“คุณๆ มาอยู่บ้านเดียวกันไหม”

นี่ไม่ใช่ประโยคเชิญชวนในฐานะครอบครัวหรือคู่รักแต่อย่างใด เมื่อราว 10 ปีก่อน บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด ผู้พัฒนาและออกแบบโครงการ ‘บ้านเดียวกัน’ ใช้แนวคิดนี้ชวนคนแปลกหน้ามาออกแบบบ้านกับเพื่อนบ้านในอนาคต ร่วมกับสถาปนิกตั้งแต่เป็นผืนดินเปล่า จนวันนี้อยู่อาศัยร่วมรั้วเดียวกัน มีที่จอดรถ สวนหน้าบ้าน และระเบียงไม้หลังบ้านที่เชื่อมต่อถึงกันแบบแทบไม่มีอะไรกั้น 

เมื่อมองจากภายนอก เหมือนเป็นบ้านหลังใหญ่บ้านเดียวกัน

อาจฟังดูแปลก ในยุคสมัยที่สังคมเริ่มให้ความสำคัญแก่ความเป็นปัจเจกนิยม ผู้คนแสวงหาหมู่บ้านจัดสรรสำเร็จรูปหรือคอนโดฯ พร้อมอยู่ เพื่ออำนวยความสะดวกชีวิตที่เร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาทำความรู้จักทักทายเพื่อนบ้านห้องข้างเคียง ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีความจำเป็นต้องคุยกัน

แต่ทางอาศรมศิลป์เชื่อว่า ยังมีคนที่ปรารถนาการอยู่ร่วมกันกับใครสักคนที่แตกต่าง และหากออกแบบบ้านเรือนที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้ ย่อมเกิดผลดีต่อทั้งจิตใจ เศรษฐกิจ และสังคม

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

พวกเขาจึงทวนกระแส นำคอนเซปต์ Co-housing มาออกแบบสร้างบ้านเดียวกัน 1 และ 2 ให้แต่ละบ้านมีทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนรวมที่ผ่านการออกแบบและตกลงแบ่งปันดูแลร่วมกัน

10 กว่าปีผ่านไป ยาวนานเพียงพอต่อการพิสูจน์แนวคิด เรานัดหมาย 3 ตัวแทนหมู่บ้านที่ร่วมสร้างบ้านเดียวกันในวันนั้น มาพูดคุยถึงแนวคิดเบื้องหลังและชีวิตที่เปลี่ยนไปจากบ้านลักษณะนี้

คนแรก ภาณุมาศ ชเยนทร์ กรรมการบริหาร บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด ผู้ดูแลโครงการผู้มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และสมาชิกของบ้านเดียวกัน 1

สอง อาชวิน ดุงศรีแก้ว อดีตสถาปนิกของบริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด และสมาชิกของบ้านเดียวกัน 1 ผู้ออกแบบบ้านเดียวกัน 2

และ อาจารย์สุรพล ธรรมร่มดี อดีตอาจารย์ประจำสถาบันอาศรมศิลป์ สมาชิกผู้อยู่อาศัยบ้านเดียวกัน 2 ที่ร่วมออกแบบตั้งแต่วันเริ่มโครงการ

ภาณุมาศ ชเยนทร์ กรรมการบริหาร สถาบันอาศรมศิลป์, อาชวิน ดุงศรีแก้ว อดีตสถาปนิกสถาบันอาศรมศิลป์, อาจารย์สุรพล ธรรมร่มดี แห่งสถาบันอาศรมศิลป์
อาชวิน ดุงศรีแก้ว อาจารย์สุรพล ธรรมร่มดี และ ภาณุมาศ ชเยนทร์

แม้ทั้งสามคนเล่าความท้าทายในระหว่างทาง ทั้งระยะเวลาที่ยาวนานกว่าการสร้างบ้านจัดสรรทั่วไป และบทสนทนากับเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยได้พบตามการซื้อบ้านที่ไหน ถึงอย่างนั้น ทุกคนเห็นพ้องกันว่า สำหรับใครที่ชื่นชอบ วิถีแบบนี้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้แน่

ศึกษาดูแล้ว ความหมายคำว่าบ้านของคุณอาจเปลี่ยนไป เผลอๆ จะอยากชวนใครสักคนมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกันเสียเลย

บ้านคือความไม่อ้างว้าง

แนวคิดแบบ Co-housing ที่จริงมีมานานแล้ว เริ่มเห็นชัดในประเทศเดนมาร์กช่วง ค.ศ. 1970 เมื่อมีสถาปนิกและครอบครัวเล็งเห็นว่า การอยู่อาศัยสมัยใหม่ทำให้ผู้คนห่างเหินกัน พอชราแล้วไร้เพื่อนฝูงให้พบเจอ จึงสร้างโครงการ Sættedammen ที่มีบ้าน 27 หลังอยู่ใกล้กัน

ข้อดีคือ บริหารทรัพยากรร่วมกันได้ มีอะไรก็แบ่งปันกันใช้ ไม่ต้องซื้อใหม่หมด และมีพื้นที่ส่วนกลางให้แต่ละครอบครัวมาร่วมกิจกรรมพร้อมหน้า ดูแลเกื้อกูลกัน ต่อมาแนวคิดนี้จึงได้รับการเผยแพร่ไปที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

