เสียงแคนเสียงโหวดดังก้องปราสาทหินขอม ชายหนุ่ม GOT7 สวมเสื้อผ้ากลิ่นอายไทยโทนสีฟ้าเดินเข้าอุทยานประวัติศาสตร์สำคัญของบุรีรัมย์ ในวันที่ร้อนระอุจนกระหายน้ำ บอยแบนด์แห่งเกาหลีใต้เต้นแบตเทิลกับวัยรุ่นไทยใจกลางปราสาทเพื่อเดิมพันเป็นเครื่องดื่มซาบซ่าเย็นฉ่ำ ไม่ใช่ในบีตเพลงป๊อปติดหู แต่เป็นจังหวะเร้าใจของลาวกระทบไม้

GOT7 est GOT7

หากคุณขึ้นรถไฟฟ้า คงรู้สึกคุ้นเคยกับโฆษณา est Cola ตัวนี้บ้าง และถ้าคุณเป็นอากาเซ แฟนคลับของกลุ่มศิลปินแห่งค่าย JYP คงรู้ชัดว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ เจบี, มาร์ค, แจ็คสัน, จินยอง, ยองแจ, แบมแบม และ ยูคยอม ปรากฏตัวในโฆษณา est Cola เพราะตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา หนุ่มๆ ทั้งเจ็ดกลับมาประชาสัมพันธ์น้ำอัดลมไทยอยู่บ่อยครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาโอบรับวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสานอย่างเต็มตัว และเป็นครั้งแรกที่โฆษณาเอสโคล่าแตะยอด 30 ล้านวิวภายในเวลาไม่กี่วัน

เบื้องหลังการจับคู่วงดนตรีสัญชาติเกาหลี กับน้ำอัดลมสัญชาติไทยคือการจับมือระหว่างสองบริษัทยักษ์ใหญ่ ‘ไทยดริ้งค์ จำกัด’ บริษัทเครื่องดื่มเครือไทยเบฟ และ JYP Entertainment ค่ายเพลงอันดับต้นของเกาหลีใต้ แม้การเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์เป็นศิลปินนักร้องเกาหลีไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในบ้านเรา แต่เอสโคล่าเป็นตัวอย่างแบรนด์ที่ทุ่มทำการตลาดกับกลุ่มแฟนคลับศิลปินอย่างเต็มตัวต่อเนื่อง จนตอนนี้เมื่อนึกถึง GOT7 ในเมืองไทย เครื่องดื่มน้ำดำจะอยู่เคียงข้างเสมอ

เมื่อได้โอกาสนั่งตรงข้ามกับ เจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาดของบริษัทไทยดริ้งค์ตอบคำถามเรื่องการทำงานกลุ่มศิลปินเกาหลีอย่างเปิดเผย ผู้บริหารที่อยู่เบื้องหลังเอสโคล่าตั้งแต่วันก่อตั้งแบรนด์เล่าว่าทั้งการตัดสินใจเลือก GOT7 ในวันนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นการใช้หลักเหตุผลทางการตลาด แต่อีกครึ่งคือการกล้าเสี่ยงเชื่อสัญชาติญาณ

แล้วการตัดสินใจนั้นก็ถูกต้องที่สุด

เจษฎากร โคชส์

เจษฎากร โคชส์

I wanna fly with you

est Cola น้ำอัดลมของคนไทยเปิดตัวในปี 2012

GOT7 บอยแบนด์สัญชาติเกาหลีเปิดตัวในปี 2014

การต่อสู้ของทั้งคู่เป็นเรื่องยาก น้ำอัดลมใหม่ต้องแข่งขันกับรสชาติเดิมที่คนทั้งประเทศคุ้นเคย ส่วนบอยแบนด์วงใหม่ก็ต้องขับเคี่ยวในวงการบันเทิงที่โหดหิน มองไปข้างหน้า เห็นได้ชัดเจนว่าเส้นทางไม่ง่าย แผนการประชาสัมพันธ์ที่รัดกุมเท่านั้นจะพาพวกเขาไปตลอดรอดฝั่ง

