“พอดีก็…เออ………….พอดี…ก็…….”

กระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะที่เขายังขยับปากมุ่ยม่ายรีดเค้นคำตอบจากความทรงจำระยะสั้น 10 วินาทีของภาวะเงียบเชียบก่ออาการตรึงเครียด ผ่อนคลายและพ่ายแพ้ “…ถึงไหนแล้วนะ”

‘ความฉับไว’ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของช่างภาพ เขากล่าวออกมาเช่นนั้น แต่สำหรับอดีตบรรณาธิการและช่างภาพเกษียณอายุวัย 95 ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรที่ห้วงคำนึงและถ้อยคำจะพลันหล่นหาย เขาตัดสินใจใช้ตัวช่วยด้วยการหยิบเหตุการณ์ออกมาวางกางลงเบื้องหน้า แล้วอธิบายกับเราว่า นอกจากความทรงจำ ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือบันทึกเหตุการณ์สำคัญที่มั่นคงและยืนยาว จบประโยคเรื่องราวอันงดงามก็พรั่งพรูดังตาธารใน พ.ศ. 2503 เด่นชัดราวกับเพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน

ในหลวงรัชกาลที่ 9, วิจิตร ไชยวัณณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9, วิจิตร ไชยวัณณ์

ช่วงชีวิตวัยหนุ่มที่หนักหนาเอาการและเอางานไม่เลือกของ วิจิตร ไชยวัณณ์ เริ่มต้นด้วยความฝันเป็นนักศึกษาแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พังทลาย เมื่อประสบเคราะห์กรรมรีไทร์เพียงเรียนได้ปี 2 ล้มเหลวจากการเป็นครูพิเศษประจำโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยที่ตนเรียนมาค่อนชีวิต ก่อนตัดสินใจกลับมาเมืองกรุงรับเงินเดือน 700 บาท ในตำแหน่งเสมียนประจำสำนักงานบริษัทคาลเท็กซ์ เมื่อประสบการณ์แน่นอนจึงขอย้ายไปประจำการเชียงใหม่ ไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้จัดการด้วยความสามารถผสมโรงกับดวง แต่อยู่ได้ไม่นานกิจการก็ล้มเลิก ถูกโยกไปรับตำแหน่งเดิมที่จังหวัดชลบุรี เงินเดือนสุดท้ายหรูหรา 3,000 บาท ทว่าแพ้พ่ายต่อความคิดถึงบ้าน ก่อนเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ

แล้วเรื่องราวชีวิตของวิจิตรก็ดำเนินมาถึงจุดที่อาจเรียกได้ว่าพลิกผันอย่างน่าสนใจ เมื่อมีเหตุให้ได้รับโอกาสจาก คุณเรือง นิมมานเหมินท์ หุ้นส่วนใหญ่ และ คุณสงัด บรรจงศิลป์ บรรณาธิการคนแรกของ หนังสือพิมพ์คนเมือง อันเลื่องชื่อของเชียงใหม่ในยุคนั้น เขาคว้าโอกาสและอุตสาหะเรียนรู้งานไวจนกลายเป็นคุณสมบัติที่ทำให้ได้รับตำแหน่งหัวเรือใหญ่คนที่ 2  สิบปีผ่านไปกับการทำงานด้านสื่ออย่างโชกโชน จนในปลายฤดูร้อนของ พ.ศ. 2503 โชคที่คนข่าวตัวเล็กๆ คาดไม่ถึงก็เดินทางมาถึง พร้อมกับคำเชื้อเชิญจากสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ที่มอบภาระหน้าที่ให้ไปแสวงหาประเด็นน่าสนใจในสหรัฐอเมริกามาเผยแพร่

“เขาออกตั๋วเครื่องบินชั้น First Class ให้ แต่เราขอเปลี่ยนเป็น Tourist Class เพราะสามารถที่จะ Extend ในยุโรปได้ แล้วก็ออกค่าเบี้ยเลี้ยงให้อีกวันละ 17 เหรียญฯ ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่เราเดินทาง รวมถึงค่าที่พักหรือค่ามัคคุเทศก์ก็สามารถเบิกจ่ายได้ บังเอิญในช่วงที่เราไปตรงกับช่วงที่ในหลวงและพระราชินีมีหมายกำหนดการจะเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกพอดี ก็เลยอยากจะติดตาม และขอล่วงหน้าไปก่อน 1 เดือนเพื่อไปดูลาดเลา”