“เราเคยไปดูงานกันที่ญี่ปุ่น พบว่าคนเข้าคิวรออยู่แบบนี้เลยนะ สังคมเขามีความเครียดสูง ต่างคนต่างมา ไม่รู้จักกัน แต่ตามหาบางอย่างเหมือนกัน” อาชวินเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่าในไทยก็น่าทำ และหากทำได้คงมีคนต้องการเหมือนกัน

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน
เฉลียงริมคลองด้านหลังบ้านที่ทอดยาวและเดินเชื่อมต่อถึงกันได้ ส่วนนี้จะช่วยสร้างปฎิสัมพันธ์ของคนในรั้วบ้านเดียวกัน

สังคมไทยสมัยก่อนอยู่กันแบบครอบครัวขนาดใหญ่ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน เราแยกย้ายกันแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในเมือง เกิดเป็นความอ้างว้างหรือหยุดนึกถึงสังคมรอบตัวไปบ้าง อาจด้วยภาระความจำเป็นที่หนักอึ้ง หรือไม่ได้ใส่ใจ

ในขณะเดียวกัน บริษัทอสังหาริมทรัพย์เริ่มพัฒนาบ้านที่เป็นแพตเทิร์น เพื่อรองรับครอบครัวเดี่ยวที่มีมากขึ้น และลดต้นทุนการสร้างในเชิงธุรกิจ

แต่อาชวินและภาณุมาศเชื่อว่ามนุษย์ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ และ Co-housing น่าจะตอบโจทย์ พวกเขาจึงเริ่มอยู่อาศัยภายใต้แนวคิดนี้ด้วยตัวเอง ที่บ้านเดียวกัน 1 บริเวณโรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งออกแบบคล้ายหมู่บ้านจัดสรรทั่วไป แต่ชวนเพื่อนๆ ผู้ปกครองของนักเรียนที่สนใจ มาผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนร่วมกัน และทำพื้นที่บางยูนิตในหมู่บ้านให้อยู่ใกล้ชิดกัน

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

ในขณะเดียวกัน ช่วงปลาย พ.ศ. 2554 นี้ พวกเขาคิดสร้างบ้านเดียวกันขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ เพื่อให้บ้านลักษณะนี้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ประจวบเหมาะกับการเจอที่ดินรูปสามเหลี่ยมขนาด 355 ตารางวา หน้าโรงเรียนรุ่งอรุณ ทางอาศรมศิลป์จึงซื้อที่ดินมาโดยยังไม่มีแบบบ้านใดๆ ในใจ 

เพราะโครงการที่จะเกิดขึ้นต่อไป พวกเขารอชวนเชิญผู้อยู่อาศัยมาร่วมออกแบบตั้งแต่ต้น

บ้านคือพื้นที่เกื้อกูลแลกเปลี่ยน (กับเพื่อนบ้านบ้าง)

“สิ่งที่ต่างจากบ้านจัดสรรปกติคือทุกคนเริ่มคิดด้วยกัน” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เล่าสิ่งที่ทำให้บ้านนี้ไม่เหมือนใคร

“มันไม่ได้เริ่มจากว่าคุณอยากได้บ้านแบบไหน แต่เราชวนคนที่สนใจให้มาทั้งครอบครัว เอาอาหารที่ตัวเองชอบมานั่งกินข้าวด้วยกันกับคนอื่นก่อน คุยกันว่าชีวิตเป็นยังไง อยากอยู่ร่วมกันไหม แค่นี้เลย แล้วค่อยเตรียมมาว่าอยากอยู่บ้านแบบไหน จัดแบบนี้หลายๆ ครั้ง” สถาปนิกเสริม 

กระบวนการนี้ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายสุด เพราะต้องหาสมาชิกที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน พร้อมอยู่ในรั้วเดียวกัน บางคนเข้ามาในกระบวนการแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ไม่ถูกใจเพื่อนบ้าน ก็เดินจากไปทันที

และถึงมีครอบครัวที่ตกลงปลงใจแล้ว แต่กว่าจะคุยให้เห็นพ้องกันทุกฝ่ายว่าจะใช้พื้นที่ร่วมกันแบบใด ต้องอาศัยเวลานานเป็นปี

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

“หนึ่งในเรื่องที่เราคุยกันนานคือสุนัข” อาจารย์สุรพลเล่าบ้าง

“เพราะมีคนที่เลี้ยงสุนัขเช่นผม กับคนที่ไม่ชอบมาอยู่ในรั้วเดียวกัน วันที่กินข้าวร่วมกันผมก็ต้องจูงสุนัขมาให้ทุกคนรู้จัก และสื่อสารว่าถ้าต้องอยู่กับเขา เราอยู่กันได้ไหม” ผู้ผ่านกระบวนการจริงยกตัวอย่างเหตุการณ์ประกอบ 

บทสนทนาเหล่านี้แม้ใช้เวลา แต่ข้อดีอีกอย่าง คือทำให้เกิดการวางกติกา เรียนรู้และปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยร่วมกัน

“เราคุยกันต่อว่าใครเจออุจจาระสุนัข เรียกให้เพื่อนบ้านที่เลี้ยงสุนัขคนไหนมาดูแลได้เลย ไม่เกี่ยงกัน แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อเรารู้ว่ามีคนไม่ชอบสุนัข เราจะไม่ปล่อยให้มันเดินเพ่นพ่าน บ้านไหนเลี้ยงตัวใหญ่ก็ทำกรงกั้นไว้” 

