The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

สไลด์ถูกฉายขึ้นบนจอกลางห้องเรียน คุณครูสวมไมค์ลอย มีคอมพิวเตอร์วางบนโต๊ะคู่กับหนังสือเรียนเวอร์ชันอักษรเบรลล์ 

เสียงหัวเราะของนักเรียนในห้องสะท้อนความสนุกในการเรียนผ่านสื่อการสอนรูปแบบใหม่อย่าง Kahoot ที่คุณครูเลือกใช้เป็นสื่อการสอนเพื่อให้ห้องเรียนก้าวทันโลก เมื่อจบคาบนักเรียนจะได้รับโจทย์ผ่าน QR Code และส่งการบ้านผ่านเฟซบุ๊กกรุ๊ปและสอบถามส่วนที่สงสัยกับคุณครูได้ตลอดเวลา 

มาถึงตรงนี้ ถ้าเริ่มอยากเข้าไปนั่งเรียนกับพวกเขา ขอให้เตรียมตัวรับความเซอร์ไพรส์ที่มากกว่านั้นไว้สักนิด 

หนึ่ง เพราะห้องเรียนภาษาอังกฤษแห่งนี้ใช้หัวใจสอน

และสอง นอกจากวิชาที่เขาถ่ายทอด เส้นทางชีวิตของคุณครูคนนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครทั้งในและนอกห้องเรียน

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณเข้าไปนั่งในชั้นเรียนของ ครูไอซ์-ดำเกิง มุ่งธัญญา ชายผู้เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 10 Reduced Inequality ภายใน พ.ศ. 2573 สร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ของทุกคน โดยไม่จำกัดอายุ เพศ ความพิการ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ รวมถึงสร้างหลักประกันถึงโอกาสที่เท่าเทียมด้านผลลัพธ์ และขจัดกฎหมายนโยบาย การดำเนินงานที่เลือกปฏิบัติ

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

จากเด็กชายดำเกิงผู้ค้นพบความสุขจากการได้อธิบายการบ้านให้รุ่นน้อง สู่การเป็นบัณฑิตเกียรตินิยมจากรั้วจามจุรี และพิชิตฝันแรกเมื่อได้บรรจุเป็นคุณครูสมใจจากความรู้ความสามารถของตัวเอง ด้วยตั้งใจเต็มเปี่ยม เทคโนโลยี และเทคนิคการสอนใหม่ๆ ทำให้ห้องเรียนของครูไอซ์เต็มไปด้วยกิจกรรมและสื่อการสอนสุดครีเอตอยู่เสมอ

ทว่าความฝันของเขาไม่หยุดเท่านั้น ล่าสุดเขาได้รับทุน Fulbright ไปศึกษาระดับปริญญาโทด้านการสอนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2020 ที่จะถึงนี้ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า เขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แต่ลึกลงไปคือ สิ่งแวดล้อมและตัวตนแบบไหนที่ผลักดันให้เขาเดินทางมาถึงจุดนี้ จุดที่การมองเห็นไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับความสำเร็จอีกแล้ว

ไอซ์บอกว่า เขาอยากสนับสนุน Inclusive Education หรือห้องเรียนที่ให้คนพิการได้มีโอกาสเรียนร่วมกับนักเรียนปกติเพื่อเป็นการจุดประกายอย่างหนึ่งให้คนตาดีกับคนตาบอดเข้าใจกันมากขึ้น และรู้ว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้อย่างไร

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“พอเราเริ่มมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง เราไม่ได้ภูมิใจที่มีคนรู้จัก แต่ภูมิใจที่มีคนเชิญไปพูดเรื่องการสนับสนุนให้คนพิการมีงานทำ กลายเป็นว่าเราสร้างแรงบันดาลใจให้คนพิการและคนปกติได้ด้วย ทำให้พบว่าจริงๆ แล้วเราทำได้มากกว่าในสเกลโรงเรียนนะ ถึงแม้เราจะเป็นครูธรรมดาคนหนึ่ง แต่เราช่วยอะไรสังคมได้อีกเยอะ”

ไม่มีกำแพงแห่งข้อจำกัดใดสูงใหญ่ไปกว่าความมุ่งมั่นตั้งใจ และนี่คือบทสนทนากับครูไอซ์ที่เราเชื่อว่าจะมอบแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม และไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เป็นการใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นๆ ในสังคมด้วย 

01

ต้น ที่ กล้า

ต้นไม้จะงาม ไม่ใช่เพียงจากเมล็ดพันธ์ที่ดี หากต้องการดินดี เช่นเดียวกับไอซ์ที่เติบโตขึ้นด้วยความอบอุ่นและโอกาส จากครอบครัว เพื่อน และโรงเรียน จนกลายมาเป็นไม้งามที่ให้ร่มและประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตอื่นต่อไป 

ย้อนกลับไปในช่วงวัยเยาว์ ยุคนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือของเล่นมากนัก เวลาว่างของเด็กชายไอซ์ถูกใช้ไปกับการอ่านหนังสือ วิ่งเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน และเล่นกับน้องชายด้วยการรับบทเป็นคุณครู 

หลังเรียนจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ เด็กนักเรียนผู้พิการทางสายตามีทางเลือกในการเรียนต่อไม่มาก บ้างเลือกออกจากระบบการเรียนด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ครอบครัวไม่เชื่อว่าการเรียนจะส่งผลที่ดีต่อชีวิตมากนัก ต้องไปช่วยที่บ้านหาเงิน บ้างเลือกเรียนสายอาชีพ หรือถ้าเลือกเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาก็จะเข้าสู่ระบบการเรียนรวม (Inclusive Education) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนผู้มีความพิการเข้าร่วมชั้นเรียนกับนักเรียนปกติเพื่อให้ได้ฝึกการอยู่ร่วมกันในสังคม

การเรียนระดับมัธยมในระบบเรียนร่วมนั้น เปรียบเสมือนการย้ายต้นอ่อนจากแผงเพาะชำมาลงดินครั้งแรก ที่นี่จึงเป็นด่านแรกที่นักเรียนตาบอดทุกคนต้องปรับตัว ทั้งในเรื่องการเข้าสังคม การใช้ชีวิตประจำวัน และการเปลี่ยนจากการเรียนด้วยอักษรเบรลล์ในชั้นประถม สู่การอ่านและส่งการบ้านแบบตัวอักษรปกติ ทางเลือกนี้จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากนัก 

ทว่าต้นกล้าต้นนี้เลือกจะเติบโตในชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ดินแปลงแรกที่ทำให้เขาเริ่มเห็นภาพอนาคตของตัวเองชัดเจนขึ้น

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“โรงเรียนเซนต์คาเบรียลมีโควตาให้ทุนนักเรียนตาบอดมาเรียนร่วมปีละสองคน ซึ่งที่นี่เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ (Intensive English) คือวิชาหลักเป็นภาษาไทย และมีวิชาเสริมเป็นภาษาอังกฤษ เช่น คณิตศาสตร์เพิ่มเติม วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมจะเป็นภาษาอังกฤษ พอเป็นภาษาอังกฤษเด็กก็จะกลัว เลือกไปเรียนที่อื่นกัน ตอนนั้นเหงามาก พอมีรุ่นน้องตาบอดเข้ามาเรียน เราได้ไปช่วยอธิบาย พอเห็นน้องเข้าใจแล้วเราก็มีความสุข รู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่อยากทำ เลยเริ่มอยากเป็นครู

“พอได้เรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษทำให้ได้ใช้ภาษาอังกฤษบ่อย แล้วเรารู้สึกว่าเราทำได้ บวกกับเราสนุกกับภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เราเคยอยากเป็นครูสอนเลข แต่เลขเราเข้าใจอยู่คนเดียว เลยอยากสอนอะไรที่เราถ่ายทอดได้จริงๆ และตอนนั้นคิดอีกอย่างหนึ่งว่าถ้าเป็นครูไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ยังมีประโยชน์ต่อชีวิต เอาไปทำอย่างอื่นได้” 

