ธุรกิจ : บริษัท โคคา โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ร้านอาหาร

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2500

อายุ : 64 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : คุณศรีชัย และ คุณปัทมา พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณพิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่นสาม : คุณนัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

“ความทรงจำที่ดีที่สุด ครั้งแรกที่เคยกินสุกี้กับเพื่อนๆ สมัยหิ้วกระเป๋า ใส่คอซอง ปัจจุบันอายุ 53 ปี”

“ร้านในความทรงจำเลยครับ ป๊าบอกกินตั้งแต่หนุ่มๆ แว้นมอ’ไซค์ไปกินกับเพื่อน จนอุ้มลูกๆ ไปกินตั้งแต่จำความได้ จนตอนนี้เดินประคองพาป๊าไปกินครับ”

“เป็นร้านในความทรงจำ และมีช่วงเวลาดีๆ เยอะ คิดถึงป้าๆ ป้าจะไปอยู่ไหน ไปทำอะไรกันต่อครับ”

“คิดถึงวันที่นั่งเม้ามอยกันจนร้านปิด”

“ขอบคุณสำหรับมื้อดีๆ หลายๆ มื้อเลยครับ”

“ร้านแรกที่ไปกินด้วยกัน”

ถ้าต้องวัดความเป็นที่รักของแบรนด์ อาจไม่มีวิธีไหนแน่นอนกว่าเสียงตอบรับของลูกค้าในวันที่แบรนด์ต้องปิดกิจการลง

วิกฤต COVID-19 เข้ามากระทบ ‘โคคาสุกี้’ เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ ทายาทรุ่นสามที่เพิ่งรับช่วงต่อมาได้ไม่กี่ปีต้องเจอกับทางแยกและการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้สืบทอด แต่ในบทบาทของหลานสาวของผู้ก่อตั้ง

ปลาย พ.ศ. 2559 แนท-นัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ กลับมารับตำแหน่งทายาทรุ่นสาม พร้อมปริญญาและประสบการณ์ด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหาร เธอเข้ามาสร้าง Coca Boutique Farm ปลูกผลผลิตออร์แกนิกสำหรับใช้ในร้านโดยเฉพาะ ทำโครงการซื้อข้าวโดยตรงจากเกษตรกร เพราะอยากเห็นพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขยายสาขาใหม่ที่อยู่หัวเมืองชั้นนอก ด้วยการตกแต่งทันสมัยและขนาดเล็กลงเพื่อตอบรับความต้องการของคนรุ่นใหม่ ปรับโครงสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ให้ตัดสินใจได้รวดเร็วในวิกฤตที่เกิดขึ้น

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

แนทเข้ามาบริหารในวันที่องค์กรมีพนักงานรุ่นเก่าถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และตัดสินใจปิดสาขาสยามหลังจากเปิดมา 54 ปี เพราะไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจอีกต่อไป

เธอเปรียบว่าเหมือนต้องเลือกระหว่างบ้านหลังหนึ่ง กับครอบครัวที่ยังต้องเดินต่อไปด้วยกันอีกนาน

หลังจากต่อสู้กับยอดขายที่ลดลงไปครึ่งหนึ่งมาหนึ่งปีครึ่ง แนทตัดสินใจประกาศปิดสาขาสยามล่วงหน้าเพียง 1 วัน ด้วยเหตุผลเดียวคือ กลัวลูกค้ามาเก้อ

#ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป

สาขา สยามสแควร์ เปิดให้บริการวันสุดท้ายในวันที่ 18 พ.ค. 64 นี้

แต่สาขาอื่นยังให้บริการตามปกตินะคะ

“โคคาและพนักงานทุกคนขอขอบคุณลูกค้าตลอดระยะเวลา 54 ปี ที่อยู่เคียงข้างโคคามาตลอด

“หลายคนมีความทรงจำที่ดีกับที่แห่งนี้มาก โคคาอยากเชิญลูกค้าทุกท่านในโอกาสสุดท้ายที่ได้ถ่ายรูปกับความทรงจำดีๆ ที่สาขานี้”

ข้อความนี้ถูกแชร์ออกไปมากกว่าพันครั้ง และมีคอมเมนต์เล่าความทรงจำที่ร้านเกือบครึ่งพัน 

และแน่นอนว่า เธอเลือกครอบครัว

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

COCA = Kekou = ถูกปาก

จากสเตตัสอำลาสาขาสยาม ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2500 คุณปู่ศรีชัย และ คุณย่าปัทมา พันธุ์เพ็ญโสภณ เดินทางมาจากเมืองจีนแบบที่เรียกว่า เสื่อผืนหมอนใบ

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

สมัยนั้นมีร้านอาหารจีนจำนวนนับนิ้วได้ คุณย่าเป็นคนทำอาหารเก่ง เลยตั้งใจทำร้านอาหารเล็กๆ ขนาด 20 ที่นั่งขึ้นมา เป็นอาหารจีนตามสั่ง โดยตั้งชื่อว่า โคคา (Coca) ซึ่งเพี้ยนเสียงมาจากคำจีน ‘เขอโข่ว’ (Kekou) ที่มีความหมายว่า ‘ถูกปาก’

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

ร้านแรกประสบความสำเร็จจนต้องขยับขยาย จากร้าน 20 ที่นั่งในซอยเดโช มาเป็นภัตตาคาร 4 ชั้นขนาด 400 ที่นั่ง บนถนนสายธุรกิจอย่างสุรวงศ์ พร้อมกับคอนเซปต์ ‘ร้านสุกี้’ แบบใหม่ที่คุณปู่คิดค้นขึ้น 

“สุกี้โบราณจะเสิร์ฟเป็นถาด มีวัตถุดิบรวมกันหลายอย่างแล้วตอกไข่ข้างบน คนๆ ทุกอย่างแล้วเทลงในหม้อสุกี้ แต่คุณปู่เป็นคนพิถีพิถันเรื่องการกิน ท่านไม่ชอบกินเครื่องใน ก็เลยตั้งคำถามว่าแล้วฉันจะจ่ายเงินค่าเครื่องในทำไม เลยกลายมาเป็นคอนเซปต์สุกี้ à la carte ขึ้นครั้งแรก ฉันอยากกินผักบุ้ง ฉันจะสั่งผักบุ้ง ฉันอยากกินตับ ฉันจะสั่งตับ