สุรพลอธิบายต่ออีกว่ายังมีหลายเรื่องที่พวกเขาคำนึงถึงคนอื่น และช่วยเหลือกันโดยไม่ต้องรีรอบอกกล่าว เช่น ช่วยเก็บผ้าให้อีกบ้านเมื่อฝนตก ล้างรถเพื่อนบ้านที่ต้องการ ช่วยดูแลลูกแทน

เพราะจากกระบวนการนั้น ทุกคนตระหนักดีว่าจะเพิกเฉย แบ่งรั้วบ้านฉันบ้านเธอเหมือนทั่วไปไม่ได้อีกแล้ว

และเมื่อมีเหตุการณ์ชวนขัดแย้ง เช่น สุนัขกัดกัน แต่ละฝ่ายจะเห็นปฏิกิริยาเพื่อนบ้าน ซึ่งมักจบด้วยการขอโทษ ให้อภัย และปรับเปลี่ยนบางอย่างใหม่ 

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน
จุดเด่นของโครงการอีกอย่าง คือการใช้พื้นที่หน้าบ้านร่วมกัน กลายเป็นพื้นสีเขียวส่วนรวมขนาดใหญ่

“คนที่อยู่แบบ Co-housing เขาคงไม่ได้คิดแค่ว่าจะได้อะไรจากชุมชนนี้ แต่ต้องพร้อมแชร์อะไรให้เพื่อนด้วย” อาชวินสรุปคุณสมบัติข้อสำคัญของสมาชิกในหมู่บ้านเล็กๆ รั้วเดียวกันแห่งนี้

ในระหว่างการตามหาสมาชิก ภาณุมาศใช้ประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเมินราคา ขนาดบ้าน และแบ่งโฉนดให้เหมาะสม จนลงตัวที่บ้านแบบทาวน์เฮาส์ 2 – 3 ชั้น ติดกัน 5 หลัง หนึ่งชั้นมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 50 ตารางเมตร และบ้านเดี่ยวอีก 1 หลัง ระหว่างบ้านสองแบบนี้ มีพื้นที่ให้มานั่งเล่นหรือทานอาหารร่วมกัน

หลังชักชวน หารือระหว่างมื้ออาหารอย่างยาวนาน พวกเขาเจอสมาชิกที่ใจตรงกันครบถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่มีลูกอยู่โรงเรียนรุ่งอรุณ และเป็นครอบครัวที่มีทิศทางชีวิตชัดเจน ในขณะเดียวกันก็พร้อมแลกเปลี่ยนพูดคุยกับบ้านข้างซ้าย ข้างขวา

บ้านคือกายภาพ ผู้คนคือหัวใจ

เมื่อรับฟังความต้องการของแต่ละคนครบถ้วน สถาปนิกแปรสิ่งเหล่านั้นเป็นการออกแบบพื้นที่ที่เหมาะสม ก่อนทำเป็นแบบจำลองกลับไปนำเสนอ โดยมีโจทย์ที่ต้องใส่ใจเพิ่มเป็นพิเศษคือ พื้นที่ภายนอกบ้าน

“ตอนแรกเราแบ่งพื้นที่สามเหลี่ยมให้เป็นรูปบูมเมอแรงสำหรับแต่ละบ้าน ทุกบ้านมีที่จอดรถส่วนตัว หลายคนชอบเลย แต่พอลองเอามาคุยกับ พี่แบน (ธีรพล นิยม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์) เขาเสนอให้ทำเป็นที่จอดรถรวม” อาชวินเล่าถึงโจทย์ที่ฟังเหมือนง่ายแต่อธิบายยาก เพราะการออกแบบเช่นนี้ แม้ทำให้ทุกคนมีสนามข้างหน้ากว้างเหมือนอยู่บ้าน 100 ตารางวา และมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ร่วมกันมากขึ้น แต่ก็ขัดกับความเคยชินของผู้อยู่อาศัยที่ถนัดเข้าซองจอดรถในบ้านตัวเอง และกลายเป็นประเด็นที่ถกกันอยู่นาน (อีกแล้ว) แต่จบลงได้ เมื่อทุกคนเห็นแปลนตัวอย่าง ซึ่งทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าคิดว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน
ที่จอดรถรวม ทำให้มีพื้นที่สีเขียวส่วนกลางที่เปิดทะลุถึงกันเพิ่มขึ้น

โฉนดบ้านแต่ละหลังจึงกลายเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมที่น้อยลงกว่าแบบแรก แต่มีพื้นที่สีเขียวขจีร่มรื่นใจเพิ่มขึ้นอีกมาก เมื่อเปิดประตูรั้วที่ติดถนน จะมีที่จอดรถรวมหน้าบ้าน เป็นภาระจำยอมที่ถือร่วมกันทุกบ้านกับทางบริษัท หากใครจะยกเลิกการใช้งาน ก็ต้องยกเลิกร่วมกัน 

เสริมด้วยพื้นที่ส่วนรวมอีก 2 จุด คือ สวนหน้าบ้านที่มีซุ้มประตูทางเข้าหลักทางเดียว ทุกคนต้องผ่านก่อนแยกย้ายเข้าบ้านตัวเอง และหลังบ้าน เป็นระเบียงไม้ติดริมคลองที่เชื่อมยาวต่อทุกบ้าน