ชีวิตในรั้วมัธยมของไอซ์ มีเพื่อนและครอบครัวช่วยอ่านหนังสือเสียงให้ หากต้องเขียนรายงานส่ง เขาจะใช้วิธีนำการบ้านกลับมาให้คุณแม่ช่วยอ่านและเขียนให้ แต่ถ้าเป็นการบ้านที่คุณครูอนุญาตให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ เขาก็ใช้โปรแกรมอ่านจอภาพช่วยอ่านและพิมพ์งานส่งได้ด้วยตัวเอง 

หลังจบมัธยม ไอซ์เลือกสาขาที่สนใจศึกษาต่อไว้ 2 ทาง คือสายครุศาสตร์ และสายอักษรศาสตร์ 

“ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเตรียมตัวเยอะมาก ถ้าเป็นคนปกติอาจจะไปซื้อหนังสือติวได้ แต่เราต้องหาโหลดจากเว็บ ถ้าเป็นไฟล์ PDF จะใช้โปรแกรมอ่านจอภาพช่วยอ่านได้ แต่ถ้าเป็นไฟล์รูปก็จะอ่านไม่ได้ และหาเรียนเพิ่มเติมจาก Youtube ใช้ฟังเสียงเอา ไม่ได้ไปเรียนพิเศษที่ไหน เพราะคิดว่าไม่ช่วยอะไรนะ” 

ซึ่งความพยายามก็พาให้เขาได้เข้ามาเรียนที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชามัธยมศึกษา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษขั้นสูง 

02

ชีวิตนักเรียนครูของคุณครูไอซ์

ต้นไม้ที่กำลังแตกยอดอ่อนได้ย้ายมาอยู่ใต้ร่มต้นจามจุรี ดินผืนใหม่ที่มีพื้นที่ให้เขาได้เติบโตแผ่นกิ่งก้าน และแน่นอนว่า การรับมือกับ แรงลม แดด ฝน หนักกว่าเคย ในห้องเรียนไอซ์เป็นนักเรียนแถวหน้าที่พกความตั้งใจไปเต็มกระเป๋าทุกวัน จนเป็นที่รักของเพื่อนๆ และอาจารย์ จนเมื่อขึ้นชั้นปีที่ 3 เขาก็ได้รับคำชวนจากเพื่อนให้ลองออกมาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน

“ชีวิตการเรียนปกติต้องรบกวนให้เพื่อนช่วยอ่านเอกสารให้ เลยอาจจะอ่านช้ากว่าคนอื่นหน่อย แต่ก็ผ่านมาได้ เรามาสนุกขึ้นตอนเพื่อนชวนมาทำค่าย ‘อยากเป็นครู’ เป็นค่ายที่ให้เด็กมัธยมปลายมาเรียนรู้คณะ เหมือนโอเพ่นเฮาส์ พอทำจึงได้มาเจอเด็กๆ มัธยม เขามาขอคำแนะนำ แล้วเราได้ให้คำเเนะนำเขา เรารู้สึกว่านี่แหละ ใช่เลย คือการได้เป็นครูแบบชัดๆ เลย

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“ตอนแรกก็ไม่กล้าทำ แต่เพื่อนให้โอกาส เพื่อนคุยเรื่องค่ายกันอยู่แล้วเราอยากลองทำ เพื่อนก็เลยชวนให้มาอยู่ฝ่ายวิชาการ เหมือนเส้นเข้ามาเลย (หัวเราะ) ซึ่งนั่นกลายมาเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะถ้าเราไม่ได้ทำตรงนี้ เราก็คงเอาแต่เรียนในห้องเรียน” 

ความรู้สึกจากการทำค่ายในวันนั้นเสมือนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ภาพการเป็นครูของเขาชัดเจนขึ้น และช่วยย้ำว่าเขากำลังเดินมาถูกทาง แต่ใครก็รู้เส้นทางสายนี้โรยด้วยหนามกุหลาบ ด่านต่อไปที่นิสิตคณะครุศาสตร์ทุกคนจะต้องเจอในการเรียนปีสุดท้ายคือ การฝึกสอนในโรงเรียน

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“การที่เรามาฝึกสอน ช่วงแรกคนอาจจะสงสัย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะขนาดตัวเราเองตอนนั้นยังกลัวเลยว่าเราจะฝึกสอนได้รึเปล่า ตอนแรกเขาจะให้ฝึกสอนที่โรงเรียนสอนคนตาบอด แต่โรงเรียนมีแค่ชั้นประถมศึกษา ซึ่งเราเรียนสาขามัธยมศึกษา ตัวเราเองก็กังวลว่าจะทำได้ไหม 

“จึงเริ่มจากการฝึกสอนรุ่นน้องที่รู้จัก เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และด้วยความที่เคยทำค่ายอยากเป็นครู ทำให้ได้รู้จักรุ่นน้องมากขึ้น เราเลยเอาตรงนี้มาเป็นจุดเริ่มต้นให้เราพัฒนาตัวเอง ไปสอนน้องๆ ฟรี ในขณะที่เพื่อนคนอื่นไปเป็นติวเตอร์หารายได้เสริมกัน เราก็ใช้ตรงนี้เป็นการฝึกตัวเอง”

ไอซ์ฝึกสอนเทอมแรกที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นด่านปราบเซียนของนิสิตฝึกสอน และใช้เวลาเทอมสองที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ไอซ์ใช้ความขยันเป็นจีพีเอสนำทางและมีความตั้งใจจริงเป็นเกราะคุ้มภัย เขาผ่านด่านฝึกสอนมาได้พร้อมบาดแผลเล็กน้อยทว่าสวยงาม ไอซ์เรียนจบพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง (เกรดเฉลี่ย 3.95) และคว้าฝันแรกสำเร็จด้วยการสอบผ่านเข้าบรรจุเป็นข้าราชการครู สอนวิชาภาษาอังกฤษได้ที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

03

กำแพงของการมองไม่เห็น

เมื่อบัดนี้ต้นไม้ต้นนี้เติบใหญ่ ถึงเวลาย้ายสู่ดินผืนใหม่เผื่อให้เขาได้หยั่งรากและแผ่กิ่ง เขาเคยฝึกสอนที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยมาแล้ว นี่จึงเหมือนการได้กลับบ้านอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เขากลับมาในฐานะของคุณครูอย่างเต็มตัว 

แม้จะได้กลับคืนสู่ผืนดินอุดมที่คุ้นเคย แต่ภาพของการเป็นผู้พิการทางสายตานั้นดึงดูดความสงสัย ความไม่เชื่อใจ จากทั้งครูคนอื่นในโรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครอง อย่างเลี่ยงไม่ได้ ในบทบาทของการเป็นครูเขาเองก็ต้องทำการบ้านหนักไม่แพ้นักเรียน

“ตั้งแต่ตอนที่มาฝึกสอน แรกๆ เด็กก็สงสัยว่าครูจะสอนได้ไหม แต่เด็กไม่พูดนะ แต่เด็กมายอมรับทีหลังว่าคิดเหมือนกันว่าครูจะไหวไหม จะทำได้หรือเปล่า แต่พอเขาลองเรียนก็เห็นว่าเราทำได้

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“พอได้มาบรรจุก็หนักกว่าตอนฝึกสอน เราได้รับการต้อนรับจากโรงเรียนอย่างดี แต่ก็มีผู้ปกครองบางคนที่มีความกังวลเพราะเขาไม่ได้รู้ว่าเราจบอะไรมา หรืออาจจะรู้แต่ก็ยังมีติดนิดหนึ่งกับคำว่าตาบอด จะสอนลูกเขายังไง จะคุมห้องยังไง ซึ่งเราเข้าใจนะ ไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหนเราก็ต้องเจอกับคำถามพวกนี้อยู่แล้ว 

