ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องน่าตื่นเต้นและเป็นกระแสในวงการแฟชั่น หรืออาจรวมถึงวงการธุรกิจอื่นๆ คือการ Collaborate ระหว่างแบรนด์สองแบรนด์

ในแง่งานสร้างสรรค์ การที่แบรนด์สองแบรนด์ซึ่งอาจจะมีจุดเด่นต่างกันมาจับมือกันนั้นช่วยขยายพรมแดนความเป็นไปได้ในการออกแบบจนได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่แบรนด์แบรนด์เดียวไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง

ในแง่ธุรกิจ มีหลายเหตุผลที่แบรนด์ต่างๆ ตัดสินใจทำโปรเจกต์ Collaborate ร่วมกับแบรนด์หรือบุคคลระดับไอคอนในแต่ละยุคสมัย

บางโปรเจกต์เกิดขึ้นเพื่อปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูต่างออกไปจากภาพลักษณ์เดิมที่คนติดตา บางโปรเจกต์เกิดขึ้นเพื่อการแชร์ฐานแฟนคลับของแบรนด์ที่มาร่วม บางโปรเจกต์เกิดขึ้นแชร์ผลงาน นวัตกรรมหรือวัตถุดิบในการผลิตระหว่างกัน

นอกจากนั้นยังมีบางโปรเจกต์ที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น เพื่อเฉลิมฉลองในวาระสำคัญของแบรนด์

วันที่ 20 พฤษภาคม ของทุกปีคือวัน 501® Day ซึ่งยึดเอาจากวันที่กางเกงยีนส์ LEVI’S® ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกบนโลก

ซึ่งเราคิดว่าน่าสนใจคือคอนเซปต์ที่เขียนไว้ในกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งเราได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน

ประโยคนั้นเขียนว่า ‘WE ARE ALL COLLABORATORS’ หรือที่แปลให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เราต่างล้วนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการ Collaborate

 

LEVI’S® x  Brand

‘WE ARE ALL COLLABORATORS’ คือประโยคที่น่าสนใจของแบรนด์ยีนส์อันดับหนึ่งของโลกอย่าง LEVI’S® 

หากย้อนทบทวน ที่ผ่านมาบนถนนสายแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ LEVI’S® เคยร่วมงานโปรเจกต์พิเศษกับแบรนด์ต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์ที่น่าสนใจทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ Collaborate กับการ์ตูนที่อยู่ในความทรงจำใครหลายคนอย่าง Peanuts แบรนด์รองเท้าบาสเก็ตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Air Jordan แบรนด์สตรีทระดับโลกอันลือลั่นอย่าง Supreme หรือแบรนด์แฟชั่นอันร้อนแรงของ Virgil Abloh ดีไซเนอร์แห่งยุคอย่าง OFF-WHITE

LEVI’S Air Jordan LEVI’S LEVI’S Supreme

โปรเจกต์ต่างๆ ที่ยกตัวอย่างทำให้เราได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ภายใต้ผลิตภัณฑ์เดิมๆ เราได้เห็นยีนส์ในมิติใหม่ๆ วิธีการตัดเย็บใหม่ๆ หรือการที่ผ้ายีนส์อันเป็นเอกลักษณ์ของ LEVI’S® ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่

ซึ่งโปรเจกต์กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ ที่ว่ามาล้วนยืนยันถึงความแข็งแกร่งในแง่แบรนด์และการได้รับการยอมรับของ LEVI’S® ในระดับโลกได้เป็นอย่างดี

LEVI’S Snoopy LEVI’S Snoopy

หากแต่ในวาระสำคัญอย่าง 501® Day ปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 145 ปี LEVI’S® ไม่ได้เลือกที่จะ Collaborate กับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หรือดีไซเนอร์คนใดคนหนึ่ง แต่ LEVI’S® จะ Collaborate กับทุกคน เพื่อสร้างกางเกงยีนส์ที่มีเพียงตัวเดียวในโลก-กางเกงยีนส์ของคุณ

ตามคอนเซปต์ที่ว่า ‘WE ARE ALL COLLABORATORS’

 

LEVI’S® x You

ในแง่แบรนด์ LEVI’S® ถือเป็นแบรนด์แสนพิเศษ ที่น้อยแบรนด์นักจะพาตัวเองไปยืนอยู่จุดนั้น นั่นคือสามารถเข้าไปอยู่ในใจผู้คนอันหลากหลาย ไร้กำแพงเรื่องเพศ วัย หรือสถานะทางสังคม