เหล่านี้คือพื้นที่ให้บังเอิญเจอและทักทายกัน โดยแต่ละบ้านจะปลูกต้นไม้เป็นกำแพงเสริมรอบๆ แบ่งความเป็นส่วนตัวชัดเจน และอาศัยการเคารพกันและกัน

“พวกนี้ทำให้เรารู้ด้วยตัวเองว่าถ้าเราไม่อยากให้เขาทำอะไรกับเรา เราจะไม่ไปทำกับเพื่อนบ้าน เป็นทักษะการอยู่ร่วมกันที่จะติดตัวไปในที่ทำงานและสังคมอื่นๆ ด้วย” อาจารย์สุรพลเสริมอีกหนึ่งข้อดีที่เล็งเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่หมู่บ้านนี้มอบพื้นที่ให้มากเป็นพิเศษ

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน
ทางเข้าบ้าน พร้อมสวนที่ปกคลุมด้วยแมกไม้อย่างร่มรื่น
บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

นอกจากนี้ ในการออกแบบ อาชวินยังต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ของแต่ละบ้านด้วย เช่น ถ้าบ้านนี้เปิดหน้าต่างตรงนี้ จะส่งผลรบกวนอีกหลังหนึ่งหรือไม่ ควรตากผ้าตรงไหนเพื่อไม่ให้ประเจิดประเจ้อ

“สิ่งสำคัญ โครงการนี้ออกแบบการอยู่อาศัยร่วมกันมากกว่า คือออกแบบพื้นที่ทั้งส่วนตัวและส่วนกลางให้อยู่ร่วมกันได้สบาย ส่วนความน่าอยู่สวยงาม ตามกรอบทางกายภาพเป็นที่เราต้องทำอยู่แล้วในทุกงาน” สถาปนิกออธิบายแนวคิดหลังในการออกแบบอย่างเห็นภาพ

ในที่สุด บ้านเดียวกัน 2 ก็สร้างเสร็จจริง ใน พ.ศ. 2556 

ผลลัพธ์ที่ได้เป็นบ้านปูนหลังงาม ติดไม้แท้บนเปลือกอาคาร เรียงแบบการตีไม้บ้านไทยโบราณ โดยสลับเอาการตีโครงด้านในมาไว้ด้านนอก เกิดเป็นภาษาสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ซ่อนกิมมิกที่ทำให้บ้านดูร่วมสมัยเสมอ แม้ผ่านเวลายาวนานกว่า 10 ปี รวมถึงเลือกใช้สีสันกลมกลืนกับบ้านของชุมชนบริเวณใกล้เคียง แต่ละหลังอยู่ยักเยื้องกันเล็กน้อย ภายในและภายนอกตรงตามความต้องการของส่วนตัวและส่วนรวม 

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

บ้านคือความเป็นไปได้

“วิธีนี้ยากกว่าปกติแน่นอน ถ้าตอนนั้นเอาผังไปขายตามปกติ เชื่อว่าขายไม่ออก มันไม่ได้เหมือนบ้านจัดสรรที่คิดมาให้เสร็จสรรพ” อาชวินชี้ โมเดลแบบนี้อาจไม่เกิดขึ้น หากขาดผู้พัฒนาโครงการที่มองเห็นศักยภาพเชิงธุรกิจแบบอาศรมศิลป์

“ถ้าเราพัฒนาพื้นที่ให้ดีในราคาที่เหมาะสม คนที่มองเห็นข้อดีของคอนเซปต์น่าจะอยากอยู่ อย่างบ้านเดียวกัน 2 เรามีกำไร เพราะไม่ต้องเสียงบการตลาดมาก อยู่หน้าโรงเรียนรุ่งอรุณที่มีคนเกี่ยวข้องหลายร้อย

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

“เราเชื่อว่ามันมีจุดขาย และหลายคนอยากอยู่แบบนี้ แต่ยังไม่มีโอกาส เราตัดสินใจว่าลองทำให้เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างก่อน” แม้การพัฒนาโครงการจะใช้เวลานานในการพูดคุยและขาย ไม่ได้กำไรมากเท่าโครงการบ้านจัดสรรทั่วไป แต่ภาณุมาศ เชื่อว่าบ้านแบบ Co-housing นี้มีคุณค่าสำหรับใครบางคน

สาเหตุที่ต้องคำนึงถึงกำไรด้วย เพราะแม้สถาบันอาศรมศิลป์เป็นองค์กรที่ไม่มุ่งแสวงหาผลกำไร (Not for Profit Organization) แต่กำไรทั้งหมดจะมอบให้มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ ทำให้นอกจากมุ่งมั่นสร้างสรรค์งานแล้ว การใช้จ่ายแต่ละครั้งจึงต้องคำนึงให้ถี่ถ้วน โดยบ้านเดียวกัน 2 ผ่านขั้นตอนการคิดนั้นอย่างละเอียด

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน
บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

พอ 10 ปีผ่านไป โครงการประเภท Co-housing ยังน่าสนใจสำหรับพวกเขาอยู่หรือเปล่า เราสงสัย