“ต้องขอบคุณคุณครูในหมวด คุณครูพี่เลี้ยงที่คอยช่วย และ คุณครูวีณา รัตนสุมาวงค์ หัวหน้าหมวดภาษาต่างประเทศ ที่ให้โอกาส เขาพยายามบอกว่าเราทำได้นะ โดยให้สอนเเบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากให้สอนในระดับเดิมก่อน มีไปติวสอบ O-Net บ้าง ช่วงแรกชั่วโมงยังไม่เยอะมากเท่าไหร่”

ไอซ์เล่าต่อว่า “เวลามีประชุมผู้ปกครองเราไม่เคยโดนคำพูดหรือปะทะตรงๆ แต่จะมีครูพี่เลี้ยงเล่าให้ฟังว่ามีคนมองบ้าง มีคนสงสัยบ้าง จากภาพที่เขาเห็นเรา เราคิดเสมอว่าเราจะทำอย่างไรให้เขามั่นใจว่าเราสอนลูกเขาได้

“เราก็มานั่งลิสต์ว่าเรายังทำอะไรไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่ามีบางอย่างที่เรายังทำได้ไม่เต็มที่ สมมติวันนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์เราจะแก้ปัญหายังไง เราเขียนกระดานไม่ได้ เราก็ต้องพูดสดสอน หรือเราคุมเด็กด้วยสายตาไม่ได้ ก็มานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้เด็กฟังเรา จึงหาเทคนิคใหม่ๆ มาทำให้เขาอยากเรียนกับเรา

“กับเพื่อนครูและการทำงานอื่นๆ ที่โรงเรียนอย่างยืนเวรเราก็ช่วย เขาจะให้ยืนในจุดที่ยืนหลายคน ทางโรงเรียนพยายามช่วยให้เราได้ทำสิ่งที่เราทำได้ เช่น ช่วงสอบเราคุมสอบไม่ได้ ก็มารับหน้าที่เป็นคนประกาศเวลาสอบแทน มีคุณครูพิมพ์ข้อมูลมาให้ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติเขาเขียน นี่ก็เป็นความช่วยเหลือ พอมาทำตรงนี้ก็เลยได้เป็นประชาสัมพันธ์ให้โรงเรียนด้วย เพราะเราใช้เสียงพูดได้ เราประทับใจโรงเรียนในแง่ที่เขาดึงจุดที่เราทำได้มาให้เราได้ทำด้วย”  

เมื่อเจอกำแพงของความไม่เชื่อใจและถนนสายนี้ไม่มีทางลัด ทางเดียวที่จะก้าวข้ามกำแพงนั้นไปได้ คือการทำให้เห็น โดยที่ไม่ลืมเห็นคุณค่าของตัวเอง 

“เราให้กำลังใจตัวเองด้วยการมองสิ่งที่เรามี วันที่เราท้อมันไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวไปทุกอย่าง มันมีจุดที่เราทำได้ เช่น ตอนช่วงเรียน ท้อมาก เหนื่อยกับการทำเอกสาร เราก็มองย้อนกลับไปว่าเราก็สอบเข้าครุฯ จุฬาฯ เอกอังกฤษ ได้นะ เรายังผ่านพวกนั้นมาได้ ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้อะไรเลย เราผ่านมาเยอะ จนทุกวันนี้เราพิสูจน์ให้คนเห็นแล้วว่าเราทำได้”  

04

ห้องเรียนของครูไอซ์

ห้องเรียนของเขาสร้างด้วยคานความตั้งใจ วางบนเสาความทุ่มเท แล้วบรรจงเรียงอิฐความใส่ใจทีละก้อน ก่อนจะฉาบทับด้วยความอยากพัฒนาอยู่เสมอ นอกจากนั้น เทคโนโลยีเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เข้ามาเป็นสื่อสำคัญในห้องเรียนนี้อีกด้วย 

ผู้มีความบกพร่องทางสายตาใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนได้ปกติ ด้วยการติดตั้งโปรแกรมอ่านจอภาพ เช่น โปรแกรม NVDA (Non Visual Desktop Access) ซึ่งเป็นโปรแกรมอ่านจอภาพบนระบบปฏิบัติการวินโดว์ที่พัฒนาโดยคนไทย หรือการเปิดโหมด Accessibility Access ในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งช่วยอ่านไฟล์เทกซ์ทั้งจากโปรแกรมต่างๆ และบนอินเทอร์เน็ตออกมาเป็นเสียง

ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

ไอซ์ส่งหนังสือเรียนทุกเล่มไปให้อาจารย์ช่วยแปลงเป็นอักษรเบรลล์เพื่อใช้อ่านเตรียมตัวก่อนมาสอนและง่ายต่อการจดโน้ตเป็นอักษรเบรลล์ในส่วนที่นักเรียนยังไม่เข้าใจเพื่อที่เขาจะได้ไปทำการบ้านมาเพิ่ม พร้อมทำสไลด์ PowerPoint เพื่อใช้สอนเนื้อหาในแต่ละคาบ

เวลาว่างส่วนใหญ่ของครูไอซ์ถูกใช้ไปกับการหาเทคนิคใหม่ๆ ในการมาสอนจากเว็บต่างๆ เช่น British Council และ English Teaching Forum ห้องเรียนของเขาจึงเต็มไปด้วยกิจกรรมและสื่อการสอนใหม่ๆ เสมอ 

หนึ่งในนั้นคือ Kahoot แอปพลิเคชันในการสร้างและตอบคำถามออนไลน์ ที่กำลังได้รับความนิยมในห้องเรียนและการสัมมนาทั่วโลก โปรแกรมจะคล้ายๆ การเล่นเกมตอบคำถามแบบ ก ข ค ง โดยฉายคำถามขึ้นจอ แล้วเด็กๆ จะกดตอบคำถามจากมือถือหรือคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้ เพื่อแข่งกันว่าใครจะได้คะแนนมากที่สุด การบ้านของเขาถูกจัดทำด้วยโปรแกรม Microsoft Word พร้อมมี QR Code ให้นักเรียนทำควิซต่อได้อีก

ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“คนมักจะสงสัยเรื่องตรวจการบ้านยังไง เราใช้ Google Quiz สร้างการบ้าน ทำไฟล์เอกสารแล้วให้เด็กส่งมาทางอีเมลล์หรือเฟซบุ๊ก ส่วนข้อสอบปรนัยจะมีคอมพิวเตอร์ช่วยตรวจอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นตัวข้อสอบอัตนัยนี่ต้องให้น้องฝึกสอนหรือครูในหมวดช่วยอ่านให้ โดยเราจะทำเฉลยไว้ แล้วมานั่งคุยกันให้ผลการตรวจเป็นเรามากที่สุด ก็ต้องยอมรับว่าบางอย่างเราต้องพึ่งพาคนอื่นบ้าง” 

ระหว่างทางที่เราเดินคุยกับครูไอซ์ มีนักเรียนส่งเสียงสวัสดีและวิ่งเข้ามาชวนคุยอยู่ตลอดทาง จนอดสงสัยไม่ได้ว่านี่เราเดินอยู่กับคุณครูหรือดารากันแน่ เด็กๆ เล่าให้เราฟัง (แอบเม้าลับหลังครูไอซ์) ว่า ช่วงแรกมีไม่มั่นใจบ้างว่าครูจะสอนไหวไหม แต่พอได้ลองเรียนก็ชอบ ครูสอนสนุก ส่วนบางคนมีรุ่นพี่บอกต่อกันมาว่าครูสอนดีทำให้อยากเรียน 

