันไม่มีทางแฟร์อยู่แล้ว

คำว่า ‘แฟร์กับทุกฝ่าย’ มันเป็นไปไม่ได้ ในการบริหารการเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าเราพยายามให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ความจริงก็คือ คนบางคนกระทบมาก คนบางคนกระทบน้อย ทีมผู้บริหารซึ่งประกอบไปด้วยรองอธิการบดีและคณบดีมีความสำคัญมาก เพราะเขาคือคนที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ท่านเหล่านี้ต้องเข้าใจเป้าหมายของการทำงานเป็นอย่างดี และต้องพยายามพูดคุยและสื่อสารกับทีมงานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ทีมผู้บริหาร Top Management นี่มีความสำคัญที่สุดและน่าเห็นใจที่สุด บางคนเจอเรื่องง่าย บางคนเจอเรื่องยาก เราต้องอยู่ตรงนั้นเพื่อปลดล็อกหรือยืดหยุ่นบางเรื่องให้เขา เพื่อให้เขาทำงานได้ 

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือการสื่อสาร มองกลับไป ยังคิดว่าทีมเราทำได้ไม่ค่อยดี การสื่อสารต้องลงไปถึงทุกระดับ ตั้งแต่ Middle Management ลงไป ความเข้าใจและการสื่อสารยังไม่ได้ดั่งใจ แต่เป็นเพราะเราเตรียมทีมสื่อสารไม่พอ นอกจากนั้นต้องอย่าลืมคิดถึงนักศึกษาด้วย หากทำอะไรที่มีผลกระทบกับเขา เราก็ต้องคำนึงถึงการสื่อสารให้เขาเข้าใจด้วย เพราะเขาเป็น Stakeholder ที่สำคัญของมหาวิทยาลัย 

ในบางองค์กร การปรับโครงสร้างองค์กรและการเปลี่ยนแปลงอาจไม่กระทบถึงลูกค้า แต่ของเรากระทบถึงนักศึกษาโดยตรง

ถ้ากลับไปแก้ไขได้ เราคงทำเรื่อง Communication มากขึ้น ข้อจำกัดตอนนั้นคือต้องสู้กับเวลา เราไม่มีเวลาในการปั้นทีมสื่อสารขนาดนั้น เราทำควบคู่กับการเปลี่ยนหลักสูตร เงื่อนไขของการเปลี่ยนหลักสูตรด้วย หลายๆ อย่างจึงต้องเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน แต่เราก็ผ่านมันมาได้ ดีใจที่เราได้ทำหลายๆ อย่างตอนนั้น ทำให้ตอนนี้เราเป็นองค์กรที่เข้มแข็งทีเดียว ภายใต้ภาวะวิกฤตมากมาย 

ปัญหาของการศึกษาระดับอุดมศึกษาในบ้านเราคืออะไร

ปัญหาที่เป็นกระดุมเม็ดแรกคือ การมีแผนแม่บท หรือ Education Master Plan ที่ไม่ชัดเจนและไม่ใช้มันอย่างจริงจัง ไม่มีหน่วยงานกลางคอยประเมินว่าเป็นไปตามแผนหรือเปล่า แผนการศึกษาเราไม่สามารถทำสามปี สี่ปี ห้าปีได้ มันเป็น Long-term Game ที่ต้องทำต่อเนื่องและไม่เห็นผลเร็ว พอไม่มีแผนแม่บทที่ดีและไม่ใช้มันอย่างจริงจัง ก็ตามมาด้วยปัญหาต่างๆ

หนึ่ง สถาบันการศึกษาไม่เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาของชาติ ไม่มีกลไกพอในการเชื่อมโยง พอไม่เชื่อมโยง อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยต้องการการผลักดันก็เกิด Mismatch ในเรื่องคนที่จบออกไปทำงาน ตรงกับความต้องการบ้าง ไม่ตรงบ้าง 

สอง ถ้าลองกลับไปดูรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาสิบกว่าปีที่ผ่านมา แล้วเอาจำนวนปีหารด้วยจำนวนคน คนหนึ่งนั่งเป็นรัฐมนตรีไม่ถึงปี พอรวมกับการไม่มีแผน ทำให้เราใช้นโยบายระยะสั้นในการบริหารการศึกษา ซึ่งหลายครั้งกำหนดด้วยปัจจัยทางการเมือง อันนี้ส่งผลต่อทุกระดับ พอนักเรียนเข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นข้อต่อสุดท้ายก่อนจะส่งต่อไปให้นายจ้าง ถ้านักเรียนพื้นฐานมาไม่ดี เราคงคาดหวังว่าจะสอนทุกอย่างภายในสี่ปีไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความมีวินัย การเป็นพลเมืองดี และความรู้หรือทักษะในด้านต่างๆ 

สาม Demand กับ Supply ไม่เหมาะสมกัน จำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยกับความต้องการในการเรียนมหาวิทยาลัยไม่ตรงกัน 

อีกอย่างหนึ่งคือ พอเราไม่มีแผนระยะยาวว่าอยากจะเห็นอุดมศึกษามีบทบาทอะไรที่ชัดเจน และใครมีหน้าที่ทำอะไร สิ่งที่เห็นคือทุกคนทำเหมือนๆ กัน มหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งเป็น Comprehensive University ไปเสียหมด และสุดท้ายที่อยากเสริมคือระบบและกลไกพัฒนามหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนแตกต่างกันมาก นำไปสู่ปัญหาการจัดการหลายๆ อย่าง

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ทายาทรุ่นสามและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กับแนวคิดบริหารสถาบันอุดมศึกษา และแนวโน้มการศึกษาไทยในอนาคต

Comprehensive University คืออะไร

คือมหาวิทยาลัยที่ทำทุกเรื่องและเน้นทุกอย่าง ตั้งแต่สาขาสังคมศาสตร์ไปถึงวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเรามีวิทยาลัยราชมงคลที่เก่งสาขาทางเทคนิคและปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยราชมงคล ซึ่งหลายแห่งมีแทบทุกสาขาวิชา หรือวิทยาลัยครูราชภัฏที่ปัจจุบันไม่ได้เน้นผลิตครู แต่เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีครบทุกสาขาวิชา ทุกมหาวิทยาลัยตอนหลังจึงมีลักษณะคล้ายกันหมด 

ปัจจุบันกระทรวงการอุดมศึกษาฯ มีนโยบายที่ดีที่พยายามให้ทุกมหาวิทยาลัยเน้นความเชี่ยวชาญของตัวเอง และประเมินแต่ละมหาวิทยาลัยด้วยตัวชี้วัดที่ต่างกัน แบบนี้จะทำให้ทุกคนเน้นพัฒนาตามความเชี่ยวชาญของตน และช่วยกันผลักดันการพัฒนาประเทศในแง่มุมที่ต่างกัน 