“น่าเริ่มลองทำดูอีกครั้ง เพราะสื่อสารเข้าถึงคนง่ายกว่าสมัยก่อนที่โซเชียลมีเดียยังไม่แพร่หลาย ถ้าเราสื่อสารตอนนี้ คนอาจรู้สึกว่าอยู่แบบนี้ก็ได้ และอยากกลับมาอยู่ร่วมกัน” ภาณุมาศตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ยังมีความท้าทายอยู่เยอะเหมือนกัน” อาจารย์สุรพลเสริมในฐานะผู้อยู่อาศัย “แต่เรามีบทเรียนจากบ้านเดียวกัน 2 ว่าสิ่งที่เป็นจุดขาย หนึ่งคือ บ้านมีพื้นที่สาธารณะ ร่มรื่น สะดวกในการช่วยเหลือกัน สองคือ กระบวนการมีส่วนร่วม ทำความรู้จักกัน ของเดิมใช้เวลานาน แต่ทำให้กระชับขึ้นได้ สุดท้ายมีเพื่อนบ้านที่ดี คิดว่าเป็นโมเดลที่มีตลาดและน่าสนใจมาก” 

คนบ้านเดียวกัน

เราเดินรอบบ้านเดียวกัน 2 อยู่สักพัก สมาชิกแต่ละบ้านและน้องหมา เดินออกมาทักทายอย่างเป็นกันเอง รวมถึง วรรณ ธรรมร่มดี ลูกชายของอาจารย์สุรพล ผู้อยู่ร่วมกระบวนการออกแบบบ้านเดียวกันนี้ในวัยเด็ก และปัจจุบันเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แล้ว

“การอยู่บ้านแบบนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องรอให้ใครทำอะไร อะไรที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ ไม่เสียเวลามาก ทำไปเลย มีขอบเขต แต่แบ่งปันกัน” วรรณเล่าสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ และเชื่อว่าคนรุ่นใหม่สามารถอยู่ร่วมกับคนรุ่นก่อนในบ้านแบบนี้

“อยู่ที่ทัศนคติ แต่คนรุ่นใหม่อาจต้องมีจิ๊กซอว์เพิ่มขึ้นหนึ่งตัว คนรุ่นเก่าสนิทกันเพราะโตมาด้วยสิ่งที่สนใจร่วมกัน ถ้าเรามีกิจกรรมหรือไลฟ์สไตล์ที่ใกล้กัน คงช่วยให้เราอยู่ด้วยกันง่ายขึ้น”

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

“ผลดีอีกอย่างที่เกิดขึ้นคือ เด็กในบ้านที่เจอคนสามช่วงวัย คือวัยพ่อแม่และวัยปู่ย่าตายาย เขาจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่สืบทอดจากคนรุ่นก่อน คุยกับผู้ใหญ่เป็น เกิดการยึดโยงกัน และมีความเข้มแข็งในชุมชน” ภาณุมาศเสริมว่าทั้งสองฝ่ายจากต่างวัยจะได้เรียนรู้กันและกันมากขึ้นด้วย

“สิบปีที่ผ่านมามันให้ความรู้สึกของการเป็นบ้านเดียวกันจริงๆ แม้ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แต่เราผ่านกระบวนการที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้ขึ้น” อาชวินเล่าพลางนึกย้อนความหลัง

เมื่ออยู่กันไปสักพัก แน่นอนว่าต้องมีคนแยกย้ายตามความจำเป็น เช่นอาชวินที่เตรียมกลับไปอยู่บ้านเกิดที่อุดรธานี และขายบ้านในบ้านเดียวกัน 1 ให้คนอื่นต่อ โมเดลของบ้านจึงคิดเพื่อการนี้ที่ไม่ยึดติดว่าผู้อยู่ต้องเป็นคนคนนี้เท่านั้น แต่จะเป็นใครก็ได้ที่เชื่อเหมือนกัน

หากมีว่าที่สมาชิกสนใจเข้ามาอยู่ร่วมกัน สิ่งที่พวกเขาจะทำอย่างแรกๆ คือการพามาทานอาหาร

เพื่อช่วยตัดสินใจว่า

เราพร้อมอยู่ร่วมบ้านเดียวกันแล้วหรือยัง

ภาณุมาศ ชเยนทร์ กรรมการบริหาร สถาบันอาศรมศิลป์, อาชวิน ดุงศรีแก้ว อดีตสถาปนิกสถาบันอาศรมศิลป์, อาจารย์สุรพล ธรรมร่มดี แห่งสถาบันอาศรมศิลป์

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

“มานครปฐมต้องไปเที่ยวไหนบ้าง” 

“นั่นแหละ! มันนึกไม่ออกเห็นไหม มันมีองค์พระปฐมเจดีย์ มีพระราชวังสนามจันทร์ แค่นั้นเอง หมดแล้ว ทั้งที่จริงๆ มันเป็นเมืองที่มีเรื่องราวลึกซึ้ง กษัตริย์เคยเกือบจะย้ายเมืองหลวงมาที่นี่ด้วย แค่ชื่อเมือง ‘นครปฐม’ ก็คือ primary city แล้ว”

เฟิด-คาริญญ์ยวัฒ ดุรงค์จิรกานต์ หรือ เฟิด Slot Machine นักร้องนำซึ่งล่าสุดได้รับหน้าที่เป็น Passion Curator ให้แคปเปญ #WHATISYOURCPS ของแบรนด์ CPS CHAPS เล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่ตัดสินใจทำ ‘นิรันดร์ อพาร์ตเมนต์’ หอพักขนาด 70 กว่าห้องที่ตั้งอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งตั้งใจว่าจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้