ด้วยความที่ผ่านยุคผ่านสมัยมากว่า 145 ปี ทำให้แบรนด์มีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตของผู้คนหลากหลายยุคสมัย จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเครื่องนุ่งห่มสำหรับคนในเหมือง เชื่อว่าหากวันนี้ Levi Strauss ยังมีชีวิตอยู่เขาคงประหลาดใจไม่น้อยที่สิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นจะมาไกลถึงเพียงนี้

LEVI’S

หากจะมีสิ่งใดที่ไม่เปลี่ยนไปจากวันแรกคงเป็นการที่กางเกงยีนส์ LEVI’S® ยังคงเป็นสิ่งที่ตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้คน อยู่ในวิถีชีวิตของคนอันหลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับประโยคหนึ่งซึ่งใช้เป็นแคมเปญหลักของ LEVI’S® เสมอมา นั่นคือ ‘Live in Levi’s’

และหลายคนคงรู้อยู่แล้วว่ากางเกงยีนส์แต่ละตัวนั้นจะมีลวดลาย สีสัน แปรเปลี่ยนไปตามแต่ชีวิตของผู้ที่สวมใส่กางเกงยีนส์ตัวนั้นๆ

กางเกงยีนส์ที่ซื้อพร้อมกัน รุ่นเดียวกัน แต่ใส่โดยคนที่ใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน สุดท้ายลวดลายที่อยู่บนกางเกงยีนส์ก็จะแตกต่างกัน ซึ่งนั่นเป็นที่มาของคอนเซปต์ ‘WE ARE ALL COLLABORATORS’ ในวาระเฉลิมฉลอง ‘501® Day’

อย่างที่รู้กันว่าช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาเทรนด์การ Collaborate นั้นเป็นกระแสในวงการแฟชั่น LEVI’S® จึงหยิบจับคำนี้มาใช้ ด้วยการตีความว่าการที่กางเกง LEVI’S® ของแต่ละคนมีลวดลายแตกต่างกันนั้นเปรียบเสมือนการ Collaborate ระหว่าง LEVI’S® ซึ่งเป็นผู้ผลิต กับผู้ที่สวมใส่ทุกคน

‘Invented by us. Reinvented by you.’ คือประโยคที่ทาง LEVI’S® ใช้สื่อสารถึงแคมเปญนี้ที่จะชวนให้ทุกคนลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ยีนส์ที่มีเพียงตัวเดียวในโลกด้วยการใส่ตัวตนของแต่ละคนลงไปในยีนส์ด้วยการสวมใส่จนเกิดร่องรอย หรือประดิดประดอยด้วยเทคนิคต่าง เปรียบเสมือนยีนส์ LEVI’S® นั้นเป็นเหมือนผืนผ้าใบของศิลปิน

ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในงาน 501® Day จะยิ่งยืนยันว่าเราทุกคนสามารถ Collaborate กับ LEVI’S® ได้

501 Day

LEVI’S® x Apostrophy’s

แม้ในต่างประเทศการตัดและแต่งกางเกงยีนส์จะได้รับอย่างแพร่หลาย โดยภายในร้านที่เป็น Flagship Store ของ LEVI’S® จะมีมุมที่ให้บริการในการ Customize กางเกงยีนส์ที่เรียกว่า ‘Levi’s Tailor Shop’ ซึ่งจะมี Tailor Master คอยให้บริการ แต่ในบ้านเราเรื่องนี้ยังนับเป็นเรื่องไม่คุ้น

และข้อมูลอินไซด์หนึ่งที่น่าสนใจซึ่งทางแบรนด์ LEVI’S® ประเทศไทยบอกเล่าให้ฟังคือ คนไทยเวลาได้ซื้อยีนส์ตัวใหม่มักไม่ค่อยกล้าดัดแปลงหรือทำอะไรมากนัก ไม่กล้าจับมาตัด เย็บอะไรติดเข้าไป

ด้วยอินไซต์ดังกล่าวจึงกลายเป็นที่ว่าของการร่วมมือกับ Apostrophy’s ซึ่งเป็นสตูดิโอดีไซน์ออกแบบที่โดดเด่นเรื่องของการออกแบบประสบการณ์ของผู้ใช้ ออกแบบเว็บไซต์ levis501day.com ขึ้นมา เนื่องในโอกาส 501® Day เพื่อให้จำลองประสบการณ์ในการสร้างกางเกงยีนส์ที่มีเพียงตัวเดียว