เมื่อระบบหลายอย่างไม่เอื้ออำนวย ในฐานะผู้บริหารมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยตอบโจทย์กับตลาด แล้วเดินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากต้องหมั่นรีวิวหลักสูตรให้เหมาะสมกับการปั้นนักศึกษาแล้ว เราต้องเลือกทีมอาจารย์ที่เหมาะสม มีส่วนผสมของอาจารย์ที่เป็นนักวิชาการ กับอาจารย์ที่มีประสบการณ์ตรงจากภาคอุตสาหกรรม เราต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมตลอดเวลา

กลไกที่สำคัญต้องมาจากภาครัฐ ต้องสร้างกลไกทำให้สถาบันการศึกษาจับมือกับภาคอุตสาหกรรมให้ได้ มิเช่นนั้น เราก็จะได้ยินเรื่องปัญหาเดิมๆ อย่าง ‘คุณสมบัติไม่ตรงตามต้องการ’ กลไกภาครัฐจึงสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย Tax Incentive หรืออื่นๆ ที่กระตุ้นให้ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำทำงานด้วยกัน โดยที่ไม่รู้สึกเป็นภาระ เป็นค่าใช้จ่ายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป มันจึงต้องร่วมมือกันทั้งสามฝ่าย ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมหรือนายจ้าง 

ที่ ดร.แพรว เล่าให้ฟังว่า ช่วงเข้ามาทำงานใหม่ๆ เศรษฐกิจบูมมาก ภาคอุตสาหกรรมต้องการแรงงานในตลาดมาก มาถึงวิกฤตวันนี้ ต่างไปมากแค่ไหน

ฟ้ากับดิน มันต่างกันเยอะมากทุกๆ มิติ ตอนนั้นเด็กตกงานน้อย จบออกไปมีงานทำหมด บริษัทใหญ่ๆ จ้างทั้งนั้น มาช่วงสิบปีหลัง เศรษฐกิจไทยไม่ได้โตอย่างเมื่อก่อน คนหางานทำยากขึ้น ยิ่งมาช่วงโควิด-19 ยิ่งไม่ต้องพูดถึง 

ในสถานการณ์แบบนี้ นักศึกษาที่จบออกไปช่วงนี้จะหางานทำยังไง จะทำยังไงให้อยู่ได้ เศรษฐกิจไม่ดี พ่อแม่ลำบาก ถึงยังไม่จบก็เรียนได้ไม่เต็มที่ การที่เด็กจะได้เรียนในมหาวิทยาลัยแบบเดิมก็ลำบาก เดี๋ยวเรียนในห้อง เดี๋ยวออนไลน์ เรามีนักศึกษาเป็นหมื่นคน วิกฤตโควิด-19 ทำให้เราต้องดูแลบุคลากรและนักศึกษามากกว่าปกติ มหาวิทยาลัยเป็นที่พึ่ง บางทีเป็นบ้านหลังที่สองของเขา ถ้าเขาป่วยเราก็ต้องพยายามดูแล ตอนนี้เรามี Home Isolation สำหรับนักศึกษาและบุคลากรของเรา หากเขาไม่มีที่อยู่แยกกับพี่น้องครอบครัว ก็มาอยู่กับเรา มันจึงไม่ใช่แค่ดูแลว่าเขาได้วิชาความรู้ครบถ้วนไหม แต่ต้องดูไปถึงความเป็นอยู่ จบไปงานจะมีทำไหม ถ้ายังไม่มี เราก็พยายามทุกทางให้เขาหางานได้ หรือทำงานพาร์ตไทม์ไปก่อน 

ถือเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเจอไหม

เพิ่งผ่านพ้นการทำ Change ในองค์กรไป ตอนนั้นก็นึกว่าหนักแล้วนะ ตอนนี้มาเจอโควิด-19 นี่หนักอึ้งเลยจริงๆ

ผู้บริหารองค์กรทั่วไปอาจดูแลคนแค่หนึ่งถึงสองเจเนอเรชัน แต่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยอย่างคุณต้องดูแลคนหลากหลายมากกว่านั้น รับมือกับความแตกต่างระหว่างวัยยังไง

พยายามยึดตัวตนเราให้น้อยหน่อย เวลาบริหารนักศึกษาก็เป็นแบบหนึ่ง บริหารอาจารย์ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง นักศึกษาตอนนี้ก็ไม่เหมือนเด็กเมื่อก่อน วิธีคิดก็ไม่เหมือนกัน บางทีเวลาเรียกร้องอะไร บางกลุ่มจะใช้วิธีการกฎหมู่ ถ้าดูข่าวจะเห็นเขาเรียกร้องรัฐบาล เรียกร้องเรื่องสถาบันกษัตริย์ หรือแม้กระทั่งเรื่องในมหาวิทยาลัย เขาก็ใช้กฎหมู่เหมือนกัน วัฒนธรรมเด็กสมัยนี้ต่างกันมากจากแต่ก่อน 

เราต้องพยายามเข้าใจเขา ยังไงก็แล้วแต่ เราอยากให้เขาจบไปมีอนาคตที่ดี ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เมื่อก่อนอาจารย์สอนๆๆๆ เน้นให้ความรู้ไปทำงานได้เท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้มันมีมิติทางสังคม มิติของความคิดทางการเมืองของเขาที่เราต้องคอยดูแล มันไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ส่วนการบริหารบุคลากรและการทำงานกับอาจารย์ก็เป็นอีกแบบ เขาเป็นผู้มีคุณวุฒิ มีความเชี่ยวชาญ และมีความรู้ลึกซึ้ง ในสาขาของเขา ทุกคนมีความเชื่อมั่นสูง ทุกคนมีตัวตนที่แตกต่างกัน เราในฐานะผู้บริหารสถาบันการศึกษาจะไม่วางตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว เราสวมรองเท้าคนละคู่ สวมหมวกคนละใบ และเคารพเขาในจุดนั้น โดยเรามีเป้าหมายเดียวกันคือ จะทำยังไงให้นักศึกษาที่ออกไปตอบโจทย์ประเทศชาติให้ได้ นี่คือสิ่งที่เราคุยกันตลอด เราเป็นเหมือน Conductor ที่เล่นเครื่องดนตรีไม่เก่งเท่าใครในวง แต่เราต้องให้ทุกคนเล่นเครื่องดนตรีของตัวเอง และเพลงออกมาเพราะที่สุด 

การทำงานในมหาวิทยาลัย หัวเราต้องเปิดมากๆ ต้องทำงานกับคนจากหลายคณะที่คิดไม่เหมือนกันเลย คิดไม่เหมือนกันไม่เท่าไหร่ เชื่อไม่เหมือนกันด้วย แล้วยังต่างวัยอีก เราต้องเข้าไปเป็นสมุดเปล่า ในทุกครั้งที่ประชุมจะพยายามฟังให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ 