ในหลวงรัชกาลที่ 9, วิจิตร ไชยวัณณ์

เงินสดส่วนตัวจำนวน 10,000 ที่พกติดตัวมาจากเมืองไทยถูกควักจ่ายทันทีที่ถึงฮ่องกง หน้าตู้กระจกบานใหญ่ เขายืนกวาดสายตามองหากล้องคู่ใจตัวใหม่ที่ไว้ใจได้ว่าจะสามารถบันทึกภาพหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของประเทศได้อย่างฉับไว ไร้บกพร่อง เขาชี้นิ้วไปยังกล้องตัวหนึ่งบนชั้นวางและอีกตัวหนึ่งที่แลดูกะทัดรัดกว่า พ่อค้าเลื่อนบานกระจกแล้วเอื้อมหยิบมันมาให้ทดสอบ เขารู้สึกถูกชะตากับ Yashica MG-1 เป็นพิเศษและวางแผนใช้มันกับฟิล์มสี และก็รอบคอบพอจะติด Olympus Pen EE-3 กล้อง Half Frame ที่ถ่ายได้กว่า 72 ภาพ อีกตัวไว้สำหรับสแนปเหตุการณ์ทันด่วนด้วยฟิล์มขาวดำ

จากฮ่องกง สู่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ต่อไปยังโฮโนลูลู เพียง 3 วันโบกมือลาเกาะสวรรค์หัวใจรัฐฮาวาย แล้วเข้ามาทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส ก่อนสิ้นสุดจุดหมายปลายทางที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประจวบกับที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา ตามหมายกำหนดการระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2503

เขาศึกษารายการเสด็จพระราชดำเนินและติดตามเสด็จเพื่อบันทึกเรื่องราวในทุกสถานที่ โดยในช่วงระหว่างติดตามเสด็จนั้น ทุกๆ วันวิจิตรจะต้องกลับมาเขียนรายงานบันทึกเหตุการณ์ประจำวัน พร้อมทั้งส่งรูปภาพกลับมายังเมืองไทยผ่านช่องทางขนส่งทางอากาศที่ใช้ระยะเวลารวดเร็วเพียง 3 วัน เพื่อให้ หนังสือพิมพ์คนเมือง ได้ตีพิมพ์รายงานพระราชกรณียกิจ และนี่ก็คือผลงานภาพถ่ายบางส่วนแห่งความภาคภูมิใจที่ตราตึงเด่นชัดในความทรงจำของนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเพียงหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้

ในหลวงรัชกาลที่ 9

สนามบินแมทส์ (MATS : Military Air Transport Service Terminal) คือสถานที่แห่งแรกที่ในหลวงเสด็จฯ ภาพนี้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ดูเป็นทางการด้วยพิธีต้อนรับจาก จอมพลดไวต์ เดวิด ไอก์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight David “Ike” Eisenhower) ประธานาธิบดีคนที่ 34 ของสหรัฐอเมริกา และแถวทหารกองเกียรติยศสง่างาม ทว่าเบื้องหลังของภาพนี้ วิจิตรเล่าให้ฟังด้วยยิ้มร่าว่า เขาเป็นช่างภาพเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้วิ่งไปมาเพื่อจับภาพเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด พิเศษกว่านักข่าวรายอื่นๆ ที่จำต้องยืนอยู่บนสแตนด์ไม้เบื้องหลัง คอยบันทึกภาพจากเลนส์เทเลโฟโต้

ในหลวงรัชกาลที่ 9

“สมเด็จพระราชินีทรงสง่างามมาก” เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาเลือกภาพนี้เป็นอีกหนึ่งภาพในดวงใจ ณ สนามบินแมทส์ (MATS : Military Air Transport Service Terminal) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จอมพล ดไวต์ เดวิด ไอก์ ไอเซนฮาวร์ และ ดร.ถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะกำลังยืนทำความเคารพเพลงชาติสหรัฐอเมริกา

ในหลวงรัชกาลที่ 9

เหตุการณ์ที่ในหลวงพระราชทานเครื่องราชย์แก่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ณ ไวท์เฮาส์ ครั้งนี้เป็นที่จดจำของวิจิตรเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรก มาจากเกียรติอันหาได้ยากของนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่จะมีโอกาสได้เยือนถึงห้องประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประการสองคือ ก่อนที่ในหลวงจะเสด็จพระราชดำเนินออกจากห้องท่านได้ตรัสกับเขาว่า “อย่าคุยกัน” เพียง 3 คำสั้นๆ ซึ่งตักเตือนให้เขาได้สำรวมกิริยามารยาท เป็นทั้งเหตุการณ์ที่ชวนรู้สึกผิดในขณะนั้น และกลายเป็นเรื่องราวสุดพิเศษในชีวิตของเขา