วง GOT7 ที่มีคนไทยอย่าง แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล เป็นสมาชิกได้รับความสนใจจากชาวไทยตั้งแต่แรกเปิดตัว การมาเยือนเมืองไทยหลายครั้งได้รับผลตอบรับกระตือรือร้นจากวัยรุ่นจำนวนมาก ในปี 2016 เอสโคล่าจึงเลือกเปิดตัวเครื่องดื่มรสชาติพิเศษ ‘เอส โคเรียน ออเร้นจ์ โคล่า’ พร้อมกับแบรนด์แอมบาสเดอร์ต่างชาติ โดยรู้อยู่เต็มอกขณะนั้นว่าศิลปินกลุ่มนี้ไม่ใช่ที่หนึ่งในวงการ

“เอสโคล่าวันนั้นยังไม่มีตัวตนที่ชัดเจน ตอนเราเริ่มทำการตลาด เราต้องเริ่มก่อนว่าเราจะจับ Segmentation ไหน อะไรคือช่องว่างทางการตลาดที่เราเข้าไปอยู่แล้วมีอิมแพ็คสูง และตรงกับดีเอ็นเอของแบรนด์เรา แท็กไลน์ของเราคือ ‘ซ่า ซี้ด สุดขั้ว’ ช่องว่างทางการตลาดที่ว่าคือกลุ่มวัยทีนที่ชอบ K-POP ซึ่งยังไม่มีแบรนด์ไหนที่จับกลุ่มนี้ แล้วสร้างอิมแพ็คในวงกว้างระดับประเทศได้”

GOT7

ผู้บริหารระดับสูงบินไปเจรจากับค่ายเพลงที่เกาหลีใต้ เพื่อเฟ้นหากลุ่มศิลปินที่มีดีเอ็นเอสดใหม่และมีกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกัน

“จากวงเกาหลีทั้งหมด เราไม่เลือกเบอร์ที่เป็นนัมเบอร์วัน เพราะตอนนั้นเรายังไม่ใช่แบรนด์ที่ใหญ่โตมาก การเลือกเขาอาจทำให้แบรนด์เราต้องกลายเป็นเงาเขา และกลุ่มที่ชอบพวกเขากำลังจะจบปริญญา กำลังจะหางาน ชีวิตไม่ว่างเหมือนเมื่อก่อน ขณะที่กลุ่มมัธยมปลายถึงเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งเป็นกลุ่มที่กำลัง Explore โลก กำลังค้นหาตัวเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เริ่มสนิทกับเพื่อน พวกเขาเป็นกลุ่มแฟนคลับที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมั่นคงกับศิลปินไปอีกหลายปี เราเลยเลือก GOT7 และสนับสนุนเขาในสื่อไทยอย่างเต็มที่ ผลจะกลายเป็น Win-Win คือเขาก็ได้ เราก็ได้ด้วย”

เจษฎากรอธิบาย ผลของการปลูกความสัมพันธ์ใช้ระยะเวลานานนับปี แต่ผลที่ได้ก็งอกงามสะพรั่ง GOT7 เป็นที่รู้จักและได้รับรางวัลมากขึ้นเรื่อยๆ มีเพลงฮิตติดชาร์ตทั้งในเกาหลีและต่างประเทศ ขณะที่เอสโคล่าเติบโตอย่างเข้มแข็ง ทั้งคู่สนับสนุนตัวตนของกันและกันให้ภาพลักษณ์ชัดเจน ความสดใสสื่อถึงความเยาว์วัย พร้อมเปิดรับความสนุกและประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ

Getting Bigger

GOT7 ประกอบด้วยสมาชิกจากเกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน และไทย ฐานแฟนคลับนานาชาติของวงแข็งแรงมาก โดยเฉพาะในเมืองไทย GOT7 มีแฟนคลับทั่วประเทศมากมายจนเดินสายจัดคอนเสิร์ต 4 ภาคได้ในปี 2017 และในปี 2018 ก็เดินทางเล่นคอนเสิร์ต World Tour ทั่วโลก

เอสโคล่าจึงพยายามสร้างแรงกระเพื่อมระดับนานาชาติในทุกๆ ปี ด้วยแคมเปญสร้างประสบการณ์ใกล้ชิดที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น พาอากาเซถึง 500 คนไปติดเกาะกับ GOT7 ในปีที่ผ่านมา ส่วนปีนี้ น้ำอัดลมสัญชาติไทยจัดกิจกรรมพาผู้โชคดีไปดูคอนเสิร์ตบอยแบนด์เกาหลีที่นิวยอร์ก