ทายาทรุ่นสามและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กับแนวคิดบริหารสถาบันอุดมศึกษา และแนวโน้มการศึกษาไทยในอนาคต

สมัยก่อนคนเก่งรอบด้านจะได้เปรียบมากกว่า มาวันนี้หลายๆ คนพยายามเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปเลย ในมุมมองของคุณหลังจากวิกฤตนี้ ทิศทางจะไปทางไหน

การที่เราทำได้หลายอย่างเป็นเรื่องดีนะ ไม่ใช่ไม่ดี เราเก่งทุกอย่างก็ดี แต่เราน่าจะต้องรู้ว่าจะโฟกัสอะไร ยิ่งในยุคที่การแข่งขันรุนแรงมากในทุกๆ อาชีพ เราต้องมีจุดเด่นของเรา การที่เรารู้ว่าเราชอบอะไร จุดเด่นของเราคืออะไร และจุดขายของเราอยู่ตรงไหน จะทำให้เรามุ่งเป้าไปตรงนั้นได้ 

สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ Mindset และ Soft Skills ที่เด็กๆ ในยุคนี้ต้องฝึกฝน ในอนาคตที่ไม่มีความแน่นอน ไม่รู้ว่าอาชีพการงานต่างๆ จะเปลี่ยนไปยังไง ในอนาคตที่เราต้องทำงานร่วมกับ AI และ Technology ต่างๆ ทักษะที่สำคัญที่เราต้องมีคือความเข้าใจเทคโนโลยี ความเป็นมนุษย์ที่สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ความสามารถในการสื่อสาร และทำงานร่วมกันเป็นทีมมีความสำคัญมาก

มหาวิทยาลัยมีส่วนช่วยยังไงบ้าง

หลักสูตรของมหาวิทยาลัยกำหนด Outcome ของนักศึกษาไว้หกด้าน คือ หนึ่ง ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ สอง ทักษะการทำงานเป็นทีม สาม ทักษะการสื่อสาร สี่ ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหา ห้า ทักษะด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ และหก ทักษะทางเทคโนโลยี ไม่ว่าอยู่คณะหรือสาขาไหน ต้องมีหกดีเอ็นเอนี้ ในหลักสูตรตลอดสี่ปีต้องถูกพัฒนาและประเมินดีเอ็นเอทั้งหกด้านในทุกๆ ชั้นปี โดยการพัฒนาดีเอ็นเอนี้จะผ่านกระบวนการหลายอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานกลุ่ม และแก้ปัญหาจริงจากภาคอุตสาหกรรม

เราสอนเด็กให้ลงมือทำ เขาต้องสร้างอะไรบางอย่างที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่ากับตัวเอง กับสินค้า กับครอบครัว กับงานที่เคยทำมา หลักสูตรเราเน้นให้เขาลงมือปฏิบัติ ให้เห็นปัญหาหน้างาน และเป็น Project-based เสียส่วนใหญ่ มันเปิดโอกาสให้เขาค้นหาตัวเอง หาคมของตัวเอง เขาจะเลือกโจทย์แบบไหนก็ได้ เลือกวิธีแก้ปัญหาแบบไหนก็ได้

หมวกอีกใบของคุณคือผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันฯ มันเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

ที่โรงเรียนนานาชาติเราเป็นประธานบอร์ด มีครูใหญ่บริหารงาน เราจึงไม่ได้ดูแลเรื่องการดำเนินงานรายวันเหมือนที่มหาวิทยาลัย ภาพใหญ่ของการบริหารจัดการคล้ายๆ กัน เรามองที่ผลลัพธ์ของเด็กเป็นที่ตั้ง นโยบายในการพัฒนาครู หรือการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ก็มีคอนเซ็ปต์คล้ายกันมาก คือทำยังไงเด็กจะได้ดีที่สุดเท่าที่เขาเป็นได้

แต่สองเรื่องหลักๆ ที่ต่างกันคือ หนึ่ง เรื่องระดับการศึกษาที่ต่างกัน หลักคิดของการพัฒนาเด็กแต่ละช่วงวัยก็แตกต่าง สอง โรงเรียนนานาชาติมีค่าเรียนที่แพงที่สุดแล้วเทียบกับโรงเรียนอื่นๆ ในประเทศ แต่ในมหาวิทยาลัย ผู้เรียนมาจากครอบครัวที่ฐานะปานกลางหรือบางคนต้องกู้เรียน กลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน บุคลากรมีพื้นฐาน ทัศนคติ และวัฒนธรรมที่ต่างกัน

หลักสำคัญที่ ดร.แพรว ยึดถือในการพัฒนาเด็กระดับชั้นโรงเรียนคืออะไร

เราต้องฝึกให้เด็กเป็น Independent Learner หรือเป็นเด็กที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด การเป็นคนที่เรียนรู้ด้วยตัวเองได้ จะเป็นพื้นฐานที่ดีในการเรียนระดับที่สูงขึ้นไปและการทำงานในอนาคต และสุดท้ายเขาจะกลายเป็น Lifelong Learner เราต้องหล่อหลอมเขาในทุกช่วงวัย ให้เขารู้จักการไปหาข้อมูลที่ถูกต้อง แยกแยะให้ได้ รู้จักคิดวิเคราะห์ แล้วในระยะยาว เขาจะ Reskill และ Upskill ตัวเองได้สบายมาก นอกจากนี้ การพัฒนา Soft Skills ต่างๆ เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ มีความสำคัญมากไม่ว่าจะในระดับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เพราะมันจะติดตัวตลอดไป

แต่ที่สำคัญที่สุด คือเด็กต้องรู้จักและเข้าใจตัวเอง อยู่อย่างไรให้มีความสุขและมีความพอดี

อุปสรรคของการบริหารโรงเรียนในช่วงนี้คืออะไร

การบริหารโรงเรียนช่วงโควิด-19 มีอุปสรรคมากกว่าการบริหารมหาวิทยาลัยเยอะ เด็กยิ่งเล็ก ยิ่งเรียนออนไลน์ไม่ได้ผล ยิ่งถ้าเด็กเล็กมากๆ เขาเรียนรู้ด้วยการสัมผัส เรียนรู้ด้วยการเลียนแบบ พอเป็นออนไลน์ก็ลำบาก สิ่งที่เราต้องสนับสนุนพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กเล็กจึงมากกว่า เพราะพ่อแม่ต้องทำหน้าที่ครึ่งหนึ่งแทนครูเลย เราจะมีชุด Parent Guidance สำหรับผู้ปกครอง ในนั้นอธิบายเลยว่า เรื่องนี้ต้องสอนยังไง ทำยังไงบ้าง ซึ่งไม่ใช่ทุกครอบครัวที่มีเวลาและมีความเข้าใจที่จะทำได้ อันนี้เห็นใจคุณพ่อคุณแม่จริงๆ