ในหลวงรัชกาลที่ 9

ในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 พระองค์ท่านได้เสด็จฯ มายังโรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์นในเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเป็นสถานที่พระบรมราชสมภพ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470

ในหลวงรัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรทะเบียนพระบรมราชสมภพของพระองค์ ที่ทางโรงพยาบาลจัดเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ในหลวงรัชกาลที่ 9

รอยแย้มพระสรวลประทับใจของในหลวงเมื่อเสด็จฯ มายังห้องที่พระราชมารดามีพระประสูติกาล ซึ่งทางโรงพยาบาลได้เก็บรักษาไว้ให้เฉพาะพระองค์เท่านั้น

ในหลวงรัชกาลที่ 9

นางพยาบาล 4 คนซึ่งเป็นผู้ถวายการทำประสูติกาลพระองค์ท่าน มองตลับของที่ระลึกที่พระองค์พระราชทานให้ด้วยความปลื้มปีติ โดยมุมซ้ายสุดของภาพคือ ดร.สจวร์ต วิตมอร์ (Stewart Whittemore) แพทย์ผู้ถวายการทำประสูติกาล ท่านผู้นี้รู้สึกปลาบปลื้มใจไม่แพ้กัน เมื่อได้รับพระราชทานของขวัญอันล้ำค่าซึ่งมีถ้อยความเปี่ยมความหมายจารไว้ว่า “To Doctor Whittemore, My first friend in the world”  หรือ “แด่คุณหมอวิตมอร์ เพื่อนบนโลกคนแรกของฉัน”

ในหลวงรัชกาลที่ 9

บนจุดยอดสุดของตึกเอ็มไพร์สเตท สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กำลังทรงสนทนากับ จอมพลดไวต์ เดวิด ไอก์ ไอเซนฮาวร์ ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรทิวทัศน์อันตระการตาของแมนฮัตตัน

ในหลวงรัชกาลที่ 9

วิจิตรในวัย 36 ปีเมื่อครั้งเดินทางไปยังอนุสาวรีย์ลินคอล์น อนุสรณ์สถานของรัฐบุรุษที่ชาวอเมริกันรักและเคารพ ภาพนี้ถ่ายโดยเพื่อนนักข่าวจากสื่ออื่นๆ ที่ทำหน้าที่ติดตามเสด็จ

เมื่อเสร็จภารกิจวิจิตรเลือกใช้โอกาสนี้แสวงหาประสบการณ์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ต่อจนครบกำหนดวีซ่า 6 เดือนเต็ม เขาออกตระเวนไปทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา สวีเดน เดนมาร์ก โคเปนเฮเกน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี และกรุงโรม อิตาลี เป็นสถานที่สุดท้าย ก่อนเดินทางกลับมายังประเทศไทย พร้อมกับความทรงจำงดงามที่ยากจะลบลืม

“ชอบที่สุดคือ สวีเดน เดนมาร์ก โคเปนเฮเกน เพราะเมืองมันเงียบสงบดี” เขากล่าวเมื่อเราถามเกี่ยวกับเมืองประทับใจจากทริปในวัยหนุ่ม

ปัจจุบัน วิจิตร ไชยวัณณ์ ในวัย 95 ปี ย้ายมาพำนักในที่ดินส่วนตัวอำเภอดอยหล่อ เขาต่อเติมโรงครัวให้กลายเป็นบ้านพักขนาดย่อมเคียงมะขามต้นใหญ่ มีโต๊ะไม้หน้าบ้าน เก้าอี้ไม้สำหรับเอนหลังเรียบง่าย และเลือกที่จะอยู่อาศัยตัวคนเดียว แม้ว่าบ้านหลังใหม่ของลูกชายจะสะดวกสบายและอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักด้วยเหตุผลประการเดียวกัน