501 Day501 Day

โดยวิธีการทำงานของเว็บไซต์คือมันจะดึงข้อมูลเบื้องต้นอย่างเช่น ตัวอักษรจากชื่อ สีของรูปภาพในอัลบั้มรูปมาเปลี่ยนให้กลายเป็นลายกางเกงยีนส์ และสามารถแชร์ไปในโลกโซเชียลฯ ได้ด้วย

และใช่ ทำเพียงเพื่อเป็นกิมมิกเท่านั้น แต่ในวันงาน 501® Day ใครที่อยากได้กางเกงยีนส์ที่เป็นลวดลายจากเว็บไซต์สามารถเดินตรงไปที่โซนของ Apostrophy’s แล้วสั่งพิมพ์ลงบนกางเกงยีนส์ได้จริงๆLEVI’S x Apostrophy’sLEVI’S x Apostrophy’s

LEVI’S® x Thai Artist

อีกสิ่งที่น่าตื่นเต้นคือภายในงาน 501® Day มีการชวนศิลปินที่ได้รับการยอมรับในบ้านเรามาช่วยผู้ร่วมงาน Customize ยีนส์ให้สดๆ ในงาน โดยมีทั้งมานั่งเพนท์กางเกงยีนส์ และทำเป็น Exclusive Patch สำหรับเย็บติดกางเกงยีนส์ของแต่ละคน

Benzilla

โดยรายชื่อศิลปินประกอบด้วย Benzilla ศิลปินสตรีทอาร์ตเจ้าของคาแรกเตอร์คุ้นตาอย่าง Three Balls โอ–ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ ศิลปินนักวาดภาพประกอบเบอร์ต้นๆ ของประเทศ และ LALA SKETCH STAMP ศิลปินที่ซึ่งใช้เทคนิคการแกะยางลบจนกลายเป็นลวดลายต่างๆ

Benzilla

 

LALA SKETCH STAMP

ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์

นอกจากนั้นยังมีการ Collaborate กับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยแสนสนุกอย่าง Lalalove ที่นำเอาการออกแบบมาทำให้ผ้าขาวม้ากลายเป็นงานออกแบบร่วมสมัยจนโด่งดังไปไกลถึงปารีส นิวยอร์ก โดยในวัน 501® Day จะมีเซ็ตแฟชั่นโชว์ให้ได้ชมกันด้วย

Lalalove

ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงล้วนสอดคล้องกับสิ่งที่ LEVI’S® พยายามสื่อสารว่ายีนส์ LEVI’S® คือผืนผ้าใบที่จะให้คุณสามารถทำอะไรก็ได้ เราต่างสามารถเปลี่ยนยีนส์ตัวหนึ่งให้เป็นตัวตนของเรา ซึ่งทำให้ยีนส์ไม่ใช่เพียงเรื่องของการสวมใส่เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของเราด้วย

501® Day

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม เวลา 17.00 – 22.00 น. สถานที่ ACMEN Ekamai Complex

Writer & Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

สูตรคูณ

เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ครั้งพิเศษจากการ...

Hello~ It’s me…

เราคงไม่ต้องเล่าเรื่อง Hello Kitty ให้เสียเวลา จริงมั้ย เพราะคงไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าของคาแรกเตอร์หญิงสาวหน้าตาคล้ายแมวที่มาพร้อมโบว์ติดผม นอกจากจะเป็นตัวแทนเด็กสาวทั้งโลกแล้ว Hello Kitty ยังเป็นคาแรกเตอร์แบรนด์ที่ Collaborate เก่งที่สุดในโลก ไม่ว่าใดๆ บนโลกนี้ล้วน Hello Kitty ได้ทั้งหมด และต่อให้เบื่อหน้าแค่ไหนเราก็ยอมรับว่าตื่นเต้นทุกทีที่เห็นคิตตี้ปรากฏตัวตามที่ต่างๆ

Hello from the other side…

เราคงจะปล่อยให้ชามกระเบื้องสีขาวนวลผ่านหน้าเราไปเฉยๆ ถ้าไม่บังเอิญเห็นว่าน้องมะม่วงอยู่ในนั้น แถมไม่ได้มาคนเดียวแต่นั่งหวีผมเกี่ยวก้อยอยู่กับ Hello Kitty เพื่อนเซเลปจากญี่ปุ่น

Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร

ร้อนจน The Cloud ต้องขอนัดหมาย ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร ซึ่งเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นพอดี เราถามเขาถึงบรรยากาศวันเวิร์กช็อปจานกระเบื้องใบพิเศษจากคอลเลกชัน Hello Kitty x Mamuang ที่ร้านหนังสือใหญ่ใจกลางเมือง ซึ่งเราคิดว่าเด็กน้อยคงวิ่งเล่นเต็มงานแน่ๆ

Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร

“เกือบทั้งหมดของคนที่มาเข้าร่วมเป็นแม่บ้านญี่ปุ่นและเป็นแฟนคลับมะม่วง” ตั้มเล่าก่อนจะบอกข้อมูลที่น่าตื่นเต้น อย่างกลุ่มคนอ่านมะม่วงในญี่ปุ่น อายุระหว่าง 25 – 40 ปี เป็นหนุ่มสาวเก๋ๆ ในแวดวงศิลปะและงานสร้างสรรค์

ขอโทษด้วยที่ต้องบอกว่าคุณทายผิด ถ้าคุณแอบคิดในใจว่าเบื้องหลังการทำงานร่วมกันครั้งนี้เป็นการยืมมือสาวน้อยหน้าแมวคนสวย ปูทางให้น้องมะม่วงคนครุ่นคิดเข้าสู่ตลาดมวลชนคนหมู่มาก เพราะแท้จริงมะม่วงเองก็ดังมากๆ ในญี่ปุ่น

นอกจากจะคุยกับตั้มถึงประสบการณ์ทำงานกับบริษัทคาแรกเตอร์แบรนด์เจ้าใหญ่ในญี่ปุ่นแล้ว เรายังตื่นเต้นกับโจทย์จาก Sanrio ที่ขอให้มะม่วงช่วยทำให้คิตตี้กลับมาดูโอชาเระ หรือสวยเก๋ มีรสนิยม น่ารักถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งยังยอมให้ตั้ม วิศุทธิ์ วาดคิตตี้ลายเส้นแบบเดียวกับมะม่วง ซึ่งถือว่าเป็นไม่กี่แบรนด์ในโลกที่ได้รับสิทธิ์นี้

ระหว่างอ่านโปรดทำจิตใจให้แข็งแกร่งดังภูผา

จนจบบทความ ใครสั่งจองกาน้ำชา Hello Kitty x Mamuang ได้ก่อน คนนั้นชนะ!

Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร

Mamuang

น้อยคนจะรู้ว่ามะม่วงแจ้งเกิดที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2003 หรือ 10 ปีก่อนที่จะมาระเบิดความน่ารักในบ้านเกิดเมืองนอน

เราใช้โอกาสที่พบกันครั้งนี้ถามที่มาและความตั้งใจจริงที่เขาวาดมะม่วง เด็กสาวครุ่นคิด รวมถึงเหตุผลที่ทำไมมะม่วงเป็นที่รักของคนเก๋ๆ ในญี่ปุ่น ซึ่งตั้มบอกว่า แค่มะม่วงยืนอยู่เฉยๆ คนญี่ปุ่นก็ชอบแล้ว ไม่ต้องทำอะไรมากเลย เธอก็กลืนไปกับวัฒนธรรมของที่นั่น

He

“เราเป็นคนชอบวาดการ์ตูนให้มีเรื่องราว อย่างน้อยๆ ขอเขียนสักประโยคหนึ่งเถอะ เรายอมรับว่ายังมีอีโก้นี้อยู่ เราไม่ใช่คนที่คิดแค่ว่าอะไรน่ารัก-ไม่น่ารัก ก่อนหน้านี้ที่เราวาดเรื่อง hesheit เราไม่ได้สนใจภาพลักษณ์ด้วยซ้ำ สิ่งที่เราสื่อสารเสมอคือ ‘อย่าไปสนหน้าตาของมัน โปรดมองที่จิตใจของมัน’ เราจึงวาด hesheit ให้หน้าตาน่าเกลียดมากๆ ในครึ่งเรื่องแรก จนเมื่ออ่านจบเขาจะพบว่า เขาเผลอตัดสินคนที่หน้าตาไปแล้ว จนไปๆ มาๆ คนเริ่มมองว่างานของเราเท่จังเลย คิดจะขีดฆ่าก็ทำเลย เราก็รู้สึกว่าคนกำลังตัดสินที่เปลือกอีกแล้ว เราก็เลยวาดมะม่วงและเพื่อนๆ ตัวการ์ตูนอื่นขึ้นมา