“แล้วมันก็สนุก ทุกคนกินรวมกันได้เหมือนปาร์ตี้ กินกับครอบครัวก็สนุก กินกับเพื่อนก็สนุก”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

สาขาถัดมาคือสยามแสควร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในยุคหนึ่ง ด้วยขนาดใหญ่โอ่อ่าถึง 6 ห้องแถว 4 ชั้น มีที่นั่งรองรับโดยประมาณ 100 คน เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งที่เล็งเห็นบทบาทสำคัญของ Shopping Mall ต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งสมัยนั้นมีเพียงไม่กี่ที่ในกรุงเทพฯ 

มาถึงเจเนอเรชันที่ 2 คุณพ่อพิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ รับไม้ต่อเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน โดยมีหมุดหมายอยากพาอาหารไทยไปสู่ครัวโลก ขยายสาขาไปยังประเทศต่างๆ ตั้งแต่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน ลาว พม่า เกาหลีใต้ และจีน พร้อมสร้างแบรนด์ Mango Tree ซึ่งเน้นอาหารไทย เป็นเหตุผลหลักที่สาขาของ โคคาสุกี้ ในประเทศมีไม่มากเท่าคู่แข่งที่ทำธุรกิจคล้ายๆ กัน

เข้าใจคุณค่าของธุรกิจอย่างลึกซึ้ง

“เรารู้อยู่แล้วว่ามาต้องกลับมาต่อยอดโคคาสุกี้”

ทายาทรุ่นสามเล่าถึงตอนเลือกคณะสมัยมหาวิทยาลัย

“ในการทำร้านอาหาร มันมีไม่กี่วิชาหรอก หนึ่ง เรียนเป็นเชฟ สอง เรียน Business Management เราคิดว่าการบริหารค่อยเรียนต่อก็ได้ หรือเชฟ เราก็ไม่ได้อยากทำอาหาร เราชอบจัดการ ชอบอยู่หน้าร้าน ชอบทำงานกับคน เลยตัดสินใจเรียนด้านโภชนาการ สาขา Nutrition & Food Science ที่ King’s College ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท”

น่าสนใจที่ทายาทคนนี้เลือกเรียนสาขาที่จะทำให้เธอเข้าใจแก่นแท้ของธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่ในเชิงธุรกิจ แต่หยั่งลึกไปถึงคุณค่าและสิ่งที่เลือกทำ

เมื่อเป็นธุรกิจอาหาร ก็ต้องรู้เรื่องโภชนาการ ในยุคที่คนทั่วไปยังไม่ได้พิถีพิถันกับทุกสิ่งที่บริโภค ในวันที่คำว่าคีโตหรือวีแกนยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แม้จะคลุกคลีอยู่ในร้านอาหารของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก นี่ก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับแนท 

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“ในฐานะร้านอาหาร เราต้องเข้าใจว่าอาหารแต่ละอย่างทำอะไรกับร่างกายลูกค้าเวลากินเข้าไป โดยมีหลัก 3 ข้อ หนึ่ง ต้องปลอดภัย สอง มีประโยชน์ต่อเขา และสาม ไม่ส่งผลเสียต่างๆ

“ว่าไปแล้วก็เหมือนหมอ สมมติเราเป็นมะเร็ง เราไปหาหมอคนนี้เพราะมีคนแนะนำว่าเขารักษาให้หายได้ เราอาจไม่รู้จักเขามาก่อน และคงไม่ไปนั่งถามว่า หมอคะ หมอจบอะไรมา รักษาหายมากี่คนแล้ว แต่เรามั่นใจในตัวเขา เช่นเดียวกับร้านอาหาร ลูกค้าหรือคนที่เดินเข้ามาต้องมั่นใจว่าร้านนี้ไม่ได้ช่วยแค่ให้อิ่มท้อง แต่กินแล้วปลอดภัยและมีประโยชน์กับเรา”

หลังเรียนจบ เธอเข้าทำงานกับ เฮสตัน บลูเมนธาล (Heston Blumenthal) เชฟชื่อดังที่ The Fat Duck ร้านอาหารแนว Gustronomy ระดับมิชลิน 3 ดาวในกรุงลอนดอน ก่อนจะย้ายไปทำงานกับบริษัทอุปโภคบริโภคระดับนานาชาติอย่าง Unilever, Lipton Ice Tea และย้ายไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการอย่างจริงจัง

เธอกลับมารับหน้าที่ทายาทรุ่นสามในธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงอยู่แล้ว มีระบบดีอยู่แล้ว เธอไม่รู้จะเริ่มตรงไหนหรือเปลี่ยนอะไร ทุกก้าวของแนทมีโอกาสผิดพลาดได้ เป็นอย่างนั้นอยู่ 4 เดือนที่เธอไม่รู้ว่ามาถูกทางหรือเปล่า จนตัดสินใจขอประชุมกับคุณพ่อเพื่อถามว่า ในฐานะลูกน้องคนหนึ่ง พ่อคาดหวังอะไรจากเธอ

“อยากเห็นโคคาอยู่ถึงห้าร้อยปี”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“อยากเห็นโคคาอยู่ถึงห้าร้อยปี” 

คุณพ่อพิทยาพูดกับเธอในวันนั้นพร้อมประกาศเกษียณตัวเอง เป็นทั้งความคาดหวัง ความไว้วางใจ และความกดดันในเวลาเดียวกัน และทุกครั้งไม่ว่าจะทำหรือตัดสินใจอะไร เธอจะคิดถึงประโยคนี้ก่อนเสมอ

หน้าที่แรกที่เข้ามารับผิดชอบในบริษัทคือการดูแลฝ่ายปฏิบัติการทั้งหมด เป็นเหมือนพนักงานคนหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง ซึ่งไม่ได้สวยงามหรือง่ายดายอย่างที่หลายคนคิด

“เบื้องหลังธุรกิจครอบครัวหกสิบปีมันมีอะไรเยอะ มีความซับซ้อน เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีตำนาน มีห้องเก็บของเยอะๆ แล้วเราต้องเข้าไปเก็บของให้เรียบร้อย ให้ทันยุคทันสมัย