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

นี่คือภาคต่อจากบทสัมภาษณ์ ฮั่น หรือ Lee Hyunkyung สาวเกาหลีผู้หลงรักเครื่องเขียนทุกอย่างบนโลก จนเธอมีโอกาสย้ายมาอยู่ประเทศไทย เพื่อนคนแรกของเธอที่นี่คือร้านเครื่องเขียน เธอตระเวนเข้า-ออกร้านเครื่องเขียนทั่วประเทศไทย จนเลือก 20 ร้านที่ชอบและเขียนเป็นหนังสือออกมา 1 เล่ม ชื่อว่า ร้านเครื่องเขียนไทย (태국문방구) ตีพิมพ์เป็นภาษาเกาหลี และขายดีมากที่ประเทศบ้านเกิด

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ

ก่อนจะนั่งสนทนาภาษาคนรักเครื่องเขียน (ฮั่นยินดีถามตอบกับเราเป็นภาษาไทย) เรามอบของสะสมหนึ่งชิ้นให้เธอ เป็นแผ่นลอกอักษรภาษาไทยที่ฟอนต์คล้ายคลึงกับฟอนต์บนปกหนังสือเล่มแรกของเธอ เราเก็บสะสมมาตั้งแต่สมัยเรียน ขอย้อนถึงเหตุการณ์สักนิด ตอนเช้าอาจารย์พิเศษบรรยายหัวข้อ Letterpress อย่างสนุก พร้อมชี้พิกัดร้านเครื่องเขียนในจังหวัดเชียงใหม่ที่ยังขายแผ่นลอกอักษร บ่ายคล้อย นักศึกษารวมกลุ่มกันซ้อนรถมอเตอร์ไซต์ตามหาแผ่นลอกอักษร เราเลือกมาหลายแผ่น และหนึ่งในนั้นตกอยู่ในกรุเครื่องเขียนของฮั่นเรียบร้อย 

ฮั่นเริ่มสะสมเครื่องเขียนมาตั้งแต่ 8-9 ขวบ เธอแวะเวียนเข้าร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนบ่อยที่สุด เธอเล่าให้ฟังว่ามีครั้งหนึ่งไปเดินร้านเครื่องเขียนในนิวยอร์ก ใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการเลือกของ รอบแรกเธอสำรวจภาพรวมสินค้า รอบสองพินิจจริงจังว่าชิ้นไหนถูกตาต้องใจจะพากลับบ้าน และวันรุ่งขึ้นเธอก็กลับมายังร้านเดิม

เธอกระซิบว่าเสียทรัพย์ให้กับร้านเครื่องเขียนไปกว่า 20,000 บาท

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ

แม้วัยเด็กเธอยังไม่รู้จักคำว่า ‘นักสะสม’ แต่เธอก็เข้าใจคำนี้อย่างลึกซึ้งตอนเรียนมหาลัย

“ตอนเด็ก ๆ ฮั่นชอบเก็บเครื่องเขียนค่ะ พอคุยกับเพื่อนมหาลัยถึงรู้ว่าหลายคนเป็นนักสะสม สะสมไม่เหมือนกัน ฮั่นชอบเครื่องเขียนก็สะสมเครื่องเขียน บางคนสะสมแผ่นเสียง การสะสมทำให้ฮั่นมีความสุข

“จริง ๆ ตอนย้ายมาอยู่ไทย ของไม่เยอะค่ะ เสื้อผ้าฮั่นน้อยมากแต่เครื่องเขียนเยอะมาก ฮั่นคิดว่าเครื่องเขียนที่ฮั่นสะสมมาทั้งหมด ถ้าคิดเป็นเงินน่าจะซื้อรถเบนซ์ได้หนึ่งคัน” เธอเล่าด้วยเสียงหัวเราะ

เธอมีของสะสมเยอะจนคุณพ่อคุณแม่แซวว่า “ทำไมไม่เปิดร้านเครื่องเขียนไปซะเลย”

ไม่เกินจริง เธอบอกว่ามีแพลนจะเปิดร้านเครื่องเขียนในไทยด้วย! 