จากยี่สิบปีที่อยู่ในวงการนี้ การศึกษาไทยเปลี่ยนไปแค่ไหน และมองว่าจะเปลี่ยนไปทางไหนหลังจากนี้

ยี่สิบปีที่ผ่านมา การศึกษาไทยเปลี่ยนไปเยอะ จากการให้ความสำคัญกับครูอาจารย์มาก ก็มาเน้นที่ตัวผู้เรียนมากขึ้น ความพยายามในมิติอื่นๆ ก็มี แต่มองว่าอาจจะชัดเจนและรวดเร็วอย่างที่อยากเห็นมั้ย คงไม่ แต่โดยรวม ก็ต้องตอบว่ามีหวังนะ ถ้าไม่มีหวังคงปิดโรงเรียน ปิดมหาวิทยาลัย ไปทำอาชีพอื่นแล้ว (หัวเราะ)

เราคิดว่ากระทรวงอุดมศึกษาในสามสี่ปีหลังมีพัฒนาการและดูมีความหวังมากๆ มีกลไกที่จะช่วยเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคการทำงาน มีแนวคิดที่ให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่แตกต่างกันแล้ว มหาวิทยาลัยที่เคยเป็น Comprehensive University ที่ทำทุกอย่าง เน้นทุกเรื่อง ก็เริ่มโฟกัสเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏก็เน้นการพัฒนาชุมชน สอนสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการในเชิงพื้นที่ ในขณะที่มหาวิทยาลัยบางแห่งมุ่งเน้นการทำ Frontier Research ดังนั้นต่อไปเราจะค่อยๆ เห็นความหลากหลายของสถาบันอุดมศึกษาเป็นรูปธรรมมากขึ้น

บทบาทผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่ต้องเป็น ‘ผู้ให้’ ในขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบเรื่องผลตอบแทนทางธุรกิจ คุณบาลานซ์สองสิ่งนี้ยังไง

คนที่เป็นผู้บริหารโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต้องมีบาลานซ์ตรงนี้แน่ๆ ต่อให้เป็นสถาบันของรัฐบาลก็เช่นกัน เพราะรัฐบาลก็มีนโยบายค่อยๆ ลดการสนับสนุนด้านงบประมาณกับมหาวิทยาลัยรัฐอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือ ผู้บริหารต้องโฟกัสที่คุณภาพของการเรียนการสอนหรือการทำวิจัยเป็นสำคัญ เพราะคุณภาพจะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่เหมาะสมที่สุด การบริหารสถาบันการศึกษา เราต้องมองไกลมากจริงๆ หากคิดถึงผลตอบแทนระยะสั้น เหมือนเป็นการคิดสั้นมากๆ ผู้บริหารต้องปักหมุดให้ดีว่าจุดสมดุลมันอยู่ตรงไหน หลายๆ อย่างไม่ได้ผลิตออกมาแล้วได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงิน เช่น งานวิจัย หรือกิจกรรมสนับสนุนสังคมต่างๆ แต่เราต้องเข้าใจว่าเราอยู่จุดนี้เพื่ออะไร

บทเรียนที่อยากแนะนำผู้บริหารคนอื่นในช่วงวิกฤตคืออะไร

ในช่วงวิกฤต เราต้องอดทนและรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าและคนในองค์กรของเรา และอย่าคิดอะไรที่ Short Term เกินไป แก้ปัญหาระยะสั้นได้ แต่ยังไงก็ต้องมองยาว

อีกอย่างเวลาเราประสบปัญหาอะไรอยู่ คนที่ช่วยเราได้มากคือ Peers รอบตัวเรา ใครหาทางออกไม่ได้ลองหันหน้าไปหาคนข้างๆ ลองพูดคุย หาทางออก ยิ่งในยุคที่ต่างคนต่างอยู่ ทุกคนอยู่บ้าน ไม่ได้เจอกัน การคุยกันออนไลน์ก็ไม่เหมือนกับนั่งจิบกาแฟเจอหน้า แต่เราต้องพึ่งพาอาศัยกัน ทุกครั้งที่มีปัญหาเราจะ Reach Out กับคนข้างๆ ผู้ร่วมงาน ลูกน้อง เครือข่าย เชื่อสิว่ามันมีคนพร้อมที่จะช่วยเราเสมอๆ

แล้วบทเรียนสำคัญที่สุดในชีวิตล่ะ

บทเรียนที่สำคัญที่สุดคงไม่มี มีแต่ประสบการณ์ต่างๆ ที่ให้บทเรียนที่ดีเสมอมา แต่ก่อนคนบอกเราว่า “ความล้มเหลวเป็นครู” สมัยนั้นเรายังไม่เข้าใจความหมายของมันเท่าวันนี้ ความผิดพลาดในการบริหารงาน หรือความผิดพลาดในความคิดที่จะทำอะไรบางอย่าง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน ในวันนี้เราเคยผ่านบทเรียนมาแล้ว แต่ต่อให้วันนี้รู้แบบนี้ ในอนาคตอาจจะผิดอีกไหม ก็คงผิดอีกนะ เพราะมันมีเรื่องใหม่ๆ ให้ลองผิดลองถูกเสมอเลย 

เรายังกล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำเหมือนเดิม บทเรียนที่เคยพลาดมาหลายครั้ง ก็เอามาเป็นประสบการณ์ ถ้าทำแล้วอาจพลาดอีก ก็คงจะทำอยู่ดี ดีกว่าไม่ได้ลอง ไม่ได้รู้

ทายาทรุ่นสามและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กับแนวคิดบริหารสถาบันอุดมศึกษา และแนวโน้มการศึกษาไทยในอนาคต

Questions answered by the president of Dhurakij Pundit University

1. ตอนเด็กๆ ชอบเรียนวิชาอะไร

เคมี ชอบวิชาในแล็บมาก (ลากเสียง) เรียนได้ดีสุดเลย

2. ถ้าสามารถเพิ่มสาขาอะไรก็ได้ในมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จะเพิ่มสาขาอะไร

คงไม่เพิ่มสาขาแล้ว เน้นโฟกัสดีกว่า ถ้าเพิ่มก็จะเพิ่มอะไรที่ใกล้เคียงกัน จะไม่แตกหน่อขยายไปไกล เรายังยึดเรื่องการสร้างผู้ประกอบการเป็นจุดเด่นของเรา

3. คำสอนของครูอาจารย์ที่ยังจำได้ถึงวันนี้

มีคนเคยบอกว่า ถ้าตั้งโจทย์ผิดก็เดินผิดไปตลอด พิสูจน์แล้วว่าจริง เดินผิดกว่าจะเลี้ยวกลับมาได้ ไม่รู้กี่เลี้ยว (หัวเราะ)