“โมเดลของโคคามีลูกค้าเป็นเจเนอเรชันสู่เจเนอเรชัน ซึ่งสะท้อนกลับมาที่พนักงานเราเช่นกัน มีตั้งแต่อายุสิบแปดจนถึงหกสิบปี วันที่เราเข้ามาทำ แปดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นคนเก่าคนแก่ เราต้องดูแลทั้งกลุ่มคนที่อยู่กับเรามานาน และก็ต้องเข้าใจคนรุ่นใหม่”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ถ้าอยากอยู่ไปถึง 500 ปี แนทไม่สามารถบริหารธุรกิจแบบเดิมต่อไปได้ โคคาสุกี้ ต้องไปพร้อมกับยุคสมัยอย่างสมดุลโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

“คำถามคือ เราจะทำให้คนทุกรุ่นพอใจได้ยังไง สิ่งหนึ่งที่พูดกันบ่อยมากเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวคือ ‘อ๋อ ที่เปลี่ยนไปขนาดนี้เพราะลูกหลานมารับช่วงต่อ’”

แนทใช้เวลา 5 ปีในการศึกษาโปรดักต์ของโคคาสุกี้อย่างละเอียด หาคำตอบว่าลูกค้าจริงๆ ของแบรนด์คือใคร จะทำอย่างไรให้เข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่ ขณะยังเป็นที่รักของลูกค้าเก่าแก่ไม่เสื่อมคลาย จึงเกิดเป็น Coca Pop Up ที่หัวหิน สาขาแรกของเธอที่ต่อยอดมาจากไอเดียคุณพ่อ ปรับเปลี่ยนโฉมให้เก๋และเท่ ถ่ายรูปออกมาก็ดูดี ผลคือได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เด็กลงกว่าเดิม

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น
ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“มันทำให้เห็นว่าอาหารเรายังเวิร์กอยู่นะ กับทุกกลุ่มรวมถึงกลุ่มใหม่ด้วย เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นร้านแบบ Fine Dining หรืออาหารฟิวชันแบบที่เขาฮิตกัน เราแค่ต้องแต่งตัวให้มันดูดีขึ้น เปรียบเทียบเหมือนคุณป้าอายุหกสิบกว่า แต่แกเจ๋งนะ แต่งตัวสดใส ทันสมัย 

“สิ่งที่เรามีมากกว่าเครื่องแต่งกายภายนอกคือประวัติยาวนาน มันเป็น Sweat and Tears เราซื้อได้ทุกอย่าง เราซื้อ Interior สวยได้ เราซื้อจานชามสวยได้ เราซื้อโฆษณา เราซื้อพีอาร์ได้ แต่ตำนานหกสิบกว่าปี เราซื้อไม่ได้ ฉะนั้น การเข้ามาของเราก็ต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ ในขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนให้มันดีขึ้น”

ไม่ใช่แค่อาหารอร่อย ปลอดภัย แต่ต้องรู้ถึงแหล่งที่มา

โคคาสุกี้มีวิธีดำเนินการแบบ Farm to Table มาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า เริ่มจากคุณย่าไปเดินตลาดเอง ซื้อผักเอง ซื้อเนื้อสัตว์เอง แนทบอกว่าเรียนรู้ว่าปลาสดตาต้องใสก็จากคุณย่าเช่นกัน จากที่เริ่มใช้ผักออร์แกนิกจากแหล่งที่ไว้ใจได้เมื่อ 30 ปีก่อน มาถึงมือของทายาทรุ่นปัจจุบันที่ยกให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญ จึงสร้างฟาร์มไร้สารพิษเป็นของตัวเองขึ้นมา

“น้องสาวเราเรียนจบจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และสารเคมีเป็นประเด็นใหญ่มาก เคมีบางตัวต่างประเทศสั่งห้าม ในไทยกลับหาซื้อได้ในราคาถูก เขาเลยตั้งคำถามว่าทำไมบ้านเราถึงโอเคกับสิ่งนี้ แล้วเกิดไอเดียว่าโคคาควรปลูกผักกันเอง อย่างน้อยให้ลูกค้าเรากิน ให้คนในครอบครัวเรากิน เกิดเป็น Coca Boutique Farm ซึ่งเราพยายามจะสร้างวัฏจักรข้างใน อย่างเช่น เราเลี้ยงไก่ มูลไก่เอามาทำปุ๋ย ส่วนไข่เอาไปขาย เปลือกไข่ก็เอากลับไปทำปุ๋ย เช่นเดียวกับบ่อปลา มูลของปลาในน้ำก็เอามารดน้ำพืชผักต่างๆ เรามีผักตามฤดูกาล อะไรสดเราก็เอามาขาย อันไหนปลูกไม่ได้เราก็มีแหล่งผลิตที่ไว้ใจ หรือถ้าวัตถุดิบไหนมีมากจนเหลือก็นำมาขายที่ร้าน”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น
ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

แต่แค่นั้นยังไม่พอสำหรับทายาทผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหารเป็นพิเศษ เธอตั้งคำถามต่อว่า ข้าวที่โคคาเสิร์ฟนั้นมาจากไหน

ก่อนหน้านี้ทุกๆ ปี Mango Tree ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือจะจัด Chef Trip ไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อสอนวิธีการอยู่แบบไทย ดูว่ากว่าจะได้วัตถุดิบมาต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ต้องใส่ความรัก ความเอาใจใส่ เธอจึงตั้งมั่นว่าจะสนับสนุนเกษตรกรเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด โดยตัดพ่อค้าคนกลางออกไปจากการซื้อขาย

“การปลูกข้าวยากมาก และสิ่งที่เศร้าที่สุด คือชาวนาเข้าใจว่าต้องใส่สารเคมีในนาข้าวเยอะๆ ไม่อย่างนั้นข้าวคุณไม่โตแน่นอน เขาเลยเสียเงินไปกับสารเคมีเยอะมาก แล้วมันไม่ใช่แค่ใส่เข้าไปนะ ผลกระทบอาจร้ายแรงไปถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อร่างกาย พอเขาได้ข้าวมาก็ไปขายให้กับโรงสี สมมติกิโลกรัมละสิบบาท แต่เวลาเราซื้อขาวที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกิโลละหกสิบบาท จากสิบบาทไปหกสิบบาท ตรงกลางมันหายไปไหน ทั้งๆ ที่คนไทยกินข้าวมากที่สุด”