ร้านเครื่องเขียนในอุดมคติที่ว่า จะเป็นร้านที่คัดสรรเครื่องเขียนจากทั่วโลกมาขาย เพียงคุณเดินเข้ามาบอกความต้องการ ฮั่นจะเลือกสินค้าให้ตรงใจคุณ พร้อมเล่าเรื่องราวและคำแนะนำอย่างคนรู้จริง 

เราแซวเธอว่า ฮั่นไม่ได้แค่ชอบเครื่องเขียน แต่ฮั่นรักเครื่องเขียนไปแล้ว 

“สิบกว่าปีที่แล้ว ฮั่นไปเที่ยว พกเครื่องเขียนไปเยอะ แล้วดันเกิดอุบัติเหตุรถชน ฮั่นไม่เชคคนข้าง ๆ ก่อน ฮั่นเชคเครื่องเขียนที่เอาไปด้วยก่อน เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้รู้ว่ารักเครื่องเขียนจริง ๆ ค่ะ” เธออมยิ้ม

ไม่ลวดลายลีลาเยอะ ขอเผยโฉมหน้า 10 เครื่องเขียนที่ฮั่นภูมิในจำเสนอ 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ

ที่คั่นหนังสือจากหอยมุก เป็นสินค้าทำมือจากดีไซเนอร์และช่างฝีมือประเทศเกาหลี เธอซื้อมาจาก Dongdaemun Design Plaza เป็นพิพิธภัณฑ์ในกรุงโซล เธอว่ามันสวยดี ซื้อมานับ 10 ชิ้นเพื่อเป็นของขวัญให้เพื่อน และฮั่นบอกว่า ถ้านึกถึงสินค้าทำมือของเกาหลีใต้ ก็ต้องเจ้าหอยมุกแกะสลักนี่แหละ

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ

‘เรียบง่าย คุ้มค่า เขียนสบาย แพ็กเกจจิงสวย’ ฮั่นนิยามดินสอตราม้ากล่องเหลืองอ๋อยที่นักเรียนไทยคุ้นตา และนี่เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นแรกที่เธอสะสม ฮั่นชอบดินสอมากกว่าปากกา เพราะเธอเป็นดีไซเนอร์ ดรออิ้งด้วยดินสอลบง่ายกว่า และเธอมักซื้อดินสอตราม้าไปฝากเพื่อนเกาหลี คนที่นั่นชอบมาก มีครั้งหนึ่งเธอซื้อดินสอตราม้าเยอะมาก จนเจ้าหน้าที่สนามบินเห็นความผิดปกติจากเครื่องเอกซเรย์ เลยขอตรวจสอบอย่างละเอียด (ฮา) 

นอกจากดินสอแบรนด์ไทย ฮั่นก็สะสมแบรนด์ต่างประเทศด้วย อย่างกล่องสีเหลืองตรงนั้น เป็นดินสอวินเทจจากประเทศเยอรมนี เธอซื้อมาจาก Flea Market เดนมาร์ก

เธอซื้อมา 2 กล่อง กล่องหนึ่งใช้ กล่องหนึ่งเก็บ และดินสอทุกกล่อง ฮั่นใส่ซองกันชื้นไว้ด้วยเสมอ เพราะประเทศไทยฝนตกทีอากาศชื้น ป้องกันดินสอและไส้ดินสอแตก-หัก-เปราะ 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ

นี่คือปากกาแก้วพร้อมน้ำหมึกจากประเทศญี่ปุ่น ฮั่นว่าการเขียนเป็นการผ่อนคลายจากความเครียดและงานหนัก เธอจะเขียนครั้งละ 1 – 2 ชั่วโมง เธอชอบความหมายของเพลง วาฬเกยตื้น เลยค้นหาเนื้อเพลงภาษาไทยแล้วเขียนตาม เป็นกิจกรรมบำบัด แถมเรียนภาษาไทยไปด้วยในตัว

“ถ้าเหนื่อย บางคนไปกิน บางคนไปดูหนัง บางคนไปออกกำลังกาย แต่ฮั่นเขียน

“ฮั่นเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาเกาหลี เขียนแล้วสบายใจดีค่ะ” เธอว่าอย่างนั้น

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ

นี่คือแรร์ไอเทมจากร้านนานมี สาขาเจริญกรุง 

“ฮั่นชอบยี่ห้อตราม้ามาก ๆ ค่ะ เจ้าของร้านบอกว่า นี่เป็นกล่องสุดท้ายของร้าน มีอายุ 40 ปีกว่า ๆ เขาเลยลดราคาให้ด้วย จาก 800 เหลือ 500 บาท ฮั่นชอบไม้ กล่องนี้น้ำหนักเบา เก็บของได้เยอะ แบ่งช่องได้ด้วย เวลาฮั่นไปต่างจังหวัด ก็จะเอาเครื่องเขียนใส่กล่องนี้ไปด้วย หิ้วไปเลย”