เฟิด Slot Machine เปลี่ยนนิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ เป็นพื้นที่ศิลปะที่อยากให้นครปฐมกลายเป็นเมืองชิค

ตั้งแต่มหาวิทยาลัยศิลปากรขยายวิทยาเขตมาที่พระราชวังสนามจันทร์ นครปฐมก็กลายเป็นเมืองมหาวิทยาลัยไปโดยปริยาย ทั้งๆ ที่แต่ก่อนเป็นจังหวัดที่เรามักจะมองข้ามไป แม้จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงไม่ถึงชั่วโมง แต่ก็ยังไม่มีพื้นที่สำหรับคนรุ่นใหม่ในการแสดงผลงาน แสดงตัวตน ให้เห็นมากหนัก 

เฟิดและน้องสาวจึงตัดสินใจเปิดหอพักมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เป็นแค่หอพัก แต่เป็นพื้นที่ศิลปะสาธารณะ เพราะหวังจะผลักดันวงการสร้างสรรค์ และสร้างความเข้าใจต่อศิลปะให้คนรุ่นใหม่มากขึ้น เกิดเป็นหอพักนักศึกษาที่มีห้องโถงสีขาวขนาดใหญ่ ห้อมล้อมไปด้วยตะแกรงที่มีฟังก์ชันหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นที่จัดแสดงงานอาร์ต ไปจนถึงเป็นม่านตาสำหรับผู้อยู่อาศัย อย่างในรูปที่แชร์กันบนโลกออนไลน์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

เฟิด Slot Machine เปลี่ยนนิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ เป็นพื้นที่ศิลปะที่อยากให้นครปฐมกลายเป็นเมืองชิค
เฟิด Slot Machine เปลี่ยนนิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ เป็นพื้นที่ศิลปะที่อยากให้นครปฐมกลายเป็นเมืองชิค

เมื่อไม่เคยมีคนทำมาก่อน มันเลยเป็นการทดลองที่เฟิดท้าทายตัวเอง ถ้าสังเกตผลงานของเขาจาก Slot Machine จะพบว่าเขาพยายามท้าทายตัวเองอยู่ตลอด เช่น เพลงจันทร์เจ้า กลายเป็นเพลงที่มีท่อนฮุคสั้นที่สุดแค่ 3 คำคือ I say goodbye

“แล้วความท้าทายของนิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ คืออะไร” 

“คือการจับไอเดียในอากาศมาปั้นให้เป็นจริงให้ได้”

และนี่คือกระบวนการการปั้นอากาศของเขา

01

นครปฐม

ไอเดียของนิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ เริ่มต้นเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน เมื่อเฟิดพูดคุยกับเพื่อนๆ ในวงถึงความฝันที่อยากกลับไปทำอะไรให้บ้านเกิดที่จังหวัดนครปฐม

“เราคุยกับแก๊ก (อธิราช ปิ่นทอง-มือเบส) ว่า ถ้าวันหนึ่งเรารวย เรายิ่งใหญ่ ก็กลับมาทำอะไรให้บ้านเกิดดีกว่า เราเห็นตัวอย่างจากอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ แล้วรู้สึกว่านครปฐมยังไม่มีอะไรเลย ทั้งๆ ที่ห่างจากกรุงเทพฯ แค่สี่สิบนาที ผมโตที่นี่เลยรู้ว่ามันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน

“นครปฐมสำหรับเราเป็นเหมือนจังหวัดสตาร์ทอัพ ทั้งๆ ที่อยู่ติดกับกรุงเทพฯ แต่คำว่า ‘นครปฐม’ มันอยู่ใน Mindset ของคนเท่าไหร่ล่ะ ของคนไทยด้วยนะ อย่างศาลายา พุทธมณฑล คนรู้จัก แต่คำว่านครปฐมคนลืมไปแล้ว อาจจะเพราะมันใกล้เกิน เหมือนตอนเด็กๆ เรากลัวผี แล้วเราต้องนอนชิดกำแพง เพราะเราคิดว่าเวลาผีชะโงกมาจะไม่เห็นเรา เขาจะมองเลยไป นั่นก็คือจังหวัดนครปฐมครับ (หัวเราะ) มันเหมือนสะดือตัวเองแหละ คนมักจะมองไม่เห็น

“เราจึงอยากผลักดันให้มันเคลื่อนที่ ไม่ให้อยู่นิ่ง เพราะเราเป็นคนท้องถิ่นก็รู้ว่ามันนิ่งมาก โตมาขนาดนี้ก็รู้ว่ามันไม่มี happening อะไร มันเลยต้องเป็นเราแล้วแหละ ทำเองก็ได้ ไม่เป็นไร จะทำได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่ขอทำไปกอ่น”

เฟิด Slot Machine เปลี่ยนนิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ เป็นพื้นที่ศิลปะที่อยากให้นครปฐมกลายเป็นเมืองชิค

02

สถานที่สร้างคน

เนื่องจากเป็นอดีตนักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โจทย์ของเขาในตอนแรกคืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับงานศิลปะ ที่เชื่อว่าเป็นรากฐานของการทำหลายๆ อย่าง และนำมาปรับใช้กับอะไรก็ได้ เหมือนกับที่ทุกวันนี้เขามีอาชีพนักดนตรีเป็นงานหลัก