Coca Feels Good คือโครงการถาวรที่จับมือกับชาวนารุ่นใหม่ เกษตรกรคนแรกที่เข้าโครงการคือหลานของพนักงานคนหนึ่งในบริษัท โดยเริ่มจากที่นาแปลงเล็กๆ บริษัทส่งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกข้าวเข้าไปสอน เมื่อมีผลิตภัณฑ์ออกมาก็รับซื้อทั้งหมด ถ้ามากเกินกว่าจะใช้ทำอาหารในร้าน ก็ขายปลีกในร้านให้ลูกค้าซื้อกลับไป

ผลปรากฏว่าแปลงนานี้ได้ผลผลิตเท่ากับเมื่อก่อน แต่ประหยัดเงินค่าสารเคมีไปได้ถึงเดือนละ 30,000 บาท เขาได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรอยู่ได้ ธุรกิจอยู่ได้ ลูกค้าได้ประโยชน์ เพราะได้กินข้าวคุณภาพดี

โคคาสุกี้ของแนทจึงไม่ใช่แค่อาหารอร่อย สะอาด ปลอดภัย แต่ต้องรู้เบื้องหลังทั้งหมด และทำให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น

เปลี่ยนกระบวนการคิดเพื่ออยู่รอด

ถ้าลองสังเกตดีๆ จะพบว่าสาขาส่วนใหญ่ของโคคาสุกี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง พึ่งพาลูกค้าชาวต่างชาติถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โมเดลธุรกิจคือการนั่งทานในร้านทั้งหมด ไม่มีระบบเดลิเวอรี่ อะไรที่เคยเป็นจุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อนทันทีเมื่อมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 หลายประเทศงดการเดินทางเข้าออก พฤติกรรมของคนในประเทศเปลี่ยนไป จากการเดินทางเข้ามาทำงานในตัวเมือง เป็นการ Work From Home อย่างไม่มีกำหนด หลายบริษัทถึงขนาดเปลี่ยนนโยบายเป็นการทำงานออนไลน์ไปถาวร

“ในรุ่นคุณพ่อ เขามองประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว ร้านใจกลางเมืองมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ คุณพ่อขยายธุรกิจไปต่างประเทศก็ได้รับการตอบรับดีมาก พอเกิดวิกฤต เราได้กลับมาวิเคราะห์อีกครั้ง ลูกค้าต่างชาติไม่เข้ามา คนในประเทศกลับไปใช้ชีวิตรอบนอกเมือง ก็ต้องปรับโมเดลให้ยืดหยุ่นขึ้น Agile ขึ้น

“ถ้าจะขยายร้านโคคาใหญ่ๆ ไม่น่าจะเวิร์กแล้วในวันนี้ เราขายได้เฉพาะแบบเดลิเวอรี่ มันไม่เมกเซนส์ ถ้าจะอยู่รอดในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในยุค COVID-19 เราต้องตั้งโมเดลใหม่ ปรับตัวไปกับยุคในเร็วขึ้น ย่อไซส์ลงมา เลยเป็นเหตุผลที่ปิดสาขาสยาม ทั้งๆ ที่คุณปู่กับคุณย่าสร้างมาใหญ่โต ส่วนคุณพ่อก็สืบทอดทำให้ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นไอคอนคู่สยามสแควร์ พอมารุ่นเรา เราต้องเป็นคนประกาศปิด แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างบ้านหลังหนึ่งกับครอบครัว ไม่เป็นไร เราย้ายตำแหน่งได้ แต่วันนี้เราต้องพาครอบครัวไปให้รอด”

COCA Pop Up คือทางรอดแรก รื้อภาพจำของภัตตาคารโคคาออกทั้งหมด เหลือเพียงหนึ่งห้องแถวที่กระจายไปอยู่นอกตัวเมือง พร้อมเมนูที่ดึงเฉพาะรายการยอดนิยม ปรับโฉมร้านให้ดูทันสมัย บรรยากาศจะดูสบายๆ ต่างจากสาขาเก่าในเมืองที่เน้นรับรองลูกค้าในย่านธุรกิจ ทำให้มีลูกค้ากลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ และแน่นอนว่าลูกค้าเก่าแก่ก็ยังแวะเวียนไปทั้งสาขาหัวหินและกรุงเทพกรีฑา

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ทางรอดที่สองคือ จิ๊กโก๋ แนทดึงเมนูของทานเล่นที่ขายดีของโคคาสุกี้มาปรับเป็นโมเดลธุรกิจแบบ Kiosk ที่ไปเปิดตามอีเวนต์ในที่ต่างๆ ได้ เลือกปาท่องโก๋เพราะเป็นอาหารที่เข้าถึงคนง่าย คนไทยทุกคนรู้จัก และเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

ทำให้ธุรกิจอายุกว่าครึ่งศตวรรษทำงานแบบสตาร์ทอัพ

วิกฤตยังสร้างผลกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กรอายุกว่า 60 ปีที่มีพนักงานหลากหลายเจเนอเรชัน

โคคาสุกี้ได้ข่าว COVID-19 ครั้งแรกจากสาขาที่ประเทศจีน สิ่งแรกที่ทายาทรุ่นสามทำ คือการเรียกประชุมทุกแผนก ต้อง Work From Home แต่ละแผนกต้องไปทำการบ้านมาว่าจะทำงานของตัวเองอย่างไร 3 วันถัดมา รัฐบาลสั่งปิดกิจการร้านอาหาร วัฒนธรรมในองค์กรเลยต้องปรับเปลี่ยนมาใช้วิธี Agile ที่พยายามลดขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้การตัดสินใจเกิดขึ้นได้เร็ว

“พนักงานทุกคนต้องปรับตัว มีอายุแค่ไหนก็ต้องเรียนรู้คอมพิวเตอร์ให้ได้ พอร้านปิด ใครไม่มีตารางงานแล้วขับมอเตอร์ไซค์ได้ก็มาเป็น Coca Man รับส่งเดลิเวอรี่ เพราะเราขายหน้าร้านไม่ได้ ค่าส่งทั้งหมดให้พนักงาน

“เราจะยึดระบบเหมือนสมัยก่อนไม่ได้แล้ว สมัยก่อนส่งอีเมล ตอนนี้ไลน์กรุ๊ป อัปเดตวันต่อวัน สมัยก่อนมี KPI ปีหน้าจะทำอะไร มาเป็นพรุ่งนี้จะทำยังไง สมัยก่อนวางแผนไปขยายสาขาที่นั่นที่โน่น มีกี่ที่ ร้อยที่พอไหม เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว พฤติกรรมคนเปลี่ยน คนกินข้าวในบ้านมากขึ้น Take Away มากขึ้น อาหารของเราก็ต้องปรับเปลี่ยน ต้องเป๊ะมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนไปถึงบ้านลูกค้า 