4. Textbook หรือ Field Trip

ชอบไป Field Trip เราชอบสัมผัสกับของ เรียนก็ชอบวิชาแล็บ ชอบทำโปรเจกต์ไปนำเสนอ การไป Field Trip ทำให้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น ได้เจอคนที่หลากหลาย

5. หนังที่อยากแนะนำให้ลูกศิษย์ดู

ชอบหลายเรื่องมากจริงๆ แต่มีไม่กี่เรื่องที่จำได้ตลอด หนึ่งในนั้นคือ The Godfather นำเสนอไหวพริบ ชั้นเชิงของนักแสดงได้ดี

6. วิชาที่สนุกที่สุดในโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ 

ห้องเรียน Harkness (ฮาร์คเนส) น่าจะสนุกที่สุด ให้เด็กหาความรู้เอง พูดอะไรก็ได้ นำเสนอความคิดอะไรก็ได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เราคุยกันบนโต๊ะ ห้องเรียนนี้จะมีนักเรียนแค่ห้าถึงสิบสองคน แล้วก็มีโจทย์โยนไว้ตรงกัน ทุกคนก็ไปทำการบ้านเพื่อมาถกเถียงกันเพื่อหาคำตอบให้โจทย์นั้น เป็นเรื่องอะไรก็ได้เลย วิทยาศาสตร์ สังคม โต๊ะจะเหมือนโต๊ะประชุมผู้บริหาร ไม่มีหัวโต๊ะ เป็นวงรี ไม่มีประธาน ทุกคนมีส่วนร่วมเท่ากัน ช่วยกันหาคำตอบร่วมกัน

เราชอบวิธีการเรียนรู้แบบนี้ ชอบฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน

7. อยากพูดอะไรกับนักศึกษาในพิธีจบการศึกษาที่จะถึงนี้

หนึ่ง วันที่เขาจบจากสถาบัน เรามั่นใจว่าได้มอบอาวุธพื้นฐานให้เรียบร้อยแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องเก็บอาวุธและปรับใช้ต่อไปเรื่อยๆ เหมือนเล่นเกม ชีวิตจะเริ่มต้นจากตอนนี้

สอง สังคมสำคัญมาก คุณจะเห็นความขัดแย้งทั้งจากในมหาวิทยาลัย นอกมหาวิทยาลัย อยากบอกเขาว่าถ้าต่างฝ่ายต่างเดินทางสุดโต่ง สุดท้ายจะพังทั้งระบบและทุกคนจะเป็นคนแพ้ หรือถ้าจะไปสุดโต่ง จงรู้เท่าทันว่าข้อดีข้อเสียคืออะไร

สาม ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ อย่างที่บอกตั้งแต่เขาเข้ามาเรียนวันแรกว่าจะไม่มีวันตาย และสถาบันนี้จะยังคงเป็นบ้านหลังที่สองของทุกคนเสมอ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ตลาดหุ้นคงเป็นเรื่องของคนตัวใหญ่

ใครๆ ก็คิดแบบนั้น

เมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่สูงถึง 19 ล้านล้านบาท เทียบเท่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP เลยทีเดียว ต้องยอมรับว่าในภูมิภาคอาเซียน ตลาดหุ้นที่ครบเครื่องและเป็นที่สนใจของนักลงทุนเสมอมายังหนีไม่พ้นตลาดหุ้นไทย ซึ่งกำลังถูกท้าทายจากตลาดของเพื่อนบ้าน อย่างอินโดนีเซียและเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ

โจทย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามแก้มาตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา หลังการก่อตั้งตลาด mai (Market for Alternative Investment) เมื่อช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง คือการทำให้ทุกคนรวมทั้งธุรกิจขนาดกลางและเล็กได้เข้าถึงแหล่งเงิน ผ่านการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง SET และ mai แต่ดูเหมือนจุดที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ยังห่างไกลจากความฝันพอสมควร 

จึงเป็นที่มาของตลาดกระดานที่ 3 ซึ่งออกแบบมาเพื่อคนตัวเล็กแต่โตเร็ว คนที่กล้าฝันแต่ยังขาดโอกาส รวมทั้งคนทำธุรกิจที่ต้องการพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นมืออาชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาเรียนรู้ ต่อยอด และก้าวไปสู่การระดมทุน ภายใต้เงื่อนไขที่ยืดหยุ่นมากขึ้น นั่นคือ ‘Live Exchange’ รวมทั้งระบบนิเวศเพื่อบ่มเพาะธุรกิจขนาดเล็กอย่าง ‘Live Platform’ ด้วย

The Cloud ถอดความคิด ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai ที่ยอมรับว่านี่เป็นเรื่องยาก แต่อย่างไรก็ต้องทำ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก ตามความตั้งใจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่วันนี้กลายเป็นเสาหลักเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดต้นหนึ่งไปแล้ว 

คุณประพันธ์ไม่ได้ให้น้ำหนักกับก้าวต่อไปของชีวิตมากนัก ในเมื่อจุดที่ยืนอยู่ทำให้เขามีความสุขอยู่แล้ว สิ่งที่ยังจะทำต่อไป คือการออกไปคุยกับคนใหม่ๆ และลากจุดเชื่อมโยงที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไปสู่ความสำเร็จร่วมกันที่จับต้องได้

และนี่คือตัวตนของคุณประพันธ์

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ mai ทุกวันนี้เป็นเช่นไร

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันนี้ ถือเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจ ในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา เราเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียน แซงทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ทั้งจำนวนหุ้นที่เข้าระดมทุน และเสนอขายหุ้นครั้งแรกหรือไอพีโอมากที่สุด สภาพคล่องของเราก็เป็นเบอร์หนึ่งมาตลอด ถ้าย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของตลาด mai คือการมีกลไกของตลาดทุนที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก เป็นความตั้งใจให้พวกเขาเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ได้ 

วันนี้ผ่านมา 22 ปีแล้ว ก็ถือเป็นตลาดที่ 2 หรือ Second Board ที่มีบทบาทมาก มีทั้งหมด 184 บริษัทในตลาด มีถึง 44 บริษัทที่เคยอยู่ mai และเติบโตย้ายไป SET

ในช่วงทศวรรษที่ 3 ของตลาด mai นี้ เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของบริษัทที่เข้ามาระดมทุน เดิมส่วนใหญ่มาจากภาคบริการ ภาคการผลิต และที่เหลือก็กระจายกันไป แต่วันนี้เราเริ่มเห็นรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ทั้งธุรกิจเทคโนโลยี ธุรกิจสุขภาพเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะช่วงสองปีที่ผ่านมา 