เด็กๆ ยังเล่าเสริมอีกว่า ถึงแม้คุณครูจะมองไม่เห็น แต่คุณครูรู้ทุกครั้งถ้ามีใครแอบคุยกันหรือใครไม่ตั้งใจเรียน เขาจะใช้วิธีเรียกถามคำถาม ถ้าตอบไม่ได้ก็จะโดนจับได้ทันทีว่าไม่ตั้งใจฟังครู

“ครูไอซ์มีหนังสือเรียนเวอร์ชันอักษรเบรลล์ของเขาเอง เขาตอบได้หมดเลยว่าอะไรอยู่หน้าไหน แม่นกว่าหนูอีก บางทีบอกถูกหน้ากว่าครูบางคนด้วยค่ะ” 

“ครูไอซ์มีเกมมาตลอด มีชิพมาแจกเด็กๆ หนูชอบมาก (ประสานเสียง) ใครตอบคำถามได้ก็จะได้ชิพ แล้วไปบวกเป็นคะแนนจิตพิสัยท้ายเทอม” 

  ไอซ์เปลี่ยนภาพจำของคุณครูที่เด็กๆ ต้องเคารพแต่ไม่กล้าสบตา เป็นคุณครูที่ลูกศิษย์หลากรุ่นต่างวิ่งเข้ามาหา มาอัพเดตชีวิตส่วนตัวให้ฟัง ไม่ต้องมองเห็นก็รับรู้ได้ว่าดอกไม้ที่เขาใช้ความตั้งใจรดนั้นกำลังบานสะพรั่ง

05

ข้อสอบอัตนัย

มาถึงตรงนี้คงไม่มีคำถามอีกแล้วว่าเขาสอนได้อย่างไร ต้นไม้ต้นนี้หยั่งรากยืนต้นอย่างมั่นคง แผ่ร่มเงาให้แก่ทุกคนที่อยู่ใกล้ ไอซ์ได้รับการยอมรับจากทั้งนักเรียน เพื่อนร่วมงาน และผู้ปกครอง แล้ววันนี้อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการสอน เราถาม

“จะทำยังไงให้เด็กอยากเรียน” ไอซ์ตอบกลับทันที พร้อมย้ำหลายครั้งว่าคำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว และเป็นสิ่งที่เขาก็พยายามหาคำตอบใหม่ๆ มาอัพเดตห้องเรียนของเขาอยู่เสมอ 

“เราสอนแบบมีเกม มีกิจกรรม ให้เด็กได้พูด ได้จับคู่กัน อย่าง ม.ต้น เขาจะชอบพูด ส่วน ม.ปลาย ก็เอาข้อสอบเข้ามหา’ลัยมาติวเสริมให้เขา ที่สำคัญ เราจะเปิดโอกาสให้เด็กกล้าตอบ ถ้าตอบผิดก็จะไม่ว่า เพราะภาษาอังกฤษ สิ่งสำคัญคือต้องกล้า เด็กต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดให้ได้ มันทำให้เด็กอยากเรียนขนาดนั้นไหม มันก็ยังนะ เราก็ยังมีประสบการณ์ไม่มาก ยังต้องหากันต่อไป” 

แล้วถ้าให้ออกแบบวิชาของตัวเองได้ อยากสอนวิชาอะไร เราถามต่อ 

“English for Life สอนภาษาอังกฤษพื้นฐานในการใช้ชีวิต เช่น ทักษะการสื่อสาร การพูด การเขียน การติดต่อ อาจจะเป็นการเขียนจดหมาย Complain เขียนชื่นชม หรืออวยพรวันคริสต์มาส แล้วก็มีเสริมส่วนการค้นหาตัวเอง” ไอซ์ตอบพร้อมรอยยิ้ม 

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

ปัจจุบันไอซ์สอนที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยมาเกือบ 3 ปีแล้ว มีสอนสัปดาห์ละ 18 คาบ ให้นักเรียนชั้น ม.2 กับ ม.6 และยังคงหาวิธีการสอนใหม่ๆ มาให้นักเรียนของเขาเสมอ 

ล่าสุด ไอซ์ได้รับทุน Fulbright เพื่อไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเขาตั้งใจว่าจะไปศึกษาเพิ่มเติมด้านการสอนภาษาอังกฤษ หาประสบการณ์เพิ่มเติมเพื่อกลับมาพัฒนาการสอนของเขา 

จากเด็กชายไอซ์ที่เคยเป็นนักเรียนร่วมในชั้นมัธยม ค่อยๆ ค้นพบตัวเองและก้าวข้ามอุปสรรคในการเรียน จนกลายมาเป็นคุณครูผู้สอนในชั้นเรียนของเด็กสายตาปกติ เขาพิสูจน์ให้คนเห็นแล้วว่าการมองไม่เห็นไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนการสอน แล้วอะไรคือข้อจำกัดของวงการการศึกษาไทย อันนี้เป็นคำถามที่เราต้องช่วยกันตอบ (100 คะแนน) 

“เรื่องการศึกษา เราอยากให้เน้นภาคปฏิบัติมากขึ้น ทฤษฎีบางอย่างก็ต้องรู้ แกรมม่าก็ต้องเรียน แต่อยากให้เน้นการเอาไปใช้มากขึ้น เปิดให้นักเรียนได้ใช้ความคิดที่หลากหลาย ไม่จำกัดกรอบเขามาก ส่วนในภาพรวม ตอนนี้มีสอบเยอะมาก อยากให้ลดลง ให้นักเรียนได้เรียนรู้จากเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น 

“เช่นบางคนรู้เรื่องวิชาการหมดเลย แต่มาโรงเรียนยังไงไม่รู้ ควรให้เด็กได้มีทักษะชีวิต สิ่งสำคัญเลยคือทักษะที่จะใช้ในการแก้ปัญหา ไม่ใช่ปัญหาที่คุณครูกำหนดนะ แต่เป็นปัญหาในชีวิต ตรงนี้น่าจะเสริม ไม่อยากให้เรียนเพื่อแข่งเกรดกัน อยากให้ทุกคนช่วยกันเรียนแล้วประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“เด็กแต่ละคนเขามีความต้องการแตกต่างกัน ไม่จำเป็นจะต้องไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่ว่าจบวิทย์ต้องไปเป็นหมอทุกคน นี่คือสิ่งที่อยากเห็น การเรียนที่ตอบสนองความหลากหลายของแต่ละคน เขาเป็นอย่างไรให้เขาได้เป็น ให้เขาได้ลอง” 

เรามีโอกาสได้คุยกับคุณครูวีณา รัตนสุมาวงค์ หัวหน้าหมวดวิชาภาษาอังกฤษ ถึงความรู้สึกวันแรกที่ได้เจอไอซ์ เธอเล่าให้ฟังว่า ตอนแรกเธอเองก็กังวลและสงสัยว่าจะทำได้อย่างไร แต่เธอเชื่อมั่นว่าเขาผ่านอะไรมาเยอะ ความเป็นครูสำหรับเธอคือการให้โอกาส แม้ในช่วงแรกจะมีความสงสัยจากคนรอบข้างบ้าง แต่สุดท้ายไอซ์ก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาทำได้ และเป็นครูที่มีศักยภาพสูง ทางโรงเรียนยินดีที่มีครูเก่งๆ มาสอนที่โรงเรียน 

“ทางโรงเรียนไม่ได้มีโควตาเพื่อคนพิการให้ เราให้โอกาสเขา ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นคนพิการ แต่เราเห็นว่ามีความตั้งใจจริงและเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาทำได้ เขาได้มาเป็นครูเพราะเขามีความสามารถผ่านเกณฑ์ของโรงเรียน นักเรียนทุกคนรักครูไอซ์ ถ้าวันหน้ามีคนที่มีความสามารถ มีความตั้งใจอยากเป็นครู ไม่ว่าจะพิการหรือไม่ เรายินดีต้อนรับ” คุณครูวีณากล่าว 