“สมัยก่อนเราไม่มีเดลิเวอรี่ เพราะเราไม่เชื่อว่าอาหารจะไปถึงที่บ้านแล้วอร่อยเท่าที่ปรุงสด เราเริ่มทำเมื่อปลาย พ.ศ. 2562 เพราะเห็นแล้วว่าถ้าไม่ปรับเป็นเดลิเวอรี่น่าจะยาก ตอนแรกจำกัดเมนูด้วยซ้ำไป ไม่ได้ใส่ทุกอย่าง มันเป็น Modern-way Thinking เป็น Modern-way Execution สำคัญมากต้องเร็ว เราจะช้าไม่ได้”

วางอัตตา ถ้าผิดต้องขอโทษ

เป็นธรรมชาติของคนที่ชอบอยู่ใน Comfort Zone ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ยิ่งเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ยิ่งเปลี่ยนยาก 

แนทบอกว่าเธอใช้พลังภายในในการโน้มน้าวคน วางอัตตาของการเป็นผู้สืบทอด และยอมรับว่าสิ่งที่เธอคิดอาจไม่ถูกต้องเสมอ

“เราจะเปิดใจมาก เราขอโทษคนได้ ถ้าวิธีที่เราเสนอ ลองแล้วไม่เวิร์กก็กลับไปใช้วิธีเก่า ไม่เป็นไร เอาประสบการณ์ของทั้งเราและพนักงานมาแบ่งปันและจูนกัน จนถึงวันนี้ก็ยังใช้วิธีนี้อยู่

“ในร้านอาหารมันมีเรื่องใหม่ๆ ปัญหาใหม่ๆ ให้แก้ทุกวัน เราไม่ใช่ธุรกิจอุตสาหกรรม เราไม่ใช่ธุรกิจไอที เราเกี่ยวข้องกับคนล้วนๆ ลูกค้าก็คน พนักงานก็คน ซัพพลายเออร์ก็คน ฉะนั้น เราต้องนึกถึงใจเขาใจเราในทุกๆ วันที่ทำงาน”

ของดีไม่ได้เกิดจากทางลัด

สิ่งหนึ่งที่ทายาททุกรุ่นของโคคาสุกี้เชื่อเหมือนกันมาตลอด 64 ปีคือ ธุรกิจร้านอาหารอยู่ในสายเลือดของครอบครัว และจะไม่เดินทางลัด

“คุณย่าเคยสอนว่า อาหารที่อร่อยที่สุดมาจากวัตถุดิบที่ดีที่สุดเท่านั้น ไม่สามารถเอาปลาเน่ามาทอดแล้วทำให้มันอร่อยได้ ทุกอย่างจึงไม่มี Short Cut เราต้องพิถีพิถัน เราต้องซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์กับพนักงาน ซื่อสัตย์กับลูกค้า ซื่อสัตย์กับธุรกิจ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ นี่คือหัวใจสำคัญของโคคามาตลอด”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

นอกจากอาหาร สิ่งที่เป็นหัวใจของโคคาคือบริการ และเป็นอุปสรรคครั้งใหญ่ของธุรกิจในยุควิกฤต เพราะการเดลิเวอรี่ไม่สามารถนำส่งประสบการณ์ความรู้สึกในร้านใส่หีบห่อ

พนักงานเสิร์ฟหลายคนมีอายุพอๆ กับสาขาเก่าแก่ จนกลายเป็นความสัมพันธ์แบบครอบครัว เหมือนเวลาทานข้าวที่บ้านอย่างไรอย่างนั้น

“วันนี้กินผักหรือยัง”

“ไม่ได้กินปลานานแล้ว กินปลาด้วยนะ”

นี่คือบทสนทนาระหว่างลูกค้าและพนักงานโคคาสุกี้ที่แนทได้ยินจนชินหู และเป็นสิ่งสำคัญที่เธอพยายามจะปลูกฝังพนักงานรุ่นใหม่ให้เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรอย่างถ่องแท้ โดยวิธีการก็ไม่ซับซ้อน คือทำให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โพสต์ประกาศปิดตัวสาขาสยามจะถูกแชร์ออกไปมากกว่าพันครั้ง และมีคอมเมนต์เล่าความทรงจำที่ร้านเกือบครึ่งพัน เพราะธุรกิจนี้ออกแบบมาให้เป็นมากกว่าร้านอาหาร แต่เป็นความรู้สึก เป็นช่วงหนึ่งของชีวิต เป็นประสบการณ์พิเศษที่ทายาทคนนี้จะรักษาไว้กับอีกหกสาขาที่เหลือ

เหมือนที่มีใครบอกไว้ #ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ขอบคุณภาพบางส่วนจากโคคาสุกี้

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ก่อนหน้านี้เวลาพูดถึงคำว่า มรดก ผมมักนึกถึงเงินทอง ที่ดิน และทรัพย์สินอื่นๆ

แต่จากการพูดคุยกับ ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์ และ พึ่ง-ณัฐพร เทพรัตน์ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อแปลกหูอย่าง ร้านยี่สับหลก ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าสิ่งมีค่าที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อนเป็นอะไรได้มากนั้น

ตอนที่มาถึงร้าน ผมเห็นตัวอักษรภาษาอังกฤษทำด้วยอะคริลิกเรียงตัวกันบนผนังร้านอ่านได้ว่า ‘ON THE LEGACY OF NAI SOIE BRAISED BEEF’

ป้ายอะคริลิก

สูตรน้ำแกง ความแรงของไฟ เวลาที่ใช้ในการต้ม ประสบการณ์ที่เพาะบ่มยามยืนหน้าเตา เหล่านี้คือสิ่งที่ตี๋ซึ่งเป็นทายาทของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังย่านถนนพระอาทิตย์อย่าง ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยได้รับตกทอดจากพ่อและแม่

ฟังเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรยาก ก็แค่หาทำเลเหมาะๆ แต่งร้านสวยๆ แล้วเอาสูตรก๋วยเตี๋ยวที่ได้รับมาทำขายใครๆ ก็ทำได้