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ

ฮั่นสะสม Marking Tape เธอมีหลายลวดลายจากหลากประเทศ ที่ชอบเป็นพิเศษคือ ลายผัดไทย ซื้อจากมิวเซียมสยาม เป็นผลิตภัณฑ์ของศิลปินไทย จริง ๆ มีลายข้าวเหนียวมะม่วงด้วย เธอชอบมาก ใช้หมดใน 2 สัปดาห์

“อยากซื้ออีกค่ะ แต่ไม่มีแล้ว เสียใจมาก ๆ เพราะฮั่นชอบกินข้าวเหนียวมะม่วง” – เธอเล่าเสียงเศร้า

ลายที่เธอหยิบมาอวดมีทั้งยันต์ไทย น้องมะม่วง แพ็กแมน ฯลฯ เธอบอกว่าใช้มาร์กกิงเทปคู่กับการจดบันทึกแล้วสนุกดี หน้าสมุดดูน่ารักขึ้น และบอกอารมณ์ความรู้สึกของวันนั้น ๆ ได้ด้วย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี สะสมดินสอตราม้ายันสติกเกอร์รักนะ..จุ๊บจุ๊บ
เปิดกรุ Lee Hyunkyung นักสะสมชาวเกาหลีผู้หลงรักดินสอตราม้า สติกเกอร์โคตรไทย และสารพัดเครื่องเขียนจากทั่วโลก

อุปกรณ์เขียน Round Hand รวมหัวปากกา 10 หัว ในกล่องไม้ เป็นรุ่นเฉลิมฉลองจากแบรนด์ Manuscript ประเทศอังกฤษ ฮั่นได้มากจากร้านเครื่องเขียนในประเทศเกาหลี เธอบอกว่าชอบหยิบมาเขียน Calligraphy 

เปิดกรุ Lee Hyunkyung นักสะสมชาวเกาหลีผู้หลงรักดินสอตราม้า สติกเกอร์โคตรไทย และสารพัดเครื่องเขียนจากทั่วโลก

แท่นวางปากกาจากร้าน Blackheart Pencil ประเทศเกาหลี เธอบอกว่าเจ้าของร้านมอบให้เป็นของขวัญ ซึ่งเราชวนฮั่นเป็นล่ามเกาหลีแปลไทย มาร่วมวงสนทนาสัมภาษณ์เจ้าของ Blackheart Pencil (กดอ่านได้นะ) ความพิเศษของ Blackheart Pencil คือ ร้านเครื่องเขียนที่ขายเฉพาะดินสอ โดยการคัดสรรดินสอวินเทจจากรอบโลก และผลิตดินสอแท่งจิ๋วของตัวเองด้วย ที่สำคัญ 2 เพื่อนซี้ที่เป็นเจ้าของร้านก็เนิร์ดเรื่องดินสอสุด ๆ ไม่ว่าหยิบแท่งไหนขึ้นมา เธอทั้งสองก็บรรยายประวัติศาสตร์ฉบับย่อส่วนและความดีงามของมันได้คล่องปร๋อ 

เปิดกรุ Lee Hyunkyung นักสะสมชาวเกาหลีผู้หลงรักดินสอตราม้า สติกเกอร์โคตรไทย และสารพัดเครื่องเขียนจากทั่วโลก
เปิดกรุ Lee Hyunkyung นักสะสมชาวเกาหลีผู้หลงรักดินสอตราม้า สติกเกอร์โคตรไทย และสารพัดเครื่องเขียนจากทั่วโลก

ฮั่นเปิดกรุปากกาแบรนด์ Kaweco จากเยอรมนี ให้เราชม เธอมีหลายด้าม หลายสี ฮั่นบอกว่านี่คือสิ่งที่เธอพกทุกวัน การเลือกสีปากกาติดตัวออกจากบ้านขึ้นอยู่กับอารมณ์ ไม่มีเหตุผลตายตัว