06

Inclusive Society

ต้นไม้จะงาม ไม่ใช่เพียงจากเมล็ดพันธ์ที่ดี หากต้องการดินดี ที่นั่นจึงจะกลายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์

เรื่องราวของครูไอซ์เป็นบทพิสูจน์ว่าการเติบโตขึ้นท่ามกลางดินที่อุดมไปด้วยโอกาส และความเข้าใจทั้งจากครอบครัว เพื่อน โรงเรียน และสังคม ส่งผลให้เขากลายมาเป็นไม้งามที่ให้ร่มและแรงบันดาลใจต่อคนอื่นๆ ในการช่วยกันขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 10 Reduced Inequality

ในวันนี้ไอซ์วาดอนาคตไว้ว่าหลังจากเรียนจบเขาจะกลับมาเป็นคุณครูสอนเด็กๆ ไปเรื่อยๆ และถ้ามีโอกาสก็อยากเป็นวิทยากรหรือให้คำแนะนำเรื่องงานให้แก่ผู้พิการคนอื่นๆ ด้วย

“เราอยากสนับสนุน Inclusive Education การเรียนรวมให้คนพิการได้มีโอกาสเรียนร่วมกับนักเรียนปกติ อย่างที่เราได้รับโอกาส อีกอย่างเราคิดว่าการที่เรามาอยู่ตรงนี้ มันน่าจะเป็นการจุดประกายอย่างหนึ่งให้คนตาดีกับคนตาบอดเข้าใจกัน อย่างน้อยนักเรียนที่นี่เข้าใจเรา อย่างน้อยเขาเคยพาเราเดินและรู้ว่าเพียงให้คนตาบอดจับที่แขนเหนือข้อศอกแล้วเดินตามปกติ เขาก็ไปช่วยคนอื่นต่อได้ ซึ่งถ้าเราสอนแค่โรงเรียนสอนคนตาบอด ชีวิตจริงเด็กตาบอดไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เลยคิดว่าเราอยู่ตรงนี้ถูกที่แล้ว” 

หากผืนดินที่ต้นไม้หลากพันธุ์อยู่ร่วมกันกลายเป็นผืนป่า เปรียบดั่งสังคมที่ผู้พิการและคนอื่นๆ อยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งการอยู่ร่วมกันนั้นไม่ใช่การให้อภิสิทธิ์ใครอยู่เหนือใคร หากแต่เป็นการโอบรับความต้องการที่แตกต่างอย่างเปิดใจ เกื้อกูลในจุดที่อีกฝ่ายขาด และเลือกสรรจุดเด่นมาใช้เพื่อเติมเต็มกันและกัน สังคมคงกลายเป็นผืนป่าที่ร่มเย็นและน่าอยู่ 

ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

Writer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

หลายปีมานี้ เราได้ยินข่าวคราวการรับบริจาคสิ่งของจากมูลนิธิกระจกเงาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดนักเรียน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ได้ยินว่าเขารับได้ทุกอย่าง 

คนยุคปัจจุบันที่หันมาสนใจเรื่องการจัดบ้าน เคลียร์สิ่งของไม่ได้ใช้ในชีวิต จึงจดชื่อ ‘โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง’ ไว้ในลิสต์ เพื่อจัดส่งสิ่งของล้นความจำเป็นไปให้

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปตะลุยโกดังสารพัดข้าวของบริจาคของมูลนิธิกระจกเงา และพูดคุยกับ สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการ ถึงการผลักดัน เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ภายใน พ.ศ. 2573 ลดการสร้างขยะในปริมาณมากโดยวิธีการป้องกัน ลดการใช้ รีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบรรลุการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

เราเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อโครงการนี้มานานหลายสิบปีแล้ว เผลอๆ อาจเป็นหนึ่งในผู้บริจาคด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือความเจ๋งของโครงการนี้ ซึ่งสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้น มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดถึง 3 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

เท่ากับว่าของที่เราส่งไปบริจาคให้กับพวกเขา ทำประโยชน์ได้อีกหลายต่อ สิ่งของที่คนมองว่าเหลือใช้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนมากมาย ทั้งยังแฝงด้วยกำลังใจและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ขนาดที่เจ้าของไม่ได้คาดคิด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ต่อที่สาม สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือมีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้งอาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด ผู้บริจาคบางท่านอาจคิดว่า เมื่อบริจาคให้ไป ก็คือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่จริงๆ สิ่งของที่ว่าต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย

แต่ละวันจะมีขยะในรูปแบบของเหลือใช้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ พ่วงมากับของบริจาคจำนวน 20 ถุงดำต่อวัน เพื่อสุดท้ายสิ่งของเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดในอีกหลายทาง มูลนิธิกระจกเงาจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้หรือผ้าที่นำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel)

ขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา นำไปใช้ต่อได้ยากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ ก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาสามารถจัดการได้ดีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกจากประโยชน์ 3 ต่อ โครงการนี้ ยังมีกำลังใจ ความหวัง และการขับเคลื่อนสังคมในแง่มุมอื่นติดไปกับของบริจาคอีกด้วย อย่างหลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟมันก็เป็นแค่ของชิ้นหนึ่ง แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนชนบทที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กๆ นั่งเรียนได้ การศึกษาเพื่ออนาคตของชาติก็ถูกพัฒนาไปพร้อมกัน ความหวังก็เกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมได้ ถ้าคุณมีสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก อย่าปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านั้นไร้ค่า ส่งไปให้โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะสามารถไปสู่มือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธาและกำลังใจยิ่งใหญ่ที่ไปไกลเกินกว่านั้น

01

เริ่มต้นจากชุดนักเรียนมือสอง

ช่วงสายของวันธรรมดา เราเดินมาเข้ามาในพื้นที่ 3 ไร่ของ Mirror Art ในซอยแจ้งวัฒนะ 1แยก 6 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการแบ่งปันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิกระจกเงา

เท่าที่สังเกตจากทางเข้า เราเห็นรถขนส่งสิ่งของเข้ามาไม่ขาดสาย รวมถึงผู้คนหลายสิบเดินมุ่งตรงเข้าไปในโกดังเปิดโล่งขนาดใหญ่ ด้านในนั้นมีคนเดินขวักไขว่ถือตะกร้าเดินเข้าไปในส่วนที่กั้นด้วยตาข่ายเหล็กที่แบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่คัดแยกสิ่งของบริจาค และส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมของเรา” สฤษดิ์อธิบายภาพตรงหน้าที่เรากำลังสนใจ ก่อนย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการที่หลายปีมานี้ คนในสังคมให้ความสนใจกันมากขึ้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เริ่มจาก 15 ปีที่แล้ว กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงาเริ่มทำงานด้านปัญหาสัญชาติพี่น้องชนเผ่า และปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จึงได้พบปัญหาเพิ่มเติมในด้านการขาดแคลนชุดนักเรียนของเด็กๆ ชนเผ่า พวกเขาจึงเปิดรับบริจาคชุดนักเรียนมือสองผ่านระบบ Mailing List ในสมัยนั้น และได้การตอบรับอย่างดี มีผู้บริจาคชุดนักเรียนเข้ามาจำนวนมาก

แต่นอกเหนือจากชุดนักเรียนแล้ว ผู้บริจาคได้ส่งเสื้อผ้าทั่วไป และสิ่งของอื่นๆ ติดมาด้วย ทางกลุ่มจึงคิดแบบแผนการจัดการให้เกิดประโยชน์ ด้วยการนำไปขายในหมู่บ้านในพื้นที่เหล่านั้นในราคาชิ้นละ 1 บาท เพื่อนำเงินรายได้มอบให้กับผู้นำชุมชนหรือกรรมการหมู่บ้านไปใช้พัฒนาชุมชนของตนเอง