ไม่มีอะไรง่ายหรอก” ตี๋เอ่ยประโยคนี้ในบทสนทนา คล้ายกับเขารู้ว่าคนอื่นคิดอะไร

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเดินทางมาเยือนร้านของเขาที่อยู่ตรงแยกสี่กั๊กพระยาศรี แต่ต่างกันตรงที่เขาไม่ได้ยืนอยู่หน้าเตาอย่างเช่นทุกครั้ง เมื่อได้นั่งคุยกันทำให้ผมรู้ว่าเรื่องราวเบื้องหลังกว่าจะกลายมาเป็นร้านที่เรานั่งอยู่มันไม่ได้ราบรื่นนัก แต่เรื่องราวเหล่านั้นก็ทำให้อาหารจานต่างๆ ของร้านนี้ที่ผมเคยกินมีความพิเศษขึ้นมา

นั่นคือนอกจากทำให้อิ่มท้องแล้วมันยังพาให้อิ่มใจ

ธุรกิจ : ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย
ประเภทธุรกิจ : ร้านก๋วยเตี๋ยว
อายุ : 41 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง
: วรพล วรไพศาล (นายโส่ย) และ ปิยนุช ตติยปัญญาเลิศ
ทายาทรุ่นที่สอง : ร้านยี่สับหลก :   
ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์ และ พึ่ง-ณัฐพร เทพรัตน์

ร้านยี่สับหลก

ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์

-ลูกไม้-

น้ำเดือดแล้ว”

ระหว่างนั่งพูดคุย ลูกน้องในร้านก็เดินมาตามชายหนุ่มไปควบคุมไฟ เขาจึงรีบลุกไปหลังร้านด้วยทีท่ากระตือรือร้น

นาทีนั้นผมแอบอยากเดินตามเขาไปแล้วแอบถามว่า น้ำซุปของเขาใส่อะไร ทำไมอร่อยนัก

แต่ผมก็ได้แค่คิดในใจ ของแบบนี้ใครเขาจะบอกกัน รอไม่นานเขาก็เดินกลับมายังโต๊ะที่เรานั่งอยู่ หลังจากนั้นบทสนทนาจึงดำเนินต่อไปอย่างออกรส

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ตี๋เติบโตมาในครอบครัวที่ยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวหาเลี้ยงชีพ ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งได้สูตรมาจากรุ่นอากงของเขาที่มาจากเมืองจีน ทำให้ชื่อเสียงของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยโด่งดังคับถนนพระอาทิตย์ ใครที่อยู่ย่านนั้นและไม่ได้นับถือเจ้าแม่กวนอิมต่างเคยฝากท้องไว้กับร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านนี้

ด้วยความที่โตมาในร้านที่อวลไปด้วยกลิ่นควันหอมฉุยจากน้ำซุป เขาจึงค่อยๆ ซึมซับวิชาการทำก๋วยเตี๋ยวจากพ่อแม่โดยวิธีครูพักลักจำ จนตัดสินใจปักหลักสานต่อกิจการของที่บ้านกิจการที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอายที่จะบอกใคร

เด็กๆ เราอายอยู่แล้ว เราไม่เคยบอกเพื่อนหรอกว่าบ้านเราขายก๋วยเตี๋ยว ตอนนั้นพอดีแม่เปิดบริษัทยาม เราก็บอกเพื่อนๆ ว่า แม่กูทำบริษัท รปภ. แต่สุดท้ายแม่ก็เลิก แล้วมาทำร้านก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว พอเริ่มโตถึงเริ่มคิดได้ ว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราขายก็ได้เงิน” ชายหนุ่มเล่าด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาของเขาเล็กลงกว่าเดิม

อาจกล่าวได้ว่าสำหรับคนที่เรียนจบเพียงชั้นมัธยม 6 อย่างเขา ร้านก๋วยเตี๋ยวบนถนนพระอาทิตย์เป็นคล้ายโรงเรียนสอนทำอาหาร หรือกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือ ที่นั่นคือโรงเรียนสอนทำก๋วยเตี๋ยว

ยิ่งฟังสิ่งที่ชายตรงหน้าได้เรียนรู้มา ผมยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นศาสตร์ที่ลึกลับซับซ้อนไม่น้อย

แม้กระทั่งการลวกเส้นก็ใช่ว่าจะทำลวกๆ ได้

ตอนลวกเส้นสายตาเราต้องดูว่าพอเอาขึ้นมาแล้วเส้นเป็นยังไง อย่างเส้นเล็ก เวลาไม่สุกมันจะดูกระด้างๆ แข็งๆ หน่อย เราจะเห็นเลย ถ้าลูกค้าสั่งแห้งต้องลวกยังไง สั่งน้ำต้องลวกยังไง มันไม่เหมือนกัน อย่างเล็กแห้งถ้าสะเด็ดน้ำจนแห้งมันไม่อร่อย พอให้มันมีน้ำขลุกขลิกนิดหนึ่งในเส้น พอใส่น้ำมัน ใส่ซีอิ๊วมันจะนวล จะอยู่ข้างในของมัน ถ้าแห้งไปก็ไม่อร่อย”

ร้านยี่สับหลก

เมื่อผมถามว่าแล้วเราจะเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องได้ยังไง ตี๋ตอบอย่างเรียบง่ายแต่ทำยาก

เขาบอกว่า ก็แค่ทำทุกวัน

ช่วงแรกแม่เขาก็ปล่อยให้เราทำช่วงเวลาที่ร้านคนไม่เยอะมาก ทำไม่ดีลูกค้าก็บ่น เราก็ฟังทุกวัน เส้นนิ่มไป เส้นแข็งไป เส้นเยอะไป เราก็ค่อยๆ ปรับ จนเริ่มรู้ว่าต้องลวกยังไง

แม่ก็สอนเราทุกวันว่าทำยังไง เลือกเนื้อยังไง ทุกอย่างต้องดี ต้องสะอาด เวลาทำอะไรต้องใส่ใจกับมันจริงๆ ต้องจริงจัง

เราต้องใส่ใจ” เขาย้ำคำเดิมที่ว่าไปแล้วอีกครั้งคล้ายว่ามันมีความสำคัญพิเศษ

ตอนนั้นคล้ายผมได้คำตอบของคำถามในใจที่ว่า “น้ำซุปของเขาใส่อะไร ทำไมอร่อยนัก”