ส่วนซองหนังทำมือใส่ปากกา Kaweco เป็นแบรนด์จากประเทศตรุกี ชื่อ Galen Leather Co. ก่อตั้งในอิสตันบูล แบรนด์นี้น่าสนใจตรงที่หญิงสาวผู้ก่อตั้งป่วยเป็นโรคมะเร็งศีรษะและคอ (ชนิดหายาก) ผลพวงของโรคและการรักษาทำให้เธอพูดไม่ได้ราว 1 ปี เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสุดยอดเซลล์อย่างเธอ ทำให้เธอมองหาอาชีพใหม่ที่ทำงานโดยไม่ต้องพูด เธอเล็งหาช่างฝีมือและงานหนังเพื่อผลิตสินค้าของตัวเอง งานนี้เธอพูดคุยกับลูกค้าผ่านอีเมล จนตั้งแบรนด์ในปี 2012 แบรนด์ Galen Leather Co. ได้รับการตอบรับดีมาก ขยายกิจการ และผลิตสินค้าเอง ด้วยการเรียนรู้การทำเครื่องหนังกับปรมาจารย์ในพื้นที่ ท้ายที่สุด หญิงแกร่งเจ้าของแบรนด์ก็เสียชีวิตอย่างสงบในปี 2019 แต่แบรนด์เครื่องหนังทำมือยังเดินหน้าส่งต่อความตั้งใจของเธอโดยสามีและน้องชาย

เปิดกรุ ฮั่น หรือ อีฮยอนคยอง นักสะสมชาวเกาหลีผู้หลงรักดินสอตราม้า สติกเกอร์โคตรไทย และสารพัดเครื่องเขียนจากทั่วโลก
เปิดกรุ ฮั่น หรือ อีฮยอนคยอง นักสะสมชาวเกาหลีผู้หลงรักดินสอตราม้า สติกเกอร์โคตรไทย และสารพัดเครื่องเขียนจากทั่วโลก

การเขียนเป็นงานอดิเรกที่ฮั่นชอบ แล้วจะขาดสมุดไปได้อย่างไร เหล่านี้คือโฉมหน้าสมุดบันทึกของฮั่น เธอถูกใจสมุดจาก Zequenz เป็นพิเศษ นี่คือสมุดทำมือแบรนด์ไทย เปิดกางสมุดได้ 360 องศา

ฮั่นบอกว่าเธอพกสมุดแบรนด์นี้ไปด้วยทุกที่ เพราะขนาดกะทัดรัด สีสวย กระดาษดี เขียนลื่น และเธอยังชอบห่อเป็นของขวัญไปฝากเพื่อนชาวเกาหลีหลายสิบเล่ม ยังมีสมุดบันทึกจากเกาหลี ญี่ปุ่น (แบรนด์ MIDORI) ที่เธอหยิบมาอวดโฉม และสมุดเย็บมือ ที่ฮั่นไปเรียนเย็บสมุดกับ ดิบดี สตูดิโอ ถึง 3 วัน และเย็บสมุดรวม 10 เล่ม

เหตุที่เธอมีสมุดบันทึกหลายเล่ม เพราะชอบบันทึก ยิ่งบันทึกเยอะ ยิ่งหมดไว เลยจำเป็นต้องซื้อบ่อย 

เปิดกรุ ฮั่น หรือ อีฮยอนคยอง นักสะสมชาวเกาหลีผู้หลงรักดินสอตราม้า สติกเกอร์โคตรไทย และสารพัดเครื่องเขียนจากทั่วโลก
เปิดกรุ ฮั่น หรือ อีฮยอนคยอง นักสะสมชาวเกาหลีผู้หลงรักดินสอตราม้า สติกเกอร์โคตรไทย และสารพัดเครื่องเขียนจากทั่วโลก

นี่คือสิ่งที่สนุกที่สุด ทันทีที่เราเห็นเธอหอบบรรดาเครื่องเขียนมาวางบนโต๊ะ สติกเกอร์โคตรไทยทำตาเราเป็นประกาย ฮั่นเริ่มต้นจากสะสมสติกเกอร์อักษรไทยก่อน ตามมาด้วยตัวเลขไทย แล้วขยับเป็นสติกเกอร์หลากหลายแบบ มาจากทุกสารทิศทั่วไทย ทั้งสติกเกอร์งานอีเวนต์ สติกเกอร์ผัดไทยทิพย์สมัย สติกเกอร์จุฬา ฯลฯ 

ฮั่นชอบสติกเกอร์เด็กใส่ชุดไทยยกมือสวัสดีที่สุด เธอได้มาจากรถขายสติกเกอร์ 

เปิดกรุ ฮั่น หรือ อีฮยอนคยอง นักสะสมชาวเกาหลีผู้หลงรักดินสอตราม้า สติกเกอร์โคตรไทย และสารพัดเครื่องเขียนจากทั่วโลก
ฮั่นไม่เคยคิดถึงวันที่โลกใบนี้ไม่มีเครื่องเขียน เครื่องเขียนคือเพื่อนที่สำคัญที่สุดในชีวิต

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load