ข้อมูลช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา วันนี้มูลค่าตลาด mai อยู่ที่ 4 แสนกว่าล้านบาทแล้ว การระดมทุนจาก IPO ตั้งแต่ตั้งตลาดมาอยู่ที่ 6.7 หมื่นล้านบาทและเอสพีโอ (การระดมทุนเพิ่มและการใช้เครื่องมือทางการเงิน) อยู่ที่ 9.4 หมื่นล้านบาท โตกว่าถึง 1.5 เท่า นั่นคือเขาเข้ามาในตลาดแล้วเขาไปต่อ ทำให้ธุรกิจเติบโต ไม่ใช่แค่เข้าตลาดได้ก็จบนะ แต่มีการระดมทุนเพิ่มสำหรับการขยายธุรกิจต่อ

mai ก็ไปได้ดี ถ้าอย่างนั้น ทำไมต้องทำตลาดที่ 3 อย่าง Live Exchange

ถึงตลาดหลักทรัพย์ mai ของเราจะโดดเด่นในภูมิภาค แต่ถ้าดูจำนวนของบริษัทที่ได้เข้ามาจดทะเบียน เทียบกับผู้ประกอบการรายเล็กที่มีอยู่ 3 ล้านราย และมีบริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ส่งงบการเงินทุกปี 7 แสนราย ถือว่าน้อยมาก สิ่งที่เราเห็นถือว่าอยู่บนยอดของพีระมิด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องการช่วยผู้ประกอบการให้มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

SET และ mai ต่างแค่เกณฑ์ ตัวเลขทุนจดทะเบียน และกำไร ที่เหลือเหมือนกันหมด อย่างเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเตรียมตัว รวมทั้งเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ง่ายสำหรับธุรกิจเล็ก วันนี้จึงมีบริษัท 200 – 300 แห่งรอเข้า mai แต่ก็เข้าได้ประมาณปีละ 15 เท่านั้นเอง

เราจึงทำกระดานที่ 3 คือ Live Exchange ซึ่งถือว่าท้าทายมาก เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน นอกจากนี้ยังขาดการเตรียมความพร้อมพัฒนาธุรกิจอย่างรอบด้าน เราไปดูรูปแบบในต่างประเทศ พอจะเอาเข้ามาปรับใช้กับบริบทของไทยก็ยังหาที่ลงตัวไม่ได้ คิดว่า Live Exchange น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนใครในโลกสักเท่าไหร่ อย่างไต้หวันหรือเกาหลีใต้ เขามีธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) เยอะ มีคนพร้อมใส่เงินทุนให้ แต่ของบ้านเรายังมีไม่มาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เลยต้องกระโดดมาทำหน้าที่ตรงนี้ 

กว่าที่ธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพจะเข้าระดมทุนใน Live Exchange ได้ ต้องทำอย่างไรบ้าง

เรามี Live Platform แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ ประกอบด้วยสองส่วนคือ Education Platform และ Scaling up Platform เพื่อเตรียมพร้อมผู้ประกอบการสู่ Live Exchange สำหรับระดมทุน ผมคิดว่าส่วนนี้มีประโยชน์มากกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีมากกว่า 3 ล้านรายมาก เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาเรียนรู้และเตรียมความพร้อม ปัญหาของกลุ่มนี้คือ ขาดความรู้ความเข้าใจโดยเฉพาะเรื่องตลาดทุน อีกอย่างคือเรื่องระบบหลังบ้าน ต้องมีบัญชีและระบบควบคุมภายในซึ่งจะทำให้นักลงทุนสบายใจจะลงทุนด้วย นอกจากนี้ยังขาดที่ปรึกษาในการแนะนำและพาเข้าจดทะเบียนในตลาด รวมทั้งสร้างโอกาสในการเติบโต ซึ่ง Live Platform จะช่วยได้

ธุรกิจในบ้านเรามีความหลากหลายมาก ทั้งรายที่เพิ่งเริ่มต้นนับหนึ่งไปจนถึงบางรายที่มีความพร้อมจะเข้าตลาด โจทย์คือทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงได้ เราจึงสร้างบริการที่แตกต่างกัน ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรที่ตอนนี้มีอยู่ 25 ราย มาจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ธนาคาร หรือสมาคมทั้งหลาย ทุกคนทำงานกับธุรกิจขนาดเล็กมาเยอะ เราจึงช่วยกันออกแบบระบบให้ เพื่อสร้างโอกาสและเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจเหล่านั้น

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ
ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

เงื่อนไขของบริษัทที่จะเข้าระดมทุนใน Live Exchange มีอะไรบ้าง

สถานะของบริษัทที่จะเข้ามาต้องแปลงสภาพเป็นมหาชน เพื่อระดมทุนจากประชาชนในวงกว้างได้ อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติและพรบ.หลักทรัพย์ คาดว่าทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จะอนุมัติในปลายปีนี้ ตอนนี้ก็ถือว่าใกล้ที่สุดแล้ว นอกจากนี้จะต้องทำงบ PAEs หรือมาตรฐานการรายงานทางการเงิน สำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียต่อสาธารณะ (PAEs) ซึ่งเป็นสากล คนที่จะมาตรวจสอบต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่อยู่ในรายชื่อของ กลต. ด้วย เพราะเวลานักลงทุนจะลงทุน เขาต้องเห็นตัวเลขที่ถูกต้อง โปร่งใส

หลักเกณฑ์เพิ่มเติม

หลักการสำคัญคือรักษาสมดุลระหว่างการเข้าตลาดกับการดูแลผู้ลงทุน ผ่อนกฎเกณฑ์ลงมา อย่างถ้าจะเข้าตลาด mai เราจะให้ทำ PAEs 3 ปี ก่อนจะยื่นเข้าตลาดต้องใช้เวลาเตรียมตัวอย่างน้อย 4 ปี แต่อย่าง Live Exchange กำหนดงบ PAEs แค่ปีเดียวก็ยื่นได้เลย ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ เราจะไม่กำหนดเรื่องทุนและกำไรด้วย เราอยากได้บริษัทที่มีโอกาสเติบโต หรือ Growth Company มีรายได้ระดับหนึ่งแล้ว มีโอกาสที่จะเติบโต ธุรกิจขนาดเล็ก ถ้ามาจากภาคบริการต้องมีรายได้ 50 ล้านขึ้นไป หรือจากภาคการผลิต ต้องมีรายได้ 100 ล้านขึ้นไป แต่เราไม่ดูกำไร หรืออย่างกลุ่มสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโต มีวีซีมาร่วมลงทุนแล้วก็ได้เหมือนกัน เพราะถือว่าวีซีตรวจสอบมาแล้วระดับหนึ่ง และเห็นศักยภาพที่จะโต โดยเราไม่ได้กำหนดสัดส่วนการขายหุ้น ให้เขากำหนดเอง เท่าไหร่ก็ได้ แต่กำหนดวงเงินว่าขั้นต่ำต้อง 10 ล้านบาท แต่เพดานไม่มี เท่าไหร่ก็ได้ เราอยากให้ธุรกิจเล็กและสตาร์ทอัพมาใช้ประโยชน์จากตลาดนี้ให้มากที่สุด