“การทำงานในวงการการตลาดคือการนำเสนออะไรแปลกใหม่ ถ้าจะสร้างแบรนด์ให้คนรัก ต้องทำทุกอย่างให้เป็น Top of Mind ถูกใจผู้บริโภค และทำให้พวกเขาเชื่อมโยงได้ และในสื่อออนไลน์ แค่ Hashtag เดียวก็ไปทั่วโลก เพราะฉะนั้น เราจะสื่อสารทั้งในไทยและวงกว้างอย่างไร เราทำแคมเปญบ่งบอกความเป็นไทยที่พูดกับเด็กรุ่นใหม่ได้ และ GOT7 เจ็ดคนนี้ทำให้แบรนด์ Travelling ได้ทันที”

สตอรี่บอร์ด สตอรี่บอร์ด การแต่งกาย Youngjae Yugyeom

โมเดลอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีที่ทำให้ชาวต่างชาติสนใจวัฒนธรรมแดนโสม และเดินทางท่องเที่ยวตามรอย เป็นโจทย์ให้ทีมงานไทยนำเสนอความเป็นไทยแบบเท่ๆ ที่ทั้งวัยรุ่นและชาวต่างชาติชื่นชอบดูบ้าง จากการเต้นเคป๊อปเชื่อมโยงสู่ลาวกระทบไม้ เสื้อผ้าแบบทันสมัยแทรกการใช้ผ้าไทย ผ้าขาวม้า จากโครงการประชารัฐ โดยบริษัทประชารัฐรักสามัคคี และสถานที่ก็ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จากนั้นจึงส่งต่อไอเดียเหล่านี้ให้ทีมงานเกาหลีดูแลภาพที่จะเกิดขึ้น

“แคมเปญนี้ช่วยเกลี่ย Social Value ไม่ใช่ในแง่แบรนด์ แต่ในแง่ศิลปะวัฒนธรรมไทย การท่องเที่ยวไทยด้วย ผลตอบรับที่เร็วมากและสูงสุดที่เราเคยได้จากโซเชียลมีเดีย บอกเราว่าไม่ใช่แค่วัยรุ่นที่ชื่นชอบ และการนำเสนอความเป็นไทยไม่ใช่สิ่งเชยล้าหลัง อิมแพ็คเกิดขึ้นจริงและลงตัวกับทุกคน”

We’re Together

“สิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้จากการทำงานกับค่ายเพลงเกาหลี มีคำเดียวคือคำว่ามืออาชีพ”

รองกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาดกล่าวอย่างหนักแน่น

เจษฎากร โคชส์

“การทำงานกับระดับ International ทุกอย่างช่วยสอนให้เราคิดล่วงหน้า คิดอย่างมีหลักการ มีระบบ แล้วเวลาจะต่อรอง จะทำอะไร ทั้งหมดต้องคิดอย่างรอบคอบแล้วคุยตั้งแต่ต้น เพราะพวกเขาค่อนข้างเป๊ะ มันทำให้เราเติบโตขึ้นเยอะ ทุกอย่างเกิดจากการคุยกันบนโต๊ะทั้งหมด เมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อยจะเห็นได้เลยว่าเราไว้ใจเขาได้ สตอรี่บอร์ด เสื้อผ้าที่เราให้โจทย์ผ้าไทยกับทางเกาหลีไป ทุกอย่างจัดการเป็นสเต็ป ไม่เคยมีอะไรผิดสักอัน การทำงานกับเกาหลีคือการพูดกันน้อยที่สุด เพราะว่าเขาต้องเข้าใจคอนเซ็ปต์ก่อนที่เราจะทำงานด้วยกันว่าเอสโคล่าคืออะไร แล้วจะวางตัว GOT7 ไว้ที่จุดไหน เพราะฉะนั้น พอเข้าใจปุ๊บ ในวันนี้เขาเข้าใจแบรนด์เอสพอๆ กับที่เราเข้าใจเลย”