“ถามว่าทำไมเราต้องคิดราคาหนึ่งบาท เพราะต้องการให้คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ โดยรายได้ที่ได้ก็มอบกลับไปให้เขาเพื่อใช้พัฒนาชุมชนของตัวเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีการพัฒนาเส้นทางหรือสร้างแนวกันไฟ แต่ไม่นานนักโครงการนี้ต้องปิดตัวลง เพราะเรายังไม่มีการบริหารจัดการและวิธีรับมือกับสิ่งของบริจาคที่มีความหลากหลายมากเสียจนทำให้ระบบที่มีอยู่พัง จึงต้องหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน”

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

หลังจากจัดตั้งมูลนิธิกระจกเงาและตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการทำงานในพื้นที่เชียงราย มูลนิธิฯ เริ่มเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์และหนังสือ เพื่อมอบให้กับชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้บริจาคจำนวนหนึ่งมอบเสื้อผ้าทั่วไปติดมาเช่นเคย จึงกลายเป็นที่มาของโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง

“มีเสื้อผ้าเข้ามาจำนวนหนึ่งจนเราต้องมานั่งขบคิดกันว่ารอบนี้ต้องออกแบบกิจกรรมจริงจัง จึงตั้งเป็นโครงการเพื่อเปิดรับเสื้อผ้าและสิ่งของทั่วไป”

ในปีที่ 2 ของโครงการ มีผู้บริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงเริ่มมีผู้บริจาคที่เป็นภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สิ่งของเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาล จึงเกิดการวางเป้าหมายบริหารสิ่งของบริจาคให้ได้ประโยชน์ที่สุด

02

รับได้ทุกอย่าง

 “ตอนนี้เรารับทุกสิ่งทุกอย่าง ของที่อยู่ในบ้าน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เรารับหมด” สฤษดิ์ยิ้มเมื่อเราถามว่าหลังจากระบบลงตัว ทางโครงการรับบริจาคอะไรบ้าง

เขาเล่าต่อว่า แต่ละปีมูลนิธิฯ จะจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ในชื่อเก๋เรียกความสนใจอย่าง ‘ของเก่าเราขอ’ ‘มหกรรมเคลียร์’ และ ‘แฟชั่นสัญจร’ เพื่อระดมสิ่งของบริจาคจากผู้สนใจ

ส่วนการเดินทางของสิ่งของบริจาคเข้ามา 3 ทาง คือ หนึ่ง ผู้บริจาคเดินทางมาด้วยตัวเอง สอง ผู้บริจาคขอให้นำรถออกไปรับ และสาม ผู้บริจาคส่งสิ่งของผ่านพาร์ตเนอร์ด้านระบบโลจิสติกส์ เช่น ไปรษณีย์ไทย Kerry NIM Express ที่มีการร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาค เช่นถ้าส่งมาที่มูลนิธิกระจกเงา มีส่วนลดค่าส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือบริการส่งฟรี 3 เดือน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เมื่อสิ่งของบริจาคมาถึงศูนย์รับบริจาค จะมีเจ้าหน้าที่แบ่งแยกสิ่งของออกเป็นแต่ละประเภทยิบย่อย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ชุดนักเรียน ของกิฟต์ช็อป ของใช้ทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุก่อสร้าง หลังจากนั้นสิ่งของที่คัดแยกแล้วจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่นำไปบริจาคและกลุ่มที่นำไประดมทุน ดังนั้นสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานี้มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์ 2 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“ของที่เรานำไปส่งต่อโดยตรงเราจะจัดไว้เลยคือ ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง สื่อการเรียนการสอนทุกชนิด อาจมีเสื้อผ้าทั่วไปบ้าง ซึ่งเราจะจัดให้โรงเรียน ศูนย์ในชุมชน วัด หรือแม้กระทั่งองค์กรพัฒนาชุมชนในพื้นที่ แม้แต่หน่วยงานกู้ภัย ซึ่งน้ำท่วมขอนแก่นครั้งนี้ เราก็เอาของลงไปช่วยได้ทันที” สฤษดิ์อธิบายถึงเส้นทางของการจัดการสิ่งของบริจาค ที่ต้องคัดสรรให้ตรงกับความต้องการของผู้รับ

“ผู้รับมีสิทธิ์เลือกหนังสือหรือเสื้อผ้า สำหรับชุดนักเรียน เรากำลังพัฒนาถึงการแบ่งตามไซส์หรือโรงเรียนต้องการไซส์แบบนี้ ถ้ามีเราก็ส่งให้ เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยตรง ไม่ต้องเอาของไปกอง เพราะของที่กองนั้นอาจสร้างประโยชน์หรือเป็นโอกาสของคนอื่นได้

“ระยะหลังเราส่งเฟอร์นิเจอร์ไปตามโรงเรียนเยอะมาก จนบางทีแปลกใจว่าไม่มีการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ให้โรงเรียนหรือ การส่งของชิ้นใหญ่นับเป็นเรื่องหนักเอาการเหมือนกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการใช้กำลังคนเยอะ แต่เรายินดีที่จะทำให้ เพราะเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ช่วยจัดห้องเรียน หรือแม้แต่ห้องสมุดพร้อมใช้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนและประสบภัยพิบัติได้เยอะทีเดียว”

ต่อมาเมื่อเอ่ยถึงประเด็นการขายระดมทุน หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องนำสิ่งของบริจาคมาขาย สฤษดิ์เข้าใจความรู้สึกและความกังวลของผู้บริจาคหลายคนเช่นกัน และเขาให้เหตุผลว่า

 “สิ่งของบริจาคบางรายการไม่เหมาะกับการบริจาค และเป็นสิ่งของที่คุณภาพค่อนข้างดี เช่นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าบางอย่าง เราจึงนำมาเปิดระดมทุนในราคาถูก เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนเพื่อนในแต่ละโครงการของมูลนิธิฯ ที่ทำงานร่วมกัน เพราะการเขียนขอทุนมีปัจจัยต่างหลายอย่างที่อาจทำให้งานล่าช้า เราต้องการความเร็วและความเป็นเอกภาพในการทำงาน”

03

เส้นทางการระดมทุน

การระดมทุนในที่นี้ไม่ใช่การนำไปขายทอดตลาดเพื่อหวังกำไรสูงสุดอย่างธุรกิจทั่วไป หากเป็นการจัดการในลักษณะของธุรกิจเพื่อสังคม โดยขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าเป็นหลักในราคาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาจริง เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมาเลือกซื้อเป็นสินค้ามือสอง และนำไปขายสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป

“เราเปิดกว้างให้คนมาซื้อโดยไม่มีการผูกขาด หรือสร้างเงื่อนไขให้คนมีกำลังซื้อเยอะมารับของไปทั้งหมด เพราะเราต้องการกระจายให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรได้ ระยะแรกเหมือนจะมีการแย่งชิงกัน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นระบบโควตา แต่ละวันคุณต้องมาลงทะเบียนซื้อเพื่อของได้หกตะกร้า คัดเลือกตามที่พอใจแล้วนำมาคิดเงิน ที่เหลือคนอื่นก็จะได้เลือกไป”

สฤษดิ์พาเราเดินดูห้องต่างๆ ในโกดังเก็บสิ่งของบริจาคที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากห้องแยกประเภทสิ่งของบริจาค ไปสู่ห้องคัดแยกเสื้อผ้าซึ่งเป็นของบริจาคหลักของที่นี่

ในห้องเล็กๆ ที่กั้นด้วยผืนพลาสติกใสหน้าประตูคล้ายโรงงาน มีอาสาสมัคร 5 – 6 คนคัดแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ลังพลาสติกอย่างขยันขันแข็ง ต่อมาลังเสื้อผ้าเหล่านั้นจะถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แยกชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับนำไปส่งต่อ หรือเสื้อผ้าที่จะนำไปเป็นสินค้าต่อไป 

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.30 – 12.00 น. จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้าในพื้นที่ขาย ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ แบ่งสัดส่วนสินค้าอย่างชัดเจน เสื้อผ้าจะแบ่งตามราคา 10 – 20 – 30 บาท ทุกคนถือตะกร้าเข้าไปรื้อไปเลือกได้ตามใจ

ที่น่าทึ่งสำหรับเราคือ เสื้อผ้าเหล่านี้เปลี่ยนใหม่วันต่อวัน!