ใครลงทุนใน Live Exchange ได้บ้าง

เรื่องสำคัญของเราคือการดูแลผู้ลงทุนที่เหมาะสม การที่เราผ่อนเกณฑ์ ทำให้ต้องเลือกเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนที่ดูแลตัวเองได้ มีความรู้ความสามารถในการลงทุน รับความเสี่ยงได้ จึงไม่ได้ขายหุ้นให้กับรายย่อย แต่จะเป็นนักลงทุนสถาบัน วีซี นักลงทุนรายใหญ่ และกลุ่มคนคุ้นเคยกับบริษัท นั่นคือผู้บริหารและพนักงานของบริษัทเหล่านั้น แต่พอตลาดนี้มีผู้ลงทุนน้อยราย ก็จะกำหนดให้ซื้อขายทุกวัน ได้วันละ 1 รอบแบบ Auction และตลาดนี้เป็นการซื้อขายเงินสด ซื้อวันนั้นจ่ายวันนั้น คนจะซื้อหุ้นใน Live Exchange ก็ต้องมีเงินในบัญชีจึงจะซื้อหุ้นได้ คนที่จะขายหุ้นก็ต้องมีหุ้นในบัญชีด้วยจึงจะขายได้ เพื่อป้องกันการเก็งกำไร

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

ตัวผู้ประกอบการเองจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเข้าตลาดหรือไม่

ทุกคนที่จะเข้าตลาด เขาต้องดูว่าคุ้มมั้ย มันมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ไม่ใช่คนทุกคนจะเหมาะกับการเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประโยชน์ของการเข้าตลาดมีหลากหลาย บางบริษัทต้องการทุน อย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขาต้องการทุน พอเข้าตลาดแล้วก็ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลง แบงก์ก็เข้ามาหา บางที่อาจจะไม่ต้องการทุนเยอะแต่เขาต้องการเป็นที่ยอมรับว่า องค์กรเขาโปร่งใสและเติบโต ก็จะมีพันธมิตรเข้ามาหา บางที่ต้องการจัดการธุรกิจครอบครัว ไม่ได้ต้องการเงิน เพราะธุรกิจก็ดีอยู่แล้ว ก็ใช้กระบวนการจัดการองค์กรของบริษัทจดทะเบียนเพื่อสร้างธรรมาภิบาล สุดท้ายแต่ละบริษัทต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าคุ้มหรือไม่

ทุกวันนี้ยังสนุกกับการทำงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือไม่

ผมยังรู้สึกว่าผมสนุกกับงาน สนุกกับสิ่งทำ เพราะได้สร้างผลกระทบทางบวกให้กับสังคม การทำงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ เรามีความเป็นพี่เป็นน้องกัน คุยกับผู้จัดการ ตลท. เราก็เรียกเขาว่าพี่ คุยแบบพี่น้องกัน ปัญหาในการทำงานของผมไม่ค่อยมีเรื่องคน น้อยมาก คนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนใหญ่เป็นคนดี เพียงแต่ว่าอาจมีสไตล์แตกต่างกันเท่านั้นเอง

เรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องมีทั้งคนและระบบงานที่ดี คนมีความแตกต่างกัน บางคนไฟแรงเพราะต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพ บางคนก็มีลูก มีครอบครัว อยากลงหลักปักฐาน ก็ต้องเข้าใจเขาและจัดงานที่เหมาะกับเขา หน้าที่ของผู้บริหารที่สำคัญที่สุดคือต้องเสริมพลัง (Empower) ให้ลูกน้องมีพลังในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย ทำงานร่วมกัน

บางคนบอกว่าคุณประพันธ์รู้จักคนเยอะมาก จนเป็นซูเปอร์คอนเนกชันได้เลยหรือ

เอาเป็นว่าผมโชคดีมากกว่า และเป็นหน้าที่ด้วย ผมเข้ามาอยู่ mai ก็รู้จักผู้บริหารจดทะเบียนเยอะ สมัยทำงานวาณิชธนกิจ เราก็รู้จักกับพวกเขาแค่เรื่องงาน แต่พอมา mai ก็รู้ทั้งชีวิตส่วนตัว ปัญหาของพวกเขา เราก็เข้าไปช่วย จนผมได้ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ซึ่งจัดหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูง ก็รวมผู้บริหารจากทุกวงการของไทย ผมเป็นผู้ดูแลตั้งแต่รุ่นที่ 10 จนถึงรุ่นที่ 17 รุ่นละ 100 คนก็รู้จัก 800 คน

จากนั้นผมก็มาเป็นผู้จัดการตลาด mai แต่ก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับทาง วตท. นะ รู้จักกันจนถึงรุ่นที่ 30 เลย ผมไปปาร์ตี้กับเขาทุกรุ่นล่ะครับ (หัวเราะ) วตท. ทำให้ผมรู้จักคนหลากหลายวงการ การทำงานก็ง่ายขึ้น พอมา mai เวลาเราอยากรู้ อยากจะทำอะไร เราก็เชื่อมโยงกันได้

พอเรารู้จักรุ่นใหญ่เยอะแล้ว วันนี้เราเห็นเทรนด์คือ ผู้บริหารรุ่นลูกหรือคนรุ่นใหม่กำลังเข้ามามากขึ้น ผมก็เลยไปนั่งเรียนกับคนรุ่นใหม่ เจอเด็กๆ เยอะเลย ตั้งแต่อายุ 20 กว่าไปถึง 40 ปี ทำให้เข้าใจพวกเขามากขึ้น ผมคิดว่าในสังคมไทย การรู้จักกันทำให้เราเข้าถึงได้ง่าย เรื่องความไว้ใจกันเป็นเรื่องสำคัญ เวลาที่เราไม่รู้จักกันก็จะมีระยะห่าง แต่พอรู้จักกันแล้วก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น รวมทั้งทำประโยชน์ให้กับคนได้มากขึ้น ตรงนี้เป็นจุดที่สำคัญ

ก้าวต่อไปของคุณประพันธ์จะก้าวไปไหน

พูดตรงๆ ผมคิดไม่ออก เพราะวันนี้ผมยังสนุกกับการทำงานอยู่ แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งที่มีโอกาส ก็คงจะใช้จุดแข็งที่เรามีอยู่ และสิ่งที่เราอยากทำให้เกิดประโยชน์ หาสิ่งที่ลงตัว แต่ว่าวันนี้ผมยังไม่ได้นึกถึง