“ซึ่งการที่เราบอกว่าคนหน้าตาไม่ดี มีจิตใจที่ดี ไม่ได้แปลว่าเรากำลังบอกว่าคนหน้าตาดี จิตใจไม่ดีนะ เช่นกันกับการที่เราบอกว่าคนจนมีน้ำใจ เราไม่ได้หมายความว่าคนรวยไม่มีน้ำใจ เป็นเหตุผลที่ผมอยากให้คนเลิกมองกันที่เปลือก ด้วยการวาดสิ่งที่ดูเหมือนจะน่ารักออกมา” ตั้มเล่า

Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร

She

“วันหนึ่งแฟนเราเห็นมะม่วงก็บอกว่าน่ารัก และขอเอาไปสกรีนเสื้อ ตอนนั้นเราก็กังวลว่ามะม่วงไม่ได้มีเนื้อเรื่องเลยนะแล้วมันจะบ่งบอกความเก่งกาจของเราได้ยังไง เพราะตอนนั้นเราวาด hesheit เรามีฟีลลิ่ง โชคดีที่เราฟังที่คนอื่นพูดนะ เพราะเสื้อขายแป๊บเดียวหมดทั้งๆ ที่ไม่มีใครรู้จักเลยว่ามะม่วงคืออะไร ที่ตลกคือเราวาดเสื้อลาย hesheit แขวนขายอยู่ราวข้างๆ กัน แต่ใช้เวลา 3 ปีถึงจะขายหมด” ตั้มเล่า เขาบอกว่า วันนั้นเขาไม่เข้าใจสักนิดเดียวว่ามะม่วงน่ารักตรงไหน

“แล้วทุกวันนี้คุณรู้สึกว่ามะม่วงน่ารักบ้างหรือยัง” เราถาม

“บางที” เขาตอบ

“ตอนไหนที่มะม่วงน่ารักสำหรับคุณ” เราถาม

“ตอนเขาพูดประโยคคมๆ” เขาตอบ ก่อนจะรีบเล่าต่อว่า

“เราเป็นคนวาดมะม่วงก็จริง แต่เราก็ไม่ใช่คนแบบนี้ 100 เปอร์เซ็นต์หรอก เราก็วาดสิ่งที่ไม่สวยงามเพียงแต่คนไม่มองมันเท่านั้น ซึ่งถ้าเรามัวแต่สนใจว่าเราเป็นคนวาด hesheit เราจะไม่ทำอะไรน่ารักๆ หรอก จับจดอยู่กับอีโก้ของตัวเอง มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย อย่างน้อยการที่มะม่วงพูดประโยคอะไรๆ ออกมามันก็อาจจะดี”

It

“เหมือนมะม่วงเกิดมาเพื่อลดอีโก้ของชายที่ชื่อว่าวิศุทธิ์” เราสรุป ซึ่งเจ้าตัวรีบพยักหน้าเห็นด้วย

Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร

Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร

Hello Kitty

ไม่แปลกที่ผู้ชายอย่างตั้ม วิศุทธิ์ จะไม่ใช่แฟนตัวยงของคิตตี้ แต่ในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพ ซึ่งเป็นนักวาดการ์ตูนและออกแบบคาแรกเตอร์ ตั้มบอกว่า เขารู้สึกทึ่งที่ไม่เห็นต้องวาดการ์ตูนให้เป็นเรื่องหรือจำเป็นต้องมีหน้าตาแสดงอารมณ์มากมาย คิตตี้ก็เป็นที่รู้จักไปทั้งโลก