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

-หล่นไม่ไกล-

ร้านยี่สับหลก ที่เรานั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจาก ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย บนถนนพระอาทิตย์มากนัก

หลังจากยืนลวกก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ถนนพระอาทิตย์อยู่ราวสิบปี ตี๋บอกว่าเขาเริ่มอิ่มตัว นั่นเป็นที่มาของการมองหาที่ทางใหม่ๆ เพื่อขยับขยายกิจการ

ผู้ที่มีบทบาทไม่น้อยในช่วงรอยต่อคือ พึ่ง ซึ่งเป็นคนรักของเขาที่เข้ามาช่วยดูในแง่คอนเซปต์ร้านและการจัดการระบบหลังบ้าน

“ตอนนั้นเราเห็นว่าร้านเดิมไม่มีระบบ แล้วธุรกิจแบบเก่ามันคือซื้อมาขายไป เราไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้มัน ผู้ใหญ่เขาก็คิดว่า ของกูขายดี กูก็ขายอยู่เรื่อยๆ เรากับพี่ตี๋ก็คุยกันเรื่องนี้อยู่ปีหนึ่ง วันหนึ่งเราก็คุยกันว่าลองมาสร้างแบรนด์เพิ่มอีกดีไหม” พึ่งย้อนเล่าถึงที่มาในการทำร้านยี่สับหลกร่วมกันจนทั้งสองเริ่มมองหาทำเลที่เหมาะสม

ด้วยความที่ทั้งสองเติบโตในย่านเมืองเก่า หลงใหลถิ่นแถวนี้เป็นทุนเดิม ทำให้เมื่อมาเจอร้านขายทองเก่าบริเวณสี่กั๊กพระยาศรีปล่อยพื้นที่ให้เช่าจึงตัดสินใจได้ไม่ยาก

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

เราสองคนชอบย่านนี้ เราไม่ได้อยากอยู่ย่านพระอาทิตย์หรือถนนข้าวสาร เพราะมันใกล้รัศมีร้านเดิมเกินไป เดี๋ยวตีกันเอง คนอื่นอาจจะเลือกที่ที่คนพลุกพล่านใช่มั้ย แต่เราเลือกที่ที่คนน้อย เพราะว่ามันไม่วุ่นวาย” พึ่งบอกเมื่อผมตั้งข้อสังเกตเรื่องทำเลร้านซึ่งค่อนข้างเงียบยิ่งในยามค่ำคืน ก่อนที่ตี๋จะเสริม “เรามั่นใจว่าของเราดี อยู่ที่ไหนคนก็มา ไม่ใช่ต้องมานั่งเรียกร้องให้เขามากิน เราแค่ทำให้เขาเห็นก็พอว่า ร้านเรามีคนมาลองกินแล้วอร่อย พอเขาเห็นเดี๋ยวเขาก็มาเอง”

ในด้านการตกแต่งร้าน ด้วยความที่หญิงสาวเคยไปเรียนปริญญาโทและทำงานที่ฮ่องกงมา 4 ปี เขาจึงแชร์ความชอบที่ได้ซึมซับมากับชายหนุ่ม จนทั้งสองเห็นตรงกันว่าคอนเซปต์ร้านใหม่จะดึงเอากลิ่นความเป็นฮ่องกงมาใช้ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การตกแต่งภายใน กราฟิกดีไซน์ในเมนูอาหาร ไปจนกระทั่งชื่อร้าน

ใช่, ยี่สับหลก ซึ่งเป็นคำที่หลายคนคงสงสัยถึงที่มาเป็นภาษาจีนกวางตุ้ง แปลว่า ยี่สิบหก

ร้านยี่สับหลก

“มันเริ่มต้นมาจากเราคุยกันว่าร้านจะชื่ออะไรดี ปัญหาคือเราจะใช้คำว่า โส่ย เหมือนเดิมไหม ถ้าใช้จะใช้ในแนวไหน หรือถ้าไม่ใช้ จะทำยังไงดีให้มีเชื้อของโส่ย โดยที่เราไม่ต้องพูดคำว่าโส่ย ซึ่งเราก็นึกถึงตัวพี่ตี๋ เพราะคนที่มาร้านก็จะมาเห็นพี่ตี๋ จำหน้าพี่ตี๋ได้ แล้วอยู่ดีๆ เราก็นึกขึ้นมาว่าเอาวันเกิดมั้ย วันเกิดพี่ตี๋ คือ 26 เดือน 4 เราก็เลยส่งข้อความไปปรึกษาเพื่อนที่เป็นคนฮ่องกง ว่า 264 ที่อ่านว่า ยี่หลกเส่ โอเคมั้ย แล้วเพื่อนก็ตอบกลับมาว่าเอา เลข 26 มั้ย เป็น ยี่สับหลก พอเพื่อนพูดยี่สับหลกเราก็ เฮ้ย เอา เพราะคำนี้มันพ้องเสียงกับคำที่แปลว่า ‘Easy to cook’ หรือ ‘หุง ต้ม ง่าย’ พอดี

“เราชอบความหมายของมัน” พึ่งยืนยันด้วยรอยยิ้ม

ร้านยี่สับหลก

ร้านยี่สับหลก

-ต้ม-

หุง ต้ม ง่าย

คำสามคำแสนเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหมายอบอุ่นกลายเป็นสิ่งที่เป็นแก่นแกนหลักของร้านยี่สับหลก

“เราเอาไอเดียจากคำว่า Easy to cook มาคิดต่อจนได้คอนเซปต์ร้านว่าร้านนี้ต้องเป็นร้านที่สืบต่อมา เป็นมรดกทางอาหาร ความหุง ต้ม ง่าย มันคือความเคยชินของการอยู่บ้าน ที่เราสองคนเลือกย่านนี้กันเพราะเราผูกพันกับย่านนี้ บ้านพี่ตี๋อยู่แถวเยาวราช เราอยู่แถวศาลเจ้าพ่อเสือ แล้วเราชอบกินข้าวบ้าน ซึ่งบ้านพี่ตี๋ทำอาหารอร่อยมาก ทั้งหมดมันเชื่อมโยงกลับไปยังเรื่องความทรงจำของเรา