สักวันจะเกษียณตัวเองจากการทำงานหรือเปล่า

ผมคิดว่าการเกษียณเป็นเรื่องปกติ วันนี้ผมวางแผนเกษียณแล้ว ผมวางแผนว่าผมยังทำงานเต็มที่ระดับหนึ่ง แล้วค่อยๆ ปรับเป็นแบบกึ่งเกษียณ ผมคิดว่าทุกช่วงของชีวิตคือการใช้ชีวิตให้เต็มที่ สร้างประโยชน์ ทุกวันนี้ผมก็เต็มที่และได้สร้างประโยชน์บนงานที่ทำอยู่ งานผมสนุกมาก ต้องขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ทำให้ผมได้เชื่อมโยงคนมากมายที่ผมรู้จัก ได้ร่วมสร้างระบบนิเวศเพื่อธุรกิจเล็กและสตาร์ทอัพ ทุกวันนี้ผมไปทำงาน แต่ไม่รู้สึกว่าทำงานสักเท่าไหร่ เหมือนไปนั่งคุยกับเพื่อนมากกว่า แต่การคุยของเราได้ทั้งงาน ความสนุก และเป็นประโยชน์กับคน และผมเองก็มีทีมงานที่ดีมากด้วย

ซูเปอร์คอนเนกชันที่เชื่อเรื่องการสร้างผลกระทบเชิงบวก ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai รับโจทย์ท้าทายเพื่อช่วยธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพระดมทุนใน Live Exchange

Questions answered by the President of mai

1. คุณประพันธ์นอนวันละกี่ชั่วโมง

ประมาณ 6 – 7 ชั่วโมงบวกลบแล้วแต่วัน บางวันก็น้อยหน่อยเพราะมีงานต้องทำ ส่วนใหญ่ก็พอนะ แต่ผมก็รู้สึกง่วงตลอดเวลา (หัวเราะ)

2. สิ่งแรกที่ทำหลังจากตื่นนอนคืออะไร

ต้องหยิบโทรศัพท์มาเช็กอินรายงานตัวเข้าระบบก่อนเลย เพราะว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงทำงานที่บ้าน ต้องเช็กอินผ่านระบบ SET DNA ต้องบอกว่าอยู่ที่ไหน จากนั้นก็ดูไลน์ว่ามีใครส่งข้อความมาบ้าง มีอะไรเร่งด่วนหรือเปล่า

3. คนแรกที่ผู้จัดการ mai ต้องรีบตอบไลน์คือใคร

ไม่รู้สิ แล้วแต่นะ อะไรด่วนผมก็ตอบ ไม่ได้ปักหมุดใครไว้เป็นพิเศษ ตอนนี้ไลน์ผมเต็มห้าพันคนแล้ว แอดใครใหม่ไม่ได้ด้วย

4. ดื่มกาแฟวันละกี่แก้ว

ผมดื่มตามโอกาสมากกว่า ดื่มก็ได้ไม่ดื่มก็ได้ แต่ผมค้นพบว่าช่วงทำงานที่บ้าน ภรรยาเขาอยากกินกาแฟ เราพบเทคโนโลยีโบราณคือ Moga Pot ก็ไปซื้อมาใช้ มันก็โอเคนะ ได้อโรม่าด้วย ตอนนี้พี่น้องผมก็ถูกป้ายยาไปหลายคนแล้ว

5. ดื่มไวน์แดงหรือไวน์ขาว

ผมดื่มทุกอย่าง แต่ถ้าให้เลือก ผมชอบไวน์แดงมากกว่า ผมไปเข้าคอร์สไวน์มาเยอะมาก แต่จำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้อะไรเลย (หัวเราะ) แยกแยะไวน์ได้สองอย่างคือ อร่อยกับไม่อร่อย อร่อยก็กินเยอะหน่อย ไม่อร่อยก็ถือแก้วและจิบๆ ไป สุดท้ายคืออยู่ที่ชอบไม่ชอบ สำคัญคือดื่มกับใคร ไวน์จะอร่อยหรือไม่อร่อยขึ้นกับความสนุกในตอนนั้น ถามว่าชอบดื่มกับใคร ก็ชอบดื่มกับเพื่อน

6. ด้วยหน้าที่ที่มี ซื้อหุ้นไม่ได้ แล้วลงทุนเพื่อวางแผนเกษียณอย่างไร

ผมก็ซื้อแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ มีซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างที่ดินหรือคอนโดฯ บ้าง แต่ผมลงทุนกับความสัมพันธ์มากกว่า คือการให้เวลาและให้ใจ สิ่งที่ได้คือความเป็นเพื่อน

7. ชอบไปเที่ยวภูเขาหรือทะเล

สมัยก่อนจะชอบไปทะเล เพราะว่ามีกิจกรรมให้ทำ มีช่วงหนึ่งสักตอนอายุ 30 ปี ผมไปทะเลเกือบทุกอาทิตย์ติดต่อกันเป็นปี วันศุกร์เย็นก็ไประยอง ไปเสม็ด แล้วไปนั่งทำมิวสิกวิดีโอริมทะเล ตอนนั้นคิดว่าไปภูเขาไปทำไม ไม่เห็นมีอะไรให้ทำเลย แต่พออายุเริ่มเยอะขึ้น ความคิดเปลี่ยน ก็ยังไปทะเลนะ แต่ชอบไปภูเขามากขึ้น อย่างที่ผ่านมาก็ไปทั้งภูเก็ต หัวหิน เขาใหญ่ ผมก็ชอบทุกที่ ตอนนี้ชอบทั้งภูเขาและทะเล

8. จริงหรือเปล่าที่มีคนบอกว่า พออายุเยอะขึ้นจะมองต้นไม้สวย

จริง! เราเริ่มมีความสุขกับการนั่งมองใบไม้ ต้นไม้ โดยเฉพาะวันที่ฝนตก อากาศเย็นๆ ต้นไม้จะสวยขึ้น เวลาไปเที่ยวป่าหน้าฝนคือดีที่สุด ไม่ร้อนและต้นไม้สวย ช่วงที่ดีเลยคือปลายฝนต้นหนาว อากาศเย็นด้วย นี่เดี๋ยวผมก็จะไปเขาใหญ่อีกแล้ว

9. สิ่งที่คุณประพันธ์สอนลูกมาโดยตลอดคืออะไร

ผมสอนว่า Live your life fully ใช้ชีวิตให้เต็มที่ เพราะมันเป็นชีวิตของเขา และเราก็ให้ความรักเขา ทำให้เขารู้ว่าครอบครัวเขาไม่ได้มีปัญหาและให้เขาใช้ชีวิตไปเป็นคนดี จะเป็นอะไรก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ และถ้าทำประโยชน์ให้ผู้คนได้ก็ทำ แค่นี้เอง พอแล้ว ถ้ามีอะไรพลาดพลั้ง เขาก็ต้องรับผิดชอบชีวิตได้ ผมว่าการที่เราไปบังคับหรือบอกให้ใครให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้มันยาก ให้เขาใช้ชีวิตของเขาเองดีกว่า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load