“ตอนเราวาดมะม่วงแรกๆ เราก็พยายามวาดมะม่วงให้มีความรู้สึกเหมือนที่เราทำกับ hesheit คิดอะไรเยอะๆ ใส่อีโก้ตัวเองลงไปให้คนเห็นว่าฉันมีอะไร ฉันคิดอะไรถึงวาดรูปนี้ออกมา แต่ผลคือ มันไม่ออกมาเป็นเสื้อที่ดี แต่พอวาดมะม่วงหน้าตาเฉยๆ กลับออกมาเป็นเสื้อที่ดีและขายดีด้วย ซึ่งการขายดีก็เป็นส่วนหนึ่งของเนื้องานนะ เพราะเราทำเสื้อขาย เราก็พบว่าวาดไปวาดมา มะม่วงก็เหมือนคิตตี้นี่นา คิตตี้ไม่เห็นต้องมีอารมณ์เลย ที่ผ่านมาเรามอง Sanrio แบบนั้น เจ๋งว่ะที่เขาทำมันออกมาในแบบที่มันควรจะเป็น” ตั้มเล่าความรู้สึกที่ไม่ต่างจากวันหนึ่ง จู่ๆ ก็ได้มาเป็นเพื่อนกับดาราที่ดูในโทรทัศน์ตอนเด็ก

Hello, how are you today?

ไม่เกินจริงเลยสักนิดหากจะบอกว่า การ collaborate ระหว่าง Hello Kitty และแบรนด์หรือคาแรกเตอร์แบรนด์ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก นับจนถึงตอนนี้มีคิตตี้อยู่ในทุกที่ที่คุณจะคิดออก เครื่องเขียน รองเท้ากีฬา บนเครื่องบิน โรงแรม โรงพยาบาล แต่ต่อให้คนจะเบื่อหน้าคิตตี้แล้ว หลายคนก็ยังตื่นเต้นเสมอเมื่อรู้ว่า Sanrio และทีมงานที่ดูแลการ collaborate ของคิตตี้ (ต่อไปนี้จะขอเรียกสั้นๆ ว่า ทีมคิตตี้) กำลังจะทำอะไรใหม่ๆ

Hello Kitty x Mamuang ก็เช่นกัน เรารู้ข่าวนี้ในวันที่ถ้วยชาม จาน กา และชุดน้ำชากระเบื้องสุดคราฟต์ ทุกอย่างถูกจับจองไปแล้วตั้งแต่ 3 วันแรก

โจทย์ของการ collaborate ระหว่าง Hello Kitty และ Mamuang ครั้งนี้มาจากคิตตี้กำลังเจอปัญหาว่าคนที่เคยซื้อคิตตี้ตอนเด็กๆ ซึ่งตอนนี้อายุ 30 – 40 ปีแล้ว เลิกสนใจคิตตี้และของพวกนี้ไปแล้ว

แต่คนเหล่านั้น คนที่สนใจชีวิต ศิลปะ ในตอนนี้เขากำลังชอบคาแรกเตอร์ของมะม่วง การ์ตูนที่มีผู้อ่านเป็นคนอายุ 25 – 40 ปี สนใจแฟชั่น รักการอ่านนิตยสาร

ลองคิดภาพตามว่าจะน่ากรี๊ดแค่ไหน ถ้าอยู่ๆ แฟนคลับตัวยงก็เจอคิตตี้อยู่กับมะม่วง

ทีมคิตตี้เล่าเหตุผลที่เลือกมาทำงานร่วมกับมะม่วงและตั้มว่า Sanrio มีความเชื่อในการทำงานว่าจะไม่ทำงานด้วยความฉาบฉวย แต่จะทำสิ่งที่อยู่ได้นาน ทำสิ่งที่ใครๆ เห็นแล้วรู้สึกดีกับมันไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่

และตัวตนของมะม่วงก็เป็นเช่นนั้น

Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร

Hello Kitty X Mamuang

แม้ Sanrio จะเป็นแบรนด์ใหญ่ที่แข็งแรง แต่ก็ไม่พ้นต้องปรับตัว

“เขาพูดคำนี้เลยว่า อยากทำให้คิตตี้ดู ‘Oshare’ โอชาเระ ความหมายคือดูดี มีรสนิยม ปัญหาที่แท้จริงของ Sanrio คือ คิตตี้ไม่โอชาเระอีกต่อแล้ว คนเก๋ๆ ไม่ซื้อคิตตี้ เป็นเหตุผลที่เขาอยากทำงานร่วมกับมะม่วง เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนที่สนใจงานศิลปะ ชอบฟังเพลง ชอบแต่งตัว แม้ว่าจะเป็นกลุ่มที่ไม่ใหญ่มากนักเมื่อเทียบความคุ้มทุนด้านธุรกิจ” ตั้มเล่า