“ที่ดินตรงนี้เป็นของครอบครัว โลเคชันคืออยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยศิลปากร สนามจันทร์ ตอนเด็กๆ เคยเป็นปั๊มน้ำมัน เราเดินไปเรียนตั้งแต่เด็กเลยผูกพันกับแถวนี้ พอช่วงหนึ่งเศรษฐกิจไม่ดี กิจการปั๊มน้ำมันขาดทุน คุณพ่อคุณแม่เลยตัดสินใจเลิกทำธุรกิจนี้ เลิกได้ประมาณสิบปี ลูกๆ เริ่มโต เลยคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้เฉยๆ ก็สูญเปล่า และผมก็อยากมี passive income อีกด้านหนึ่ง เพื่อที่จะได้ทำ Slot Machine แบบลอยตัว ไม่เครียดมาก (หัวเราะ)

เฟิด Slot Machine เปลี่ยนนิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ เป็นพื้นที่ศิลปะที่อยากให้นครปฐมกลายเป็นเมืองชิค
เฟิด Slot Machine เปลี่ยนนิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ เป็นพื้นที่ศิลปะที่อยากให้นครปฐมกลายเป็นเมืองชิค

“เราเลือกทำเป็นหอพักเพราะเป็นที่อยู่อาศัยที่ได้แชร์กับคนอื่น อย่างตอนเรียนมหาวิทยาลัย เราต้องไปเรียนที่ศิลปากร วังท่าพระ เป็นเด็กต่างจังหวัดเขาไปเรียนกรุงเทพฯ มันลำบากนะที่ต้องไปอยู่ต่างเมือง ต้องอยู่ด้วยตัวเองคนเดียว หอพักมันเป็นที่ที่ช่วย shape ช่วยหล่อหลอมคนๆ หนึ่ง เป็นช่วงคอขวดที่โตจากมัธยมมาเป็นมหาวิทยาลัย”

“แล้วหอพักตอนมหาวิทยาลัยมัน shape คุณยังไง” เราถาม

นิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ หอพักนักศึกษาที่มีพื้นที่ศิลปะขนาดใหญ่ และความท้าทาย ที่อยากเปลี่ยนนครปฐมเมืองชิค

“โอ้โห shape of you เลยครับ (หัวเราะ) มีหมดทุกอารมณ์เลย ทั้งประสบการณ์ดีและไม่ดี มันเหมือนกับเราได้เป็นเจ้าของตัวเองครั้งแรก จะนอนกี่โมง จะตื่นกี่โมง จะทำอะไร จะไปไหน ตอนนั้นไม่มีคำว่าโดดเรียนแล้ว เพราะไม่มีใครมารู้ (หัวเราะ) มันเป็นช่วงที่เราเหลาตัวเองว่าในเมื่อที่เรามีอิสระมากมายขนาดนั้น เราจะเป็นคนยังไงในสถานการณ์นี้ อย่างผมพักอยู่ฝั่งธนฯ สิบนาทีก็ถึงข้าวสารแล้ว จะเมาหัวราน้ำทุกวัน ไม่กลับหอเลยก็ได้ มันเป็นช่วงวัดใจตัวเอง เลยเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด”

03

สุขนิรันดร์

เมื่อเชื่อว่าสถานที่สร้างคนได้ การออกแบบสถานที่ที่จะเอื้อต่อการเติบโตจึงเป็นโจทย์สำคัญของนิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นคอนเซปต์ บรรยากาศ วัสดุที่ใช้ในการสร้าง ไปจนถึงร้านค้าและกิจกรรมที่เลือกเข้ามา

“เราคิดย้อนกลับมาที่ตัวเอง ผมเป็นคนโชคดีที่ได้อยู่ในครอบครัวที่ดี ถ้าทำหอพักเราก็อยากทำหอพักให้เหมือนเขาอยู่บ้าน ความเป็นบ้านก็ต้องมีความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว ความอบอุ่น ความสงบ ผมว่าถ้ามีความสงบ และความรู้สึกในจิตใจเรานิ่ง เราจะตัดสินใจอะไรๆ ในชีวิตได้รอบครอบกว่า และจะไม่ค่อยมีโอกาสพาตัวเองไปเสื่อมเสีย แล้วตอนนี้คนที่สนใจหอพักที่เซอร์ไพรส์มากๆ คือ เด็กมัธยมที่มาเรียนโรงเรียนในจังหวัด ซึ่งเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อมากๆ ไม่ใช่แค่เด็กมหาวิทยาลัยแล้ว 

เฟิด Slot Machine เปลี่ยนนิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ เป็นพื้นที่ศิลปะที่อยากให้นครปฐมกลายเป็นเมืองชิค
นิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ หอพักนักศึกษาที่มีพื้นที่ศิลปะขนาดใหญ่ และความท้าทาย ที่อยากเปลี่ยนนครปฐมเมืองชิค

“มันเลยเป็นที่มาของชื่อ ‘นิรันดร์ อพาร์ตเมนต์’ ผมอยากให้คนที่มาอยู่ที่นี่มีความสุขเป็นนิรันดร์ เราตกแต่งภายในห้องพักให้เป็นเหมือนคอนโด ซึ่งใกล้เคียงกับบ้าน ไม่อยากทำให้รู้สึกเหมือนอยู่หอพัก ห้องที่นี่ก็เลยใหญ่ มีชั้นเป็นไม้ สีอุ่นๆ ให้อยู่แล้วสบายใจ สดชื่น ที่เหลือก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนที่จะตกแต่ง แต่ยังไงมันต้องเป็นที่ที่ทุกคนหัวถึงหมอนแล้วจะหลับ ไม่ว่าในวันนั้นคุณจะเจอความวุ่นวายอะไรมาก็ตาม”