ถ้าอย่างนั้นร้านนี้เรามาพูดถึงอาหารที่กินง่ายๆ เป็นข้าวอบง่ายๆ กินกับซุป มีก๋วยเตี๋ยว เป็นของที่ทำเสร็จเร็วเหมือนเวลากลับมาบ้านแล้วเราบอกว่า แม่หิวข้าว แล้วก็มีข้าวกิน ร้านนี้เหมือนเป็นมรดกทางอาหารที่เราย้อนให้คนได้กลับไปกินข้าวบ้าน อาหารทุกเมนูเราทำเองกับมือ เราเลือกของ ประณีตกับการทำ แล้วก็เสิร์ฟ” พึ่งขยายความคอนเซปต์

นั่นทำให้เมนูของร้านยี่สับหลกแตกต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย หลายๆ เมนูถูกพัฒนามาจากสิ่งที่แม่ของตี๋เคยทำให้กินแล้วอยากแบ่งคนอื่นกินบ้าง อย่างเช่นเมนูข้าวอบ หรือขาหมูต้มเค็มหมั่นโถว

ยำ

ข้าวอบหน้าเนื้อ

“เมนูของเราจะหนักไปทางข้าวอบกับหม้อไฟ อย่างร้านเดิมจะเน้นก๋วยเตี๋ยวเป็นหลัก หรืออย่างน้ำซุปก็ไม่เหมือนกัน เพราะร้านนั้นขายทั้งวัน น้ำซุปมันออกจากหม้อเร็ว เลยไม่เค็มมาก แต่ร้านเราถ้าต้มค้างไว้ แล้วรอลูกค้ามากินรอบเย็นมันจะเค็มมาก ซึ่งมันไม่เหมาะกับที่นี่ เราก็เปลี่ยนสูตร แต่ว่าวิธีการทำเหมือนกัน” ตี๋อธิบายถึงการบิดเมนูให้เข้ากับร้าน

“การคิดว่าจะทำอาหารเหมือนทำให้คนที่บ้านกินมันทำให้วิธีการทำอาหารเปลี่ยนไปจากตอนทำร้านเดิมไหม” ผมสงสัย

“เอาอย่างนี้ อะไรที่เราไม่กิน เราก็ไม่ทำให้คนอื่นกิน อย่างข้าว วันไหนหุงแฉะไปเราก็ไม่ขายนะ เป็นพวกโรคจิต” พึ่งหัวเราะหลังคำตอบ ก่อนตี๋จะขยายความ “อย่างเราทำข้าวอบ เราอยากให้ข้าวเรียงเม็ดสวยๆ แรกๆ หุงแล้วแตกครึ่ง เดี๋ยวแฉะ เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวไม่สุก เราก็ต้องตามหาข้าวจนเจอยี่ห้อที่ใช้อยู่ ที่ไม่ว่าจะใส่น้ำเยอะน้ำน้อยมันก็เรียงเม็ด สวยงาม ช่วงหลังลูกค้ามากินเริ่มเบิ้ลสอง ชมว่าข้าวอร่อยมาก เรียงเม็ด โอเค เราเจอข้าวที่ใช่แล้ว คือถึงแม้เราจะเน้นอาหารง่ายๆ แต่ถ้าทำอุบาทว์ ไม่อร่อย ก็โดนเขาด่านะ”

อาหารง่ายก็ต้องอร่อย-ตี๋ว่าอย่างนั้น

ต้มหมู

“แล้วความสุขของการยืนทำก๋วยเตี๋ยวคืออะไร ทำไมถึงยืนอยู่ที่เดิมมาได้เป็นสิบปี” ผมถามคำถามนี้กับชายหนุ่มหลังคุยกันจนถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปยืนที่ตำแหน่งเดิมในครัวเพื่อหุงและต้มอะไรง่ายๆ ให้ลูกค้าที่แวะเวียนมาได้อิ่มท้อง

“ความสุขของเรามันอยู่ที่เวลาคนมากินแล้วเราเห็นเขามีความสุข เขาเดินมาหาเราแล้วบอกว่าข้าวอร่อยมาก อาหารอร่อยมาก แค่นี้เราก็แฮปปี้แล้ว” ตี๋ตอบก่อนที่พึ่งซึ่งนั่งฟังอยู่จะช่วยเสริม “เราจะขำเวลาลูกค้ากินเสร็จแล้วพี่ตี๋จะดูว่าข้าวหมดไหม แค่นี้เลยความสุขของทุกวัน เก็บจานแล้วไม่ต้องกวาดอาหารเหลือ”

เมื่อสิ้นสุดบทสนทนา ตี๋เดินเข้าครัวไปทำอาหารเมนูต่างๆ มาเสิร์ฟบนโต๊ะตัวเดิมที่เรานั่งพูดคุยกันมา

แล้วก็ได้เวลาที่ผมจะทำให้เขามีความสุข

กุ้ง

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย พ.ศ. 2519

ก่อนที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยจะย้ายมาปักหลักอยู่บนถนนพระอาทิตย์อย่างที่เราคุ้นเคย หลายคนอาจไม่ทันช่วงจุดเริ่มต้นที่นายโส่ยยังถีบรถขายอยู่หน้ากองพลาธิการตำรวจจนกระทั่ง สันติ เศวตวิมล หรือแม่ช้อยนางรำมาชิมแล้วนำไปแนะนำต่อในคอลัมน์ร้านจึงเป็นที่รู้จัก ก่อนจะขยายกิจการจนมาได้ที่แถวถนนพระอาทิตย์

ตี๋เล่าว่า “สูตรก๋วยเตี๋ยวมาจากอากง แกเอาสูตรมาจากเมืองจีน แล้วก็ตกทอดมา เมื่อก่อนพ่อขายพวกโอเลี้ยงกับกาแฟโบราณ พอเก็บเงินได้ก้อนนึงถึงมาเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวกับแม่ที่ถนนพระอาทิตย์ ขายอยู่ตรงนั้นสิบกว่าปีก็โดนเจ้าของที่กลั่นแกล้งจนต้องย้ายที่ พอเราย้ายออกมาเจ้าของที่เก่าเขาก็เปิดร้านขายเองอยู่ปีกว่าแล้วก็เจ๊ง ส่วนร้านเราย้ายมาอยู่ที่ใหม่ติดกับบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นออฟฟิศของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แล้วก็อยู่ตรงนั้นจนถึงทุกวันนี้”

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load