君といる自分が好き

ชอบตัวเองตอนที่อยู่กับเธอ

ในการทำงานร่วมกันสิ่งที่น่าสนใจคือ การทำการบ้านอย่างหนักของทีมคิตตี้

หนึ่ง ทีมคิตตี้เข้าใจ Mood & Tone หรืออารมณ์ความคิดถึงอดีต หรือ Nostalgia ที่มีอยู่ในมะม่วง

“คนญี่ปุ่นเห็นมะม่วงแล้วรู้สึกคิดถึงอดีต จากลายเส้นเรียบๆ ซึ่งต่างจากคาแรกเตอร์การ์ตูนทั่วไปที่วาดด้วยคอมพิวเตอร์” ตั้มว่าอย่างนั้น

สอง ทีมคิตตี้รู้ว่ากลุ่มคนที่ชอบมะม่วงน่าจะชื่นชอบอะไร

“นอกจากข้าวของเครื่องใช้เครื่องเขียน ยังมีจาน ชาม กา และชุดน้ำชา ที่ทีมคิตตี้ตั้งใจเลือกโรงงานทำกระเบื้องชั้นดีเพราะรู้ว่าแฟนคลับมะม่วงชอบงานคราฟต์ๆ และไม่เพียงคัดเลือกภาชนะ แต่ยังออกแบบตำแหน่งการวางมะม่วงและคิตตี้บนนั้นด้วย เราทำหน้าที่วาดมะม่วงและคิตตี้ในแบบเราอย่างเต็มที่” ตั้มเล่าพร้อมยื่นจานกระเบื้องในมือให้เราสัมผัส

ขอโทษที่เราต้องร้องบอกว่า นอกจากสีจะน่ารักแล้ว รูปทรงของถ้วยชาม จาน และกาน้ำชา ตรงหน้ายังน่ารักสมเป็นมะม่วงที่พกอุปกรณ์ไปปาร์ตี้น้ำชากับคิตตี้ที่สวนอังกฤษหลังบ้านจริงๆ

Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร

ドレスアップして、会ったことない自分に会える

แต่งตัวใหม่แล้วจะได้พบตัวเองคนใหม่

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเห็นคิตตี้ในลายเส้นอื่นที่ไม่ใช้ลายเส้นคอมพิวเตอร์

มะม่วงเป็นคาแรกเตอร์แบรนด์ไม่กี่แบรนด์ในโลกที่ Sanrio ยินยอมให้คิตตี้มีลายเส้นอื่น

“ความรู้สึกเหมือนการที่เราบอกกับ Marvel หรือ Walt Disney ว่า ‘คุณช่วยวาดมะม่วงในลายเส้นของคุณหน่อย จะเป็นอะไรก็ได้ ผมชอบทั้งนั้นเพราะผมชอบคุณ” ตั้มเล่า เขาบอกว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจของคนญี่ปุ่นทำให้เขายิ่งตั้งใจอยากวาดออกมาให้ดี

“เรารู้สึกว่า หนึ่ง เออ ก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าเอารูปลายเส้นเวกเตอร์ของเขามาแปะอยู่กับรูปของเรามันจะเข้ากันดีไหม และสอง ทำให้เรากำหนดท่าทางของมะม่วงและคิตตี้ได้อิสระ”

ขวดนม ไอติม โบว์ติดผม ไม้เทนนิส รองเท้าเทนนิส คือไอเทมคิตตี้ๆ ที่ทีมเสนอให้ตั้มลองเลือกใช้ตามเหมาะสม โดยการทำงานร่วมกันระหว่างทาง ทั้งทีมคิตตี้และตั้มจะสื่อสารหน้าตาที่ถูกต้องของคิดตี้กันอยู่เสมอ แม้จะได้รับคอมเมนต์ที่บอกว่าตาเล็กไป หูเล็กไป หรือหน้ายาวไป คิตตี้เวอร์ชันแก้ไขแล้วในแบบตั้มก็ยังมีความเป็นมะม่วงอยู่วันยังค่ำ และนั่นก็เป็นที่ถูกใจของแฟนๆ จนเครื่องกระเบื้อง Hello Kitty X Mamuang ขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่ 3 วันแรกที่วางจำหน่าย

Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร

全ての気持ちを楽しむ

เอนจอยทุกความรู้สึก

ในการทำงานร่วมกัน สิ่งที่ทีมคิตตี้ขอจากมะม่วงคือธีมหลัก 3 ตีม อวกาศ ม้านั่ง เล่นเทนนิส