หลังเที่ยงวันเสื้อผ้าทั้งหมดจะถูกเก็บใส่กระสอบและขายเหมาในราคา 70 บาท เพราะนับเป็นสินค้าเหลือจากการเลือก ในวันต่อไปเสื้อผ้าล็อตใหม่ที่คัดสรรเรียบร้อยและเก็บไว้เป็นสต็อกแล้ว จะนำมาลงขายให้ผู้ซื้อมาเลือกกันได้ใหม่

“เป็นเสน่ห์ทางธุรกิจที่เรานำมาปรับใช้ ให้คนซื้อรู้สึกว่าได้ของใหม่ตลอดเวลา” สฤษดิ์ว่าอย่างนั้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกเหนือจากกองเสื้อผ้าราคาย่อมเยาแล้วอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นส่วนของร้านแบ่งปัน ที่คัดเสื้อผ้าคุณภาพระดับมีแบรนด์มาแขวนขายในราคาตัวละ 100 บาท รวมถึงสินค้าคุณภาพดีชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า กระเป๋าเดินทาง สินค้าสำหรับเด็ก

เราถามถึงประเด็นที่อาจมีคนกังวลว่า สินค้าเหล่านี้อาจไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ลำบากจริงๆ หากมีผู้ขายเจ้าใหญ่แอบมาซื้อไปด้วย

“จริงๆ เป็นระบบที่อาจพึ่งพากันนิดหน่อยในวงการธุรกิจของมือสอง อาจต้องมี Supplier มาเป็นตัววิ่งบ้าง แล้วก็มีรายเล็กมาวิ่ง ถึงจะเกิดตลาดที่สมบูรณ์ได้” เขาอธิบายให้เข้าใจ

“ถ้าเราไปเจาะว่าให้แต่คนยากจนและลำบาก อาจทำให้ตลาดของเขาหดตัว เพราะพวกเขามีเงื่อนไขนิดหน่อยตรงที่เงินไม่เยอะ เวลาต้องเอาเงินมาซื้อของทำให้เงินจม ดังนั้นก็จะมีรายใหญ่หน่อยมาช่วยอีกที และพึ่งพากันในระบบนิเวศถึงจะไปต่อได้ แต่เราก็โฟกัสและมีการควบคุมอยู่”

04

ธุรกิจเพื่อคนจน

เมื่อดำเนินงานมาได้สักระยะ ทีมงานโครงการได้พบว่าคู่ค้าที่เข้ามาซื้อของเป็นประจำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำอาชีพเป็นแม่ค้าขายของมือสองตามตลาดนัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คนกลุ่มนี้มีปัญหาด้านความเป็นอยู่อื่นๆ ติดมาด้วย เช่นการมีหนี้สินจากการกู้นอกระบบ หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจต่างๆ ดังนั้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้พวกเขาจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง ทีมงานจึงมีการต่อยอดพัฒนา ‘ธุรกิจเพื่อคนจน’ โดยใช้ระบบสมาชิก

“เราจัดเป็นระบบสมาชิก โดยมีการสะสมยอดการซื้อ หรือถ้ามีคนที่ไม่ขายเลยแต่อยากลองดู เราก็เริ่มต้นโดยให้ของฟรีไปก่อน พอเขาตั้งต้นได้ก็กลับมาหา มาเป็นสมาชิกและซื้อของกับเราต่อไป ตอนนี้เรามีสมาชิกประมาณหนึ่งพันคนแล้ว ในแต่ละวันก็มีคนที่มาซื้อของกับเราประมาณสองร้อยคน”

ข้อได้เปรียบที่สมาชิกจะได้มากกว่าขาจรทั่วไปคือ ได้รับเงินปันผลที่จ่ายปีละ 2 ครั้ง พร้อมการดูแลเยียวยาปัญหาชีวิตจากมูลนิธิฯ โดยตรง

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

“สิ่งที่สมาชิกจะได้รับนอกจากการซื้อของได้ในราคาถูกมากเพื่อนำไปสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ คือ หนึ่ง เขาจะได้รับการช่วยเหลือในกรณีที่ยากจนจริงๆ เช่น หากลูกเขาเจ็บป่วย พ่อแม่ไม่สบาย มีผู้ป่วยติดเตียง เราก็มีทรัพยากรบางอย่างที่ดูแลเขาได้ สองคือ ในทุกปีเราจะมีปันผลให้สองครั้ง ในหนึ่งปีคุณซื้อของเป็นยอดรวมเท่าไหร่ คุณมาเบิกคืนได้ห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นเหมือนการออมหรือเป็นโบนัสให้ตัวเอง ซึ่งเงินส่วนนี้อาจนำไปแก้ไขในสภาวะที่ติดขัดได้ 

“สุดท้ายแล้วโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลงออกแบบมาเพื่อแบ่งปันจริงๆ เราไม่ได้คิดเอาเงินปันผลห้าเปอร์เซ็นต์มาเป็นการเก็งกำไรทางการตลาด ขณะเดียวกันเราก็บริหารจัดการให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมได้ เมื่อเราอยู่ได้ก็นำเงินที่มีไปลงทุนช่วยเหลือคนได้จริง” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

05

ขยะที่แฝงตัวมา

สิ่งที่เหนือความคาดคิดของเราคือ มีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้ง อาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด

“ผู้บริจาคบางท่านอาจไม่เข้าใจว่าของที่บริจาคควรดีแค่ไหน หรืออย่างไรนับเป็นขยะ และเขาอาจคิดว่าเมื่อให้มาคือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่ถ้าเห็นขั้นตอนที่เล่ามาคือมีการจัดการอีกเยอะมาก” สฤษดิ์เริ่มอธิบาย

“เมื่อโครงการใหญ่ขึ้น เราจึงต้องคิดเรื่องขยะต่อด้วย เริ่มจากเสื้อผ้า จะมีเสื้อผ้าที่ไม่สามารถใช้ได้จริง ขนาดจะเป็นผ้าขี้ริ้วยังลำบาก ซึ่งแต่ละวันจะมีของเหล่านี้พ่วงมาเสมอ เรารับมาเยอะจนคิดว่าเราเป็นภาระสังคมแล้ว เพราะเราผลิตขยะเยอะมากและจัดการไม่ได้จำนวนยี่สิบถุงดำต่อวัน ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเป็นผู้ถูกกระทำด้วย”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

ทีมงานต้องระดมความคิดเพื่อวางมาตรการจัดการขยะอย่างจริงจังและเร่งด่วน ในที่สุดก็หาทางแก้ปัญหาเปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า และแปลงเป็นรายได้ ไปพร้อมกับการจัดการให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ได้สำเร็จ

“จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรต้องมีอยู่แล้ว เราให้เทศกิจมารับขยะไปได้ แต่ก็ต้องไปเป็นภาระกับทางเทศกิจที่ไปจัดการขยะที่โรงขยะอีก เราจึงคิดจัดการตั้งแต่ที่เราเอง เราได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้ที่เป็นผ้าผสม ซึ่งนำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะพลังงานทางเลือก เป็น RDF (Refuse Derived Fuel)”