เจษฎากรตบท้าย แผนการตลาดตลอด 3 ปีที่มีหนุ่มๆ GOT7 เข้ามาเติมเต็มพาทั้งสองแบรนด์โผบินมาไกล การผลักดันศิลปินสู่สากลและนำเสนอเรื่องท้องถิ่นไปพร้อมๆ กันทำให้ปีกของพวกเขาแข็งแรง พร้อมกระโจนสู่เส้นทางเบื้องหน้าที่มีความท้าทายรออยู่ ติดตามกิจกรรม est ได้ที่นี่

GOT7

ภาพ: est Cola

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

เช้าวันหนึ่งที่แสนธรรมดาใน พ.ศ.2546 ผู้คนต่างออกมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกวัน กระทั่งเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งได้เผยแพร่ออกมาทางโทรทัศน์ 

เธอจำเป็นต้องคลอดก่อนกำหนด ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ใครก็ห้ามน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

เช้าวันต่อมา ไม่มีใครในประเทศนี้ไม่รู้จักเธอ มีบทสนทนาเกิดขึ้นทุกหนแห่ง เรื่องของเธอถูกส่งต่อเป็นจำนวนมหาศาล เท่าที่เทคโนโลยีในสมัยนั้นจะพาไปถึง นั่นคือพลังของหนังโฆษณาเรื่อง Peace of Mind หนังรักเรียกน้ำตาเรื่องแรกของไทยประกันชีวิต

20 ปี ที่พวกเขาปล่อยหนังโฆษณามากมายออกมาสู่สังคม ทั้งเรื่องของชายที่ต้องจากไปในวันที่ลูกเกิด ชายที่สัญญาจะเล่นเพลงให้คนรักตลอดชีวิต แม่ที่รักลูก แม้ไม่ได้ให้กำเนิด หรือพ่อที่บอกรักไม่ได้ จนสร้างศัพท์ใหม่ในวงการการตลาดว่า Sadvertising ภายใต้จุดยืนของแบรนด์ที่มั่นคง ไม่หวั่นไหว ว่าอยากทำหนังโฆษณาให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของชีวิต

ในโอกาส 80 ปี ไทยประกันชีวิต นำหนังโฆษณารักเรียกน้ำตาจำนวน 11 เรื่องกลับมาให้ชมอีกครั้งในแคมเปญ The Original Sadvertising แม้มีบางเรื่องไม่คมชัด แต่เราเชื่อว่าทุกคนที่เติบโตมาพร้อมกับหนังเหล่านี้จะจดจำมันได้ดี ทว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการถูกพูดถึงระดับปรากฏการณ์ สูตรความสำเร็จก็คงไม่ใช่แค่หนังที่ทำงานกับอารมณ์และความรู้สึกรุนแรงจนลืมไม่ลงอย่างแน่นอน

ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

วิสัยทัศน์ดีและมีความเชื่อ

ในยุคหนึ่งของวงการโฆษณา หากใครได้ทำงานร่วมกับไทยประกันชีวิตจะเป็นที่เลื่องลือมาก แต่เบื้องหลังหนังโฆษณาที่สร้างความฮือฮาระดับโลก ล้วนมาจากผู้นำที่มีความเชื่อมั่นในพลังของการโฆษณาที่ดี การเล่าเรื่องด้วยความคิดสร้างสรรค์ และให้คุณค่ากับการสร้างแบรนด์ผ่านภาพยนตร์โฆษณา บางครั้งก็แนะนำให้ทีมครีเอทีฟกลับไปดูซีนต่าง ๆ ของหนังหลากหลายเรื่อง ซึ่ง คุณไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) คือคนคนนั้น 

มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่หนังโฆษณา

นอกจากความรักจะเป็นหัวใจหลักในหนังทุกเรื่องแล้ว สังเกตว่า ทั้งหมดตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะไทยประกันชีวิตเชื่อว่าหากจะสื่อสารกับผู้คนในวงกว้าง ต้องเริ่มจากการถ่ายทอดเรื่องราวของหน่วยที่เล็กที่สุดและควรจะแข็งแรงที่สุดก่อนออกไปเจอสังคมเสมอ 

หลายครั้งจึงมีโปรเจกต์มากมายที่เป็นรูปเป็นร่างเกือบจะได้ถ่ายทำ แต่กลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อยังหาคำตอบไม่ได้ว่าหนังโฆษณาเรื่องนี้จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมได้จริงหรือไม่  

แนวคิดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ Ogilvy ที่เป็นเอเจนซี่จัดทำหนังโฆษณา ได้รับงานแรก ๆ ที่ต้องทบทวนว่าควรจะ Repositioning แบรนด์ไปในทิศทางไหน นำไปสู่จุดยืนใหม่ที่มุ่งเน้นเรื่องคุณค่าของชีวิตและคุณค่าของความรัก Value of Life & Value of Love โดยไม่ได้ต้องการพูดให้ทุกคนเชื่อ แต่จะลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนังโฆษณาเรื่องแรกอย่าง Peace of Mind เล่าเรื่องภรรยาที่จำเป็นต้องคลอดก่อนกำหนดเพราะสามีไม่อาจมีชีวิตอยู่ในวันที่ลูกลืมตา เต็มไปด้วยอีโมชันนอล แปลกใหม่ และกล้าหาญ สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการโฆษณาโลก แม้ในยุคนั้นจะวัดความไวรัลกันที่การ Forward Email ก็ตาม เรื่อยมาจนถึงหนังตัวล่าสุด กุญแจสำคัญก็ยังคงเป็นเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับบริบทของคนดูได้ เพราะแบรนด์ไม่ได้ต้องการพัฒนาหนังที่ล้ำสมัยมากที่สุด แต่จะสร้างหนังอย่างไรให้เกิดแรงบันดาลใจ และทำให้คนในสังคมได้ย้อนกลับมามองตัวเองต่างหากคือเป้าประสงค์

เลือกวิธีเล่าเรื่องถูกต้อง

ไทยประกันชีวิตไม่ได้บรรจุคำว่า Sadvertising ลงในศัพท์ทางการตลาด แต่ ฟิลิป คอตเลอร์ นักการตลาดระดับโลกคือคนที่มอบนิยามนี้ให้พวกเขา ในฐานะหนังโฆษณาที่กินใจผู้ชม สื่อสารทางอารมณ์ และความรู้สึกได้ลึกซึ้ง ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการคิดเพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากไทยประกันชีวิต โปรดักชันเฮาส์ และเอเจนซี่โฆษณาที่มองเห็นภาพเดียวกัน นั่นคืออยากให้ไทยประกันชีวิตเป็นแบรนด์ที่คนรักและเชื่อมั่นไว้วางใจ

แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ Sadvertising ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยคราบน้ำตาเสมอไป เพราะนิยามคำว่า Sadvertising ของพวกเขาไม่ใช่หนังโศกเศร้า แต่เป็นหนังที่จะทำให้สั่นสะเทือนด้วยอารมณ์ในทางใดทางหนึ่ง หัวเราะดังที่สุด ร้องไห้ที่สุด ดีใจกระโดดโลดเต้นที่สุด คุณสมบัติของหนังโฆษณาประเภทนี้จึงต้องละเอียดลออกว่าหนังทั่วไปและมีอิมแพคกับคนดูเสมอ พื้นที่เล่นสนุกของพวกเขาจึงกว้างมาก เช่น Forget me not ที่แฝงไปด้วยความตลก อบอุ่น ตามประสาคู่รักสูงวัย ก็็เป็นอีกรสชาติของ Sadvertising ที่กลมกล่อมอีกแบบ

ต้องยอมรับว่า ต่อให้พวกเขาทำการบ้านมาอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งเมสเสจที่แหลมคม แต่ความทรงพลังของเมสเสจนั้นก็อาจไม่ยิ่งใหญ่เท่า หากไม่ถูกเล่าออกมาในรูปแบบ Sadvertising ซึ่งนับว่าเป็นความกล้าหาญที่ไทยประกันชีวิตยังคงหยัดยืนทำสิ่งนี้มาตลอด 20 ปี จนแทบจะเป็นแบรนด์ประกันชีวิตเดียวที่พูดเรื่องความรัก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแง่บวกและลบ ก็นับว่าประสบความสำเร็จที่สร้างให้เกิดการถกเถียงกันในสังคมได้จริงมาอย่างยาวนาน แคมเปญหนังโฆษณาของไทยประกันชีวิตจึงทำงาน ณ วินาทีที่หนึ่งหลังหนังจบเสมอ