ซึ่งม้านั่งเป็นฉากต้นตำรับที่ทำให้ใครๆ ก็จดจำคิตตี้ได้ ขณะที่เทนนิสเป็นกีฬาโปรดของคิตตี้ ส่วนอวกาศมาจากการที่ทีมคิตตี้ศึกษาผลงานที่ผ่านมาของตั้ม ไม่ว่าจะในการ์ตูน hesheit มะม่วง หรือมิวสิกวิดีโอ แล้วพบว่างานของตั้มมักปรากฏฉากอวกาศเสมอ

ขณะที่สิ่งที่ตั้มขอจากคิตตี้คือ ประโยคจากมะม่วง

“คิตตี้กับประโยคภาษาไทย?” เราถาม

“ใช่ๆ คนญี่ปุ่นเขาชอบภาษาไทยมากๆ นะ อย่างหนังสือเรื่องมะม่วงที่พิมพ์ขายที่ญี่ปุ่น เขายังขอให้คงภาษาไทยไว้ แล้วใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นซับไตเติลเลย” ตั้มเล่า

เหตุผลที่ประโยคคำพูดดีๆ จากมะม่วงนั้นสำคัญ เพราะตั้มอยากให้มะม่วงมีมากกว่าความน่ารัก “ประโยคคำพูดจากมะม่วงอาจจะไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรหรือใครได้หรอก เพราะไม่นานคนก็จะลืมประโยคนั้น แต่มันจะทำให้คนจดจำได้ สมมติเวลาผ่านไปสิบปี เราก็จะจำได้ว่ามะม่วงเคยพูดประโยคคล้ายกันนี้นะ เราเชื่อว่าคงทำให้เขารู้สึกดีไปอีกแบบ”

好きになったときは、心はうそをつかない

เวลารู้สึกชอบอะไร หัวใจไม่ได้โกหกคุณหรอก

แม้จะรู้มาบ้างว่าสังคมญี่ปุ่นแสนประนีประนอม แต่ในการทำงานร่วมกันระหว่างทีมคิตตี้และมะม่วง ตั้มเล่าว่า เขาประทับใจความมืออาชีพของทีม โดยเฉพาะการพูดบอกกันตรงๆ ว่าแบบไหนน่ารักลงตัวแล้ว และแบบไหนยังไม่น่ารัก

“กับงานที่ขอให้วาดมะม่วง เราไม่คิดมากตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่ามะม่วงต้องเป็นแบบไหนหรือห้ามเป็นแบบไหน เราคิดแค่ว่าถ้าเราอยากทำอะไรที่อีโก้ มากๆ เราก็คงเขียนการ์ตูน hesheit ตามใจตัวเอง”

ตลอดการสนทนา เราถามตั้มซ้ำๆ ว่าเขาเป็นห่วงภาพลักษณ์เด็กสาวช่างคิดของมะม่วงบ้างหรือเปล่าเมื่อต้องอยู่กับเพื่อนสาวคนใหม่ที่ชื่อคิตตี้ ตั้มเองก็ตอบซ้ำๆ เช่นกันว่า เขาไม่ห่วงเรื่องนี้เลย และเป็นทีมคิตตี้เองต่างหากที่คอยช่วยตรวจการรักษาความเป็นมะม่วงให้แทน

“Sanrio มีความเชื่อและวิถีชีวิตเขาแบบนั้น มีความฝันแบบคนยุคก่อนที่อยากทำสิ่งที่ทำให้คนเห็นแล้วมีความสุข ไม่คิดเพียงเพื่อจะขายให้ได้มากๆ และถ้าจะพูดกันตามความจริง สินค้าเหล่านี้ก็ไม่ใช่ของที่ทำแล้วขายได้เงินเป็นกอบเป็นกำขนาดนั้นหรอก แต่มันทำให้รู้สึกมากกว่านั้น” ตั้มเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับทีมคิตตี้ใน Sanrio ได้เห็นว่า Sanrio เป็นบริษัทที่เคารพในงานของตัวเองมากๆ ไม่ว่าเขาจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน

เอาล่ะ เรารู้ว่าคุณรอคอยช่วงเวลานี้อยู่ ถึงเวลาช้อปปิ้งแล้ว

Hello Kitty x Mamuang, ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load