“ต่อมาเป็นขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา พวกนี้นำไปใช้ต่อยากมากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ เราก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ส่วนพลาสติกทั้งหมด เราแยกเป็นชนิดและนำไปขายให้กับซาเล้งและโรงงานที่รับซื้อกลายเป็นรายได้เข้ามา ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า และเราจัดการได้ดีถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด”

06

สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันร่วมกัน 

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชื่นชมในเรื่องของการแบ่งปันและการให้ แต่ความท้าทายยิ่งใหญ่ก็คือ วัฒนธรรมของการบริจาคที่สั่งสมมาแต่เดิม

“ส่วนใหญ่เรายังติดวัฒนธรรมที่ว่า ของที่ให้เป็นของทำบุญ ควรจะไปถึงมือผู้รับโดยตรง ดังนั้นในช่วงแรกหลังจากที่เราสื่อสารข้อเท็จจริงว่า มีการนำของบริจาคไปขายระดมทุน จึงมีคำถามมากมายจากผู้บริจาค เพราะบางทีเขาไม่ได้รับข้อความจากเราโดยตรง ซึ่งเราต้องใช้ความพยายามสื่อสารสักสองปีกว่าจะเข้าใจกัน

“ที่ผ่านมาเราพยายามสร้างวัฒนธรรมการบริจาคให้เห็นภาพร่วมกันชัดเจน โดยการเล่าเรื่องการทำงาน เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” สฤษดิ์เล่าถึงการแก้ไขปมปัญหาที่ต้องคลี่คลายให้ชัดเจน

แต่หลังจากปลุกปั้นและดูแลโครงการนี้มาเป็นเวลา 9 ปี เขาก็ได้เห็นการเติบโตของโครงการและกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันมากขึ้น และมีโอกาสที่จะก้าวสู่การแบ่งปันกันในสังคมอย่างยั่งยืนได้

“เมื่อคนเปิดรับเทรนด์ด้าน CSR มากขึ้น เขาก็อยากช่วยเหลือสังคมมากขึ้น คนเริ่มฉุกคิดถึงว่าอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้เราเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าการจะมอบเสื้อผ้าให้คนที่ต้องการเป็นเรื่องยากมาก แต่วันนี้มันง่ายขึ้นเพราะมีเรามีวิธีการจัดการให้คุณได้

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“วันนี้สิ่งของที่อยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งสามารถตกไปถึงมือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้จริง ทรัพยากรเหล่านี้ไหลไปถึงพวกเขา หากคุณมีทรัพยากรที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก คุณแค่ส่งมาให้เรา เราจัดการต่อให้คุณได้

“ที่ผ่านมาเราดึงพาร์ตเนอร์ด้านต่างๆ มาร่วมงานกับเรา สร้างคุณค่าและนวัตกรรมร่วมกัน สร้างบรรยากาศแห่งการแบ่งปัน ใครมีจุดแข็งด้านไหนก็มาร่วมกัน บางบริษัทมีอุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะ เก้าอี้ เขาก็นำมาให้ เราส่งต่อให้โรงเรียนได้ หรือแม้แต่สถาบันการศึกษาส่งนักศึกษามาฝึกงาน ส่งอาสาสมัครมาร่วมทำงานกับเราได้ มันมีช่องทางให้ทำภารกิจนี้ร่วมกันได้เยอะมาก”

สำหรับรายได้จากการขายระดมทุนในแต่ละปีนับว่าเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการโครงการ และช่วยเหลือเพื่อนในโครงการให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นและสำเร็จได้

“แต่เรามีเงินไม่เยอะนะครับ บางทีมีการตีความว่ากระจกเงาได้เงินเยอะเป็นร้อยล้าน ไม่จริงครับ” สฤษดิ์ยืนยัน

“เรามีเงินไม่เยอะ และเราไม่เก็บเงิน เพราะเราลงหมดกับงานและโครงการ ซึ่งแต่ละงานก็เป็นการแก้ไขปัญหาระดับชาติ แต่ทั้งนี้เราได้คำนึงถึงความคุ้มทุน และบริหารให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยพยายามผลักดันให้งานไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หลายโครงการก็ประสบความสำเร็จแล้ว”

ในอนาคตเขาอยากให้โครงการนี้พัฒนาไปถึงการจัดเป็น Warehouse ที่ดูแลทรัพยากรสำหรับผู้ขาดแคลนรวมไปถึงให้องค์กรพัฒนาสังคมต่างๆ มาเลือกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมวาดความสำเร็จของโครงการไว้ในมุมของการบริหารทรัพยากร โดยนำไปวางให้ถูกจุดถูกที่ ส่งต่อให้คนที่ขาดแคลนจริงๆ ได้ใช้ทั้งหมด นั่นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว”

07

สิ่งของน้อยนิด กำลังใจมหาศาล

จากประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคมที่ยาวนานกว่า 15 ปี สฤษดิ์รับรู้ปัญหามากมายที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย ความขาดแคลนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่ภาพที่หน่วยงาน NGO สร้างขึ้นมา

จะเชื่อไหมว่า โรงเรียนในจังหวัดปทุมธานีที่นับเป็นปริมณฑลของเมืองหลวง ยังมีความขาดแคลนชนิดเดียวกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ

“ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะเจอสภาพโรงเรียนอย่างนี้ ป้ายโรงเรียนก็ล้มพิงกำแพงมานานแล้วแต่ไม่มีงบซ่อมแซม”สฤษดิ์เล่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

“ในโรงเรียนมี ผอ. ผู้หญิงและครูผู้หญิงทั้งหมดเพียงไม่กี่คน เรานำสิ่งของที่เขาขาดไปมอบให้ พาอาสาสมัครร้อยกว่าคนไปเซ็ตอัพโรงเรียนให้ใหม่ ให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือจิตใจ คุณครูที่รู้สึกหมดกำลังใจก็มีพลัง มีแรงใจขึ้นมาทำงานที่เขาต่อสู้มาตลอดได้”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธา กำลังใจอย่างยิ่งใหญ่ และการหมุนเวียนทรัพยากร อันเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด

“นอกจากการแบ่งปันสิ่งของแล้ว มันมีกำลังใจและความหวังติดไปกับของด้วย หลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟก็จบ แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กนั่งเรียนได้ ความหวังก็เกิดขึ้น คุณครูก็รู้สึกดี ตรงนี้ผมว่ามันยอดเยี่ยมมาก”

“เพราะการให้ของคุณมันไปได้ไกลกว่าที่คิด มันไปถึงแก่น ไปสู่จิตใจของผู้รับ ไม่ได้อยู่แค่ปัจจัยทางกายที่เขาได้รับ การให้ของเราเป็นการให้โดยที่เขาไม่ต้องมากราบไหว้ เราให้ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์พึงจะได้รับ เรามอบความปรารถนาดีและศรัทธาให้เขา เขาก็ให้ความรู้สึกดีตอบกลับมา พอภาพของคนสองฝั่งมาเจอกัน ผมว่าอย่างนี้ทุกอย่างจบ”

สำหรับสฤษดิ์ ในฐานะคนทำงานด้านสังคมมานาน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่งในการสร้างบรรยากาศการแบ่งปัน ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมของเราให้เกิดขึ้น

“ผมภูมิใจที่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่เอาไปต่อเป็นภาพใหญ่ และพยายามสร้างแนวคิดร่วมกับภาพนั้นให้เป็นฝันที่เกิดขึ้นจริงได้ นั่นคือ ภาพของสังคมที่มีการช่วยเหลือและแบ่งปันกันอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สุดของโครงการและตัวผมเอง”

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load