คราฟต์ในทุกมิติ

หลายไอเดียเกิดขึ้นจากการค้นคว้า และหลายไอเดียเกิดขึ้นจากการอ่าน คุณกรณ์ เทพินทราภิรักษ์ อดีต Chief Creative Officer, Ogilvy เป็นแฟนตัวยงของหนังสือพิมพ์หัวเขียว คอลัมน์เล็ก ๆ ในกรอบมักจะเป็นข่าวที่ถูกมองข้าม แต่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ประหลาดพิลึกเกิดขึ้นเสมอ คุณกรณ์ได้แรงบันดาลใจจากเนื้อหาเล็ก ๆ นั้น และเห็นเป็นภาพหนังโฆษณา อย่าง Peace of mind ที่ผู้หญิงคนหนึ่งไปขอให้หมอช่วยทำคลอดก่อนกำหนด หรือปู่ชิวเองก็มีที่มาแบบเดียวกันจากข่าวชายที่เดินทางไกลเพื่อไปเล่นดนตรีในคนรักฟังทุกวัน

พอมาถึงตัวบท นับว่าเป็นขั้นตอนที่กินเวลายาวนานที่สุด เพราะเต็มไปด้วยการถกเถียงว่าจะปั้นสรรตัวละครอย่างไรให้คนดูเชื่อว่าคนเหล่านี้ก็เป็นมนุษย์ไม่ต่างจากพวกเขา ทุกคนที่เห็นในหนังจะต้องเดินออกไปจากบ้านแล้วเจอได้ทันที หนังของไทยประกันชีวิตจึงเดินเรื่องด้วยชีวิตของคนธรรมดา ๆ เป็นส่วนใหญ่ แม้แต่คำว่า พ่อ เพียงพยางค์เดียวที่เด็กหญิงคิตตี้ต้องพูดปิดท้ายในหนังเรื่อง Until we meet again ก็หาข้อสรุปกันร่วมชั่วโมง 

ยิ่งอิมแพค ยิ่งยืนระยะนาน

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หนังโฆษณาที่ไทยประกันชีวิตทำมาโดยตลอด ส่งผลให้พวกเขาขายกรมธรรม์ได้มากขึ้นรึเปล่า

คำตอบคือ แค่ตัวแทนพูดว่า เคยดูหนังไทยประกันชีวิตไหม เขาก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

หนังเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวเปิดบทสนทนาได้ดีกับคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน มีประสบการณ์คล้ายกัน ดูหนังเรื่องเดียวกัน แบรนด์ไม่ได้ถูกจดจำด้วยดาราพรีเซนเตอร์ แต่ถูกจดจำในระดับเนื้อหาและความพิเศษของหนังแต่ละเรื่อง ช่วยทำให้ลูกค้าเปิดใจง่ายขึ้น

ส่วนในวงการโฆษณาเอง นอกจากจะสั่นสะเทือนโลก มันยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับอุตสาหกรรมนักสร้างสรรค์ของไทยอย่างเห็นได้ชัด เป็นหมุดหมายที่ทำให้เด็ก ๆ หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นครีเอทีฟ หรือผู้กำกับ แม้แต่วิธีการเขียนก็อปปี้อันเฉียบขาด ประโยค Wrap-up ท้ายสุดที่เข้าขั้นยากมาก ก็ถอดบทเรียนจากหนังประหนึ่งไบเบิลเล่มน้อย และการมีอยู่ของแบรนด์ก็การันตีให้คนทำงานพอมีหวังได้ว่า ยังมีลูกค้าที่เชื่อมั่นในการทำหนังคราฟต์แบบนี้ ด้วยไอเดียแบบนี้อยู่เสมอ เพราะทุกเรื่องราวที่เลือกถ่ายทอดออกไป ล้วนมีจิตวิญญาณและความเชื่อของแบรนด์อยู่ในนั้น

สามารถรับชม บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มเบื้องหลังของ The Original Sadvertising ต้นแบบหนังโฆษณารักเรียกน้ำตา ได้ที่

และรับชมหนังโฆษณาไทยประกันชีวิต The Original Sadvertising ต้นแบบหนังโฆษณารักเรียกน้ำตา ได้ที่

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load