04

พื้นที่ศิลปะที่ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผู้กำกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ แชร์รูปห้องโถงตรงกลางนี้ ทำให้นิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ได้รับการพูดถึงบนโซเชียลมีเดียในชั่วข้ามคืน มันไม่ใช่แค่ดีไซน์เท่ๆ ที่ทำขึ้นมาอย่างไม่มีความหมาย และไม่ใช่สัญลักษณ์สามเหลี่ยมที่วง Slot Machine ของเฟิดชอบทำอย่างที่เราคิด แต่เป็นสิ่งที่แทนจังหวัดนครปฐม

นิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ หอพักนักศึกษาที่มีพื้นที่ศิลปะขนาดใหญ่ และความท้าทาย ที่อยากเปลี่ยนนครปฐมเมืองชิค

“สามเหลี่ยมตรงกลางได้รับแรงบันดาลใจมาจากองค์พระปฐมเจดีย์ ถ้ามีโอกาสไปสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ จะมีรูปเจดีย์องค์เดิมอยู่ โดยองค์ที่เราเห็นในปัจจุบันคือสร้างครอบแล้ว สเปซนี้ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงเจดีย์องค์ข้างใน และข้างนอกก็เป็นตึกครอบ

นิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ หอพักนักศึกษาที่มีพื้นที่ศิลปะขนาดใหญ่ และความท้าทาย ที่อยากเปลี่ยนนครปฐมเมืองชิค

“เราทำดีไซน์ตะแกรงๆ สีขาวขึ้นมาเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีความเป็นส่วนตัว เวลาเราจัดงานก็ช่วยบังสายตา คนทั่วไปที่มางานข้างล่างก็แยกโซนกัน เราอยากทำอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับศิลปะเพื่อให้ความรู้คนที่นี่ อยากสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะ ไม่อยากให้คนจำศิลปะว่าเป็นอาชีพไส้แห้ง เข้าใจยาก บ้าๆ บอๆ ซึ่งในนครปฐมยังไม่มีพื้นที่แบบนี้”

นิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ หอพักนักศึกษาที่มีพื้นที่ศิลปะขนาดใหญ่ และความท้าทาย ที่อยากเปลี่ยนนครปฐมเมืองชิค

เฟิดตั้งใจจะให้ห้องโถงตรงกลางเป็นพื้นที่ศิลปะสำหรับนิทรรศการ ตลาดสร้างสรรค์เล็กๆ เทศกาลหนังศิลปะ หรืออีเวนต์ต่างๆ ซึ่งเปิดรับให้คนทั่วไปเสนอเข้ามาได้

“อย่างงานประติมากรรมที่เราเห็นตั้งอยู่กลางถนนในจังหวัด มันคือธีสิสนักศึกษา มันมีความหมาย มีเรื่องราว แต่พอจบธีสิสก็เอาไปตั้งตรงนั้น ไม่มีใครเข้าไปดู เข้าไปศึกษา ขับรถผ่านไป สนิมก็กินไป ไม่มีใครได้เห็นความงามของสิ่งนี้ เลยคิดว่าพื้นที่ศิลปะสำคัญ”

เราจึงถามเฟิดต่อว่า ทำไมศิลปะถึงสำคัญขนาดนั้น สำคัญขนาดต้องแบ่งพื้นที่สำหรับศิลปะในหอพักนักศึกษา

“เพราะศิลปะเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง เราประยุกต์ใช้กับชีวิตได้ การอยู่หอแล้วต้องสร้างตัวเองขึ้นมาก็ต้องใช้ศิลปะ สมมติง่ายๆ เลยนะ มีเพื่อนชวนไปกินเหล้า เราไม่อยากไป มันปฏิเสธยากนะ (หัวเราะ) ใครผ่านมาแล้วพอจะนึกออกใช่ไหมล่ะ เรื่องเล็กๆ แค่นี้แต่มันต้องมีศิลปะในการปฏิเสธ ไม่ใช่แค่ ‘กูไม่ไป กูไม่กิน’”

“ซึ่งการปฏิเสธเพื่อนอย่างมีศิลปะคือ…”

“เจ็บคอ (หัวเราะ)”

นิรันดร์ อพาร์ตเมนต์ หอพักนักศึกษาที่มีพื้นที่ศิลปะขนาดใหญ่ และความท้าทาย ที่อยากเปลี่ยนนครปฐมเมืองชิค

เฟิดอยากให้นิรันดร์ อพาร์ตเมนต์เป็นมากกว่าหอพัก แต่เป็นประโยชน์ให้กับคนรุ่นใหม่ โดยหวังว่าในอนาคตมันจะกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ เป็นคอมมูนิตี้ของปัญญาชน อยากให้คนจำว่า ที่นี่คือที่ที่เคยมาพัก ที่ที่เคยเติบโต เคยใช้เวลากับเพื่อน เคยมีแฟนคนนี้ และให้มันอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นต่อไป

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load